กัมพูชา

“ชูวิทย์” เผยข้อมูลใครเอี่ยวสแกมเมอร์ ชม “โรม-ไอซ์” กล้าแสดงออก

“ชูวิทย์” ชม “โรม-ไอซ์” 2 สส.พรรคประชาชน กล้าแสดงออก เผยให้ข้อมูลไปหมดแล้วใครเอี่ยวสแกมเมอร์ แนะ “นายกฯ อนุทิน” หากแก้ได้ คะแนนนิยมทางการเมืองจะมากขึ้น

วันที่ 19 ตุลาคม 2568 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย กล่าวถึงกระแสข่าว 7 นักการเมืองไทยเกี่ยวข้องแก๊งสแกมเมอร์ของกัมพูชา ว่า ไม่ต้องมาถามตนเอง แค่ถามประชาชนก็รู้กันหมดแล้ว ซึ่งก็เข้าใจว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องดำรงอยู่ทางการเมือง และบางครั้งการเมืองไทยเป็นที่ชุบตัวของบรรดามาเฟีย ซึ่งข้อมูลตรงนี้ตนเองได้ให้กับ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ไปแล้วและได้นำไปใช้ รวมถึง น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน ก็ได้นำข้อมูลนี้ไปใช้

นายชูวิทย์ เผยต่อไปว่า ทั้ง 2 คนก็กล้าที่จะแสดงออก โดยเฉพาะเรื่องการคลั่งชาติหรือการกระทำของคนบางคนที่บางครั้งใช้เครือข่ายไปทำงาน นักการเมืองไม่ได้ออกตัวเอง ซึ่งได้แนะนำรัฐบาลไปแล้วว่าให้ใช้โอกาสนี้จัดการเรื่องสแกมเมอร์ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง หากจัดการได้ คะแนนนายกรัฐมนตรีและพรรคภูมิใจไทยจะมาเยอะ พร้อมระบุอีกว่า ข้อมูลที่ตนเองมีเป็นข้อมูลมาตั้งแต่ยุคจีนเทา ที่มีชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการบริหารบริษัท เช่นเดียวกับขณะนี้ที่คนที่มีชื่อเกี่ยวข้องก็พยายามจะลบชื่อออก

เมื่อถามว่าพอจะเปิดเผยชื่อย่อได้หรือไม่เป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน นายชูวิทย์ ตอบว่า อย่าให้ตนพูดเลย เพราะเมื่อสักครู่เพิ่งนั่งกับนายกรัฐมนตรี และตนก็ไม่ได้รู้สึกเกร็งอะไรเพราะรู้จักกับนายกรัฐมนตรีมานาน เพียงแต่ให้กำลังใจ ผู้สื่อข่าวถามย้ำ หรือรู้สึกเกร็งเพราะวันนี้มาอยู่ต่อหน้านายกรัฐมนตรี นายชูวิทย์ บอกว่า นายกรัฐมนตรีได้ทักทายและสอบถามเรื่องสุขภาพว่าเป็นอย่างไร ตนจึงอวยพรให้นายกรัฐมนตรีอยู่นานๆ โดยนายกรัฐมนตรีขอให้ตนด่านายกรัฐมนตรีน้อยๆ หน่อย ซึ่งตนก็บอกว่าด่าเพราะรัก ถ้าไม่รักไม่พูดหรอก พร้อมแนะว่าหากนายกรัฐมนตรีจะจัดการปัญหาเรื่องสแกมเมอร์ได้ จะได้กระแสนิยมทางการเมืองมากขึ้น เพราะตอนนี้กัมพูชาเป็นศูนย์กลางสแกมเมอร์ของโลก หากนายกรัฐมนตรีจัดการปัญหานี้ได้เชื่อว่าสนามเลือกตั้งในกรุงเทพฯ พรรคภูมิใจไทยจะมา

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ระหว่างทำกิจกรรมที่สนามฟุตบอล โปโลฟุตบอลพาร์ค เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ นายชูวิทย์ ได้เข้าไปคุยกับนายกรัฐมนตรีระหว่างชมเกมการแข่งขันฟุตบอลในสนาม โดยมีสีหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสและหัวเราะเฮฮา ซึ่งขณะที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ นายชูวิทย์ ก็เดินมายืนฟังอยู่ด้านหลังด้วย และพยายามสะกิดนายกรัฐมนตรีให้ออกจากวงสัมภาษณ์เพื่อมาพูดคุยกับตนเอง ก่อนจะเดินไปส่งนายอนุทินขึ้นรถกลับ ซึ่งทั้งคู่ได้สวมกอดกันอย่างเป็นกันเอง และนายกรัฐมนตรีก็ยิ้มและหัวเราะด้วย.

“ชูวิทย์” เผยให้ข้อมูลไปหมดแล้วใครเอี่ยวสแกมเมอร์ ชม “โรม-ไอซ์” กล้าแสดงออก

ประเด็นสำคัญที่นายชูวิทย์กล่าวถึงคือการที่เขามอบข้อมูลเกี่ยวกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ให้กับ สส. รังสิมันต์ โรม และ สส. รักชนก ศรีนอก ซึ่งทั้งคู่มีความกล้าที่จะแสดงออกในเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการคลั่งชาติและการใช้เครือข่ายเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว

ข้อมูลที่ “ชูวิทย์” เปิดเผยเกี่ยวกับใครเอี่ยวสแกมเมอร์

นายชูวิทย์เน้นย้ำว่าข้อมูลที่เขามีนั้นเป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงไปถึงยุคจีนเทา โดยมีรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องในฐานะกรรมการบริหารบริษัท ซึ่งบุคคลเหล่านี้พยายามที่จะลบชื่อของตนเองออกจากข้อมูลดังกล่าว

นอกจากนี้ เขายังแนะนำให้นายกรัฐมนตรีใช้โอกาสนี้ในการจัดการปัญหาดังกล่าวภายในคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง หากสามารถจัดการได้ จะส่งผลดีต่อคะแนนนิยมของนายกรัฐมนตรีและพรรคภูมิใจไทยอย่างมาก เนื่องจากกัมพูชาในขณะนี้เป็นศูนย์กลางของสแกมเมอร์ระดับโลก

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาและความเชื่อมโยงระหว่างนักการเมืองและกลุ่มธุรกิจสีเทา การเปิดเผยข้อมูลของนายชูวิทย์และการดำเนินการของ สส. รังสิมันต์ โรม และ สส. รักชนก ศรีนอก เป็นสัญญาณที่ดีในการต่อต้านการทุจริตและอาชญากรรมข้ามชาติ อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนยังคงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด หากนายกรัฐมนตรีสามารถจัดการปัญหานี้ได้จริง จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและส่งผลดีต่อการเมืองในระยะยาว

การที่นายชูวิทย์ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับ “ชูวิทย์” เผยให้ข้อมูลไปหมดแล้วใครเอี่ยวสแกมเมอร์ ชม “โรม-ไอซ์” กล้าแสดงออก ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจและควรค่าแก่การติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในการเมืองไทย

ที่มา – “ชูวิทย์” เผยให้ข้อมูลไปหมดแล้วใครเอี่ยวสแกมเมอร์ ชม “โรม-ไอซ์” กล้าแสดงออก

นายกฯ เผยคุยปธน.เกาหลีใต้ ไม่มีข้อมูลนักการเมืองเอี่ยวสแกมเมอร์

จากกรณีที่มีข่าวลือเกี่ยวกับนักการเมืองไทยเข้าไปเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ ล่าสุดท่านนายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นดังกล่าว โดยยืนยันว่าได้มีการหารือกับประธานาธิบดีเกาหลีใต้จริง แต่ไม่มีการพูดถึงข้อมูลนักการเมืองไทยที่เกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์แต่อย่างใด

นายกฯ ยันคุยปธน.เกาหลีใต้ ไม่มีข้อมูลนักการเมืองเอี่ยวสแกมเมอร์

“อนุทิน” โยนถาม ผบ.ตร. เรื่องข้อมูลแก๊งสแกมเมอร์ พร้อมลั่น ไม่ว่านักการเมืองหน้าไหนเอี่ยว จะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ยืนยันว่าคุยกับประธานาธิบดีเกาหลีใต้เกือบครึ่งชั่วโมง แต่ไม่มีการพูดถึงเรื่องข้อมูลนักการเมืองไทย ยินดีให้ “สส.โรม” เข้าพบ แต่ต้องมีหลักฐานไม่ใช่พูดลอยๆ

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เกี่ยวกับกรณีสถานทูตเกาหลีได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่าเรื่อง 7 นักการเมืองไทยที่เกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ไม่เป็นความจริง และถามว่านายกรัฐมนตรีจะดำเนินการปราบปรามอย่างเด็ดขาดหรือไม่ เนื่องจากประชาชนต้องการเห็นรัฐบาลเดินหน้าในเรื่องนี้ นายอนุทินได้ตอบโต้ผู้สื่อข่าวทันทีว่า “ถามไม่ได้ เมื่อไม่เป็นความจริงก็ต้องไม่ถามต่อ ไม่เอา ถามไม่ได้” และย้ำว่าตนเองได้ดำเนินการปราบปรามอย่างจริงจังอยู่แล้ว และในสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ได้จับกลุ่มขบวนการที่มีวงเงินหลายหมื่นล้านบาท ผู้สื่อข่าวต้องไปสอบถาม ผบ.ตร. เพราะรายงานข้อมูลมาเป็นชุด ซึ่งตัวเลขที่แม่นยำจะให้ ผบ.ตร. เป็นคนแถลงเรื่องนี้ แต่ในกรณีที่มีข่าวว่านายกรัฐมนตรีเกาหลีได้ส่งข้อมูล 7 นักการเมืองนั้น ท่านก็ได้ออกมาแถลงแล้วเช่นกัน

นายอนุทินกล่าวต่อว่า เมื่อสองวันที่แล้วที่ประเทศลาว ตนเองก็ได้โทรศัพท์หารือกับประธานาธิบดีของเกาหลีใต้เกือบครึ่งชั่วโมง และก็ไม่ได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา แสดงว่าเรื่องนี้ไม่เป็นความจริง แต่เมื่อเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ขอให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลจะไม่มีการละเว้นไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือใครก็ตาม เพราะสแกมเมอร์ถือเป็นศัตรูสำคัญของประเทศและของโลกไปแล้ว และมีผู้ที่ได้รับความเสียหายจากเรื่องนี้จำนวนมาก

นายกรัฐมนตรียังกล่าวอีกว่า ต่อให้มีคนของรัฐบาลหรือไม่มี ก็ไม่สำคัญเท่ากับว่าใครก็ตามที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จะต้องถูกดำเนินคดีอย่างเข้มงวดถึงที่สุด

สส. โรมมีข้อมูลนักการเมืองเอี่ยวสแกมเมอร์?

ส่วนที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน บอกว่ามีข้อมูลนักการเมืองที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการนี้ นายกรัฐมนตรีพร้อมที่จะรับหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า หากมีข้อมูลจะนำไปขยายผลและยินดีที่จะให้นายรังสิมันต์ โรม มาเข้าพบ แต่ต้องมีหลักฐาน และสามารถนำไปใช้ดำเนินคดีต่อไปได้ แต่จะพูดลอยๆ ไม่ได้ ตนเองอยากจะเชิญนายรังสิมันต์ โรม มาหารือด้วยซ้ำ เพราะเป็นคนที่ให้เบาะแสมาตั้งแต่สมัยปราบแหล่งอาชญากรรมใหญ่ที่อำเภอแม่สอดแล้ว

ส่วนที่เคยบอกว่าตนเองตัดไฟฟ้าพื้นที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ช้า แต่สิ่งที่กฎหมายระบุไว้ไม่ได้พูดถึง นายอนุทินกล่าวว่า ทันทีที่ สมช. มีมติให้ตัดไฟ เราก็ตัดไฟในวันนั้นเลย และย้ำว่าเราจะต้องดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบต่างๆ ที่มีอยู่ โดยจะไม่ช้าแน่นอน

ผู้สื่อข่าวจึงถามนายกรัฐมนตรีว่าประชาชนฝากความหวังไว้กับรัฐบาลของนายอนุทิน แม้จะเข้ามาบริหารประเทศในช่วงระยะสั้น โดยนายอนุทินกล่าวว่าเข้าใจถึงความคาดหวังและความเดือดร้อนของประชาชนเป็นอย่างดี และวันนี้การคุกคามต่างๆ ไม่เกิดขึ้นแล้ว การจับสแกมเมอร์ต่างๆ ก็เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ทั้งการยึดทรัพย์และการดำเนินคดี ซึ่งตำรวจกำลังจะออกมาแถลง ส่วนที่ตนเองตั้งคณะกรรมการปราบปรามสแกมเมอร์ขึ้นมานั้น ในวันพรุ่งนี้ เวลา 16:00 น. ก็จะมีการหารือชุดใหญ่ และจะแบ่งงานกันเลยว่ากระทรวงยุติธรรมจะทำอะไร สำนักงาน ปปง. ต้องทำอะไร สตช. และกระทรวง DE อว. ต้องร่วมกันทำ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเราก็ทำมาโดยตลอด แต่ตอนนี้เป็นเรื่องของความมั่นคงของชาติและอธิปไตย หากผู้สื่อข่าวมาถามว่าแผนของรัฐบาลเป็นอย่างไร ถ้าออกมาบอกหมด เขาก็จะแก้ไขได้หมด อะไรที่เราเปิดเผยได้เราก็จะเปิดเผย แต่สิ่งที่พูดได้อย่างมั่นใจคือไม่มีนโยบายใดเลยที่เราจะยอมลดราวาศอกให้กับสิ่งผิดกฎหมายเหล่านี้ ซึ่งตนเองก็พูดได้เท่านี้ และก็จะปล่อยให้คนที่มีหน้าที่ไปทำ เหมือนกับเรื่องยาเสพติดที่บอกว่าไม่ได้ทำ จนทุกวันนี้เขาสามารถขนออกมาจากเมียนมาไปจนถึงอีสานใต้อยู่แล้ว แสดงว่าเส้นทางเดิมใช้ไม่ได้ จึงต้องเปลี่ยนวิธีการและเปลี่ยนเส้นทาง

จากข้อมูลที่ได้กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่ารัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์อย่างจริงจัง และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับทุกฝ่ายในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ประชาชนก็ควรที่จะระมัดระวังตัวและไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพเหล่านี้

ที่มา – นายกฯ บอก คุย ปธน.เกาหลีใต้เป็นครึ่งชั่วโมง ไม่มีข้อมูล 7 นักการเมืองไทยเอี่ยวสแกมเมอร์

อนุทินย้ำ! คนไทยต้องฟอกไตฟรีทั้งหมด จริงหรือ?

นายกฯ ย้ำ คนไทยต้องฟอกไตฟรีทั้งหมด ลั่น ชีวิตของประชาชนเอามาแลกกับคะแนนเสียงกระจอกๆ ไม่ได้ ยันรัฐบาลไม่ยอมให้ไทยเสียเปรียบกัมพูชาแน่นอน บอกช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม รอบคอบแล้วค่อยตัดสินใจ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 19 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะศิษย์เก่าหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์สำหรับผู้บริหารระดับสูง (ปธพ.) รุ่นที่ 5 ร่วมงานสัมมนาวิชาการแพทยสภาและสถาบันมหิตลาธิเบศร 2568 พร้อมรับมอบโล่เกียรติยศหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์สำหรับผู้บริหารระดับสูง (ปธพ.) โดยมี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ในฐานะศิษย์เก่า ปธพ.รุ่นพิเศษ 1 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ในฐานะศิษย์เก่า ปธพ.รุ่น 10 นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ในฐานะศิษย์เก่า ปธพ.รุ่น 2 และนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ ในฐานะ ปธพ.รุ่นที่ 12 (รุ่นปัจจุบัน) เข้าร่วมด้วย ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ

จากนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ธรรมาภิบาลทางการแพทย์กับการพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืน” ตอนหนึ่งว่า ตนเคยพูดกับนายพัฒนาแล้วว่า ท่านรัฐมนตรีอะไรที่ให้แล้วเอาคืนไม่ได้ อะไรที่ให้ประชาชนแล้วไม่สามารถเอาคืนได้ มันเคยมีอยู่ช่วงหนึ่งว่าการฟอกไตฟรีในสมัยตนฟรีหมด จะเอากลับไปฟรีเฉพาะหน้าท้องไม่ได้ ตนบอกรัฐมนตรีว่าต้องเอากลับมาให้หมดฟอกไตฟรี คนไทยต้องรักษาฟรีทั้งหมด มันเป็นเป้าหมายของเรา และเชื่อว่ารัฐมนตรีเห็นแล้วว่าถ้าไม่ทำตรงนี้คนไทยจะประสบความลำบากอีกมหาศาล ลูกหลานทำมาหากินเท่าไหร่ก็ต้องมารักษาคนที่บ้านหมด เราปล่อยให้มันเกิดเหตุเช่นนั้นไม่ได้ เรามีสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ก็ต้องยืนยันว่าในเมื่อให้ไปแล้วเอากลับคืนไม่ได้ ไม่ใช่เพราะการเมืองบอกให้เอากลับคืน เพราะกลัวคนที่ทำไว้ได้คะแนนเสียงดีขึ้น อย่าเอาชีวิตของประชาชนมาแลกกับคะแนนเสียงกระจอกๆ ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งที่ตนเร่งให้นโยบายกับรัฐมนตรี ซึ่งรัฐมนตรีก็ทำทันที

นายอนุทิน กล่าวต่อไป ประเทศไทยเราจะเจอปัญหาตลอดเวลา สมัยตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเจอโควิด-19 เดี๋ยวนายพัฒนาก็ต้องเจออย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ตนเชื่อมั่นในรากฐานที่พวกท่านได้วางเอาไว้ บุพการีทางการแพทย์ บรรพบุรุษทางการแพทย์ เชื่อเราผ่านได้แน่นอน ต่อไปนี้หากเกิดสถานการณ์ทางสาธารณสุข เกิดโรคระบาด ประเทศไทยต้องมีวัคซีนภายใน 180 วัน เป็นภารกิจของเราของสถาบันวัคซีน สามารถที่จะเดินเข้าสู่เป้าหมายได้เลย โดยการแสวงหาความร่วมมือ ตนกล้าพูด ถือเป็นจุดแข็งของเราที่ต้องรักษาไว้ให้มากที่สุด

ก่อนกล่าวต่อไปว่า “ในฐานะเป็นรัฐบาลเรื่องภัยกัมพูชาก็ให้ทำใจให้เย็นๆ เราไม่มีเสียเปรียบแน่นอน มีคนถามว่าทำไมรัฐบาลเงียบจัง ท่านครับ จะไปรบกับใครแล้วมาบอกแผนการรบได้หรือ จะทำอะไร จะไปเจรจาอะไรต้องบอก บอกปุ๊บเขาก็แก้อยู่ที่โน่น จะไปทำโน่นทำนี่ ขอให้ทุกท่านทราบได้อย่างเดียวว่าไม่มีทางที่คนเป็นรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม จะยอมให้ประเทศของเราเสียเปรียบประเทศเพื่อนบ้าน หรือประเทศใดก็ตามที่เรามีความขัดแย้งกันอยู่ เราต้องรักษาประโยชน์ของประเทศเรา”

นายกรัฐมนตรี ระบุอีกว่า เรื่องหลายเรื่องตอนนี้สื่อโซเชียลทำให้ท่านเสพ ใน 10 เรื่องอาจจริง 3-4 เรื่อง ไม่จริงทั้งหมด เขาบอกประเทศไทยไม่ทำอะไรเลย ปล่อยให้เขาทำฝ่ายเดียว ก็ขอให้ทุกท่านทราบว่าทุกวันนี้มันไม่มีการยิงอะไรเข้ามา ไม่มีการรุกราน ไม่มีการยั่วยุอะไรตามชายแดนของเราเพราะอะไร เพราะข้อความของเราไปถึงเขาว่าถ้ามาก็จัดเต็ม เขารู้และก็ต้องคิดแล้วว่าอย่ามาดีกว่า แต่เรื่องเหล่านี้จะให้ตนไปบอกว่าถ้ามาเดี๋ยวจะส่งกองกำลังนี้ไป มันเป็นไปไม่ได้ เราจะเอาสิ่งที่ที่เราแพลนอยู่ไปบอกให้คนอื่นให้เขาเตรียมตัว มันไม่เคยมีอยู่ในสมองของนายกรัฐมนตรีคนนี้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเราต้องทำทุกอย่างเพื่อรักษา และเราทราบดีว่าคนไทยต้องการอะไร ตนไปหาเสียงที่ไหน ไปเจอคนที่อยู่ตามแนวชายแดน ตนคิดว่าเขาเดือดร้อน ตนถามว่าให้เปิดด่านไหม 100% เขาบอกว่ายอมเดือดร้อน เราฟังเขา ฉะนั้นในการเจรจาอะไรต่างๆ ไม่มีเรื่องการเปิดด่าน จนกว่าความเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศไทยจะหมดไป ฉะนั้นเรื่องเปิดด่านไม่มี

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวด้วยว่า ถ้าอยู่ในเขตเรา เราไล่อยู่แล้ว แต่ถ้าอยู่ในเขตที่สงสัยเราต้องใช้วิธีทางสากลในการทำ เพราะเราบอกพื้นที่ตรงนี้ของเรา เขาก็บอกของเขา ฉะนั้นก็ต้องเริ่มเจรจาพูดคุยกันก่อน โดยเราทำได้ระดับหนึ่ง ตนไม่รู้เป็นอะไรเข้ามามีบทบาทตรงไหนก็จะเจอแต่ของหนักทั้งนั้นเลย แต่ไม่มีปัญหา ภาษาฝรั่งเขาบอกว่า “Been there, done that!” หรือเคยผ่านประสบการณ์แบบนั้นมาแล้ว

“เชื่อว่าสถานการณ์โควิดปลูกฝังความอดทนในตัวผมว่าช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม แต่อย่าช้าเกินไปเดี๋ยวจะถูกกระทืบ เอาแต่สุขุมดีกว่า และรอบคอบแล้วค่อยตัดสินใจ รับรองว่าจะไม่ให้เกิดอะไรที่มันเป็นการเสื่อมเสียซึ่งเกียรติภูมิ เกียรติยศอธิปไตยตรงนี้เท่าไหร่ก็ต้องแลกขอให้ทุกท่านมีความมั่นใจ พร้อมที่จะดำเนินการทุกอย่างเพื่อรับใช้บ้านเมืองและทำให้ศักยภาพของประเทศไทยได้ก้าวหน้าไปยิ่งขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง”

อนุทิน ลั่นคนไทยต้องฟอกไตฟรีทั้งหมด

ทำไมนายกฯ ถึงย้ำว่าคนไทยต้องฟอกไตฟรีทั้งหมด?

จากเนื้อหาข้างต้น เราจะเห็นว่านายกฯ อนุทิน ให้ความสำคัญกับนโยบาย คนไทยต้องฟอกไตฟรีทั้งหมด อย่างมาก และย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ควรนำมาเกี่ยวข้องกับการเมือง

การที่นายกฯ ย้ำเรื่อง คนไทยต้องฟอกไตฟรีทั้งหมด แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างทั่วถึง และไม่ต้องการให้ใครต้องลำบากในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล

นอกจากเรื่องการฟอกไตฟรีแล้ว อีกประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องที่นายกฯ กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนกับประเทศกัมพูชา โดยยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่ยอมให้ประเทศไทยเสียเปรียบอย่างแน่นอน

การที่รัฐบาลออกมาให้ความมั่นใจเช่นนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังประชาชนว่ารัฐบาลกำลังทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ

โดยภาพรวมแล้ว สิ่งที่นายกฯ อนุทิน กล่าวในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการดูแลประชาชน และความมุ่งมั่นที่จะรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ

อนาคตของนโยบาย คนไทยต้องฟอกไตฟรีทั้งหมด จะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด แต่สิ่งที่แน่นอนคือ ความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่จะทำให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียมกัน

ที่มา – “อนุทิน” ลั่นคนไทยต้องฟอกไตฟรีทั้งหมด ยันรัฐบาลไม่ให้ไทยเสียเปรียบกัมพูชาแน่นอน

รัฐบาลย้ำไม่จริง ปมนายกฯ เกาหลีใต้เผย 7 นักการเมืองไทย

โฆษกรัฐบาล แจงเป็นข่าวปลอม อ้างนายกฯ เกาหลีใต้เผย 7 นักการเมืองไทยพัวพันสแกมเมอร์ในกัมพูชา ตรวจสอบแล้วไม่เป็นความจริง พร้อมย้ำ “อนุทิน” เข้มปราบอาชญากรรมข้ามชาติ ฟันเด็ดขาดคนเกี่ยวข้อง

วันที่ 19 ตุลาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่าเป็นข่าวปลอม (Fake News) จากกรณีสื่อบางสำนักเผยแพร่ข่าวโดยอ้างว่านายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้เปิดเผยรายชื่อนักการเมืองไทย 7 คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการคอลเซ็นเตอร์และแก๊งสแกมเมอร์ในประเทศกัมพูชา ว่า กระทรวงการต่างประเทศ โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง และไม่มีแหล่งข่าวหรือถ้อยแถลงใดจากทางการเกาหลีใต้ที่กล่าวเช่นนั้น

โฆษกรัฐบาล เปิดเผยต่อไปว่า สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการแล้ว โดยระบุชัดว่า บทความดังกล่าวซึ่งรายงานว่านายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้กล่าวถึงนักการเมืองไทย 7 คนที่เกี่ยวข้องกับคดีสแกมเมอร์ในกัมพูชา ไม่เป็นความจริง พร้อมทั้งยืนยันว่ารัฐบาลเกาหลีใต้จะดำเนินการตามความเหมาะสมต่อข่าวปลอมดังกล่าวเพื่อปกป้องความถูกต้องของข้อมูลและชื่อเสียงของบุคคลที่ถูกพาดพิง

ในช่วงท้าย นายสิริพงศ์ ระบุว่า ขอยืนยันว่ารัฐบาลและนายกรัฐมนตรีนายอนุทิน (ชาญวีรกูล) ให้ความสำคัญในการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติทุกรูปแบบอย่างจริงจัง โดยแถลงต่อรัฐสภาให้เป็น 1 ใน 4 นโยบายเร่งด่วน และจะดำเนินตามกฎหมายกับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการอาชญากรรมนี้ อย่างเด็ดขาด”

จากกรณีข่าวลือที่แพร่สะพัดเกี่ยวกับ นายกฯ เกาหลีใต้เผย 7 นักการเมืองไทย พัวพันกับขบวนการสแกมเมอร์ในกัมพูชานั้น รัฐบาลไทยได้ออกมาปฏิเสธอย่างหนักแน่น พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจัง โดยไม่มีข้อยกเว้น

เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะเผยแพร่หรือเชื่อถือข่าวสารต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ข้อมูลข่าวสารสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วผ่านสื่อสังคมออนไลน์ การตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

รัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เช่น สแกมเมอร์และคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนจำนวนมาก

รัฐบาลย้ำไม่จริง ปมนายกฯ เกาหลีใต้เผย 7 นักการเมืองไทย

การออกมาปฏิเสธข่าวลือเกี่ยวกับ นายกฯ เกาหลีใต้เผย 7 นักการเมืองไทย ในครั้งนี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการปกป้องชื่อเสียงของประเทศและนักการเมืองไทย รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ารัฐบาลจะดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

รัฐบาลไทยจริงจังกับการปราบปรามสแกมเมอร์

นอกจากการปฏิเสธข่าวลือแล้ว รัฐบาลยังได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติทุกรูปแบบ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล การดำเนินการอย่างจริงจังในเรื่องนี้ จะช่วยลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนและสร้างความปลอดภัยให้กับสังคม

ความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ เนื่องจากขบวนการเหล่านี้มักจะมีการดำเนินการที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายประเทศ การแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้สามารถจับกุมและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น การที่รัฐบาลไทยได้ประสานงานกับสถานเอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข่าวลือเรื่อง นายกฯ เกาหลีใต้เผย 7 นักการเมืองไทย จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดและสร้างความเสียหายให้กับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังควรให้ความสำคัญกับการให้ความรู้และสร้างความตระหนักให้กับประชาชนเกี่ยวกับกลโกงต่างๆ ที่สแกมเมอร์ใช้ เพื่อให้ประชาชนสามารถป้องกันตัวเองจากการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมเหล่านี้ได้

การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่องและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม รัฐบาลควรเปิดโอกาสให้ประชาชนและภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

การที่รัฐบาลออกมาปฏิเสธข่าวลือเรื่อง นายกฯ เกาหลีใต้เผย 7 นักการเมืองไทย อย่างรวดเร็ว เป็นสัญญาณที่ดีว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาข่าวปลอมและปกป้องชื่อเสียงของประเทศ การดำเนินการอย่างต่อเนื่องและจริงจังในเรื่องนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

ที่มา – รัฐบาลย้ำไม่จริง ปมนายกฯ เกาหลีใต้เผย 7 นักการเมืองไทย ลั่น “อนุทิน” เข้มปราบสแกมเมอร์

สส.เกาหลีใต้ช่วยคนไทย จากตึกสแกมเมอร์กัมพูชา

สส.เกาหลีใต้เผย ช่วยเหลือพลเรือน 3 คนที่ถูกขังอยู่ในศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในประเทศกัมพูชาได้สำเร็จ หลังพวกเขาร้องขอให้ตำรวจท้องถิ่นเข้าตรวจค้นอาคาร เรื่องราวช่วยเหลือ สส.เกาหลีใต้ช่วยคนไทย จากตึกสแกมเมอร์กัมพูชา กลายเป็นที่สนใจอย่างมาก

สำนักข่าว โชซอน อิลโบ (chosun ilbo) ของเกาหลีใต้รายงานว่า นายคิม บยองจู สมาชิกรัฐสภาเกาหลีจากพรรคประชาธิปไตย เปิดเผยว่า ตำรวจท้องถิ่นได้ช่วยเหลือพลเรือนเกาหลีใต้ 3 คน ที่ถูกขังอยู่ในศูนย์ปฏิบัติการหลอกลวงในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา หลังจากเขาได้ร้องขอให้มีการตรวจค้นอาคาร

สส.คิม ซึ่งเป็นผู้นำทีมเฉพาะกิจของพรรคประชาธิปไตยเรื่องความปลอดภัยของชาวเกาหลีใต้ในต่างประเทศ กล่าวในระหว่างการแถลงข่าวที่สถานทูตเกาหลีใต้ในกรุงพนมเปญว่า ชายทั้งสามคนซึ่งมีอายุอยู่ในช่วง 20 ปี และถูกขังในอาคารแห่งนี้มานานประมาณ 2 เดือนแล้ว ก่อนที่ตำรวจท้องถิ่นจะเข้าให้ความช่วยเหลือเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

ตามการเปิดเผยของ สส.คิม ชายกลุ่มนี้ ถูกล่อลวงให้มายังกัมพูชา ผ่านคนรู้จักหรือประกาศรับสมัครงานออนไลน์ที่สัญญาว่าจะให้ค่าตอบแทนสูง และ ถูกบังคับให้มีส่วนร่วมในการหลอกลวงโรแมนซ์สแกม (หลอกให้หลงรักเพื่อเอาเงินหรือทรัพย์สิน) ตั้งแต่เดือนสิงหาคม

สส.คิมกล่าวอีกว่า เขาร้องขอให้ตำรวจกัมพูชาเข้าตรวจค้นอาคารที่เชื่อว่าเหยื่อถูกควบคุมตัวอยู่ หลังจากเมื่อวันพุธ เขาได้รับการติดต่อจากแม่ของเหยื่อรายหนึ่งที่แจ้งว่าลูกชายหายตัวไป ซึ่งตำรวจท้องถิ่นได้บุกตรวจค้นอาคาร และช่วยชาวเกาหลีใต้ทั้ง 3 คนออกมาได้สำเร็จ แม้ว่าผู้กระทำความผิดจะหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุไปแล้วก็ตาม

ทั้งนี้ คาดว่าชาวเกาหลีใต้ทั้ง 3 คนจะถูกเนรเทศออกจากกัมพูชากลับประเทศหลังจากผ่านกระบวนการที่จำเป็นแล้ว คล้ายกับชาวเกาหลีใต้ 64 คนที่ถูกกัมพูชาจับกุมตัวในฐานะผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงออนไลน์ และถูกส่งกลับประเทศไปเมื่อช่วงเช้าวันเดียวกันนี้

เมื่อนักข่าวถามว่า ชาวเกาหลีทั้ง 3 คนจะถูกตั้งข้อหาเกี่ยวกับการหลอกลวงออนไลน์หรือไม่? สส.คิมตอบว่า “สิ่งที่ถูกต้องคือการปกป้องชีวิตพลเมืองของเราเป็นอันดับแรก ส่วนความรับผิดชอบทางกฎหมายควรจะถูกดำเนินการในภายหลัง”

สส.เกาหลีใต้ช่วยคนไทย จากตึกสแกมเมอร์กัมพูชา

เรื่องราวการช่วยเหลือนี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญที่เน้นย้ำถึงภัยอันตรายของการหลอกลวงออนไลน์ที่แฝงตัวมาในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาชวนเชื่อเรื่องงานที่ให้ผลตอบแทนสูงเกินจริง หรือการสร้างความสัมพันธ์หลอกลวงเพื่อหวังผลประโยชน์ ซึ่งมักจะนำไปสู่การถูกกักขัง บังคับใช้แรงงาน และสูญเสียทรัพย์สิน

ทำไมเรื่อง สส.เกาหลีใต้ช่วยคนไทย จากตึกสแกมเมอร์กัมพูชา ถึงสำคัญ?

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลและการระมัดระวังในการติดต่อกับบุคคลแปลกหน้าทางออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการเสนอผลประโยชน์ที่ดูดีเกินจริง นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของหน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่างๆ ในการช่วยเหลือเหยื่อและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

  • ตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด: ก่อนตัดสินใจเดินทางไปทำงานต่างประเทศ หรือลงทุนใดๆ ควรตรวจสอบข้อมูลของบริษัทหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด และศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศที่จะเดินทางไป
  • ระมัดระวังในการติดต่อกับคนแปลกหน้า: อย่าหลงเชื่อข้อเสนอที่ดูดีเกินจริง และระมัดระวังในการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวให้กับบุคคลที่ไม่รู้จักทางออนไลน์
  • แจ้งเบาะแส: หากพบเห็นการกระทำที่น่าสงสัย หรือทราบข้อมูลเกี่ยวกับการหลอกลวงออนไลน์ ควรรีบแจ้งเบาะแสให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การตระหนักถึงภัยอันตรายของการหลอกลวงออนไลน์และการป้องกันตนเองอย่างเหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยงในการตกเป็นเหยื่อ และสร้างสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

สส.เกาหลีใต้ช่วยคนไทย จากตึกสแกมเมอร์กัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างประเทศในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ และความสำคัญของการปกป้องพลเมืองของตนเอง

ที่มา – สส.เกาหลีใต้เผย ตร.บุกช่วยพลเรือน 3 คนจากตึกสแกมเมอร์ในกัมพูชา

ทบ.ย้ำจุดยืน! ปล่อยตัวเชลยศึก: กัมพูชาต้องจริงจัง

พลตรี วินธัย จี้ กัมพูชาทำตามข้อตกลง GBC 4 ข้อ ชี้ หากยื้อเวลายิ่งเสียเปรียบ เหตุจะถูกนานาชาติกดดันต่อเนื่องในประเด็นอาชญากรรมข้ามชาติ ย้ำจุดยืนปล่อยตัวเชลยศึก กัมพูชาต้องร่วมแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

วันที่ 18 ต.ค. 2568 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ระบุถึงความคืบหน้าของสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ภายหลังจากที่กองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 ได้ทำการส่งหนังสือถึงภูมิภาคทหารที่ 4 และ 5 เพื่อเร่งรัดให้ฝ่ายกัมพูชา ดำเนินการตามข้อตกลงสำคัญทั้ง 4 ข้อ ได้แก่ การถอนอาวุธหนัก การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และการบริหารจัดการชายแดนร่วมกัน

โดย พลตรี วินธัย ระบุว่า การส่งหนังสือแจ้งไปยังกัมพูชาเป็นหนึ่งในมาตรการเร่งรัดให้ฝ่ายกัมพูชา พิจารณาดำเนินการอย่างจริงจัง ตามแนวทางข้อตกลงที่ได้เห็นชอบร่วมกันแล้วเมื่อครั้งการประชุม GBC ที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันฝ่ายไทยได้พยายามเดินหน้าขับเคลื่อน เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม แม้จะไม่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายกัมพูชา ทั้งการเก็บกู้ทุ่นระเบิด การสกัดกั้นและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงการแก้ไขปัญหาการรุกล้ำดินแดน

พลตรี วินธัย ย้ำว่า หากฝ่ายกัมพูชาเพิกเฉยหรือไม่จริงจังต่อการแก้ไขปัญหาตามข้อตกลงทั้ง 4 ข้อ จะไม่เป็นผลดีต่อการดำรงความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศ และจะส่งผลกระทบให้เกิดแรงกดดันจากนานาชาติในประเด็นอาชญากรรมข้ามชาติที่กัมพูชากำลังเผชิญอยู่

ดังนั้น การเปิดใจยอมรับและปฏิบัติตามข้อตกลง GBC อย่างจริงจัง จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการคลี่คลายข้อพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่อาจเห็นทิศทางของการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน

ทบ. ย้ำจุดยืนการปล่อยตัวเชลยศึก กัมพูชาต้องร่วมแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

ส่วนกรณีที่สื่อกัมพูชาเผยแพร่บทสัมภาษณ์ของ นายปรัก โซะคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา เมื่อ 18 ต.ค. 68 โดยระบุว่า “เอกสารว่าด้วยความตกลงสันติภาพระหว่างกัมพูชา–ไทย ซึ่งคาดว่าจะมีการลงนามโดยนายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศ ฝ่ายไทยได้ตกลงที่จะปล่อยตัวเชลยศึกทหารกัมพูชา 18 นาย ทันทีหลังลงนาม โดยมีประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นพยานในห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียนปลายเดือนนี้”

พลตรี วินธัย ได้กล่าวต่อประเด็นดังกล่าวว่า สำหรับการส่งคืนทหารกัมพูชา 18 นาย อาจเป็นข้อเสนอของฝ่ายกัมพูชาในเวทีการประชุมระดับกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้รับข้อมูลที่เป็นทางการ แต่เชื่อว่าเรื่องดังกล่าวจะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนนั้น คงต้องพิจารณาจากท่าทีความจริงใจ และสัญญาณความร่วมมือที่ดีในการแก้ปัญหาของกัมพูชา รวมถึงการตอบรับข้อเสนอในประเด็นสำคัญต่าง ๆ ของฝ่ายไทย ในลักษณะที่มีแผนและรายละเอียดสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม เช่น เรื่องการถอนอาวุธหนักออกจากบริเวณพื้นที่แนวชายแดน และเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อพิสูจน์ถึงความเป็นปรปักษ์ระหว่างกันที่มีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจน จนถึงระดับที่จะไม่ส่งผลคุกคามฝ่ายไทยด้วยกำลังทางทหาร ในเรื่องนี้จึงไม่อยากรีบด่วนสรุปไป ณ เวลานี้

ทั้งนี้ การควบคุมตัวเชลยศึกดำเนินไปโดยชอบด้วยกฎหมาย สอดคล้องกับหลักกฎหมายและหลักมนุษยธรรมสากล ซึ่งที่ผ่านมา คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ได้เข้าเยี่ยมเชลยศึกทหารกัมพูชา 18 นาย ในหลายโอกาสแล้ว จึงไม่น่ามีความกังวลใด ๆ สำหรับการปฏิบัติต่อเชลยศึกฯ ของฝ่ายไทย

ทำไมการปล่อยตัวเชลยศึกจึงสำคัญต่อความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

การที่กองทัพบกไทยย้ำจุดยืนเรื่องการปล่อยตัวเชลยศึกชาวกัมพูชาเป็นประเด็นที่น่าสนใจและมีความสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสอง การดำเนินการตามข้อตกลง GBC 4 ข้อ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความตึงเครียดตามแนวชายแดน แต่ยังส่งผลดีต่อความร่วมมือในด้านอื่นๆ อีกด้วย การที่กัมพูชาแสดงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น รวมถึงการตอบรับข้อเสนอของไทยอย่างเป็นรูปธรรม จะเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ที่ผ่านมา ประเด็นเรื่องเชลยศึกมักเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของทั้งสองประเทศ การที่ไทยแสดงความชัดเจนในเรื่องนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณไปยังกัมพูชาว่า ไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง และพร้อมที่จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้เกิดสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม การปล่อยตัวเชลยศึกไม่ใช่เพียงแค่การส่งตัวบุคคลกลับประเทศเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างความเชื่อมั่นและความเข้าใจซึ่งกันและกัน การเปิดใจพูดคุยและหาทางออกร่วมกันในทุกประเด็น จะเป็นรากฐานสำคัญที่นำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนในอนาคต ดังนั้น การที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามข้อตกลงต่างๆ อย่างเคร่งครัด จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การที่กองทัพบกไทยออกมาเน้นย้ำจุดยืนในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม และหวังว่าการดำเนินการดังกล่าวจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งและยั่งยืนระหว่างไทยและกัมพูชาต่อไป

ที่มา – ทบ. ย้ำจุดยืนปล่อยตัวเชลยศึก กัมพูชาต้องจริงจัง จี้เร่งทำตามข้อตกลงวง GBC 4 ข้อ

รวบ! 9 แอดมินเว็บพนัน ลอบข้ามแดนจากปอยเปต

ทหารพรานสกัดจับ 9 คนไทยแอดมินเว็บพนัน ลอบข้ามแดนจากปอยเปตกลับไทย! ยอมรับเบื่อหน่ายชีวิตสแกมเมอร์ จ่ายค่าหัวคนละ 6,000 บาทเพื่อลักลอบข้ามแดน

จับ 9 แอดมินเว็บพนัน ลอบข้ามแดนจากปอยเปต

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 กองกำลังบูรพา โดยหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ ร่วมกับชุดควบคุมทหารพรานที่ 12, หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 2 พัน 1 รอ. และหมวดลาดตระเวน ม.พัน.30 ได้ร่วมกันปฏิบัติการลาดตระเวนตรวจตราตามช่องทางธรรมชาติ บริเวณไร่อ้อยบ้านผ่านศึก ตำบลผ่านศึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว

ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ได้ทำการสกัดจับกลุ่มคนไทยจำนวน 9 คน เป็นชาย 5 คน และหญิง 4 คน ขณะกำลังลักลอบเดินเท้าข้ามแดนจากประเทศกัมพูชาเข้ามายังประเทศไทย

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ทั้งหมดเป็นชาวไทยที่มาจากหลากหลายจังหวัด เช่น กรุงเทพมหานคร สกลนคร พิษณุโลก และอ่างทอง โดยทั้งหมดให้การยอมรับว่าเพิ่งเดินทางกลับมาจากกรุงปอยเปต ประเทศกัมพูชา หลังจากที่ได้ทำงานเป็นแอดมินเว็บพนัน ลอบข้ามแดนจากปอยเปต และต้องการที่จะกลับบ้านเกิดเนื่องจากรู้สึกเบื่อหน่ายกับการทำงานในลักษณะดังกล่าวที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์

ผู้ถูกจับกุมทั้งหมดให้ข้อมูลว่า พวกเขาได้จ่ายเงินค่าหัวคนละ 6,000 บาท ให้กับผู้นำพาชาวกัมพูชาเพื่อช่วยนำพาข้ามแดนกลับประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ในขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าทำการจับกุม ไม่พบตัวผู้นำพาในบริเวณที่เกิดเหตุ ซึ่งอยู่ห่างจากแนวชายแดนเพียง 100 เมตรเท่านั้น

ทำไมถึงตัดสินใจเป็น แอดมินเว็บพนัน ลอบข้ามแดนจากปอยเปต

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ ทำไมคนเหล่านี้ถึงตัดสินใจไปทำงานเป็นแอดมินเว็บพนัน ลอบข้ามแดนจากปอยเปต? คำตอบส่วนใหญ่มักจะหนีไม่พ้นเรื่องของค่าตอบแทนที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับงานในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ชีวิตในต่างแดนไม่ได้สวยงามเสมอไป หลายคนต้องเผชิญกับความยากลำบาก ความเหงา และความเสี่ยงต่างๆ นานา การถูกหลอกลวง การเอารัดเอาเปรียบ และสภาพการทำงานที่ไม่เป็นธรรม เป็นสิ่งที่หลายคนต้องเจอ

หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ทหารได้ควบคุมตัวคนไทยทั้ง 9 คน ซึ่งไม่มีเอกสารการเดินทาง (Passport) ส่งมอบให้กับพนักงานสอบสวน สภ.คลองน้ำใส เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายในข้อหา “ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย” ต่อไป

การลักลอบข้ามแดนเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ผลกระทบที่ตามมาอาจร้ายแรงกว่าที่คิด การตรวจสอบข้อมูลให้ละเอียด การทำความเข้าใจข้อกฎหมาย และการเตรียมตัวให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญก่อนตัดสินใจเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ

ที่มา – จับ 9 แอดมินเว็บพนัน ลอบข้ามแดนจากปอยเปตกลับไทย ยอมรับเบื่อหน่ายชีวิตสแกมเมอร์

อนุทินโต้ฮุนมาเนต ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีที่เดียว!

จากกรณีที่ ฯพณฯ ฮุน มาเนต ได้ฝากผ่านเกาหลีใต้ถึงประเทศไทยให้จัดการปัญหาภายในประเทศตนเองก่อนที่จะเข้ามาช่วยเหลือเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาตินั้น ล่าสุดท่านนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาตอบโต้ถึงประเด็นดังกล่าวแล้ว

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยา และคณะผู้บริหารระดับสูง ได้แก่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปเยือน สปป. ลาว อย่างเป็นทางการ นับเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกภายหลังเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นโอกาสพิเศษเนื่องในวาระครบรอบ 75 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและ สปป.ลาว โดยภายหลังจากการเยือน สปป.ลาว นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเข้าเยี่ยมคารวะ นายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศ สปป.ลาว อีกด้วย

ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะ ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทย และเมื่อผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงกระแสข่าวที่ นายฮุน มาเนต ได้ฝากผ่านเกาหลีใต้มาถึงประเทศไทยในเรื่องของการจัดการปัญหาภายในประเทศก่อนที่จะเข้ามาช่วยเหลือผู้อื่นนั้น ท่านนายกฯ ได้ตอบสั้นๆ ว่า “ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว” พร้อมทั้งกล่าวเสริมว่า “เราอย่าไปเพิ่มความเห็นต่าง หรือความขัดแย้งอะไร ทุกอย่างกำลังเป็นไปได้ด้วยดี”

อนุทิน ชาญวีรกูล โต้ ฮุน มาเนต: ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว

การตอบโต้ดังกล่าวของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ ทั้งในแง่ของการตอบโต้ทางการทูต และในแง่ของการสะท้อนปัญหาภายในประเทศที่ยังคงมีอยู่

ความหมายของ “ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว”

ถึงแม้ว่านายกฯ อนุทิน จะไม่ได้อธิบายความหมายของประโยคดังกล่าวอย่างชัดเจน แต่เป็นที่เข้าใจกันว่า “ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว” นั้นอาจหมายถึงปัญหาเฉพาะจุดที่รัฐบาลกำลังให้ความสำคัญและเร่งแก้ไขอยู่ หรืออาจตีความได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้ร้ายแรงหรือมีอยู่ทั่วไปในประเทศ

อย่างไรก็ตาม คำกล่าวนี้ก็ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ปัญหาที่นายกฯ อนุทิน กล่าวถึงนั้นคืออะไร และรัฐบาลมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างไร

  • ปัญหาเศรษฐกิจ: สภาพเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัว, หนี้ครัวเรือนที่สูง, และการว่างงาน
  • ปัญหาสังคม: ความเหลื่อมล้ำทางรายได้, ปัญหายาเสพติด, และอาชญากรรม
  • ปัญหาการเมือง: ความขัดแย้งทางความคิดเห็น, การทุจริตคอร์รัปชัน, และความไม่มั่นคงทางการเมือง

สิ่งที่ต้องจับตามอง

การที่นายกรัฐมนตรีออกมากล่าวถึงประเด็น ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว นั้น ถือเป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลกำลังรับรู้ถึงปัญหาและความท้าทายต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญกว่าคือการที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

มาร่วมกันติดตามและเป็นกำลังใจให้รัฐบาลในการแก้ไข ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของพวกเราทุกคน

ที่มา – นายกฯ อนุทิน โต้กลับ “ฮุน มาเนต” บอกปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว

“ไชยชนก” ยันรัฐบาลปราบ สแกมเมอร์ ไม่นิ่งเฉย!

“ไชยชนก ชิดชอบ” ยืนยันรัฐบาลไม่ได้นิ่งเฉยปราบ “สแกมเมอร์” พร้อมตั้งเป้าหมายปราบเรื่องนี้ใน 4 เดือน เตรียมบิน UN ลงนามความร่วมมือนานาชาติ

วันที่ 16 ต.ค. 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงการปราบปรามสแกมเมอร์หลังมีการตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แต่ถูกตั้งคำถามว่ารัฐบาลนิ่งเฉย โดยยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งเฉย เพราะเป็นเรื่องสำคัญที่กระทรวงดีอีเดินหน้ามามากแล้ว

ส่วนการตั้งคณะกรรมการโดยนายกฯ เป็นประธานเอง เป็นสิ่งที่ดีที่ทุกองคาพยพทำงานร่วมกันที่ทรงพลัง หากดูจากรายชื่อของคณะกรรมการ มีหลายหน่วยงานรวมถึงหน่วยงานทหารด้วย โดยตั้งเป้าหมายปราบเรื่องนี้ใน 4 เดือน

สำหรับจะปราบให้หมดเลยหรือไม่นั้น นายไชยชนก กล่าวว่า มีหลายปัจจัยทั้งด้านการต่างประเทศที่เกี่ยวข้องในกัมพูชา ซึ่งมีข้อจำกัดระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ มิจฉาชีพ หากเกิดในประเทศไทย ตำรวจมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบเต็มที่ แต่หากข้ามแดนไป ตำรวจและทหารของไทยจะไม่สามารถทำอะไรได้

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ตนสั่งการให้ศึกษาแล้ว และเตรียมจะเสนอให้คณะกรรมการ คือการศึกษากฎหมายใหม่ ‘Active Cyber Defence 2025’ ที่ประเทศญี่ปุ่นเพิ่งออกมา ซึ่งมีหลายประเทศทำในลักษณะคล้ายกัน เป็นกฎหมายที่ตอบโต้ทางไซเบอร์ได้ ยกตัวอย่าง มีการคุกคามเราทางไซเบอร์ เราสามารถมีทีมงานเฉพาะ หรือคณะกรรมการอนุมัติเรื่องต่อเรื่องและแฮกกลับได้ โดยไม่ได้ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ เวียดนามก็ทำ ญี่ปุ่นก็ทำ ซึ่งปลายเดือนนี้ตนจะลงนามความร่วมมือที่สหประชาชาติด้วย

เมื่อถามว่า กรณีฝ่ายค้านเปิดตัวละครอย่างนายเบน สมิธ มีความสัมพันธ์กับคนในรัฐบาล เช่น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.เกษตรฯ นายไชยชนก กล่าวว่า ในเชิงลึกแบบนี้คงตอบไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร สิ่งที่ทำได้คงต้องรับไปตรวจสอบ แต่เมื่อนายกฯ ได้ตั้งคณะกรรมการแล้ว ทุกคนต้องรวบรวมข้อเท็จจริงและส่งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงดำเนินการ อาจจะไม่ใช่แค่กระทรวงดีอี แต่รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย

ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อมีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง ทำให้การแก้ปัญหาสแกมเมอร์ล่าช้าสะดุดลง นายไชยชนก กล่าวว่า ตอบไม่ได้ แต่ที่ผ่านมาเราเดินเต็มที่มาโดยตลอดและจะเดินเต็มที่ต่อไป หากถามว่ามีอุปสรรคไหม ตั้งแต่ตนประกาศตัวมาเจออุปสรรครุมเร้ามาก ก็สงสัยเหมือนกัน คนคิดดีทำดี ทำงานเต็มที่ กลายเป็นว่าโดนหมดทุกทางมากกว่าเดิม เป็นเรื่องที่น่าคิด แต่ก็สรุปอะไรไม่ได้ เราไม่มีหลักฐาน แต่ถ้ามีหลักฐานก็ดำเนินการเต็มที่ และกลุ่มที่ตั้งข้อสังเกตและนำเสนอ หากมีหลักฐานก็ควรนำมาให้ชัดเจน ช่วยกันดำเนินการเร็วขึ้น

เมื่อถามว่า ตอนนี้สหรัฐฯ ยึดทรัพย์นักธุรกิจบิตคอยน์ ประเทศไทยจะดำเนินการด้วยหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ก็เดินไปให้สุดทุกทาง การที่นายกฯ ตั้งคณะกรรมการฯ ก็คงจะเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ

ส่วนความคืบหน้าตรวจสอบเงินสินบน 40 ล้าน แลกกับการไม่เดินหน้าปราบปรามสแกมเมอร์นั้น นายไชยชนก กล่าวว่า เพื่อความชัดเจน ตอนนี้สแกมเมอร์หรือไม่ ไม่แน่ใจ แต่เว็บที่ตรวจสอบพบถือว่าใช่ จะโยงสแกมเมอร์หรือไม่ต้องแยกกันก่อน โดยขอให้รอชมความคืบหน้าในการตรวจสอบ

เมื่อถามย้ำว่า นายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรมว.ดีอี ทวงถามว่าตรวจสอบถึงไหนแล้ว นายไชยชนก กล่าวว่า รอชม ตอนแรกคิดว่า 30 วัน แต่ตอนนี้ทราบข้อมูลว่าเร็วกว่านั้น ขอให้รอชมเร็วๆ นี้.

“ไชยชนก” ยันรัฐบาลไม่นิ่งเฉยปราบ “สแกมเมอร์”

จากกรณีที่รัฐบาลถูกตั้งคำถามถึงความนิ่งเฉยในการปราบปราม “สแกมเมอร์” นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ออกมาให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลไม่ได้ละเลยปัญหานี้ และกำลังเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างเต็มที่

เป้าหมายการปราบปราม สแกมเมอร์ ใน 4 เดือน

นายไชยชนกได้กล่าวถึงเป้าหมายในการปราบปราม “สแกมเมอร์” ภายใน 4 เดือน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศ และการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย เพื่อรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ซับซ้อนมากขึ้น

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง และพร้อมที่จะดำเนินการอย่างโปร่งใส หากพบว่ามีหลักฐานที่ชัดเจนเกี่ยวกับการกระทำผิด

สถานการณ์การหลอกลวงออนไลน์ในปัจจุบันมีความซับซ้อนและหลากหลายมากขึ้น การปราบปราม “สแกมเมอร์” จึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน

  • ตรวจสอบข้อมูลก่อนให้ข้อมูลส่วนตัว
  • ระมัดระวังการคลิกลิงก์หรือดาวน์โหลดไฟล์จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ
  • หากสงสัยว่าตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง ให้แจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที

การสร้างความตระหนักรู้และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อลดโอกาสในการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

รัฐบาลยืนยันว่าจะดำเนินการปราบปราม สแกมเมอร์ อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน และสร้างความมั่นคงทางไซเบอร์ให้กับประเทศ

ที่มา – “ไชยชนก” ยันรัฐบาลไม่นิ่งเฉยปราบ “สแกมเมอร์” เตรียมบิน UN ลงนามความร่วมมือนานาชาติ

Scroll to top