การจ้างงาน

ทักษิณแนะไทยเร่งปรับตัวรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่

ทักษิณแนะไทยเร่งปรับตัวรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ เมื่อคุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้มุมมองที่น่าคิดเกี่ยวกับอนาคตของประเทศไทย โดยเน้นย้ำว่าเรากำลังเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนกว่าในอดีตมาก การที่ ทักษิณแนะไทยเร่งปรับตัวรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ในครั้งนี้ ไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องทหารหรือความมั่นคงชายแดนแบบเดิมๆ แต่ครอบคลุมไปถึงมิติเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

รับมือภัยคุกคามในโลกที่เปลี่ยนแปลง

โลกยุคใหม่เต็มไปด้วยภัยคุกคามที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอาชญากรรมไซเบอร์ที่จ้องเล่นงานโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ระบบพลังงานที่ยังคงติดกับดักการผูกขาด หรือการมาถึงของ AI ที่จะเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างตลาดแรงงานไปอย่างสิ้นเชิง ทักษิณแนะไทยเร่งปรับตัวรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพและลดความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นการนำโดรนมาใช้ในงานด้านความมั่นคง หรือการปรับระบบราชการให้กะทัดรัดและฉับไวขึ้นด้วยการนำ AI มาใช้แทนที่งานซ้ำซาก

  • เศรษฐกิจดิจิทัล: การสร้างทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก
  • ความมั่นคงทางไซเบอร์: การปกป้องระบบไฟฟ้า ประปา และระบบสื่อสารหลัก
  • พลังงานสะอาดและเสรี: การปรับโครงสร้างให้ไฟฟ้ามีราคาถูกลงเพื่อดึงดูดการลงทุน
  • สังคมผู้สูงวัย: การวางแผนรองรับระบบบำนาญและที่อยู่อาศัยในอนาคต

หัวใจสำคัญคือความเชื่อมั่นและนิติธรรม

นอกจากเรื่องเทคโนโลยีแล้ว สิ่งที่คุณทักษิณเน้นย้ำว่าเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการฟื้นฟูประเทศคือเรื่องของ “Rule of Law” หรือหลักนิติธรรม หากประเทศไทยต้องการเดินหน้าในระบบเศรษฐกิจทุนนิยม เราจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนให้ได้ การมีกฎหมายที่ล้นเกินและระบบราชการที่อุ้ยอ้ายถือเป็นอุปสรรคใหญ่ การจะก้าวไปข้างหน้าได้ เราต้องกล้าที่จะรื้อโครงสร้างเพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้กับคนรุ่นใหม่ที่เป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ด้วย

ในมุมมองของผู้เขียน การปรับตัวในโลกยุคนี้ไม่ได้เป็นทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นทางรอดที่ประเทศต้องทำ การที่ ทักษิณแนะไทยเร่งปรับตัวรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เป็นเสมือนสัญญาณเตือนให้ทุกภาคส่วนต้องขยับตัวและหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างมาตรฐานความน่าเชื่อถือให้กับประเทศ เพื่อให้ไทยสามารถแข่งขันและยืนหยัดในเวทีโลกได้อย่างสง่างามในอนาคต

ที่มา – “ทักษิณ” แนะไทยเร่งปรับตัวรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เตือนต้องสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมาให้ได้

ปชป. จี้รัฐสแกนเข้ม ทุนต่างชาติ-แรงงานข้ามชาติ

ในยุคที่การท่องเที่ยวและการค้าของไทยกำลังฟื้นตัว ปัญหาเรื่อง ปชป. จี้รัฐสแกนเข้ม “ทุนต่างชาติ-แรงงานข้ามชาติ” วงจรแย่งงานคนไทย-กดค่าจ้าง กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เพราะส่งผลกระทบโดยตรงต่ออาชีพและปากท้องของพี่น้องประชาชนชาวไทยในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่เริ่มมีธุรกิจของชาวต่างชาติเข้ามาผูกขาดจนน่ากังวล

ปชป. จี้รัฐสแกนเข้ม “ทุนต่างชาติ-แรงงานข้ามชาติ” วงจรแย่งงานคนไทย-กดค่าจ้าง

นางสาววีร์ ศรีวราธนบูลย์ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเปิดเผยถึงความกังวลใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ปัจจุบันเราเริ่มเห็นภาพชัดเจนในธุรกิจร้านอาหารและโรงแรมที่พนักงานไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ เนื่องจากถูกแทนที่ด้วยแรงงานข้ามชาติและผู้บริหารต่างชาติ ซึ่งแน่นอนว่าคำถามที่ตามมาคือ คนไทยกำลังสูญเสียโอกาสในอาชีพของตนเองหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการกดค่าจ้างที่แรงงานข้ามชาติมักมีอำนาจต่อรองต่ำกว่า ทำให้ผู้ประกอบการบางกลุ่มฉวยโอกาสนี้ในการลดต้นทุน ซึ่งเป็นการกระทำที่เอาเปรียบแรงงานไทยและผิดกฎหมาย

มาตรการที่รัฐต้องเร่งดำเนินการจัดการปัญหา ทุนต่างชาติ-แรงงานข้ามชาติ

เพื่อให้เกิดความยั่งยืนและการอยู่รอดของธุรกิจไทย ทางพรรคประชาธิปัตย์ได้นำเสนอข้อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งตรวจสอบอย่างจริงจังใน 3 ประเด็นหลัก ดังนี้:

  • ตรวจสอบที่มาของเงินทุน: ต้องมั่นใจว่าธุรกิจที่เข้ามาประกอบกิจการใช้ทุนใสสะอาด ไม่ใช่การฟอกเงินหรือใช้คนไทยเป็นนอมินีบังหน้า
  • คุ้มครองธุรกิจท้องถิ่น: รัฐต้องสร้างกลไกสนับสนุนให้ผู้ประกอบการรายย่อยของไทยสามารถแข่งขันและเติบโตเคียงคู่ไปกับเศรษฐกิจได้ ไม่ถูกทุนใหญ่จากต่างชาติเข้ามายึดตลาด
  • ปกป้องอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม: การส่งเสริมการท่องเที่ยวต้องไม่แลกมาด้วยการสูญเสียวิถีชีวิตหรือความเป็นไทย เพราะวัฒนธรรมคือจุดแข็งสำคัญที่เราไม่ควรทิ้ง

ท้ายที่สุดแล้ว การเปิดรับการลงทุนจากต่างชาตินั้นเป็นเรื่องที่ดีสำหรับเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลต้องมีมาตรการควบคุมที่เข้มงวดและเป็นธรรม เพื่อไม่ให้เกิดภาวะที่คนไทยต้องกลายเป็นคนแปลกหน้าในบ้านตัวเอง เราเชื่อว่าหากมีการกำกับดูแลที่ดี การเติบโตทางเศรษฐกิจจะสามารถควบคู่ไปกับการรักษาอาชีพและสวัสดิภาพของคนไทยได้อย่างสมดุล

ที่มา – ปชป. จี้รัฐสแกนเข้ม “ทุนต่างชาติ-แรงงานข้ามชาติ” วงจรแย่งงานคนไทย-กดค่าจ้าง

รัฐบาลเร่งแก้ปมบัณฑิตจบใหม่ตกงาน ผนึก 35 บิ๊กเอกชน

เชื่อว่าน้องๆ บัณฑิตจบใหม่หลายคนกำลังเผชิญกับความกังวลใจเรื่องการหางานทำในยุคปัจจุบัน ซึ่งล่าสุดมีข่าวดีที่น่าสนใจมาก เมื่อรัฐบาลเร่งแก้ปมบัณฑิตจบใหม่ตกงาน ผนึก 35 บิ๊กเอกชนสร้างแรงงานทักษะสูง จัดคนตรงงาน เพื่อปิดช่องว่างปัญหา Skill Mismatch ที่กำลังเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศ

รัฐบาลเร่งแก้ปมบัณฑิตจบใหม่ตกงาน ผนึก 35 บิ๊กเอกชน สร้างแรงงานทักษะสูง จัดคนตรงงาน

จากการสำรวจข้อมูลบนแพลตฟอร์ม “ไทยมีงานทำ” ของกระทรวงแรงงาน พบความจริงที่น่าตกใจว่ามีตำแหน่งงานว่างสะสมสูงถึง 3.1 แสนอัตรา แต่กลับมีบัณฑิตจบใหม่กว่า 2.5 หมื่นคนยังคงว่างงานอยู่ นั่นเป็นเพราะทักษะที่มีอยู่ยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกยุคใหม่ ดังนั้นการที่ภาครัฐจับมือกับ 35 บริษัทชั้นนำจึงเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนผ่านจากนักศึกษาไปสู่คนทำงานมืออาชีพที่บริษัทต่างมองหา

แนวทางสร้างโอกาสให้บัณฑิตผ่านโครงการความร่วมมือ

โปรเจกต์นี้ไม่ได้มุ่งเน้นแค่การประกาศหางานทั่วไป แต่เน้นการสร้าง Ecosystem ของการทำงาน ดังนี้:

  • Upskilling & Reskilling: พัฒนาทักษะใหม่ให้ตรงกับความต้องการของภาคเอกชน ช่วยให้บัณฑิตเรียนรู้ได้เร็วและเริ่มงานได้ทันที
  • Data-Driven Matching: ใช้แพลตฟอร์ม “ไทยมีงานทำ” เป็นศูนย์กลางในการจับคู่งานให้แม่นยำที่สุด
  • ตอบโจทย์อุตสาหกรรมยุคใหม่: เน้นการสร้างทักษะที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมซึ่งเป็นที่ต้องการในตลาดแรงงานมูลค่าสูง

หลายคนอาจสงสัยว่าการแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้จะช่วยน้องๆ บัณฑิตจบใหม่ได้อย่างไร? คำตอบคือมันช่วยลดระยะเวลาในการปรับตัวครับ เพราะเมื่อมีความรู้ที่ตรงจุดและได้เจอกับบริษัทที่พร้อมรับเข้าทำงานโดยตรงตั้งแต่วันแรก ผลลัพธ์ที่จะตามมาคือรายได้ที่มั่นคงและโอกาสก้าวหน้าในอาชีพการงานที่เร็วกว่าเดิม

หากคุณเป็นหนึ่งในบัณฑิตที่กำลังมองหาโอกาส ไม่ว่าจะเป็นงานในสาขาที่เรียนมาหรือต้องการอัปเกรดทักษะเพื่อไปสู่งานที่ใช่ อย่าลืมเข้าไปอัปเดตประวัติในเว็บไซต์ “ไทยมีงานทำ” หรือสอบถามผ่านสายด่วน 1506 กด 2 เพื่อรับข้อมูลข่าวสารงานที่ตรงกับความสนใจครับ การมีทักษะดีที่ถูกที่ถูกเวลานั้นสำคัญกว่าแค่การมีตำแหน่งงานลอยๆ อยู่เสมอ

ที่มา – รัฐบาลเร่งแก้ปมบัณฑิตจบใหม่ตกงาน ผนึก 35 บิ๊กเอกชน สร้างแรงงานทักษะสูง จัดคนตรงงาน

สหราชอาณาจักร-ญี่ปุ่น บรรลุข้อตกลงการลงทุนมูลค่า 1.8 หมื่นล้านปอนด์

เชื่อว่าหลายคนน่าจะกำลังจับตามองความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจโลกกันอย่างใกล้ชิด โดยล่าสุดมีข่าวใหญ่ที่น่าสนใจมาก เมื่อสหราชอาณาจักร-ญี่ปุ่น บรรลุข้อตกลงการลงทุนมูลค่า 1.8 หมื่นล้านปอนด์ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในยุคที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้านครับ

สหราชอาณาจักร-ญี่ปุ่น บรรลุข้อตกลงการลงทุนมูลค่า 1.8 หมื่นล้านปอนด์

การพบกันระหว่างเซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ และนางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงของญี่ปุ่น ณ กรุงลอนดอนนั้น ไม่ใช่แค่การหารือทั่วไป แต่เป็นการยืนยันถึงพันธมิตรที่แข็งแกร่ง โดยเม็ดเงินมหาศาลกว่า 1.8 หมื่นล้านปอนด์นี้จะถูกนำไปใช้ในโครงการที่สำคัญต่ออนาคตเป็นอย่างมาก ซึ่งทางฝั่งอังกฤษเองก็มีความตื่นตัวและคาดหวังว่าการลงทุนครั้งนี้จะช่วยสร้างงานได้หลายหมื่นตำแหน่งให้กับประชาชนในประเทศอีกด้วย

รายละเอียดการลงทุนและทิศทางในอนาคต

สำหรับเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลนี้ จะถูกแบ่งออกเป็นส่วนหลักๆ ดังนี้ครับ:

  • โครงสร้างพื้นฐานและบริการทางการเงิน: บริษัทสัญชาติญี่ปุ่นเตรียมเทงบกว่า 9 พันล้านปอนด์ เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและยกระดับบริการทางการเงินในอังกฤษ
  • พลังงานลมนอกชายฝั่ง: อีก 9 พันล้านปอนด์จะถูกนำไปลงทุนในโครงการพลังงานสะอาด ซึ่งถือเป็นเทรนด์โลกที่ทั้งสองประเทศให้ความสำคัญ
  • ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนิวเคลียร์: โรลส์-รอยซ์ จับมือกับญี่ปุ่นพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์รุ่นใหม่ รวมถึงการพัฒนาเครื่องบินรบแห่งอนาคตร่วมกับอิตาลีด้วย

แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญจะแสดงความกังวลว่า สงครามในพื้นที่ตะวันออกกลางอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเงินเฟ้อของอังกฤษได้ แต่สำหรับข้อตกลงสหราชอาณาจักร-ญี่ปุ่น บรรลุข้อตกลงการลงทุนมูลค่า 1.8 หมื่นล้านปอนด์ในครั้งนี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความเชื่อมั่นของกลุ่มทุนญี่ปุ่นที่มีต่อเสถียรภาพระยะยาวของสหราชอาณาจักรครับ

ในมุมมองของผม นี่คือโอกาสทองที่น่าติดตามครับ เพราะนอกจากจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาวแล้ว ยังเป็นการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีขั้นสูงระหว่างสองชาติที่มีศักยภาพแตกต่างกันแต่เกื้อกูลกันได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์แวร์ของฝั่งอังกฤษ หรือความสามารถด้านการผลิตของญี่ปุ่น หากโครงการเหล่านี้เดินหน้าได้ตามแผน เราอาจเห็นภาพเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

คุณล่ะครับคิดว่า การจับมือกันครั้งนี้จะช่วยให้อังกฤษฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไปได้เร็วแค่ไหน? ลองคอมเมนต์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับ!

ที่มา – สหราชอาณาจักร-ญี่ปุ่น บรรลุข้อตกลงการลงทุนมูลค่า 1.8 หมื่นล้านปอนด์

CIB เตือนภัยใกล้ตัว เปิด 6 กลลวงสแกมเมอร์ยุค AI

ในยุคที่เทคโนโลยี AI ก้าวกระโดดไปไกล มิจฉาชีพเองก็ปรับตัวเก่งขึ้นจนน่ากลัวครับ ล่าสุดทาง CIB ได้จัดกิจกรรมดีๆ ร่วมกับน้องๆ นิสิตนักศึกษาในโครงการ “นักข่าวสายฟ้าน้อย รุ่นที่ 21” เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัล โดยมีหัวข้อที่น่าสนใจอย่าง CIB เตือนภัยใกล้ตัว เปิด 6 กลลวงสแกมเมอร์ยุค AI ให้ “นักข่าวสายฟ้าน้อย รุ่นที่ 21” ฉุกคิดตรวจสอบ เพื่อให้น้องๆ ได้เตรียมรับมือกับภัยออนไลน์ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

CIB เตือนภัยใกล้ตัว เปิด 6 กลลวงสแกมเมอร์ยุค AI

พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ จาก ปอท. ได้ย้ำเตือนว่าภัยไซเบอร์ในปัจจุบันนั้นซับซ้อนมาก วันนี้เราจะมาเจาะลึก 6 กลโกงที่ทุกคนควรรู้เพื่อให้เท่าทันมิจฉาชีพยุคใหม่กันครับ

6 กลโกงที่ต้องรู้เท่าทัน

  • การซื้อขายออนไลน์: ต้องระวังการสั่งซื้อโดยตรงกับมิจฉาชีพผ่านเพจ Facebook ควรเลือกผ่านแพลตฟอร์มที่มีระบบ Escrow จะปลอดภัยกว่า
  • การแอบอ้างหน่วยงานรัฐ: มิจฉาชีพมักโทรมาสร้างสถานการณ์ให้เราตกใจ หากสงสัยให้วางสายแล้วโทรเช็กกับหน่วยงานนั้นโดยตรง
  • การหลอกสมัครงาน: งานที่รายได้ดีเกินจริงมักเป็นกับดัก อย่าโอนเงินค่ามัดจำเด็ดขาด
  • การลงทุนเกินจริง: อย่าหลงเชื่อผลตอบแทนสูงๆ ที่โอนไวในช่วงแรก เพราะนั่นคือกลลวงดึงให้เราลงทุนเพิ่ม
  • ฟิชชิงลิงก์ (Phishing): ห้ามกดลิงก์แปลกปลอมที่อ้างว่ามาจากธนาคารหรือหน่วยงานราชการ
  • การหลอกบริการต่างๆ: ตรวจสอบบริการก่อนโอนเงินทุกครั้งเพื่อความสบายใจ

หัวใจสำคัญคือการมีสติครับ ทุกครั้งที่ทำธุรกรรมออนไลน์ อยากให้ทุกคนยึดหลัก CIB เตือนภัยใกล้ตัว เปิด 6 กลลวงสแกมเมอร์ยุค AI ให้ “นักข่าวสายฟ้าน้อย รุ่นที่ 21” ฉุกคิดตรวจสอบ เป็นเข็มทิศในการเตือนใจ การตรวจสอบก่อนโอนเงินเพียงไม่กี่นาที สามารถช่วยให้คุณรอดพ้นจากการสูญเสียเงินก้อนโตได้ หากใครที่กำลังสนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการป้องกันตัวจากการถูกมิจฉาชีพหลอก สามารถติดตามข่าวสารอัปเดตจากทางตำรวจสอบสวนกลางได้ตลอดเวลาครับ มาร่วมกันเป็นเกราะป้องกันภัยไซเบอร์ไปด้วยกัน เพื่อสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนครับ

ที่มา – CIB เตือนภัยใกล้ตัว เปิด 6 กลลวงสแกมเมอร์ยุค AI ให้ “นักข่าวสายฟ้าน้อย รุ่นที่ 21” ฉุกคิดตรวจสอบ

“อนุทิน” เตรียมลุยเกาะพะงัน 13 พ.ค. สแกนนอมินี

“อนุทิน” เตรียมลุยเกาะพะงัน 13 พ.ค. สแกนนอมินี กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวชื่อดังของไทยอย่างเกาะพะงันและเกาะสมุย ที่กำลังเผชิญปัญหาการใช้คนไทยเป็นนอมินีให้ชาวต่างชาติมาครองธุรกิจ ส่งผลกระทบต่ออาชีพและรายได้ของคนไทยโดยตรง รัฐบาลภายใต้นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ยอมปล่อยผ่าน ย้ำชัดว่าจะสแกนทั่วประเทศเพื่อปกป้องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

“อนุทิน” เตรียมลุยเกาะพะงัน 13 พ.ค. สแกนนอมินี

จากข้อมูลของน.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ระบุว่านายกรัฐมนตรีอนุทินมีกำหนดการลงพื้นที่เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในวันที่ 13 พฤษภาคมนี้ เพื่อติดตามปัญหาการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติผ่านนอมินีอย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นการต่อเนื่องจากการลงพื้นที่ภูเก็ตเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา ในโอกาสนั้น นายกฯ ได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้แก้ไขปัญหาผู้มีอิทธิพล การบุกรุกพื้นที่สาธารณะ และการคุ้มครองประชาชนให้ประกอบอาชีพได้อย่างปลอดภัย

ปัญหา “อนุทิน” เตรียมลุยเกาะพะงัน 13 พ.ค. สแกนนอมินี นี้ ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ทำการสแกนข้อมูลนิติบุคคลในพื้นที่เกาะสมุยและเกาะพะงัน พบว่ามีนิติบุคคลทั้งหมด 16,811 ราย โดยมีบริษัทที่ชาวต่างชาติร่วมลงทุนถึง 11,426 ราย คิดเป็นสัดส่วน 67.97% เลยทีเดียว แบ่งเป็นเกาะพะงัน 3,213 ราย จากทั้งหมด 4,761 ราย และเกาะสมุย 8,213 ราย จากทั้งหมด 12,050 ราย สถิติเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าต้องมีการตรวจสอบเข้มข้น เพื่อหาว่ามีการใช้นอมินีหรือคนไทยถือหุ้นบังหน้าให้ต่างชาติเลี่ยงกฎหมายหรือไม่

ภัยคุกคามจากนอมินีต่อเศรษฐกิจไทย

นายกรัฐมนตรีชี้ชัดว่าปัญหานี้เป็นภัยต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูง สร้างการจ้างงานมากมาย และส่งผลต่อรายได้ของประชาชน รัฐบาลสั่งการให้ฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายปกครอง กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานอื่นๆ สแกนทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ไม่ใช่แค่ภูเก็ต สมุย หรือพะงัน หากพบการใช้ช่องว่างกฎหมายแย่งอาชีพคนไทย จะดำเนินการเด็ดขาดตามกฎหมายทันที

  • นอมินีคือการใช้ชื่อคนไทยจดทะเบียนบริษัทแทนต่างชาติ เพื่อเลี่ยงกฎหมายห้ามต่างชาติทำธุรกิจบางประเภท
  • ส่งผลให้คนไทยเสียโอกาสในการทำธุรกิจ สูญเสียรายได้และงานทำ
  • ทุนสีเทาและเครือข่ายอาชญากรรมเศรษฐกิจตักตวงผลประโยชน์จากไทย
  • รัฐบาลสนับสนุนการลงทุนต่างชาติที่ถูกต้อง โปร่งใส แต่ต่อต้านการเอารัดเอาเปรียบ

นอกจากนี้ นายกฯ ยังขอความร่วมมือจากประชาชนให้เป็นหูเป็นตา แจ้งเบาะแสต่อเจ้าหน้าที่ และอย่ายอมเป็นนอมินีให้ต่างชาติ เพราะการปกป้องอาชีพคนไทยต้องมาจากทุกภาคส่วน นโยบายนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของประเทศ

การลงพื้นที่ของ “อนุทิน” เตรียมลุยเกาะพะงัน 13 พ.ค. สแกนนอมินี จะช่วยเร่งแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร? คาดว่าน่าจะนำไปสู่การตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น การเพิกถอนทะเบียนบริษัทที่ผิดกฎหมาย และการสนับสนุนให้คนไทยเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจมากขึ้น ในระยะยาว จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวและนักลงทุนที่ถูกต้องด้วย

ในมุมมองของผู้เขียน นี่คือก้าวสำคัญที่รัฐบาลกำลังทำเพื่อคนไทยแท้ๆ หากทุกคนร่วมมือกัน ปัญหานอมินีจะลดลงอย่างแน่นอน คุณล่ะคิดเห็นอย่างไรกับมาตรการนี้? มาแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นได้รับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “อนุทิน” เตรียมลุยเกาะพะงัน 13 พ.ค.นี้ สั่งสแกนนอมินีทั่วประเทศ ชี้เป็นภัยความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

ผู้ประกอบการ รปภ. จี้รัฐทบทวนค่าล่วงเวลาใหม่ ก่อนมีผล 24 เมษายนนี้

ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังคงซบเซา ผู้ประกอบการ รปภ. จี้รัฐทบทวนค่าล่วงเวลาใหม่ ก่อนมีผล 24 เมษายนนี้ กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกฝ่ายให้ความสนใจ เพราะกฎกระทรวงแรงงานฉบับใหม่นี้กำลังจะส่งผลกระทบหนักต่อธุรกิจรักษาความปลอดภัยทั่วประเทศ

ผู้ประกอบการ รปภ. จี้รัฐทบทวนค่าล่วงเวลาใหม่ ก่อนมีผล 24 เมษายนนี้

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 พรรคกล้าธรรม โดยนายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ ส.ส.เชียงใหม่ และนายอัครา พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา ได้รับหนังสือจากนายปฏิเวศน์ อิสเรศโยธิน ตัวแทนกลุ่มผู้ประกอบการงานรักษาความปลอดภัย พวกเขาขอให้รัฐบาลทบทวนกฎกระทรวงกำหนดค่าล่วงเวลาและค่าตอบแทนการทำงานเกิน 8 ชั่วโมง ในงานเฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สิน พ.ศ. 2568 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 24 เมษายน 2569

กฎใหม่นี้กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าล่วงเวลาไม่น้อยกว่า 1.25 เท่าของค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานปกติ และ 2.5 เท่าในวันหยุด ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการปกป้องสิทธิแรงงาน แต่ผู้ประกอบการมองว่ามันมาผิดจังหวะท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจถดถอยจากสงคราม โลกร้อน และราคาน้ำมันพุ่งสูง

ผลกระทบต่อธุรกิจรักษาความปลอดภัย

ธุรกิจ รปภ. มีลักษณะพิเศษต้องให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ต่างจากงานทั่วไปที่ล่วงเวลาเฉพาะบางครั้ง หากบังคับใช้กฎนี้ ต้นทุนจะพุ่งสูง ผู้ว่าจ้างเอกชนและหน่วยงานรัฐอาจไม่สามารถจ่ายค่าบริการที่แพงขึ้นได้ ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระเอง อาจนำไปสู่การปิดกิจการ ลูกน้องตกงานนับหมื่นคน

  • ต้นทุนดำเนินงานเพิ่มขึ้นอย่างมาก
  • ผู้ว่าจ้างยกเลิกสัญญา หันไปจ้างบุคคลโดยตรง
  • แรงงานขาดแคลนเพราะรายได้ลดหากจำกัด 8 ชม./วัน
  • ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยเพิ่มเพราะมาตรฐานต่ำ

นายปฏิเวศน์ เน้นย้ำว่า แม้เจตนาของกฎหมายดีเพื่อความเป็นธรรม แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันอาจย้อนแผลง ทำให้ว่างงานเพิ่มและภาครัฐต้องแบกรับภาระสวัสดิการมากขึ้น พวกเขาขอให้เลื่อนบังคับใช้หรือมีมาตรการเยียวยา เช่น 补贴ต้นทุนหรือปรับอัตราจ้างพิเศษสำหรับธุรกิจนี้

ด้านพรรคกล้าธรรม สัญญาจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หาทางออกที่เป็นธรรมทั้งนายจ้างและลูกจ้าง นี่คือตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่ากฎหมายต้องคำนึงถึงบริบทเศรษฐกิจ ไม่ใช่บังคับใช้แบบเหวี่ยงแห

จากมุมมองผู้เขียน ค่าล่วงเวลาใหม่นี้ควรมีข้อยกเว้นสำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานสูงและบริการต่อเนื่องอย่าง รปภ. เพื่อไม่ให้กลายเป็นดาบสองคม รัฐควรเปิดเวทีรับฟังความเห็นเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจ

คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้รัฐทบทวน!

ที่มา – ผู้ประกอบการ รปภ. จี้รัฐทบทวนค่าล่วงเวลาใหม่ ก่อนมีผล 24 เมษายนนี้

ทรัมป์สั่งขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B เป็น 100,000 ดอลลาร์

โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งขึ้นค่าธรรมเนียมผู้สมัครวีซ่า H-1B สำหรับแรงงานทักษะสูงเป็น 100,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี บีบบริษัทต่างๆ ใช้คนอเมริกันแทน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 20 ก.ย. 2568 ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร เพิ่มการเก็บค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับผู้สมัครเข้าร่วมโครงการวีซ่าแรงงานผู้มีทักษะสูง หรือ “H-1B” เป็นเงินปีละ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ คำสั่งนี้มีชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า ทรัมป์สั่งขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B เป็น 100,000 ดอลลาร์

นายทรัมป์ลงนามคำสั่งดังกล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยคำสั่งของเขาระบุถึงเรื่อง การใช้ประโยชน์โครงการนี้ในทางที่ผิด และจะจำกัดการเข้าประเทศ เว้นแต่จะมีการชำระเงิน

นักวิจารณ์ในสหรัฐฯ แสดงความกังวลมานานแล้วว่า วีซ่า H-1B กำลังบั่นทอนแรงงานชาวอเมริกัน ในขณะที่ผู้สนับสนุน รวมถึงมหาเศรษฐีอย่าง อีลอน มัสก์ โต้แย้งว่า วีซ่านี้ช่วยให้สหรัฐฯ สามารถดึงดูดผู้มีความสามารถระดับสูงจากทั่วโลกได้

คำสั่งของนายทรัมป์จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 21 ก.ย. 2568 เป็นต้นไป โดยนายฮาวเวิร์ด ลัตนิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ระบุว่า คำสั่งจะมีผลกับคำขอวีซ่าใหม่เท่านั้น แต่บริษัทจะต้องจ่ายเงินจำนวนเท่ากันนี้สำหรับผู้สมัครแต่ละคนเป็นเวลาหกปี

“บริษัทต้องตัดสินใจ… ว่าบุคคลนั้นมีค่าพอที่จะต้องจ่ายเงิน 100,000 ดอลลาร์ต่อปีให้กับรัฐบาลหรือไม่ หรือควรกลับบ้านและจ้างคนอเมริกันแทน” นายลัตนิกกล่าว พร้อมเสริมว่า “บริษัทใหญ่ ๆ ทุกแห่งเห็นด้วยกับเรื่องนี้”

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2547 สหรัฐฯ จำกัดการขอวีซ่า H-1B เอาไว้ที่ 85,000 รายต่อปี โดยมีค่าธรรมเนียมการบริหารต่าง ๆ รวมกันประมาณ 1,500 ดอลลาร์ ก่อนที่นายทรัมป์จะมีคำสั่งล่าสุด

ข้อมูลจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและสัญชาติสหรัฐฯ (USCIS) แสดงให้เห็นว่า จำนวนผู้สมัครวีซ่า H-1B สำหรับปีงบประมาณหน้าลดลงเหลือประมาณ 359,000 ราย ซึ่งเป็นสถิติที่ต่ำที่สุดในรอบสี่ปี

อนึ่ง ตามสถิติของรัฐบาล ผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากโครงการนี้ในปีงบประมาณที่ผ่านมาคือ Amazon ตามมาด้วยบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Tata, Microsoft, Meta, Apple และ Google

เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา บริษัท Amazon ได้แจ้งให้พนักงานที่ถือวีซ่า H-1B และอยู่ในสหรัฐฯ แล้วว่าให้อยู่ในประเทศต่อไป ส่วนใครก็ตามที่ไม่สามารถเดินทางกลับเข้าประเทศได้ก่อนที่คำสั่งจะมีผลบังคับใช้ ควรหลีกเลี่ยงการพยายามกลับเข้าสหรัฐฯ “จนกว่าจะได้รับคำแนะนำเพิ่มเติม”

ด้าน Nasscom ซึ่งเป็นสมาคมการค้าชั้นนำของอินเดีย ระบุว่า รู้สึกกังวลกับคำสั่งของนายทรัมป์ และว่าการกำหนดเส้นตายเพียงวันเดียวหลังลงนามคำสั่งทำให้เกิดความไม่แน่นอนอย่างมากสำหรับภาคธุรกิจ ผู้ประกอบอาชีพ และนักศึกษาทั่วโลก

อินเดียเป็นประเทศที่ได้รับประโยชน์จากวีซ่า H-1B มากที่สุดเมื่อปีก่อน โดยคิดเป็น 71% ของใบสมัครที่ได้รับการอนุมัติ

ทรัมป์สั่งขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าแรงงานทักษะ “H-1B” เป็น 100,000 ดอลลาร์ต่อปี

ผลกระทบจากทรัมป์สั่งขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B

การที่ทรัมป์สั่งขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B เป็น 100,000 ดอลลาร์ต่อปี นั้น ส่งผลกระทบอย่างมากต่อบริษัทเทคโนโลยีและแรงงานทักษะสูงทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทที่พึ่งพาแรงงานจากต่างประเทศในการขับเคลื่อนธุรกิจ

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น:

  • บริษัทอาจต้องพิจารณาจ้างงานคนอเมริกันมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อค่าใช้จ่ายด้านแรงงาน
  • แรงงานทักษะสูงจากต่างประเทศอาจหันไปหางานในประเทศอื่น ๆ ที่มีนโยบายวีซ่าที่เป็นมิตรมากกว่า
  • การแข่งขันในตลาดแรงงานทักษะสูงอาจลดลง เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ ไม่สามารถเข้าถึงแรงงานจากทั่วโลกได้ง่ายเหมือนเดิม

นอกจากนี้ การที่ทรัมป์สั่งขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B เป็น 100,000 ดอลลาร์ต่อปี อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในระยะยาว เนื่องจากบริษัทเทคโนโลยีอาจต้องย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่น ๆ ที่มีต้นทุนแรงงานที่ต่ำกว่า

การตัดสินใจของทรัมป์ครั้งนี้ สร้างความกังวลให้กับหลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและแรงงานข้ามชาติ สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ จะเป็นตัวชี้วัดว่านโยบายนี้จะส่งผลดีหรือร้ายต่อเศรษฐกิจและสังคมของสหรัฐอเมริกา

ที่มา – ทรัมป์สั่งขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าแรงงานทักษะ “H-1B” เป็น 100,000 ดอลลาร์ต่อปี

Scroll to top