การจัดการน้ํา

เปอร์โตริโกแล้งหนัก ต้องสลับตัดการจ่ายน้ำ กระทบผู้คนนับแสนราย

เปอร์โตริโกแล้งหนัก ต้องสลับตัดการจ่ายน้ำ กระทบผู้คนนับแสนราย

สถานการณ์ภัยแล้งในเปอร์โตริโกกำลังเข้าขั้นวิกฤต เมื่อรัฐบาลประกาศใช้มาตรการปันส่วนน้ำอย่างเข้มงวด ส่งผลให้เปอร์โตริโกแล้งหนัก ต้องสลับตัดการจ่ายน้ำ กระทบผู้คนนับแสนรายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยมาตรการนี้เกิดขึ้นหลังจากพื้นที่กว่า 68% ของเกาะกำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง ซึ่งถือเป็นเดือนกรกฎาคมที่แห้งแล้งที่สุดในประวัติศาสตร์ของดินแดนแห่งนี้

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเมื่อเปอร์โตริโกแล้งหนัก ต้องสลับตัดการจ่ายน้ำ กระทบผู้คนนับแสนราย

มาตรการดังกล่าวแบ่งครัวเรือนออกเป็น 2 กลุ่ม โดยต้องสลับกันตัดการจ่ายน้ำครั้งละ 48 ชั่วโมง กระทบต่อที่อยู่อาศัยกว่า 180,000 แห่ง ประชาชนต้องเผชิญกับความยากลำบากในการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการอุปโภคบริโภค หรือแม้แต่การรอคิวเพื่อรับน้ำจากรถบรรทุกของรัฐบาล ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับชาวเมืองเป็นอย่างมาก เนื่องจากในหลายพื้นที่ น้ำประปายังไม่กลับมาจ่ายตามกำหนดเวลาที่แจ้งไว้

สาเหตุหลักที่ทำให้ปัญหาบานปลายประกอบด้วยปัจจัยหลายประการ ดังนี้:

  • โครงสร้างพื้นฐานที่เสื่อมโทรม: ท่อน้ำเก่าและรั่วซึมทำให้น้ำประปาสูญหายไปกว่า 65% ก่อนถึงมือประชาชน
  • อ่างเก็บน้ำวิกฤต: ระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำหลักอย่าง Carraízo ลดต่ำลงจนถึงขีดอันตราย
  • ภัยธรรมชาติซ้ำเติม: การเกิดไฟป่ากว่า 1,000 จุด และฝุ่นจากทะเลทรายซาฮาราที่บดบังการเกิดฝน

ปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อเปอร์โตริโกแล้งหนัก ต้องสลับตัดการจ่ายน้ำ กระทบผู้คนนับแสนราย ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงรุนแรงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการขาดการบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง การแก้ปัญหาในระยะยาวจึงจำเป็นต้องมีการลงทุนครั้งใหญ่เพื่อซ่อมแซมท่อน้ำและจัดการกับปัญหาตะกอนสะสมในอ่างเก็บน้ำ มิเช่นนั้นชาวเปอร์โตริโกจะต้องตกอยู่ในวงจรวิกฤตน้ำแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ในอนาคต

ที่มา – เปอร์โตริโกแล้งหนัก ต้องสลับตัดการจ่ายน้ำ กระทบผู้คนนับแสนราย

ปิยะรัฐชย์ ลุยตาก ติดตามการบริหารจัดการน้ำ-ดันสหกรณ์ครบวงจร

ปิยะรัฐชย์ ลุยตาก ติดตามการบริหารจัดการน้ำ-ดันสหกรณ์ครบวงจร

เมื่อเร็วๆ นี้ นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงพื้นที่จังหวัดตากเพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานพัฒนาภาคการเกษตรอย่างใกล้ชิด ซึ่งนับเป็นภารกิจสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากเป็นการเน้นย้ำถึงแนวทาง ปิยะรัฐชย์ ลุยตาก ติดตามการบริหารจัดการน้ำ-ดันสหกรณ์ครบวงจร เพื่อวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านเกษตรกรรมให้แข็งแกร่ง

การบริหารจัดการน้ำหัวใจสำคัญของภาคเกษตร

จุดเริ่มต้นของการลงพื้นที่คือโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ท้อ อำเภอเมืองตาก ซึ่งรมช.เกษตรฯ ได้ติดตามการก่อสร้างระบบส่งน้ำด้วยท่อความยาวกว่า 49.9 กิโลเมตร โครงการนี้ถือเป็นหัวใจหลักในการแก้ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมขัง โดยจะสามารถส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่เกษตรกรรมได้ถึง 32,000 ไร่ ทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง การลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาจากกลุ่มผู้ใช้น้ำโดยตรงสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในนโยบาย ปิยะรัฐชย์ ลุยตาก ติดตามการบริหารจัดการน้ำ-ดันสหกรณ์ครบวงจร ที่ต้องการให้เกษตรกรมีน้ำต้นทุนที่มั่นคงและยั่งยืน

นอกเหนือจากเรื่องน้ำ การส่งเสริมระบบสหกรณ์ก็เป็นอีกหนึ่งวาระเร่งด่วน โดยรมช.เกษตรฯ ได้เดินทางไปยังสหกรณ์การเกษตรบ้านตาก จำกัด เพื่อผลักดันให้สหกรณ์พัฒนาตนเองสู่การเป็นผู้ให้บริการทางการเกษตรแบบครบวงจร (ASP) และศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ (CDC Plus) ซึ่งมีความสำคัญต่อเกษตรกรในพื้นที่ดังนี้:

  • ลดต้นทุนการผลิต: ช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงปัจจัยการผลิตในราคาที่เป็นธรรม
  • เพิ่มประสิทธิภาพการตลาด: เชื่อมโยงผลผลิตสู่ตลาดที่มีมาตรฐานและสร้างมูลค่าเพิ่ม
  • สนับสนุนสินค้า GI: ส่งเสริมการแปรรูปและยกระดับสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นจังหวัดตาก
  • สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ: ผ่านการสนับสนุนเงินทุนจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์

ในท้ายที่สุด การที่ ปิยะรัฐชย์ ลุยตาก ติดตามการบริหารจัดการน้ำ-ดันสหกรณ์ครบวงจร ในครั้งนี้ ไม่เพียงแค่เป็นการติดตามงานตามนโยบายเท่านั้น แต่ยังเป็นการลงพื้นที่เพื่อฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนในอำเภอแม่สอด เพื่อนำแนวคิดวิสาหกิจชุมชนมาปรับใช้ให้เข้ากับวิถีเกษตรกรในพื้นที่ชายแดน เพื่อให้เกิดการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น การพัฒนาที่เริ่มจากความเข้าใจในพื้นที่จริงเช่นนี้ คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จที่แท้จริงของเกษตรกรไทย

ที่มา – “ปิยะรัฐชย์” ลุยตาก ติดตามการบริหารจัดการน้ำ-ดันสหกรณ์สู่ศูนย์บริการครบวงจร

ครม.ไฟเขียวเพิ่มวงเงินโครงการคลองระบายน้ำคลองตง จ.สงขลา

เชื่อว่าพี่น้องชาวหาดใหญ่หลายท่านคงกำลังได้รับข่าวดีกันถ้วนหน้า เมื่อล่าสุดทางรัฐบาลได้มีมติสำคัญในการผลักดันให้โครงการระบายน้ำในพื้นที่ก้าวหน้าไปอีกขั้น นั่นคือการที่ ครม.ไฟเขียวเพิ่มวงเงินโครงการคลองระบายน้ำคลองตง จ.สงขลา เพื่อเร่งแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากที่มักเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝนในอำเภอหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียง

ครม.ไฟเขียวเพิ่มวงเงินโครงการคลองระบายน้ำคลองตง จ.สงขลา เพื่อคนหาดใหญ่

การปรับเพิ่มงบประมาณในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเติมเงินเข้าไปเฉยๆ แต่เป็นการจัดสรรงบประมาณที่คุ้มค่าและจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากระหว่างการก่อสร้างพบข้อจำกัดทางสภาพพื้นที่จริง ทำให้ทีมวิศวกรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องปรับแบบก่อสร้างให้มีความมั่นคงและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยงบประมาณที่เพิ่มขึ้นจาก 315 ล้าน เป็น 359.52 ล้านบาท จะถูกนำไปใช้ในส่วนของการปรับแนวคลอง การย้ายประตูระบายน้ำ และการปรับปรุงระบบระบายน้ำให้รองรับปริมาณน้ำได้ดียิ่งขึ้น

ทำไมต้องเร่งเดินหน้า ครม.ไฟเขียวเพิ่มวงเงินโครงการคลองระบายน้ำคลองตง จ.สงขลา

ปัญหาเรื่องน้ำท่วมขังในตำบลพะตงและพื้นที่อำเภอหาดใหญ่เป็นโจทย์ใหญ่ที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนมานาน การที่โครงการนี้ได้รับความเห็นชอบให้ดำเนินต่อจนถึงปี 2570 จะถือเป็นกุญแจสำคัญในการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ การปรับแผนงานแม้จะใช้เงินมากขึ้น แต่หากแลกมาด้วยความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ก็ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง นอกจากประโยชน์ด้านการระบายน้ำแล้ว ในอนาคตพื้นที่บริเวณนี้ยังมีโอกาสพัฒนาให้กลายเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจและแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำให้กับชุมชนในพื้นที่รอบคลองตงอีกด้วย

  • เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในตำบลพะตง
  • ป้องกันปัญหาอุทกภัยในช่วงฤดูฝนอย่างยั่งยืน
  • ลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับบ้านเรือนประชาชน
  • พัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียวแห่งใหม่ของชุมชน

ถือเป็นแนวทางที่น่าชื่นชมเมื่อภาครัฐให้ความสำคัญกับการปรับแผนงานให้เข้ากับสภาพพื้นที่จริงมากกว่าการเร่งงานจนละเลยความปลอดภัย เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการนี้จะดำเนินการได้รวดเร็วตามกำหนดการ เพื่อให้ชาวหาดใหญ่ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่สุขสบายไร้กังวลเรื่องน้ำท่วมอีกต่อไป คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับการปรับงบประมาณในครั้งนี้ มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้เลยครับ

ที่มา – ครม.ไฟเขียวเพิ่มวงเงินโครงการคลองระบายน้ำคลองตง จ.สงขลา เร่งแก้น้ำท่วมหาดใหญ่

สรรเพชญ สั่งขุดลอกคลอง ร.1-ร.3-อู่ตะเภา ป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่

สวัสดีครับพี่น้องชาวสงขลาและชาวหาดใหญ่ทุกท่าน ช่วงนี้หลายคนอาจจะเริ่มกังวลกับสถานการณ์น้ำในช่วงปลายปีกันแล้วใช่ไหมครับ ล่าสุดคุณสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่เพื่อจัดการปัญหาที่ต้นเหตุด้วยตัวเองแล้ว กับภารกิจสำคัญคือ สรรเพชญ สั่งขุดลอกคลอง ร.1-ร.3-อู่ตะเภา แก้ร่องน้ำตื้น ป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่ เพื่อให้มั่นใจว่าระบบระบายน้ำของเราจะพร้อมรับมือกับมรสุมได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ

สรรเพชญ สั่งขุดลอกคลอง ร.1-ร.3-อู่ตะเภา แก้ร่องน้ำตื้น ป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่

จากการลงพื้นที่สำรวจพบว่าหลายจุดในคลองสายหลักมีปัญหาตะกอนทับถมเยอะมาก จนความลึกเหลือเพียงไม่กี่สิบเซนติเมตร ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การระบายน้ำจากตัวเมืองหาดใหญ่ลงสู่ทะเลสาบสงขลาเป็นไปได้ช้า ดังนั้น สรรเพชญ สั่งขุดลอกคลอง ร.1-ร.3-อู่ตะเภา แก้ร่องน้ำตื้น ป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่ จึงถือเป็นมาตรการเร่งด่วนที่ช่วยเปิดทางน้ำให้ไหลสะดวกขึ้นครับ

รายละเอียดแผนการขุดลอกคลองและเพิ่มประสิทธิภาพทางน้ำ

กรมเจ้าท่าได้วางแผนการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การระบายน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำของสงขลาทำได้รวดเร็วขึ้น โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

  • คลอง ร.1: ดำเนินการขุดลอกระยะทาง 2,150 เมตร ปริมาณดินขุด 300,000 ลูกบาศก์เมตร
  • คลองอู่ตะเภา: ดำเนินการขุดลอกระยะทาง 1,000 เมตร ปริมาณดินขุด 300,000 ลูกบาศก์เมตร
  • คลอง ร.3: เร่งดำเนินการขุดลอกอีก 300,000 ลูกบาศก์เมตร เพื่อเชื่อมต่อโครงข่ายการระบายน้ำให้สมบูรณ์

การเดินหน้าโครงการเหล่านี้ ไม่ใช่เพียงแค่การขุดลอกทั่วไป แต่เป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน โดยคุณสรรเพชญยังได้กำชับให้มีการบูรณาการกับหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อวางแผนจัดการพื้นที่ดินงอกและสิ่งกีดขวางทางน้ำให้โปร่งใสและตรวจสอบได้ครับ

ความเห็นจากผู้เขียน: การที่ภาครัฐหันมาให้ความสำคัญกับการจัดการระบบระบายน้ำตั้งแต่ช่วงกลางปีแบบนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีมากครับ เพราะการขุดลอกคลองไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องน้ำท่วมเท่านั้น แต่ยังช่วยปรับภูมิทัศน์และยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว หากการดำเนินงานทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่เราได้เห็น ผมเชื่อว่าพี่น้องชาวหาดใหญ่คงจะอุ่นใจกับฤดูมรสุมในปีนี้มากขึ้นแน่นอนครับ

ที่มา – “สรรเพชญ” สั่งขุดลอกคลอง ร.1-ร.3-อู่ตะเภา แก้ร่องน้ำตื้น ป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่

ไทยพร้อมรับลงทุนดิจิทัลคุณภาพ คุมผลกระทบสิ่งแวดล้อม

ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เมื่อภาครัฐขานรับนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะการที่ ไทยพร้อมรับลงทุนดิจิทัลคุณภาพ คุมผลกระทบน้ำ พลังงาน และชุมชน เพื่อยกระดับประเทศสู่การเป็นศูนย์กลาง Data Centre ในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ไทยพร้อมรับลงทุนดิจิทัลคุณภาพ คุมผลกระทบน้ำ พลังงาน และชุมชน

การเติบโตของ Cloud, AI และระบบ FinTech ทำให้ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลพุ่งสูงขึ้น รัฐบาลเชื่อมั่นว่าด้วยจุดเด่นด้านทำเลที่ตั้งและโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมสนับสนุน ไทยพร้อมรับลงทุนดิจิทัลคุณภาพ คุมผลกระทบน้ำ พลังงาน และชุมชน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ได้มองแค่ตัวเลขการลงทุน แต่เน้นผลประโยชน์ที่ยั่งยืนต่อทั้งภาคธุรกิจและสังคมไทยในระยะยาว

มาตรการคัดกรองการลงทุนที่ยั่งยืน

เพื่อให้การดำเนินงานสอดคล้องกับแนวคิดความรับผิดชอบ รัฐบาลได้กำหนดหลักเกณฑ์ที่เข้มงวดสำหรับนักลงทุน โดยเน้นย้ำว่า ไทยพร้อมรับลงทุนดิจิทัลคุณภาพ คุมผลกระทบน้ำ พลังงาน และชุมชน ผ่านกระบวนการดังนี้:

  • การพิจารณาความพร้อมของพื้นที่ระบบน้ำและไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการ
  • การบังคับใช้เทคโนโลยีประหยัดพลังงานในระดับมาตรฐานสากล
  • มาตรการติดตามผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหลังเปิดดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
  • การประกันว่าทรัพยากรน้ำและไฟฟ้าจะไม่ขาดแคลนสำหรับภาคครัวเรือนและเกษตรกรรม

ความมุ่งมั่นของรัฐบาลไม่ใช่เพียงการดึงดูดเม็ดเงินจากต่างชาติ แต่คือการสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมและคุณภาพชีวิตของประชาชน การเติบโตของนิคมดิจิทัลต้องเดินหน้าไปพร้อมกับความยั่งยืนของชุมชน เพื่อให้ประเทศไทยไม่ได้เป็นแค่ที่ตั้งของเซิร์ฟเวอร์ แต่เป็นโมเดลต้นแบบของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รักษาสิ่งแวดล้อมอย่างมีมาตรฐาน

ในมุมมองของเรา นี่ถือเป็นโอกาสทองที่ไทยจะได้พิสูจน์ฝีมือในการบริหารจัดการทรัพยากรควบคู่ไปกับนวัตกรรม หากทำได้สำเร็จ ประเทศไทยจะกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าเชื่อถือที่สุดสำหรับยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับ ESG อย่างจริงจัง

ที่มา – โฆษกรัฐบาล ประกาศ “ไทย” พร้อมรับลงทุนดิจิทัลคุณภาพ คุมผลกระทบน้ำ พลังงาน และชุมชน

ปชป. โวย 6 เดือนเยียวยาน้ำท่วมอืด ทวงงบ 1,000 ล้าน

หลังจากเกิดน้ำท่วมหนักในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดสงขลา ชาวบ้านจำนวนมากยังคงรอคอยการเยียวยาจากรัฐบาลอย่างใจจดใจจ่อ ล่าสุด ปชป. โวย 6 เดือนเยียวยาน้ำท่วมอืด หลังผ่านไปครึ่งปีแล้ว แต่เงินช่วยเหลือยังไม่ถึงมือครบถ้วน ส.ส.ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้เปิดโฉมหน้าทวงถามในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการจ่ายเงิน โดยเฉพาะงบประมาณซ่อมแซมบ้านเรือนกว่า 1,000 ล้านบาท และเงินเยียวยาเกษตรกรที่ค้างจ่าย

ปชป. โวย 6 เดือนเยียวยาน้ำท่วมอืด

เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา สร้างความเสียหายรุนแรงให้กับครัวเรือนนับหมื่นรายในภาคใต้ โดยเฉพาะสงขลาที่ได้รับผลกระทบหนัก บ้านเรือนพังพินาศ สัตว์เลี้ยงจมน้ำตาย พืชผลเสียหาย แต่ที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนยิ่งกว่าคือความล่าช้าของระบบราชการในการเยียวยา ปชป. โวย 6 เดือนเยียวยาน้ำท่วมอืด เพราะแม้รัฐบาลจะอนุมัติงบประมาณซ่อมแซมบ้านเรือนจำนวน 1,098 ล้านบาท ครอบคลุม 60,000 ครัวเรือนแล้ว แต่การดำเนินการกลับเชื่องช้า ไม่มีกำหนดการโอนเงินที่ชัดเจน ชาวบ้านบางรายที่บ้านพังหนัก กลับได้รับเงินเยียวยาน้อยเกินจริง ไม่พอสำหรับการซ่อมแซม

ส.ส.ประชาธิปัตย์ย้ำถึงปัญหาหลักๆ ที่เกิดขึ้น ดังนี้

  • ข้อมูลผู้ประสบภัยตกหล่น ทำให้บางครัวเรือนไม่ได้รับสิทธิ์
  • วงเงินเยียวยาไม่สอดคล้องกับความเสียหายจริง
  • ขั้นตอนราชการยุ่งยาก ล่าช้าเกิน 6 เดือน
  • ไม่มีช่องทางร้องเรียนที่สะดวกสำหรับผู้ได้รับผลกระทบ

เพื่อแก้ไขปัญหา ส.ส.ศักดิ์สิทธิ์เรียกร้องให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดไทม์ไลน์จ่ายเงินชัดเจน และจัดตั้งช่องทางร้องเรียนสำหรับผู้ที่ข้อมูลคลาดเคลื่อนหรือได้รับเงินไม่เป็นธรรม ชาวบ้านที่รอคอยด้วยความหวัง ไม่อยากให้ความช่วยเหลือกลายเป็นภาระที่ต้องไล่ตามอีกต่อไป

ทวงงบซ่อมบ้าน 1,000 ล้าน จี้จ่ายเงินเกษตรกรด่วน

นอกจากปัญหาที่อยู่อาศัยแล้ว กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในสงขลากว่า 1,725 ราย ยังไม่ได้รับเงินเยียวยาแม้แต่บาทเดียว แม้ความเสียหายรวมจะสูงถึง 114 ล้านบาท เกษตรกรเหล่านี้สูญเสียสัตว์เศรษฐกิจไปจำนวนมาก ไม่มีทุนหมุนเวียนในการเริ่มต้นใหม่ ส.ส.ปชป. จึงจี้กรมปศุสัตว์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งกำหนดกรอบเวลาจ่ายเงินที่ชัดเจน เพื่อให้เกษตรกรสามารถฟื้นฟูอาชีพได้ทันท่วงที

ความล่าช้านี้ไม่เพียงสร้างความทุกข์ยากให้ประชาชนเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะภาคเกษตรที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของสงขลา หากรัฐบาลปล่อยให้ยืดเยื้อต่อไป ความเชื่อมั่นในระบบบรรเทาภัยอาจสั่นคลอน น้ำท่วมเป็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง การมีกลไกเยียวยาที่รวดเร็วและโปร่งใสจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนต้องลำบากซ้ำซ้อน

ในมุมมองของผู้เขียน การที่ ปชป. โวย 6 เดือนเยียวยาน้ำท่วมอืด ถือเป็นสัญญาณเตือนให้รัฐบาลปรับปรุงระบบราชการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ควรนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วย เช่น แอปพลิเคชันยื่นขอเยียวยาออนไลน์ เพื่อลดขั้นตอนและเพิ่มความโปร่งใส หากทำได้ ชาวบ้านจะได้รับความช่วยเหลืออย่างแท้จริง

คุณคิดอย่างไรกับปัญหานี้? รัฐบาลควรเร่งแก้ไขอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ แชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองและภัยพิบัติจากเรา เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – ปชป. โวย 6 เดือนเยียวยาน้ำท่วมอืด ทวงงบซ่อมบ้าน 1,000 ล้าน จี้จ่ายเงินเกษตรกรด่วน

รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ สอนมวย “ศุภจี” ขายทุเรียนลูกละ 100

กระแสวิจารณ์คอนเทนต์ขายทุเรียนลูกละ 100 บาทของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กำลังเป็นประเด็นร้อนในโซเชียลมีเดีย ชาวสวนทุเรียนทั่วประเทศต่างทัวร์ลงอย่างหนัก เพราะราคาดังกล่าวต่ำเกินจริง สร้างผลกระทบต่อราคาตลาดและกำลังใจของเกษตรกร ล่าสุด รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ สอนมวย “ศุภจี” โดยนายพศิน ปิตุเตชะ ส.ส.ระยอง ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน เรียกร้องให้รัฐบาลเลิกมุ่งทำคอนเทนต์การตลาด แต่หันมาแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างแทน เพื่อให้เกษตรกรไทยมีรายได้ที่ยั่งยืน

รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ สอนมวย “ศุภจี”

เมื่อเวลา 16.50 น. วันที่ 28 เมษายน 2567 ที่สำนักงานพรรคประชาธิปัตย์ นายพศิน ปิตุเตชะ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ตนยินดีที่ผู้บริหารระดับสูงลงพื้นที่รับฟังปัญหาผลไม้ราคาตกต่ำ ซึ่งตนเคยยื่นญัตติขอตั้งกรรมาธิการวิสามัญในสภาผู้แทนราษฎรเพื่อแก้ไขปัญหานี้ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือการสื่อสารผ่านคอนเทนต์ออนไลน์ที่ชี้นำราคาทุเรียนลูกละ 100 บาท ซึ่งขัดแย้งกับความเป็นจริงของทุเรียนภาคตะวันออกที่เป็นเกรดพรีเมียม ต้นทุนการผลิตสูงมาก ราคาตลาดจริงอยู่ที่กิโลกรัมละ 100-200 บาท การนำเสนอราคาต่ำเกินจริงทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด สร้างแรงกดดันทางจิตวิทยาต่อกลไกตลาด และส่งผลเสียต่อเกษตรกรในระยะยาว

รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ สอนมวย “ศุภจี” ย้ำว่าชาวสวนทุเรียนรักผลผลิตเหมือนลูก ต้องเฝ้าดูแลอย่างหนักหน่วงตลอดปี ลำพังค่าปุ๋ย ค่ายา และค่าแรง ก็แทบไม่คุ้มทุนแล้ว การที่รัฐมนตรีเข้าร่วมเฟรมขายในราคานั้น ยิ่งทำให้เกษตรกรรู้สึกไม่ได้รับการสนับสนุน รัฐบาลควรสื่อสารด้วยความเข้าใจหัวอกเกษตรกรจริงๆ มากกว่าการทำคอนเทนต์เพื่อภาพลักษณ์

ผลกระทบจากการขายทุเรียนลูกละ 100 บาท

ทุเรียนไทยเป็นผลไม้เศรษฐกิจหลัก โดยเฉพาะการส่งออกไปจีนและประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งต้องรักษามาตรฐานคุณภาพสูงเพื่อแข่งขันในตลาดโลก แต่คอนเทนต์ดังกล่าวทำให้เกิดความสับสน เกษตรกรหลายรายเปิดเผยว่าทุเรียนลูกใหญ่หนัก 3-5 กิโลกรัม หากขายลูกละ 100 บาท เท่ากับกิโลกรัมละ 20-30 บาท ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนการผลิตจริงหลายเท่า ปัญหานี้ไม่เพียงทำให้ราคาตก แต่ยังลดขวัญกำลังใจเกษตรกรให้เลิกปลูกหรือลดคุณภาพผลผลิต สุดท้ายผู้บริโภคไทยก็ได้รับทุเรียนด้อยคุณภาพเช่นกัน

ข้อเสนอแนะ 3 ด้านเพื่อแก้ปัญหาทุเรียนอย่างยั่งยืน

รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์เสนอแนวทางเชิงโครงสร้าง 3 ด้านหลัก เพื่อสร้างรอยยิ้มให้เกษตรกร โดยไม่ใช่แค่การโปรโมตชั่วคราว แต่เป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน ดังนี้

  • การควบคุมคุณภาพ: รัฐบาลต้องเข้มงวดมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practice) และ GMP (Good Manufacturing Practice) เพื่อให้ทุเรียนไทยรักษาตำแหน่งพรีเมียมในตลาดโลก การรับรองมาตรฐานเหล่านี้จะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าและเปิดตลาดใหม่ๆ ได้มากขึ้น
  • การจัดการทรัพยากร: เร่งบริหารจัดการน้ำชลประทานให้มีประสิทธิภาพ ลดปัญหาภัยแล้งที่กระทบการผลิต และแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้เกษตรกรมีเอกสารสิทธิ์ชัดเจน เพื่อความมั่นคงในการลงทุนระยะยาว
  • การลดต้นทุน: ควบคุมราคาปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และปัจจัยการผลิตอื่นๆ ที่เกษตรกรแบกรับหนัก สนับสนุนโครงการลดต้นทุนผ่านเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ เช่น ระบบน้ำหยดอัตโนมัติ เพื่อให้ชาวสวนมีกำไรที่แท้จริง

มุมมองต่อการสื่อสารของรัฐบาล

แม้การทำคอนเทนต์เพื่อโปรโมตสินค้าเกษตรจะเป็นเรื่องดี แต่ต้องตั้งบนพื้นฐานความจริง ไม่อย่างนั้นจะย้อนศรให้เกษตรกรเดือดร้อน รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์และรัฐบาลหันมาโฟกัสปัญหาหลักเหล่านี้ เพื่อให้อุตสาหกรรมทุเรียนไทยเติบโตอย่างมั่นคง

ในมุมมองของผู้เขียน การวิจารณ์ครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนว่ารัฐบาลต้องใกล้ชิดเกษตรกรมากขึ้น แทนที่จะใช้โซเชียลมีเดียแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สุดท้ายเกษตรกรคือหัวใจของเศรษฐกิจไทย หากพวกเขายิ้มได้ ประเทศเราก็แข็งแกร่ง คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง!

ที่มา – รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ สอนมวย “ศุภจี” อย่ามุ่งแต่ทำคอนเทนต์เน้นการตลาด ขายทุเรียนลูกละ 100

“พิทักษ์เดช” ชำแหละราคาพืชผลตกต่ำ ยื่น 6 ข้อเสนอ

ปัญหาราคาพืชผลตกต่ำกำลังเป็นวิกฤตใหญ่ที่เกษตรกรไทยต้องเผชิญหน้ามานานหลายปี โดยเฉพาะชาวสวนผลไม้ ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ที่ต้องแบกต้นทุนสูงแต่ได้ราคาขายต่ำจนแทบอยู่ไม่ได้ ล่าสุด “พิทักษ์เดช” ชำแหละปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ ยื่น 6 ข้อเสนอกู้ชีพชาวสวน ในที่ประชุมรัฐสภา เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

“พิทักษ์เดช” ชำแหละปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ ยื่น 6 ข้อเสนอกู้ชีพชาวสวน

วันที่ 22 เมษายน 2567 ณ รัฐสภา นายพิทักษ์เดช เดชเดโช ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายสนับสนุนญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ โดยชี้ให้เห็นว่าเกษตรกรไทยกำลังอ่อนแอ ไร้อำนาจต่อรอง และต้องแบกต้นทุนสูงจากปุ๋ย น้ำมัน และค่าขนส่งที่พุ่งปรี๊ด ทั้งระบบเตือนภัยธรรมชาติยังไม่ครอบคลุม ทำให้เกษตรกรเป็นฝ่ายรับความเสี่ยงฝ่ายเดียว

นายพิทักษ์เดช เน้นย้ำว่ารัฐบาลไม่ควรมองข้ามปัญหาปากท้องของเกษตรกร หากไม่ตั้งกมธ.วิสามัญ ก็ขอให้คณะรัฐมนตรีนำข้อเสนอไปปฏิบัติจริง อย่าให้ปัญหา “เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา” จนสายเกินแก้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

ปัญหาหลักที่เกษตรกรเผชิญจากราคาพืชผลตกต่ำ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน นายพิทักษ์เดช ได้ยกตัวอย่างปัญหาเฉพาะหน้าในแต่ละภูมิประเทศที่ทำให้ราคาพืชผลตกต่ำรุนแรง ดังนี้

  • สวนผลไม้: ขาดระบบเตือนภัยโรคพืชและหน้าต่างเวลาเก็บเกี่ยว ส่งผลให้ผลผลิตออกสู่ตลาดกระจุกตัว ราคาจึงล่มสลาย ชาวสวนขาดรายได้ทันที
  • สวนยางและปาล์ม: เกษตรกรขาดข้อมูลเปรียบเทียบต้นทุน การจัดการดินและน้ำแบบบูรณาการ ทำให้ผลิตภาพต่ำ ต้นทุนสูง ราคาขายไม่คุ้ม
  • ระบบคัดแยกผลผลิต: รัฐควรสนับสนุนศูนย์รวบรวมและแพ็กกิ้งผ่านสหกรณ์ แทนให้ชาวบ้านทำเองซึ่งมีต้นทุนสูงและคุณภาพไม่สม่ำเสมอ
  • พื้นที่น้ำท่วม: ขาดกองทุนฟื้นฟูและแผนพืชทางเลือกชัดเจนหลังน้ำลด ชาวนาต้องเริ่มต้นใหม่จากศูนย์
  • ประมงชายฝั่ง: ช่วงมรสุมต้องหยุดจับปลา ขาดรายได้ รัฐควรมีกองทุนช่วยเหลือหรืออาชีพเสริมเพื่อประคองครอบครัว

ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สะสมมานาน หากไม่แก้ไข เกษตรกรจะยิ่งลำบาก เศรษฐกิจชนบทจะพังทลาย ส่งผลต่อความมั่นคงอาหารของชาติ

6 ข้อเสนอแนะกู้ชีพชาวสวนจาก “พิทักษ์เดช”

เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างภาคเกษตรให้เข้มแข็ง นายพิทักษ์เดช เสนอ 6 มาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องดำเนินการทันที

  1. ตั้งศูนย์เกษตรแม่นยำระดับอำเภอ: เป็นจุดบริการข้อมูลฝน น้ำ ราคาตลาด และโรคพืชแบบเข้าใจง่าย ช่วยเกษตรกรตัดสินใจได้ถูกต้อง ลดความเสี่ยง
  2. สหกรณ์จัดการ Traceability: ใช้กลุ่มเกษตรกรดูแลระบบตรวจสอบย้อนกลับ แทนให้รายบุคคลทำ เพิ่มมูลค่าผลผลิตและอำนาจต่อรอง
  3. ทำสัญญามาตรฐาน (Model Contract): สร้างพันธสัญญาเป็นกลางระหว่างรัฐ เอกชน และเกษตรกร ลดข้อพิพาทเรื่องราคาและคุณภาพ
  4. แพ็กเกจแก้หนี้ควบสินเชื่อ: ไม่ใช่แค่กู้ใหม่ แต่ต้องสะสางหนี้เก่าที่ค้างชำระมานาน ช่วยให้ชาวสวนมีเงินทุนหมุนเวียน
  5. กำหนด KPI รายจังหวัด: วัดผลจากลดต้นทุน เพิ่มรายได้สุทธิ และลดการเผาในพื้นที่ สร้างการแข่งขันเชิงบวก
  6. ความมั่นคงในที่ดิน: เร่งแก้เขตทับซ้อน เชื่อมฐานข้อมูลปฏิรูปที่ดินทุกหน่วยงาน ให้เกษตรกรมีที่ทำกินถาวร

ข้อเสนอเหล่านี้หากนำไปปฏิบัติจริง จะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคง ลดปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ และยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลก

ปิดท้ายด้วยคำพูดสุดซึ้ง “ผมไม่ได้จบด้านการเกษตร ผมจบด้านการค้าการตลาดมา แต่ผมจบมาจากปาก จากมือของพี่น้องเกษตรกรที่ทุกข์ยาก ไร้อำนาจต่อรอง และจนลงทุกวัน” นายพิทักษ์เดช เรียกร้องให้รัฐบาลมีจริงใจเหลียวแลเกษตรกรตอนยังมีกำลังผลิต อย่ารอให้พังแล้วค่อยแก้

ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องเกษตร แต่เป็นรากฐานเศรษฐกิจไทย หากรัฐบาลนำ “พิทักษ์เดช” ชำแหละปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ ยื่น 6 ข้อเสนอกู้ชีพชาวสวน ไปปฏิบัติ ชาวสวนทั่วประเทศจะมีอนาคตที่สดใสขึ้น คุณคิดอย่างไรกับข้อเสนอเหล่านี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนเกษตรกรรับรู้ เพื่อกดดันให้รัฐบาลลงมือทำจริง!

ที่มา – “พิทักษ์เดช” ชำแหละปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ ยื่น 6 ข้อเสนอกู้ชีพชาวสวน

เสวนา ฟ้าใหม่ Forum: บริหารจัดการ กทม. สู่เมืองปรับตัวได้

สวัสดีครับทุกท่าน ในยุคที่สภาพอากาศแปรปรวน น้ำท่วมกรุงเทพฯ กลายเป็นปัญหาครอนิกที่ชาวกรุงต้องเผชิญทุกปี เสวนา “ฟ้าใหม่ Forum” ล่าสุดที่จัดโดยพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2567 ได้นำเสนอแนวคิดสำคัญในการบริหารจัดการ กทม. จากเมืองระบายน้ำ ไปสู่เมืองที่ปรับตัวได้ โดยมีนักวิชาการชั้นนำจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาร่วมแบ่งปันมุมมอง

เวทีนี้มีชื่อว่า “ฟ้าใหม่ Forum…เวทีเสวนาทุกปัญหา กทม. ทำไม่ได้ หรือไม่ได้ทำ?” โดยหยิบยกปัญหาน้ำท่วมเป็นหัวข้อแรก ผู้ดำเนินรายการคือ นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ วิทยากรเด่นคือ รศ.ดร.กอบเกียรติ ผ่องพุฒิ สถาปนิกระบบธรรมาภิบาลทรัพยากรน้ำไทย และ ผศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า นักวิชาการด้านบริหารจัดการน้ำ ทั้งคู่จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์

บริหารจัดการ กทม. จากเมืองระบายน้ำ ไปสู่เมืองที่ปรับตัวได้

รศ.ดร.กอบเกียรติ เปิดประเด็นด้วยบริบทภัยจาก climate change ที่ทำให้ฝนตกแบบ unpredictable น้ำไหลแบบ unsteady flow ไม่ใช่ steady flow แบบเดิมๆ อีกต่อไป พื้นที่รับน้ำธรรมชาติลดลง ส่งผลให้เกิด water banking หรือน้ำขาดแคลนสลับท่วม นักวิชาการย้ำว่าการสร้างโครงสร้างอย่างเดียวไม่พอ ต้องใช้ systemic governance เชื่อมโยงข้อมูล การตีสินใจ และปฏิบัติการทั้งระบบ

บทเรียนจากต่างชาติ เช่น เนเธอร์แลนด์กับ Room for the River จีนกับ Sponge City ออสเตรเลียกับ Water Sensitive Design แสดงให้เห็นว่าการจัดการน้ำต้องมองเป็นระบบ ไม่ใช่โครงการเดี่ยว สำหรับกรุงเทพฯ ที่เป็นจุดบรรจบน้ำเหนือ ฝน local และน้ำทะเลหนุน ต้องบริหารจังหวะน้ำอย่างแม่นยำ

แนวคิดบริหารจัดการ กทม. จากเมืองระบายน้ำ ไปสู่เมืองที่ปรับตัวได้

รศ.ดร.กอบเกียรติ เสนอให้ทบทวนแผนแม่บทลุ่มน้ำเจ้าพระยา ชะลอโครงการใหญ่หลายแสนล้าน เช่น คลองบางบาล-บางไทร เพื่อซักซ้อมการจัดการหลาย scenario ก่อน แนวคิดหลักคือเปลี่ยนกรุงเทพฯ สู่ Adaptive City เพิ่มพื้นที่สีเขียว พื้นที่รับน้ำ ใช้ nature-based solutions แบ่ง กทม. ออกเป็น 6 โซนตามความเสี่ยงและหน้าที่

  • โซน 1: ฝั่งตะวันออก (มีนบุรี, คลองสามวา, ลาดกระบัง) เน้นเก็บกักและกระจายน้ำ (retention & distribution)
  • โซน 2: ฝั่งตะวันตก (ทวีวัฒนา, บางแค, ภาษีเจริญ) เน้นซึมซับน้ำ (percolation)
  • โซน 3: ตอนเหนือ (คลองเปรมประชากร, รังสิต) จัดการคอขวดระบายน้ำ
  • โซนอื่นๆ ตามความเหมาะสม เช่น พื้นที่ปกป้องและกระจาย

กรุงเทพฯ มีศักยภาพเป็นต้นแบบเมืองปรับตัวได้สำหรับเขตมรสุมโลก หากเลิกสูตรระบายน้ำทิ้ง เปลี่ยนสู่กักเก็บและอยู่ร่วมกับน้ำ

ด้าน ผศ.ดร.สิตางศุ์ ชี้ปัญหาโครงสร้าง เช่น ผังเมืองใหม่เพิ่มความหนาแน่นตาม MRT น้ำเสียจากประชากร 1 คน/วัน 200-250 ลิตร (80% เป็นเสีย) และระบบท่อ combined sewer ที่ท่อเก่า อุดตันง่าย ฝนตก 30 มม. ก็ท่วม แนะแยกท่อน้ำฝน-น้ำเสีย

สรุปแล้ว การบริหารจัดการ กทม. จากเมืองระบายน้ำ ไปสู่เมืองที่ปรับตัวได้ ต้องทำเร่งด่วน ใช้เทคโนโลยี ธรรมชาติ และธรรมาภิบาลร่วมกัน ชาวกรุงจะได้อยู่อย่างสบายใจ ไม่ต้องกลัวน้ำท่วมอีกต่อไป

แนวคิดนี้เจ๋งมาก หาก กทม. นำไปปฏิบัติจริง ปัญหาน้ำท่วมจะลดลงแน่นอน คุณล่ะคิดยังไง? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามเสวนาครั้งหน้าครับ!

ที่มา – เสวนา “ฟ้าใหม่ Forum” นักวิชาการแนะบริหารจัดการ กทม. จาก“เมืองระบายน้ำ” ไปสู่ “เมืองที่ปรับตัวได้”

Scroll to top