การเจรจาระหว่างประเทศ

“สรศักดิ์” ซัดรัฐบาลต้อนรับ “มิน อ่อง หล่าย” ทำไทยสูญเสียความน่าเชื่อถือในเวทีโลก

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยและต่างประเทศ เมื่อนายสรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือดถึงท่าทีของรัฐบาลไทยต่อการต้อนรับ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำเมียนมา โดยมองว่าการเดินหมากทางการทูตครั้งนี้อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไทยต้องผิดหวังและได้รับผลกระทบในระยะยาว

“สรศักดิ์” ซัดรัฐบาลต้อนรับ “มิน อ่อง หล่าย” ทำไทยสูญเสียความน่าเชื่อถือในเวทีโลก

การเคลื่อนไหวของรัฐบาลในครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงเกินไป การต้อนรับผู้นำเมียนมาในฐานะรัฐบาลพลเรือนท่ามกลางกระแสคัดค้านจากนานาชาตินั้น นายสรศักดิ์ย้ำว่า “สรศักดิ์” ซัดรัฐบาลต้อนรับ “มิน อ่อง หล่าย” ทำไทยสูญเสียความน่าเชื่อถือในเวทีโลก อย่างเห็นได้ชัด เพราะนอกจากจะขัดต่อจุดยืนของอาเซียนแล้ว ยังเป็นการฟอกตัวให้กับระบอบเผด็จการโดยที่เราไม่ได้รับผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมกลับคืนมาเลย

มุมมองต่อการทูตที่ล้มเหลว

นายสรศักดิ์ได้ชี้ให้เห็นถึงความผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์ 3 ประการ ที่รัฐบาลไทยกำลังเผชิญ ได้แก่:

  • การยึดติดกับสมมติฐานเก่า: การมองว่ากองทัพเมียนมาคือตัวแทนเดียวของอธิปไตย ซึ่งละเลยกลุ่มชาติพันธุ์และรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) ที่มีบทบาทในพื้นที่จริง
  • การเสียจุดยืนอาเซียน: การยอมรับรัฐบาลเนปิดอว์อาจทำให้ไทยเสียความน่าเชื่อถือในการเป็นผู้นำและผู้สร้างสันติภาพในระดับภูมิภาค
  • สัญญาที่ว่างเปล่า: ข้อตกลงต่างๆ ที่ผ่านมาไม่สามารถแก้ปัญหาต้นตอ เช่น สารพิษในแม่น้ำกก หรือปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติได้เลย

จากประเด็นทั้งหมดที่กล่าวมา สะท้อนให้เห็นว่าการที่ “สรศักดิ์” ซัดรัฐบาลต้อนรับ “มิน อ่อง หล่าย” ทำไทยสูญเสียความน่าเชื่อถือในเวทีโลก นั้นไม่ใช่เพียงแค่ความเห็นต่างทางการเมือง แต่เป็นคำเตือนถึงอนาคตของนโยบายต่างประเทศไทยที่กำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่เปราะบาง การพึ่งพากลไกเนปิดอว์เพียงอย่างเดียวในขณะที่พวกเขายังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ในประเทศได้ คือการเดิมพันด้วยชื่อเสียงของประเทศที่อาจไม่คุ้มค่ากับการลงทุน

ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องทบทวนท่าทีอย่างจริงจังและเปิดช่องทางเจรจากับทุกฝ่ายในเมียนมา เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและรักษาเกียรติภูมิของประเทศไทยในเวทีโลกเอาไว้ให้ได้ คุณมีความเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? การต้อนรับครั้งนี้คือโอกาสทางยุทธศาสตร์หรือความผิดพลาดครั้งใหญ่กันแน่?

ที่มา – “สรศักดิ์” ซัดรัฐบาลต้อนรับ “มิน อ่อง หล่าย” ทำไทยสูญเสียความน่าเชื่อถือในเวทีโลก

ทรัมป์รื้อฟื้นปมกรีนแลนด์ ก่อนประชุมนาโต ขู่ถอนทหารจากยุโรป

เรียกได้ว่าสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับเวทีโลกอีกครั้ง เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาจุดประเด็นในเรื่องเก่าที่เคยเป็นกระแสเมื่อหลายปีก่อนอย่างเรื่องการขอซื้อหรือเข้าควบคุมเกาะกรีนแลนด์ ซึ่งเรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทันทีทรัมป์รื้อฟื้นปมกรีนแลนด์ ก่อนประชุมนาโต ขู่ถอนทหารจากยุโรป โดยมองว่าพื้นที่ดังกล่าวมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อความมั่นคงของสหรัฐอเมริกาอย่างยิ่ง

ทรัมป์รื้อฟื้นปมกรีนแลนด์ ก่อนประชุมนาโต ขู่ถอนทหารจากยุโรป ในมุมมองต่างชาติ

เหตุการณ์ล่าสุดนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ผู้นำสหรัฐฯ เดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดผู้นำนาโต โดยเขาได้แสดงท่าทีที่ค่อนข้างแข็งกร้าวต่อบรรดาชาติพันธมิตรในยุโรป โดยเฉพาะเดนมาร์กที่เป็นเจ้าของพื้นที่กรีนแลนด์ ทรัมป์ให้เหตุผลว่าหากยุโรปไม่ให้ความร่วมมือในเรื่องนี้ เขาก็พร้อมที่จะถอนกำลังพลของสหรัฐฯ ออกจากประเทศในยุโรปทั้งหมด ประเด็นเรื่อง ทรัมป์รื้อฟื้นปมกรีนแลนด์ ก่อนประชุมนาโต ขู่ถอนทหารจากยุโรป จึงกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญของการปะทะคารมในที่ประชุม

เหตุผลที่ทรัมป์ยังคงยืนยันเรื่องกรีนแลนด์

นอกจากประเด็นเรื่องการเข้าครอบครองแล้ว ทรัมป์ยังได้กล่าวพาดพิงถึงภัยคุกคามจากรัสเซียและจีนที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในเขตอาร์กติกมากขึ้น เขามองว่ากรีนแลนด์คือทำเลทองที่หากใครถือครองไว้จะได้เปรียบอย่างมหาศาล โดยเขากล่าวว่า:

  • กรีนแลนด์เป็นพื้นที่สำคัญด้านความมั่นคงสำหรับสหรัฐฯ
  • การปล่อยให้พื้นที่นี้อยู่ในมือเดนมาร์กโดยไม่มีมาตรการป้องกันที่เพียงพอเป็นความเสี่ยง
  • สหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการคุ้มครองประเทศในยุโรปหากไม่ยอมร่วมมือในสิ่งที่เขาต้องการ

อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้นำยุโรปและผู้เชี่ยวชาญต่างมองเรื่องนี้เป็นเพียงกลยุทธ์การต่อรองทางการเมืองเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องของการป้องกันประเทศจริงๆ เพราะการเข้าถึงพื้นที่ขั้วโลกต้องใช้ความร่วมมือจากหลายฝ่าย หลายประเทศอย่างฟินแลนด์เองก็ได้ออกมาเตือนให้บรรดาผู้นำโลก “ใจเย็นลง” และหันมาใช้วิธีการเจรจาทางการทูตแทนการข่มขู่ด้วยกำลังทหาร

ในอนาคตเราคงได้เห็นบทสรุปว่าคณะทำงานจากสามฝ่าย คือ สหรัฐฯ เดนมาร์ก และกรีนแลนด์ จะหาทางออกเพื่อยุติเรื่อง ทรัมป์รื้อฟื้นปมกรีนแลนด์ ก่อนประชุมนาโต ขู่ถอนทหารจากยุโรป ได้อย่างไร ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของนาโตที่จะต้องพิสูจน์ความเป็นเอกภาพของสมาชิกท่ามกลางความท้าทายจากอเมริกาและภัยคุกคามในภูมิภาคอาร์กติก ซึ่งเราต้องติดตามกันต่อไปว่าผลกระทบหลังจากนี้จะส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับกลุ่มประเทศในยุโรปอย่างไรบ้าง ท้ายที่สุดแล้ว ทูตที่ดีที่สุดในสถานการณ์ตึงเครียดแบบนี้ก็คือความใจเย็นและการเจรจาด้วยเหตุผล มากกว่าการขู่ถอนตัวออกจากความสัมพันธ์ที่มีมาอย่างยาวนาน

ที่มา – ทรัมป์รื้อฟื้นปมกรีนแลนด์ ก่อนประชุมนาโต ขู่ถอนทหารจากยุโรป

นายกฯ ชี้ ไทย-กัมพูชาอยู่บนกฎเดียวกัน

ในสถานการณ์ตึงเครียดเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล (Overlapping Claims Area หรือ OCA) ระหว่างไทยและกัมพูชา นายกฯ ชี้ ไทย-กัมพูชาอยู่บนกฎเดียวกัน กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตา หลังจากนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ฮุน มาเนต เสนอใช้กลไกการไกล่เกลี่ยโดยบังคับตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) นายกรัฐมนตรีไทย อนุทิน ชาญวีรกูล ย้ำว่าทั้งสองฝ่ายต้องยึดหลักกฎเกณฑ์เดียวกัน โดยเฉพาะหลังจากที่ไทยไม่มี MOU 38/2544 อยู่ในข้อตกลงแล้ว ทำให้การเจรจาในอนาคตต้องกำหนดกรอบใหม่ให้ชัดเจน

นายกฯ ชี้ ไทย-กัมพูชาอยู่บนกฎเดียวกัน

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2567 เวลา 10.55 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการโพสต์ข้อความของนายฮุน มาเนต ที่ประกาศใช้กลไก Compulsory Conciliation ภายใต้ UNCLOS เพื่อหาข้อยุติในประเด็นทะเลทับซ้อน นายกฯ อนุทิน มองว่านี่เป็นทิศทางที่ดี เพราะ “อย่างน้อย 2 ประเทศก็จะไปอยู่บนพื้นฐานกฎเกณฑ์เดียวกัน สมัยก่อนเหมือนใช้กันคนละกฎเกณฑ์ ซึ่งตอนนี้ประเทศไทยไม่ได้มี MOU 2544 แล้ว หากหลังจากนี้จะพูดคุยอะไรกันต้องมากำหนดกฎเกณฑ์กันใหม่ ซึ่งยังมีเวลาที่จะต้องมาหารือกัน อีกทั้งกระทรวงการต่างประเทศก็รับผิดชอบเรื่องนี้อยู่”

คำกล่าวนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไทยในการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี โดยยึดหลักกฎหมายสากลเป็นหลัก ไม่ปล่อยให้ข้อพิพาทลุกลาม สิ่งสำคัญคือการสร้างกรอบการเจรจาใหม่ที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้

พื้นหลังปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา

ปัญหานี้ยืดเยื้อมานานกว่า 20 ปี โดยเฉพาะบริเวณอ่าวไทยใกล้เกาะกูดและเกาะอื่นๆ ที่ทั้งไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิ์ทับซ้อน พื้นที่ OCA มีศักยภาพสูงทั้งด้านน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และประมง ทำให้เป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่กระทบต่อความสัมพันธ์ทวิภาคี

ในอดีต ทั้งสองประเทศเคยพยายามเจรจาผ่าน MOU 38/2544 ที่ลงนามเมื่อ 18 มิถุนายน 2544 เพื่อร่วมสำรวจทรัพยากรโดยไม่กระทบอธิปไตย แต่ไทยภายใต้มติคณะรัฐมนตรีเมื่อไม่นานมานี้ ได้ตัดสินใจไม่ยอมรับ MOU นี้ในส่วนที่เกี่ยวกับ OCA อีกต่อไป ทำให้สถานะเปลี่ยนแปลง

MOU 38/2544 คืออะไร และทำไมไทยถึงถอน?

  • MOU 38/2544: เป็นบันทึกความเข้าใจเพื่อการสำรวจร่วมพื้นที่ทับซ้อน โดยไม่ตัดสินเรื่องเขตแดน
  • เหตุผลที่ไทยถอน: เพื่อปกป้องผลประโยชน์ชาติ โดยเฉพาะอธิปไตยเหนือเกาะกูดและน่านน้ำใกล้เคียง ไทยยืนยันสิทธิ์ตามแผนที่ประวัติศาสตร์และกฎหมายสากล
  • ผลกระทบ: กัมพูชาไม่เห็นด้วย และยื่นเรื่องต่อ ICJ แต่ไทยไม่ยอมรับอำนาจศาลในส่วนนี้
  • ทางเลือกใหม่: ใช้ UNCLOS ซึ่งไทยและกัมพูชาเป็นภาคีทั้งคู่

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ นายกฯ ชี้ ไทย-กัมพูชาอยู่บนกฎเดียวกัน กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเจรจาแบบเท่าเทียม

การตอบสนองจากนายกฯ ฮุน มาเนต

นายฮุน มาเนต โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว รับปากว่าจะใช้กลไกการไกล่เกลี่ยโดยบังคับ ซึ่งเป็นขั้นตอนเบื้องต้นของ UNCLOS ก่อนเข้าสู่ arbitration หรือศาลอนุญาตให้ทั้งสองฝ่ายส่งผู้ไกล่เกลี่ย และมีกรอบเวลา 1 ปีในการหาข้อตกลง นี่แสดงถึงความตั้งใจของกัมพูชาที่จะเดินหน้าตามกฎสากล

ทิศทางข้างหน้าของการเจรจาไทย-กัมพูชา

หลังจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศไทยจะเป็นหัวใจหลักในการประสานงาน โดยนายกฯ อนุทิน ย้ำว่ายังมีเวลาในการกำหนด “กฎเกณฑ์ใหม่” เช่น การยอมรับ UNCLOS เป็นฐาน การแบ่งปันข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ และหลีกเลี่ยงการใช้กำลัง

  • กำหนดขอบเขตพื้นที่ OCA ใหม่
  • ร่วมสำรวจทรัพยากรอย่างโปร่งใส
  • สร้างความไว้วางใจผ่านการพบปะผู้นำ
  • ใช้ผู้ไกล่เกลี่ยที่เป็นกลางจาก UN

นอกจากนี้ ยังควรพิจารณาความร่วมมืออื่นๆ เช่น การค้าชายแดน การท่องเที่ยว และการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อลดความตึงเครียด

ในมุมมองของผู้เขียน การที่ นายกฯ ชี้ ไทย-กัมพูชาอยู่บนกฎเดียวกัน เป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงวุฒิภาวะทางการเมืองของผู้นำทั้งสองฝ่าย หากเจรจาสำเร็จ จะไม่เพียงแก้ปัญหาทะเล แต่ยังเสริมสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว คุณคิดว่าการใช้ UNCLOS จะนำไปสู่สันติภาพได้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามพัฒนาการต่อไป!

ที่มา – นายกฯ ชี้ ไทย-กัมพูชาอยู่บนกฎเดียวกัน หลังจากนี้จะพูดคุยอะไรต้องกำหนดกฎเกณฑ์ใหม่

“สีหศักดิ์” ย้ำไม่ยุติเจรจา หลังกัมพูชาโวย UNCLOS

สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทยกำลังเป็นที่จับตา เมื่อ “สีหศักดิ์” ย้ำไม่ยุติเจรจา หลังกัมพูชาโวย โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย ยืนยันว่าจะชงเรื่องยกเลิกบันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทยปี พ.ศ. 2544 หรือ MOU 44 เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันนี้ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการแก้ปัญหายืดเยื้อมานาน

“สีหศักดิ์” ย้ำไม่ยุติเจรจา หลังกัมพูชาโวย

เมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอย่างตรงไปตรงมา โดยยืนยันว่าเรื่องการยกเลิก MOU 44 จะเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ในวันนี้ และหลังจากนั้นจะมีการเปิดเผยรายละเอียดให้ทราบต่อไป แม้กัมพูชาจะแสดงท่าทีไม่พอใจและโวยวาย แต่ไทยย้ำชัดเจนว่า การยกเลิก MOU ไม่ได้หมายถึงการยุติการเจรจาแต่อย่างใด ไทยยังคงเดินหน้าพูดคุยภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล พ.ศ. 2525 (UNCLOS) ซึ่งเป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ

ท่าทีกัมพูชาและการตอบโต้ของไทย

กัมพูชาได้ออกมาแสดงความไม่พอใจต่อการเคลื่อนไหวของไทย โดยมองว่าการยกเลิก MOU 44 อาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการเจรจาที่ดำเนินมากว่า 20 ปี แต่ฝั่งไทยชี้แจงว่า MOU 44 เป็นเพียงกรอบการเจรจาเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ใช่การกำหนดเขตแดนที่ชัดเจน และการยกเลิกจะช่วยให้ไทยสามารถอ้างสิทธิ์ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะหลักกลางกลาง (equidistance principle) ตาม UNCLOS

เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่ารัฐบาลไทยจะทำอย่างไร หากกัมพูชาปฏิเสธที่จะเจรจาต่อ นายสีหศักดิ์ ตอบว่า ยังไม่เห็นท่าทีดังกล่าวจากกัมพูชา และไทยยังคงเปิดช่องสำหรับการพูดคุย โดยอาจมีการหารือในเวทีประชุมสุดยอดอาเซียนที่ฟิลิปปินส์ในช่วงใกล้เคียงนี้ แม้จะไม่ได้ตอบคำถามตรงๆ แต่ท่าทีของนายสีหศักดิ์ แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจและการเตรียมพร้อมของฝ่ายไทย

ประวัติศาสตร์ MOU 44 และข้อพิพาทในอ่าวไทย

MOU 44 ลงนามเมื่อปี พ.ศ. 2544 ในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เพื่อเป็นกรอบการสำรวจและพัฒนาทรัพยากรในพื้นที่ทับซ้อนอ่าวไทย ซึ่งมีศักยภาพสูงในด้านปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติ พื้นที่ดังกล่าวครอบคลุมกว่า 26,000 ตารางกิโลเมตร โดยไทยอ้างสิทธิ์ตามเส้นกลางอ่าว ขณะที่กัมพูชาอ้างตามแผนที่เก่าและเกาะต่างๆ เช่น เกาะกูดและเกาะชูรัก ซึ่งนำไปสู่ข้อพิพาทยืดเยื้อ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั้งสองประเทศเคยเจรจามาแล้วหลายรอบ แต่ไม่เคยบรรลุผล โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ปะทะที่ปราสาทพระวิหารเมื่อปี 2551-2554 ที่ทำให้ความสัมพันธ์ตึงเครียดยิ่งขึ้น การยกเลิก MOU 44 ในครั้งนี้ จึงเป็นก้าวสำคัญที่ไทยแสดงจุดยืนชัดเจน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ

  • ประเด็นสำคัญจากคำแถลง:
  • ชงยกเลิก MOU 44 เข้าครม. วันนี้
  • ยืนยันไม่ยุติการเจรจา ยังใช้ UNCLOS เป็นกรอบ
  • กัมพูชายอมรับต้องเจรจาตามกฎหมายระหว่างประเทศ
  • ยังไม่มีท่าทีปฏิเสธจากกัมพูชา
  • อาจหารือในประชุมอาเซียน

ผลกระทบและแนวโน้มในอนาคต

การตัดสินใจยกเลิก MOU 44 อาจนำไปสู่การเจรจาใหม่ที่เข้มข้นขึ้น โดยไทยคาดหวังให้เกิดการแบ่งเขตที่เป็นธรรมตาม UNCLOS ซึ่งมาตรา 74 และ 83 กำหนดให้รัฐชายฝั่งใกล้เคียงต้องตกลงกันเรื่องเขตแดนทางบกและทะเล หากไม่สามารถตกลงได้ อาจส่งเรื่องให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) พิจารณา แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงยึดมั่นการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี

นอกจากนี้ พื้นที่อ่าวไทยยังเป็นแหล่งพลังงานสำคัญ หากสามารถแก้ไขได้ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ ซึ่งมีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการเคลื่อนไหวของ “สีหศักดิ์” ย้ำไม่ยุติเจรจา หลังกัมพูชาโวย เป็นกลยุทธ์ที่สมดุลระหว่างความแข็งกร้าวและการทูต

ในมุมมองของผู้เขียน การดำเนินการครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดของรัฐบาลไทยในการปกป้องอธิปไตย แต่ยังคงเปิดประตูสู่การแก้ปัญหาอย่างสันติ ซึ่งเป็นแนวทางที่ถูกต้อง คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อติดตามข่าวสารล่าสุด!

ที่มา – “สีหศักดิ์” ย้ำแต่ไม่ยุติเจรจา หลังกัมพูชาโวย ย้ำยังเดินหน้าภายใต้ UNCLOS

สีหศักดิ์ โต้กัมพูชา UNHRC ชี้ไทยถูกรุกล้ำ

สีหศักดิ์ โต้กัมพูชา UNHRC กลายเป็นประเด็นที่คนไทยให้ความสนใจอย่างมากในช่วงนี้ เมื่อนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย ออกโรงโต้กลับการกล่าวหาที่บิดเบือนจากฝั่งกัมพูชากลางเวทีสหประชาชาติ สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียดมานาน ถูกนำมาพูดถึงอีกครั้งในที่ประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) สมัยที่ 61 เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ณ นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว โต้กัมพูชา UNHRC

สีหศักดิ์ โต้กัมพูชา UNHRC กรณีใส่ร้ายบิดเบือนข้อเท็จจริง

ในการกล่าวถ้อยแถลง รัฐมนตรีสีหศักดิ์ได้ย้อนประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา โดยชี้แจงว่าประเทศไทยเคยเปิดให้ที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัยจากสงครามกลางเมืองในกัมพูชา รวมถึงให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและฟื้นฟูประเทศหลังสงคราม แต่กลับถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้รุกล้ำดินแดน ซึ่งเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง สีหศักดิ์ โต้กัมพูชา UNHRC โดยตรงต่อรองนายกัมพูชาที่พาดพิงไทย โดยระบุว่าการกระทำของกัมพูชา เช่น การยั่วยุ การวางทุ่นระเบิด และการยิงข้ามชายแดน เป็นต้นเหตุของความขัดแย้ง ไม่ใช่ฝ่ายไทย

ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะบริเวณปราสาทพระวิหารและพื้นที่ใกล้เคียง ได้กลายเป็นจุด nóngมานานหลายสิบปี แม้ทั้งสองฝ่ายจะมีข้อตกลงหยุดยิง แต่กัมพูชายังคงทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นระหว่างประเทศ ซึ่งรัฐมนตรีสีหศักดิ์มองว่าเป็นการบั่นทอนสันติภาพในภูมิภาคอาเซียน นอกจากนี้ ไทยยังยืนยันที่จะปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพดินแดน โดยไม่ยอมให้มีการรุกล้ำใดๆ

การประชุม UNHRC เจนีวา

สีหศักดิ์ โต้กัมพูชา UNHRC ชี้ไทยถูกรุกล้ำดินแดนมานาน

รัฐมนตรีฯ ยังได้กล่าวถึงปัญหาอื่นๆ ในที่ประชุม เช่น วิกฤตการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตข้ามชาติที่ไทยได้รับผลกระทบหนัก โดยเรียกร้องให้ทุกประเทศร่วมมือปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ ซึ่งมักมีฐานในประเทศที่ขาดหลักนิติธรรม นี่แสดงให้เห็นถึงบทบาทนำของไทยในเวทีโลก ไม่ใช่แค่เรื่องชายแดนเท่านั้น

ย้อนดูบริบท ปัญหาชายแดนเกิดจากการละเมิดซ้ำซากของกัมพูชา รวมถึงการแทรกแซงการเมืองภายในไทย ส่งผลให้เกิดการปะทะที่พลเรือนเสียชีวิต ซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมที่ไม่ควรเกิดกับเพื่อนบ้านอาเซียน ไทยปรารถนาสันติภาพเสมอมา และเรียกร้องให้กัมพูชาเลือกทางเจรจาแทนการยั่วยุ โดยเฉพาะในยุคที่ทั้งคู่มีข้อตกลงหยุดยิงแล้ว

  • ไทยให้ที่พักพิงผู้ลี้ภัยกัมพูชาในอดีต
  • ช่วยฟื้นฟูหลังสงครามกลางเมือง
  • ยืนยันเจรจาแต่ปกป้องดินแดน
  • ประณามการยิงข้ามแดนและทุ่นระเบิด
  • เรียกร้องสันติภาพแทนความตึงเครียด

การที่สีหศักดิ์ โต้กัมพูชา UNHRC แบบนี้ สะท้อนความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการปกป้องผลประโยชน์ชาติ โดยใช้หลักฐานและข้อเท็จจริง ไม่ใช่แค่วาทกรรม นอกจากนี้ ยังย้ำถึงความสำคัญของระบบพหุภาคีในยุคท้าทาย เพื่อแก้ปัญหาสิทธิมนุษยชนและความมั่นคง

ในมุมมองของผู้เขียน การโต้กลับที่หนักแน่นครั้งนี้ช่วยเสริมภาพลักษณ์ไทยในเวทีโลก และเป็นเครื่องเตือนใจว่าประเทศไทยไม่ยอมให้ถูกกลั่นแกล้ง ปัญหานี้ควรแก้ด้วยการเจรจาพหุฝ่าย เช่น ผ่านอาเซียน เพื่อสันติภาพยั่งยืน คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความเพื่อให้คนไทยตื่นตัวเรื่องชายแดน!

ที่มา – “สีหศักดิ์” โต้กลางเวที UNHRC กัมพูชาใส่ร้ายบิดเบือนข้อเท็จจริง ชี้ไทยถูกรุกล้ำดินแดนมานาน

“อันวาร์” ขอบคุณ “นายกฯ อนุทิน” เพื่อสันติภาพ

“อันวาร์” ขอบคุณ “นายกฯอนุทิน” กล้าหาญผลักดันสันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยวิถีทางการทูต จนสามารถลงนามสันติภาพร่วมกันได้

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 26 ต.ค. 2568 ณ ศูนย์การประชุมกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง โดยมีดาโต๊ะซรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เป็นประธานเปิดการประชุมอย่างเป็นทางการ พร้อมด้วยผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน ประเทศคู่เจรจา และองค์การระหว่างประเทศ

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้กล่าวต้อนรับผู้นำอาเซียนทุกประเทศ ช่วงหนึ่งของถ้อยแถลง นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กล่าวขอบคุณ นายกรัฐมนตรีของไทยในฐานะผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และกล้าหาญในการผลักดันสันติภาพชายแดนด้วยวิถีทางการทูต จนนำไปสู่การลงนาม Joint Declaration ที่จะนำไปสู่สันติภาพไทย–กัมพูชา ในวันนี้ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยมองว่า การลงนามฯ ของประเทศไทยและกัมพูชาจะทำให้ประชาคมโลกได้เห็นว่าสันติวิธีของอาเซียนสามารถนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม เพราะสันติภาพ คือ พลังแห่งความกล้าหาญ ที่ทำให้แต่ละชาติสามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้

ในที่ประชุมฯ ผู้นำอาเซียนยังแสดงความยินดีกับติมอร์–เลสเต ในโอกาสเข้าร่วมเป็นสมาชิกใหม่ของอาเซียนอย่างเป็นทางการ

“อันวาร์” ขอบคุณ “นายกฯ อนุทิน” กล้าหาญผลักดันสันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยวิถีทางการทูต

การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 ที่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ไม่เพียงแต่เป็นเวทีสำหรับการหารือประเด็นสำคัญระดับภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญที่นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ดาโต๊ะซรี อันวาร์ อิบราฮิม ได้แสดงความขอบคุณต่อนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล สำหรับบทบาทสำคัญในการผลักดันสันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชาด้วยวิถีทางการทูต นี่เป็นความสำเร็จที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้นำในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี

ความสำคัญของการผลักดันสันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชา

การที่นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม กล่าวขอบคุณ “นายกฯ อนุทิน” กล้าหาญผลักดันสันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยวิถีทางการทูตนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเจรจาและการทูตในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ การลงนาม Joint Declaration ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งจะส่งผลดีต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจในภูมิภาค

การผลักดันสันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่เพียงแต่เป็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในอดีต แต่ยังเป็นการสร้างรากฐานสำหรับความร่วมมือในอนาคต ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม การที่ทั้งสองประเทศสามารถตกลงกันได้ด้วยสันติวิธีถือเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคที่มีความขัดแย้งคล้ายคลึงกัน

นอกจากนี้ การที่ผู้นำอาเซียนให้ความสำคัญกับสันติภาพและการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ยังแสดงให้เห็นถึงบทบาทของอาเซียนในการเป็นศูนย์กลางของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาค การที่ติมอร์-เลสเต ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกใหม่ของอาเซียนอย่างเป็นทางการ ก็เป็นสัญญาณที่ดีถึงความมุ่งมั่นของอาเซียนในการขยายความร่วมมือและส่งเสริมสันติภาพในภูมิภาค

การที่นายกรัฐมนตรีมาเลเซียกล่าวขอบคุณ “นายกฯ อนุทิน” กล้าหาญผลักดันสันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยวิถีทางการทูตนี้ เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง เพราะแสดงให้เห็นว่าผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และความกล้าหาญสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกให้กับภูมิภาคได้ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีจึงเป็นสิ่งที่ควรสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดขึ้นในทุกๆ สถานการณ์

ที่มา – “อันวาร์” ขอบคุณ “นายกฯ อนุทิน” กล้าหาญผลักดันสันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยวิถีทางการทูต

สีหศักดิ์เชื่อ ไทย-กัมพูชา ตกลงแผนงานร่วมกันได้

“สีหศักดิ์” เชื่อ กลไกเจรจา JBC-GBC ยังได้ผล มอง “ไทย-กัมพูชา” สามารถตกลงทำแผนงานร่วมกันได้

เมื่อเวลา 12.10 น. วันที่ 21 ต.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุว่าหากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC และคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC ไม่ได้ผลก็จะไม่มีการประชุมอีกแล้ว ว่า ตนเชื่อว่าได้ผล

เมื่อถามว่าหากทั้ง 2 เวทีการเจรจาไม่ได้ผลจะไม่หยุดแค่นี้ใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์ ระบุว่า การประชุม GBC เกี่ยวกับเรื่องที่จะลงนาม ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นถ้อยแถลงตามที่คุยกัน เชื่อว่าจะสามารถทำแผนงานในรายละเอียดต่างๆ ได้

เมื่อถามว่าหากผลไม่เป็นไปตามที่ต้องการ ทางกระทรวงการต่างประเทศจะดำเนินการเช่นไร นายสีหศักดิ์ กล่าวว่าเชื่อว่าทั้งสองฝ่ายพูดคุยกันได้และสามารถตกลงกันได้ อย่างไรก็ตามต้องพูดคุยกับคณะผู้แทน กำลังประชุมกันอยู่ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์

สีหศักดิ์เชื่อ ไทย-กัมพูชา สามารถตกลงทำแผนงานร่วมกันได้

สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความร่วมมือและการจัดการชายแดน ล่าสุด นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมาแสดงความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยและกัมพูชาจะสามารถตกลงทำแผนงานร่วมกันได้ผ่านกลไกการเจรจาที่มีอยู่

การแสดงความเชื่อมั่นดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของกลไกการเจรจา JBC (คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม) และ GBC (คณะกรรมการชายแดนทั่วไป) ที่มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาและส่งเสริมความร่วมมือตามแนวชายแดน

ความสำคัญของกลไก JBC และ GBC

กลไก JBC และ GBC มีบทบาทสำคัญในการ:

  • แก้ไขปัญหาเขตแดนที่ยังคงค้างคา
  • ส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงตามแนวชายแดน
  • พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ชายแดน
  • สร้างความเข้าใจและความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

ความท้าทายและโอกาส

แม้ว่ากลไก JBC และ GBC จะมีบทบาทสำคัญ แต่ก็ยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นความซับซ้อนของปัญหาเขตแดน ความแตกต่างทางวัฒนธรรม และความผันผวนทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสอีกมากมายในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างไทยและกัมพูชา เช่น การส่งเสริมการค้าและการลงทุน การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และการร่วมมือด้านการศึกษาและสาธารณสุข

แนวทางสู่ความสำเร็จในการตกลงแผนงานร่วมกัน

เพื่อให้ไทยและกัมพูชาสามารถตกลงทำแผนงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรให้ความสำคัญกับประเด็นต่อไปนี้:

  1. การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจ: ทั้งสองฝ่ายควรเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของกันและกัน และพยายามลดอคติและความเข้าใจผิด
  2. การให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ร่วมกัน: การเจรจาควรเน้นที่การแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกัน แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่การเอาชนะซึ่งกันและกัน
  3. การใช้กลไกการแก้ไขข้อพิพาทที่เป็นกลาง: หากเกิดข้อพิพาทที่ไม่สามารถแก้ไขได้โดยตรง ควรใช้กลไกการแก้ไขข้อพิพาทที่เป็นกลาง เช่น การไกล่เกลี่ยหรืออนุญาโตตุลาการ
  4. การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน: การสร้างความเข้าใจและการสนับสนุนจากภาคประชาชนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของการเจรจา

นายสีหศักดิ์ยังคงเชื่อมั่นว่า ไทย-กัมพูชา สามารถตกลงทำแผนงานร่วมกันได้ โดยอาศัยกลไกที่มีอยู่ และการเจรจาอย่างเปิดเผยและสร้างสรรค์ จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ แม้จะมีความท้าทาย แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความร่วมมือ ก็จะสามารถบรรลุข้อตกลงที่เป็นธรรมและยั่งยืนได้

การที่นายสีหศักดิ์เชื่อว่า ไทย-กัมพูชา สามารถตกลงทำแผนงานร่วมกันได้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และแก้ไขปัญหาที่ยังคงค้างคาอยู่ การเจรจาและการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องจะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

สิ่งสำคัญคือการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีและสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเพื่อนบ้าน การหารือและการเจรจาอย่างเปิดอกเป็นสิ่งจำเป็นในการแก้ไขปัญหาและความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างความร่วมมือที่ยั่งยืนและนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

ที่มา – “สีหศักดิ์” เชื่อ “ไทย-กัมพูชา” สามารถตกลงทำแผนงานร่วมกันได้

Scroll to top