การฟอกเงิน

โฆษก ปชป. ชง “กมธ.ปปง.” สอบเส้นเงินโกงสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการราชการไทยอีกครั้ง เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ออกมาเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในกรณีทุจริตการสอบบรรจุเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น โดยล่าสุด โฆษก ปชป. ชง “กมธ.ปปง.” สอบเส้นเงินโกงสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น หวั่นตัดตอนช่วยฝ่ายการเมือง เพื่อหาความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังตัวเลขผู้ได้รับผลกระทบกว่า 5,200 ราย

โฆษก ปชป. ชง “กมธ.ปปง.” สอบเส้นเงินโกงสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น

นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าเรื่องนี้ว่า ในเมื่อคดีนี้มีมูลความผิดฐานฟอกเงินชัดเจน การตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องเข้มข้นขึ้น นายพิทักษ์เดช เดชเดชะ ในฐานะประธาน กมธ.ปปง. สภาผู้แทนราษฎร จึงเตรียมเดินหน้าขุดคุ้ยเส้นทางการเงินทั้งหมด เพื่อดูว่ามีใครบ้างที่อยู่เบื้องหลังการแก้คะแนนสอบในครั้งนี้

เหตุผลที่ต้องดันเรื่องเข้า กมธ.ปปง.

ปัญหาใหญ่ที่หลายฝ่ายกังวลคือการตรวจสอบกันเองภายในกระทรวงมหาดไทย อาจนำไปสู่การตัดตอนข้อมูลเพื่อปกป้องผู้มีอำนาจหรือฝ่ายการเมืองที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น การที่ โฆษก ปชป. ชง “กมธ.ปปง.” สอบเส้นเงินโกงสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น หวั่นตัดตอนช่วยฝ่ายการเมือง จึงเป็นการส่งสัญญาณว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องการให้เรื่องนี้ถึงมือองค์กรอิสระหรือศาลโดยเร็วที่สุด

ประเด็นที่น่าสนใจและต้องจับตามองเป็นพิเศษ มีดังนี้:

  • ความพยายามในการเอาผิดผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดกว่า 5,200 ราย ไม่ใช่แค่ตัวบุคคลเพียงไม่กี่คน
  • การแสวงหาความจริงว่านักการเมืองคนใดมีส่วนรู้เห็นหรือสั่งการหรือไม่
  • ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบการคัดเลือกข้าราชการท้องถิ่นที่ถูกทำลายลง

เราต้องยอมรับว่า การทุจริตในระบบราชการเป็นมะเร็งร้ายที่บั่นทอนศักยภาพของประเทศ การตั้งคณะกรรมการอิสระที่ปราศจากความเกรงใจทางการเมืองจึงเป็นทางออกเดียวที่จะกู้คืนความยุติธรรมให้กับผู้เข้าสอบที่ตั้งใจจริงและถูกโกงโอกาสไป หวังว่าก้าวสำคัญนี้จะนำไปสู่การปฏิรูประบบสอบให้โปร่งใสอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อจบกระแสสังคมเท่านั้น

ที่มา – โฆษก ปชป. ชง “กมธ.ปปง.” สอบเส้นเงินโกงสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น หวั่นตัดตอนช่วยฝ่ายการเมือง

นายกฯ ย้ำคดีทุจริตสอบไม่มีเส้นสาย ลั่นหากถึงใครก็คนนั้น

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์และสังคมไทย หลังจากที่มีกระแสข่าวการทุจริตสอบท้องถิ่น ซึ่งล่าสุดทาง นายกฯ ย้ำคดีทุจริตสอบไม่มีเส้นสาย อย่างเด็ดขาด โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการแอบอ้างชื่อนักการเมืองท้องถิ่นเข้ามาเกี่ยวข้องกับการทุจริต

นายกฯ ย้ำคดีทุจริตสอบไม่มีเส้นสาย เดินหน้าล้างบางทุจริต

เหตุการณ์เริ่มต้นจากเพจชมรม STRONG ต้านทุจริตประเทศไทย ได้มีการเปิดเผยแชตข้อความที่อ้างว่ามี สจ.จังหวัดสตูล เข้ามาเป็นนายหน้าในการทุจริตสอบท้องถิ่น ซึ่งเรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีได้ยืนยันหนักแน่นว่า นายกฯ ย้ำคดีทุจริตสอบไม่มีเส้นสาย และจะดำเนินการตรวจสอบทุกขั้นตอนโดยไม่มีข้อยกเว้น โดยขณะนี้ได้มีการบูรณาการความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานหลักเพื่อคลี่คลายคดีนี้

หน่วยงานที่ร่วมตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส

เพื่อให้เกิดความกระจ่างและโปร่งใสที่สุด นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงว่ามีหน่วยงานที่กำลังทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ดังนี้:

  • สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.): เข้ามาตรวจสอบเส้นทางการเงินที่ผิดปกติ
  • สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.): ดำเนินการตรวจสอบในแง่ของกฎหมายทุจริตประพฤติมิชอบ
  • สำนักงานตำรวจแห่งชาติ: ร่วมมือในการสอบสวนขยายผลและรวบรวมพยานหลักฐาน

การทำงานร่วมกันของทั้งสามหน่วยงานนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าภาครัฐเอาจริงกับเรื่องนี้ โดยนายกฯ ได้ย้ำอีกครั้งว่า นายกฯ ย้ำคดีทุจริตสอบไม่มีเส้นสาย และไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นผู้มีอิทธิพลหรือนักการเมืองระดับไหนก็ตาม หากตรวจสอบพบความผิดจริงต้องถูกดำเนินคดีจนถึงที่สุด

นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า ขณะนี้มีการพูดถึงเรื่อง “เพดาน” ในการตรวจสอบหรือการปกป้องผู้กระทำความผิด ซึ่งตนขอยืนยันว่าไม่มีเพดานเหล่านั้นในรัฐบาลนี้ ใครทำผิดก็ต้องได้รับโทษตามกระบวนการยุติธรรม เพราะการสอบคัดเลือกต้องเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมเพื่อคนรุ่นหลัง

ในมุมมองของประชาชนทั่วไป การที่ผู้นำออกมาประกาศจุดยืนที่ชัดเจนเช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีและน่าชื่นชม เพราะเป็นการเรียกคืนความเชื่อมั่นให้กับระบบราชการไทย อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคำพูดคือผลลัพธ์ของการตรวจสอบที่ต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อไม่ให้มีใครต้องถูกเอาเปรียบในการสอบเข้าทำงานอีกต่อไป

ที่มา – นายกฯ ย้ำคดีทุจริตสอบไม่มีเส้นสาย ชี้ ปปง. – ป.ป.ช. – ตร. กำลังตรวจสอบ ลั่นหากถึงใครก็คนนั้น

อสส.ชี้ขาดไม่ฟ้อง แทนไท ส่งหนังสือถึงดีเอสไอถอนหมายจับ

เป็นประเด็นที่หลายคนกำลังให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีข่าวใหญ่ในแวดวงกฎหมายเมื่อเร็วๆ นี้ เมื่อทางสำนักงานอัยการสูงสุดได้มีคำสั่งชี้ขาดในคดีสำคัญ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสถานะทางคดีของ นายแทนไท ณรงค์กูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไททัน แคปปิตอล กรุ๊ป โฮલ્ดิ้งส์

อสส.ชี้ขาดไม่ฟ้อง แทนไท ส่งหนังสือถึงดีเอสไอถอนหมายจับ

จากข้อมูลล่าสุดที่มีการรายงานออกมา อสส.ชี้ขาดไม่ฟ้อง แทนไท ส่งหนังสือถึงดีเอสไอ ให้ถอนหมายจับ หลังจากที่มีความเห็นแย้งกันระหว่างพนักงานอัยการและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในคดีที่มีมูลค่าความเสียหายมหาศาลกว่า 4,500 ล้านบาท เกี่ยวข้องกับเรื่องเว็บพนันออนไลน์และเว็บหนังเถื่อน ซึ่งในท้ายที่สุด อัยการสูงสุดได้พิจารณาข้อเท็จจริงและมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหารวม 6 ราย ในคดีนี้

ลำดับเหตุการณ์สำคัญที่น่าสนใจ

เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพรวมของคดี อสส.ชี้ขาดไม่ฟ้อง แทนไท ส่งหนังสือถึงดีเอสไอ ให้ถอนหมายจับ เจ้าตัวเดินทางเข้าประเทศ แล้ว เรามาสรุปไทม์ไลน์ที่เกิดขึ้นกันครับ:

  • 6 ส.ค. 2569: สำนักงานอัยการคดีพิเศษมีหนังสือแจ้งคำสั่งชี้ขาดของอัยการสูงสุด
  • คำสั่ง: สั่งไม่ฟ้องนายแทนไท ณรงค์กูล กับพวกรวม 6 ราย ในฐานความผิดร่วมกันฟอกเงิน
  • 11 ส.ค. 2569: นายแทนไทเดินทางกลับเข้าประเทศไทยและถูกควบคุมตัวชั่วคราว
  • การดำเนินการ: พนักงานสอบสวนดีเอสไอได้ยื่นถอนหมายจับตามคำสั่งอัยการ และปล่อยตัวนายแทนไทเป็นอิสระในเวลาต่อมา

คดีนี้ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าจับตามองในเรื่องของกระบวนการยุติธรรมและการตรวจสอบพยานหลักฐาน ซึ่งทางดีเอสไอในฐานะพนักงานสอบสวนก็ได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเต็มที่ ก่อนที่อัยการสูงสุดจะทำหน้าที่ชี้ขาดในขั้นตอนสุดท้ายตามความเห็นทางกฎหมาย

สำหรับตัวของนายแทนไท ณรงค์กูล นั้น เมื่อเดินทางกลับถึงประเทศไทยก็ได้เข้าสู่กระบวนการถอนหมายจับและได้รับการปล่อยตัวตามระเบียบ ซึ่งหลังจากนี้คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีแนวทางการสื่อสารหรือแถลงรายละเอียดเพิ่มเติมอย่างไร เพื่อให้สังคมคลายความสงสัยเกี่ยวกับคดีที่มีความซับซ้อนและมีมูลค่าสูงเช่นนี้

ในมุมมองส่วนตัว คดีความในลักษณะนี้ย้ำเตือนให้เราเห็นว่า กระบวนการยุติธรรมนั้นให้ความสำคัญกับความละเอียดรอบคอบเป็นอย่างยิ่ง การที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งเช่นนี้ย่อมต้องผ่านการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนจากพยานหลักฐานในสำนวน หากใครที่มีความสนใจในแวดวงกฎหมายหรือคดีความระดับประเทศ ควรติดตามข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้เป็นหลักครับ

ที่มา – อสส.ชี้ขาดไม่ฟ้อง “แทนไท” ส่งหนังสือถึงดีเอสไอ ให้ถอนหมายจับ เจ้าตัวเดินทางเข้าประเทศ แล้ว

UAE ส่งตัว คินาฮาน หัวหน้าแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติ ไปดำเนินคดีที่ไอร์แลนด์

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวใหญ่ระดับโลกกันมาบ้าง เมื่อล่าสุด สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้ตัดสินใจดำเนินการขั้นเด็ดขาดด้วยการ UAE ส่งตัว คินาฮาน หัวหน้าแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติ ไปดำเนินคดีที่ไอร์แลนด์ อย่างเป็นทางการแล้วครับ ถือเป็นการปิดฉากชีวิตที่ดูเหมือนจะลอยนวลมาอย่างยาวนานนับสิบปีของนายแดเนียล คินาฮาน วัย 49 ปี

UAE ส่งตัว คินาฮาน หัวหน้าแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติ ไปดำเนินคดีที่ไอร์แลนด์

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของกระบวนการยุติธรรมสากล หลังจากที่คินาฮานถูกจับกุมได้ที่ดูไบเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทางการไอร์แลนด์ได้เร่งประสานงานตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน จนนำไปสู่การส่งตัวเขากลับไปเผชิญหน้ากับศาลอาญาพิเศษในกรุงดับลิน เพื่อรับโทษในความผิดฐานจัดตั้งองค์กรอาชญากรรม, การค้ายาเสพติด และคดีฆาตกรรมมากมาย

เบื้องลึกความอันตรายของเครือข่าย Kinahan

ทำไมคดีนี้ถึงเป็นที่จับตามองไปทั่วโลก? ก็เพราะว่าการที่ UAE ส่งตัว คินาฮาน หัวหน้าแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติ ไปดำเนินคดีที่ไอร์แลนด์ นั้นเปรียบเสมือนการตัดวงจรอาชญากรรมระดับโลก โดยมีข้อเท็จจริงที่น่าสนใจเกี่ยวกับแก๊งนี้ดังนี้:

  • การเติบโต: เริ่มต้นจากแก๊งข้างถนนในดับลินสู่เครือข่ายที่ทรงอิทธิพลระดับโลก
  • ทรัพย์สิน: ประเมินว่ามีมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านยูโร
  • ความเชื่อมโยง: มีเครือข่ายครอบคลุมตั้งแต่มาเฟียจีน แก๊งค้ายาในอเมริกาใต้ ไปจนถึงกลุ่มฮิซบอลเลาะห์
  • ประวัติ: สหรัฐฯ เคยประกาศคว่ำบาตรและตั้งเงินรางวัลนำจับสูงถึง 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2565

การถูกส่งตัวในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งใหญ่ให้กับอาชญากรคนอื่นๆ ว่าในโลกยุคปัจจุบัน ไม่มีพื้นที่ไหนที่ปลอดภัยถาวรสำหรับคนที่ทำผิดกฎหมาย หากความร่วมมือระหว่างประเทศมีความแข็งแกร่งมากพอ เหมือนกับที่ทางการ UAE และไอร์แลนด์ได้แสดงให้เห็นในครั้งนี้

สำหรับตัวนายคินาฮานเอง ขณะนี้ถูกคุมตัวภายใต้มาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด และเตรียมตัวถูกส่งเข้าเรือนจำความมั่นคงสูงพอร์ตลีส การดำเนินคดีครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยลดความรุนแรงของแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติในอนาคตได้อย่างแน่นอน

บทเรียนจากเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่าจะมีเงินมหาศาลหรืออิทธิพลล้นฟ้าเพียงใด แต่สุดท้ายกระบวนการยุติธรรมก็ยังคงเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการจัดการกับผู้ที่อยู่เหนือกฎหมาย นี่คือการตอกย้ำว่าโลกของเรามีเครือข่ายความร่วมมือในการต่อต้านอาชญากรรมที่แน่นแฟ้นขึ้นเรื่อยๆ ครับ

ที่มา – UAE ส่งตัว “คินาฮาน” หัวหน้าแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติ ไปดำเนินคดีที่ไอร์แลนด์

กมธ.ป.ป.ช. ประชุมร่วม ปปง. เผยเส้นเงิน 200 รายชื่อถึงมือแล้ว

กมธ.ป.ป.ช. ประชุมร่วม ปปง. เผยเส้นเงิน 200 รายชื่อถึงมือแล้ว

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับความคืบหน้าในการตรวจสอบคดีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ล่าสุด นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) ได้นำคณะเข้าหารือร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อติดตามความคืบหน้าในเรื่องนี้ โดยเน้นย้ำว่า กมธ.ป.ป.ช. ประชุมร่วม ปปง. ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญ เพราะเส้นทางการเงินของกลุ่มผู้เกี่ยวข้องจำนวน 200 รายชื่อได้ถูกส่งถึงมือ ป.ป.ช. เรียบร้อยแล้ว

เปิดเบื้องหลัง กมธ.ป.ป.ช. ประชุมร่วม ปปง. ล่าตัวการใหญ่

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายอาสพลธ์ได้สอบถามประเด็นสำคัญหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนอมินีต่างชาติ การพนันออนไลน์ และที่ขาดไม่ได้คือการทุจริตสอบท้องถิ่น นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. ยอมรับว่าการดำเนินคดีบางครั้งอาจไม่ตรงใจกระแสสังคม แต่ยืนยันว่าหน่วยงานทำงานอย่างเต็มที่ตามพยานหลักฐานและกฎหมาย โดยขณะนี้กำลังผลักดันการแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มมูลฐานความผิดให้ทันสมัยและสากลมากขึ้น

สำหรับประเด็น 200 รายชื่อที่สังคมเฝ้ารอคอย นายอาสพลธ์ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า:

  • ปปง. ได้ตรวจสอบเส้นทางการเงินของรายชื่อทั้งหมดที่เกี่ยวข้องแล้ว
  • ข้อมูลดังกล่าวถูกส่งต่อให้ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม
  • รายชื่อดังกล่าวเป็นกลุ่มบุคคลเดียวกันกับที่ตำรวจสอบสวนกลางควบคุมตัวไว้
  • การตรวจสอบเส้นเงินทำอย่างรวดเร็วและเป็นระบบเพื่อไม่ให้หลุดรอดเงื้อมมือกฎหมาย

นายอาสพลธ์ยังได้ส่งสาส์นสำคัญถึงข้าราชการระดับสูงที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องว่า นี่คือโอกาสสุดท้ายที่จะออกมาซัดทอดถึงตัวการบงการที่แท้จริง การเข้าเป็นพยานอาจช่วยลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับตนเองได้ หากเส้นทางการเงินชี้ชัดไปถึงใคร ป.ป.ช. จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนโดยไม่มีข้อยกเว้น

ในมุมมองของเรา นี่คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญของการปราบปรามคอร์รัปชันในไทย การทำงานประสานกันอย่างเข้มข้นระหว่าง กมธ.ป.ป.ช. และ ปปง. จะช่วยให้ประชาชนมั่นใจได้มากขึ้นว่าการตรวจสอบครั้งนี้จะไม่จบลงเหมือนมวยล้มต้มคนดู หากหน่วยงานรัฐสามารถสาวถึงตัวการใหญ่ได้จริง จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ดีให้กับข้าราชการไทยต่อไป

ที่มา – กมธ.ป.ป.ช. ประชุมร่วม ปปง. “อาสพลธ์” ชี้ เส้นเงิน 200 รายชื่อถึงมือ ป.ป.ช. เรียบร้อย

รวบ 3 ราย แก๊งสแกมเมอร์จีนเทา ขู่หนุ่ม 19 ทุบเซฟแม่ฉกทรัพย์ 11 ล้าน

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับมิจฉาชีพออนไลน์กันมาบ้าง แต่เหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นกับนักศึกษาวัย 19 ปีในจังหวัดสมุทรปราการนั้นถือว่าอุกอาจและน่ากลัวมากครับ เมื่อแก๊งมิจฉาชีพข้ามชาติใช้กลอุบายวิดีโอคอลข่มขู่เหยื่อจนต้องยอมทุบตู้เซฟของแม่เพื่อนำทรัพย์สินออกมาให้ ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ได้ปฏิบัติการขยายผลรวบอีก 3 ราย แก๊งสแกมเมอร์จีนเทา ขู่หนุ่ม 19 ทุบเซฟแม่ฉกทรัพย์ 11 ล้าน บ่งบอกถึงความเอาจริงเอาจังในการกวาดล้างขบวนการอาชญากรรมเหล่านี้ให้สิ้นซาก

ขยายผลรวบอีก 3 ราย แก๊งสแกมเมอร์จีนเทา ขู่หนุ่ม 19 ทุบเซฟแม่ฉกทรัพย์ 11 ล้าน

พฤติการณ์ของคนร้ายรายนี้ถือว่าแยบยลมากครับ โดยการอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ DSI เข้ามาข่มขู่ผ่านวิดีโอคอลตลอด 24 ชั่วโมง จนเด็กหนุ่มเกิดความกลัวและหลงเชื่อว่าตนเองพัวพันกับคดีฟอกเงิน จึงยอมทำตามคำสั่งทุกอย่าง ตั้งแต่การทุบตู้เซฟ ขนเอาทั้งทองคำแท่ง สร้อยทอง และเครื่องประดับเพชรไปวางไว้ริมถนน ซึ่งรวมมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นกว่า 6.8 ล้านบาท แต่เมื่อตำรวจเข้าตรวจสอบเส้นทางการเงินและขยายผลรวบอีก 3 ราย แก๊งสแกมเมอร์จีนเทา ขู่หนุ่ม 19 ทุบเซฟแม่ฉกทรัพย์ 11 ล้าน ก็พบว่ามูลค่าทรัพย์สินที่ตรวจยึดได้รวมถึงเหรียญดิจิทัลนั้นพุ่งสูงถึง 11 ล้านบาทเลยทีเดียว

กระบวนการฟอกเงินระดับมืออาชีพของแก๊งจีนเทา

จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ บช.สอท. พบว่าขบวนการนี้มีการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างชัดเจน ทั้งส่วนที่โทรหลอกลวง ส่วนที่เป็นคนขับรถรับทรัพย์สิน และส่วนที่นำเงินไปเปลี่ยนเป็นสกุลเงินดิจิทัลเพื่อเลี่ยงการตรวจสอบ สิ่งที่น่าตกใจคือคนร้ายเหล่านี้มีความเชี่ยวชาญในการอำพรางร่องรอยทางการเงิน แต่ด้วยความพยายามของเจ้าหน้าที่ที่ติดตามจับกุมผู้ต้องหาทั้งชาวจีนและคนไทย ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนว่าขยายผลรวบอีก 3 ราย แก๊งสแกมเมอร์จีนเทา ขู่หน่ม 19 ทุบเซฟแม่ฉกทรัพย์ 11 ล้าน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลงานจากการวิเคราะห์พยานหลักฐานเชิงลึก

  • การป้องกันที่ทำได้จริง: อย่าหลงเชื่อบุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐผ่านการวิดีโอคอล
  • สติคือสิ่งสำคัญ: เมื่อถูกข่มขู่ ให้รีบปรึกษาคนใกล้ชิดหรือโทรแจ้งสายด่วนตำรวจไซเบอร์ 1441 ทันที
  • อย่าโอน-อย่าส่งมอบ: ห้ามส่งมอบทรัพย์สินส่วนตัวให้คนแปลกหน้าไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม

ท้ายที่สุดแล้ว เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนราคาแพงที่เตือนใจเราทุกคนว่า มิจฉาชีพอาจอยู่ใกล้ตัวและมาในรูปแบบที่เราคาดไม่ถึง การรู้จักวิเคราะห์และไม่ตกเป็นเหยื่อของการข่มขู่ทางจิตวิทยาคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด ขอให้ทุกท่านช่วยกันเฝ้าระวังคนรอบข้าง เพราะความปลอดภัยของทรัพย์สินเริ่มต้นที่การรู้เท่าทันกลโกงครับ

ที่มา – ขยายผลรวบอีก 3 ราย แก๊งสแกมเมอร์จีนเทา ขู่หนุ่ม 19 ทุบเซฟแม่ฉกทรัพย์ 11 ล้าน

“ภาวุธ” ย้ำไม่เอี่ยวคดีฟอร์เร็กซ์ เชื่อคนตั้งคำถาม DSI เร่งรัดคดีอย่างผิดสังเกต

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงได้เห็นข่าวประเด็นร้อนที่ถูกกล่าวถึงในสื่อโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับกรณี “ภาวุธ” ย้ำไม่เอี่ยวคดีฟอร์เร็กซ์ เชื่อคนตั้งคำถาม DSI เร่งรัดคดีอย่างผิดสังเกต ซึ่งถือว่าเป็นหัวข้อที่หลายคนให้ความสนใจอย่างมากในขณะนี้ โดยคุณภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ได้ออกมาเปิดเผยความจริงต่อสังคมด้วยตัวเอง

“ภาวุธ” ย้ำไม่เอี่ยวคดีฟอร์เร็กซ์ เชื่อคนตั้งคำถาม DSI เร่งรัดคดีอย่างผิดสังเกต

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่คุณภาวุธได้เข้าพบ DSI ในฐานะพยานเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ แต่กลับมีกระแสข่าวการเร่งรัดดำเนินคดีที่ดูผิดปกติ จนกลายเป็นเครื่องหมายคำถามว่าทำไมกระบวนการถึงได้เร่งรีบอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับคดีอื่นๆ สังคมจึงเริ่มจับตามองว่านี่คือการใช้กฎหมายเพื่อจุดประสงค์บางอย่างทางการเมืองหรือไม่

มุมมองต่อประเด็นหลัก “ภาวุธ” ย้ำไม่เอี่ยวคดีฟอร์เร็กซ์ เชื่อคนตั้งคำถาม DSI เร่งรัดคดีอย่างผิดสังเกต

ในการชี้แจงครั้งนี้ คุณภาวุธยืนยันหนักแน่นว่าตลอดระยะเวลาที่ทำธุรกิจ ไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการแชร์ลูกโซ่หรือธุรกิจสีเทาใดๆ ทั้งสิ้น โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • ยืนยันความบริสุทธิ์และพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
  • ตั้งคำถามถึงมาตรฐานการทำงานของ DSI ที่ดูเร่งรัดเกินควร
  • ย้ำว่าการก้าวเข้าสู่การเมืองต้องการทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่เครื่องมือของใคร
  • พร้อมนำหลักฐานและเอกสารทั้งหมดเข้าชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่

ความน่าสนใจของเรื่องนี้ยังอยู่ที่การรับมือกับแรงเสียดทานในฐานะนักการเมืองหน้าใหม่ ที่ต้องพิสูจน์ตัวเองท่ามกลางกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ อย่างไรก็ตาม การที่เจ้าตัวกล้าออกมาสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา ย่อมเป็นสิ่งที่ช่วยให้สังคมได้มองเห็นมุมมองที่อีกด้านหนึ่งของเหรียญ

ท้ายที่สุดแล้ว เราคงต้องเฝ้าดูความคืบหน้ากันต่อไปว่า กระบวนการยุติธรรมจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้มากน้อยเพียงใด เพราะเมื่อความจริงปรากฏ ทุกอย่างย่อมเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดสำหรับสังคมไทยครับ

ที่มา – “ภาวุธ” ย้ำไม่เอี่ยวคดีฟอร์เร็กซ์ เชื่อคนตั้งคำถาม DSI เร่งรัดคดีอย่างผิดสังเกต

รมว.ยุติธรรม แจงข้อพิรุธ ภาวุธ ปม เทรดทอง

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามองอยู่ในขณะนี้ สำหรับกรณีที่กำลังเป็นข่าวใหญ่เมื่อ รมว.ยุติธรรม ออกมาชี้แจงประเด็นที่มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับ รมว.ยุติธรรม แจงข้อพิรุธ ภาวุธ ปม เทรดทอง ซึ่งถือเป็นกรณีที่มีความซับซ้อนทางธุรกรรมการเงินที่หน่วยงานรัฐกำลังเร่งตรวจสอบอย่างละเอียด โดยเฉพาะเรื่องเส้นทางการเงินที่ดูเหมือนจะไม่เป็นไปตามวิสัยของการทำธุรกิจปกติ

รมว.ยุติธรรม แจงข้อพิรุธ ภาวุธ ปม เทรดทอง

จากการให้สัมภาษณ์ล่าสุดของ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจหลังจากตอบกระทู้ถามในสภาฯ ว่า ดีเอสไอได้ตรวจพบความผิดปกติของเส้นเงินจำนวน 28 ล้านบาท ที่โอนเข้าบัญชีของนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส. พรรคประชาชน โดยมีการโอนเข้ามาจากบริษัท สปาร์ก ดิจิทัล จำกัด ซึ่งนายภาวุธเคยเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ ซึ่งถือว่าผิดวิสัยของการทำธุรกรรมเทรดทองทั่วไปที่ควรจะเป็นการโอนเงินโดยตรงจากบริษัทโบรกเกอร์หรือบริษัทชำระเงินที่น่าเชื่อถือ

รายละเอียดเจาะลึก ภาวุธ กับเส้นทางการเงินปริศนา

สำหรับการทำธุรกรรมครั้งนี้ มีข้อมูลที่น่าสังเกตดังนี้:

  • มีการโอนเงินถึง 14 ครั้ง ครั้งละ 2 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 28 ล้านบาท
  • แหล่งที่มาของเงินไม่ใช่บัญชีโบรกเกอร์ที่ใช้เทรดทองโดยตรง
  • บริษัทผู้โอนเงินมีความเกี่ยวข้องทางธุรกิจกับตัวผู้รับเงินในอดีต
  • ดีเอสไอพบว่ามีการใช้บริษัทที่รับจดทะเบียนเป็นบริษัทชำระเงิน แต่แท้จริงแล้วไม่มีใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจประเภทนี้

ความคืบหน้าเรื่อง รมว.ยุติธรรม แจงข้อพิรุธ ภาวุธ ปม เทรดทอง ในครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของการตรวจสอบเส้นทางการเงินของนักการเมือง ว่ามีความซับซ้อนและมีการใช้ช่องทางบริษัทพักเงินเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ ในขณะที่ทางฝั่งของ ปปง. ก็ได้ออกมาระบุว่ากำลังบูรณาการร่วมกับทางหน่วยงานรัฐเพื่อตรวจสอบให้ชัดเจนว่ามีเรื่องของการฟอกเงินหรือโยงไปถึงพรรคการเมืองหรือไม่

ในประเด็นที่ว่าหากผิดจริงจะถึงขั้นยุบพรรคหรือไม่นั้น รมว.ยุติธรรม ได้ชี้แจงชัดเจนว่าเรื่องนี้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะต้องพิจารณาตามพยานหลักฐานต่อไป ซึ่งเราคงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะไปจบลงที่ตรงไหน เพราะเรื่องความโปร่งใสของนักการเมืองเป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสำคัญอย่างยิ่งครับ

ที่มา – “รมว.ยุติธรรม” แจงข้อพิรุธ “ภาวุธ” ปม “เทรดทอง” เผย ดีเอสไอ พบเส้นเงินผิดวิสัยธุรกรรมปกติ

จับแล้วผัวเมีย เจ้าของร้านแบรนด์เนมดัง หลอกลงทุนออเดอร์ทิพย์

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อล่าสุดมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ได้บุกเข้าจับกุมตัวสองสามีภรรยา ซึ่งเป็นเจ้าของร้านแบรนด์เนมชื่อดัง หลังจากที่มีผู้เสียหายระดับไฮโซ แพทย์ และนักธุรกิจหลายรายเข้าแจ้งความร้องทุกข์ว่าถูกหลอกให้ร่วมลงทุนจนสูญเงินรวมกันถึง 133 ล้านบาท โดยเหตุการณ์ จับแล้วผัวเมีย เจ้าของร้านแบรนด์เนมดัง หลอกไฮโซสาว-แพทย์-นักธุรกิจ ลงทุนออเดอร์ทิพย์ นี้ ถือเป็นบทเรียนราคาแพงของการลงทุนที่ต้องระมัดระวังกันให้ดีครับ

จับแล้วผัวเมีย เจ้าของร้านแบรนด์เนมดัง หลอกไฮโซสาว-แพทย์-นักธุรกิจ ลงทุนออเดอร์ทิพย์

พฤติการณ์ของมิจฉาชีพคู่นี้ไม่ได้มาเล่นๆ ครับ โดยเริ่มจากการสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการเปิดร้านขายสินค้าแบรนด์เนมจนมีชื่อเสียง เมื่อลูกค้าเริ่มตายใจ พวกเขาก็ใช้วิธีตีสนิทและชักชวนให้ลงทุนในลักษณะ “ออเดอร์ทิพย์” หรือที่เรียกง่ายๆ ว่าหลอกให้เอาเงินไปลงทุนอ้างว่าจะนำไปซื้อของแบรนด์เนมมาขายต่อทำกำไร ซึ่งเหยื่อหลายรายโดยเฉพาะกลุ่มไฮโซและคนมีชื่อเสียงกลับหลงเชื่อเพราะเห็นโปรไฟล์ร้านที่ดูดี

รายละเอียดคดี จับแล้วผัวเมีย เจ้าของร้านแบรนด์เนมดัง หลอกไฮโซสาว-แพทย์-นักธุรกิจ ลงทุนออเดอร์ทิพย์

จากการตรวจสอบพบว่าผู้ต้องหาได้กระทำการมาเป็นขบวนการ ซึ่งสรุปพฤติกรรมหลอกลวงได้ดังนี้:

  • หลอกให้ฝากขายสินค้าแบรนด์เนมแต่เมื่อขายได้กลับเชิดเงินหนี
  • อ้างว่าสินค้าถูกศุลกากรยึด หรือสินค้าหาย เพื่อไม่ยอมคืนเงินเจ้าของ
  • นำสินค้าของเหยื่อไปเวียนจำนำหรือโพสต์ขายซ้ำซ้อน
  • หลอกใช้บัตรเครดิตเหยื่อไปรูดเงินสด จนเหยื่อบางรายถึงขั้นต้องขายบ้านขายรถมาใช้หนี้
  • อ้างผลตอบแทนสูงในรูปแบบแชร์ลูกโซ่เพื่อดึงดูดนักลงทุนรายใหญ่

ความเสียหายที่เกิดขึ้นรวมสูงถึง 133 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนในรูปแบบ “ออเดอร์ทิพย์” หรือการนำเงินไปร่วมทุนกับคนแปลกหน้า แม้จะดูน่าเชื่อถือในโลกออนไลน์ ก็มีความเสี่ยงมหาศาลครับ

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ได้ทำการรวบรวมพยานหลักฐานจนสามารถออกหมายค้นบ้านพักหรูย่านสวนหลวงและจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองรายได้สำเร็จ พร้อมตรวจยึดของกลางจำนวนมาก ทั้งนี้อยากฝากไว้ว่า ในยุคที่มิจฉาชีพมาในรูปแบบของ “เจ้าของร้านแบรนด์เนมดัง” หรือคนที่ดูภูมิฐาน เราต้องตรวจสอบที่มาที่ไปให้ดีก่อนตัดสินใจโอนเงิน ไม่ว่าจะสนิทกันแค่ไหนก็ตาม

การลงทุนใดๆ ที่อ้างว่าได้ผลตอบแทนสูงผิดปกติและรวดเร็ว มักลงเอยด้วยความเสียหายเสมอ ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญให้คนในสังคมไทยได้ตระหนักถึงความปลอดภัยทางไซเบอร์และการทำธุรกรรมให้มากขึ้นครับ ขอเป็นกำลังใจให้ผู้เสียหายทุกคนได้รับเงินคืนและได้รับความยุติธรรมโดยเร็วนะครับ

ที่มา – จับแล้วผัวเมีย เจ้าของร้านแบรนด์เนมดัง หลอกไฮโซสาว-แพทย์-นักธุรกิจ ลงทุนออเดอร์ทิพย์

Scroll to top