กองทัพสหรัฐฯ

ทรัมป์อ้าง อิหร่านพยายามติดต่อ หวังทำข้อตกลงยุติสงคราม

ทรัมป์อ้าง อิหร่านพยายามติดต่อ หวังทำข้อตกลงยุติสงคราม เป็นประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่พูดถึงในวงการข่าวต่างประเทศ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ออกมาแฉว่าทางการอิหร่านพยายามส่งสัญญาณขอเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้ง แต่ทรัมป์ไม่ยอมง่ายๆ และยืนยันว่าสหรัฐฯ พร้อมสู้ต่อ

ทรัมป์อ้าง อิหร่านพยายามติดต่อ หวังทำข้อตกลงยุติสงคราม

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบขาว ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวถึงเรื่องนี้อย่างชัดเจน โดยเล่าว่า “พวกเขากำลังโทรมา พวกเขาถามว่า ‘เราจะทำข้อตกลงกันได้อย่างไร?’ ผมตอบไปว่า ‘คุณมาสายไปหน่อยนะ และตอนนี้เราอยากสู้มากกว่าที่พวกคุณอยากสู้เสียอีก’” คำพูดนี้สะท้อนถึงท่าทีแข็งกร้าวของสหรัฐฯ ที่ไม่ยอมถอยแม้จะมีสัญญาณขอเจรจาจากอิหร่าน

บริบทของการติดต่อจากอิหร่าน

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม สื่อสหรัฐฯ รายงานว่าหน่วยข่าวกรองอิหร่านส่งสัญญาณมายังสหรัฐฯ ว่าอาจพร้อมเปิดการเจรจาเกี่ยวกับแนวทางยุติสงคราม แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ชี้แจงว่า ยังไม่มีการเจรจาอย่างเป็นทางการเกิดขึ้น และโอกาส “ทางออก” ในระยะสั้นนั้นดูเลือนลาง

ทรัมป์ยังใช้โอกาสนี้เฉลิมฉลองความคืบหน้าของกองทัพสหรัฐฯ และพันธมิตรอย่างอิสราเอล โดยระบุว่า “เรากำลังทำลายล้างศัตรูอย่างสิ้นซาก รุดหน้าเกินกำหนดการ และอยู่ในระดับที่ผู้คนไม่เคยพบเห็นมาก่อน” เขายังบอกกับ ABC News ว่าอิหร่านย่อยยับหนักจนต้องใช้เวลา 10 ปีกว่าจะฟื้นตัวได้

  • ทรัมป์เรียกร้องให้นักการทูตอิหร่านขอลี้ภัย: “เราขอเรียกร้องให้นักการทูตอิหร่านทั่วโลกยื่นขอลี้ภัย และมาช่วยเราสร้างอิหร่านยุคใหม่ที่ดียิ่งขึ้น”
  • สถานการณ์สงครามปัจจุบัน: สหรัฐฯ และอิสราเอลกำลังดำเนินการโจมตีอย่างหนักหน่วง ทำให้อิหร่านอยู่ในสถานการณ์ลำบาก
  • ผลกระทบต่อภูมิภาค: ความขัดแย้งนี้ส่งผลต่อราคาน้ำมันและเสถียรภาพตะวันออกกลาง

ประเด็น ทรัมป์อ้าง อิหร่านพยายามติดต่อ หวังทำข้อตกลงยุติสงคราม นี้ ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตของความขัดแย้ง ทรัมป์ดูมั่นใจในชัยชนะทางทหาร แต่ผู้เชี่ยวชาญบางคนเตือนว่าการเจรจาอาจเป็นทางออกที่ดีกว่าเพื่อหลีกเลี่ยงสงครามยืดเยื้อ

นอกจากนี้ สถานการณ์ยังเชื่อมโยงกับนโยบาย “America First” ของทรัมป์ ที่เน้นการปกป้องผลประโยชน์สหรัฐฯ อย่างเด็ดขาด หากอิหร่านยอมเจรจาจริง สหรัฐฯ อาจเรียกร้องการปลดอาวุธนิวเคลียร์และยุติการสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย

มุมมองอนาคตของข้อตกลง

แม้ทรัมป์จะปฏิเสธ แต่การที่อิหร่านส่งสัญญาณมาก็แสดงถึงความอ่อนแอ หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจมีแรงกดดันจากนานาชาติให้ทั้งสองฝ่ายนั่งโต๊ะเจรจา สหรัฐฯ อาจใช้เป็นโอกาสต่อรองข้อตกลงที่เอื้อประโยชน์

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้เป็นตัวอย่างของเกมการเมืองระหว่างมหาอำนาจที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม ทรัมป์เล่นบทแข็งกร้าวเพื่อกดดันอิหร่านให้ยอมจำนน แต่สุดท้าย การยุติสงครามอาจต้องอาศัยการทูตที่ชาญฉลาด คุณคิดอย่างไร ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวสารสำคัญ!

ที่มา – ทรัมป์อ้าง อิหร่านพยายามติดต่อ หวังทำข้อตกลงยุติสงคราม

สหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายแล้ว 1,700 จุดใน 3 วัน อิหร่านดับพุ่ง 787 ศพ

สหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายแล้ว 1,700 จุดใน 3 วัน อิหร่านดับพุ่ง 787 ศพ เป็นข่าวร้อนที่กำลังสร้างความตึงเครียดในตะวันออกกลาง สถานการณ์ล่าสุดจากกองทัพสหรัฐฯ เผยว่าปฏิบัติการ “Epic Fury” ได้โจมตีฐานทัพและโครงสร้างสำคัญของอิหร่านไปแล้วกว่า 1,700 จุดภายในเวลาเพียง 3 วันเท่านั้น ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งสูงถึง 787 ราย รวมถึงเด็กนักเรียนหญิงจำนวนมาก

สหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายแล้ว 1,700 จุดใน 3 วัน อิหร่านดับพุ่ง 787 ศพ

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569 กองบัญชาการกลางของกองทัพสหรัฐฯ หรือ CENTCOM ได้ออกเอกสารสรุปปฏิบัติการที่เริ่มต้นตั้งแต่วันเสาร์ โดยระบุว่ากองทัพสหรัฐฯ ได้เพิ่มการโจมตีอีกกว่า 700 จุดตั้งแต่วันอาทิตย์ ทำให้ยอดรวมทะลุ 1,700 จุดแล้ว การโจมตีครั้งนี้ใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดและเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ๆ เข้ามาเสริมกำลังอย่างเต็มรูปแบบ

เป้าหมายหลักที่ถูกโจมตี ได้แก่ ฐานยิงขีปนาวุธ เรือรบ เรือดำน้ำ และศูนย์บัญชาการต่างๆ CENTCOM ย้ำว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับเป้าหมายที่เป็นภัยคุกคามเร่งด่วนที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงต่อพันธมิตรในภูมิภาค

ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งสูงและข้อกล่าวหาเรื่องโรงพยาบาล

สมาคมสภาเสี้ยววงเดือนแดงของอิหร่านรายงานว่าการโจมตีจากสหรัฐฯ และอิสราเอลทำให้มีผู้เสียชีวิต 787 ศพ โดยในจำนวนนี้มีนักเรียนหญิง 176 รายที่เสียชีวิตจากโรงเรียนในเมืองมินาบที่ถูกโจมตี นอกจากนี้ นายฟาเตเมห์ โมฮัมหมัดเบกี สมาชิกคณะกรรมาธิการสาธารณสุขของรัฐสภาอิหร่าน กล่าวหาว่าโรงพยาบาล 9 แห่งถูกโจมตีโดยเจตนา รวมถึงโรงพยาบาลคานธีในกรุงเตหะราน

กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องโรงพยาบาลคานธี โดยยืนยันว่าเป้าหมายไม่ใช่โรงพยาบาล ขณะที่ CENTCOM ยังไม่แสดงท่าทีชี้แจง ทางกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านกล่าวหาทั้งสหรัฐฯ และอิสราเอลว่าจงใจโจมตีสถานพยาบาลเพื่อทำลายโครงสร้างพื้นฐาน

ผลกระทบและพัฒนาการของปฏิบัติการ Epic Fury

ปฏิบัติการนี้ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถทางทหารของสหรัฐฯ แต่ยังจุดชนวนความขัดแย้งที่อาจลุกลามไปทั่วภูมิภาค ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าการโจมตีสหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายแล้ว 1,700 จุดใน 3 วัน อิหร่านดับพุ่ง 787 ศพ อาจนำไปสู่การตอบโต้จากอิหร่านและกลุ่มพันธมิตร เช่น ฮูติในเยเมนหรือฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน

นอกจากนี้ การสูญเสียเด็กนักเรียนหญิงจำนวนมากยังก่อให้เกิดกระแสประณามจากนานาชาติ โดยองค์กรสิทธิมนุษยชนเรียกร้องให้มีการสอบสวนอิสระ สถานการณ์นี้ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นทันที สะท้อนถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจโลกต่อความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

  • จำนวนเป้าหมายที่ถูกโจมตี: มากกว่า 1,700 จุด
  • ยอดผู้เสียชีวิต: 787 ศพ รวมเด็กหญิง 176 ราย
  • โรงพยาบาลที่ได้รับผลกระทบ: 9 แห่ง
  • อาวุธที่ใช้: เครื่องบินทิ้งระเบิดและขับไล่รุ่นใหม่

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ สหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายแล้ว 1,700 จุดใน 3 วัน อิหร่านดับพุ่ง 787 ศพ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจเปลี่ยนสมดุลอำนาจในภูมิภาค สหรัฐฯ ต้องการกำจัดภัยคุกคามจากโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของอิหร่าน แต่ก็เสี่ยงต่อสงครามเต็มรูปแบบ

ติดตามสถานการณ์ข่าวต่างประเทศอย่างใกล้ชิด และอย่าลืมแบ่งปันบทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลล่าสุด หากมีพัฒนาการใหม่ เราจะอัปเดตให้ทราบทันที

ที่มา – สหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายแล้ว 1,700 จุดใน 3 วัน อิหร่านดับพุ่ง 787 ศพ

ทรัมป์ยืนยัน ไม่ได้ถูกอิสราเอลกดดันให้โจมตีอิหร่าน

ในสถานการณ์ตึงเครียดทางตะวันออกกลางที่กำลังร้อนระอุ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาพูดถึงปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน โดยทรัมป์ยืนยัน ไม่ได้ถูกอิสราเอลกดดันให้โจมตีอิหร่าน แต่กลับชี้ว่าอาจเป็นตัวเขาที่บีบให้อิสราเอลต้องลงมือด้วยซ้ำ ข่าวนี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทั่วโลกจับตามอง เพราะสะท้อนนโยบายแข็งกร้าวของสหรัฐฯ ในยุคทรัมป์

ทรัมป์ยืนยัน ไม่ได้ถูกอิสราเอลกดดันให้โจมตีอิหร่าน

เมื่อวันอังคารที่ 3 มีนาคม 2569 หรือตามปฏิทินเกรกอเรียน ประธานาธิบดีทรัมป์ได้พบปะกับนายกรัฐมนตรีเยอรมนี ฟรีดริช แมร์ซ ที่ทำเนียบขาว โดยระหว่างการสนทนา ทรัมป์เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนถามคำถามเกี่ยวกับประเด็นอิหร่าน ซึ่งเป็นหัวใจของความขัดแย้งในภูมิภาคนี้ ทรัมป์เริ่มต้นด้วยการชื่นชมนายทหารสหรัฐฯ ที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในการโจมตีอิหร่าน

“แทบทุกอย่างถูกทำลายลงแล้ว” ทรัมป์กล่าวอย่างมั่นใจ โดยยกตัวอย่างฐานทัพ สิ่งติดตั้งทางทหาร กองทัพเรือ กองทัพอากาศ ระบบตรวจจับทางอากาศ และเรดาร์ของอิหร่านที่ถูกกำจัดจนสิ้นซาก นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังมีการโจมตีระลอกใหม่ที่มุ่งเป้าไปยังผู้นำชุดใหม่ของเตหะราน ซึ่งสร้างผลกระทบรุนแรงมาก แม้ทรัมป์จะไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดผู้เสียชีวิตหรือเป้าหมายเฉพาะเจาะจง

ทรัมป์ชื่นชมนายทหารสหรัฐฯ ทำลายอิหร่านราบคาบ

ทรัมป์ย้ำถึงความสำเร็จของกองทัพสหรัฐฯ ว่า “เรากำลังทำได้ดีมาก เรามีกองทัพที่ยอดเยี่ยม และพวกเขากำลังปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างน่าอัศจรรย์” การโจมตีครั้งนี้ไม่เพียงทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของอิหร่าน แต่ยังลดจำนวนขีปนาวุธของฝ่ายตรงข้ามลงอย่างฮวบฮาบ สิ่งนี้ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับพันธมิตรในภูมิภาค โดยเฉพาะอิสราเอลที่เผชิญภัยคุกคามจากอิหร่านมานาน

  • กองทัพเรืออิหร่านถูกทำลายทั้งหมด
  • กองทัพอากาศไร้เครื่องบินรบ
  • ระบบเรดาร์และตรวจจับทางอากาศพังพินาศ
  • ฐานทัพหลักหลายแห่งถูกถล่ม
  • ขีปนาวุธลดลงอย่างมาก

เมื่อถูกถามถึงบทบาทของอิสราเอล นักข่าวสงสัยว่าสหรัฐฯ ถูกดึงเข้าสู่สงครามหรือไม่ ทรัมป์โต้ทันทีว่าทรัมป์ยืนยัน ไม่ได้ถูกอิสราเอลกดดันให้โจมตีอิหร่าน แต่ “พวกเขากำลังจะโจมตีถ้าเราไม่ทำก่อน” โดยชี้ว่าอิหร่านตั้งใจเป็นฝ่ายแรก และเขาอาจเป็นคนบีบอิสราเอลให้ลงมือเพราะทั้งสองฝ่ายพร้อมแล้ว

ผลกระทบต่อสถานการณ์ตะวันออกกลาง

ปฏิบัติการครั้งนี้ไม่เพียงเปลี่ยนสมดุลอำนาจในตะวันออกกลาง แต่ยังส่งสัญญาณถึงนโยบาย “อเมริกาต่อนำ” ของทรัมป์ที่ไม่ยอมให้ใครก้าวร้าวเกินไป อิหร่านที่เคยข่มขู่ด้วยโครงการนิวเคลียร์และหน่วยกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติ (IRGC) ตอนนี้ต้องเผชิญความอ่อนแอครั้งใหญ่ สิ่งนี้ช่วยลดความเสี่ยงต่ออิสราเอลและชาติพันธมิตรอาหรับอย่างซาอุดีอาระเบีย

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอาจเกิดการตอบโต้แบบกองโจรหรือผ่านกลุ่มตัวแทนอย่างฮูธีหรือฮิซบอลเลาะห์ นอกจากนี้ ราคาน้ำมันโลกอาจผันผวนจากความไม่แน่นอนในอ่าวเปอร์เซีย สหรัฐฯ จึงต้องเตรียมรับมือระยะยาว

จากมุมมองของทรัมป์ การโจมตีนี้คือชัยชนะที่ชัดเจน และเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าสหรัฐฯ ไม่ถูกใครบงการ แต่เป็นผู้นำที่เด็ดขาด ในขณะที่โลกจับตาการตอบสนองของเตหะรานต่อไป

คุณคิดอย่างไรกับการตัดสินใจของทรัมป์ครั้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตสถานการณ์ตะวันออกกลางเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ทรัมป์ยืนยัน ไม่ได้ถูกอิสราเอลกดดันให้โจมตีอิหร่าน

กองทัพสหรัฐฯ โว ถล่มอิหร่าน 1,250 จุดใน 48 ชม.

กองทัพสหรัฐฯ โว ถล่มอิหร่าน 1,250 จุดใน 48 ชม. อิสราเอลคาดดับนับพัน เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการระหว่างประเทศ เมื่อกองบัญชาการกลางของกองทัพสหรัฐฯ หรือ CENTCOM เปิดเผยข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ที่ชื่อว่า “Epic Fury” ซึ่งมุ่งเป้าไปที่อิหร่าน โดยในช่วง 48 ชั่วโมงแรกมีการโจมตีเป้าหมายสำคัญมากกว่า 1,250 จุด สร้างความเสียหายรุนแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของระบอบอิหร่าน

กองทัพสหรัฐฯ โว ถล่มอิหร่าน 1,250 จุดใน 48 ชม. อิสราเอลคาดดับนับพัน

ปฏิบัติการนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 01:15 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ (ET) โดยกองทัพสหรัฐฯ ใช้ยุทโธปกรณ์ชั้นนำมากมาย เช่น เครื่องบินทิ้งระเบิด B-1, เครื่องบินขับไล่ F-16, เรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ และเรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถี เพื่อโจมตีเป้าหมายที่เป็นภัยคุกคามเร่งด่วน เป้าหมายหลัก ได้แก่ เรือรบและเรือดำน้ำของกองทัพเรืออิหร่าน ระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบบูรณาการ ฐานยิงขีปนาวุธต่อต้านเรือรบ กองบัญชาการร่วมของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) และกองบัญชาการกองทัพอากาศของ IRGC

การโจมตีครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์เพื่อทำลายกลไกด้านความมั่นคงของระบอบการปกครองอิหร่าน ซึ่งถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเหตุการณ์ความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มพันธมิตรของอิหร่าน

อิสราเอลประเมินผู้เสียชีวิตนับพัน

เจ้าหน้าที่อิสราเอลเปิดเผยว่ามีสมาชิก IRGC เสียชีวิตมากกว่า 1,500 นายนับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา ข้อมูลนี้มาจากการประเมินเบื้องต้นหลังการโจมตีแบบสายฟ้าแลบ อย่างไรก็ตาม สมาคมเสี้ยววงเดือนแดงของอิหร่านรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตที่ต่ำกว่าคือ 555 ศพในช่วงเช้าวันจันทร์ ซึ่งสะท้อนถึงความแตกต่างในการนับจากฝ่ายต่างๆ

นอกจากนี้ ปฏิบัติการ Epic Fury ยังแสดงให้เห็นถึงความสามารถทางเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ในการโจมตีแบบแม่นยำ โดยใช้ขีปนาวุธนำวิถีและการบินเหนือศัตรู ทำให้ลดความเสี่ยงต่อกำลังพลฝ่ายตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ยุทโธปกรณ์ที่ใช้ในปฏิบัติการ

  • เครื่องบินทิ้งระเบิด B-1: สำหรับโจมตีเป้าหมายขนาดใหญ่
  • เครื่องบินขับไล่ F-16: สนับสนุนการโจมตีทางอากาศ
  • เรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์: ฐานปฏิบัติการเคลื่อนที่
  • เรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถี: โจมตีทะเลและชายฝั่ง
  • ยุทโธปกรณ์อื่นๆ ที่ไม่เปิดเผย: เพิ่มความลับในการรบ

การโจมตีจำนวนมากในเวลาอันสั้นเช่นนี้ สร้างความตกตะลึงให้กับนานาชาติ และอาจนำไปสู่การตอบโต้จากอิหร่านหรือพันธมิตรอย่างรัสเซียและจีน สถานการณ์ในตะวันออกกลางจึงยิ่งตึงเครียดมากขึ้น

จากมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ กองทัพสหรัฐฯ โว ถล่มอิหร่าน 1,250 จุดใน 48 ชม. แสดงถึงความเหนือกว่าทางเทคโนโลยีและการประสานงานกับอิสราเอลที่ยอดเยี่ยม แต่ก็เสี่ยงต่อการขยายวงสงคราม ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าอิหร่านอาจใช้สงคราม不对称 เช่น โจมตีทางไซเบอร์หรือผ่านกลุ่มตัวแทน

นอกจากนี้ ผลกระทบทางเศรษฐกิจก็ชัดเจน โดยราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นทันทีหลังข่าวนี้แพร่ออกไป ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม

สำหรับคนไทยที่สนใจข่าวต่างประเทศ สถานการณ์นี้值得ติดตาม เพราะอาจกระทบราคาน้ำมันและเสถียรภาพภูมิภาคเอเชีย

ติดตามข่าวอัปเดตล่าสุดและวิเคราะห์เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดทุกพัฒนาการสำคัญ

ที่มา – กองทัพสหรัฐฯ โว ถล่มอิหร่าน 1,250 จุดใน 48 ชม. อิสราเอลคาดดับนับพัน

ทรัมป์โว จมเรือรบอิหร่านแล้ว 9 ลำ ทำลายฐานกองทัพเรือเกือบหมด

ทรัมป์โว จมเรือรบอิหร่านแล้ว 9 ลำ ทำลายฐานกองทัพเรือเกือบหมด เป็นข่าวร้อนที่กำลังเป็นกระแสทั่วโลกในขณะนี้ เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ออกมาโพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ประกาศชัยชนะของกองทัพสหรัฐฯ ในการโจมตีทางทหารต่ออิหร่าน

ทรัมป์โว จมเรือรบอิหร่านแล้ว 9 ลำ ทำลายฐานกองทัพเรือเกือบหมด

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 ทรัมป์ระบุว่ากองทัพสหรัฐฯ ได้ทำลายเรือรบของกองทัพเรืออิหร่านไปแล้วถึง 9 ลำ โดยบางลำมีขนาดใหญ่และมีความสำคัญสูง นอกจากนี้ยังได้ทำลายฐานทัพเรือและกองบัญชาการทหารเรือของอิหร่านเกือบทั้งหมด ทำให้กองทัพอิหร่านได้รับความเสียหายอย่างหนัก

“ผมเพิ่งได้รับแจ้งว่าเราได้ทำลายและจมเรือรบอิหร่านไป 9 ลำ บางลำมีขนาดใหญ่และสำคัญพอสมควร เรากำลังจัดการกับส่วนที่เหลือ – พวกมันจะไปลอยอยู่ก้นทะเลในไม่ช้าเช่นกัน!” ทรัมป์โพสต์พร้อมเสริมด้วยน้ำเสียงประชดว่า “ในการโจมตีอีกจุดหนึ่ง เราได้ทำลายกองบัญชาการทหารเรือของพวกเขาไปเกือบทั้งหมด นอกเหนือจากนั้นแล้ว กองทัพเรือของพวกเขาก็ยังคงสบายดีมากๆ!”

ทรัมป์โว จมเรือรบอิหร่านแล้ว 9 ลำ: รายละเอียดจากกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ

ขณะเดียวกัน กองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ หรือ CENTCOM ก็ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่าการโจมตีครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยเฉพาะการทำลายกองบัญชาการของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกองทัพอิหร่าน

  • จมเรือรบอิหร่าน 9 ลำ รวมทั้งเรือขนาดใหญ่
  • ทำลายฐานทัพเรือและกองบัญชาการเกือบหมด
  • IRGC สูญเสียกองบัญชาการหลัก ทำให้การบัญชาการล้มเหลว
  • CENTCOM ระบุว่า IRGC สังหารชาวอเมริกันกว่า 1,000 คนใน 47 ปี

“อเมริกาเป็นเจ้าของกองทัพที่ทรงพลังที่สุดในโลก และ IRGC ไม่มีกองบัญชาการอีกต่อไปแล้ว IRGC สังหารชาวอเมริกันไปมากกว่า 1,000 คนในช่วง 47 ปีที่ผ่านมา เมื่อวานนี้ การโจมตีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ได้จัดการกับ ‘หัวงู’ เรียบร้อยแล้ว” แถลงการณ์จาก CENTCOM ระบุ

ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยืดเยื้อมานานหลายปี โดยเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์และการสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย การโจมตีครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความเหนือกว่าทางทหารของสหรัฐฯ ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสมดุลอำนาจในตะวันออกกลาง

ผู้เชี่ยวชาญทางทหารวิเคราะห์ว่าการสูญเสียเรือรบ 9 ลำและฐานทัพเรือเกือบหมด จะทำให้กองทัพเรืออิหร่านอ่อนแอลงอย่างมาก ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการลาดตระเวนและโจมตีในอ่าวเปอร์เซีย นอกจากนี้ การทำลาย IRGC ยังตัดขาดเครือข่ายบัญชาการ ทำให้ปฏิบัติการของอิหร่านซับซ้อนยิ่งขึ้น

ในมุมมองของนักวิเคราะห์การเมือง การกระทำของทรัมป์ครั้งนี้อาจเป็นกลยุทธ์เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์แข็งกร้าวก่อนการเลือกตั้ง แต่ก็เสี่ยงจุดชนวนสงครามเต็มรูปแบบ ประชาคมโลกกำลังจับตาการตอบโต้อิหร่าน ซึ่งอาจรวมถึงการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค

สำหรับคนไทยที่สนใจสถานการณ์โลก ข่าวนี้สะท้อนถึงความสำคัญของการติดตามข่าวต่างประเทศ เพราะอาจกระทบราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลกได้

คุณคิดอย่างไรกับการโจมตีครั้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตล่าสุดจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ทรัมป์โว จมเรือรบอิหร่านแล้ว 9 ลำ ทำลายฐานกองทัพเรือเกือบหมด

กองทัพสหรัฐฯ จมเรือ 3 ลำ ดับ 11 ศพ อ้างกำลังขนยาเสพติด

กองทัพสหรัฐฯ จมเรือ 3 ลำ ดับ 11 ศพ อ้างกำลังขนยาเสพติด เป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความฮือฮาในวงการข่าวต่างประเทศ ล่าสุดเมื่อวันอังคารที่ 17 ก.พ. 2569 กองทัพสหรัฐฯ ได้ทำการโจมตีเรือลักลอบ 3 ลำในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกและทะเลแคริบเบียน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 11 ราย โดยทางการอ้างว่าเรือเหล่านี้เป็นของกลุ่มผู้ก่อการร้ายค้ายาเสพติด

กองทัพสหรัฐฯ จมเรือ 3 ลำ ดับ 11 ศพ อ้างกำลังขนยาเสพติด

ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นตามข่าวกรองที่ยืนยันว่าเรือทั้งสามลำกำลังเคลื่อนไหวตามเส้นทางขนยาเสพติดที่รู้จักกันดี ในเรือลำแรกที่มหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก มีสมาชิกเพศชายเสียชีวิต 4 ราย ลำที่สองในพื้นที่เดียวกันอีก 4 ราย และลำที่สามในทะเลแคริบเบียน 3 ราย กองบัญชาการภาคใต้ของสหรัฐฯ โพสต์แจ้งผ่านโซเชียลมีเดียว่า “เรือเหล่านี้มีส่วนร่วมในการลักลอบขนยาเสพติดอย่างชัดเจน”

บริบทของปฏิบัติการกองทัพสหรัฐฯ จมเรือ 3 ลำ ดับ 11 ศพ

ตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว รัฐบาลทรัมป์ได้สั่งการโจมตีเรือต้องสงสัยขนยาเสพติดมากกว่า 40 ครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมกว่า 130 ราย อย่างไรก็ตาม หลังจากการบุกจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโรของเวเนซเอลาเมื่อต้นเดือนมกราคม ความถี่ของปฏิบัติการลดลงอย่างเห็นได้ชัด สหรัฐฯ กล่าวหาว่ารัฐบาลเวเนซเอลามีส่วนร่วมกับแก๊งค้ายาเสพติด

พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า เป้าหมายหลักคือกำจัด “ผู้ก่อการร้ายค้ายาเสพติด” ออกจากซีกโลกตะวันตก เพื่อปกป้องประชาชนอเมริกันจากยาเสพติดที่คร่าชีวิตคนนับไม่ถ้วน แต่จนถึงตอนนี้ สหรัฐฯ ยังไม่เปิดเผยหลักฐานที่ชัดเจนว่าบนเรือมียาเสพติดจริงหรือไม่

ข้อถกเถียงทางกฎหมายและสิทธิมนุษยชน

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศหลายคนวิจารณ์ปฏิบัติการนี้อย่างหนัก โดยชี้ว่าการโจมตีพลเรือนโดยตรงโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมอาจขัดต่อกฎหมายสากล นอกจากนี้ การขาดหลักฐานยืนยันการขนยาเสพติดทำให้เกิดคำถามถึงความชอบธรรมของการกระทำดังกล่าว

  • จำนวนผู้เสียชีวิต: 11 รายจากเรือ 3 ลำ
  • สถานที่: มหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกและทะเลแคริบเบียน
  • วันที่: 17 ก.พ. 2569
  • จำนวนปฏิบัติการสะสม: กว่า 40 ครั้ง

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าการโจมตีแบบนี้เพิ่มขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ กดดันรัฐบาลเวเนซเอลา แต่หลังการจับกุมมาดูโร ความรุนแรงลดลง สะท้อนถึงกลยุทธ์ที่เปลี่ยนไป

ในมุมมองของผู้เขียน การต่อสู้กับยาเสพติดเป็นเรื่องจำเป็น แต่ต้องเคารพกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งใหญ่โต คุณคิดอย่างไรกับปฏิบัติการนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นได้รับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – กองทัพสหรัฐฯ จมเรือ 3 ลำ ดับ 11 ศพ อ้างกำลังขนยาเสพติด

กองทัพสหรัฐฯ บุกขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำ หลังไล่ล่าถึงมหาสมุทรอินเดีย

กองทัพสหรัฐฯ บุกขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำ หลังไล่ล่าถึงมหาสมุทรอินเดีย สร้างความฮือฮาในแวดวงข่าวต่างประเทศ เมื่อกองทัพสหรัฐฯ ประกาศปฏิบัติการครั้งใหญ่ โดยบุกขึ้นตรวจค้นเรือบรรทุกน้ำมันลำที่ 2 ในรอบสัปดาห์เดียวกัน ไล่ตามจากทะเลแคริบเบียนมาจนถึงมหาสมุทรอินเดีย นับเป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามการหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตรน้ำมันจากเวเนซุเอลา

กองทัพสหรัฐฯ บุกขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำ หลังไล่ล่าถึงมหาสมุทรอินเดีย: รายละเอียดปฏิบัติการ

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 กองทัพสหรัฐฯ ได้ติดตามเรือบรรทุกน้ำมันชื่อ “เวโรนิกา 3” (Veronica III) ซึ่งติดธงชาติปานามา มาจากทะเลแคริบเบียนไกลถึงมหาสมุทรอินเดีย เรือลำนี้ถูกสงสัยว่าช่วยเวเนซุเอลาขนส่งน้ำมันหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ นี่เป็นเรือลำที่ 7 ที่ถูกยึดตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการปลายปีก่อน

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน ออกแถลงการณ์ว่า “ระยะทางไม่ได้คุ้มครองคุณ” พร้อมเผยวิดีโอและภาพการบุกตรวจค้น พวกเขาย้ำสิทธิในการสกัดกั้นทางทะเล แม้ยังไม่ระบุชัดว่าจะยึดเรือหรือปล่อยต่อ แต่ชัดเจนว่า “น่านน้ำสากลไม่ใช่ที่หลบภัย” ไม่ว่าจะทางบก อากาศ หรือทะเล สหรัฐฯ จะตามล่าจนกว่าจะได้ตัว

เส้นทางและปริมาณน้ำมันของเรือเวโรนิกา 3

ตามข้อมูลจาก TankerTrackers.com เรือเวโรนิกา 3 ออกจากเวเนซุเอลาเมื่อ 3 มกราคม 2569 ซึ่งตรงกับวันที่สหรัฐฯ จับกุมนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาในการบุกบ้านพักที่กรุงการากัส เรือบรรทุกน้ำมันดิบกว่า 1.9 ล้านบาร์เรล และมีประวัติเกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันจากรัสเซีย อิหร่าน และเวเนซุเอลาตั้งแต่ปี 2566

  • ออกเดินทางจากเวเนซุเอลา 3 ม.ค. 2569
  • ไล่ล่าจากทะเลแคริบเบียนถึงมหาสมุทรอินเดีย
  • บรรทุกน้ำมันดิบ 1.9 ล้านบาร์เรล
  • เรือลำที่ 7 ที่ถูกสหรัฐฯ จับในปฏิบัติการนี้

สัปดาห์ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ เพิ่งบุกเรือ “อากีลา 2” (Aquila II) ในลักษณะเดียวกัน แสดงถึงความมุ่งมั่นของเพนตากอนในการบังคับใช้การคว่ำบาตร

ผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันเวเนซุเอลา

ปฏิบัติการเหล่านี้ทำให้การส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลาลดลงอย่างหนัก จากข้อมูลของ Kpler บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลสหรัฐฯ เดือนมกราคมที่ผ่านมา การขนส่งเหลือเพียง 400,000 บาร์เรลต่อวัน ลดลงเกือบครึ่ง มีเพียงเรือที่เกี่ยวข้องกับ Chevron และมุ่งหน้ามายังสหรัฐฯ เท่านั้นที่ยังดำเนินการได้ปกติ

นี่สะท้อนถึงนโยบายเข้มงวดของประธานาธิบดีทรัมป์ต่อรัฐบาลมาดูโร ซึ่งถูกกล่าวหาว่าทุจริตและละเมิดสิทธิมนุษยชน การคว่ำบาตรน้ำมันเป็นเครื่องมือสำคัญในการกดดันเศรษฐกิจเวเนซุเอลาที่พึ่งพาน้ำมันถึง 90%

ผู้เชี่ยวชาญอย่าง แมตต์ สมิธ จาก Kpler วิเคราะห์กับ BBC ว่าการปิดล้อมนี้มีประสิทธิภาพสูง สหรัฐฯ ใช้เทคโนโลยีติดตามเรือขั้นสูง ขีดความสามารถทางทหารที่เหนือชั้น และความร่วมมือระหว่างประเทศ ทำให้เรือต้องสงสัยหนีไม่พ้น

ความสำคัญของปฏิบัติการนี้ในบริบท geopolitics

กองทัพสหรัฐฯ บุกขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำ หลังไล่ล่าถึงมหาสมุทรอินเดีย ไม่ใช่แค่การจับเรือ แต่เป็นสัญญาณถึงการรักษาอำนาจทางทะเลของสหรัฐฯ ในยุคที่จีนและรัสเซียขยายอิทธิพล มันแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ สามารถปฏิบัติการไกลถึงมหาสมุทรอินเดียได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับเวเนซุเอลา เศรษฐกิจย่ำแย่ลง รายได้จากน้ำมันลด ส่งผลให้ประชาชนเดือดร้อนมากขึ้น ขณะที่พันธมิตรอย่างรัสเซียและอิหร่านก็ถูกกระทบ เพราะเรือเหล่านี้มักใช้เป็นเครือข่าย shadow fleet ในการค้าขายน้ำมันผิดกฎหมาย

ในมุมมองของผู้เขียน ปฏิบัติการนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ แต่ก็ต้องระวังไม่ให้กระทบเสรีภาพการเดินเรือสากล คุณคิดอย่างไร ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวต่างประเทศจากเราเพื่ออัปเดตล่าสุด!

ที่มา – กองทัพสหรัฐฯ บุกขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำ หลังไล่ล่าถึงมหาสมุทรอินเดีย

สหรัฐฯ-จีน เจรจาความมั่นคงทางทะเล ฟื้นฟูสัมพันธ์

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน กลับมามีความเคลื่อนไหวอีกครั้ง เมื่อกองทัพของทั้งสองชาติได้จัดการเจรจาด้านความมั่นคงทางทะเล โดยมีการหารือในหลากหลายประเด็นที่ทางฝ่ายจีนระบุว่าเป็นการพูดคุยที่ตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ทั้งสหรัฐฯ และจีนได้ออกมาประกาศว่ากองทัพของพวกเขาได้เสร็จสิ้นการเจรจาความมั่นคงทางทะเล ซึ่งเป็นการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์และตรงไปตรงมา หลังจากที่ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศทั้งสองตึงเครียดมานานหลายเดือน การเจรจาครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทหารระหว่างกัน

กองทัพเรือแห่งกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการว่า การประชุมในระดับปฏิบัติการนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-20 พฤศจิกายน ที่รัฐฮาวาย

ก่อนหน้านี้ เคยมีการเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารของสหรัฐฯ และจีนในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นการประชุมระดับปฏิบัติการครั้งแรกนับตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ การเจรจานี้เป็นที่รู้จักในชื่อ คณะทำงานตามข้อตกลงการปรึกษาหารือทางทหารทางทะเล (MMCA)

สหรัฐฯ-จีน เจรจาความมั่นคงทางทะเล ฟื้นฟูสัมพันธ์

กองทัพเรือจีนกล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่ตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์ โดยส่วนใหญ่เป็นการพูดคุยเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงทางทะเลและทางอากาศในปัจจุบันระหว่างจีนและสหรัฐฯ

นอกจากนี้ จีนยังได้วิพากษ์วิจารณ์ปฏิบัติการของสหรัฐฯ ที่อ้างสิทธิเสรีภาพในการเดินเรือ ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่องแคบไต้หวันและทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นน่านน้ำสากลที่จีนอ้างสิทธิอธิปไตย และแสดงความไม่เห็นด้วยต่อการกระทำที่จีนมองว่าเป็นการละเมิดและยั่วยุ

แถลงการณ์ยังระบุว่า ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับกรณีการเผชิญหน้าทางทะเลและทางอากาศระหว่างกองทัพของทั้งสองประเทศ เพื่อช่วยให้กองทัพเรือและกองทัพอากาศแนวหน้าของจีนและสหรัฐฯ มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างมืออาชีพและปลอดภัยยิ่งขึ้น

เมื่อเดือนที่แล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ นายพีท เฮกเซธ ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับกิจกรรมของจีนในทะเลจีนใต้และบริเวณรอบไต้หวัน ในการประชุมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของจีน นายตง จวิ้น

ฝ่ายสหรัฐฯ ได้ผลักดันให้มีการปรับปรุงการสื่อสารกับจีนเกี่ยวกับการปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย รวมถึงท่าทีในภูมิภาค โดยเรียกร้องให้มีความโปร่งใสมากขึ้นเกี่ยวกับการเสริมกำลังอาวุธนิวเคลียร์ และการหารือในระดับยุทธบริเวณกับผู้บัญชาการทหารมากขึ้น โดยคณะทำงานจะมีการประชุมติดตามผลในปี 2569

ความสำคัญของการเจรจาความมั่นคงทางทะเล

การเจรจาความมั่นคงทางทะเลระหว่างสหรัฐฯ และจีน ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการรักษาเสถียรภาพในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก การที่ทั้งสองประเทศมหาอำนาจสามารถพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้โดยตรง จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดความเข้าใจผิดและการเผชิญหน้าที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้นได้

นอกจากนี้ การเจรจายังเป็นโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายได้ทำความเข้าใจมุมมองและผลประโยชน์ของอีกฝ่าย ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างความร่วมมือในด้านต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน เช่น การต่อต้านการก่อการร้ายและการรักษาสันติภาพในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม การเจรจาความมั่นคงทางทะเลเป็นเพียงก้าวแรกในการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนระหว่างสหรัฐฯ และจีน ยังมีประเด็นความขัดแย้งอื่นๆ อีกมากมายที่ต้องได้รับการแก้ไข เช่น ข้อพิพาทเรื่องทะเลจีนใต้ และความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับไต้หวัน อนาคตของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองจึงยังคงมีความท้าทายรออยู่

ถึงเเม้ว่าการเจรจาครั้งนี้จะเป็นเเค่จุดเริ่มต้น เเต่ก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของทั้งสองฝ่ายที่จะเปิดโต๊ะเจรจา เพื่อหาทางออกร่วมกัน ซึ่งนับว่าเป็นสัญญาณที่ดีต่อการรักษาสันติภาพเเละเสถียรภาพในภูมิภาค

ที่มา – สหรัฐฯ-จีน จัดเจรจาความมั่นคงทางทะเล ฟื้นการติดต่อระหว่างกองทัพ

เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ ถึงยูเครน เจรจายุติสงคราม

เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ ถึงยูเครนแล้ว เพื่อเจรจาหาทางยุติสงครามกับรัสเซีย ท่ามกลางรายงานข่าวว่า สหรัฐฯ กับรัสเซีย ได้เตรียมแผนสันติภาพฉบับใหม่ไว้แล้ว สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างยูเครนและรัสเซียยังคงเป็นประเด็นร้อนแรงที่ทั่วโลกจับตามอง การเดินทางมาเยือนยูเครนของเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ในครั้งนี้ จึงเป็นที่สนใจอย่างยิ่งว่าจะนำไปสู่ทิศทางใด

เมื่อ 19 พ.ย. 2568 กองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงกลาโหม (เพนตากอน) เดินทางถึงประเทศยูเครนแล้ว เพื่อหารือเกี่ยวกับความพยายามในการยุติสงครามกับรัสเซีย โดยทีมงานซึ่งนำโดยนาย แดน ดริสโคลล์ เลขาธิการกองทัพบกสหรัฐฯ จะพบกับ โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนในวันพฤหัสบดีนี้ การเจรจาในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกที่อาจนำไปสู่การคลี่คลายสถานการณ์ที่ตึงเครียด

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นในขณะที่ สื่อต่างๆ เริ่มรายงานว่า สหรัฐฯ กับรัสเซีย ได้เตรียมแผนสันติภาพฉบับใหม่ทั้งหมด 28 ข้อ ซึ่งมีข้อตกลงที่ยูเครนจะต้องยอมผ่อนปรนครั้งใหญ่ รวมถึงสละดินแดนและอาวุธบางส่วน แต่ทั้งวอชิงตันและมอสโกยังไม่ได้ยืนยันแผนดังกล่าวอย่างเป็นทางการ หากแผนสันติภาพดังกล่าวเป็นความจริง ยูเครนอาจต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างมากในการตัดสินใจ

ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยูเครนระบุว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 26 ราย จากการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของรัสเซียในเมืองเทอร์โนปิล ทางตะวันตกของยูเครน และมีผู้บาดเจ็บอีกมากกว่า 70 ราย เหตุการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของสงครามที่ยังคงดำเนินต่อไป

พันเอกเดวิด บัตเลอร์ โฆษกกองทัพบกสหรัฐฯ กล่าวในแถลงการณ์ว่า เลขาธิการดริสโคลล์และคณะ เดินทางถึงกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครนเมื่อเช้าวันพุธ (19 พ.ย.) เพื่อปฏิบัติภารกิจในนามของรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อพบกับเจ้าหน้าที่ของยูเครน และจะมีการหารือเรื่องการยุติสงคราม

นายดริสโคลล์เดินทางมาพร้อมกับพลเอกแรนดี จอร์จ เสนาธิการกองทัพบกสหรัฐฯ, พลเอกคริส โดนาฮิว ผู้บัญชาการกองทัพบกสหรัฐฯ ในยุโรป โดยนายดริสโคลล์และพลเอกจอร์จ เป็นเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงสุดของสหรัฐฯ ที่ได้เดินทางเยือนกรุงเคียฟของยูเครน นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ยูเครนรายหนึ่งเปิดเผยกับสำนักข่าว ซีบีเอส ว่า การเจรจาในการเดินทางครั้งนี้จะเน้นไปที่สถานการณ์ทางทหารภาคพื้นดิน รวมถึงแผนการหยุดยิงที่เป็นไปได้ด้วย โดยเจ้าหน้าที่ผู้ไม่ขอออกนามรายหนึ่งกล่าวว่า “ประธานาธิบดีเซเลนสกีและทรัมป์ได้ตกลงที่จะหยุดความขัดแย้งตามแนวปะทะที่มีอยู่แล้ว และมีข้อตกลงเกี่ยวกับการรับรองความมั่นคงให้ยูเครน”

เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ ถึงยูเครนแล้ว เพื่อเจรจาหาทางยุติสงคราม

สถานการณ์ในยูเครนยังคงมีความผันผวนและไม่แน่นอน การที่ เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ เดินทางถึงยูเครนแล้ว แสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของสหรัฐฯ ในการหาทางออกให้กับความขัดแย้งนี้ อย่างไรก็ตาม การเจรจาและข้อตกลงต่างๆ อาจต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมาก

ทำไมการเดินทางของเจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ ถึงยูเครน จึงมีความสำคัญ

การเดินทางของ เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ ถึงยูเครน มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการแสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนยูเครนอย่างต่อเนื่องจากสหรัฐฯ และเป็นการเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับแนวทางแก้ไขวิกฤตการณ์ในยูเครน

  • การหารือโดยตรงระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองประเทศ
  • การแลกเปลี่ยนข้อมูลและประเมินสถานการณ์
  • การพัฒนากลยุทธ์ร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหา

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่สำคัญคือ การหาจุดร่วมที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ และการสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน การเจรจาอาจต้องเผชิญกับอุปสรรคและความขัดแย้งต่างๆ แต่ความพยายามในการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

การที่ เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ ถึงยูเครน ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการหาทางออกให้กับวิกฤตการณ์ในยูเครน แต่ความสำเร็จของการเจรจาขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นและความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ ถึงยูเครนแล้ว เพื่อเจรจาหาทางยุติสงคราม

Scroll to top