กองทัพอิสราเอล

ทัพอิสราเอลเผย สังหารผู้บัญชาการฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน

ทัพอิสราเอลเผย สังหารผู้บัญชาการระดับสูงของฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน สร้างความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางให้ยิ่งเพิ่มขึ้น เมื่อกองทัพอากาศอิสราเอลลงมือโจมตีเป้าหมายสำคัญในเขตฮาจีร์ ทางตอนใต้ของเลบานอน

ทัพอิสราเอลเผย สังหารผู้บัญชาการระดับสูงของฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 กองกำลังป้องกันตนเองของอิสราเอล (IDF) ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ระบุว่ากองทัพอากาศได้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศที่แม่นยำ สังหารนายฮัสซัน โมฮัมหมัด บาชีร์ ซึ่งเป็นผู้บัญชาการระดับสูงของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ในพื้นที่เขตฮาจีร์ของเลบานอน เมื่อวันพุธที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา การโจมตีนี้เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการต่อเนื่องที่อิสราเอลกำลังขยายขอบเขตในภาคใต้ของเลบานอน เพื่อสร้างเขตกันชนและปกป้องชายแดน

背景ของการโจมตีฮิซบอลเลาะห์

ความขัดแย้งครั้งนี้ปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2569 หลังจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ได้ยิงขีปนาวุธและจรวดเข้าสู่ดินแดนอิสราเอล เพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่านที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก อิสราเอลจึงตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานที่มั่น คลังอาวุธ และโครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มติดอาวุธในเลบานอน

ผู้บัญชาการฮัสซัน โมฮัมหมัด บาชีร์ ถือเป็นบุคคลสำคัญในโครงสร้าง指挥ของฮิซบอลเลาะห์ เขามีบทบาทในการวางแผนและสั่งการโจมตีข้ามชายแดน การสูญเสียนี้น่าจะส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจและความสามารถในการรบของกลุ่มอย่างมาก

ขอบเขตการโจมตีที่ขยายตัว

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา กองทัพอิสราเอลได้เพิ่มความเข้มข้นของปฏิบัติการ โดยขยายพื้นที่โจมตีในภาคใต้เลบานอนเพื่อผลักดันกำลังของฮิซบอลเลาะห์ให้ห่างจากชายแดน นอกจากนี้ ยังมีการโจมตีในพื้นที่อื่นๆ ของภูมิภาค เช่น จังหวัดเคอร์มานชาห์ทางตะวันตกของอิหร่าน และเมืองเดซฟูลทางตอนใต้

  • เป้าหมายหลัก: ทำลายคลังเก็บอาวุธและฐานยิงขีปนาวุธนำวิถี
  • ระบบป้องกัน: ทำลายระบบป้องกันทางอากาศของศัตรู
  • จุดประสงค์: ลดภัยคุกคามต่อพลเรือนอิสราเอลและสร้างเขตกันชนที่ปลอดภัย
  • ผลลัพธ์: สังหารผู้บัญชาการระดับสูง ลดขีดความสามารถการโจมตีของฮิซบอลเลาะห์

กองทัพอิสราเอลยืนยันว่าปฏิบัติการเหล่านี้มุ่งเน้นเฉพาะเป้าหมายทหารเท่านั้น โดยหลีกเลี่ยงพื้นที่พลเรือนให้มากที่สุด เพื่อปกป้องประชาชนทั้งสองฝ่าย

ผลกระทบต่อสถานการณ์ภูมิภาค

การที่ทัพอิสราเอลเผย สังหารผู้บัญชาการระดับสูงของฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน นี้ อาจนำไปสู่การตอบโต้ที่รุนแรงจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์และพันธมิตร โดยเฉพาะอิหร่าน ซึ่งอาจยกระดับความขัดแย้งให้ลุกลาม สถานการณ์ชายแดนอิสราเอล-เลบานอนยังคงตึงเครียด โดยมีรายงานการยิงข้ามชายแดนเกิดขึ้นเป็นระยะๆ ชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงต่างหวาดกลัวกับความไม่แน่นอน

นอกจากนี้ อิสราเอลยังคงเฝ้าระวังภัยจากกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ ในภูมิภาค เพื่อรักษาความมั่นคงแห่งชาติ ในมุมมองของนักวิเคราะห์ การโจมตีครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเหนือกว่าทางเทคโนโลยีทางทหารของอิสราเอล โดยเฉพาะโดรนและขีปนาวุธนำวิถีที่แม่นยำสูง

สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ผู้สนใจข่าวต่างประเทศควรติดตามอัปเดตอย่างใกล้ชิด เพื่อเข้าใจพัฒนาการที่อาจส่งผลกระทบระดับโลก หากคุณมีมุมมองเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย

ที่มา – ทัพอิสราเอลเผย สังหารผู้บัญชาการระดับสูงของฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน

อิสราเอลอ้าง สังหาร ผบ.ทัพเรืออิหร่าน ผู้คุมการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

(ภาพจาก AFP PHOTO / IRAN’S REVOLUTIONARY GUARD VIA SEPAH NEWS)

อิสราเอลอ้าง สังหาร ผบ.ทัพเรืออิหร่าน ผู้คุมการปิดช่องแคบฮอร์มุซ สำเร็จแล้ว! เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความตึงเครียดในตะวันออกกลางยิ่งขึ้น เมื่อกองทัพอิสราเอลประกาศชัยชนะในการกำจัดนายอาลีเรซา ทังซีรี ผู้บัญชาการกองทัพเรือของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ซึ่งเป็นตัวการสำคัญในการวางทุ่นระเบิดและปิดล้อมเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก

อิสราเอลอ้าง สังหาร ผบ.ทัพเรืออิหร่าน ผู้คุมการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 กองทัพอิสราเอล (IDF) ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ระบุว่าปฏิบัติการลับที่แม่นยำและรุนแรงเมื่อคืนที่ผ่านมา ได้กำจัดนายทังซีรีพร้อมเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกหลายราย นายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอล กล่าวว่า “กองทัพอิสราเอลได้กำจัดผู้บัญชาการกองทัพเรือ IRGC ซึ่งรับผิดชอบโดยตรงต่อการก่อการร้ายด้วยการวางทุ่นระเบิดและปิดกั้นการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ”

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ โดยขนส่งน้ำมันดิบราว 20-30% ของโลก การปิดล้อมโดยอิหร่านส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง ปฏิบัติการของอิสราเอลครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นการ “ส่งสัญญาณ” ถึงพันธมิตรสหรัฐฯ ในการช่วยเปิดเส้นทางดังกล่าวอีกครั้ง

บทบาทสำคัญของ ผบ.ทัพเรืออิหร่านในการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

นายทังซีรีเริ่มมีบทบาทเด่นชัดนับตั้งแต่สงครามระหว่างอิสราเอล-สหรัฐฯ กับอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เขาเป็นหัวหอกในการวางทุ่นระเบิดและควบคุมการจราจรทางเรือในอ่าวเปอร์เซีย ล่าสุดก่อนเสียชีวิต เขาโพสต์บนแพลตฟอร์ม X เมื่อวันอังคารว่า “เรือทุกลำที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซต้องประสานงานเต็มรูปแบบกับหน่วยงานทางทะเลอิหร่าน” นอกจากนี้ เขายังอัปเดตความคืบหน้าของปฏิบัติการ IRGC อย่างต่อเนื่อง

ทางการอิหร่านยังเงียบกริบ ไม่ยืนยันหรือปฏิเสธการเสียชีวิตของนายทังซีรี แต่แหล่งข่าวจาก CNN รายงานว่าปฏิบัติการนี้เป็นส่วนหนึ่งของสงครามที่กำลังขยายวง

ช่องแคบฮอร์มุซมีความยาว 33 กิโลเมตร กว้างสุด 96 กม. แต่จุดแคบสุดเพียง 21 กม. ทำให้ง่ายต่อการปิดกั้น อิหร่านเคยขู่ว่าจะปิดช่องแคบนี้หลายครั้งในอดีต เช่น ปี 2019 ช่วงความตึงเครียดกับสหรัฐฯ การปิดครั้งนี้ทำให้เรือบรรทุกน้ำมันหลายสิบลำติดขัด ส่งผลให้ราคาน้ำมัน Brent พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

  • ผลกระทบทางเศรษฐกิจ: ประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างจีน อินเดีย และยุโรปได้รับผลกระทบหนัก
  • ยุทธศาสตร์ทหาร: แสดงศักยภาพของอิสราเอลในการโจมตีเป้าหมายลึกเข้าไปในอิหร่าน
  • การตอบโต้ที่คาดการณ์: IRGC อาจตอบโต้ด้วยขีปนาวุธหรือโดรน
  • บทบาทสหรัฐฯ: สนับสนุนอิสราเอลในการรักษาเส้นทางเดินเรือ

นอกจากนี้ นายคัตซ์ยังย้ำว่า “เราจะเดินหน้าปฏิบัติการในอิหร่านด้วยกำลังทั้งหมด เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของสงคราม” สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของอิสราเอลในการต่อสู้กับภัยคุกคามจาก IRGC ซึ่งถูกจัดเป็นองค์กรก่อการร้ายโดยสหรัฐฯ

ประวัติศาสตร์ช่องแคบฮอร์มุซเคยเป็นจุด nóngหลายครั้ง เช่น สงครามเรือน้ำมันปี 1980s (Tanker War) ระหว่างอิหร่าน-อิรัก ที่สหรัฐฯ เข้าช่วยเหลือคุ้มครองเรือบรรทุกน้ำมัน ปัจจุบัน สงครามสมมุติปี 2569 นี้ยิ่งซับซ้อนด้วยเทคโนโลยีโดรนและขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าการสูญเสียนายทังซีรีอาจทำให้ IRGC สูญเสียขวัญกำลังใจ และอิหร่านต้องปรับโครงสร้างกองทัพเรือใหม่ ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดใช้งานได้เร็วขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน การโจมตีอิสราเอลอ้าง สังหาร ผบ.ทัพเรืออิหร่าน ผู้คุมการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ครั้งนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ช่วยลดความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก และอาจนำไปสู่การเจรจาสันติภาพ หากอิหร่านยอมถอย ติดตามพัฒนาการเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดข่าวสำคัญ!

ที่มา – อิสราเอลอ้าง สังหาร ผบ.ทัพเรืออิหร่าน ผู้คุมการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

อิสราเอลเร่งตรวจสอบ อาจยิงพวกเดียวกันเอง จนมีพลเมืองเสียชีวิต 1 ศพ

อิสราเอลเร่งตรวจสอบ อาจยิงพวกเดียวกันเอง จนมีพลเมืองเสียชีวิต 1 ศพ เป็นข่าวร้อนที่กำลังสร้างความฮือฮาในแวดวงข่าวต่างประเทศ โดยกองทัพอิสราเอล (IDF) กำลังเร่งรัดการสอบสวนเหตุการณ์ล่าสุดทางตอนเหนือของประเทศ ซึ่งเดิมทีเชื่อว่าเป็นฝีมือของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์จากเลบานอน แต่ตอนนี้มีแนวโน้มว่าอาจเป็น “friendly fire” หรือการยิงกันเองของทหารอิสราเอลนั่นเอง

อิสราเอลเร่งตรวจสอบ อาจยิงพวกเดียวกันเอง จนมีพลเมืองเสียชีวิต 1 ศพ

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2569 ในชุมชนมิสกาฟ อัม (Misgav Am) ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือใกล้ชายแดนเลบานอน พลเรือนอิสราเอล 1 รายเสียชีวิตจากการโจมตีด้วยกระสุนถล่ม ก่อนหน้านี้ IDF และหน่วยกู้ภัยของอิสราเอลระบุทันทีว่าเป็นการโจมตีจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งหากเป็นจริงจะนับเป็นพลเรือนรายแรกที่ถูกสังหารโดยกลุ่มนี้ นับตั้งแต่เริ่มสงครามระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด IDF ออกแถลงการณ์ว่า กำลังตรวจสอบความเป็นไปได้ที่เหตุการณ์ อิสราเอลเร่งตรวจสอบ อาจยิงพวกเดียวกันเอง จนมีพลเมืองเสียชีวิต 1 ศพ นี้เกิดจากการยิงของทหาร IDF เอง โดยระบุว่า “IDF กำลังดำเนินการสอบสวนอย่างละเอียดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ต่อเหตุการณ์ยิงถล่มไปยังมิสกาฟ อัม เมื่อเช้านี้ ซึ่งส่งผลให้พลเรือนอิสราเอลเสียชีวิตหนึ่งราย โดยขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบความเป็นไปได้ที่ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับการยิงที่มาจากทหารของ IDF เอง”

บริบทของความขัดแย้งและความเสี่ยงจาก friendly fire

ในช่วงสงครามที่กำลังรุนแรงระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ซึ่งเป็นพันธมิตรของอิหร่าน ได้เพิ่มการโจมตีทางชายแดนเลบานอนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ IDF ต้องเพิ่มกำลังทหารและการตอบโต้อย่างรวดเร็ว สถานการณ์เช่นนี้เพิ่มความเสี่ยงของ “friendly fire” ซึ่งหมายถึงการยิงโดยไม่ได้ตั้งใจใส่ฝ่ายเดียวกัน โดยเฉพาะในพื้นที่สนามรบที่มองเห็นยากและการสื่อสารที่ซับซ้อน

จากประวัติศาสตร์การรบของอิสราเอล พบว่าเหตุ friendly fire เคยเกิดขึ้นหลายครั้ง เช่น ในสงครามยำขมครั้งที่ 2 หรือการปะทะกับฮามาส ซึ่งมักนำไปสู่การสอบสวนภายในและการปรับปรุงระบบการรบ หากยืนยันว่าเหตุการณ์นี้เป็นการยิงกันเอง จะส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของทหารและประชาชนอย่างมาก

  • เพิ่มความตึงเครียดในชายแดนเหนือ
  • อาจทำให้เกิดคำถามถึงประสิทธิภาพของ IDF
  • เปิดช่องให้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ใช้เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อ

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

หากผลการตรวจสอบยืนยันว่าเป็น friendly fire จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในสงครามครั้งนี้ ประชาชนอิสราเอลอาจเริ่มตั้งคำถามถึงกลยุทธ์การรบของรัฐบาล โดยเฉพาะในช่วงที่ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังมีบทบาทในการเจรจากับอิหร่าน ข่าวนี้ยังอาจทำให้พันธมิตรของอิสราเอลอย่างสหรัฐฯ ต้องทบทวนการสนับสนุนทางทหาร

นอกจากนี้ ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การสอบสวนที่รวดเร็วเช่นนี้แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสของ IDF แต่ก็อาจเปิดเผยจุดอ่อนในระบบป้องกัน ซึ่งกลุ่มศัตรูอาจนำไปใช้ประโยชน์

สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงร้อนระอุ ผู้สนใจควรติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด เพราะอาจมีผลกระทบต่อราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลก

ความเห็นส่วนตัว: เหตุการณ์นี้เตือนใจว่าสงครามสมัยใหม่มีความซับซ้อนเกินกว่าที่จะตัดสินจากข้อมูลเบื้องต้น การตรวจสอบที่ละเอียดถี่ถ้วนจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาความน่าเชื่อถือของกองทัพ

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐต่างประเทศ เพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด!

ที่มา – อิสราเอลเร่งตรวจสอบ อาจยิงพวกเดียวกันเอง จนมีพลเมืองเสียชีวิต 1 ศพ

อิหร่านยอมรับ ผบ.กองกำลัง “บาซิจ” ถูกอิสราเอลสังหารแล้ว

อิหร่านยอมรับ ผบ.กองกำลัง “บาซิจ” ถูกอิสราเอลสังหารแล้ว เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการระหว่างประเทศ ท่ามกลางความตึงเครียดที่กำลังคุกรุ่นระหว่างอิหร่านและอิสราเอล สถานการณ์นี้ไม่เพียงแต่ยืนยันการสูญเสียผู้นำสำคัญของอิหร่านเท่านั้น แต่ยังจุดประกายความกังวลเรื่องสงครามที่อาจลุกลามไปทั่วตะวันออกกลาง

อิหร่านยอมรับ ผบ.กองกำลัง “บาซิจ” ถูกอิสราเอลสังหารแล้ว

เมื่อวันอังคารที่ 17 มีนาคม 2569 กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่าน ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ยอมรับว่านายโฆลามเรซา สุไลมานี ผู้บัญชาการกองกำลังกึ่งทหารบาซิจ (Basij) ได้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอล IRGC ประณามการกระทำนี้ว่าเป็น “การลอบสังหารอย่างขี้ขลาด” และย้ำว่ามันตอกย้ำถึงความสำคัญของบาซิจในการต่อสู้กับศัตรูอย่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล

ก่อนหน้านี้ กองทัพอากาศอิสราเอล (IDF) ได้เปิดเผยว่าพวกเขาระดมเครื่องบินโจมตีเป้าหมายของบาซิจมากกว่า 10 แห่งทั่วกรุงเตหะรานในวันจันทร์ที่ผ่านมา การโจมตีนี้ส่งผลให้นายสุไลมานีเสียชีวิต และสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อโครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มนี้

บาซิจคืออะไร และบทบาทสำคัญในอิหร่าน

บาซิจ หรือ Basij เป็นกองกำลังอาสาสมัครกึ่งทหารที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของ IRGC มีสมาชิกประมาณ 1 ล้านคน พวกเขามักถูกใช้ในการปราบปรามผู้เห็นต่างภายในประเทศ เช่น การประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตนับพันคน นอกจากนี้ บาซิจยังมีบทบาทในสงครามและการสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรอย่างฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน

  • บทบาทหลัก: ปราบปรามการประท้วงภายใน
  • ขนาด: สมาชิกกว่า 1 ล้านคน
  • การควบคุม: ภายใต้ IRGC
  • การใช้งาน: สนับสนุนสงครามตัวแทนกับอิสราเอลและสหรัฐฯ

การสูญเสียนายสุไลมานี ซึ่งเป็นผู้นำที่ทรงอิทธิพล ทำให้อิหร่านต้องปรับโครงสร้างการบังคับบัญชาใหม่ สิ่งนี้อาจส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของสมาชิกบาซิจและเพิ่มความเข้มข้นในการตอบโต้

ผลกระทบจากการโจมตีของอิสราเอล

อิสราเอลให้เหตุผลว่าการโจมตีนี้เป็นการป้องกันตัวเองจากภัยคุกคามที่บาซิจก่อขึ้น โดยเฉพาะการสนับสนุนอาวุธให้กลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม อิหร่านได้สัญญาว่าจะตอบโต้อย่างรุนแรง ซึ่งอาจนำไปสู่การยิงขีปนาวุธหรือการโจมตีทางไซเบอร์ สถานการณ์นี้ทำให้ราคาน้ำมันโลกผันผวน และนานาชาติอย่างสหรัฐฯ จีน และรัสเซีย ต่างจับตาอย่างใกล้ชิด

นับตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอลรุนแรงขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา มีการโจมตีตอบโต้กันหลายครั้ง รวมถึงการสังหารผู้นำสำคัญของทั้งสองฝ่าย การยอมรับของอิหร่านในครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้สงครามเย็นกลายเป็นสงครามร้อนเต็มรูปแบบ

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การสูญเสียผู้นำบาซิจจะทำให้ IRGC ต้องเร่งฝึกอบรมกำลังใหม่ และอาจเปิดโอกาสให้กลุ่มหัวรุนแรงอื่นๆ เข้ามามีบทบาทมากขึ้น สิ่งนี้ไม่เพียงกระทบอิหร่าน แต่ยังส่งผลต่อความมั่นคงในตะวันออกกลางทั้งหมด

ติดตามสถานการณ์ข่าวต่างประเทศแบบเรียลไทม์ เพื่อไม่ให้พลาดอัปเดตล่าสุด คุณคิดว่าอิหร่านจะตอบโต้อย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – อิหร่านยอมรับ ผบ.กองกำลัง “บาซิจ” ถูกอิสราเอลสังหารแล้ว

อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการภาคพื้นดินในเลบานอน อ้างจัดการฮิซบอลเลาะห์

อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการภาคพื้นดินในเลบานอน อ้างจัดการกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ เป็นข่าวร้อนที่โลกกำลังจับตามอง หลังจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการภาคพื้นดินในเลบานอน อ้างจัดการกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ได้ประกาศเริ่มปฏิบัติการทางทหารภาคพื้นดินแบบจำกัดขอบเขตในพื้นที่ตอนใต้ของเลบานอน โดยอ้างว่าเพื่อจัดการกับฐานที่มั่นสำคัญของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

ตามแถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่านแอปพลิเคชัน Telegram ของ IDF ระบุว่า ก่อนเข้าสู่ปฏิบัติการภาคพื้นดิน ได้มีการโจมตีทางอากาศใส่เป้าหมายผู้ก่อการร้ายจำนวนมากในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อเสริมสร้างการป้องกันแนวหน้าและทำลายโครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มก่อการร้าย

จุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง

อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการภาคพื้นดินในเลบานอน อ้างจัดการกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ หลังจากเหตุการณ์ยิงจรวดจากฮิซบอลเลาะห์เข้าใส่ดินแดนอิสราเอลเมื่อต้นเดือนมีนาคม โดยเกิดขึ้นไม่ถึง 48 ชั่วโมงหลังจากที่กองทัพสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศใส่อิหร่าน สถานการณ์นี้ทำให้ความตึงเครียดพุ่งสูง

นายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอล กล่าวว่า ชาวเลบานอนในพื้นที่ตอนใต้จำนวนหลายแสนคนที่ถูกอพยพ จะไม่สามารถกลับเข้าพื้นที่ทางตอนใต้ของแม่น้ำลิตานีได้ จนกว่าจะมีการรับรองความปลอดภัยให้กับชาวอิสราเอลทางตอนเหนือ

  • IDF เริ่มโจมตีทางอากาศตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม
  • เป้าหมายหลักคือฐานที่มั่นและโครงสร้างพื้นฐานของฮิซบอลเลาะห์
  • นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู สั่งการโดยตรง
  • กระทรวงสาธารณสุขเลบานอนรายงานผู้เสียชีวิต 850 ราย รวมเด็ก 107 ราย

ผลกระทบและตัวเลขผู้เสียชีวิต

จากรายงานล่าสุดของกระทรวงสาธารณสุขเลบานอน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พบว่ามีผู้เสียชีวิตในเลบานอนอย่างน้อย 850 ราย นับรวมเด็ก 107 ราย นับตั้งแต่เริ่มเหตุการณ์ สถานการณ์ด้านมนุษยธรรมกำลังน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่ติดกับอิสราเอล

นายคัตซ์ย้ำว่า ปฏิบัติการนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์เพื่อกำจัดภัยคุกคามและปกป้องพลเมืองอิสราเอล โดย IDF ได้เริ่มทำลายโครงสร้างพื้นฐานของผู้ก่อการร้ายในหมู่บ้านชายแดนเลบานอนแล้ว

ความขัดแย้งนี้ไม่เพียงกระทบต่อเลบานอนและอิสราเอลเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อเสถียรภาพในภูมิภาคตะวันออกกลางทั้งหมด โดยเฉพาะบทบาทของอิหร่านที่สนับสนุนฮิซบอลเลาะห์ ทำให้เกิดคำถามว่าสงครามจะลุกลามหรือไม่

นอกจากนี้ อิสราเอลยังได้เตือนให้ชาวเลบานอนอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง เพื่อลดความสูญเสียทางชีวิต ขณะที่กองทัพอิสราเอลยืนยันว่าปฏิบัติการนี้จะจำกัดเฉพาะเป้าหมายทางทหารเท่านั้น

มุมมองและอนาคต

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการภาคพื้นดินในเลบานอน อ้างจัดการกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หากไม่มีการเจรจาสันติภาพ สถานการณ์อาจยืดเยื้อและนำไปสู่สงครามใหญ่

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นของการทูตระหว่างประเทศ เพื่อหยุดยั้งวงจรแห่งความรุนแรงและปกป้องชีวิตผู้บริสุทธิ์ ติดตามข่าวสารล่าสุดและวิเคราะห์เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดทุกพัฒนาการ

ที่มา – อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการภาคพื้นดินในเลบานอน อ้างจัดการกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

อิสราเอลทำลายเครื่องบินที่ “อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี” เคยใช้

อิสราเอลทำลายเครื่องบินที่ “อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี” เคยใช้ เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการระหว่างประเทศ โดยกองทัพอิสราเอลประกาศว่ากองทัพอากาศได้โจมตีทำลายเครื่องบินลำพิเศษนี้ที่สนามบินเมห์ราบัดในกรุงเตหะราน ซึ่งเป็นการลดศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์ของอิหร่านอย่างสำคัญ ท่ามกลางสงครามที่ยืดเยื้อระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่านเข้าสู่สัปดาห์ที่สาม

อิสราเอลทำลายเครื่องบินที่ “อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี” เคยใช้

กองทัพอิสราเอล (IDF) ได้แถลงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 มี.ค. ว่า ฝูงบินขับไล่ของพวกเขาได้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในช่วงข้ามคืน โดยมีเป้าหมายหลักคือเครื่องบินประจำตัวของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เครื่องบินลำนี้ไม่ได้เป็นแค่พาหนะส่วนตัวธรรมดา แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ระบอบอิหร่านใช้ในการเดินทาง จัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ และประสานงานกับพันธมิตรต่างชาติ การทำลายจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการฟื้นฟูกำลังพลและขยายอิทธิพลทางทหารของอิหร่าน

การโจมตีครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการขนาดใหญ่ที่อิสราเอลถล่มโครงสร้างพื้นฐานในเมืองสำคัญของอิหร่านอย่างเตหะราน ชีราซ และตาบริซ สงครามดังกล่าวดำเนินมานานกว่า 2 สัปดาห์ โดยยังไม่มีสัญญาณว่าจะยุติลงในเร็ววัน สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดเมื่ออิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวราว 1 ใน 5 ของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ผลกระทบจากการที่อิสราเอลทำลายเครื่องบินที่ “อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี” เคยใช้

การทำลายเครื่องบินลำนี้ไม่เพียงลดขีดความสามารถของผู้นำอิหร่าน แต่ยังเป็นสัญญาณว่าอิสราเอลมุ่งเป้าไปที่จุดยุทธศาสตร์สำคัญเพื่อตัดกำลังสนับสนุนของอิหร่านต่อกลุ่มตัวแทนในภูมิภาค เช่น ฮิซบุลลาห์และฮูธี สิ่งนี้ทำให้อิหร่านต้องปรับแผนการเคลื่อนไหวของผู้นำระดับสูง ซึ่งอาจนำไปสู่ความล่าช้าในการตัดสินใจทางทหาร

สถานการณ์สงครามสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่าน

สงครามครั้งนี้ลุกลามไปยังหลายประเทศในตะวันออกกลาง มีรายงานการโจมตีด้วยโดรนในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ส่งผลให้ท่าเรือฟูไจราห์ต้องหยุดขนถ่ายน้ำมันชั่วคราวเนื่องจากเพลิงไหม้ ขณะที่สนามบินดูไบต้องจำกัดเที่ยวบินหลังถูกโจมตีเช่นกัน ความขัดแย้งไม่ได้หยุดอยู่แค่พรมแดนอิหร่าน แต่แผ่ขยายไปยังเพื่อนบ้าน สร้างความไม่แน่นอนให้กับภูมิภาคทั้งหมด

การตอบสนองจากผู้นำโลก

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาเรียกร้องให้ชาติที่พึ่งพาน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียส่งกำลังคุ้มกันเส้นทางเดินเรือ โดยขู่จีนว่าจะเลื่อนการเยือนหากไม่ช่วยเหลือ และเตือนนาโตว่าอาจเผชิญอนาคตเลวร้ายหากไม่ร่วมมือ อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นและออสเตรเลียปฏิเสธส่งเรือรบ ขณะที่สหภาพยุโรปกำลังหารือเพื่อหาทางออก

  • ปิดช่องแคบฮอร์มุซ: ส่งผลกระทบเศรษฐกิจโลกทันที
  • ราคาน้ำมันพุ่ง: ผู้บริโภคทั่วโลกได้รับผลกระทบ
  • การโจมตีขยายวง: UAE และดูไบเดือดร้อน
  • ท่าทีระหว่างประเทศ: แบ่งรับแบ่งสู้

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การที่อิสราเอลทำลายเครื่องบินที่ “อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี” เคยใช้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่อาจบังคับให้อิหร่านต้องเจรจา สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่การไกล่เกลี่ยจากนานาชาติ หากไม่ยืดเยื้อต่อไป ผู้อ่านควรติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด เพราะอาจกระทบราคาพลังงานในไทยโดยตรง แนะนำให้ติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด

ที่มา – อิสราเอลทำลายเครื่องบินที่ “อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี” เคยใช้

“ฮิวแมนไรต์วอตช์” กล่าวหาอิสราเอลใช้ “ฟอสฟอรัสขาว” โจมตีเลบานอน

“ฮิวแมนไรต์วอตช์” กล่าวหาอิสราเอลใช้ “ฟอสฟอรัสขาว” โจมตีพื้นที่พลเรือนในเลบานอน เป็นประเด็นร้อนที่โลกกำลังจับตามอง หลังจากองค์กรสิทธิมนุษยชนชื่อดัง Human Rights Watch (HRW) ออกแถลงการณ์เมื่อไม่นานมานี้ ระบุว่ากองทัพอิสราเอลได้ใช้ระเบิดฟอสฟอรัสขาวยิงจากปืนใหญ่ลงในเขตที่อยู่อาศัยของเมืองยูห์มอร์ (Yehmor) ทางตอนใต้ของเลบานอน เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569 ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายสากล

“ฮิวแมนไรต์วอตช์” กล่าวหาอิสราเอลใช้ “ฟอสฟอรัสขาว” โจมตีเลบานอน

HRW ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ได้ทำการตรวจสอบอย่างละเอียด โดยวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมและภาพวิดีโอจำนวน 7 ภาพ พบว่ากระสุนฟอสฟอรัสขาวถูกยิงให้ระเบิดกลางอากาศเหนือย่านที่พักอาศัย นอกจากนี้ ยังมีภาพเจ้าหน้าที่ป้องกันภัยพลเรือนเลบานอนกำลังดับไฟที่ลุกไหม้บ้านเรือนอย่างน้อย 2 หลัง และรถยนต์อีก 1 คันในบริเวณนั้น การกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรงต่อพลเรือนและสิ่งแวดล้อม

อันตรายร้ายแรงจากฟอสฟอรัสขาวที่ “ฮิวแมนไรต์วอตช์” กล่าวหา

ฟอสฟอรัสขาวเป็นสารเคมีที่ติดไฟทันทีเมื่อสัมผัสอากาศ แม้จะถูกใช้ในทางทหารเพื่อสร้างม่านควันหรือสัญญาณไฟ แต่การนำมาใช้โจมตีจะผิดกฎหมายระหว่างประเทศ ตามอนุสัญญาเจนีวาและโปรโตคอลที่เกี่ยวข้อง HRW ชี้ว่าการใช้ในพื้นที่หนาแน่นอย่างนี้เสี่ยงต่อพลเรือนสูง

  • ก่อให้เกิดไฟไหม้รุนแรงที่ดับยาก แม้ใช้น้ำก็ตาม
  • สร้างบาดแผลลวก度 3 ที่ลึกถึงกระดูกและเนื้อเยื่อ
  • สูดดมแล้วทำลายปอดและระบบทางเดินหายใจ
  • นำไปสู่ภาวะอวัยวะล้มเหลวและเสียชีวิต
  • ปนเปื้อนสิ่งแวดล้อม สร้างมลพิษระยะยาว

แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงในปี 2567 แต่ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มเฮซบอลลาห์ยังคงรุนแรง อิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศและภาคพื้นดิน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 394 ราย และพลัดถิ่นกว่า 500,000 คน ตามข้อมูลทางการเลบานอน

นายรามซี เคสส์ (Ramzi Kaiss) นักวิจัยประจำเลบานอนของ HRW กล่าวว่า “การที่กองทัพอิสราเอลใช้ฟอสฟอรัสขาวเหนือพื้นที่อยู่อาศัยอย่างผิดกฎหมายนั้นเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง และจะส่งผลกระทบเลวร้ายต่อพลเรือน” เขาเรียกร้องให้อิสราเอลหยุดใช้ทันที และให้ประเทศผู้ส่งออกอาวุธระงับการสนับสนุน

นอกจากนี้ เมื่อเดือนที่แล้ว เลบานอนยังกล่าวหาอิสราเอลฉีดพ่นสารกำจัดวัชพืชไกลโฟเซต (glyphosate) ข้ามชายแดน ซึ่งประธานาธิบดีโจเซฟ อาอูน (Joseph Aoun) ประณามว่าเป็นอาชญากรรมต่อสิ่งแวดล้อม สถานการณ์ชายแดนยังตึงเครียดต่อเนื่อง

ประเด็นนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ HRW วิจารณ์อิสราเอลเรื่องการใช้อาวุธที่อาจผิดกฎหมาย ในอดีตเคยมีรายงานคล้ายกันในกาซาและพื้นที่อื่นๆ ซึ่งนำไปสู่การถกเถียงในเวทีสหประชาชาติ การใช้ฟอสฟอรัสขาวในสงครามสมัยใหม่ถูกห้ามในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะใกล้พลเรือน เพื่อปกป้องสิทธิพื้นฐาน

จากข้อมูลล่าสุด ความขัดแย้งนี้เริ่มต้นจากปฏิบัติการของเฮซบอลลาห์สนับสนุนฮามาสตั้งแต่ตุลาคม 2566 ส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายสูญเสียหนัก อิสราเอลอ้างว่าจำเป็นต้องป้องกันตัว แต่ HRW ยืนยันว่าต้องเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

ข้อคิดเห็น: การละเมิดสิทธิมนุษยชนในสงครามไม่ว่าจะฝ่ายใดก็ยอมรับไม่ได้ โลกควรเร่งหาทางอ่อนนุ่มเพื่อยุติวงจรความรุนแรงและปกป้องผู้บริสุทธิ์ คุณคิดอย่างไรกับประเด็น “ฮิวแมนไรต์วอตช์” กล่าวหาอิสราเอลใช้ “ฟอสฟอรัสขาว” โจมตีเลบานอน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนัก

ที่มา – “ฮิวแมนไรต์วอตช์” กล่าวหาอิสราเอลใช้ “ฟอสฟอรัสขาว” โจมตีพื้นที่พลเรือนในเลบานอน

อิสราเอลโจมตีกาซา ดับ 20 ศพ อ้างถล่มผู้ก่อการร้าย

อิสราเอลโจมตีกาซา ดับ 20 ศพ กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความตึงเครียดในตะวันออกกลางอีกครั้ง เมื่อกองทัพอิสราเอลเปิดปฏิบัติการตอบโต้หลังทหารของตนถูกยิงบาดเจ็บสาหัสในพื้นที่ฉนวนกาซา เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 20 ราย รวมถึงเด็กและเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ทำให้สถานการณ์หยุดยิงที่เปราะบางใกล้พังทลาย

อิสราเอลโจมตีกาซา ดับ 20 ศพ: รายละเอียดปฏิบัติการทางทหาร

กองทัพอิสราเอลอ้างว่าได้ใช้รถถังและเครื่องบินรบโจมตีจุดเป้าหมายอย่างแม่นยำ โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้ก่อการร้ายที่ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง พวกเขาระบุว่ากลุ่มติดอาวุธได้ยิงใส่ทหารอิสราเอลบริเวณ “เส้นสีเหลือง” (Yellow Line) ซึ่งเป็นเขตแบ่งแยก ทำให้ทหาร 1 นายบาดเจ็บสาหัส การโจมตีนี้จึงเป็นการเอาคืนเพื่อปกป้องกำลังทหารของตน

อย่างไรก็ตาม ฝั่งปาเลสไตน์และกลุ่มฮามาสมองว่านี่เป็นข้ออ้างเพื่อรุกรานประชาชน โดยเฉพาะผู้พลัดถิ่นที่อาศัยในเต็นท์ชั่วคราว สถานการณ์นี้สะท้อนถึงวงจรความรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำซาก แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2568

ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากอิสราเอลโจมตีกาซา ดับ 20 ศพ

โรงพยาบาลหลายแห่งในกาซารายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตที่ชัดเจน โดยมีผู้บาดเจ็บอีกเกือบ 40 ราย สถานที่หลักที่ถูกโจมตี ได้แก่:

  • ย่านเซย์ตูน (Zeitoun) และตุฟฟาห์ (Tuffah) ในเมืองกาซาซิตี้: โรงพยาบาลอัล-ชิฟารับศพ 13 ราย รวมเด็ก 5 ราย จากการโจมตีเต็นท์ผู้พลัดถิ่นและบ้านเรือน
  • เขตกิซาน ราชวาน (Qizan Rashwan) ในข่านยูนิส: โรงพยาบาลนัสเซอร์รับศพ 4 ราย รวมเด็ก 1 ราย
  • เขตอัล-มาวาซี ชายฝั่งข่านยูนิส: เด็ก 2 รายและเจ้าหน้าที่กู้ชีพ 1 รายเสียชีวิตจากการโจมตีซ้ำขณะช่วยเหลือเหยื่อ

เจ้าหน้าที่กู้ภัยจากหน่วยป้องกันพลเรือนของฮามาสเล่าว่า เจ้าหน้าที่กู้ชีพถูกสังหารจากระลอกโจมตีที่สอง สร้างความโศกสลดให้กับทีมแพทย์ที่กำลังช่วยชีวิต

ข้อกล่าวหาและปฏิกิริยาจากทุกฝ่าย

สมาคมเสี้ยววงเดือนแดงปาเลสไตน์กล่าวหาอิสราเอลว่าละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยบุคลากรทางการแพทย์ต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเคร่งครัด ทางอิสราเอลยืนยันว่าทำตามกฎ แต่เน้นว่าผู้ก่อการร้ายใช้พลเรือนเป็นโล่ human shield

นี่ไม่ใช่ครั้งแรก เมื่อวันอาทิตย์ก่อนหน้านี้ อิสราเอลโจมตีทั่วกาซา ดับกว่า 30 ศพ หลังพบกลุ่มติดอาวุธจากอุโมงค์ในราฟาห์ สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเกือบทุกวันตั้งแต่หยุดยิง ทำให้ประชาชนกาซาต้องเผชิญความทุกข์ทรมานจากความอดอยากและขาดแคลนยา

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ ความขัดแย้งนี้ต้องการการแทรกแซงจากนานาชาติเพื่อสร้างสันติภาพยั่งยืน การโจมตีตอบโต้อาจทำให้ข้อตกลงล้มเหลวทั้งหมด

ติดตามสถานการณ์อิสราเอล-ปาเลสไตน์ต่อไป เพราะอาจกระทบเศรษฐกิจโลกและความมั่นคงภูมิภาค คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความเพื่อสร้างความตระหนัก

ที่มา – อิสราเอลโจมตีกาซา ดับ 20 ศพ อ้างถล่มผู้ก่อการร้าย เอาคืนยิงทหารบาดเจ็บ

ดับแล้ว 28 ศพ อิสราเอลถล่มฉนวนกาซา โดนเต็นท์ผู้อพยพปาเลสไตน์

ดับแล้ว 28 ศพ อิสราเอลถล่มฉนวนกาซา โดนเต็นท์ผู้อพยพปาเลสไตน์ สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางกลับมาฮือฮาอีกครั้ง เมื่อกองทัพอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศรอบใหม่ในฉนวนกาซา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้พลัดถิ่นที่พักพิงในเต็นท์ชั่วคราว

ดับแล้ว 28 ศพ อิสราเอลถล่มฉนวนกาซา โดนเต็นท์ผู้อพยพปาเลสไตน์

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งรายงานว่า การโจมตีครอบคลุมหลายพื้นที่ในฉนวนกาซา ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 28 ราย และบาดเจ็บอีกนับไม่ถ้วน หน่วยงานป้องกันพลเรือนในกาซาที่บริหารโดยกลุ่มฮามาส ระบุว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นเด็กและสตรี โดยเฉพาะในเมืองข่านยูนิสทางตอนใต้ ที่ถูกเฮลิคอปเตอร์อิสราเอลถล่มเต็นท์พักพิงของผู้พลัดถิ่น

ในจำนวนผู้เสียชีวิต 7 รายจากครอบครัวเดียวกันในข่านยูนิส ซึ่งเป็นครอบครัวผู้พลัดถิ่นทั้งหมด การโจมตีครั้งนี้ยังพุ่งเป้าไปที่อาคารที่พักอาศัย ศูนย์พักพิง สถานีตำรวจ และพื้นที่พลเรือนอื่นๆ ขณะที่โรงพยาบาลอัล-ชิฟาในกาซาซิตี้รายงานเพิ่มเติมว่า เด็ก 3 รายและสตรี 2 รายเสียชีวิตจากอาคารที่อยู่อาศัยที่ถูกโจมตี

สาเหตุของการโจมตี: ฮามาสละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) อ้างว่าการโจมตีนี้เป็นการตอบโต้กลุ่มฮามาสที่ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง โดย IDF ร่วมกับหน่วยความมั่นคงอิสราเอล (ISA) ถล่มเป้าหมายสำคัญ เช่น ผู้บัญชาการฮามาส 4 ราย คลังอาวุธ โรงงานผลิตอาวุธ และฐานปล่อยจรวด 2 แห่งในพื้นที่ตอนกลางของฉนวนกาซา

เหตุการณ์กระตุ้นเกิดจากเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา IDF ตรวจพบผู้ก่อการร้าย 8 รายออกจากอุโมงค์ใต้ดินในพื้นที่ทางตะวันออกของเมืองราฟาห์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กำหนดให้เป็นที่วางกำลังของอิสราเอลตามข้อตกลงหยุดยิงที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2568

  • นับตั้งแต่หยุดยิง: ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิต 504 ศพ
  • ทหารอิสราเอลเสียชีวิต 4 นาย
  • เป้าหมายโจมตี: คลังอาวุธ โรงงาน และฐานจรวด
  • ผู้เสียชีวิตหลัก: เด็ก สตรี และผู้พลัดถิ่น

กลุ่มฮามาสประณามการโจมตีนี้อย่างรุนแรง เรียกร้องให้สหรัฐฯ เข้าแทรกแซงทันที และกล่าวหาอิสราเอลว่าดำเนินสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต่อเนื่อง แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงแล้วก็ตาม

ผลกระทบต่อชาวปาเลสไตน์และสถานการณ์โดยรวม

นับตั้งแต่ความขัดแย้งปะทุ สถานการณ์ในฉนวนกาซายังคงเลวร้าย ผู้พลัดถิ่นนับล้านต้องอาศัยในเต็นท์และศูนย์พักพิงที่เปราะบาง การโจมตีแบบนี้ไม่เพียงทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม แต่ยังทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านมนุษยธรรม โรงพยาบาลและสถานที่พักพิงถูกทำลายซ้ำซาก ส่งผลให้วิกฤตมนุษยธรรมรุนแรงยิ่งขึ้น

ชุมชนระหว่างประเทศเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายเคารพข้อตกลงหยุดยิงอย่างแท้จริง เพื่อเปิดทางให้ความช่วยเหลือมนุษยธรรมเข้าถึงได้มากขึ้น สหประชาชาติเตือนว่าการละเมิดซ้ำๆ อาจนำไปสู่หายนะใหญ่หลวง

สำหรับชาวปาเลสไตน์ การสูญเสียครั้งนี้เป็นบาดแผลที่ยากจะเยียวยา โดยเฉพาะครอบครัวที่สูญเสียสมาชิกทั้งหมดจากเต็นท์เดียว ขณะที่อิสราเอลยืนยันว่าจำเป็นต้องกำจัดภัยคุกคามเพื่อความมั่นคง

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความซับซ้อนของความขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์ที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ การเจรจาสันติภาพต้องเร่งด่วนเพื่อหยุดยั้งวงจรแห่งความรุนแรง

ติดตามข่าวสารล่าสุดและวิเคราะห์สถานการณ์ตะวันออกกลางได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – ดับแล้ว 28 ศพ อิสราเอลถล่มฉนวนกาซา โดนเต็นท์ผู้อพยพปาเลสไตน์

Scroll to top