ในสถานการณ์ตึงเครียดเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล (Overlapping Claims Area หรือ OCA) ระหว่างไทยและกัมพูชา นายกฯ ชี้ ไทย-กัมพูชาอยู่บนกฎเดียวกัน กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตา หลังจากนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ฮุน มาเนต เสนอใช้กลไกการไกล่เกลี่ยโดยบังคับตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) นายกรัฐมนตรีไทย อนุทิน ชาญวีรกูล ย้ำว่าทั้งสองฝ่ายต้องยึดหลักกฎเกณฑ์เดียวกัน โดยเฉพาะหลังจากที่ไทยไม่มี MOU 38/2544 อยู่ในข้อตกลงแล้ว ทำให้การเจรจาในอนาคตต้องกำหนดกรอบใหม่ให้ชัดเจน
นายกฯ ชี้ ไทย-กัมพูชาอยู่บนกฎเดียวกัน
เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2567 เวลา 10.55 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการโพสต์ข้อความของนายฮุน มาเนต ที่ประกาศใช้กลไก Compulsory Conciliation ภายใต้ UNCLOS เพื่อหาข้อยุติในประเด็นทะเลทับซ้อน นายกฯ อนุทิน มองว่านี่เป็นทิศทางที่ดี เพราะ “อย่างน้อย 2 ประเทศก็จะไปอยู่บนพื้นฐานกฎเกณฑ์เดียวกัน สมัยก่อนเหมือนใช้กันคนละกฎเกณฑ์ ซึ่งตอนนี้ประเทศไทยไม่ได้มี MOU 2544 แล้ว หากหลังจากนี้จะพูดคุยอะไรกันต้องมากำหนดกฎเกณฑ์กันใหม่ ซึ่งยังมีเวลาที่จะต้องมาหารือกัน อีกทั้งกระทรวงการต่างประเทศก็รับผิดชอบเรื่องนี้อยู่”
คำกล่าวนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไทยในการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี โดยยึดหลักกฎหมายสากลเป็นหลัก ไม่ปล่อยให้ข้อพิพาทลุกลาม สิ่งสำคัญคือการสร้างกรอบการเจรจาใหม่ที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้
พื้นหลังปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา
ปัญหานี้ยืดเยื้อมานานกว่า 20 ปี โดยเฉพาะบริเวณอ่าวไทยใกล้เกาะกูดและเกาะอื่นๆ ที่ทั้งไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิ์ทับซ้อน พื้นที่ OCA มีศักยภาพสูงทั้งด้านน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และประมง ทำให้เป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่กระทบต่อความสัมพันธ์ทวิภาคี
ในอดีต ทั้งสองประเทศเคยพยายามเจรจาผ่าน MOU 38/2544 ที่ลงนามเมื่อ 18 มิถุนายน 2544 เพื่อร่วมสำรวจทรัพยากรโดยไม่กระทบอธิปไตย แต่ไทยภายใต้มติคณะรัฐมนตรีเมื่อไม่นานมานี้ ได้ตัดสินใจไม่ยอมรับ MOU นี้ในส่วนที่เกี่ยวกับ OCA อีกต่อไป ทำให้สถานะเปลี่ยนแปลง
MOU 38/2544 คืออะไร และทำไมไทยถึงถอน?
- MOU 38/2544: เป็นบันทึกความเข้าใจเพื่อการสำรวจร่วมพื้นที่ทับซ้อน โดยไม่ตัดสินเรื่องเขตแดน
- เหตุผลที่ไทยถอน: เพื่อปกป้องผลประโยชน์ชาติ โดยเฉพาะอธิปไตยเหนือเกาะกูดและน่านน้ำใกล้เคียง ไทยยืนยันสิทธิ์ตามแผนที่ประวัติศาสตร์และกฎหมายสากล
- ผลกระทบ: กัมพูชาไม่เห็นด้วย และยื่นเรื่องต่อ ICJ แต่ไทยไม่ยอมรับอำนาจศาลในส่วนนี้
- ทางเลือกใหม่: ใช้ UNCLOS ซึ่งไทยและกัมพูชาเป็นภาคีทั้งคู่
การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ นายกฯ ชี้ ไทย-กัมพูชาอยู่บนกฎเดียวกัน กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเจรจาแบบเท่าเทียม
การตอบสนองจากนายกฯ ฮุน มาเนต
นายฮุน มาเนต โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว รับปากว่าจะใช้กลไกการไกล่เกลี่ยโดยบังคับ ซึ่งเป็นขั้นตอนเบื้องต้นของ UNCLOS ก่อนเข้าสู่ arbitration หรือศาลอนุญาตให้ทั้งสองฝ่ายส่งผู้ไกล่เกลี่ย และมีกรอบเวลา 1 ปีในการหาข้อตกลง นี่แสดงถึงความตั้งใจของกัมพูชาที่จะเดินหน้าตามกฎสากล
ทิศทางข้างหน้าของการเจรจาไทย-กัมพูชา
หลังจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศไทยจะเป็นหัวใจหลักในการประสานงาน โดยนายกฯ อนุทิน ย้ำว่ายังมีเวลาในการกำหนด “กฎเกณฑ์ใหม่” เช่น การยอมรับ UNCLOS เป็นฐาน การแบ่งปันข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ และหลีกเลี่ยงการใช้กำลัง
- กำหนดขอบเขตพื้นที่ OCA ใหม่
- ร่วมสำรวจทรัพยากรอย่างโปร่งใส
- สร้างความไว้วางใจผ่านการพบปะผู้นำ
- ใช้ผู้ไกล่เกลี่ยที่เป็นกลางจาก UN
นอกจากนี้ ยังควรพิจารณาความร่วมมืออื่นๆ เช่น การค้าชายแดน การท่องเที่ยว และการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อลดความตึงเครียด
ในมุมมองของผู้เขียน การที่ นายกฯ ชี้ ไทย-กัมพูชาอยู่บนกฎเดียวกัน เป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงวุฒิภาวะทางการเมืองของผู้นำทั้งสองฝ่าย หากเจรจาสำเร็จ จะไม่เพียงแก้ปัญหาทะเล แต่ยังเสริมสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว คุณคิดว่าการใช้ UNCLOS จะนำไปสู่สันติภาพได้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามพัฒนาการต่อไป!
ที่มา – นายกฯ ชี้ ไทย-กัมพูชาอยู่บนกฎเดียวกัน หลังจากนี้จะพูดคุยอะไรต้องกำหนดกฎเกณฑ์ใหม่


