การลงมติ

สภา กทม. ไฟเขียว เปิดทางถ่ายทอดสดประชุมกรรมการ ยกระดับความโปร่งใส

ถือเป็นข่าวดีของชาวกรุงเทพมหานคร เมื่อสภากรุงเทพมหานครได้มีมติเห็นชอบร่างข้อบังคับใหม่ที่สำคัญ ซึ่งจะเปลี่ยนโฉมหน้าการทำงานของสภาฯ ไปสู่ยุคใหม่ที่เน้นความตรวจสอบได้มากขึ้น โดยประเด็นหลักที่หลายคนให้ความสนใจคือ สภา กทม. ไฟเขียว เปิดทางถ่ายทอดสดประชุมกรรมการ ยกระดับความโปร่งใส ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเปิดเผยข้อมูลการทำงานให้ประชาชนได้เห็นอย่างชัดเจน

สภา กทม. ไฟเขียว เปิดทางถ่ายทอดสดประชุมกรรมการ ยกระดับความโปร่งใส

การปรับปรุงข้อบังคับการประชุมในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความตั้งใจของ สก.พรรคประชาชน ที่ต้องการให้ทุกขั้นตอนการตัดสินใจในระดับคณะกรรมการเป็นไปอย่างโปร่งใส โดยร่างดังกล่าวได้รับการเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 40 เสียง ต่อการงดออกเสียง 4 เสียง ทำให้ในอนาคตเราจะได้เห็นการถ่ายทอดสดการประชุมคณะกรรมการต่างๆ ของสภา กทม. ผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ร่วมติดตามการทำงานของตัวแทนของท่านได้อย่างใกล้ชิด

ก้าวต่อไปกับการผลักดันถ่ายทอดสด กมธ.งบ 70

นอกจากนี้ ทางพรรคประชาชนยังได้ประกาศความมุ่งมั่นที่จะ สภา กทม. ไฟเขียว เปิดทางถ่ายทอดสดประชุมกรรมการ ยกระดับความโปร่งใส ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก โดยตั้งเป้าจะผลักดันให้เกิดการถ่ายทอดสดในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณปี 2570 ต่อไป เพื่อให้เงินภาษีของประชาชนถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดกับคนกรุงเทพฯ รวมถึงมีการเตรียมเสนอผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกเข้ามาร่วมเป็นกรรมาธิการเพื่อเสริมประสิทธิภาพการทำงานให้มีความรอบด้านมากที่สุด

สำหรับแผนการดำเนินงานของ สก.พรรคประชาชน หลังจากนี้มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • การตรวจสอบงบประมาณรายจ่ายปี 2570 อย่างเข้มข้นในวันที่ 3-4 สิงหาคมนี้
  • การเปิดโอกาสให้ สก. หน้าใหม่ทั้ง 16 คน นำเสนอความต้องการของพี่น้องประชาชนในแต่ละเขตพื้นที่
  • เชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรม “Hack งบประมาณ” ในวันที่ 8 สิงหาคม 2569 เพื่อวิเคราะห์และตรวจสอบงบประมาณร่วมกัน

ถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่สภาท้องถิ่นให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชนและหลักธรรมาภิบาล การเปิดเผยข้อมูลผ่านการถ่ายทอดสดไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความโปร่งใส แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนเมืองหลวงว่า สภา กทม. พร้อมที่จะทำหน้าที่พิทักษ์ผลประโยชน์ของทุกคนอย่างตรงไปตรงมาครับ

ที่มา – สภา กทม. ไฟเขียว เปิดทางถ่ายทอดสดประชุมกรรมการ ยกระดับความโปร่งใส ดันต่อถ่ายทอดสด กมธ.งบ 70

กกต. ยันคดีเลือก สว. ปราศจากการแทรกแซง คาด ส.ค.นี้เสร็จ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาติดตามสถานการณ์การเมืองที่หลายคนกำลังจับตามองกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. ที่กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม ล่าสุดทางสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาชี้แจงความคืบหน้าสำคัญว่า กกต. ยันคดีเลือก สว. ปราศจากการแทรกแซง คาด ส.ค.นี้เสร็จ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้สังคมได้คำตอบชัดเจนขึ้นครับ

กกต. ยันคดีเลือก สว. ปราศจากการแทรกแซง คาด ส.ค.นี้เสร็จ

จากการแถลงการณ์ของ กกต. เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ทางหน่วยงานได้ยืนยันว่า ขณะนี้กระบวนการพิจารณาคดีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่ง สว. กำลังดำเนินไปตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยมุ่งเน้นการพิจารณาจากพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ยุติธรรมที่สุดต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

กระบวนการทำงานภายใต้หลักความเป็นกลาง

หลายคนอาจสงสัยว่าการทำงานของ กกต. ในครั้งนี้เป็นอย่างไร ทาง กกต. ได้เน้นย้ำประเด็นหลักๆ ไว้ดังนี้ครับ:

  • การพิจารณาคดีจะอิงตามพยานหลักฐานที่รวบรวมมาอย่างครบถ้วน
  • กกต. ทำหน้าที่วินิจฉัยตามกฎหมาย ไม่ใช่พนักงานสอบสวนโดยตรง
  • ยึดหลักความเป็นกลาง อิสระ และปราศจากการครอบงำจากกลุ่มอิทธิพลใดๆ

นอกจากนี้ กกต. ยังระบุชัดเจนว่า กกต. ยันคดีเลือก สว. ปราศจากการแทรกแซง คาด ส.ค.นี้เสร็จ โดยคาดว่าภายในสิ้นเดือนสิงหาคม 2569 นี้ กระบวนการรวบรวมข้อเท็จจริงในทุกประเด็นจะเสร็จสิ้น และจะเข้าสู่ขั้นตอนการนัดประชุมเพื่อลงมติต่อไป นี่เป็นการตอกย้ำว่าทุกขั้นตอนโปร่งใสและตรวจสอบได้

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวการเมือง การที่หน่วยงานออกมายืนยันความชัดเจนเช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการเลือกตั้งเป็นรากฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตย เราคงต้องมารอดูกันต่อไปว่าบทสรุปของคดีนี้จะเป็นอย่างไร และจะส่งผลต่อทิศทางการเมืองไทยในอนาคตอย่างไรบ้าง เพื่อนๆ คิดเห็นอย่างไรกันบ้างครับ? อย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณนะครับ

ที่มา – กกต. ยันคดีเลือก สว. ปราศจากการแทรกแซง คาด ส.ค.นี้เสร็จ

จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช อดีตบิ๊ก ตร. ฉลุยเก้าอี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่

เรียกได้ว่าเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา สำหรับการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้ทรงอิทธิพลในกระบวนการยุติธรรมของไทย โดยล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญเกี่ยวกับ จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช อดีตบิ๊ก ตร. ฉลุยเก้าอี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์และข้อโต้แย้งจากสมาชิกวุฒิสภาบางกลุ่มอย่างดุเดือด

จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช อดีตบิ๊ก ตร. ฉลุยเก้าอี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นในการประชุมวุฒิสภาเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องด่วนเพื่อให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญ ซึ่งการเสนอชื่อ นายจักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษจากสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้น กลายเป็นจุดชนวนให้ สว. กลุ่มพันธุ์ใหม่ลุกขึ้นคัดค้านเนื่องจากมองว่ามีความไม่ชอบมาพากลในหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องคุณสมบัติทางวิชาการและองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหา

เจาะลึกปมข้อพิพาทก่อนโหวตผ่าน จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช อดีตบิ๊ก ตร. ฉลุยเก้าอี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่

ความดุเดือดในการประชุมมาจาก 2 ประเด็นหลักที่ฝ่ายค้านหยิบยกมาอภิปราย ได้แก่:

  • บอร์ดสรรหาไม่สมบูรณ์: มีการตั้งข้อสังเกตว่าขาดผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรมาร่วมพิจารณา ทำให้กระบวนการอาจไม่เป็นไปตามครรลองที่บริสุทธิ์ยุติธรรม
  • คุณสมบัติสายงานรัฐศาสตร์: มีการโต้แย้งว่านายจักรพงศ์เติบโตมาในสายตำรวจและนักวิชาการกฎหมาย ซึ่งมองว่าอาจไม่ตรงกับโควตาคุณสมบัติด้านรัฐศาสตร์ที่เปิดรับ

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีเสียงคัดค้านจากฝ่าย สว. กลุ่มพันธุ์ใหม่ที่มองว่าควรชะลอการสรรหาออกไปก่อน แต่ทางด้านกรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ นำโดย นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ได้ออกมาโต้แย้งว่าการดำเนินการเป็นไปอย่างรอบคอบและถูกต้องตามกระบวนการของคณะกรรมการสรรหาแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องเลื่อนการลงมติออกไป ย้ำชัดว่าไม่มีใครสามารถมาบงการการตัดสินใจของสภาสูงได้

ท้ายที่สุด การลงคะแนนเสียงลับได้ชี้ขาดว่าการที่ จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช อดีตบิ๊ก ตร. ฉลุยเก้าอี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ ได้รับแรงสนับสนุนอย่างท่วมท้นด้วยคะแนนเสียง 140 ต่อ 17 เสียง ทำให้เขาได้ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ ถือเป็นการปิดฉากดราม่าทางการเมืองครั้งสำคัญ

บทเรียนในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า กระบวนการสรรหาองค์กรอิสระยังคงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและต้องอาศัยกลไกการตรวจสอบที่โปร่งใสเพื่อให้สังคมเกิดความเชื่อมั่น ต่อจากนี้คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าการทำงานในตำแหน่งใหม่ของท่านจะมีบทบาทสำคัญอย่างไรต่อทิศทางการเมืองไทยในอนาคต

ที่มา – “จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช” อดีตบิ๊ก ตร. ฉลุยเก้าอี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่

จุลพันธ์ เผยมติเพื่อไทย ยื่นร่างแก้ไข รธน. ปรับแก้เพื่อความสบายใจ

การเดินหน้าของ จุลพันธ์ เผยมติเพื่อไทย ยื่นร่างแก้ไข รธน. ปรับแก้เพื่อความสบายใจ

กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าสำคัญเกี่ยวกับ จุลพันธ์ เผยมติเพื่อไทย ยื่นร่างแก้ไข รธน. ปรับแก้เพื่อความสบายใจ โดยทางพรรคเพื่อไทยได้มีมติเดินหน้าผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น ผ่านกลไกการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

รายละเอียดการปรับเปลี่ยนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

สำหรับการเคลื่อนไหวครั้งนี้ นายจุลพันธ์ย้ำว่าทางพรรคมีการปรับเปลี่ยนเนื้อหาบางส่วนเพื่อลดความขัดแย้งและสร้างความเชื่อมั่นให้กับพรรคร่วมรัฐบาลและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จุลพันธ์ เผยมติเพื่อไทย ยื่นร่างแก้ไข รธน. ปรับแก้เพื่อความสบายใจ จึงไม่ใช่แค่การเลื่อนหรืองดออกเสียง แต่เป็นการทำหน้าที่เพื่อให้กระบวนการนิติบัญญัติสามารถเดินหน้าไปได้อย่างราบรื่นที่สุด โดยรายละเอียดโครงสร้างที่ปรับปรุงใหม่นั้น จะเน้นการประสานความร่วมมือทั้งในส่วนของตัวแทนจังหวัดและสภาวิชาชีพต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้แก่:

  • การนำเสนอรูปแบบ ส.ส.ร. ที่มีความหลากหลายและเป็นธรรม
  • การรักษาหัวใจสำคัญของสิทธิเสรีภาพและอำนาจการปกครอง
  • การเตรียมความพร้อมในการล่ารายชื่อ สส. ให้ครบตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

แม้หลายฝ่ายจะตั้งคำถามว่าการแก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องยาก แต่ทางพรรคเพื่อไทยยืนยันว่าไม่ได้มีความกังวลเรื่องการล่ารายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเลย เนื่องจากมั่นใจในเอกภาพและความพร้อมของ สส. ในการผลักดันเรื่องนี้สู่สภาฯ แต่อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญที่นายจุลพันธ์เน้นคือ การทำให้วุฒิสภา (สว.) และสมาชิกรัฐสภาเห็นชอบร่วมกัน เพราะนั่นคือด่านสำคัญที่จะทำให้ร่างนี้ผ่านการพิจารณาในวาระที่หนึ่งไปได้

สำหรับใครที่ติดตามประเด็นนี้ จะพบว่า จุลพันธ์ เผยมติเพื่อไทย ยื่นร่างแก้ไข รธน. ปรับแก้เพื่อความสบายใจ สะท้อนให้เห็นว่าการเมืองไทยยุคปัจจุบันต้องใช้การประนีประนอมเป็นหลัก เพื่อก้าวข้ามผ่านกับดักทางกฎหมายที่ซับซ้อน การเดินเกมของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ถือเป็นการวัดใจทุกฝ่ายว่าจะร่วมสร้างกติกาใหม่ไปพร้อมกันได้หรือไม่ เราต้องรอติดตามกันต่อไปว่ารายละเอียดร่างฉบับปรับปรุงนี้จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร และจะได้รับการตอบรับจากประชาชนได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – “จุลพันธ์” เผยมติเพื่อไทย ยื่นร่างแก้ไข รธน. แต่ปรับแก้เพื่อความสบายใจ ไม่กังวลล่ารายชื่อ สส.

ทรัมป์จวก “พวกไม่รักชาติ” หลังสภาโหวตจำกัดอำนาจทำสงคราม

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าสื่อต่างประเทศทันที เมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านสื่อโซเชียลมีเดียส่วนตัวอย่าง Truth Social เพื่อแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อการตัดสินใจของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีประเด็นสำคัญคือการโหวตหนุนมาตรการจำกัดอำนาจในการทำสงครามของเขา จนเกิดเป็นข่าวใหญ่ที่ว่า ทรัมป์จวก “พวกไม่รักชาติ” หลังสภาโหวตจำกัดอำนาจทำสงคราม อย่างเผ็ดร้อน

ทรัมป์จวก “พวกไม่รักชาติ” หลังสภาโหวตจำกัดอำนาจทำสงคราม

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติด้วยคะแนน 215 ต่อ 208 เสียง เพื่อรับรองข้อมติว่าด้วยอำนาจการทำสงคราม หรือ ‘War Powers Resolution’ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าสมาชิกสภาต้องการควบคุมอำนาจของประธานาธิบดีในการตัดสินใจเรื่องอิหร่าน สิ่งที่น่าจับตามองคือมีสมาชิกพรรครีพับลิกันถึง 4 คนที่ยอมแตกแถวมาลงคะแนนเห็นชอบกับฝ่ายเดโมแครตด้วย ทำให้ท่าทีของทรัมป์ในกรณีนี้รุนแรงกว่าทุกครั้ง

เบื้องลึกความขัดแย้ง: ทรัมป์จวก “พวกไม่รักชาติ” หลังสภาโหวตจำกัดอำนาจทำสงคราม

นอกจากนี้ ในมุมมองของทรัมป์ เขาเชื่อว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการทำลายความมั่นคงในขณะที่เขากำลังเจรจาขั้นสุดท้ายเพื่อยุติสงคราม เขากล่าวตำหนิพรรคเดโมแครตว่าเป็นพวกที่เกลียดเขาจนยอมให้ประเทศล้มเหลว และตราหน้า สส. ในสังกัดพรรคตัวเองที่เห็นต่างว่า “เป็นพวกชอบเรียกร้องความสนใจ” โดยเหตุการณ์นี้ตอกย้ำให้เห็นถึงรอยร้าวภายในพรรครีพับลิกันเองอย่างชัดเจน

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับมาตรการนี้คือ:

  • ข้อมติดังกล่าวเป็นเพียงเชิงสัญลักษณ์ (Concurrent Resolution) ไม่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายโดยตรง
  • ต้องการกดดันทำเนียบขาวเรื่องการใช้อำนาจทหารในอิหร่าน
  • สะท้อนถึงแรงกดดันจากกระแสสังคมเรื่องราคาน้ำมันและผลกระทบของสงคราม

ด้านตัวแทน สส. พรรครีพับลิกันที่ร่วมโหวตเห็นชอบอย่าง ทอม บาร์เรตต์ ได้กล่าวอย่างมั่นใจว่า การรักษาอำนาจในการประกาศสงครามไว้ที่รัฐสภาคือสิ่งที่ถูกต้องตามวิถีทางที่ควรจะเป็น และเขายืนยันว่าพร้อมรับมือกับทุกผลลัพธ์ที่จะตามมาจากการตัดสินใจครั้งนี้

ในท้ายที่สุด ไม่ว่าข้อมตินี้จะเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้มากน้อยเพียงใด แต่เหตุการณ์นี้ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของทรัมป์ในสนามความนิยมแน่นอน สิ่งที่ทั่วโลกต้องจับตากันต่อไปคือ ท่าทีของรัฐสภาสหรัฐฯ ที่ดูเหมือนจะตื่นตัวขึ้นในการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจประธานาธิบดี ไม่ว่าจะอยู่ในสังกัดพรรคไหนก็ตาม ซึ่งถือเป็นสีสันที่น่าสนใจมากสำหรับสถานการณ์การเมืองโลกในยุคปัจจุบัน

ที่มา – ทรัมป์จวก “พวกไม่รักชาติ” หลังสภาโหวตจำกัดอำนาจทำสงคราม

ศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัย คดี “เนติวิทย์” ร้องบังคับเกณฑ์ทหาร ขัดรัฐธรรมนูญ

ศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัย คดี “เนติวิทย์” ร้องบังคับเกณฑ์ทหาร ขัดรัฐธรรมนูญ เป็นประเด็นร้อนที่คนไทยจำนวนมากให้ความสนใจ โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนและนักกิจกรรมที่มองว่ากฎหมายเกณฑ์ทหารในปัจจุบันอาจไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสมัยใหม่

ศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัย คดี “เนติวิทย์” ร้องบังคับเกณฑ์ทหาร ขัดรัฐธรรมนูญ

วันที่ 30 เมษายน 2569 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติยุติการไต่สวนในคดีที่ศาลแขวงสมุทรปราการส่งคำร้องโต้แย้งจากนายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไศล จำเลยในคดีไม่เข้ารับการเกณฑ์ทหาร โดยนายเนติวิทย์ได้ยื่นขอให้ศาลวินิจฉัยว่าพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 27 และมาตรา 45 ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 (หลักนิติธรรม) และมาตรา 31 (สิทธิในชีวิตและร่างกาย) หรือไม่

หลังจากศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเอกสารหลักฐานและการอภิปรายแล้ว เห็นว่าคดีนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมาย чист粋 และมีพยานหลักฐานเพียงพอ จึงสั่งยุติการไต่สวนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง และนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติในวันอังคารที่ 12 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.00 น.

พื้นหลังคดี “เนติวิทย์” กับการเกณฑ์ทหาร

เนติวิทย์ โชติภัทร์ไศล เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และนักกิจกรรมทางการเมืองชื่อดังที่เคยเคลื่อนไหวต่อต้านการเกณฑ์ทหารมานาน เขาเชื่อว่าการบังคับเกณฑ์ทหารโดยไม่เลือกปฏิบัติขัดต่อสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีทหารทันสมัย ไม่จำเป็นต้องใช้กำลังพลจำนวนมากแบบในอดีต คดีนี้เกิดจากนายเนติวิทย์ไม่ไปรายงานตัวตามหมายเรียกของการตรวจเลือกทหารกองเกิน

ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 27 กำหนดให้ชายไทยที่อายุครบ 21 ปีบริบูรณ์ต้องเข้ารับการตรวจเลือกเพื่อเป็นทหารกองประจำการ ส่วนมาตรา 45 ระบุโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี สำหรับผู้ที่หลีกเลี่ยงหรือขัดขืนไม่มาตามหมายเรียก ซึ่งนายเนติวิทย์มองว่าเป็นการละเมิดสิทธิพื้นฐาน

ประเด็นกฎหมายที่ศาลต้องวินิจฉัย

  • มาตรา 27: การเรียกบุคคลเข้ารับการตรวจเลือกทหาร โดยไม่คำนึงถึงสิทธิส่วนบุคคล
  • มาตรา 45: บทลงโทษที่รุนแรงเกินสมควรสำหรับการไม่ปฏิบัติตาม
  • รัฐธรรมนูญมาตรา 26: หลักนิติธรรม ว่ากฎหมายต้องชัดเจน ไม่คลุมเครือ
  • รัฐธรรมนูญมาตรา 31: สิทธิในชีวิตและร่างกาย ไม่ถูกบังคับโดยปราศจากเหตุผล

การวินิจฉัยครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อระบบเกณฑ์ทหารของไทยอย่างมาก หากศาลเห็นว่าขัดรัฐธรรมนูญ อาจนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายใหม่ ทำให้เกิดทางเลือกอื่น เช่น การเกณฑ์แบบสมัครใจหรือบริการทดแทน

มุมมองสังคมและผลกระทบที่คาดการณ์

ในสังคมไทย การเกณฑ์ทหารเป็นประเพณีที่ฝังรากลึก แต่ในยุคดิจิทัล เสียงเรียกร้องให้ปฏิรูปดังขึ้นเรื่อยๆ นักกิจกรรมอย่างเนติวิทย์กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมือง หากคดีนี้ชนะ อาจเปิดทางให้เยาวชนรุ่นใหม่มีอิสระมากขึ้นในการเลือกเส้นทางชีวิต โดยไม่ถูกบังคับเข้ากองทัพ

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายทหารและรัฐบาลยืนยันว่าการเกณฑ์ทหารจำเป็นเพื่อความมั่นคงของชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน ศาลรัฐธรรมนูญจึงต้องถ่วงดุลระหว่างสิทธิส่วนบุคคลกับความมั่นคงของรัฐได้อย่างสมดุล

นอกจากนี้ คดีนี้ยังเชื่อมโยงกับกระแสปฏิรูปโครงสร้างกองทัพที่กำลังร้อนแรงในโซเชียลมีเดีย ผู้สนใจสามารถติดตามการถ่ายทอดสดการพิจารณาคดีได้ทางเว็บไซต์ศาลรัฐธรรมนูญ

การตัดสินใจของศาลในวันที่ 12 พ.ค. นี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับอนาคตของระบบเกณฑ์ทหารไทย คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นการถกเถียงในสังคม!

ที่มา – ศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัย คดี “เนติวิทย์” ร้องบังคับเกณฑ์ทหาร ขัดรัฐธรรมนูญ

“ธรรมนัส” กำชับ สส. “กล้าธรรม” ห้ามแตกแถว งดออกเสียงโหวตนายกฯ

“ธรรมนัส” กำชับ สส. “กล้าธรรม” ห้ามแตกแถว งดออกเสียงโหวตนายกฯ เป็นข่าวใหญ่ในวงการการเมืองไทยที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในขณะนี้ โดยเฉพาะในช่วงที่สภาผู้แทนราษฎรกำลังประชุมเพื่อลงมติแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ การเคลื่อนไหวของพรรคกล้าธรรม (กธ.) ภายใต้การนำของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กลายเป็นจุดสนใจ เพราะแสดงให้เห็นถึงหลักการและความสามัคคีของพรรคฝ่ายค้านพรรคนี้

“ธรรมนัส” กำชับ สส. “กล้าธรรม” ห้ามแตกแถว งดออกเสียงโหวตนายกฯ

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2567 เวลา 09.50 น. ที่ห้องประชุม 202 อาคารรัฐสภา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม พร้อมด้วยนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ได้ประชุมร่วมกับ ส.ส.พรรคทั้งหมด เพื่อกำหนดทิศทางการลงมติในสภา โดยเฉพาะประเด็นสำคัญอย่างการโหวตนายกรัฐมนตรี

ในที่ประชุม ร.อ.ธรรมนัส ได้เน้นย้ำหลักการของพรรคอย่างชัดเจนว่า พรรคกล้าธรรมอยู่กันแบบพี่น้องในครอบครัว การตัดสินใจใด ๆ โดยเฉพาะการโหวต ต้องมาจากมติร่วมกันของ ส.ส. ทั้ง 58 คน ห้ามแตกแถวเด็ดขาด หากมีความเห็นต่าง ให้ถกเถียงกันในห้องประชุมนี้เท่านั้น และเมื่อได้มติจากเสียงส่วนใหญ่แล้ว ทุกคนต้องยืนเคียงข้างกันไปในทิศทางเดียวกัน นี่คือหัวใจสำคัญของพรรคที่ยึดมั่น

มติเอกฉันท์งดออกเสียงโหวตนายกฯ ของพรรคกล้าธรรม

ผลจากการประชุม พรรคกล้าธรรมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ งดออกเสียง ในการโหวตนายกรัฐมนตรี โดยไม่มีใครถกเถียงหรือขัดแย้งกันเลย ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นเอกภาพที่แข็งแกร่ง เมื่อสื่อมวลชนถาม ร.อ.ธรรมนัส ว่า จะโหวตให้เพื่อนหรือไม่ เขาตอบอย่างชัดเจนว่า ต้องฟังเสียงอีก 57 เสียงก่อน ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน แสดงให้เห็นถึงประชาธิปไตยภายในพรรคที่แท้จริง

กำชับ ส.ส. ทำหน้าที่ฝ่ายค้านสร้างสรรค์

นอกจากเรื่องการโหวต ร.อ.ธรรมนัส ยังกำชับ ส.ส.ทุกคนให้ทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างสร้างสรรค์ โดยเน้นการอภิปรายปัญหาประชาชนในพื้นที่เป็นหลัก เช่น ปัญหาการเกษตร เศรษฐกิจพื้นฐาน สุขภาพ การศึกษา และสิ่งแวดล้อม ที่จะสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนและประเทศชาติ ขอให้หลีกเลี่ยงการพูดเรื่องส่วนตัวหรือการโจมตีที่ไม่มีสาระ เพราะจะทำให้การเมืองกลายเป็นน้ำเน่า

ทุกสัปดาห์ที่สภาเปิดประชุม ส.ส.พรรคกล้าธรรมต้องผลัดกันอภิปราย โดยพรรคจะมีข้อมูลและคอนเทนต์สำรอง (แบ็กอัป) ให้ เพื่อให้การพูดจามีหลักการ ข้อมูลครบถ้วน สมบูรณ์แบบ ไม่ใช่พูดแบบไร้สาระ พรรคจะสนับสนุนญัตติต่าง ๆ เพื่อให้ ส.ส. เป็นตัวแทนประชาชนอย่างแท้จริง

  • หลักการสำคัญ: ความสามัคคี ห้ามแตกแถว
  • ทิศทาง: งดออกเสียงโหวตนายกฯ
  • หน้าที่: อภิปรายปัญหาประชาชน ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว
  • การสนับสนุน: ข้อมูลและคอนเทนต์จากพรรค

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของพรรคกล้าธรรมไม่เพียงแต่แสดงถึงความเป็นมืออาชีพ แต่ยังเป็นตัวอย่างที่ดีให้พรรคการเมืองอื่น ๆ ในไทย โดยเฉพาะในสถานการณ์การเมืองที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง การยืนหยัดในหลักการจะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจงดออกเสียงของพรรคกล้าธรรมเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด เพราะช่วยรักษาความเป็นกลางในฐานะฝ่ายค้าน ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ตรวจสอบรัฐบาลใหม่ได้อย่างเต็มที่ หากคุณสนใจข่าวการเมืองอัปเดต ติดตามบล็อกของเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ และแสดงความคิดเห็นในช่องคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับมติของพรรคนี้

ที่มา – “ธรรมนัส” กำชับ สส. “กล้าธรรม” ห้ามแตกแถว งดออกเสียงโหวตนายกฯ

พรรคประชาชนล่าชื่อ! อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

พรรคประชาชนเดินเกมล่าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 แบบลงมติ

เมื่อเวลา 19.40 น. วันที่ 11 ธ.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงาน บรรยากาศจากอาคารรัฐสภา ว่า ภายหลังจากที่โหวต มาตรา 256/28 ที่มติที่ประชุมรัฐสภา ไม่เห็นด้วยกับกมธ.เสียงข้างมาก ในการใช้เสียงกึ่งหนึ่งของที่ประชุมรัฐสภา เห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยให้กลับไปใช้เสียงสว.1ใน3 มีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีเสียงสส.พรรคภูมิใจไทย ไปร่วมโหวตพลิกมติกมธ.เสียงข้างมากด้วยนั้น ล่าสุด เวลา 20.00 น. ทางแกนนำพรรคปชน.ได้ตามตัว สส.พรรคปชน. ให้ไปร่วมลงชื่อเพื่อเสนอญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 แบบลงมติ ทันที

พรรคประชาชนเดินเกมล่าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

สถานการณ์ทางการเมืองร้อนระอุขึ้นอีกครั้ง เมื่อพรรคประชาชน (ปชน.) เริ่มต้นเดินหน้ากระบวนการสำคัญทางการเมือง นั่นคือการล่าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นภายใต้บริบททางการเมืองที่ซับซ้อน และมีนัยสำคัญต่อเสถียรภาพของรัฐบาลปัจจุบัน

การตัดสินใจของพรรค ปชน. ในการผลักดันญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนี้ เป็นผลมาจากการพิจารณาถึงปัญหาและความท้าทายต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือการบริหารราชการแผ่นดิน พรรคฝ่ายค้านมักจะใช้กลไกของการอภิปรายไม่ไว้วางใจเพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล เปิดเผยข้อผิดพลาด และนำเสนอทางเลือกเชิงนโยบายให้กับประชาชน

เหตุผลเบื้องหลังการล่าชื่อเสนอญัตติ

มีหลายเหตุผลที่อาจเป็นแรงจูงใจให้พรรค ปชน. ตัดสินใจเดินหน้าในครั้งนี้ ประการแรกคือ ความไม่พอใจต่อการดำเนินงานของรัฐบาลในบางประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน หรือต่อผลประโยชน์ของประเทศ ประการที่สองคือ การต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าพรรคฝ่ายค้านยังคงทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจอย่างแข็งขัน

การเสนอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เสียงสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนหนึ่งตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ดังนั้น การล่าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล จึงเป็นขั้นตอนสำคัญในการรวบรวมเสียงสนับสนุนจาก สส. ฝ่ายค้านและ สส. จากพรรคร่วมรัฐบาลบางส่วนที่อาจมีความเห็นไม่ตรงกับรัฐบาลในบางประเด็น

การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นโอกาสสำคัญที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะได้ซักถามข้อเท็จจริงจากรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายและการดำเนินงานของรัฐบาลอย่างเปิดเผย การอภิปรายอาจนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขนโยบาย หรืออาจนำไปสู่การลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี หรือทั้งคณะรัฐบาล หากมีเสียงสนับสนุนเพียงพอ

ผลของการล่าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ครั้งนี้ จะมีผลต่อเสถียรภาพทางการเมือง และความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าผลการลงมติจะเป็นอย่างไร การอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ถือเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา

การเมืองไทยยังคงต้องจับตาดูสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด เพราะการเคลื่อนไหวของพรรค ปชน. อาจจุดประกายการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – พรรคประชาชนเดินเกมล่าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

“วันนอร์” สวน “บวรศักดิ์” เงื่อนไขต้องรอบรรจุญัตติซักฟอกก่อน แค่ธุรการ

“วันนอร์” สวน “บวรศักดิ์” กางกฎหมายยืนกรานฝ่ายค้านยื่นซักฟอกแล้วห้ามยุบสภา โต้เงื่อนไขต้องรอบรรจุวาระก่อนเป็นแค่ขั้นตอนธุรการ การันตียึดหลักตามรัฐธรรมนูญหนักแน่น

วันที่ 19 พ.ย. 2568 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ระบุแม้ฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแล้ว นายกรัฐมนตรียังมีสิทธิยุบสภาได้ หากยังไม่บรรจุญัตติเข้าสู่วาระการประชุม สวนทางกับสิ่งที่ประธานสภาฯระบุหากยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว นายกฯไม่มีสิทธิยุบสภาว่า นายบวรศักดิ์เป็นนักกฎหมายก็ตีความไปตามความเข้าใจ แต่สภาฯตีความตามรัฐธรรมนูญ ได้มอบให้สำนักกฎหมายพิจารณาหาข้อมติประเด็นดังกล่าว ฝ่ายกฎหมายประชุมลงมติร่วมกันว่า การยุบสภาทำได้ตลอดในฐานะรัฐบาล แต่จะทำไม่ได้เมื่อฝ่ายค้าน 1 ใน 5 ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามมาตรา 151 เพราะรัฐธรรมนูญระบุว่า เมื่อยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว รัฐบาลจะยุบสภาไม่ได้

ลั่นยึดรธน. เคร่งครัด

ส่วนข้อโต้แย้งที่ต้องรอประธานบรรจุญัตติก่อนนั้น ถือเป็นกระบวนการธุรการ รัฐธรรมนูญไม่เปิดให้มีการตรวจสอบในกระบวนการก่อน แต่เขียนว่า เมื่อยื่นญัตติแล้ว รัฐบาลไม่สามารถยุบสภาได้ แต่จะไม่สามารถดำเนินการได้ หากผู้ยื่นขอถอนญัตติ หรือกรณีที่ชื่อไม่ครบ 1 ใน 5 จะให้สมาชิกเติมชื่อเข้ามาภายใน 7 วัน หากครบกำหนด 7 วัน ยังไม่เติมชื่อประธานสภาฯก็ไม่บรรจุญัตติ แต่ฝ่ายค้านสามารถยื่นญัตติเข้ามาใหม่ได้ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ 151 วรรคสอง ใครจะตีความอย่างไร ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้กำหนดเหมือนสมัยก่อน ที่แม้ฝ่ายค้านยื่นญัตติแล้ว พรุ่งนี้จะอภิปรายฯ แต่ตอนเย็นรัฐบาลประกาศยุบสภาได้ หรือจะเปิดอภิปรายเวลา 10 โมง แต่รัฐบาลยุบสภาฯ ตอน 8 โมงก็ทำได้

ยันตีความไม่ตรงกันได้เหมือนศาล

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ส่วนที่โฆษกรัฐบาลชี้ว่าการตีความของประธานสภาฯ ไม่ตรงกับสมัยรัฐบาลน.ส.แพทองธาร ชินวัตรนั้น ยอมรับว่า การตีความอาจไม่ตรงกันได้เช่นเดียวกับคำพิพากษาศาลต่างๆ อาจไม่ตรงกัน ขึ้นอยู่กับว่าท้ายที่สุดจะไปสิ้นสุดที่ใด ในส่วนของสภาฯเป็นไปตามฝ่ายกฎหมายที่ตีความ เมื่อส่งให้ประธานสภาฯ พิจารณาและมีความเห็นตามคำเสนอของฝ่ายกฎหมายถือว่าได้ข้อยุติ ยืนยันว่า ถือตามรัฐธรรมนูญและผลของฝ่ายกฎหมาย และหากมีการลงมติแล้วคะแนนไว้วางใจของรัฐบาลไม่ถึงเกณฑ์ ก็ยุบสภาฯ ไม่ได้ แต่ถ้าคะแนนผ่านเกณฑ์รัฐบาลก็ทำงานต่อ หรือจะยุบสภาก็ได้

“วันนอร์” สวน “บวรศักดิ์” เงื่อนไขต้องรอบรรจุญัตติซักฟอกก่อน แค่ธุรการ

ประเด็นที่น่าสนใจจากข่าวนี้คือ การตีความข้อกฎหมายที่แตกต่างกันระหว่างนักกฎหมาย กับฝ่ายสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของเงื่อนไข “วันนอร์” สวน “บวรศักดิ์” เงื่อนไขต้องรอบรรจุญัตติซักฟอกก่อน ซึ่งทางประธานสภาฯ มองว่าเป็นเพียงขั้นตอนทางธุรการเท่านั้น

ทำความเข้าใจเงื่อนไข “วันนอร์” สวน “บวรศักดิ์” เงื่อนไขต้องรอบรรจุญัตติซักฟอกก่อน

หลายคนอาจสงสัยว่า เงื่อนไข “วันนอร์” สวน “บวรศักดิ์” เงื่อนไขต้องรอบรรจุญัตติซักฟอกก่อน นี้มีความสำคัญอย่างไร ทำไมถึงเป็นประเด็นที่ต้องถกเถียงกัน คำตอบคือ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับอำนาจในการยุบสภาของผู้บริหารประเทศ หากมองว่าเป็นเพียงขั้นตอนธุรการ การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจก็จะสามารถเกิดขึ้นได้ทันที และรัฐบาลจะไม่สามารถยุบสภาได้ แต่หากมองว่าต้องรอการบรรจุญัตติก่อน ก็จะเปิดช่องให้รัฐบาลสามารถยุบสภาได้ก่อนที่จะมีการอภิปรายเกิดขึ้น

ดังนั้น การตีความในประเด็นนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพทางการเมืองในปัจจุบัน

จากกรณี “วันนอร์” สวน “บวรศักดิ์” เงื่อนไขต้องรอบรรจุญัตติซักฟอกก่อน นี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตีความกฎหมาย และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการเมืองไทยในอนาคต

ที่มา – “วันนอร์” สวน “บวรศักดิ์” เงื่อนไขต้องรอบรรจุญัตติซักฟอกก่อน เป็นแค่ขั้นตอนธุรการ

Scroll to top