กัน จอมพลัง

ลูกอดีตแฟน ป๋อง อ้างเคยบังคับแม่ส่งยา ไม่ยอมถูกรุมทำร้ายทั้งที่ท้อง

ลูกอดีตแฟน ป๋อง อ้างเคยบังคับแม่ส่งยา ไม่ยอมถูกรุมทำร้ายทั้งที่ท้อง

กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก หลังจากที่ “กัน จอมพลัง” ได้พาลูกอดีตแฟนของนายป๋อง ผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญ 3 ศพในจังหวัดชลบุรี เข้ายื่นหนังสือต่อกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอให้พิจารณาการบังคับใช้โทษกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง เนื่องจากพฤติกรรมในอดีตของนายป๋องนั้นมีความโหดเหี้ยมและเป็นภัยต่อสังคมอย่างรุนแรง

หนึ่งในคำให้การที่น่าสะพรึงกลัวคือเรื่องราวของ ลูกอดีตแฟน ป๋อง อ้างเคยบังคับแม่ส่งยา ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 17 ปีก่อน ขณะที่เหยื่อกำลังตั้งครรภ์ลูกแฝด โดยนายป๋องมีพฤติกรรมบังคับให้แม่ของเหยื่อไปส่งยาเสพติด เมื่อไม่ยอมทำตามจึงถูกรุมทำร้ายร่างกายอย่างทารุณ แม้ในขณะนั้นเหยื่อจะกำลังตั้งครรภ์อยู่ก็ตาม

ความโหดร้ายที่มากกว่าแค่การทำร้ายร่างกาย

นอกจากเรื่องราวที่ ลูกอดีตแฟน ป๋อง อ้างเคยบังคับแม่ส่งยา แล้ว ยังพบว่านายป๋องมีพฤติกรรมที่เหนือกว่าคนทั่วไป โดยมีการข่มขู่ว่าจะฆ่ายกครัวจนครอบครัวเหยื่อต้องหลบหนีไปอยู่ที่อื่น นี่คือสรุปพฤติกรรมที่น่าตกใจของนายป๋องที่ถูกเปิดเผยออกมา:

  • การสะสมอาวุธ: พบว่าในอดีตนายป๋องมีอาวุธปืน ระเบิดมือ และชุดเครื่องแบบตำรวจภายในบ้าน
  • การใช้อิทธิพลข่มขู่: มีการขู่ฆ่ายกครอบครัวหากเหยื่อคิดจะแจ้งความหรือขัดขืน
  • การอำพรางศพ: ในคดีล่าสุด นายป๋องใช้วิธีการตบตาเจ้าหน้าที่อย่างแนบเนียน ทั้งการใช้รถยนต์ของผู้เสียชีวิต และการเปิดโทรศัพท์มือถือเพื่อให้คนเข้าใจว่าผู้เสียชีวิตยังมีชีวิตอยู่

หลายคนต่างตั้งคำถามถึงกระบวนการยุติธรรมว่า เหตุใดผู้ที่มีประวัติอาชญากรรมร้ายแรงและเข้าออกคุกมาแล้วหลายครั้ง ถึงยังสามารถออกมาสร้างความเดือดร้อนให้สังคมได้อีก การที่ ลูกอดีตแฟน ป๋อง อ้างเคยบังคับแม่ส่งยา เป็นเพียงหนึ่งในเสียงสะท้อนที่ตอกย้ำว่า การปล่อยตัวผู้กระทำความผิดซ้ำซากโดยไม่มีมาตรการป้องกันที่รัดกุม อาจนำไปสู่โศกนาฏกรรมที่ไม่มีวันเรียกคืนได้เหมือนกรณีของครอบครัว 3 ศพที่ชลบุรี

ในฐานะประชาชน เราต่างหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะหันมาทบทวนมาตรการบังคับใช้กฎหมายให้เข้มงวดมากขึ้น เพื่อไม่ให้คนประเภทนี้ได้มีโอกาสกลับมาทำร้ายคนบริสุทธิ์ได้อีก ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนควรเป็นสิ่งที่กฎหมายคุ้มครองอย่างสูงสุด ไม่ใช่ปล่อยให้คนอันตรายวนเวียนอยู่ในสังคมเหมือนที่ผ่านมา

ที่มา – ลูกอดีตแฟน “ป๋อง” อ้างเคยบังคับแม่ส่งยา ไม่ยอมถูกรุมทำร้ายทั้งที่ท้อง ซ้ำขู่ฆ่ายกครัว

รมว.ยุติธรรม ยกระดับเฝ้าระวังผู้กระทำผิดซ้ำ เร่งเยียวยา

รมว.ยุติธรรม ยกระดับเฝ้าระวังผู้กระทำผิดซ้ำ เร่งเยียวยาครอบครัวผู้เสียหาย

เหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นกับครอบครัวผู้เสียหายจากคดีฆาตกรรมฝังดิน ทำให้สังคมเกิดคำถามถึงความปลอดภัยและการดูแลกลุ่มเสี่ยงที่พ้นโทษออกมา วันนี้เรามาติดตามความคืบหน้ากันครับว่า ทางกระทรวงยุติธรรมมีแนวทางอย่างไรบ้าง

ล่าสุด พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ได้เป็นประธานการประชุมด่วน เพื่อหามาตรการในการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ โดยเน้นย้ำถึงนโยบายสำคัญในการรมว.ยุติธรรม ยกระดับเฝ้าระวังผู้กระทำผิดซ้ำ เร่งเยียวยาครอบครัวผู้เสียหาย ให้เป็นวาระเร่งด่วน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์สลดเช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

การดำเนินงานเชิงรุกเพื่อความปลอดภัยของสังคม

จากการหารือร่วมกับหน่วยงานในสังกัด เช่น กรมราชทัณฑ์ และกรมคุมประพฤติ พบว่ามาตรการที่มีอยู่ต้องถูกปรับปรุงให้เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงสูงกว่า 5,000 คนทั่วประเทศ ผ่านมาตรการ JSOC หรือ พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำฯ ซึ่งถือเป็นกลไกหลักในการช่วยให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แนวทางปฏิบัติที่น่าสนใจ ได้แก่:

  • การจำแนกผู้ที่มีความเสี่ยงสูงเป็นกรณีพิเศษเพื่อเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
  • การประสานงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทยในระดับพื้นที่เพื่อดูแลความปลอดภัย
  • การเร่งรัดกระบวนการจ่ายค่าตอบแทนผู้เสียหายตามกฎหมายให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ทางด้าน “กัน จอมพลัง” ซึ่งเป็นกระบอกเสียงให้ครอบครัวผู้เสียชีวิต ได้เข้าพบ รมว.ยุติธรรม เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและเร่งการช่วยเหลือเยียวยา ซึ่งทางรัฐมนตรีได้รับปากว่าจะดำเนินการให้เต็มที่ภายใต้กรอบของกฎหมาย เพื่อให้ครอบครัวที่สูญเสียได้รับความเป็นธรรมอย่างที่สุด

ในฐานะประชาชน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการที่ รมว.ยุติธรรม ยกระดับเฝ้าระวังผู้กระทำผิดซ้ำ เร่งเยียวยาครอบครัวผู้เสียหาย ในครั้งนี้ จะช่วยลดช่องว่างและสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชน รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติให้กลับคืนมาได้อีกครั้ง มาตรการที่เข้มข้นนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้สังคมไทยเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – รมว.ยุติธรรม ยกระดับเฝ้าระวังผู้กระทำผิดซ้ำ ถกมาตรการรับมือ เร่งเยียวยาครอบครัวผู้เสียหาย

กัน จอมพลัง พาทหารเกณฑ์ ร้องตำรวจไซเบอร์ ปมรุ่นพี่ซ่อม

กัน จอมพลัง พาทหารเกณฑ์ ร้องตำรวจไซเบอร์ ปมถูกรุ่นพี่ซ่อมทารุณ เผยแพร่ภาพลงโซเชียล

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อ กัน จอมพลัง ได้พาทหารเกณฑ์รายหนึ่งจากค่ายในอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เข้าแจ้งความกับตำรวจกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หลังจากผู้เสียหายถูกรุ่นพี่ซ่อมรับน้องอย่างทารุณ แถมยังใจคอทำด้วยการนำภาพและคลิปวิดีโอไปเผยแพร่ลงในกลุ่มไลน์อย่างสนุกสนาน

เปิดเบื้องหลังเหตุการณ์ กัน จอมพลัง พาทหารเกณฑ์ ร้องตำรวจไซเบอร์

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำลายขวัญและกำลังใจของผู้ที่ต้องเข้ารับราชการทหารเป็นอย่างมาก การที่ กัน จอมพลัง พาทหารเกณฑ์ ร้องตำรวจไซเบอร์ ปมถูกรุ่นพี่ซ่อมทารุณ เผยแพร่ภาพลงโซเชียล ครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณว่าเราไม่ควรเพิกเฉยต่อความรุนแรงในค่ายทหาร โดยเฉพาะเมื่อมีการนำภาพมาประจานหรือส่งต่อกันในโซเชียลมีเดีย ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง

  • ผู้เสียหายถูกรุ่นพี่ทำร้ายร่างกายระหว่างการรับน้อง
  • มีการถ่ายคลิปและภาพนิ่งนำไปเผยแพร่ในกลุ่มโซเชียล
  • เพื่อนร่วมกลุ่มไม่มีทีท่าสลดใจ กลับแสดงความเห็นในเชิงล้อเล่น
  • หน่วยงานต้นสังกัดสั่งย้ายผู้เสียหายชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย

นายกัณฐัศว์ หรือ กัน จอมพลัง เผยว่าก่อนหน้าจะมาถึงจุดนี้ ผู้เสียหายได้เคยร้องเรียนภายในหน่วยแล้วแต่เรื่องเงียบหาย จึงต้องบุกมาถึงตำรวจไซเบอร์เพื่อตรวจสอบว่าพฤติกรรมนี้เข้าข่ายความผิดทางกฎหมายอย่างไรบ้าง ซึ่งทาง บช.สอท. ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้เร่งให้พนักงานสอบสวนตรวจสอบว่าอยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่หรือไม่

สิ่งที่น่าสะเทือนใจไม่ใช่แค่การซ่อมรับน้องที่รุนแรง แต่เป็นทัศนคติของผู้ที่อยู่ในกลุ่มไลน์เหล่านั้น ซึ่งมองว่าความทุกข์ทรมานของผู้อื่นเป็นเรื่องตลก การ กัน จอมพลัง พาทหารเกณฑ์ ร้องตำรวจไซเบอร์ ปมถูกรุ่นพี่ซ่อมทารุณ เผยแพร่ภาพลงโซเชียล จึงเปรียบเสมือนการขีดเส้นใต้ว่า ในยุคสมัยนี้เราต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยที่ชัดเจน ไม่ควรมีใครต้องตกเป็นเหยื่อเพียงเพราะคำว่าโซตัสหรือระบบรุ่นพี่รุ่นน้องที่บิดเบี้ยว

ในมุมมองของนักสังคมหลายฝ่าย การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุอย่างการย้ายหน่วยอาจช่วยได้เพียงชั่วคราว แต่การสร้างระบบการลงโทษที่เด็ดขาดกับผู้กระทำผิดต่างหากที่จะเป็นกุญแจสำคัญ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเคสนี้จะเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ทำให้กองทัพต้องหันมาจัดการปัญหานี้อย่างจริงจังเสียที เพื่อไม่ให้เกิดวงจรความรุนแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบที่ผ่านมา

ที่มา – “กัน จอมพลัง” พาทหารเกณฑ์ ร้องตำรวจไซเบอร์ ปมถูกรุ่นพี่ซ่อมทารุณ เผยแพร่ภาพลงโซเชียล

กัน จอมพลัง พา มิรา ร้อง ตร.ไซเบอร์ ล่าคนปล่อยคลิปหลุด

กัน จอมพลัง พา มิรา ร้อง ตร.ไซเบอร์ ล่าคนปล่อยคลิปหลุด

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อล่าสุด กัน จอมพลัง ได้พาน้องมิรา นางแบบสาวสุดเซ็กซี่ เข้าพบตำรวจ บช.สอท. เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มคนที่นำคลิปลับส่วนตัวไปเผยแพร่และข่มขู่ว่าจะปล่อยคลิปเพิ่ม ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือว่าไม่เหมาะสมและเป็นการซ้ำเติมผู้เสียหายอย่างรุนแรง

เหตุการณ์ กัน จอมพลัง พา มิรา ร้อง ตร.ไซเบอร์ ล่าคนปล่อยคลิปหลุด ในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากสังคมเป็นอย่างมาก โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับเรื่องและเตรียมขยายผลตรวจสอบกลุ่มแชตที่ทำการซื้อขายคลิปอนาจาร เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายให้ถึงที่สุด

ผลกระทบทางกฎหมายสำหรับผู้แชร์คลิปหลุด

หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าเพียงแค่การกดแชร์ก็มีความผิดทางกฎหมายแล้ว ทางรอง ผบช.สอท. ได้ย้ำเตือนว่าผู้ที่นำเข้าหรือส่งต่อข้อมูลลามกอนาจารเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (4) และ (5) มีโทษหนัก:

  • โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี
  • โทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท

ดังนั้น การที่ กัน จอมพลัง พา มิรา ร้อง ตร.ไซเบอร์ ล่าคนปล่อยคลิปหลุด ในครั้งนี้ จึงเป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญมากสำหรับชาวเน็ตทุกคน เพราะการเป็น ‘ผู้รับ’ หรือ ‘ผู้ส่งต่อ’ ในกรณีคลิปหลุดนั้น นอกจากจะเป็นการทำลายอนาคตของผู้เสียหายแล้ว ยังสามารถทำให้ชีวิตของตัวเองพังทลายเพราะคดีอาญาได้ง่ายๆ เลยทีเดียว

หากคุณพบเห็นการเผยแพร่คลิปที่ไม่เหมาะสมบนแพลตฟอร์มต่างๆ สิ่งที่ควรทำคือ:

  • กดรายงาน (Report) ทันทีบนแพลตฟอร์มนั้นๆ
  • ไม่คอมเมนต์ ไม่แชร์ และไม่ซื้อขายคลิปเหล่านี้
  • หยุดส่งต่อเพื่อเป็นการเคารพสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่น

ในมุมมองของเรา สังคมไทยควรหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องการละเมิดสิทธิในโลกออนไลน์ให้มากขึ้น การที่ผู้เสียหายออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่คือการต่อสู้กับคนผิดที่ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการทำร้ายผู้อื่น หวังว่าคดีนี้จะเป็นบรรทัดฐานให้ผู้ที่คิดจะทำผิดได้ยับยั้งชั่งใจมากขึ้นครับ

ที่มา – “กัน จอมพลัง” พา “มิรา” ร้อง ตร.ไซเบอร์ ล่าคนปล่อยคลิปหลุด ขู่ปล่อยเพิ่ม ชี้ไม่เหมาะสม

คุมตัว เสือ ดุสิต เข้าเรือนจำ หลังศาลไม่ให้ประกันตัว

กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีการคุมตัว “เสือ ดุสิต” เข้าเรือนจำ เจ้าตัวยังยิ้มได้ เบ่งกล้ามโชว์เพื่อนที่มาให้กำลังใจ หลังจากที่ศาลจังหวัดนนทบุรีมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวนายสัมฤทธิ์ ริมเถื่อน หรือเสือ ดุสิต โดยเป็นไปตามคำร้องคัดค้านของพนักงานสอบสวน สภ.บางกรวย ที่เกรงว่าจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือก่อเหตุซ้ำ

คุมตัว “เสือ ดุสิต” เข้าเรือนจำ เจ้าตัวยังยิ้มได้ เบ่งกล้ามโชว์เพื่อนที่มาให้กำลังใจ

เหตุการณ์ขณะเจ้าหน้าที่ทำการควบคุมตัวเสือ ดุสิต ขึ้นรถเพื่อส่งไปยังเรือนจำจังหวัดนนทบุรีนั้น สร้างความประหลาดใจให้กับผู้ที่เฝ้าติดตามข่าวเป็นอย่างมาก แม้จะต้องอยู่ในสถานะผู้ต้องขัง แต่เขากลับยังคงยิ้มแย้มและโบกมือทักทายเพื่อนฝูงที่มาให้กำลังใจ พร้อมตะโกนบอกไม่ต้องประกันตัว และแสดงท่าทางเบ่งกล้ามโชว์ เรียกได้ว่าท่าทีของ คุมตัว “เสือ ดุสิต” เข้าเรือนจำ เจ้าตัวยังยิ้มได้ เบ่งกล้ามโชว์เพื่อนที่มาให้กำลังใจ ในครั้งนี้กลายเป็นภาพจำของเหตุการณ์นี้ไปเลยทีเดียว

บทบาทของ กัน จอมพลัง กับการยืนหยัดเคียงข้างผู้เสียหาย

ทางด้าน “กัน จอมพลัง” ซึ่งเป็นผู้เข้ามาให้ความช่วยเหลือ น.ส.มิรา ผู้เสียหาย ได้ร่วมกับทนายความเดินทางมายังศาลเพื่อติดตามคดีอย่างใกล้ชิด โดยมีการเตรียมพร้อมคัดค้านการประกันตัวหากมีการยื่นอุทธรณ์ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้เสียหายจะได้รับความปลอดภัยสูงสุด กัน จอมพลัง ได้ย้ำชัดว่า พฤติกรรมที่ทำร้ายร่างกายผู้หญิงและสร้างความหวาดกลัวเช่นนี้เป็นสิ่งที่สังคมไม่ควรสนับสนุน โดยเฉพาะการที่มีการข่มขู่จะปล่อยคลิปภาพลับของผู้เสียหาย ซึ่งถือเป็นการซ้ำเติมเหยื่อที่กำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบากทั้งทางร่างกายและจิตใจ

  • ผู้เสียหายยืนยันชัดเจนว่าจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด
  • ไม่มีการหวนกลับไปหา ไม่มีการรีเทิร์นอย่างแน่นอน
  • ได้รับความคุ้มครองและรู้สึกปลอดภัยมากขึ้นหลังจากมีหน่วยงานเข้ามาดูแล

ในส่วนของความคืบหน้าทางคดี หลังจากนี้จะเป็นกระบวนการพิจารณาในชั้นศาลต่อไป ซึ่งผู้เสียหายเองก็ได้แสดงความมั่นใจในกระบวนการยุติธรรมและจะเดินหน้าสู้จนกว่าจะได้รับความเป็นธรรม ทั้งนี้ น.ส.มิรา ยังได้ฝากขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งเข้ามาให้ในช่วงเวลาที่ลำบากที่สุดในชีวิต

บทเรียนในครั้งนี้ทำให้เราเห็นว่า การไม่นิ่งเฉยต่อความรุนแรงและการเข้ามาช่วยเหลือผู้ที่ถูกกระทำอย่างถูกวิธี คือกุญแจสำคัญที่ทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้น และเป็นกำลังใจให้กับผู้เสียหายทุกคนที่กำลังเผชิญกับอิทธิพลมืดให้กล้าที่จะยืนหยัดต่อสู้เพื่อความถูกต้องครับ หากคุณหรือคนใกล้ชิดพบเจอกับปัญหาแบบเดียวกัน อย่ากลัวที่จะขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะไม่มีใครสมควรถูกทำร้ายด้วยความรุนแรงครับ

ที่มา – คุมตัว “เสือ ดุสิต” เข้าเรือนจำ เจ้าตัวยังยิ้มได้ เบ่งกล้ามโชว์เพื่อนที่มาให้กำลังใจ

“มิรา” คู่กรณี “เสือ ดุสิต” ขอคุ้มครองพยาน กัน ลั่นจุดเริ่มต้น

“มิรา” คู่กรณี “เสือ ดุสิต” ขอคุ้มครองพยาน “กัน จอมพลัง” ลั่นแค่จุดเริ่มต้นของคนดีคนเดิม

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีที่น้องมิรา MC สาวชื่อดัง ได้เข้าขอความช่วยเหลือจาก “กัน จอมพลัง” หลังจากถูก “เสือ ดุสิต” อดีตแฟนหนุ่มทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ล่าสุดความคืบหน้าของคดีนี้ “มิรา” คู่กรณี “เสือ ดุสิต” ขอคุ้มครองพยาน “กัน จอมพลัง” ลั่นแค่จุดเริ่มต้นของคนดีคนเดิม ที่อาจจะมีเรื่องราวลึกซึ้งมากกว่าที่ทุกคนคาดคิด

ในวันนี้ กัน จอมพลัง ได้พาน้องมิราเดินทางไปยังกระทรวงยุติธรรม เพื่อยื่นเรื่องขอคุ้มครองพยานอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คลองหลวง เพื่อเข้าเก็บของใช้ส่วนตัวภายในห้องพักที่เคยอาศัยอยู่ร่วมกับคู่กรณีย่านเทพกุญชร โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างระมัดระวัง มีทีมงานคอยคุ้มครองความปลอดภัยให้น้องมิราตลอด 24 ชั่วโมง

ทำไม “มิรา” คู่กรณี “เสือ ดุสิต” ขอคุ้มครองพยาน กัน จอมพลัง ถึงยังไม่จบแค่นี้

หลายคนตั้งคำถามว่าเหตุใดเรื่องราวถึงบานปลายจนต้องขอความคุ้มครอง เพราะพฤติกรรมการกระทำของฝั่งผู้ชายที่กัน จอมพลัง เรียกว่าเป็น “สุภาพบุรุษคนดีคนเดิม” ของโรบินฮู้ดเมืองไทยนั้น ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น โดยกันกล่าวว่า:

  • นี่เป็นกรณีที่สองแล้วที่เขาได้เข้ามาช่วยเหลือผู้เสียหายจากการถูกบุคคลคนนี้ทำร้าย
  • ค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด กัน จอมพลัง ควักทุนส่วนตัวช่วยเหลือด้วยความเต็มใจ
  • การเข้าทำร้ายร่างกายไม่ว่าจะกับผู้หญิงหรือผู้สูงอายุ เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในสังคม

“มิรา” คู่กรณี “เสือ ดุสิต” ขอคุ้มครองพยาน “กัน จอมพลัง” ลั่นแค่จุดเริ่มต้นของคนดีคนเดิม ประโยคนี้เปรียบเสมือนการส่งสัญญาณไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องว่า ยังมีหลักฐานและข้อมูลอีกหลายด้านที่จะถูกเปิดเผยออกมาในอนาคต เพื่อให้ความยุติธรรมบังเกิดกับผู้เสียหายอย่างแท้จริง

กัน จอมพลัง ยังได้ฝากสติถึงสังคมออนไลน์ว่า การจะวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ใด ควรมีวุฒิภาวะและไม่ลืมว่าเราต้องการเห็นสังคมแบบไหน หากเราปล่อยให้พฤติกรรมการใช้กำลังเป็นเรื่องปกติ วันหนึ่งเหตุการณ์แบบนี้อาจเกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวเราเองก็ได้ ซึ่งทางทีมงานพร้อมจะเดินหน้าพาผู้เสียหายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้ถึงที่สุด

สุดท้ายนี้ ในฐานะคนติดตามข่าว เราควรเฝ้าดูความคืบหน้าของคดีนี้ด้วยความตั้งใจ เพื่อให้กำลังใจผู้เสียหายและสนับสนุนกระบวนการทางกฎหมายให้ทำงานได้อย่างโปร่งใสที่สุด อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใครเพียงเพราะข้อมูลด้านเดียว เพราะความจริงยังมีอีกหลายแง่มุมที่รอเวลาเปิดเผย

ที่มา – “มิรา” คู่กรณี “เสือ ดุสิต” ขอคุ้มครองพยาน “กัน จอมพลัง” ลั่นแค่จุดเริ่มต้นของคนดีคนเดิม

“มิรา” เผยสาเหตุถูกทำร้ายสะบักสะบอม ลั่นไม่กลับไปคืนดี

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อ “มิรา” เผยสาเหตุถูกทำร้ายสะบักสะบอม ลั่นไม่กลับไปคืนดี โดยเธอได้เข้าขอความช่วยเหลือจาก “กัน จอมพลัง” หลังถูกแฟนเก่าอดีตคนดังทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งเหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่ติดตามข่าวเป็นอย่างมาก

จุดเริ่มต้นพฤติกรรมรุนแรงที่ “มิรา” เผยสาเหตุถูกทำร้ายสะบักสะบอม ลั่นไม่กลับไปคืนดี

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อฝ่ายหญิงปรึกษาเพื่อนเรื่องความเครียดเกี่ยวกับการรีโนเวทบ้าน ซึ่งมีการจ้างวานผู้รับเหมาโดยผ่านแฟนเก่าคนดังกล่าว เมื่อเรื่องนี้ไปเข้าหูฝ่ายชายจึงเกิดความไม่พอใจอย่างมาก ถึงขั้นลงไม้ลงมือชกต่อยซ้ำๆ บนรถแม้ว่าตัวเขาเองจะสวมแหวนอยู่ก็ตาม นับเป็นเรื่องที่เกินกว่าจะรับได้ที่คนรักกันจะกระทำต่อกันเช่นนี้

เบื้องลึกความสัมพันธ์ที่เกินจะเยียวยา

น้องมิราได้เล่าถึงพฤติกรรมในอดีตว่า:

  • เคยถูกทำร้ายร่างกายมาแล้ว 1 ครั้ง เพียงเพราะไม่อยากออกไปดื่มเหล้า
  • มีการฉุดกระชากลากถูบ่อยครั้งเมื่อต้องการจะกลับบ้าน
  • แฟนเก่ามีอารมณ์สองขั้วที่คาดเดาไม่ได้

จากประสบการณ์เลวร้ายที่ผ่านมาทั้งหมด ทำให้วันนี้เธอตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่า “มิรา” เผยสาเหตุถูกทำร้ายสะบักสะบอม ลั่นไม่กลับไปคืนดี และพร้อมที่จะดำเนินการตามกฎหมายให้ถึงที่สุด โดยมี “กัน จอมพลัง” คอยสนับสนุนและดูแลความปลอดภัยในทุกขั้นตอน

ทางด้าน “กัน จอมพลัง” ได้ย้ำชัดว่าพฤติกรรมของผู้ก่อเหตุนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ในสังคม โดยเฉพาะการทำร้ายผู้หญิงจนบอบช้ำทั้งร่างกายและจิตใจ ทั้งที่ตัวเองอ้างว่าเป็นสุภาพบุรุษ แต่กลับไร้วุฒิภาวะในการจัดการอารมณ์ตนเอง คดีนี้จึงถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญว่าความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เรื่องส่วนตัวที่จะยอมความกันได้ง่ายๆ

ในฐานะผู้ติดตามข่าว เราควรสนับสนุนให้เหยื่อออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมและไม่ควรตอกย้ำด้วยการตำหนิผู้ที่ตกเป็นเหยื่อว่าทำไมถึงเลือกคบคนเช่นนี้ เพราะในตอนเริ่มต้นไม่มีใครทราบว่าชีวิตจะลงเอยด้วยการถูกทำร้ายเช่นนี้ ความเป็นธรรมต้องเกิดขึ้นและผู้กระทำผิดจะต้องได้รับโทษตามกฎหมายอย่างสมเหตุสมผล

ที่มา – “มิรา” เผยสาเหตุถูกทำร้ายสะบักสะบอม ลั่นไม่กลับไปคืนดี ยันเอาเรื่องถึงที่สุด

กัน จอมพลัง ช่วย น้องมิรา ถูกทำร้ายจนเสียโฉม

กัน จอมพลัง ช่วย น้องมิรา ถูกทำร้ายจนเสียโฉม

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียลมีเดียทันที เมื่อ กัน จอมพลัง ได้ออกมาโพสต์ข้อความพร้อมภาพถ่ายของ น้องมิรา MC สาวชื่อดังที่กำลังตกเป็นเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว โดยระบุว่าน้องถูกฝ่ายชายที่มีลักษณะเป็นนักบุญสุภาพบุรุษตัวลายทำร้ายร่างกายอย่างทารุณจนใบหน้าเสียโฉม ซึ่งเหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่ได้ติดตามเป็นอย่างมาก

เปิดเบื้องหลัง กัน จอมพลัง ช่วย น้องมิรา ถูกทำร้ายจนเสียโฉม

จากคำบอกเล่าของ กัน จอมพลัง พบว่าน้องมิราได้หนีตายมาขอความช่วยเหลือ หลังจากถูกอดีตคนรักทำร้ายด้วยการใช้หมัดที่สวมแหวนกระหน่ำตีอย่างหนัก รอยช้ำกระจายไปทั่วร่างกายตั้งแต่ข้อเท้าขึ้นมาถึงใบหน้า สภาพของน้องมิราได้รับบาดเจ็บหนักจนตาบวมช้ำทั้งสองข้าง ใบหน้าบิดเบี้ยวจนแทบจำไม่ได้ ซึ่ง กัน จอมพลัง ได้เน้นย้ำชัดเจนว่า ไม่ว่าจะมีเหตุผลใดก็ตาม ผู้ชายไม่ควรใช้กำลังทำร้ายผู้หญิงจนถึงขั้นเสียโฉมเช่นนี้ เพราะผู้หญิงถือเป็นเพศที่เสียเปรียบและไม่สามารถสู้แรงได้

หากย้อนกลับไปดูที่มาที่ไปของน้องมิรา MC ชื่อดัง ท่านผู้อ่านอาจจะคุ้นหน้าคุ้นตากันดี เนื่องจากเธอเคยตกเป็นข่าวโด่งดังเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ในเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มคนมีสีและคดีทำร้ายร่างกายที่เป็นข่าวดังในอดีต แต่ครั้งนี้สถานการณ์ได้เปลี่ยนไป เมื่อเธอเองกลายเป็นเหยื่อที่ต้องการความยุติธรรมและความปลอดภัยให้กับชีวิตของตัวเองเสียเอง

  • ร่องรอยการทำร้ายร่างกายหนักตั้งแต่หัวจรดเท้า
  • ใบหน้าเสียโฉมผิดรูปจนจำไม่ได้
  • ได้รับความช่วยเหลือจาก กัน จอมพลัง ให้เข้ามาอยู่ในความดูแลแล้ว

ในฐานะสื่อมวลชนและผู้ติดตามข่าวสาร เราคงต้องให้กำลังใจน้องมิราให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ และหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายให้ถึงที่สุด ความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เรื่องที่แก้ได้ด้วยกำลัง และต้องขอบคุณการทำงานอย่างรวดเร็วของ กัน จอมพลัง ที่ทำให้เรื่องนี้ถูกตีแผ่ออกมาเพื่อเรียกร้องสิทธิให้กับผู้เสียหายอย่างจริงจัง

ที่มา – “กัน จอมพลัง” โพสต์ภาพ “มิรา” ถูกทำร้ายจนเสียโฉม อ้างฝีมือนักบุญสุภาพบุรุษตัวลาย

จับแล้วหนุ่มวัย 38 แชตไลน์ขอมีอะไรกับแม่ รับเพิ่งเสพยาบ้าไป

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับปัญหายาเสพติดที่สร้างความสะเทือนใจในสังคมไทยอยู่บ่อยครั้ง แต่กรณีล่าสุดที่เป็นประเด็นใหญ่และสร้างความตกใจให้กับคนในโซเชียลมีเดียอย่างมาก คือเหตุการณ์ จับแล้วหนุ่มวัย 38 แชตไลน์ขอมีอะไรกับแม่ รับเพิ่งเสพยาบ้าไป ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมที่ผิดศีลธรรมอันดีและแสดงให้เห็นถึงพิษภัยร้ายแรงของสารเสพติดที่ทำลายสติสัมปชัญญะของมนุษย์จนไม่สามารถแยกแยะผิดชอบชั่วดีได้

จับแล้วหนุ่มวัย 38 แชตไลน์ขอมีอะไรกับแม่ รับเพิ่งเสพยาบ้าไป

เหตุการณ์นี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อทางเพจเฟซบุ๊กชื่อดังอย่าง “มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้” ได้ออกมาตีแผ่เรื่องราวของลูกชายวัย 38 ปี ที่นอกจากจะเสพยาจนหลอนแล้ว ยังมีพฤติกรรมคุกคามแม่บังเกิดเกล้าของตัวเองอย่างรุนแรง โดยการส่งข้อความทางไลน์เพื่อขอมีเพศสัมพันธ์ และที่น่ากลัวไปกว่านั้นคือการกล่าวอ้างกับเพื่อนบ้านว่าตนกับแม่เป็นสามีภรรยากัน สร้างความหวาดกลัวให้กับผู้เป็นแม่อย่างมาก จนต้องร้องขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เปิดเบื้องหลังคดี จับแล้วหนุ่มวัย 38 แชตไลน์ขอมีอะไรกับแม่ รับเพิ่งเสพยาบ้าไป

หลังจากเรื่องราวถูกเผยแพร่ออกไป เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สำโรงใต้ ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้เร่งดำเนินการสืบสวนจนสามารถจับกุมตัวนายหนึ่ง (นามสมมติ) ผู้ก่อเหตุได้ในที่สุด โดยพบตัวในพื้นที่ซอยอ่อนนุช 49 ในขณะที่ยังมีอาการคล้ายคนหลอนยาอยู่ตลอดเวลา และเมื่อสอบปากคำ นายหนึ่งก็ได้ให้การรับสารภาพอย่างตรงไปตรงมาว่า จับแล้วหนุ่มวัย 38 แชตไลน์ขอมีอะไรกับแม่ รับเพิ่งเสพยาบ้าไป จริงๆ ตามที่ถูกกล่าวหา

จากการกระทำดังกล่าว กฎหมายได้ระบุฐานความผิดไว้ดังนี้:

  • เข้าข่ายความผิดฐานคุกคามทางเพศต่อผู้อื่น
  • เป็นการกระทำที่ทำให้ผู้อื่นไม่สามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข
  • มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่ายาเสพติดไม่ได้ทำลายแค่เพียงร่างกายของผู้เสพเท่านั้น แต่มันสามารถทำลายสถาบันครอบครัวและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้อย่างไร้เยื่อใย การนำตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมนับเป็นก้าวแรกที่สำคัญ เพื่อให้ผู้เป็นแม่ได้กลับมามีความปลอดภัยในชีวิตอีกครั้ง และเป็นการหยุดยั้งพฤติกรรมที่สั่นคลอนความรู้สึกของสังคมเช่นนี้ให้หมดไป

เราในฐานะคนในสังคมควรช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นความผิดปกติหรือเหตุการณ์คุกคามในลักษณะนี้ การรีบแจ้งเบาะแสให้เจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือคือทางออกที่ดีที่สุดก่อนที่จะเกิดเหตุร้ายแรงเกินกว่าจะแก้ไขได้ทัน หากครอบครัวไหนมีสมาชิกที่เกี่ยวข้องกับเรื่องยาเสพติด ควรปรึกษาหน่วยงานทางสาธารณสุขเพื่อบำบัดรักษาโดยเร่งด่วน

ที่มา – จับแล้วหนุ่มวัย 38 แชตไลน์ขอมีอะไรกับแม่ รับเพิ่งเสพยาบ้าไป

Scroll to top