การดําเนินการตามกฎหมาย

ค้นบริษัทรับยื่นวีซ่าปลอมเอกสาร เสียหายกว่า 16 ล้าน

เชื่อว่าหลายคนที่มีแผนจะเดินทางไปต่างประเทศคงเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับการจ้างบริษัททำวีซ่ากันมาบ้างใช่ไหมครับ แต่ล่าสุดต้องบอกเลยว่าน่าตกใจมาก เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน บก.ตม.3 ได้บุกเข้าค้นบริษัทรับยื่นวีซ่าปลอมเอกสารแห่งหนึ่งในย่านสายไหม ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีลูกค้าตกเป็นเหยื่อกว่า 400 ราย และสร้างมูลค่าความเสียหายรวมสูงถึง 16 ล้านบาทเลยทีเดียวครับ

เจาะลึกปฏิบัติการ ค้นบริษัทรับยื่นวีซ่าปลอมเอกสาร

เหตุการณ์ครั้งนี้เริ่มต้นจากการที่สถานเอกอัครราชทูตของประเทศในยุโรปแห่งหนึ่งได้ประสานงานมายังตำรวจตรวจคนเข้าเมือง หลังจากตรวจพบความผิดปกติของเอกสารของผู้ยื่นขอวีซ่าจำนวนมาก โดยเฉพาะในส่วนของ Bank Statement หรือรายงานการเดินบัญชีที่มีพิรุธ เมื่อตำรวจเข้าค้นบริษัทรับยื่นวีซ่าปลอมเอกสาร จึงพบของกลางเป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ตรายางธนาคารปลอม และเอกสารทางการเงินที่ถูกทำขึ้นมาใหม่ทั้งหมด

พฤติการณ์แสบ: ค้นบริษัทรับยื่นวีซ่าปลอมเอกสาร พบช่องโหว่การเงิน

จากการตรวจสอบอย่างละเอียด พบว่าบริษัทดังกล่าวคิดค่าบริการสูงถึงรายละ 40,000 บาท โดยมีการปลอมแปลงเอกสารสำคัญ เช่น หนังสือรับรองเงินเดือน และรายการเดินบัญชีที่ไม่ตรงกับฐานข้อมูลจริงของธนาคาร ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่ยื่นวีซ่าหลายรายยังใช้หมายเลขบัตรเครดิตใบเดียวกันในการจ่ายค่าธรรมเนียม ซึ่งถือเป็นหลักฐานมัดตัวได้อย่างดีเยี่ยมครับ

หากคุณกำลังวางแผนเดินทางไปต่างประเทศ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเตรียมเอกสารด้วยตัวเองหรือใช้บริการจากเอเจนซี่ที่เชื่อถือได้เท่านั้น ลองมาดูวิธีป้องกันตัวเองกันครับ:

  • ตรวจสอบประวัติของบริษัทให้ชัดเจนว่ามีตัวตนจริงหรือไม่
  • ห้ามหลงเชื่อคำโฆษณาที่บอกว่าสามารถ “การันตีวีซ่าผ่าน 100%” โดยไม่ต้องมีเอกสารทางการเงินที่ถูกต้อง
  • ทำเอกสารและยื่นเรื่องด้วยตัวเอง หากเป็นไปได้ เพื่อความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล
  • หากพบข้อเสนอที่ดูง่ายเกินจริง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจเป็นการหลอกลวง

กรณีนี้ถือเป็นอุทาหรณ์สอนใจนักเดินทางได้เป็นอย่างดีครับว่า ความมักง่ายเพียงเล็กน้อยอาจกลายเป็นคดีความที่ทำให้เราติดแบล็กลิสต์การเข้าประเทศไปตลอดชีวิต ดังนั้นการซื่อสัตย์และเตรียมตัวตามขั้นตอนของสถานทูตเป็นหนทางที่ปลอดภัยที่สุดครับ

ที่มา – ค้นบริษัทรับยื่นวีซ่าปลอมเอกสาร พบมีลูกค้ากว่า 400 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 16 ล้าน

อธิบดีกรมการปกครอง ขีดเส้นสอบ “กำนัน – ผญบ.” เกาะพะงัน แจกปืนเป็นรางวัล

อธิบดีกรมการปกครอง ขีดเส้นสอบ “กำนัน – ผญบ.” เกาะพะงัน แจกปืนเป็นรางวัล

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก หลังจากมีภาพปรากฏในสื่อโซเชียลเกี่ยวกับการจัดงานฉลองครบรอบ 134 ปี “วันกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน” ในพื้นที่อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งไฮไลต์ของงานที่ทำเอาหลายคนต้องตั้งคำถาม คือการนำเอาอาวุธปืนลูกซองยาวจำนวน 5 กระบอก มาเป็นของรางวัลจับสลากภายในงาน จนเกิดคำถามถึงความเหมาะสมและมาตรการการครอบครองอาวุธปืนในระดับพื้นที่

ล่าสุด ทางด้านอธิบดีกรมการปกครอง ได้ออกมาเคลื่อนไหวทันที โดยสั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณี อธิบดีกรมการปกครอง ขีดเส้นสอบ “กำนัน – ผญบ.” เกาะพะงัน แจกปืนเป็นรางวัล อย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดบรรทัดฐานที่ผิดพลาดในการใช้ความรุนแรงหรือสิ่งเทียมอาวุธในกิจกรรมสาธารณะ

มาตรการคุมเข้มการครอบครองอาวุธปืน

นโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เน้นย้ำเรื่องการควบคุมอาวุธปืนให้มีความเข้มงวดและรัดกุมที่สุด ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการอนุญาต การซื้อขาย ไปจนถึงการจัดเก็บ ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงที่อาวุธปืนจะหลุดรอดไปสู่มือของบุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาต หรือนำไปใช้ในทางที่ผิด การที่หน่วยงานท้องถิ่นนำปืนมาจับรางวัลจึงถือเป็นการกระทำที่ย้อนแย้งกับนโยบายหลักอย่างสิ้นเชิง

กรมการปกครองได้ส่งหนังสือด่วนที่สุดไปยังจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีคำสั่งดังนี้:

  • ให้ระงับการมอบอาวุธปืนในงานดังกล่าวทันที
  • ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด
  • พิจารณาความผิดของนายอำเภอและผู้จัดงานที่นำอาวุธปืนมาเป็นของรางวัล
  • กำหนดกรอบเวลาการตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน

หากผลการตรวจสอบพบว่ามีการกระทำผิดกฎหมาย หรือฝ่าฝืนระเบียบของทางราชการ ทางกรมการปกครองยืนยันว่าจะไม่มีการละเว้น และจะดำเนินการลงโทษขั้นเด็ดขาดเพื่อให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป สำหรับกรณี อธิบดีกรมการปกครอง ขีดเส้นสอบ “กำนัน – ผญบ.” เกาะพะงัน แจกปืนเป็นรางวัล ในครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญให้กับผู้นำชุมชนทั่วประเทศว่า การจัดกิจกรรมต่างๆ ต้องคำนึงถึงบริบททางสังคมและความปลอดภัยสาธารณะเป็นที่ตั้งมากกว่าความสนุกสนานเพียงชั่วคราว

ในมุมมองของผู้เขียน การตรวจสอบเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องและสมควรทำอย่างยิ่ง เพราะอาวุธปืนไม่ใช่ของเล่นที่จะนำมาจับรางวัลกันได้ง่ายๆ หากเราปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปโดยไม่มีการจัดการ จะถือเป็นการทำลายความเชื่อมั่นต่อมาตรการควบคุมอาวุธปืนของรัฐบาลอย่างร้ายแรง หวังว่าผลการตรวจสอบใน 7 วันนี้ จะสร้างความกระจ่างให้สังคมได้เห็นถึงความโปร่งใสและศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายบ้านเมืองครับ

ที่มา – อธิบดีกรมการปกครอง ขีดเส้นสอบ “กำนัน – ผญบ.” เกาะพะงัน แจกปืนเป็นรางวัล

รัฐบาลยันไม่ได้อ้างศาลฯ เลื่อนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม

เชื่อว่าหลายคนอาจกำลังสงสัยและติติงกรณีการชะลอการเลือกตั้งผู้แทนในคณะกรรมการประกันสังคม ล่าสุดทางรัฐบาลออกมาเปิดเผยข้อมูลให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น โดยยืนยันว่า รัฐบาลยันไม่ได้อ้างศาลฯ เลื่อนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม แต่เป็นการใช้อำนาจตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันปัญหาการเลือกตั้งเป็นโมฆะและปกป้องสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนกว่า 11 ล้านคนทั่วประเทศ

เหตุผลแท้จริงที่รัฐบาลยันไม่ได้อ้างศาลฯ เลื่อนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม

หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้เลื่อนการเลือกตั้ง แต่ในความเป็นจริง ศาลเพียงแค่มีคำสั่งทุเลาการบังคับชั่วคราวเกี่ยวกับเกณฑ์การลงทะเบียนเท่านั้น ดังนั้น การตัดสินใจชะลอกระบวนการเลือกตั้ง จึงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่ต้องใช้อ้างอิงกฎหมายและระเบียบของกระทรวงแรงงาน พ.ศ. 2564 เพื่อประเมินผลกระทบอย่างรอบคอบ

ทำไมต้องรัดกุม? ป้องกันการเลือกตั้งเป็นโมฆะเพื่อผู้ประกันตน

การดำเนินการจัดการเลือกตั้งนั้นมีความซับซ้อนมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ:

  • การจัดทำบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
  • การจัดสรรงบประมาณและการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง
  • การเตรียมหน่วยเลือกตั้งและสถานที่รวบรวมคะแนน

หากหน่วยงานดึงดันเดินหน้าต่อไปโดยไม่คำนึงถึงประเด็นข้อกฎหมายที่ศาลทักท้วงไว้ อาจนำไปสู่สถานการณ์ที่ผลการเลือกตั้งถูกเพิกถอนได้ ซึ่งนั่นหมายความว่าความพยายามและงบประมาณมหาศาลจะสูญเปล่า และที่สำคัญที่สุดคือสิทธิของผู้ประกันตนจะได้รับผลกระทบโดยตรง ดังนั้น การประกาศที่ว่า รัฐบาลยันไม่ได้อ้างศาลฯ เลื่อนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม แต่ใช้วิธีการทบทวนเพื่อความสง่างามและถูกต้องตามกฎหมาย จึงเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุดในสถานการณ์นี้

ในฐานะผู้ประกันตน ผมมองว่าความชัดเจนและโปร่งใสเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ การชะลอเพื่อเตรียมความพร้อมให้ทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบอย่างไม่มีที่ติ ย่อมดีกว่าการเร่งรีบเพื่อให้ได้เลือกตั้งแต่ต้องมานั่งกังวลว่าผลจะถูกล้มในภายหลัง หวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งดำเนินการให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดภายใต้ความถูกต้องที่ตรวจสอบได้ เพื่อให้พี่น้องวัยทำงานทุกคนได้ส่งเสียงของตัวเองผ่านคะแนนเลือกตั้งอย่างเต็มภาคภูมิครับ

ที่มา – รัฐบาลยันไม่ได้อ้างศาลฯ เลื่อนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม แต่ใช้อำนาจตามระเบียบป้องกันเลือกตั้งโมฆะ

เจาะลึก “ปกรณ์” ถอนหายใจโกงสอบท้องถิ่นผู้เกี่ยวข้องเพียบ

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวร้อนแรงเกี่ยวกับวงการข้าราชการไทย เมื่อข่าว “ปกรณ์” ถอนหายใจโกงสอบท้องถิ่นผู้เกี่ยวข้องเพียบ กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก หลังจากนายปกรณ์ นิลประพันธ์ ออกมาเปิดเผยความผิดปกติในการสอบบรรจุข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่นประจำปี 2568 ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สั่นสะเทือนความเชื่อมั่นของระบบสอบคัดเลือกอย่างรุนแรง

“ปกรณ์” ถอนหายใจโกงสอบท้องถิ่นผู้เกี่ยวข้องเพียบ เผยเบื้องหลังทุจริต

เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการทุจริตทั่วไป แต่เป็นการพบจุดบกพร่องที่ซับซ้อน ตั้งแต่ขั้นตอนการกำหนดตำแหน่ง อัตราว่างที่ควรจะเป็น 8,000 ตำแหน่ง กลับพุ่งสูงถึง 10,000 ตำแหน่ง โดยไม่มีมติรองรับ ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ “ปกรณ์” ถอนหายใจโกงสอบท้องถิ่นผู้เกี่ยวข้องเพียบ จนอดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของหน่วยงานที่รับผิดชอบ

พบผู้เกี่ยวข้องกว่า 100 ราย ทั้งภาครัฐและเอกชน

จากการตรวจสอบอย่างละเอียด คณะกรรมการพบพยานหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่ามีผู้เกี่ยวข้องมากกว่า 100 ราย โดยพฤติการณ์มีความน่าสงสัยทั้งในส่วนของอำนาจหน้าที่และการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล เช่น:

  • การกำหนดเงื่อนไข TOR ที่เอื้อประโยชน์
  • สัญญาจัดจ้างที่ไม่เป็นมาตรฐานตามแบบ ก.พ.
  • กระบวนการจัดสอบที่ขาดความเป็นมืออาชีพ
  • ความผิดปกติในขั้นตอนการประกาศผลและการบรรจุแต่งตั้ง

นายปกรณ์ยังได้ระบุด้วยความหนักใจว่า ในชีวิตการทำงานไม่เคยพบเห็นเหตุการณ์ในลักษณะนี้มาก่อน ถึงขนาดที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมยังต้องแซวว่าการประชุมแต่ละครั้ง ท่านประธานแทบจะหมดลมหายใจกับการถอนหายใจ เพราะความไม่สมเหตุสมผลของข้อมูลที่ปรากฏตรงหน้า

บทสรุปของเรื่องนี้ไม่ได้จบแค่การแจ้งเตือน แต่คณะทำงานจะส่งต่อข้อมูลไปยังหน่วยงานตรวจสอบไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช., ป.ป.ท. และ ปปง. เพื่อให้ดำเนินการตามเส้นทางการเงินและคดีอาญาอย่างเด็ดขาด นี่จึงเป็นบทเรียนราคาแพงที่หน่วยงานรัฐต้องเร่งปฏิรูปเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเข้าสู่ระบบราชการด้วยความสามารถของตนเองอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – “ปกรณ์” ถอนหายใจโกงสอบท้องถิ่นผู้เกี่ยวข้องเพียบ

กทพ.เอาจริง ไล่บี้คนฝ่าด่านทางด่วน ค้างชำระเจอปรับ 10 เท่าและส่งฟ้องศาล

สวัสดีครับเพื่อนๆ ผู้ใช้รถใช้ถนน เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวหรือเห็นประกาศผ่านตากันมาบ้างว่าตอนนี้ กทพ.เอาจริง ไล่บี้คนฝ่าด่านทางด่วน ค้างชำระเจอปรับ 10 เท่าและส่งฟ้องศาล วันนี้ผมเลยอยากหยิบเรื่องนี้มาเตือนภัยกันหน่อย เพราะการปล่อยให้ค่าทางด่วนค้างชำระไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แล้วนะครับ ถ้าไม่อยากเสียเงินก้อนโตหรือมีชื่อติดประวัติคดีความ ต้องรีบอ่านบทความนี้เลยครับ

สถานการณ์ล่าสุด: กทพ.เอาจริง ไล่บี้คนฝ่าด่านทางด่วน ค้างชำระเจอปรับ 10 เท่าและส่งฟ้องศาล

การทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือ กทพ. ได้ยกระดับการจัดการกับผู้ใช้ทางพิเศษที่ไม่ยอมชำระค่าผ่านทางอย่างจริงจังครับ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีพฤติกรรมฝ่าด่านฯ และเพิกเฉยต่อหนังสือแจ้งเตือน ทาง กทพ. ระบุว่าหากปล่อยไว้นานจนกลายเป็นความผิดทางพินัย ผู้กระทำผิดจะต้องเผชิญกับโทษปรับสูงสุดถึง 10 เท่าของค่าผ่านทาง ซึ่งถือว่าเยอะมากเมื่อเทียบกับค่าผ่านทางปกติที่เราจ่ายกันอยู่ทุกวัน

ทำไมต้องรีบจัดการ? เมื่อ กทพ.เอาจริง ไล่บี้คนฝ่าด่านทางด่วน ค้างชำระเจอปรับ 10 เท่าและส่งฟ้องศาล

หลายคนอาจคิดว่าไม่จ่ายนิดหน่อยคงไม่เป็นไร แต่ความจริงแล้ว กทพ. ได้มีการส่งสำนวนให้พนักงานอัยการอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญคือมีการฟ้องศาลจนมีคำพิพากษาไปแล้วหลายสิบคดี ดังนั้นอย่าชะล่าใจไปเด็ดขาดครับ สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับกระบวนการมีดังนี้:

  • ผลกระทบทางกฎหมาย: การฝ่าด่านไม่ชำระค่าผ่านทางถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. การทางพิเศษแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 63
  • ค่าปรับพินัย: หากพ้นกำหนดชำระ จะมีการเรียกเก็บค่าปรับสูงสุด 10 เท่า
  • โทษทางอาญา: ความผิดทางพินัยถือเป็นความผิดทางอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียว

หากใครที่รู้ตัวว่าเคยเผลอฝ่าด่านหรือลืมชำระค่าผ่านทาง ผมแนะนำให้รีบไปติดต่อที่อาคารด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษทุกสายทาง หรือไปที่ศูนย์บริการ One Stop Service Center ของ กทพ. เพื่อเคลียร์ยอดค้างชำระให้เป็นปัจจุบัน ก่อนที่เรื่องจะถึงขั้นถูกส่งฟ้องศาลและทำให้ชีวิตยุ่งยากมากขึ้นครับ

สุดท้ายนี้ ฝากเตือนเพื่อนๆ ผู้ใช้รถบนทางพิเศษทุกคนนะครับว่า ก่อนขึ้นทางด่วนเช็กบัตร Easy Pass ของคุณให้ดีว่ามียอดเงินเพียงพอไหม หรือถ้าใช้ช่องทางปกติก็เตรียมเงินให้พร้อม จะได้ไม่ต้องมาปวดหัวกับปัญหาตามหลัง ทั้งเสียความรู้สึกและเสียเงินเพิ่มโดยใช่เหตุ หากใครมีข้อสงสัยหรืออยากเช็กข้อมูลการเดินทาง สามารถโทรสอบถาม EXAT Call Center 1543 ได้ตลอด 24 ชั่วโมงครับ

ที่มา – กทพ.เอาจริง ไล่บี้คนฝ่าด่านทางด่วน ค้างชำระเจอปรับ 10 เท่าและส่งฟ้องศาล

“สิริพงศ์” ถกสมาคมวิน EV รับประสาน กทม. เร่งรัดเปิดประชุมการรับลงทะเบียนผู้ขับวิน

“สิริพงศ์” ถกสมาคมวิน EV รับประสาน กทม. เร่งรัดเปิดประชุมการรับลงทะเบียนผู้ขับวิน

กลายเป็นประเด็นที่พี่น้องวินมอเตอร์ไซค์ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เมื่อนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาเคลื่อนไหวล่าสุดผ่านการประชุมร่วมกับสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า EV เพื่อหาทางออกร่วมกัน ซึ่งการที่“สิริพงศ์” ถกสมาคมวิน EV รับประสาน กทม. เร่งรัดเปิดประชุมการรับลงทะเบียนผู้ขับวิน ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะมาช่วยจัดระเบียบสังคมและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องผู้ขับขี่วินมอเตอร์ไซค์ในระยะยาวครับ

ในการหารือครั้งนี้ นายสิริพงศ์ได้ให้ความสำคัญกับการควบคุมมาตรฐานของแอปพลิเคชันต่างๆ ที่ให้บริการรถจักรยานยนต์สาธารณะ โดยย้ำว่าทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด สำหรับประเด็นที่“สิริพงศ์” ถกสมาคมวิน EV รับประสาน กทม. เร่งรัดเปิดประชุมการรับลงทะเบียนผู้ขับวิน นั้น ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของกฎระเบียบ แต่เป็นการขยายโอกาสให้ผู้ขับขี่เข้าสู่ระบบที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อความปลอดภัยของทั้งผู้ขับและผู้โดยสารนั่นเอง

มาตรการใหม่ที่เหล่าพี่น้องวินต้องรู้

นอกจากข่าวคราวที่“สิริพงศ์” ถกสมาคมวิน EV รับประสาน กทม. เร่งรัดเปิดประชุมการรับลงทะเบียนผู้ขับวิน แล้ว ทางกระทรวงคมนาคมและกรมการขนส่งทางบกยังเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ดังนี้:

  • การประสานงานให้ 50 สำนักงานเขตของ กทม. เปิดรับลงทะเบียนผู้ขับวินเพื่อจัดระเบียบใหม่
  • การกำกับดูแลแอปพลิเคชันที่นำรถผิดกฎหมายหรือรถไม่มีใบขับขี่สาธารณะมาวิ่งให้บริการ
  • การจัดทำระบบตัดแต้มบริษัทแอปพลิเคชัน ซึ่งจะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
  • การปราบปรามวินเถื่อนและปัญหาชื่อคนขับในแอปพลิเคชันไม่ตรงกับตัวจริง

มุมมองของเรา: ถือเป็นสัญญาณบวกที่ภาครัฐหันมาใส่ใจและใช้มาตรการจัดการกับแอปพลิเคชันอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเท่าเทียมและปลอดภัยในระบบขนส่งสาธารณะ สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่หน่วยงานรัฐและเอกชนต้องประสานงานกันให้เป็นเนื้อเดียวกัน เพื่อให้มาตรการต่างๆ เกิดผลในทางปฏิบัติและพี่น้องวินมอเตอร์ไซค์สามารถทำมาหากินได้อย่างสบายใจภายใต้กฎหมายครับ

ที่มา – “สิริพงศ์” ถกสมาคมวิน EV รับประสาน กทม. เร่งรัดเปิดประชุมการรับลงทะเบียนผู้ขับวิน

อนุทินย้ำสอบสวนทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ไม่มีวิ่งเต้น

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงกำลังติดตามประเด็นร้อนเรื่องการสอบบรรจุเป็นข้าราชการท้องถิ่นที่กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวด้วยตัวเอง โดยเน้นย้ำถึงนโยบายสำคัญในเรื่อง อนุทินย้ำสอบสวนทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ไม่มีวิ่งเต้น เพื่อคืนความยุติธรรมให้กับผู้ที่ตั้งใจอ่านหนังสือสอบทุกคนโดยไม่ต้องพึ่งพาเส้นสาย

อนุทินย้ำสอบสวนทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ไม่มีวิ่งเต้น ให้ทุกหน่วยงานทำงานแข่งกัน

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่กระตุกต่อมความรู้สึกของสังคมอย่างมาก นายอนุทินจึงได้สั่งการให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในหลายระดับชั้น ทั้งในส่วนของสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทย โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานภายนอกอย่าง ป.ป.ท. และตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลจะมีความรอบด้านและรัดกุมที่สุด

มาตรการเด็ดขาดเพื่อความโปร่งใส

นโยบายหลักที่ท่านนายกฯ เน้นย้ำคือ อนุทินย้ำสอบสวนทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ไม่มีวิ่งเต้น อย่างแน่นอน โดยมีแนวทางการทำงานที่น่าสนใจดังนี้:

  • การทำงานเชิงรุก: แต่ละหน่วยงานต้องเร่งสอบสวนคู่ขนานกันไปเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่รวดเร็ว
  • การกำกับดูแล: คณะกรรมการชุดใหญ่จะคอยกำกับภาพรวม เพื่อไม่ให้เกิดการซูเอี๋ยหรือช่วยเหลือกันในระดับปฏิบัติการ
  • สนับสนุนเต็มที่: รัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนแบบไร้เงื่อนไข ไม่ต้องเกรงใจหน้าอินทร์หน้าพรหม

นายอนุทินยังกล่าวเสริมว่า การตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ ไม่ใช่การทำงานแยกส่วน แต่เป็นการแข่งกันทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายคือการหาผู้ทำความผิดมาลงโทษให้เร็วที่สุด เพราะเรื่องนี้มีการพูดถึงความเสียหายในเรื่องการจ่ายสินบนและการเปลี่ยนแปลงผลคะแนน ซึ่งต้องยอมรับว่าหากปล่อยไปจะกลายเป็นกฎหมู่ที่ทำลายระบบราชการไทย

ในส่วนของกรอบระยะเวลาที่จะเห็นผลสรุปนั้น คณะกรรมการชุดใหญ่วางแผนไว้ภายใน 30 วัน ส่วนชุดย่อยจะดำเนินการตามเนื้อหาให้เร็วที่สุดเพื่อให้สังคมคลายข้อสงสัย นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนกลับคืนมา

บทเรียนในครั้งนี้สอนให้เราเห็นว่า การสอบเข้ารับราชการต้องวัดกันที่ความรู้และความสามารถจริงๆ หากใครที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับทุจริตจะต้องไม่ได้รับโอกาสในระบบราชการอีกต่อไป และในฐานะประชาชน เราควรจับตาดูบทสรุปของเรื่องนี้ต่อไป เพราะความโปร่งใสคือรากฐานสำคัญของบ้านเมืองที่ดีครับ

ที่มา – “อนุทิน” ย้ำสอบสวนทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ไม่มีวิ่งเต้น ให้แต่ละหน่วยงานทำงานแข่งกัน

ศุภมาส เอาจริง อกไก่ปั่นโปรตีนไม่ตรงฉลาก สั่ง สคบ.-อย. ตรวจสอบ

เชื่อว่าสายเฮลตี้หลายคนคงเคยหยิบผลิตภัณฑ์ อกไก่ปั่นโปรตีนไม่ตรงฉลาก มาดื่มกันบ้าง เพื่อหวังจะเสริมสร้างกล้ามเนื้อหรือควบคุมน้ำหนัก แต่ล่าสุดเรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนแรง เมื่อนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเคลื่อนไหวสั่งการให้ สคบ. และ อย. เร่งตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง หลังจากมีรายงานว่าหลายผลิตภัณฑ์โฆษณาเกินจริงและให้ปริมาณโปรตีนไม่ตรงกับที่ระบุข้างขวดครับ

เจาะลึกปมร้อน ศุภมาส เอาจริง อกไก่ปั่นโปรตีนไม่ตรงฉลาก

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นการปกป้องผู้บริโภคครั้งใหญ่ครับ เพราะนอกจากกลุ่มคนที่ออกกำลังกายแล้ว ยังมีกลุ่มผู้ป่วยที่จำเป็นต้องควบคุมอาหารตามคำแนะนำของแพทย์โดยเฉพาะ หากปริมาณโปรตีนหรือสารอาหารไม่เป็นไปตามความจริง ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพและการรักษา การที่ ศุภมาส เอาจริง อกไก่ปั่นโปรตีนไม่ตรงฉลาก จึงถือเป็นข่าวดีที่แสดงให้เห็นว่าภาครัฐไม่ปล่อยให้นำสุขภาพของประชาชนมาเป็นตัวประกันเพื่อหากำไรครับ

ตรวจสอบความจริง อกไก่ปั่นโปรตีนไม่ตรงฉลาก มีความผิดอย่างไร?

ทางด้าน สคบ. และ อย. ได้ประสานงานกันอย่างใกล้ชิดเพื่อจัดการเรื่องนี้ โดยแบ่งหน้าที่ตามกฎหมายดังนี้ครับ:

  • อย. (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา): เน้นตรวจสอบด้านคุณภาพ มาตรฐาน และข้อมูลบนฉลากตาม พ.ร.บ. อาหาร พ.ศ. 2522 หากตรวจพบว่าเป็นอาหารปลอม มีโทษหนักทั้งจำและปรับ
  • สคบ. (สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค): เน้นดูเรื่องการโฆษณาชวนเชื่อและการจัดแคมเปญโปรโมชั่นที่อาจเข้าข่ายหลอกลวงผู้บริโภคตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522

หากผู้ประกอบการถูกตรวจสอบพบว่ามีความผิดจริง จะต้องรับโทษตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นมาตรการที่สำคัญมากเพื่อให้ตลาดอาหารสุขภาพมีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือมากขึ้นครับ

วิธีสังเกตและป้องกันตนเองสำหรับผู้บริโภค:

  • ตรวจสอบเลขสารบบอาหาร (เลข อย.) ทุกครั้งก่อนซื้อ
  • พลิกอ่านฉลากโภชนาการให้ละเอียด อย่าเชื่อเพียงคำโฆษณา
  • เก็บหลักฐานการซื้อและภาพหน้าจอโฆษณาไว้ หากพบความผิดปกติ
  • แจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 หรือผ่านแอปพลิเคชัน OCPB Connect
  • แจ้งปัญหาด้านอาหารผ่านสายด่วน อย. 1556

สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากไว้ว่า ในฐานะผู้บริโภค การรักสุขภาพเป็นเรื่องที่ดี แต่เราต้องเป็นผู้บริโภคที่รู้เท่าทันด้วยครับ การที่หน่วยงานรัฐออกมาตรวจสอบ ศุภมาส เอาจริง อกไก่ปั่นโปรตีนไม่ตรงฉลาก ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ผู้ประกอบการต้องมีความซื่อสัตย์ต่อลูกค้ามากขึ้น ใครที่กำลังลดน้ำหนักหรือดูแลตัวเอง อย่าลืมตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้านก่อนจ่ายเงินซื้อนะครับ เพื่อสุขภาพที่ดีของเราเองในระยะยาว

ที่มา – “ศุภมาส” เอาจริง อกไก่ปั่นโปรตีนไม่ตรงฉลาก สั่ง สคบ. – อย. เชิญผู้ประกอบการชี้แจง

รมช.ดีอี เร่งตรวจสอบปมซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล 36 ล้านรายการ

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวที่สร้างความตื่นตระหนกไม่น้อยเกี่ยวกับกรณีที่มีการประกาศขายข้อมูลส่วนบุคคลของคนไทยกว่า 36 ล้านรายการบนโลกออนไลน์ ล่าสุดทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นำโดย นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย ได้ออกมาเคลื่อนไหวทันที เพื่อจัดการปัญหา รมช.ดีอี เร่งตรวจสอบปมซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล 36 ล้านรายการ ในครั้งนี้ให้กระจ่างที่สุดครับ

เกาะติดสถานการณ์ รมช.ดีอี เร่งตรวจสอบปมซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล 36 ล้านรายการ

ทางกระทรวงดีอีได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) ทำงานร่วมกับ สกมช. เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกว่าตัวอย่างข้อมูลที่นำมาโชว์นั้นเป็นข้อมูลที่รั่วไหลใหม่ หรือเป็นข้อมูลเก่าที่ถูกนำมารวบรวมใหม่กันแน่ ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีการยืนยันแหล่งที่มาที่ชัดเจนครับ

อันตรายจากการซื้อขายข้อมูลและโทษทางกฎหมาย

นอกจากเรื่องความปลอดภัยแล้ว สิ่งที่น่าตกใจคือคนไทยหลายคนอาจไม่ทราบว่าการมีส่วนเกี่ยวข้องในการซื้อขายข้อมูลมีความผิดรุนแรงมากครับ การ รมช.ดีอี เร่งตรวจสอบปมซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล 36 ล้านรายการ ในครั้งนี้ ทางกระทรวงได้ย้ำเตือนประชาชนว่า หากพบความผิดจะมีโทษสูงสุด:

  • ปรับสูงสุด 500,000 บาท
  • จำคุกสูงสุดถึง 5 ปี
  • หรือทั้งจำทั้งปรับ

นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะครับ เพราะการทำแบบนี้ไม่เพียงแต่ผิดกฎหมาย PDPA แต่ยังเป็นการทำลายความเป็นส่วนตัวของคนไทยทั้งประเทศด้วย

วิธีป้องกันตัวเองเบื้องต้น:

  • ระมัดระวังการรับสายจากเบอร์แปลกหน้าที่มักจะอ้างชื่อหน่วยงานรัฐ
  • ไม่กดลิงก์ที่ไม่น่าเชื่อถือผ่าน SMS หรืออีเมล
  • หมั่นตรวจสอบการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวในโซเชียลมีเดีย

ในฐานะผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต เราควรตระหนักถึงความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลให้มากขึ้นเสมอครับ การที่ภาครัฐออกมาจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจังถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่ท้ายที่สุดแล้ว ‘วินัยในการรักษาข้อมูล’ ของเราเองคือเกราะป้องกันชั้นยอดครับ อย่าลืมเตือนคนรอบข้างให้ระวังตัวกันด้วยนะครับ

ที่มา – รมช.ดีอี เร่งตรวจวสอบปมซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล 36 ล้านรายการ พบเจอโทษคุก 5 ปี

Scroll to top