กัมพูชา

“มาริษ” แนะ ปราบแก๊งคอลฯ ในเมียนมาและกัมพูชา

“มาริษ” ชี้ ภัยสแกมเมอร์เป็นสงครามมวลมนุษยชาติ แนะรัฐบาลปรับใช้โมเดลปราบแก๊งคอลฯ ในเมียนมาของรัฐบาลเพื่อไทยกับกัมพูชา ใช้การทูตดึงพลังมหาอำนาจ-UN ร่วมแก้ปัญหา

วันที่ 25 ตุลาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีแรงงานต่างชาติหลายประเทศ ถูกหลอกกว่า 1,000 คน หลบหนีจากพื้นที่ชายแดนเมียนมาเข้ามาในพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก หลังกองทัพเมียนมาได้บุกทลาย “เคเคพาร์ค” ว่า เป็นศูนย์ปฏิบัติการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ ซึ่งพบว่ามีการใช้อุปกรณ์สตาร์ลิงก์ในศูนย์ปฏิบัติการเหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เห็นได้ว่ามาตรการปราบปรามสแกมเมอร์ที่เข้มงวดของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เริ่มหย่อนสมรรถภาพลงเรื่อยๆ

ทั้งนี้ หลัง นางสาวแพรทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปราบปรามสแกมเมอร์อย่างเด็ดขาดด้วยนโยบาย 3 ตัดแล้ว มีแรงงานหลากหลายประเทศที่ถูกหลอกเข้าไปทำงานในเมียนมา หลบหนีข้ามพรมแดนเข้ามาในฝั่งไทยหลายพันคน ตนเองจึงได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยในทันที และร่วมกับนายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และเชิญ “กงอัน” หรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน มาร่วมประชุมเพื่อคัดกรองแรงงานชาวจีนและเร่งส่งกลับ

รวมถึงตนเองยังได้ตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจขึ้นที่กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อลงไปปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ ประสานกับสถานทูตตามหลักมนุษยธรรม จนสามารถช่วยแรงงานต่างชาติให้เดินทางกลับมาตุภูมิได้โดยปลอดภัย ดังนั้น ตนอยากเห็นรัฐบาลเร่งจัดตั้งทีมเฉพาะกิจประสานงานกับประเทศต่างๆ เพื่อช่วยเหลือแรงงานชาติต่างๆ ที่ถูกหลอกเข้าไปทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมียนมา โดยใช้แบบแผนการทำงานที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่ได้ดำเนินการไว้ และประสบความสำเร็จในการช่วยเหลือแรงงานต่างชาติที่ถูกหลอกเข้าไปทำงานในเมียนมา จนได้รับความชื่นชมไปจากทุกภูมิภาค

ขณะเดียวกัน นายมาริษ ยังย้ำถึงปัญหาสแกมเมอร์ว่า ถือเป็นสงครามมวลมนุษยชาติของประชาคมโลก ฉะนั้น ในขณะที่มีประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่มาเลเซีย รัฐบาลควรจะมองเห็นและมีบทบาทนำในการดึงความร่วมมือกับนานาประเทศที่ประสบปัญหาการถูกโกงจากสแกมเมอร์ รวมทั้งจะต้องส่งเสริมความร่วมมืออย่างเข้มแข็งกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของสหประชาชาติ ที่พยายามแก้ไขปัญหาเรื่องสแกมเมอร์ ให้หมดไปจากประชาคม 

ที่ผ่านมารัฐบาลพรรคเพื่อไทย ภายใต้การนำของนางสาวแพรทองธาร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินการอย่างเข้มงวด มีจุดยืนที่ชัดเจน ในการร่วมมือกับนานาประเทศ และเข้าร่วมในกรอบความร่วมมือทั้งหลายขององค์การสหประชาชาติ และอาเซียนทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศว่า เส้นทางการขนส่งเม็ดเงิน และได้ออกมาตรการต่างๆ มารองรับ เช่น ให้กระทรวงการคลังดำเนินการแก้ไขปัญหา ร่วมกับธนาคารต่างๆ เพื่อที่จะอายัดบัญชีเงินของนักธุรกิจที่ทำผิดกฎหมาย หรือจะนำไปใช้เป็นทุนในการสร้างธุรกิจสีเทา รวมทั้งมีการร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ภายในประเทศ ที่มีมาตรการต่างๆ ในการเข้าไปปิดบัญชีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทา

นายมาริษ ยังยกตัวอย่างสิ่งที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยทำไว้ ซึ่งในปัจจุบันยังไม่เห็นการดำเนินการหรือการต่อยอดจากสิ่งที่รัฐบาลได้ทำในอดีต คือ กระทรวงต่างประเทศ โดยตนและรัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้ริเริ่ม การประชุมหารือครั้งสำคัญ 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นการประชุม 3 ฝ่าย โดยมีไทย เมียนมา และอินเดีย ส่วนครั้งที่ 2 เป็นการประชุม 4 ฝ่าย โดยมีไทย จีน ลาว และเมียนมา ซึ่งวัตถุประสงค์ของการประชุม 2 ครั้งที่ผ่านมาต้องการที่จะผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ 2 ประการ คือ ความพยายามที่จะเข้าไปแก้ปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ในประเทศเมียนมา เปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นความร่วมมือระหว่างประเทศ และความต้องการที่จะแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ข้ามพรมแดน

โดยเฉพาะเรื่องสแกมเมอร์ ทั้ง 2 เรื่องนี้ เป็นเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งสามารถแก้ปัญหา 2 อย่างได้โดยใช้มาตรการ-กลยุทธ์เพียงอันเดียว ซึ่งหลังจากที่ไทยได้มีมาตรการในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติในฝั่งประเทศเมียนมาอย่างรุนแรง จึงเป็นเรื่องปกติที่กลุ่มธุรกิจสีเทาจะหาทางออกโดยการย้ายฐานเข้าไปในฝั่งกัมพูชา ดังนั้น หากรัฐบาลปัจจุบันยังไม่ได้มีการดำเนินการสานต่อ หรือยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนในการต่อยอดจากสิ่งที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้ทำไว้ ก็จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยสัมฤทธิ์ผลอย่างเป็นรูปธรรมสูญเสียไป และเรื่องดังกล่าวทั้งหมด ควรจะเป็นสิ่งที่รัฐบาลปัจจุบันต้องต่อยอด เพื่อรักษาโมเมนตัมของการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาค ซึ่งไทยสามารถให้ประเทศเพื่อนบ้าน และมหาอำนาจในการเข้ามาช่วยกดดัน

นายมาริษ ยังย้ำด้วยว่า ที่ผ่านมารัฐบาลพรรคเพื่อไทยร่วมกับจีน และได้มีการประชุมแบบลงรายละเอียดในการแก้ไขปัญหา มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล เส้นทางการเงินของการทำธุรกิจสีเทา ซึ่งในท้ายที่สุดรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ได้รับคำชื่นชมจากนานาประเทศว่าได้มีการดำเนินนโยบายที่เข้มงวดในการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ ผ่านนโยบาย 3 ตัด ซึ่งทั้งเมียนมา และรัฐบาลจีนเอง ก็ได้ให้ความร่วมมือจนนำไปซึ่งการแก้ไขปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ส่วนการแก้ไขปัญหากัมพูชานั้น นายมาริษ ระบุว่า ช่วงที่ผ่านมาไทย-กัมพูชามีปัญหาการกระทบกระทั่งกันบริเวณชายแดน ซึ่งทำให้เห็นชัดว่ากัมพูชาไม่มีความจริงใจที่จะแก้ปัญหาร่วมกันกับไทยในการปราบปรามสแกมเมอร์ หรืออาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งรัฐบาลพรรคเพื่อไทยมีความตั้งใจว่า จะใช้กลไกเช่นเดียวกันในการประชุม 3 ฝ่าย ซึ่งจะมีไทย จีน และกัมพูชา ที่ไทยเคยทำสำเร็จมาแล้วในฝั่งของประเทศเมียนมา แต่ด้วยเหตุการณ์การกระทบกระทั่งกันจึงทำให้เรื่องเหล่านี้มีความล่าช้าออกไป แต่ในช่วงที่ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็ได้หารือกับประเทศจีน รวมทั้งได้หารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ในการสร้างความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา

ในช่วงท้าย นายมาริษ ระบุอีกว่า ที่ผ่านมารัฐบาลพรรคเพื่อไทยดำเนินการไว้ ทั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการต่างประเทศ แต่โจทย์วันนี้ไม่ใช่เรื่องของการมีนโยบาย แต่เป็นเรื่องของการนำนโยบายไปปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ให้ประเทศไทยมีบทบาทนำในการปราบแก๊งคอลฯ ในเมียนมาและกัมพูชาในภูมิภาค โดยเฉพาะในอาเซียนและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง.

“มาริษ” แนะรัฐบาลปรับใช้โมเดลปราบแก๊งคอลฯ ในเมียนมาของรัฐบาลเพื่อไทย กับกัมพูชา

ทำไมต้องปรับใช้โมเดลปราบแก๊งคอลฯ ในเมียนมาและกัมพูชา?

การที่นายมาริษออกมาแนะนำให้รัฐบาลปัจจุบันปรับใช้โมเดลปราบแก๊งคอลฯ ในเมียนมาและกัมพูชา สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อสถานการณ์อาชญากรรมข้ามชาติที่ยังคงเป็นปัญหาสำคัญ การนำแนวทางที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วมาปรับใช้ จึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาอย่างยิ่ง

โมเดลที่ว่านี้มีความสำคัญอย่างไร? การที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยในอดีตสามารถแก้ไขปัญหาได้นั้น เกิดจากการบูรณาการความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ การมีนโยบายที่ชัดเจน การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด และการประสานงานกับต่างประเทศอย่างใกล้ชิด ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การแก้ไขปัญหาประสบความสำเร็จ

สถานการณ์ปัจจุบันมีความแตกต่างจากในอดีตอย่างไร? แม้ว่าปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะยังคงอยู่ แต่รูปแบบและวิธีการอาจมีการเปลี่ยนแปลงไป การที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ย้ายฐานไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้การแก้ไขปัญหาซับซ้อนยิ่งขึ้น รัฐบาลจึงจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

ดังนั้น การที่นายมาริษออกมาเสนอแนะให้รัฐบาลปรับใช้โมเดลปราบแก๊งคอลฯ ในเมียนมาและกัมพูชา จึงเป็นข้อเสนอแนะที่มีคุณค่า รัฐบาลควรพิจารณาถึงข้อดีข้อเสีย และนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน การร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและการดึงพลังจากนานาชาติก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

การแก้ไขปัญหาแก๊งคอลฯ ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากรัฐบาลมีความมุ่งมั่น ตั้งใจจริง และพร้อมที่จะร่วมมือกับทุกภาคส่วน ปัญหาแก๊งคอลฯ ก็จะสามารถแก้ไขได้ในที่สุด

การแก้ไขปัญหา ปราบแก๊งคอลฯ ในเมียนมาและกัมพูชาจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การตระหนักถึงภัยร้ายของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการร่วมมือกันป้องกันและแก้ไขปัญหา จะเป็นหนทางที่นำไปสู่การลดปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – “มาริษ” แนะรัฐบาลปรับใช้โมเดลปราบแก๊งคอลฯ ในเมียนมาของรัฐบาลเพื่อไทย กับกัมพูชา

ราชกิจจานุเบกษา: ถอนสัญชาติไทย “ลียง พัด”

ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการถอนสัญชาติไทย “ลียง พัด” สมาชิกวุฒิสภากัมพูชา ซึ่งพัวพันกับขบวนการค้ามนุษย์และสแกมเมอร์

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศกระทรวงมหาดไทย ซึ่งลงนามโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ถอนสัญชาติไทย “ลียง พัด” โดยระบุว่า นายพัด สุภาภา หรือ ลียง พัด บุคคลสัญชาติไทย ซึ่งได้รับสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ มีพฤติการณ์ยังคงใช้สัญชาติกัมพูชา นอกจากนี้ ยังได้รับรายงานข้อมูลจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ที่แสดงให้เห็นว่ามีพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับกลุ่มบุคคลที่ฉ้อโกงประชาชน จนถูกสำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างชาติแห่งสหรัฐอเมริกาคว่ำบาตร เนื่องจากมีลักษณะพิเศษในการถูกอายัดทรัพย์สินเพราะเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์และการหลอกลวงทางไซเบอร์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาแล้วเห็นว่า พฤติกรรมของบุคคลดังกล่าวเป็นการกระทบกระเทือนต่อความมั่นคง หรือขัดต่อประโยชน์ของรัฐ และขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งเข้าข่ายถูกถอนสัญชาติไทย “ลียง พัด” ได้ตามมาตรา 19 (2) (3) (4) แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 และหากปล่อยไว้เนิ่นช้าออกไป จะก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อประชาชนและสาธารณะ

ราชกิจจานุเบกษา: ถอนสัญชาติไทย “ลียง พัด”

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 19 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจึงสั่งให้ถอนสัญชาติไทย “ลียง พัด”

รายละเอียดการถอนสัญชาติไทย “ลียง พัด”

ประกาศดังกล่าวระบุรายละเอียดที่นำไปสู่การตัดสินใจถอนสัญชาติไทย “ลียง พัด” อย่างชัดเจน โดยเน้นถึงการมีพฤติกรรมที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติและผลประโยชน์ของประชาชน การดำเนินการครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายและปกป้องผลประโยชน์ของชาติ

ประเด็นที่น่าสนใจจากประกาศราชกิจจานุเบกษา:

  • การเชื่อมโยงกับกลุ่มสแกมเมอร์: การที่นายลียง พัด มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มบุคคลที่ฉ้อโกงประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ
  • การถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐอเมริกา: การถูกคว่ำบาตรจากสำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างชาติแห่งสหรัฐอเมริกา สะท้อนให้เห็นถึงความร้ายแรงของพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์และการหลอกลวงทางไซเบอร์
  • การรักษาความมั่นคงของชาติ: การถอนสัญชาติไทย “ลียง พัด” ถือเป็นการดำเนินการเพื่อรักษาความมั่นคงของชาติและปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน

การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า รัฐบาลไทยจะไม่ยอมทนต่อพฤติกรรมใดๆ ที่เป็นภัยต่อชาติและประชาชน การดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อผู้กระทำผิด จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมและส่งเสริมความยุติธรรม

แน่นอนว่าการตัดสินใจถอนสัญชาติไทย “ลียง พัด” อาจมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่การรักษากฎหมายและความมั่นคงของชาติถือเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด การดำเนินการครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและความเด็ดขาดในการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ

ที่มา – ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ ถอนสัญชาติไทย “ลียง พัด” สว.กัมพูชา เอี่ยวสแกมเมอร์

เกาหลีใต้ เดินหน้าตรวจสอบศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในพนมเปญ

คณะผู้แทนจากรัฐสภาเกาหลีใต้ยังคงเดินหน้าตรวจสอบศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในพนมเปญ ประเทศกัมพูชาอย่างเข้มข้น โดยมุ่งเป้าไปที่อาคารต้องสงสัยซึ่งเชื่อว่าเป็นที่ตั้งของศูนย์หลอกลวงออนไลน์ที่มีชาวเกาหลีใต้จำนวนมากเข้าไปเกี่ยวข้อง

การเดินหน้าตรวจสอบศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในพนมเปญครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เจ้าหน้าที่กัมพูชาได้เข้าตรวจค้นอาคารดังกล่าวเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา และทำการควบคุมตัวชาวเกาหลีใต้จำนวนหนึ่งก่อนส่งตัวกลับประเทศด้วยเที่ยวบินพิเศษเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม

คณะกรรมาธิการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ของกัมพูชาได้มอบหลักฐานที่ได้จากการตรวจค้นให้แก่คณะผู้แทนเกาหลีใต้เพื่อตรวจสอบเพิ่มเติม โดยเบื้องต้นพบว่าชาวเกาหลีใต้ที่ทำงานในศูนย์แห่งนี้ส่วนใหญ่สมัครใจทำงานเอง อย่างไรก็ตาม ทางเกาหลีใต้ยังคงตั้งข้อสงสัยว่าอาจมีบางส่วนถูกล่อลวงให้เข้ามาทำงานโดยไม่รู้ตัว

ทางการเกาหลีใต้ได้ออกหมายจับผู้ที่ถูกส่งตัวกลับประเทศไปแล้ว 49 คน จากทั้งหมด 64 คน และกำลังพิจารณาออกหมายจับเพิ่มเติม ผู้ต้องสงสัยเหล่านี้ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงออนไลน์หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นโรแมนซ์สแกม การหลอกลงทุน และการโทรศัพท์หลอกลวงหรือฟิชชิ่ง ซึ่งส่วนใหญ่มีเป้าหมายเป็นชาวเกาหลีใต้ด้วยกันเอง

เจ้าหน้าที่กัมพูชาเปิดเผยว่าในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ได้มีการบุกตรวจค้นพื้นที่ต้องสงสัยถึง 92 จุด ใน 18 จังหวัดทั่วประเทศ และจับกุมผู้ต้องสงสัยได้กว่า 3,400 คน จาก 20 สัญชาติ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเหยื่อที่ถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์หลอกลวงและได้ถูกส่งตัวกลับประเทศแล้ว ส่วนผู้ที่เชื่อว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการหลอกลวงจำนวน 75 คน ถูกดำเนินคดีในศาลกัมพูชา

ทั้งรัฐบาลกัมพูชาและเกาหลีใต้ได้ประกาศความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการกวาดล้างขบวนการหลอกลวงออนไลน์ในภูมิภาคให้หมดสิ้น พร้อมทั้งยกระดับการตรวจสอบแรงงานต่างชาติเพื่อป้องกันไม่ให้กัมพูชากลายเป็นฐานของอาชญากรรมไซเบอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เกาหลีใต้ เดินหน้าตรวจสอบศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในพนมเปญ

ความร่วมมือระหว่างประเทศครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก

ทำไมการเดินหน้าตรวจสอบศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในพนมเปญจึงสำคัญ?

การเดินหน้าตรวจสอบศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในพนมเปญมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการตัดวงจรอาชญากรรมที่สร้างความเสียหายให้กับทั้งผู้ที่ตกเป็นเหยื่อและภาพลักษณ์ของประเทศ นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังกลุ่มมิจฉาชีพว่าการกระทำของพวกเขาจะไม่ได้รับการยอมรับและจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

การปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป การตระหนักถึงกลโกงของมิจฉาชีพและการรายงานเมื่อพบเห็นสิ่งผิดปกติ ถือเป็นส่วนสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหา

การเดินหน้าตรวจสอบศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในพนมเปญจึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากอาชญากรรมทางไซเบอร์ และเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ

ที่มา – ผู้แทนเกาหลีใต้ เดินหน้าตรวจสอบศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในพนมเปญ หวังกวาดล้างให้เรียบ

กัมพูชา จับชาวเกาหลีใต้ 57 ราย พัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ทางการกัมพูชาบุกทลายแหล่งต้องสงสัยในกรุงพนมเปญ จับกุมชาวเกาหลีใต้ได้ 57 ราย และชาวจีนอีก 29 ราย ในข้อหาเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการฉ้อโกงทางไซเบอร์ข้ามชาติ โดยปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่กัมพูชาเพิ่งส่งตัวชาวเกาหลีใต้ที่พัวพันเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลับประเทศไปเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

คณะกรรมการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ของรัฐบาลกัมพูชาเปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้เข้าบุกค้นอาคารแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (22 ต.ค.) ซึ่งต้องสงสัยว่าถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งฉ้อโกงออนไลน์ข้ามชาติ

จากการบุกเข้าทลายครั้งนี้ ตำรวจได้ทำการจับกุมชาวเกาหลีใต้ 57 ราย และชาวจีน 29 ราย พร้อมยึดของกลางเป็นคอมพิวเตอร์ 126 เครื่อง และโทรศัพท์มือถือ 30 เครื่อง นี่เป็นอีกครั้งที่กัมพูชาแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการต่อต้านอาชญากรรมทางไซเบอร์

อุตสาหกรรมการฉ้อโกงทางไซเบอร์ที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้ขยายตัวอย่างมากในกัมพูชาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่ามีคนนับพันรายเกี่ยวข้องในธุรกิจผิดกฎหมายนี้ ซึ่งบางส่วนเข้าร่วมด้วยความสมัครใจ ขณะที่อีกหลายส่วนถูกบังคับโดยกลุ่มอาชญากร

การจับกุมครั้งใหญ่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่กัมพูชาได้ส่งตัวชาวเกาหลีใต้ 64 ราย ที่ถูกควบคุมตัวในข้อหาพัวพันกับเครือข่าย “Pig Butchering Scam” (การฉ้อโกงที่ใช้เวลาสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกับเหยื่อก่อนจะทำการขโมยเงิน) กลับประเทศ

การส่งตัวกลับประเทศที่มีการติดตามอย่างใกล้ชิดนี้ เป็นผลมาจากความไม่พอใจของสาธารณชนจากเหตุการณ์นักศึกษาชาวเกาหลีใต้ถูกทรมานและเสียชีวิตในกัมพูชาเมื่อต้นปีนี้ ซึ่งมีรายงานว่าเชื่อมโยงกับแก๊งอาชญากรรม

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้ได้เข้าพบกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชาและตำรวจท้องถิ่นเพื่อหารือเกี่ยวกับศูนย์จัดหางานปลอมและศูนย์ฉ้อโกง

ก่อนหน้านี้ นายโช ฮยอน รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีใต้ กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยฉ้อโกงเพิ่มอีก 10 ราย และช่วยเหลือเหยื่อได้ 2 ราย กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ประเมินว่ามีชาวเกาหลีใต้ราว 1,000 คน เป็นหนึ่งในผู้ที่ทำงานในศูนย์อาชญากรรมเหล่านี้ จากจำนวนรวมทั้งหมดประมาณ 200,000 คนในกัมพูชา โดยมีชาวเกาหลีใต้ประมาณ 550 ราย ถูกรายงานว่าสูญหายหรือถูกควบคุมตัวไว้โดยไม่สมัครใจ หลังจากเดินทางเข้ากัมพูชาตั้งแต่ปีที่แล้ว.

กัมพูชาจับชาวเกาหลีใต้ 57 ราย ชาวจีน 29 ราย พัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่ซับซ้อน และความท้าทายในการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ ความร่วมมือระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้

ความเชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

การจับกุมชาวเกาหลีใต้ 57 ราย ในครั้งนี้ ตอกย้ำถึงความเชื่อมโยงระหว่างอาชญากรรมทางไซเบอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ปฏิบัติการเหล่านี้มักมีฐานอยู่ในประเทศหนึ่ง แต่เหยื่ออาจอยู่ในอีกประเทศหนึ่ง ทำให้การติดตามและจับกุมเป็นไปได้ยาก

แก๊งคอลเซ็นเตอร์เหล่านี้ใช้วิธีการหลอกลวงที่หลากหลาย เพื่อหลอกเอาเงินจากเหยื่อ พวกเขาอาจแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร ตำรวจ หรือหน่วยงานราชการอื่นๆ การรู้เท่าทันกลโกงเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ

การที่ทางการกัมพูชา จับชาวเกาหลีใต้ 57 ราย และชาวจีน 29 ราย ในคดีนี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ในประเทศ

ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เหตุการณ์เหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะระหว่างกัมพูชา เกาหลีใต้ และจีน รัฐบาลของแต่ละประเทศจำเป็นต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและปกป้องพลเมืองของตน

  • การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างประเทศ
  • การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย
  • การปรับปรุงกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ

คือสิ่งสำคัญในการต่อต้านอาชญากรรมทางไซเบอร์

การป้องกันตนเองจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับบางประการในการป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์:

  • อย่าให้ข้อมูลส่วนตัว เช่น หมายเลขบัตรเครดิต หรือรหัสผ่าน แก่บุคคลที่คุณไม่รู้จัก
  • ตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ
  • อย่าหลงเชื่อคำขู่ หรือข้อเสนอที่ดูดีเกินจริง
  • หากคุณสงสัยว่าคุณอาจตกเป็นเหยื่อ ให้แจ้งความกับตำรวจ

การตระหนักถึงกลโกงต่างๆ และการระมัดระวังในการให้ข้อมูลส่วนตัว จะช่วยลดความเสี่ยงในการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางไซเบอร์ได้

ข่าวการจับกุมชาวเกาหลีใต้และชาวจีนที่พัวพันกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชาเป็นเครื่องเตือนใจว่าเราต้องระมัดระวังตัวอยู่เสมอในโลกออนไลน์ อาชญากรรมไซเบอร์เป็นภัยคุกคามที่แท้จริง และเราทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการป้องกันตนเองและคนรอบข้าง

ที่มา – กัมพูชาจับชาวเกาหลีใต้ 57 ราย ชาวจีน 29 ราย พัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

วิโรจน์จี้! ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา

“วิโรจน์” จี้ “นายกฯ อนุทิน” ลากคอขบวนการคอลเซ็นเตอร์ และใช้ความร่วมมือองค์กรต่างประเทศทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา จัดการเงินสกปรก ผลัก “กัมพูชา”กลับเข้าสู่บัญชีสีเทา

วันที่ 22 ต.ค. 2568 ที่รัฐสภา นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และ สส. บัญชีรายชื่อของพรรค ได้รับมอบหมายจากผู้นำฝ่ายค้านให้ รับหนังสือจาก นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ กรณีให้ตรวจสอบการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยและการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์

มีโอกาสอภิปรายไม่ไว้วางใจ

นายวิโรจน์ ยืนยันพรรคประชาชนติดตามการทำงานของรัฐบาลและตรวจสอบอย่างเต็มที่ ล่าสุดกรณีสแกมเมอร์ และอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งหลอกลวงออนไลน์อยู่ในเป้าการจับตาอย่างใกล้ชิด ส่วนข้อสังเกตตามข้อร้องเรียนเรื่องการโยกย้ายข้าราชการของรัฐบาลนี้ รวมถึงคดีการเมือง มีการมอบหมายให้ สส. พรรคประชาชน จับตาดู และใช้กลไกของรัฐสภาดำเนินการอย่างเต็มที่ต่อไป

โดยยอมรับว่าเปิดรัฐสภาในสมัยประชุมหน้ามีโอกาสอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยืนยันที่จะใช้กลไก สส. และกลไกของกรรมาธิการในการผลักดันเรื่องที่รัฐบาลควรดำเนินการให้ดำเนินการอย่างจริงจังมากขึ้น โดยเฉพาะทั่วโลกและประชาชนให้ความสนใจการปราบปราม เครือข่ายสแกมเมอร์ การหลอกลวงออนไลน์ ที่ไม่ใช่ฉ้อโกง การฟอกเงิน ความชั่วร้ายของโลกที่พัวพันไปถึงการค้ามนุษย์และการกักกันใช้แรงงาน หรือการค้ามนุษย์ ที่เอาเหยื่อมาหลอกเหยื่อประเทศของตนเอง มองว่าเป็นการสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลในระดับโลก ที่นายรังสิมันต์และตนเองจะมีการตรวจสอบเรื่องนี้ พยายามผลักดันให้รัฐบาลดำเนินการอย่างจริงจัง

รอดูรัฐบาลดำเนินการให้ชัด

นายวิโรจน์ ระบุว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจถ้ารัฐบาล ยังอยู่ในเงื่อนไขการพิจารณาของฝ่ายค้าน หากรัฐบาลยังไม่ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน โดยเฉพาะหากพบหรือมีข้อสงสัยว่าอาจมีความเกี่ยวพันหรือเกี่ยวโยง ในฐานะผู้ร่วมกระทำความผิดด้วย หรือการสนับสนุนการกระทำความผิดหรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยให้สแกมเมอร์จากกัมพูชาออกอาละวาด และมาหาผลประโยชน์ในราชอาณาจักรไทย อาจจะนำมาสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ

จี้รัฐบาลสั่งการเชือดเส้นทางเงิน

ส่วนไทยควรมีบทบาทอย่างไรในการแก้ไขปัญหาร่วมกับนานาชาติเรื่องการปราบสแกมเมอร์ นายวิโรจน์ กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มี 2 เรื่องที่ต้องชี้แจงต่อนานาชาติ โดยเรื่องแรก คือมาตรการภายในประเทศ บทบาทของหน่วยงานต่างๆ (ปปง. กลต. ตำรวจไซเบอร์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง) จะดำเนินการสืบสวนสอบสวนขยายผล แล้วลากคอเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์มาลงโทษได้อย่างไร และจะออกกฎระเบียบอย่างไรในการเปิดเผยตัวตนและรายงานเส้นทางทางการเงิน ตัวตนของผู้โอนและผู้รับเงิน สินทรัพย์ดิจิทัลหรือเปิดเผยข้อมูลผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง ซึ่งการเปิดเผยเส้นทางการเงินถือว่าเป็นความโปร่งใส และเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่โจรสแกมเมอร์กลัวที่สุด ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องเร่งสั่งการ

มั่นใจ ก๊ก อาน มีเครือข่ายในไทย

นายวิโรจน์ กล่าวด้วยว่า ส่วนตัวมองว่า ก๊ก อาน หรือ เครือข่ายของเฉิน จื้อ ที่เข้ามาอาละวาดในประเทศไทยไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยเพียงลำพัง จะต้องมีเครือข่ายของประเทศไทย ซึ่งอาจเป็นนายทุนของคนไทยหรืออาจเป็นกลุ่มการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่สนับสนุนหรือมีส่วนรู้เห็นด้วย ก็ต้องลากคอมารับโทษทางกฎหมายและดำเนินการยึดอายัดทรัพย์ ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ให้สิ้นซาก เพราะเงินเหล่านี้เป็นเงินที่หลอกพี่น้องประชาชนคนไทยและเอามาปล้นมายึดประเทศไทยเสียเอง ซึ่งตนมองว่าเป็นพฤติกรรมที่ต่ำทรามอย่างมาก

ห่วงถ่ายเททรัพย์สินหนี

เมื่อถามว่ารัฐบาลจะยึดอายัดทรัพย์หรือไม่หรือจะมีการถ่ายเททรัพย์สินไปก่อน นายวิโรจน์ กล่าวว่า นี่คือความกังวลไม่ใช่แค่เฉพาะกรรมาธิการ แต่เป็นความกังวลของประชาชนว่าวันนี้ตั้งแต่ ฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ออกมาพูด ว่ามีกลุ่มคนไทยและกลุ่มทุนไทยนักการเมืองไทย ที่เข้าไปหาผลประโยชน์ กับธุรกิจผิดกฎหมายในกัมพูชา ซึ่ง ฮุนเซน ขู่ว่าจะเปิดโปง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่คนไทยทั่วไปและไม่ใช่นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตได้อยู่แล้วว่าโจรสแกมเมอร์แบบนี้ มาก่อคดีตามลำพังในไทยไม่ได้อยู่แล้ว บริษัทต่าง ๆ ในไทยยังใช้นอมินีและบัญชีม้าเลย ซึ่งนอมินีและบัญชีม้าก็เป็นคนไทยทั้งสิ้น แต่ในกรณีนี้ เป็นการดำเนินธุรกิจผิดกฎหมายที่ครอบคลุมถึงการค้ามนุษย์ออนไลน์ จะบอกว่าไม่มีคนไทยรู้เห็นหรือสนับสนุนเลยไม่มีเกลือเป็นหนอนเลยจนคิดว่าคงไม่มีใครเชื่อ

จี้ลากคอขบวนการให้เห็น

นายวิโรจน์ กล่าวด้วยว่า แต่จนถึงวันนี้รัฐบาลไทยยังไม่สามารถลากคอขบวนการเหล่านั้นที่เป็นคนไทยให้ประชาชนได้เห็นหน้าเห็นตาได้เลย ตนกังวลเรื่องนี้อย่างมาก มั่นใจว่าสหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักรที่เป็นประเทศพันธมิตรต่าง ๆ ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนเส้นทางทางการเงินและข้อมูลทางด้านอาชญากรทางไซเบอร์ เขาอาจจะมีเบาะแสอยู่ในระดับหนึ่งแล้ว ดังนั้นถ้าหากรัฐบาลของนายอนุทิน รู้ตัวต้องเร่งลากคอกระบวนการเหล่านั้นออกมาก่อนที่สหรัฐอเมริกาและบรรดานานาประเทศจะเปิดเผยรายชื่อเหล่านั้นเอง เนื่องจากจะทำให้เสียหายต่อเกียรติภูมิประเทศชาติ และมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงการลงทุนจากต่างประเทศด้วย

เชื่อโลกอยากรู้ ไทย จัดการอย่างไร

เมื่อถามว่าการประชุมอาเซียนที่จะถึงนี้จะมีการลงนามระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา เรื่องการประกาศสันติภาพโดยมี นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกามาเป็นประธาน นายวิโรจน์ เชื่อว่าประเทศต่าง ๆ ในโลกอยากฟังนายกรัฐมนตรีของไทย บอกว่าจะจัดการเครือข่ายสแกมเมอร์นี้อย่างไร

“ ท่าทีฮุนเซน และฮุน มาเนต เงียบไม่โต้ตอบเหมือนยอมจำนนต่อโลก เพราะรู้อยู่แล้วว่า หลักฐานเส้นทางทางการเงิน ขององค์กรต่าง ๆ โดยเฉพาะองค์กรด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินบ่งชี้อยู่แล้วว่าฐานปฏิบัติการก่อการสแกมเมอร์ ที่เป็นค่ายกักกันแรงงานค้ามนุษย์ด้วยอยู่ที่กัมพูชาจำนวนไม่น้อย ดังนั้นทั่วโลกต้องการฟังความชัดเจนจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าจะจัดการแก๊งสแกมเมอร์ที่มีฐานที่ตั้งในกัมพูชาอย่างไร” นายวิโรจน์ กล่าวและว่า

เสนอผลักกัมพูชาสู่บัญชีสีเทา

นายวิโรจน์ กล่าวยังเสนอด้วยว่า ประเทศไทยมีความร่วมมือกับองค์กรต่างประเทศ และบรรดาประเทศพันธมิตรในการทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชาอย่างไร ซึ่งบางบริษัทสามารถตรวจสอบเส้นทางทางการเงิน ที่มีการส่งเงินสกปรกจากกัมพูชา หากตรวจสอบอย่างจริงจังจะสามารถผลักกัมพูชากลับเข้าสู่บัญชีสีเทา ซึ่งจะมีการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินอย่างมากจะส่งผลต่อเศรษฐกิจการค้าของกัมพูชาอย่างรุนแรง นี่คือการเอาคืน ฮุนเซน อย่างสาสมที่สุด

วิโรจน์จี้! ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา

ทำไมต้องทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา?

การทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชาไม่ใช่แค่เรื่องภายในประเทศ แต่เป็นปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของหลายประเทศทั่วโลก หากปล่อยไว้ ภัยคุกคามนี้จะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น

การที่นายวิโรจน์ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเร่งดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง แสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงปัญหาและความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขอย่างเด็ดขาด การร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศและการจัดการเส้นทางการเงินของแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้ให้สิ้นซาก

รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนานาชาติ ว่าประเทศไทยจะไม่ปล่อยให้เป็นแหล่งพักพิงของอาชญากรข้ามชาติ

ที่มา – “วิโรจน์” จี้ “อนุทิน” ร่วมมือองค์กรต่างประเทศทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา จัดการเงินสกปรก

ไทยดันสำเร็จ! “ปราบสแกมเมอร์” วาระ IPU

(ภาพจาก youtube)

รัฐสภาโลก IPU โหวตเกิน 2 ใน 3 รับร่างญัตติของไทยกับชาติพันธมิตรที่ขอให้บรรจุเรื่อง สแกมเมอร์-อาชญากรรมองค์กร เป็นวาระเร่งด่วน ในขณะที่กัมพูชาไม่ร่วมโหวต

เมื่อ 28 ต.ค. 2568 ที่ประชุมสมัชชาสหภาพรัฐสภา หรือ IPU สมัยที่ 151 ลงคะแนนเสียงรับร่างญัตติของไทยกับชาติพันธมิตร ที่ขอให้บรรจุเรื่อง “อาชญากรรมองค์กรและอาชญากรรมไซเบอร์” เป็นวาระเร่งด่วนในระเบียบวาระการประชุมใหญ่ของ IPU เพียงเรื่องเดียวในปีนี้ ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 850 เสียง และไม่เห็นด้วย 200 เสียง

ทั้งนี้ เนื่องจากที่ประชุมเห็นว่า เรื่องดังกล่าวเป็นปัญหาเร่งด่วน ซึ่งส่งผลกระทบต่อด้านต่างๆ ในวงกว้าง จึงต้องการให้รัฐสภาทั่วโลกรับทราบ และแสดงบทบาทร่วมกัน ในการจัดการปัญหาภายใต้กรอบนิติบัญญัติ

ญัตติดังกล่าวว่าด้วยเรื่องการดำเนินการของรัฐสภา เพื่อต่อต้านอาชญากรรมองค์กรข้ามชาติ, อาชญากรรมไซเบอร์ และภัยคุกคามแบบผสมผสานต่อประชาธิปไตย และความมั่นคงของมนุษย์ เสนอต่อที่ประชุมโดย รัฐสภาไทย, อาร์เจนตินา, ชิลี, โปแลนด์ และสวีเดน และได้รับการสนับสนุนจาก กลุ่มละตินอเมริกา และแคริบเบียน และกลุ่มทเวลฟ์พลัส

หนึ่งในประเทศที่คัดค้านการเสนอร่างญัตติของไทยคือรัสเซีย โดยอ้างว่าไทยทำผิดขั้นตอน แต่คณะกรรมการของ IPU ยืนยันว่าไม่ผิด ขณะที่ ผู้แทนจากรัฐสภากัมพูชาไม่ได้เข้าร่วมประชุม และไม่ได้ร่วมโหวตในครั้งนี้

ไทยผลักดัน “ปราบสแกมเมอร์” สำเร็จในเวที IPU

นับเป็นความสำเร็จของประเทศไทยในการผลักดันประเด็นสำคัญระดับโลกอย่างการปราบสแกมเมอร์ให้เป็นวาระเร่งด่วนในการประชุม IPU (Inter-Parliamentary Union) ที่จัดขึ้น ณ ประเทศกัมพูชา การที่รัฐสภาโลกให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความร้ายแรงของปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์และอาชญากรรมองค์กรที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนทั่วโลก

ร่างญัตติที่เสนอโดยประเทศไทยและพันธมิตรได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากประเทศสมาชิก แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง การที่กัมพูชาไม่ร่วมโหวตในครั้งนี้กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองถึงท่าทีของประเทศต่อการปราบสแกมเมอร์ในอนาคต

ความสำคัญของการผลักดันวาระ “ปราบสแกมเมอร์”

การผลักดันวาระปราบสแกมเมอร์ให้เป็นวาระเร่งด่วนของ IPU มีความสำคัญอย่างยิ่งเนื่องจากเป็นการสร้างความตระหนักรู้ในระดับนานาชาติเกี่ยวกับภัยร้ายของอาชญากรรมไซเบอร์และอาชญากรรมองค์กร ซึ่งมักมีลักษณะข้ามชาติและยากต่อการจัดการด้วยกลไกภายในประเทศเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ การที่ IPU ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ จะช่วยกระตุ้นให้รัฐสภาของประเทศสมาชิกต่างๆ เร่งพิจารณาและปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถรับมือกับอาชญากรรมเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ในการปราบสแกมเมอร์

ความร่วมมือในระดับนานาชาติเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการต่อสู้กับอาชญากรรมไซเบอร์และอาชญากรรมองค์กร เนื่องจากอาชญากรเหล่านี้มักใช้เทคโนโลยีและเครือข่ายข้ามชาติในการก่อเหตุ ทำให้การติดตามและจับกุมเป็นไปได้ยาก การมีกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่ชัดเจนจะช่วยให้การปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สิ่งที่ประเทศไทยทำสำเร็จในเวที IPU ครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความร่วมมือระดับโลกเพื่อต่อต้านภัยร้ายจากสแกมเมอร์และอาชญากรรมองค์กร ซึ่งจะนำไปสู่การปกป้องประชาชนจากภัยคุกคามเหล่านี้ได้อย่างยั่งยืน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : nationtv

ที่มา – ไทยทำสำเร็จ ชง “ปราบสแกมเมอร์” เป็นวาระเร่งด่วนเวที IPU กัมพูชาไม่ร่วมโหวต

ผบ.ตร. สั่งยาแรงปราบสแกมเมอร์-แก๊งคอลฯ ก๊กอาน

“ผบ.ตร.” ลั่นใช้ “ยาแรง” ปราบสแกมเมอร์-คอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ หลังรัฐบาลยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ ชงถอนสัญชาติเครือข่าย “ก๊กอาน” ยันหากพบนักการเมืองไทยเอี่ยว พร้อมทำคดีตรงไปตรงมา

วันที่ 21 ต.ค. 2568 เวลา 14.00น. ที่ ตร. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เปิดเผยภายหลังการเรียกประชุมด่วน เพื่อกำชับแนวทางป้องกันและปราบปราม “แก๊งสแกมเมอร์” และ “คอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ” หลังรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยกระดับให้เป็นวาระแห่งชาติ

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เปิดเผยว่า ได้เรียก พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีลาบุตร รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศูนย์ปราบปรามการค้ามนุษย์และหน่วยที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมเพื่อวางมาตรการร่วมกัน โดยเน้นย้ำให้เดินตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีอย่างเข้มข้น ทั้งในด้านการป้องกันและการปราบปราม

ผบ.ตร. ระบุว่า ที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมีการประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่ง โดยเฉพาะกัมพูชา พูดตรงๆเลยว่า ในยุคที่ พล.ต.อ.ธัชชัย รับผิดชอบได้มีการนำข้อมูลไปขอความร่วมมือในการปฏิบัติว่ามีข้อมูลเกี่ยวกับฐานปฏิบัติการ เรามีหมายจับที่ต้องขอความร่วมมือ แต่ได้รับความร่วมมือน้อยมาก ซึ่งตำรวจไม่ลดละความพยายาม แนวคิดที่เราทำในการปฏิบัติตามนโยบายและข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี คือการเร่งรัดกำหนดมาตรการที่จะเข้มข้นในการป้องกัน หรือวัคซีนไซเบอร์ ให้มากขึ้น เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชนควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

“ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมที่ผ่านมา เราได้รับตัวผู้ต้องหากลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยแล้ว 3 รอบ รวมกว่า 219 คน ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นศาล โดยตำรวจไซเบอร์เป็นหน่วยรับผิดชอบหลัก” ผบ.ตร.กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีการยกระดับศูนย์ปฏิบัติการและวอร์รูม ที่ พล.ต.อ.ธัชชัยฯ เคยดำเนินการไว้ ให้เป็นศูนย์ประสานความร่วมมือข้ามหน่วยงาน เพื่อรับมือปัญหาคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

เมื่อถูกถามว่ามาตรการใหม่นี้ถือเป็น “ยาแรง” ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่ หลังสังคมตั้งคำถามว่าไทยยังไม่เข้มข้นเท่ากับเกาหลีใต้หรือจีน ผบ.ตร. ชี้แจงว่าจริงๆ แล้วไทยทำมากกว่าหลายประเทศด้วยซ้ำ เพียงแต่ความร่วมมือจากเพื่อนบ้านบางประเทศ โดยเฉพาะกัมพูชายังมีข้อจำกัด แต่เราก็ยังเดินหน้ากดดันและขอร่วมปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็เริ่มเห็นผลแล้วพร้อมกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาถอนสัญชาติผู้เกี่ยวข้องกับเครือข่าย “ก๊กอาน” ซึ่งบางรายได้รับสัญชาติไทยไปก่อนหน้านี้ และมีการออกหมายจับและหมายแดงตามกระบวนการสากลแล้ว

ส่วนกรณีมีกระแสข่าวว่า “นักการเมืองไทย 7 ราย” มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา ผบ.ตร.กล่าวว่า ขณะนี้ยังเป็นเพียงข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ผ่านสื่อ ยังไม่มีการร้องทุกข์หรือพยานหลักฐานเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ยืนยันว่าตำรวจพร้อมดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา หากมีพยานหลักฐานหรือการร้องทุกข์ตาม ป.วิอาญา เราจะไม่ละเว้นแน่นอน

ทั้งนี้ ผบ.ตร.ระบุว่าการขับเคลื่อนครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ที่จะทำให้นานาชาติเห็นความจริงและร่วมมือกันอย่างจริงจังในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติที่ส่งผลกระทบต่อคนทั่วโลก พร้อมย้ำว่าเป็น “นิมิตหมายที่ดี” ของความร่วมมือระดับภูมิภาคในการต่อสู้กับอาชญากรรมยุคใหม่

ผบ.ตร. ใช้ยาแรงปราบสแกมเมอร์-แก๊งคอลฯ ชงถอนสัญชาติเครือข่าย “ก๊กอาน”

สถานการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ยังคงเป็นปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ผบ.ตร. ใช้ยาแรงปราบสแกมเมอร์-แก๊งคอลฯ ชงถอนสัญชาติเครือข่าย “ก๊กอาน” เพื่อแก้ปัญหาอย่างจริงจัง หลังรัฐบาลประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ

มาตรการยาแรงของ ผบ.ตร. ในการปราบปรามสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้เร่งรัดมาตรการที่เข้มข้นในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเน้นการสร้างภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์ให้กับประชาชน ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง นอกจากนี้ ยังมีการประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อติดตามจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี

หนึ่งในมาตรการสำคัญคือ การพิจารณาถอนสัญชาติผู้ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่าย “ก๊กอาน” ซึ่งเป็นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงออนไลน์ หากพบว่ามีนักการเมืองไทยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ก็จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา

การดำเนินการของ ผบ.ตร. ใช้ยาแรงปราบสแกมเมอร์-แก๊งคอลฯ ชงถอนสัญชาติเครือข่าย “ก๊กอาน” ครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างจริงจัง และพร้อมที่จะดำเนินมาตรการที่เข้มข้นเพื่อปกป้องประชาชนจากภัยคุกคามทางออนไลน์

การที่ ผบ.ตร. ใช้ยาแรงปราบสแกมเมอร์-แก๊งคอลฯ ชงถอนสัญชาติเครือข่าย “ก๊กอาน” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอย่างเด็ดขาดและจริงจัง อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อร่วมกันสร้างสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ

การปราบปรามสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นงานที่ท้าทาย แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความร่วมมือจากทุกฝ่าย เราเชื่อว่าจะสามารถลดปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และสร้างสังคมที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นสำหรับทุกคนได้

ที่มา – ผบ.ตร. ใช้ยาแรงปราบสแกมเมอร์-แก๊งคอลฯ ชงถอนสัญชาติเครือข่าย “ก๊กอาน”

วรภัคแถลงข่าว? โดนโยงสแกมเมอร์กัมพูชา

“วรภัค” รมช.คลัง บอก มีโอกาสจะแถลงข่าว หลังมีชื่อถูกโยงเป็น 1 ใน 7 นักการเมืองเอี่ยวสแกมเมอร์กัมพูชา กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด เรื่องราวการพัวพันกับขบวนการสแกมเมอร์กัมพูชา

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 21 ตุลาคม 2568 นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงกรณีที่ นายวรภัค ถูกเชื่อมโยงว่าเป็น 1 ใน 7 นักการเมืองที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ในกัมพูชา ซึ่งนายวรภัค ได้ตอบคำถามสั้นๆ ว่า “หากมีโอกาสจะมีการแถลงข่าว” ก่อนที่จะเดินเข้าห้องประชุมไปทันที ทิ้งไว้เพียงความสงสัยและความคาดหวังในการชี้แจงข้อเท็จจริงจากเจ้าตัว

วรภัคแถลงข่าวเรื่องสแกมเมอร์กัมพูชา?

เรื่องราวของ “วรภัค” ที่ถูกโยงใยกับขบวนการสแกมเมอร์กัมพูชา ได้สร้างความสั่นสะเทือนไปในวงกว้าง ไม่เพียงแต่ในแวดวงการเมืองเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงประชาชนทั่วไปที่ต่างก็ต้องการทราบความจริงเบื้องหลังเรื่องนี้ การที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติเช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลและภาพลักษณ์ของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทำไมเรื่องวรภัคแถลงข่าวเกี่ยวกับสแกมเมอร์กัมพูชาถึงสำคัญ?

ความสำคัญของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความโปร่งใสและความรับผิดชอบของนักการเมืองต่อสังคม หากข้อกล่าวหาเป็นจริง นั่นหมายถึงการใช้อำนาจในทางมิชอบและการทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในระบอบประชาธิปไตย นอกจากนี้ การที่นักการเมืองเข้าไปพัวพันกับอาชญากรรมข้ามชาติยังเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศและสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวม

ประเด็นที่น่าสนใจคือ หากนายวรภัคตัดสินใจที่จะแถลงข่าวจริง เนื้อหาในการแถลงข่าวจะเป็นอย่างไร? เขาจะสามารถชี้แจงข้อกล่าวหาและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองได้หรือไม่? และที่สำคัญที่สุด การแถลงข่าวครั้งนี้จะสามารถเรียกคืนความเชื่อมั่นของประชาชนกลับคืนมาได้หรือไม่? ทั้งหมดนี้เป็นคำถามที่รอคอยคำตอบจากนายวรภัค

นอกจากนี้ การตรวจสอบเส้นทางการเงินและความเชื่อมโยงต่างๆ ระหว่างนายวรภัคกับขบวนการสแกมเมอร์กัมพูชา ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ความจริงปรากฏและนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นใครก็ตาม ความยุติธรรมจะต้องถูกบังคับใช้อย่างเท่าเทียมกัน

การออกมาปฏิเสธหรือชี้แจงข้อเท็จจริงโดยเร็วที่สุดจึงเป็นสิ่งที่ควรทำ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อภาพลักษณ์ของตนเองและองค์กร การปล่อยให้ข่าวลือแพร่กระจายออกไปโดยไม่มีการตอบโต้ อาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงกว่าเดิม และยากที่จะแก้ไขในภายหลัง

ในขณะที่สังคมกำลังจับตามองการออกมาแถลงข่าวของนายวรภัค สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรักษาความเป็นกลางและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย อย่าเพิ่งด่วนตัดสินหรือเชื่อข่าวลือโดยยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด ควรรอฟังคำชี้แจงจากนายวรภัคและติดตามการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ความจริงปรากฏและนำไปสู่การตัดสินที่ถูกต้องและเป็นธรรม

การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบและติดตามความคืบหน้าของเรื่องนี้ ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องร่วมกันสร้างสังคมที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ หากพบเห็นสิ่งผิดปกติหรือมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ควรแจ้งเบาะแสให้กับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การสืบสวนเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

คดีนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่เตือนใจให้นักการเมืองทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของความซื่อสัตย์สุจริตและความรับผิดชอบต่อสังคม การใช้อำนาจในทางที่ถูกต้องและการยึดมั่นในหลักการของธรรมาภิบาล เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

ผมเชื่อว่าการออกมาแถลงข่าวของนายวรภัคจะเป็นจุดเริ่มต้นของการคลี่คลายข้อสงสัยทั้งหมด และนำไปสู่การเปิดเผยความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเรียนรู้จากบทเรียนนี้และร่วมกันสร้างสังคมที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

ที่มา – “วรภัค” บอก มีโอกาสจะแถลงข่าว หลังมีชื่อถูกโยงเอี่ยวสแกมเมอร์กัมพูชา

ธรรมนัส ไม่โกรธปมสแกมเมอร์ ให้พิสูจน์ก่อน

“ธรรมนัส” บอกสื่อไม่โกรธหากถามปมเอี่ยวสแกมเมอร์ ขออย่ากล่าวหา “เบน สมิธ” ให้พิสูจน์ตัวเองก่อน ยันไม่เป็นมนุษย์สีเทา ไม่มีอะไรปิดบัง ย้อน “โรม” ต่างคนต่างหน้าที่ อำนาจปลดจาก ครม. อยู่ที่นายกฯ

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บอกกับผู้สื่อข่าวก่อนการให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า “คิดถึงจัง ไม่ได้เจอตั้งนาน” โดยเมื่อถูกถามว่าโกรธหรือไม่ ร้อยเอกธรรมนัส ตอบทันทีว่า “ไม่โกรธครับ”

จากนั้นให้สัมภาษณ์ถึงการถูกกล่าวหาว่ามีความเชื่อมโยงกับแก๊งสแกมเมอร์ ว่า ก่อนเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง ตอนชี้แจงบัญชีทรัพย์สินมีสำนักข่าวโจมตีว่าร่ำรวย มีบริษัทมากกว่า 20 แห่งในการทำมาหากิน ตอนนั้นตนก็เป็นนักการเมืองสมัครเล่น การชี้แจงบัญชีทรัพย์สินจึงมีปัญหาบ้าง อยากเรียนว่าตนทำธุรกิจมาก่อนทำการเมือง พูดภาษาชาวบ้านคือมีตังค์ก่อนมาเล่นการเมือง ไม่เคยปฏิเสธว่าเป็นผู้ทำธุรกิจรถเมล์เกือบ 300 คัน และมีธุรกิจด้านสลากกินแบ่งรัฐบาล ธุรกิจตลาดสด อสังหาริมทรัพย์

ดังนั้น ตนขอยืนยันว่าไม่เคยทำธุรกิจที่อยู่บนความเดือดร้อนของประชาชน และสิ่งสำคัญที่สุดในรัฐบาลชุดที่แล้วคือการเข้ามาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นฝ่ายตรวจสอบ ตนได้ให้ข้อมูลกับสำนักงานตำรวจไซเบอร์จนเป็นที่มีที่ไปของการออกหมายจับ หมายค้นผู้ที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ อาชีพอะไรก็ตามที่นักการเมืองหลายคนมองว่าเป็นมนุษย์สีเทา ตนไม่เคยประกอบอาชีพสีเทา ซึ่งก็มีเรื่องเก่าๆ ที่เคยผ่านกระบวนการยุติธรรมมาแล้ว ในฐานะที่เราเข้ามาทำงานการเมืองต้องยอมรับตรงนี้ อะไรก็ตามที่ถูกกล่าวหา พาดพิง หรือเรื่องหมิ่นเหม่ และเราไม่ได้ทำความผิด ไม่ได้ใช้วิธีปิดปากแต่เป็นการฟ้องให้เกิดความกระจ่างว่าเราไม่ใช่ นี่คือสิ่งที่เราต้องทำ อันไหนที่พาดพิงถึงเราถ้าเป็นความจริง ก็รับแล้วมาแก้ไข แต่อันไหนที่ไม่ใช่เราจำเป็นต้องฟ้องว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เขาพูด

ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวต่อไปว่า ตนเป็นคนที่คนเข้าหาง่าย และไม่เคยกีดกันว่าเป็นคนเพศไหน วัยไหน สัญชาติใด เพราะเราเป็นคนไม่ถือตัว สื่อมวลชนหลายท่านก็พูดคุยกันหยอกล้อกันและไม่เคยโกรธ ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านกล่าวหาว่ามีความเชื่อมโยงกับ นายเบน สมิธ หรือ นายเบญจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ และเชื่อมโยงกับแก๊งสแกมเมอร์นั้น ร้อยเอกธรรมนัส ระบุว่า ตนได้ชี้แจงกับสำนักข่าวอิศราแล้ว ยืนยันว่าไม่มีอะไรปิดบัง พูดกันตรงไปตรงมาด้วยข้อมูล และสิ่งสำคัญที่สุดอย่าเพิ่งกล่าวหาว่านายเบน สมิธ เป็นแก๊งสแกมเมอร์ ในเรื่องกฎหมายคว่ำบาตรของสหรัฐอเมริกา กฎหมายยังไม่มี ดังนั้นอย่าเพิ่งไปกล่าวหา ต้องให้เขาพิสูจน์ตนเองก่อน และเมื่อเขาพิสูจน์แล้วประเทศเราก็มีหน่วยงานตรวจสอบ ส่วนตนเองเป็นมนุษย์ที่ยืนอยู่บนเวทีที่กล้าพูดกล้าทำ

ขณะที่เมื่อวานนี้ (20 ตุลาคม 2568) นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่าพบชื่อคนที่เคยขอสัญชาติไทย มีความเชื่อมโยงกับแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งคาดว่าเป็น นายเบน สมิธ นั้น ร้อยเอกธรรมนัส ระบุว่า ไม่ทราบ ทางด้านประเด็นที่ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอให้นายกรัฐมนตรีปลดออกจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั้น ร้อยเอกธรรมนัส ระบุว่า ผู้แต่งตั้งคือนายกรัฐมนตรี ตนก็เป็น สส. อยู่ทางฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร พร้อมตรวจสอบเหมือนกัน ขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ฝ่ายบริหารให้ดีที่สุด พร้อมกำชับลูกพรรคที่เป็นข้าราชการการเมืองต้องทำงานให้ประชาชน โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้บ้านเมืองมีปัญหา

สำหรับการแต่งตั้ง ร้อยเอกธรรมนัส จะไม่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐบาลเหมือนกับที่ผ่านมาใช่หรือไม่ ร้อยเอกธรรมนัส ระบุว่า เมื่อตนมีปัญหาก็เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยตัวเอง ไม่ชอบเป็นภาระใคร ส่วนจะมีการเข้าไปชี้แจงเรื่องดังกล่าวในคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ด้วยหรือไม่ ร้อยเอกธรรมนัส เผยว่า ตนไม่มีวันหยุดเลย กลับเข้าบ้านก็ดึกแล้ว ตื่นเช้าก็มาทำงานต่อ.

ธรรมนัส ไม่โกรธถูกถามปมสแกมเมอร์ บอกให้ “เบน สมิธ” พิสูจน์ตัวเองก่อน อย่าเพิ่งกล่าวหา

จากกรณีที่ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ถูกสื่อถามถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ และนายเบน สมิธ นั้น ล่าสุดร้อยเอกธรรมนัสได้ออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันว่าไม่ได้โกรธเคืองกับคำถามดังกล่าว และขอให้รอการพิสูจน์ตัวเองของนายเบน สมิธ ก่อนที่จะมีการกล่าวหาใดๆ

ทำไมถึงต้องรอการพิสูจน์ ปมสแกมเมอร์?

ร้อยเอกธรรมนัสได้กล่าวถึงเหตุผลที่ต้องรอการพิสูจน์ก่อน เนื่องจากในเรื่องของกฎหมายคว่ำบาตรของสหรัฐอเมริกายังไม่มีความชัดเจน จึงไม่ควรด่วนตัดสินว่านายเบน สมิธ มีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์

นอกจากนี้ ร้อยเอกธรรมนัสยังได้กล่าวถึงประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การตรวจสอบทรัพย์สิน การทำธุรกิจในอดีต และการทำงานในฐานะ สส. ที่ให้ข้อมูลกับตำรวจไซเบอร์จนนำไปสู่การออกหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ พร้อมยืนยันว่าตนเองไม่เคยประกอบอาชีพสีเทา และพร้อมที่จะชี้แจงทุกข้อกล่าวหาเพื่อให้เกิดความกระจ่าง

ในสถานการณ์ที่ข้อมูลข่าวสารมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบและการรอคอยข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการตัดสินใจที่ผิดพลาดและสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย “ธรรมนัส ไม่โกรธถูกถามปมสแกมเมอร์ บอกให้ “เบน สมิธ” พิสูจน์ตัวเองก่อน อย่าเพิ่งกล่าวหา” เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการให้โอกาสในการพิสูจน์ตัวเองก่อนที่จะมีการตัดสินใดๆ ทั้งสิ้น

ในขณะที่สังคมยังคงจับตามองประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด การนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงและสามารถพิจารณาเรื่องนี้ได้อย่างรอบด้าน

การออกมาตอบโต้ประเด็นดังกล่าวของร้อยเอกธรรมนัส สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะแสดงความบริสุทธิ์ใจเเละพร้อมให้ตรวจสอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจว่าหลังจากนี้เรื่องราวจะดำเนินไปในทิศทางใด เเละสังคมจะได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างไรต่อไป

ที่มา – “ธรรมนัส” ไม่โกรธถูกถามปมสแกมเมอร์ บอกให้ “เบน สมิธ” พิสูจน์ตัวเองก่อน อย่าเพิ่งกล่าวหา

Scroll to top