การตรวจสอบข้อมูล

“สมชัย” ยื่นหลักฐานรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งรั่วไหล

ในเหตุการณ์ที่สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองไทย เมื่อ “สมชัย” ยื่นหลักฐานรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งรั่วไหล อ้างเป็นเหตุให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ได้นำหลักฐานสำคัญมาประกาศต่อสาธารณะ สร้างคำถามใหญ่ต่อความน่าเชื่อถือของระบบเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวธรรมดา แต่เป็นประเด็นที่กระทบต่อความลับของผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 53 ล้านคน

“สมชัย” ยื่นหลักฐานรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งรั่วไหล อ้างเป็นเหตุให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 9 เมษายน 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญไอทีสองท่าน ได้แก่ นายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต จากมหาวิทยาลัยศรีปทุม และนายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธุ์ CEO ของ Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี blockchain ได้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการ พวกเขาเดินทางมายื่นหลักฐานใหม่ในคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เพื่อให้ผู้ตรวจการแผ่นดินนำไปเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ ยังแจ้งให้ กกต. ตรวจสอบข้อมูลรั่วไหลที่อาจทำให้ผลการเลือกตั้งไม่เป็นความลับตามรัฐธรรมนูญ

ที่มาของหลักฐานการรั่วไหล

นายสมชัย กล่าวด้วยความตกใจว่า ข้อมูลรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 53 ล้านคน ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับตรวจสอบการลงคะแนน ได้รั่วไหลออกมา กกต. เคยยืนยันว่าข้อมูลทั้งสามส่วนหลัก ได้แก่

  • บัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้ว
  • ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง
  • บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

ถูกแยกเก็บอย่างมิดชิด ไม่มีทางรวมกันได้ แต่ตอนนี้บัญชีรายชื่อจากกรมการปกครองรั่วไหลแล้ว ทำให้การเลือกตั้งอาจไม่เป็นความลับอีกต่อไป

นายธนารัตน์ เผยว่า การรั่วไหลเกิดตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีการเจาะระบบกรมการปกครอง ข้อมูล 52.9 ล้านรายชื่อถูกนำไปขายในตลาดมืดพร้อมโค้ดเจาะระบบ ในราคาเพียง 200 บาท หลักฐานชัดเจนมาก พวกเขาจึงยื่นให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อใช้ในคดีบาร์โค้ด ข้อมูลนี้เข้าถึงยากสำหรับคนทั่วไป แต่ตอนนี้ใครๆ ก็ซื้อได้ และรั่วไหลมานานกว่า 3 สัปดาห์ ก่อนที่กรมการปกครองจะแก้ไขเมื่อ 14 กุมภาพันธ์

การเชื่อมโยงข้อมูลที่อันตราย

นายธรรม์ธีร์ ยืนยันว่าข้อมูลนี้ถูกใช้ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งจนจบ เมื่อรวมกับ QR code และบาร์โค้ดบนบัตรที่สื่อถ่ายไว้ รวมถึงกระดาษจดลำดับเลขผู้มีสิทธิที่กรรมการหน่วยเลือกตั้งแจก (เปรียบเสมือนต้นขั้ว) หากมิจฉาชีพจับคู่ข้อมูลทั้งหมด จะรู้ได้ทันทีว่าผู้ใดเลือกใคร

ตามระเบียบ กกต. กระดาษจดลำดับและเหล็กเสียบถือเป็นวัสดุทั่วไป ไม่ได้เก็บอย่างเข้มงวด จึงเสี่ยงถูกขโมยไปใช้ประโยชน์ สร้างความเสียหายให้ประชาชน 53 ล้านคน พวกเขาจึงเรียกร้องให้ กกต. ตรวจสอบว่าวัสดุเหล่านี้อยู่ครบหรือไม่

ประเด็นนี้เชื่อมโยงกับคดีบาร์โค้ดที่ยังรอศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน หากข้อมูลรวมกันจริง อาจพิสูจน์ว่าการเลือกตั้งไม่โปร่งใสและไม่เป็นความลับตามมาตรา 101 ของรัฐธรรมนูญ

การรั่วไหลครั้งนี้เปิดโปงช่องโหว่ด้าน cybersecurity ของหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะข้อมูล sensitive อย่างรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งควรปกป้องสูงสุด ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้ blockchain เพิ่มความมั่นคงในอนาคต เพื่อป้องกันการโจมตีแบบนี้

ในมุมมองของผู้เขียน การเลือกตั้งที่ไม่เป็นความลับจะทำลายความเชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตย ประชาชนควรติดตามคดีนี้ใกล้ชิด และเรียกร้องให้หน่วยงานปรับปรุงระบบโดยด่วน หากคุณเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ก็อย่าลืมตรวจสอบสิทธิตัวเองและปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลให้ดี!

ที่มา – “สมชัย” ยื่นหลักฐานรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งรั่วไหล อ้างเป็นเหตุให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ

พรรคประชาชนแจ้งสมาชิกระวังการแอบอ้างทำธุรกรรม

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามีเรื่องสำคัญที่สมาชิกพรรคประชาชนและประชาชนทั่วไปควรทราบ พรรคประชาชนแจ้งสมาชิกระวังการแอบอ้างทำธุรกรรม หลังจากพบว่ามีแฮกเกอร์พยายามบุกรุกเข้าถึงข้อมูลสมาชิกพรรค แม้ทางพรรคจะจัดการป้องกันได้ทันท่วงที แต่ก็อยากให้ทุกคนตื่นตัวกันหน่อยนะครับ ในยุคดิจิทัลแบบนี้ ข้อมูลส่วนตัวกลายเป็นสมบัติล้ำค่าที่มิจฉาชีพหมายปอง เรามาดูรายละเอียดกันเลย

พรรคประชาชนแจ้งสมาชิกระวังการแอบอ้างทำธุรกรรม หลังพบ แฮกเกอร์ พยายามเข้าถึงข้อมูลสมาชิกพรรค

ตามประกาศจากเพจทางการของพรรคประชาชนเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2567 (ปรับปีให้ถูกต้องตามบริบท) พรรคได้แจ้งเตือนสมาชิกทันทีหลังตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 ทีมไอทีของพรรคทำงานอย่างรวดเร็ว โดยดำเนินการ 3 ขั้นตอนหลักทันที:

  • ระงับช่องทางบุกรุก: ปิดช่องโหว่ไม่ให้แฮกเกอร์กลับมาอีก
  • ยกระดับความปลอดภัยระบบเครือข่ายทั้งหมด: อัปเกรดไฟร์วอลล์และระบบป้องกันให้แน่นหนาขึ้น
  • แจ้งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.): รายงานตามกฎหมาย PDPA อย่างครบถ้วน

ต่อมาเมื่อวันที่ 10 มีนาคม มีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการละเมิด พรรคจึงแจ้งสมาชิกที่ได้รับผลกระทบและอัปเดตให้ สคส. ทราบเพิ่มเติม ทุกอย่างโปร่งใสสุดๆ เลยครับ

ผลกระทบจำกัดเฉพาะขั้นตอนสมัครสมาชิก

ดีใจด้วยนะครับที่ผลกระทบไม่รุนแรง พรรคตรวจสอบแล้วพบว่าข้อมูลที่รั่วไหลมีเพียงส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสมัครสมาชิกเท่านั้น เช่น ชื่อ-สกุล, เลขบัตรประชาชน, ที่อยู่, วันเกิด, เบอร์โทร, อีเมล และภาพถ่ายเอกสารบางส่วน แต่ข้อมูลสำคัญอื่นๆ ปลอดภัยหมด เช่น รหัสผ่าน, ระบบร้องเรียน, เสนอความเห็น, และที่สำคัญคือข้อมูลการบริจาคหรือธุรกรรมการเงิน ไม่มีรั่วไหลเลยสักนิด!

พรรคกำลังตรวจสอบเชิงลึกต่อไป เพื่อประเมินความเสี่ยงทั้งระบบ และยืนยันว่าไม่มีความเสียหายชัดเจน ณ ตอนนี้

คำแนะนำจากพรรค: สมาชิกต้องเฝ้าระวังยังไง?

พรรคประชาชนแจ้งสมาชิกระวังการแอบอ้างทำธุรกรรม โดยเฉพาะ! นี่คือ tips ง่ายๆ ที่พรรคแนะนำ:

  • ระวังสายหรือข้อความจากคนแปลกหน้าที่อ้างเป็นพรรคหรือหน่วยงานรัฐ ขอข้อมูลหรือให้ทำธุรกรรม ถ้าไม่ได้เริ่มเอง อย่าเล่นด้วยเด็ดขาด
  • เช็คบัญชีธนาคารและเครดิตบูโรสม่ำเสมอ ดูว่ามีธุรกรรมแปลกๆ มั้ย
  • เปลี่ยนรหัสผ่านทุกบัญชีที่ใช้ข้อมูลคล้ายๆ กันทันที โดยเฉพาะถ้า reuse รหัสจากเอกสารสมัคร

ถ้ามีข้อสงสัย ติดต่อได้ที่สำนักงานใหญ่พรรคประชาชน 167 ชั้น 4 ซอยรามคำแหง 42 หัวหมาก บางกะปิ กรุงเทพ 10240 หรือเมล [email protected] เลยครับ

ทำไมเรื่องนี้สำคัญ? มุมมองด้านความปลอดภัยข้อมูล

ในฐานะบล็อกที่สนใจเรื่องการเมืองและเทคโนโลยี เราคิดว่าเหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกพรรคการเมืองและองค์กรไทยต้องจริงจังกับ cybersecurity มากขึ้น โดยเฉพาะภายใต้ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ที่บังคับใช้แล้ว การแฮกข้อมูลไม่ใช่แค่ปัญหาเทคนิค แต่กระทบความเชื่อมั่นและสิทธิเสรีภาพประชาชน พรรคประชาชนทำได้ดีที่แจ้งเตือนเร็วและโปร่งใส ถ้าทุกพรรคทำแบบนี้ ประชาชนเราก็อุ่นใจขึ้นเยอะ

ส่วนตัวเราแนะนำเพิ่มเติมนะครับ: ใช้ 2FA (two-factor authentication) ทุกแอป, อย่าเปิดลิงก์ подозрительный, และอัปเดตซอฟต์แวร์เสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงได้มาก ในยุคที่แฮกเกอร์เก่งขึ้นทุกวัน การป้องกันต้องมาจากตัวเราเองด้วย

สุดท้าย พรรคประชาชนขอโทษสมาชิกและยืนยันว่าจะคุ้มครองข้อมูลสูงสุดต่อไป ขอให้สมาชิกทุกท่านมั่นใจและเฝ้าระวังกันดีๆ นะครับ

CTA: ถ้าคุณเป็นสมาชิกพรรคประชาชน อย่ารอช้า! เช็คข้อมูลส่วนตัวและเปลี่ยนรหัสผ่านวันนี้เลย แล้วแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ทราบเพื่อความปลอดภัยร่วมกัน

ที่มา – พรรคประชาชนแจ้งสมาชิกระวังการแอบอ้างทำธุรกรรม หลังพบ แฮกเกอร์ พยายามเข้าถึงข้อมูลสมาชิกพรรค

ผอ.ศูนย์ข่าวสารฯ ไทย-กัมพูชา ห่วงข่าวบิดเบือน-ยั่วยุ

วันนี้เรามาคุยกันเรื่องสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่กำลังเป็นที่สนใจ โดยเฉพาะประเด็นที่ ผอ.ศูนย์ข่าวสารฯ “ไทย-กัมพูชา” ห่วง “ข่าวบิดเบือน-ยั่วยุ” ซึ่งเป็นหัวข้อสำคัญที่พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศและผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างมาก ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? เพราะข่าวปลอมหรือข่าวบิดเบือนสามารถจุดชนวนความขัดแย้งได้ง่ายมาก โดยเฉพาะในยุคโซเชียลมีเดียที่ข้อมูลแพร่กระจายเร็วราวกับไฟลามทุ่ง

ผอ.ศูนย์ข่าวสารฯ “ไทย-กัมพูชา” ห่วง “ข่าวบิดเบือน-ยั่วยุ”

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง พล.อ.อ.ประภาส ได้กล่าวถึงความห่วงใยต่อสถานการณ์ชายแดน โดยเน้นย้ำว่าห่วงเรื่องข่าวสารที่ไม่เป็นความจริงและบิดเบือน ซึ่งอาจนำไปสู่การยั่วยุให้เกิดความตึงเครียด ศูนย์ข่าวสารฯ จึงเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนนำเสนอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้ง และมุ่งเน้นการนำเสนอข้อมูลจริงที่ผ่านการ fact check อย่างละเอียด

ท่านผอ.ย้ำชัดว่าทุกข้อมูลที่ศูนย์นำเสนอ ล้วนผ่านการตรวจสอบแล้ว และไม่มีเจตนายั่วยุหรือทำให้เกิดความเข้าใจผิด เป้าหมายหลักคือเดินหน้าสู่สันติภาพ เพราะการปะทะกันไม่ได้นำความสุขมาสู่两国ใดๆ ในด้านความมั่นคง ศูนย์มีฮอตไลน์ติดต่อกับฝั่งกัมพูชาเพื่อยืนยันข้อมูล แม้บางครั้งข้อมูลอาจเล็ดลอดเนื่องจากข้อจำกัด แต่ก็ขอให้ประชาชนระมัดระวังมากขึ้น

กรณีฮุนมาเนตปูดถกเขตแดนหลังสงกรานต์

เมื่อถูกถามถึงกรณีที่พล.อ.ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ระบุว่าจะมีการเจรจาขอคืนพื้นที่หลังสงกรานต์ พล.อ.อ.ประภาส ชี้ว่าทั้งสองฝ่ายต้องยึดตามถ้อยแถลงร่วมเมื่อ 27 ธันวาคม 2568 โดยเฉพาะข้อ 2 ที่ระบุว่าใครอยู่ตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น การเจรจาจะต้องรอเวทีคณะกรรมาธิการร่วมเขตแดนไทย-กัมพูชา (JBC) ซึ่งอาจเกิดขึ้นหลังไทยมีรัฐบาลใหม่ราวเดือนเมษายน ดังนั้นไม่ว่าจะมีใครพูดอะไร ก็ต้องอยู่ในกรอบถ้อยแถลงร่วม รวมถึงข้อ 9-10 เรื่องปฏิบัติตามสนธิสัญญาออตตาวาเก็บกู้ทุ่นระเบิด การปราบสแกรมเมอร์ และข้อ 16 ที่ตั้งศูนย์ประสานงานแลกเปลี่ยนข่าวสารเพื่อป้องกันการยั่วยุ

ทำไม “ข่าวบิดเบือน-ยั่วยุ” ถึงอันตรายต่อไทย-กัมพูชา

ในยุคดิจิทัล ข่าวปลอมแพร่กระจายง่ายมาก โดยเฉพาะประเด็นชายแดนที่敏感 สามารถกระตุ้นอารมณ์ชาตินิยมได้ทันที ทำให้ประชาชนตื่นตระหนกหรือเข้าใจผิดได้ ผอ.ศูนย์ข่าวสารฯ “ไทย-กัมพูชา” ห่วง “ข่าวบิดเบือน-ยั่วยุ” จึงย้ำถึงความจำเป็นของ fact check ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการกรองข้อมูลจริงจากเท็จ นอกจากนี้ การมีฮอตไลน์ระหว่างกันยังช่วยลดช่องว่างความไม่ไว้วางใจ

  • ยึดถ้อยแถลงร่วม 2568: ข้อ 2 กำหนดสถานะปัจจุบัน
  • สนธิสัญญาออตตาวา: ร่วมเก็บกู้ระเบิด
  • ปราบสแกรมเมอร์: ลดข่าวปลอม
  • ศูนย์ประสานงาน: แลกเปลี่ยนข้อมูลทันที

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในปัจจุบันยังคงเปราะบาง แต่ด้วยความพยายามของศูนย์ข่าวสารฯ ทำให้มีโอกาสสู่สันติภาพมากขึ้น หากทุกฝ่ายช่วยกันตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ จะช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมาก

จากมุมมองของเรา สันติภาพคือทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทั้งไทยและกัมพูชา การค้าขาย ท่องเที่ยว และความสัมพันธ์ประชาชนต้องมาก่อนดราม่าชายแดน ชวนทุกท่านติดตามข่าวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และช่วยกัน fact check เพื่อสังคมที่สงบสุข

ที่มา – ผอ.ศูนย์ข่าวสารฯ “ไทย-กัมพูชา” ห่วง “ข่าวบิดเบือน-ยั่วยุ”

กองทัพบก ชี้แจงข้อเท็จจริง พลทหารหมดสติเสียชีวิต สาเหตุหัวใจวายเฉียบพลัน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องประเด็นร้อนที่หลายคนสงสัยกันมานาน นั่นคือ กองทัพบก ชี้แจงข้อเท็จจริง พลทหารหมดสติเสียชีวิต สาเหตุหัวใจวายเฉียบพลัน กรณีของพลทหารเพชรรัตน์ กำลังยิ่ง สังกัดกรมปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ค่ายพรหมโยธี จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นข่าวที่ทำให้สังคมตั้งคำถามเยอะมาก แต่กองทัพบกได้ออกมาชี้แจงอย่างละเอียดแล้วนะครับ มาดูกันว่าข้อเท็จจริงเป็นยังไงบ้าง

กองทัพบก ชี้แจงข้อเท็จจริง พลทหารหมดสติเสียชีวิต สาเหตุหัวใจวายเฉียบพลัน

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการ เกี่ยวกับกรณีพลทหารเพชรรัตน์ที่หมดสติขณะถูกจำขังในเรือนจำมณฑลทหารบกที่ 12 เพื่อนพลทหารที่อยู่ด้วยกันเป็นคนพบเหตุและรีบช่วยเหลือทันที จากนั้นหน่วยก็ส่งตัวไปโรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์ แต่สุดท้ายก็เสียชีวิต แพทย์ยืนยันสาเหตุคือภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน หรือหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ไม่มีร่องรอยการทำร้ายร่างกายเลยสักนิด

กองทัพบก ชี้แจงข้อเท็จจริง พลทหารหมดสติเสียชีวิต

ไทม์ไลน์เหตุการณ์ที่ชัดเจน

เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น มาดูไทม์ไลน์กันครับ พลทหารเพชรรัตน์ถูกจำขังเพราะความผิดวินัยฐานขาดราชการ อยู่กับเพื่อนๆ กว่า 10 วันในพื้นที่จำขัง:

  • 10 พ.ย. 2568 เวลา 18.07 น. เพื่อนๆ ยืนยันว่าพลทหารเพชรรัตน์ยังมีอาการปกติ
  • 18.18 น. อยู่ดีๆ ก็หมดสติล้มลง เพื่อนรีบช่วยเหลือ
  • หน่วยนำส่งห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์ทันที แพทย์รักษาตามขั้นตอน
  • 19.28 น. แพทย์ประกาศเสียชีวิต สาเหตุหัวใจวายเฉียบพลัน

หน่วยได้ตรวจสอบละเอียดแล้ว ไม่มีการทะเลาะวิวาทหรือทำร้ายกันในกลุ่มผู้ถูกจำขังเลยครับ

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก

ผลชันสูตรพลิกศพยืนยันชัดเจน

ผลการตรวจชันสูตรพลิกศพไม่มีร่องรอยการทำร้ายร่างกาย ไม่มีสมองช้ำหรือเลือดออกในสมอง ทางกองทัพภาคที่ 1 และหน่วยต้นสังกัดได้ประสานครอบครัวทันที ครอบครัวเข้าใจและไม่ติดใจ หน่วยยังช่วยเหลือเรื่องพิธีศพและสวัสดิการต่างๆ อย่างครบถ้วนด้วยครับ

แม้จะมีบางคนนำเรื่องนี้มาโพสต์ซ้ำ ทำให้เกิดความเข้าใจผิด แต่กองทัพบกยืนยันว่าพร้อมเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นพยานเพื่อนพลทหารที่อยู่ด้วยกันตลอด หรือเอกสารทางการแพทย์ หากครอบครัวหรือใครสงสัย สามารถติดต่อได้เลย

การชี้แจงกองทัพบก
พลทหารเพชรรัตน์ กำลังยิ่ง

ในมุมส่วนตัวนะครับ การที่กองทัพบกชี้แจงแบบโปร่งใสแบบนี้ ถือเป็นตัวอย่างที่ดีมาก ช่วยลดข่าวลือในสังคมได้ แม้การสูญเสียกำลังพลทุกคนจะเป็นเรื่องเศร้า แต่การตรวจสอบอย่างเป็นธรรมคือสิ่งสำคัญที่สุด คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้ ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตอื่นๆ จากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลจริง!

ที่มา – กองทัพบก ชี้แจงข้อเท็จจริง พลทหารหมดสติเสียชีวิต สาเหตุหัวใจวายเฉียบพลัน

กกต. ลงพื้นที่ตรวจหน่วยเลือกตั้งล่วงหน้าเขตบางกะปิ เกิน 50%

กกต. ลงพื้นที่ตรวจหน่วยเลือกตั้งล่วงหน้าเขตบางกะปิ ในวันนี้ พบว่าบรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ผู้มาใช้สิทธิล่วงหน้ามากกว่าที่คาดไว้ โดยเฉพาะที่โครงการตะวันนา 2 แขวงคลองจั่น ซึ่งเป็นจุดที่มีผู้ลงทะเบียนมากที่สุดในกรุงเทพฯ กว่า 58,000 คน เรียกได้ว่าทำให้ กกต. มั่นใจมากขึ้นในการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้

กกต. ลงพื้นที่ตรวจหน่วยเลือกตั้งล่วงหน้าเขตบางกะปิ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 1 ก.พ. 2569 นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้งประจำ กกต. ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยเลือกตั้งล่วงหน้าและนอกเขต ณ โครงการตะวันนา 2 ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการเลือกตั้งล่วงหน้าในกรุงเทพมหานคร เพราะมีผู้ลงทะเบียนสูงสุดถึง 58,683 คน จากยอดรวมกว่า 800,000 คนทั่วกรุงเทพฯ

จากการตรวจสอบพบว่าทุกอย่างจัดการได้ดีเยี่ยม แม้จำนวนผู้ลงทะเบียนจะเยอะ แต่เขตบางกะปิและ กกต.กรุงเทพฯ ได้วางแผนแบ่งโซนตามภูมิภาคอย่างชาญฉลาด ทำให้ไม่มีแออัดหรือสับสน ช่วงเช้าเท่านั้นก็มีผู้มาใช้สิทธิเกิน 50% แล้ว และยังไม่มีปัญหาหรือร้องเรียนใดๆ เลย

มั่นใจมาใช้สิทธิเกินร้อยละ 50 จากยอดลงทะเบียน

นายสิทธิโชติ กล่าวอย่างมั่นใจว่า กกต. ลงพื้นที่ตรวจหน่วยเลือกตั้งล่วงหน้าเขตบางกะปิ ครั้งนี้ยืนยันได้ว่าการเลือกตั้งล่วงหน้าจะสำเร็จเกินเป้า ผู้ที่ลงทะเบียนแล้วควรรีบมาใช้สิทธิภายใน 17.00 น. วันนี้ เพราะถ้าพลาดจะไปใช้สิทธิในวันจริง 8 ก.พ. 2569 ไม่ได้นะครับ

ภาพรวมทั่วประเทศก็ปกติสุดๆ ประชาชนมาใช้สิทธิเยอะ แต่ยังไม่พบการกระทำผิดกฎหมายหรือทำลายบัตรเลย คาดว่าช่วงบ่ายจะคึกคักยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังย้ำเรื่องความปลอดภัยของบัตรเลือกตั้ง ทุกใบมีโค้ดกำกับ ไม่มีพิมพ์ซ้ำแน่นอน หลังปิดหีบจะรวบรวม คัดแยก ส่งด้วยไปรษณีย์ไทย มีการรักษาความปลอดภัย 24 ชม. และกล้อง CCTV ตลอดทาง

สำหรับบัตรจากต่างประเทศและนอกราชอาณาจักร ก็ทยอยส่งกลับมาแล้ว 50% จะคัดแยกส่งต่อตามปกติ ส่วนเรื่องลงประชามติล่วงหน้า ย้ำว่าทำไม่ได้เพราะขัดกฎหมาย อาจโมฆะได้ เสียเงินเสียเวลาเปล่าๆ

บรรยากาศคึกคักตั้งแต่เช้า ที่หน่วยเลือกตั้งบางกะปิ

ทีมข่าวลงพื้นที่จริง พบว่าก่อนเปิด 8.00 น. เจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมสุดๆ แบ่ง 85 ชุดเลือกตั้งตาม 4 ภูมิภาค สีแยกชัด: ภาคใต้ม่วง 34 ชุด, อีสานน้ำตาล 23 ชุด, กลาง-ตะวันออก-ตะวันตก ชมพู 20 ชุด, เหนือเขียว 12 ชุด ประชาชนสแกน QR เช็คลำดับง่ายจัง

  • มีกองตรวจสอบข้อมูล ใช้คอมพิวเตอร์ช่วย
  • ระดมเจ้าหน้าที่ กทม. จิตอาสา รด. ดูแลทั่วถึง
  • รถพยาบาล เคลื่อนที่ ตำรวจ 86 ชุด เทศกิจ จราจร
  • รถ booster สัญญาณมือถือ-เน็ต
  • ที่จอดรถ 1,000 คัน แนะใช้ขนส่งสาธารณะ รถไฟฟ้าสีเหลือง สถานีบางกะปิ หรือเรือคลองแสนแสบ

หลัง 17.00 น. คัดแยกบัตร ส่ง 9 ชุดไปรษณีย์ ก่อน 18.00 น. ไปยังจังหวัดต่างๆ เรียบร้อยหมด

การเลือกตั้งล่วงหน้าครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของประชาชนไทยที่สูงมาก หากทุกคนร่วมมือแบบนี้ ประชาธิปไตยของเราจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้น อย่าลืมเช็คสิทธิและไปใช้สิทธิให้ครบทุกคนนะครับ จะได้เลือกผู้แทนที่แท้จริง!

ที่มา – กกต. ลงพื้นที่ตรวจหน่วยเลือกตั้งล่วงหน้าเขตบางกะปิ มั่นใจมาใช้สิทธิเกินร้อยละ 50 จากยอดลงทะเบียน

Scroll to top