กาญจนบุรี

ผู้ตรวจการแผ่นดิน ลงพื้นที่สังขละบุรี สางปัญหาบุกรุกที่ดินรัฐ

ผู้ตรวจการแผ่นดิน ลงพื้นที่สังขละบุรี สางปัญหาบุกรุกที่ดินรัฐ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในจังหวัดกาญจนบุรีครับ เมื่อเร็วๆ นี้ ทางสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้ลงพื้นที่จริงเพื่อตรวจสอบปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐบริเวณสะพานมอญซึ่งเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของสังขละบุรี โดยการดำเนินงานครั้งนี้มีเป้าหมายหลักคือการจัดการปัญหาที่เรื้อรังมานาน ทั้งเรื่องการบุกรุกพื้นที่สาธารณะและการจัดระเบียบแพต่างๆ เพื่อให้พื้นที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแห่งนี้กลับมาเป็นระเบียบและสวยงามอย่างยั่งยืน

พบปัญหาบุกรุกที่ดินรัฐใน 4 จุดสำคัญ

จากการลงพื้นที่ของคณะทำงานพบว่าการบุกรุกที่ดินรัฐไม่ได้เป็นแค่เรื่องเล็กน้อย แต่เป็นปัญหาเชิงระบบที่ซับซ้อน โดยแบ่งออกเป็น 4 ประเด็นหลักที่ต้องเร่งแก้ไข:

  • พื้นที่เขตน้ำท่วมถึง: มีการลักลอบสร้างที่อยู่อาศัยแบบถาวรเป็นจำนวนมาก
  • พื้นที่นิคมสหกรณ์: พบการนำที่ดินไปสร้างรีสอร์ตผิดวัตถุประสงค์มากกว่า 1,000 แห่ง
  • พื้นที่ทางน้ำ: มีการจอดแพท่องเที่ยวไม่เป็นระเบียบและรุกล้ำพื้นที่นอกเขตอนุญาต
  • การกำหนดแนวเขต: หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งสำรวจแนวเขตให้ชัดเจนเพื่อป้องกันการรุกล้ำเพิ่มเติม

ผู้ตรวจการแผ่นดิน ลงพื้นที่สังขละบุรี สางปัญหาบุกรุกที่ดินรัฐ ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของภาครัฐที่จะเข้ามาบูรณาการร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นกรมอุทยานฯ กรมเจ้าท่า หรือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ เพื่อจัดการปัญหาการบุกรุกที่ดินรัฐให้หมดไป โดยเฉพาะการจัดการปัญหาเชิงรุกที่จะดำเนินคดีขั้นเด็ดขาดกับผู้บุกรุกรายใหม่ ในขณะที่ราษฎรรายเดิมทางอุทยานฯ กำลังเร่งกระบวนการพิสูจน์สิทธิ์เพื่อออกหนังสืออนุญาตให้ทำกินและอยู่อาศัยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้พี่น้องชาวสังขละบุรีได้อยู่อาศัยอย่างมั่นคงและมีความสุข

ในมุมมองของผม การจัดระเบียบครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยรักษาเสน่ห์ของสะพานมอญเอาไว้ หากพื้นที่บริเวณนี้ถูกจัดสรรอย่างเป็นธรรมและมีการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียมกัน เชื่อว่าสังขละบุรีจะยังคงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยมนต์ขลังและยั่งยืนสำหรับนักท่องเที่ยวทุกคนครับ

ที่มา – ผู้ตรวจการแผ่นดิน ลงพื้นที่สังขละบุรี สางปัญหาบุกรุกที่ดินรัฐ-จัดระเบียบแพสะพานมอญ

สังขละบุรี จับกระบะลักลอบขนน้ำมันดีเซล 1,600 ลิตร เตรียมส่งเมียนมา

สังขละบุรี จับกระบะลักลอบขนน้ำมันดีเซล 1,600 ลิตร เตรียมส่งเมียนมา

เหตุการณ์ระทึกขวัญที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนจังหวัดกาญจนบุรี เมื่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้สนธิกำลังร่วมกันออกตรวจตราพื้นที่ตามนโยบายปราบปรามสิ่งผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด โดยในครั้งนี้เจ้าหน้าที่ประสบความสำเร็จในการสังขละบุรี จับกระบะลักลอบขนน้ำมันดีเซล 1,600 ลิตร เตรียมส่ง “เมียนมา” ไม่เจอตัวคนขับ ซึ่งถือเป็นกรณีตัวอย่างของการกระทำความผิดที่พยายามเลี่ยงภาษีและส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงโดยไม่ได้รับอนุญาต

การตรวจยึดในครั้งนี้เกิดขึ้นบริเวณทางเข้าหมู่บ้านแม่ติ้ว ต.หนองลู เจ้าหน้าที่พบรถยนต์กระบะอีซูซุสีเทาดำจอดทิ้งไว้ เมื่อตรวจสอบหลังกระบะพบถังพลาสติก 8 ถัง บรรจุน้ำมันดีเซลเต็มถังรวมกว่า 1,600 ลิตร ซึ่งเตรียมที่จะถูกนำข้ามแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ตาม ขณะเข้าตรวจสอบเจ้าหน้าที่ไม่พบตัวคนขับรถ คาดว่าอาจไหวตัวทันและหลบหนีไปก่อนหน้า โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการขยายผลติดตามตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

ทำไม สังขละบุรี จับกระบะลักลอบขนน้ำมันดีเซล 1,600 ลิตร เตรียมส่ง “เมียนมา” ไม่เจอตัวคนขับ ถึงเป็นประเด็นสำคัญ?

ประเด็นนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องน้ำมันเถื่อนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการบังคับใช้กฎหมายชายแดนที่เข้มข้น โดยในวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยังพบกลุ่มแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมากว่า 40 คน พยายามลักลอบเข้าเมืองเพื่อหางานทำในพื้นที่ชั้นใน โดยหนึ่งในแรงงานเผยว่ายอมจ่ายค่านายหน้าถึง 30,000 บาท เพื่อหนีจากสภาวะสงครามและความยากจนในบ้านเกิด สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าการเฝ้าระวังพื้นที่แนวชายแดนมีความท้าทายมากเพียงใด

  • เจ้าหน้าที่ยึดของกลางน้ำมันดีเซล 1,600 ลิตร ประเมินค่าปรับสูงถึง 4 เท่า
  • มีการตรวจสอบรถยนต์ที่ต้องสงสัยตามนโยบายสกัดกั้นสิ่งผิดกฎหมาย
  • จับกุมแรงงานต่างด้าว 40 ราย ส่งดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เราจะเห็นได้ว่าเจ้าหน้าที่ยังคงต้องสังขละบุรี จับกระบะลักลอบขนน้ำมันดีเซล 1,600 ลิตร เตรียมส่ง “เมียนมา” ไม่เจอตัวคนขับ อย่างต่อเนื่องเพื่อดูแลความปลอดภัยและผลประโยชน์ของชาติ การป้องกันการลักลอบสินค้าหนีภาษีและแรงงานผิดกฎหมายคือหัวใจสำคัญในการรักษาความสงบสุขในพื้นที่ อนาคตข้างหน้าการเข้มงวดตรวจสอบไม่เพียงแค่ช่วยเรื่องภาษีแต่ยังรวมถึงการควบคุมความปลอดภัยในระดับประเทศอีกด้วย

ที่มา – สังขละบุรี จับกระบะลักลอบขนน้ำมันดีเซล 1,600 ลิตร เตรียมส่ง “เมียนมา” ไม่เจอตัวคนขับ

ศาลเยาวชนฯ กาญจนบุรี คว้าแชมป์ระดับประเทศ MV เพลงศาลเยาวชนและครอบครัว

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวดีที่น่าภูมิใจกันไปแล้ว กับความสำเร็จของทีมงานคุณภาพจากจังหวัดกาญจนบุรี ที่ล่าสุด ศาลเยาวชนฯ กาญจนบุรี คว้าแชมป์ระดับประเทศ MV เพลงศาลเยาวชนและครอบครัว มาครองได้อย่างสมศักดิ์ศรี ซึ่งถือเป็นโครงการดีๆ ที่สะท้อนให้เห็นว่าสื่อสร้างสรรค์สามารถเปลี่ยนโลกของเด็กและเยาวชนได้จริงๆ

ศาลเยาวชนฯ กาญจนบุรี คว้าแชมป์ระดับประเทศ MV เพลงศาลเยาวชนและครอบครัว

โครงการประกวดจัดทำมิวสิกวิดีโอ (MV) ภายใต้แนวคิด “ศาลเยาวชนและครอบครัว คือ แสงนำทาง” ประจำปี 2569 นี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแข่งขันทั่วไป แต่เป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้หน่วยงานศาลทั่วประเทศได้แสดงพลังความคิดสร้างสรรค์ ผ่านการนำเสนอภารกิจในการคุ้มครอง บำบัด และฟื้นฟูเด็กและเยาวชนเพื่อให้พวกเขากลับคืนสู่สังคมได้อย่างภาคภูมิใจ โดยทีมจากจังหวัดกาญจนบุรีสามารถถ่ายทอดอุดมการณ์นี้ออกมาได้อย่างลึกซึ้งและน่าประทับใจจนคณะกรรมการยกให้เป็นอันดับ 1

ก้าวสำคัญผ่านเสียงดนตรี: ศาลเยาวชนฯ กาญจนบุรี คว้าแชมป์ระดับประเทศ MV เพลงศาลเยาวชนและครอบครัว

การใช้เครื่องมืออย่าง “ดนตรีบำบัด” (Music Therapy) เข้ามาผสมผสานกับกระบวนการยุติธรรม ถือเป็นนวัตกรรมทางความคิดที่น่าชื่นชม การที่ ศาลเยาวชนฯ กาญจนบุรี คว้าแชมป์ระดับประเทศ MV เพลงศาลเยาวชนและครอบครัว ในครั้งนี้ ได้ตอกย้ำให้เห็นว่าศาลไม่ได้มีบทบาทเพียงแค่การตัดสินคดีความ แต่ยังเป็น “แสงนำทาง” ที่คอยให้คำปรึกษาและสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกหลานของเราในวันที่พวกเขาก้าวพลาด

ภายในงานพิธีมอบรางวัล นายทวีศักดิ์ จันทร์วีระเสถียร อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ได้เป็นประธานมอบรางวัลแก่ผู้ชนะ โดยมีผลการแข่งขันที่น่าสนใจดังนี้:

  • ชนะเลิศอันดับ 1: ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาญจนบุรี
  • อันดับ 2: ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเพชรบุรี
  • อันดับ 3: ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสมุทรปราการ
  • Popular Vote: ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุราษฎร์ธานี
  • รางวัลชมเชย: ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดน่าน

ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ใช่แค่ชัยชนะของจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง แต่เป็นชัยชนะของกระบวนการยุติธรรมที่มุ่งเน้นการสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับเยาวชนไทยทั่วประเทศ พลังของสื่อดนตรีที่เกิดขึ้นนี้จะเป็นต้นแบบสำคัญที่ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอื่นๆ จะนำไปปรับใช้ในการทำกิจกรรมเพื่อเข้าถึงเด็กและเยาวชนได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นก้าวย่างสำคัญของการปฏิรูปมุมมองของสังคมที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมให้ดูเข้าถึงง่ายและเป็นมิตรมากขึ้น

เราหวังว่างานสร้างสรรค์ดีๆ แบบนี้จะมีออกมาให้เห็นบ่อยครั้งขึ้น เพราะการมอบโอกาสและการเข้าใจเด็กคือวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างอนาคตของชาติ ใครที่ยังไม่ได้ดูมิวสิกวิดีโอชุดนี้ บอกเลยว่าห้ามพลาด เพราะทุกท่วงทำนองแฝงไปด้วยความหวังและความตั้งใจจริงจากทีมงานทุกคนครับ

ที่มา – ศาลเยาวชนฯ กาญจนบุรี คว้าแชมป์ระดับประเทศ MV เพลงศาลเยาวชนและครอบครัว

ร้องเอาผิด ผอ.โรงเรียน ทำอนาจารเด็กนานหลายปี ขู่ไม่ให้ทุน

ร้องเอาผิด “ผอ.โรงเรียน” ทำอนาจารเด็กนานหลายปี ขู่ไม่ให้ทุนหากปากโป้ง

กลายเป็นข่าวที่สังคมกำลังให้ความสนใจและสะเทือนใจอย่างมาก เมื่อกลุ่มผู้ปกครองของเด็กนักเรียนหญิงถึง 11 ราย ได้เดินทางไปยังมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี เพื่อร้องเอาผิด “ผอ.โรงเรียน” ทำอนาจารเด็กนานหลายปี หลังจากที่ลูกหลานของพวกเขาถูกผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี ล่วงละเมิดทางเพศด้วยการจับหน้าอกมาอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ตำแหน่งและทุนการศึกษามาเป็นเครื่องมือในการข่มขู่ไม่ให้เด็กนำเรื่องไปบอกผู้ปกครอง

พฤติกรรมดังกล่าวสร้างความหวาดกลัวให้กับเด็กๆ เป็นอย่างมาก โดยเด็กวัยประถมถึงมัธยมต้นหลายคนเล่าตรงกันว่า ผอ. มักจะเรียกให้เข้าไปพบที่บ้านพักครูในโรงเรียน โดยอ้างเหตุผลสารพัด ไม่ว่าจะเป็นการตัดผม การทำงานบ้าน หรือการแจกเสื้อซับใน ซึ่งภายใต้หน้ากากของผู้ใหญ่ใจดี กลับซ่อนพฤติกรรมสุดฉาวที่ทำกับเด็กนักเรียนหญิงซ้ำแล้วซ้ำเล่า

รายละเอียดการกระทำผิดและการกดดันจากคนรอบข้าง

นอกจากพฤติกรรมการล่วงละเมิดแล้ว สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือการที่เด็กๆ เคยไปแจ้งเรื่องนี้กับครูคนอื่นๆ ในโรงเรียน แต่กลับได้รับคำตอบที่น่าหดหู่ว่า “ให้รักโรงเรียน อย่าทำให้โรงเรียนเสียชื่อเสียง” มากกว่าที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือปกป้องนักเรียนที่ตกเป็นเหยื่อของการร้องเอาผิด “ผอ.โรงเรียน” ทำอนาจารเด็กนานหลายปี ทำให้เด็กหลายคนต้องทนทุกข์และถูกกระทำซ้ำๆ เป็นเวลานานหลายปี

  • ผอ. มีการเรียกนักเรียนหญิงไปที่บ้านพักครูเพื่อทำงานบ้านและตัดผม
  • ใช้การข่มขู่ว่าจะไม่ให้ทุนการศึกษาหากเด็กนำเรื่องไปบอกพ่อแม่
  • มีการหักเงินค่าอุปกรณ์การเรียนของรัฐบาลเพื่อซื้อเสื้อซับในมาให้เด็ก จนกลายเป็นข้อสงสัยในพฤติกรรม
  • ครูในโรงเรียนบางคนเพิกเฉยต่อปัญหาและพยายามกดดันไม่ให้เด็กแจ้งความ

ล่าสุด ทางกระทรวงศึกษาธิการ โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการฯ ได้ออกคำสั่งให้ ผอ. คนดังกล่าวออกจากพื้นที่และไปช่วยราชการที่สำนักงานเขตแล้ว เพื่อเตรียมตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงและดำเนินคดีทางอาญาต่อไป หากผลการพิสูจน์พบว่ากระทำผิดจริง จะถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญของระบบการศึกษาไทย

แนวทางการช่วยเหลือและมุมมองในอนาคต

เหตุการณ์ที่ผู้ปกครองต้องรวมตัวกันเพื่อร้องเอาผิด “ผอ.โรงเรียน” ทำอนาจารเด็กนานหลายปี เป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า เสียงของเด็กและผู้ปกครองต้องได้รับการรับฟังมากกว่าการที่สถาบันจะพยายามปกป้องชื่อเสียงของตนเอง ความปลอดภัยของเด็กในสถานศึกษาควรเป็นเรื่องสำคัญที่สุด และครูหรือผู้บริหารที่มีพฤติกรรมเช่นนี้จะต้องไม่มีที่ยืนในสังคม

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การดำเนินคดีครั้งนี้จะเป็นบรรทัดฐานให้กับโรงเรียนทั่วประเทศ ในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเป็นมิตรกับนักเรียนจริงๆ ไม่ใช่สถานที่ที่ผู้ใหญ่บางคนใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศจากเด็กที่มีอำนาจต่อรองน้อยกว่า หากพบเห็นเหตุการณ์ในลักษณะนี้ อย่าปล่อยให้ผ่านไปเด็ดขาด การแจ้งเบาะแสสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือทางออกเดียวที่จะช่วยหยุดยั้งวงจรเลวร้ายนี้ได้

ที่มา – ร้องเอาผิด “ผอ.โรงเรียน” ทำอนาจารเด็กนานหลายปี ขู่ไม่ให้ทุนหากปากโป้ง

อธิบดีกรมอุทยานฯ สั่งตรวจสอบด่วน สนามกอล์ฟ รุกป่าสลักพระ จ.กาญจนบุรี

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวร้อนแรงเกี่ยวกับสถานการณ์สิ่งแวดล้อมล่าสุด เมื่อทางอธิบดีกรมอุทยานฯ สั่งตรวจสอบด่วน สนามกอล์ฟ รุกป่าสลักพระ จ.กาญจนบุรี หลังจากที่มีกระแสข่าวการบุกรุกพื้นที่ป่าอนุรักษ์เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมากครับ

เบื้องหลังการสั่งลุย: อธิบดีกรมอุทยานฯ สั่งตรวจสอบด่วน สนามกอล์ฟ รุกป่าสลักพระ จ.กาญจนบุรี

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีรายงานการตรวจพบร่องรอยการแผ้วถางและการปรับพื้นที่ให้มีลักษณะคล้ายสนามกอล์ฟในเขตพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ ทำให้ นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ไม่รอช้า ออกมาสั่งการทันทีให้สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) ลงพื้นที่เก็บรายละเอียดโดยด่วนที่สุดครับ

สรุปปมปัญหาที่ต้องจับตา

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้น ทางเจ้าหน้าที่ได้พบข้อมูลที่ชวนให้สงสัยหลายประการ ดังนี้ครับ:

  • การครอบครองที่ดิน: เคยมีการแจ้งสิทธิ์การครอบครองพื้นที่ (อส.2) ไว้ก่อนหน้านี้ แต่มักมีการเปลี่ยนมือและอ้างว่าขายต่อกันไปแล้ว
  • ร่องรอยการบุกรุก: เจ้าหน้าที่ตรวจพบการปลูกหญ้าแบบสนามกอล์ฟ รวมไปถึงการนำท่อน้ำมาต่อจากพื้นที่ที่อ้างสิทธิ์ไว้
  • การดำเนินคดี: มีการตรวจยึดของกลางไปแล้วหลายครั้ง รวมถึงรถแบคโฮที่ใช้ในการบุกรุก โดยทางคดีความกำลังเดินหน้ากระบวนการทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง

ทางหน่วยงานยืนยันครับว่า หากพบความผิดชัดเจน ไม่ว่าผู้ครอบครองจะเป็นใคร จะไม่มีการละเว้น และอธิบดีกรมอุทยานฯ สั่งตรวจสอบด่วน สนามกอล์ฟ รุกป่าสลักพระ จ.กาญจนบุรี ให้ถึงที่สุด พร้อมเตรียมเพิกถอนสิทธิ์ครอบครองหากพบว่ามีการบุกรุกทำลายป่าอย่างจริงจัง เพื่อคืนผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ให้กับสัตว์ป่าและธรรมชาติของเราครับ

ในมุมมองของผม กรณีนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับผู้ที่คิดจะแสวงหาประโยชน์จากที่ดินของรัฐ เพราะผืนป่าไม่ได้เป็นเพียงที่ดิน แต่เป็นหัวใจสำคัญของระบบนิเวศการติดตามข่าวสารเรื่องนี้จึงเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคน เพื่อร่วมกันเป็นหูเป็นตาไม่ให้ใครมาทำลายทรัพยากรธรรมชาติของเราอีกครับ หวังว่าคดีนี้จะจบลงด้วยความยุติธรรมและป่าสลักพระจะกลับมาคืนสภาพที่สมบูรณ์ในเร็ววัน

ที่มา – อธิบดีกรมอุทยานฯ สั่งตรวจสอบด่วน “สนามกอล์ฟ” รุกป่าสลักพระ จ.กาญจนบุรี

บุกตรวจปัสสาวะเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติลำคลองงู พบลูกจ้างฉี่ม่วง 12 คน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในพื้นที่อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อมีปฏิบัติการบุกตรวจปัสสาวะเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติลำคลองงู พบลูกจ้างฉี่ม่วง 12 คน ซึ่งส่งผลให้หน่วยงานต้นสังกัดต้องเร่งจัดการตามมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง

สถานการณ์จริงเมื่อบุกตรวจปัสสาวะเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติลำคลองงู พบลูกจ้างฉี่ม่วง 12 คน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 โดยนายอำเภอทองผาภูมิได้มอบหมายให้ฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ร่วมกับหัวหน้าอุทยานแห่งชาติลำคลองงู เข้าดำเนินการ Re X-ray ตรวจคัดกรองสารเสพติดในปัสสาวะของเจ้าหน้าที่ทั้งหมด เพื่อสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบความเรียบร้อยภายในหน่วยงาน

เปิดรายละเอียดปฏิบัติการบุกตรวจปัสสาวะเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติลำคลองงู พบลูกจ้างฉี่ม่วง 12 คน

จากการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ทั้งหมด 61 ราย พบผู้ที่มีผลปัสสาวะเป็นบวกหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ฉี่ม่วง จำนวนถึง 12 ราย ซึ่งทั้งหมดเป็นลูกจ้างชั่วคราวที่ไม่ใช่ข้าราชการประจำ โดยมาตรการที่ทางหน่วยงานเลือกใช้คือการส่งตัวเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาผ่านศูนย์คัดกรองโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลบ้านเกริงกระเวียทันที

  • ผลการตรวจ: พบผู้มีสารเสพติด 12 ราย จากทั้งหมด 61 ราย
  • มาตรการจัดการ: ส่งตัวเข้ากระบวนการบำบัดรักษาตามระเบียบ
  • สถานะลูกจ้าง: สัญญาจ้างชั่วคราวอีก 3 เดือนจะสิ้นสุดลง

เป็นที่น่าสังเกตว่าการดำเนินการแบบ Re X-ray ในครั้งนี้เป็นการปูพรมตรวจสอบอย่างเข้มงวด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับประชาชน และเป็นการปิดช่องว่างของปัญหาอาชญากรรมทางอ้อม สำหรับลูกจ้างที่ตรวจพบนั้น ทางอุทยานฯ ได้จัดทำบันทึกข้อความและหนังสือยินยอมรับการบำบัดเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับตัวกลับใจที่สำคัญ

ในมุมมองของสังคม การที่ภาครัฐกล้าออกมาดำเนินการตรวจคัดกรองภายในหน่วยงานตัวเองแบบนี้ ถือเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง เพราะนอกจากจะช่วยทำความสะอาดองค์กรแล้ว ยังเป็นการป้องปรามไม่ให้ปัญหายาเสพติดกัดกินความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้เป็นอย่างดี เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าการติดตามผลการบำบัดของทั้ง 12 คนจะเป็นอย่างไร และทางอุทยานฯ จะมีมาตรการคัดกรองบุคลากรให้เข้มข้นยิ่งขึ้นอย่างไรในอนาคต

ที่มา – บุกตรวจปัสสาวะเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติลำคลองงู พบลูกจ้างฉี่ม่วง 12 คน

ผบ.ตร. กำชับสอบสวนคดี น้ององุ่น ตามกฎหมายเยาวชนเคร่งครัด

เป็นประเด็นที่สร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมไทยเป็นอย่างมาก สำหรับกรณีการเสียชีวิตของ “น้ององุ่น” เด็กหญิงวัย 7 ขวบในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ล่าสุด พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาเคลื่อนไหวสั่งการโดยเน้นย้ำเรื่อง ผบ.ตร. กำชับสอบสวนคดี “น้ององุ่น” อย่างรอบคอบ ดำเนินการตามกฎหมายเยาวชนโดยเคร่งครัด เพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ผบ.ตร. กำชับสอบสวนคดี “น้ององุ่น” อย่างรอบคอบ ดำเนินการตามกฎหมายเยาวชนโดยเคร่งครัด

เหตุการณ์น่าเศร้านี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคมที่ผ่านมา เมื่อน้ององุ่นได้หายตัวไปจากบ้านพักในอำเภอสังขละบุรี จนกระทั่งมาพบร่างในอีกไม่กี่วันถัดมา ซึ่งจากการสืบสวนอย่างเข้มข้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 7 ทำให้ทราบตัวผู้ก่อเหตุในที่สุด โดยเป็นเรื่องที่น่าตกใจเมื่อพบว่าผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดยังเป็นเยาวชน ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงให้ความสำคัญเป็นพิเศษว่า ผบ.ตร. กำชับสอบสวนคดี “น้ององุ่น” อย่างรอบคอบ ดำเนินการตามกฎหมายเยาวชนโดยเคร่งครัด ตามกระบวนการยุติธรรมสำหรับเด็ก

รายละเอียดและบทสรุปของรูปคดี

จากการแถลงการณ์พบว่าเหตุการณ์นี้มีผู้เยาว์สองรายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้แก่:

  • ด.ญ.บี (นามสมมุติ) อายุ 14 ปี ซึ่งถูกกล่าวหาในคดี “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา”
  • นายเอ (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการปิดบังซ่อนเร้นอำพรางศพ

ความคืบหน้าล่าสุดแสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำงานกันอย่างเต็มที่เพื่อปิดคดี ทั้งในแง่ของการรวบรวมพยานหลักฐานและพิสูจน์หลักฐาน โดยยึดหลักความโปร่งใสและยุติธรรมตามคำสั่งของท่าน ผบ.ตร. ที่ว่า ผบ.ตร. กำชับสอบสวนคดี “น้ององุ่น” อย่างรอบคอบ ดำเนินการตามกฎหมายเยาวชนโดยเคร่งครัด เพื่อมิให้เกิดข้อผิดพลาดในการดำเนินคดีกับตัวเยาวชนผู้ก่อเหตุ

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของสังคมไทยในการดูแลเด็กและเยาวชน รวมถึงการให้ความสำคัญกับปัญหาสภาพแวดล้อมที่อาจส่งผลต่อพฤติกรรมในอนาคต เราหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะดำเนินการไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรมที่สุด เพื่อคลี่คลายความเสียใจแก่ครอบครัวผู้สูญเสีย และป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต

ที่มา – ผบ.ตร. กำชับสอบสวนคดี “น้ององุ่น” อย่างรอบคอบ ดำเนินการตามกฎหมายเยาวชนโดยเคร่งครัด

แฉพฤติการณ์ ปลัดอำเภอทองผาภูมิ กับขบวนการแจ้งเกิดทิพย์

แฉพฤติการณ์ ปลัดอำเภอทองผาภูมิ กับขบวนการแจ้งเกิดทิพย์

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อกระทรวงมหาดไทยเปิดปฏิบัติการย้อนเกล็ดมังกร EP.3 บุกจับกุมเครือข่ายทุจริตทางทะเบียนราษฎร ซึ่งมีชื่อของอดีตปลัดอำเภอหนองปรือเข้ามาเกี่ยวข้อง คดี แฉพฤติการณ์ ปลัดอำเภอทองผาภูมิ กับขบวนการแจ้งเกิดทิพย์ ครั้งนี้ถือเป็นการสั่นสะเทือนวงการปกครองอย่างหนัก เพราะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบุคคลต่างด้าวให้ได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบ

พฤติกรรมนี้ไม่ได้ทำแบบลอยๆ แต่มีการเตรียมการเป็นกระบวนการ โดยอาศัยช่องว่างทางกฎหมาย การร่วมมือกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ นายหน้า และผู้ใหญ่บ้าน ทำให้การแจ้งเกิดเด็กต่างด้าวเป็นเรื่องง่ายขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อความมั่นคงของชาติอย่างมหาศาล

เปิดกลโกง แฉพฤติการณ์ ปลัดอำเภอทองผาภูมิ กับขบวนการแจ้งเกิดทิพย์

จากการสอบสวนพบว่าขบวนการนี้มีวิธีการที่ซับซ้อนและแนบเนียน โดยเฉพาะการอ้างเรื่องหมอตำแยและสถานที่คลอด เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐ นี่คือรายละเอียดพฤติกรรมที่น่าสนใจ:

  • การอ้างหมอตำแย: ทุกเคสจะใช้วิธีเดียวกันคืออ้างว่าคลอดที่บ้านพักคนงานกับหมอตำแย เพื่อไม่ต้องยื่นเอกสารจากโรงพยาบาล
  • การสวมสิทธิ์ข้ามถิ่น: เด็กไม่ได้เกิดในพื้นที่จริง แต่อาศัยความสัมพันธ์กับปลัดและนายหน้าในการแจ้งข้อมูลเท็จ
  • การหลีกเลี่ยงตรวจ DNA: แม้จะมีเทคโนโลยีตรวจสอบที่ทันสมัย แต่ขบวนการนี้เลือกใช้พยานบุคคลแทน เพื่อปิดกั้นการตรวจสอบสายโลหิต
  • การทำทีหย่าร้าง: เมื่อได้สัญชาติให้เด็กแล้ว พ่อแม่จะแสร้งทำเป็นเลิกกันเพื่อให้ทิ้งเด็กไว้กับผู้มีสัญชาติไทยเป็นการถาวร

ด้วยเหตุนี้ ทางกระทรวงมหาดไทยจึงเดินหน้าตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพื่อไม่ให้กรณี แฉพฤติการณ์ ปลัดอำเภอทองผาภูมิ กับขบวนการแจ้งเกิดทิพย์ เกิดขึ้นซ้ำอีก ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ได้ย้ำชัดว่า "ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม" ใครผิดต้องได้รับโทษอย่างสาสม โดยไม่มีละเว้น ไม่ว่าจะมีตำแหน่งใหญ่โตเพียงใดก็ตาม

การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงให้กับเจ้าหน้าที่รัฐที่คิดจะฉ้อโกงแผ่นดิน ความมั่นคงของประเทศต้องมาก่อนผลประโยชน์ส่วนตน หากท่านพบเห็นการกระทำที่ผิดปกติในลักษณะเดียวกัน สามารถแจ้งเบาะแสไปยังศูนย์ดำรงธรรมหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทันที เพื่อช่วยกันรักษาผืนแผ่นดินไทยให้ปลอดภัยจากกลุ่มทุนสีเทาและขบวนการทุจริตสัญชาติ

ที่มา – แฉพฤติการณ์ ปลัดอำเภอทองผาภูมิ กับขบวนการแจ้งเกิดทิพย์ อ้างหมอตำแย-คลอดที่พักคนงาน

ผบ.ตร. แถลงความคืบหน้าคดี น้ององุ่น ไม่พบบาดแผล-ร่องรอยต่อสู้

ผบ.ตร. แถลงความคืบหน้าคดี น้ององุ่น ไม่พบบาดแผล-ร่องรอยต่อสู้

กลายเป็นคดีที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับการเสียชีวิตอย่างเป็นปริศนาของ “น้ององุ่น” เด็กน้อยวัย 7 ขวบ ที่ถูกพบร่างไร้วิญญาณอยู่ใต้กอไผ่ในสวนยางพารา จ.กาญจนบุรี ล่าสุด พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลหลังการประชุมร่วมกับทีมสอบสวน โดยระบุว่า ผบ.ตร. แถลงความคืบหน้าคดี น้ององุ่น ไม่พบบาดแผล-ร่องรอยต่อสู้ เบื้องต้นตามร่างกาย ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกฝ่ายกำลังเร่งหาคำตอบว่าสาเหตุที่แท้จริงเกิดจากอะไรกันแน่

สรุปประเด็นการสอบสวน: ผบ.ตร. แถลงความคืบหน้าคดี น้ององุ่น ไม่พบบาดแผล-ร่องรอยต่อสู้

จากการประชุมติดตามคดี ทีมเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานและทีมแพทย์นิติเวชได้แบ่งข้อสันนิษฐานออกเป็น 3 ประเด็นหลักที่ต้องเร่งตรวจสอบให้ชัดเจน ได้แก่:

  • การพลัดหลง: เด็กอาจเดินเข้าป่าเองด้วยความซุกซนและเกิดหลงทาง
  • การถูกกระทำ: มีบุคคลอื่นพาตัวไปและมีเจตนาทำร้าย
  • สัตว์มีพิษ: มีความเป็นไปได้ว่าอาจถูกสัตว์มีพิษกัด ซึ่งในพื้นที่พบงูเห่าชุกชุม

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผลทางนิติวิทยาศาสตร์นั้นมีความยากลำบากอย่างยิ่ง เนื่องจากสภาพศพมีการเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติตามระยะเวลาที่เสียชีวิต ทำให้อวัยวะภายใน สภาพเลือด และเนื้อเยื่อเสื่อมสภาพไปมาก การจะระบุว่ามีสารพิษในร่างกายหรือได้รับพิษจากสัตว์หรือไม่นั้น จึงต้องรอดูรายงานการวิเคราะห์เชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญอีกครั้งก่อนจะสรุปผลที่แน่ชัด

ทางด้านการสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งคนในครอบครัวและบุคคลใกล้ชิด เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเรียกสอบปากคำรวมถึงเก็บข้อมูลอย่างละเอียด โดยจากการให้ปากคำของมารดาน้ององุ่นนั้น เจ้าหน้าที่ยังไม่พบพิรุธใดๆ รวมถึงการสอบสวนชาวบ้านในพื้นที่ ก็ยังอยู่ระหว่างการเปรียบเทียบคำให้การเพื่อหาความสอดคล้องของพยานหลักฐาน โดย ผบ.ตร. ได้กำชับให้ทีมงานทำงานด้วยความรอบคอบ อย่ารีบร้อนจนเกิดข้อผิดพลาด

สิ่งที่น่าสนใจคือทรัพย์สินส่วนตัวของน้ององุ่น ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์หรือรองเท้ายังอยู่ครบถ้วน ไม่มีการสูญหายไป ซึ่งอาจหักล้างประเด็นเรื่องการประสงค์ต่อทรัพย์ออกไปได้ในระดับหนึ่ง ในขณะที่คดีนี้ยังคงเป็นประเด็นที่สร้างความสะเทือนใจให้แก่คนในสังคม ทางเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถคลี่คลายปริศนาการเสียชีวิตของหนูน้อยรายนี้ได้โดยเร็ว เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้สูญเสียและสร้างความอุ่นใจให้กับคนในชุมชนต่อไป

ที่มา – ผบ.ตร. แถลงความคืบหน้าคดี “น้ององุ่น” ไม่พบบาดแผล-ร่องรอยต่อสู้

Scroll to top