ข่าวการเมืองล่าสุด

ภัทรพงษ์ จี้ สุชาติ แจงกมธ. ปม TOR ไทย-เมียนมา มลพิษทางน้ำ

ภัทรพงษ์ จี้ สุชาติ แจงกมธ. ปม TOR ไทย-เมียนมา มลพิษทางน้ำ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ จากพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ ได้ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าชี้แจงรายละเอียดในประเด็น ภัทรพงษ์ จี้ สุชาติ แจงกมธ. ปม TOR ไทย-เมียนมา มลพิษทางน้ำ โดยเฉพาะข้อสงสัยเรื่องร่างขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) ที่มีเงื่อนไขห้ามเปิดเผยข้อมูลหากไม่ได้รับความยินยอมจากทั้งสองฝ่าย ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิทธิในการรับรู้ข่าวสารของประชาชน

วิกฤตสารหนูปนเปื้อนในพื้นที่เกษตรกรรม

ปัญหาเรื่อง ภัทรพงษ์ จี้ สุชาติ แจงกมธ. ปม TOR ไทย-เมียนมา มลพิษทางน้ำ นั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะปัจจุบันผลการตรวจจากกรมพัฒนาที่ดินพบว่าพื้นที่ลุ่มแม่น้ำกกและแม่น้ำสายมีสารหนูปนเปื้อนสูงถึง 164 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งเกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ไม่เกิน 25 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมไปหลายเท่าตัว แต่กลับพบว่ายังมีการทำเกษตรกรรมอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวโดยที่รัฐยังไม่มีมาตรการเยียวยาหรือแจ้งเตือนที่ชัดเจน

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความกังวลใจ คือเนื้อหาในร่าง TOR ฉบับดังกล่าวที่ดูเหมือนจะถูกกำหนดมาจากฝั่งไทยเอง โดยมีกรมควบคุมมลพิษเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ทำให้เกิดคำถามว่าทำไมรัฐบาลถึงต้องพยายามปิดบังข้อมูลสำคัญที่กระทบต่อสุขภาพและวิถีชีวิตของคนไทยในพื้นที่ชายแดน การที่รัฐมนตรีไม่เข้าร่วมประชุมกับคณะอนุกรรมาธิการฯ ยิ่งทำให้เกิดข้อสงสัยว่ารัฐบาลกำลังเพิกเฉยต่อความเดือดร้อนของประชาชนหรือไม่

  • การปนเปื้อนในแม่น้ำสายสำคัญ: แม่น้ำกก, แม่น้ำสาย, แม่น้ำรวก, แม่น้ำโขง, แม่น้ำกระบุรี และแม่น้ำสาละวิน
  • ผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร: พบค่าสารหนูในดินสูงเกินมาตรฐานอย่างน่าตกใจ
  • ความโปร่งใสของข้อมูล: เรียกร้องให้รัฐมนตรีเปิดเผยรายละเอียด TOR เพื่อความเป็นธรรม

ในฐานะประชาชน เราควรช่วยกันส่งเสียงเรียกร้องให้รัฐมนตรีเร่งกำหนดวันเวลาที่พร้อมจะเข้าชี้แจงต่อคณะอนุกรรมาธิการฯ เพื่อให้เกิดการจัดการปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม แทนการปล่อยให้เกษตรกรต้องรับมือกับสารพิษเพียงลำพัง การแก้ปัญหามลพิษทางน้ำข้ามแดนต้องอาศัยความร่วมมือและความโปร่งใส นี่คือสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนพึงได้รับครับ

ที่มา – “ภัทรพงษ์” จี้ “สุชาติ” แจงกมธ. ปม TOR ไทย-เมียนมา มลพิษทางน้ำ

“ซาบีดา” จับมือออสเตรเลีย ร่วมมือ 5 เรื่องด้านศิลปะและวัฒนธรรม 2 ประเทศ

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวดีในแวดวงวัฒนธรรมกันมาบ้างแล้ว กับความเคลื่อนไหวล่าสุดของกระทรวงวัฒนธรรมไทย โดยนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ที่ได้เดินทางไปหารือทวิภาคีกับนาย Tony Burke รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศิลปวัฒนธรรมแห่งเครือรัฐออสเตรเลีย เพื่อผลักดันนโยบายซอฟต์พาวเวอร์และกระชับความสัมพันธ์ผ่านงานศิลปะ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของ “ซาบีดา” จับมือออสเตรเลีย ร่วมมือ 5 เรื่องด้านศิลปะและวัฒนธรรม 2 ประเทศ ที่จะส่งผลดีต่อวงการศิลปินไทยในอนาคต

“ซาบีดา” จับมือออสเตรเลีย ร่วมมือ 5 เรื่องด้านศิลปะและวัฒนธรรม 2 ประเทศ

การพบกันครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการพูดคุยตามมารยาททางการทูตเท่านั้น แต่เป็นการวางรากฐานเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยทั้งสองฝ่ายได้ตกลงที่จะดำเนินงานร่วมกันใน 5 ประเด็นหลัก เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและยกระดับคุณค่าทางวัฒนธรรมของทั้งสองชาติให้โดดเด่นยิ่งขึ้นในระดับสากล

5 กลยุทธ์ขับเคลื่อนความร่วมมือทางวัฒนธรรมไทย-ออสเตรเลีย

สำหรับการดำเนินงานในโครงการ “ซาบีดา” จับมือออสเตรเลีย ร่วมมือ 5 เรื่องด้านศิลปะและวัฒนธรรม 2 ประเทศ นั้น ประกอบไปด้วยรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • การทวงคืนโบราณวัตถุ: ประสานความร่วมมือในการส่งคืนโบราณวัตถุของไทยที่จัดแสดงหรือเก็บรักษาอยู่ในออสเตรเลียให้กลับคืนสู่มาตุภูมิ
  • งานเทศกาลระดับชาติ: ร่วมกันผลักดันกิจกรรมสำคัญอย่าง Bangkok Design Week ให้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนไอเดียสร้างสรรค์ระหว่างดีไซน์เนอร์สองประเทศ
  • การพัฒนาศักยภาพศิลปิน: ส่งเสริมโครงการ Artist in residence หรือการแลกเปลี่ยนบุคลากรด้านศิลปะเพื่อให้ศิลปินได้เรียนรู้เทคนิคและเปิดมุมมองใหม่ๆ
  • การทูตทางวัฒนธรรม: ร่วมมือจัดงานฉลองโอกาสครบรอบ 75 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ออสเตรเลีย เพื่อส่งเสริม Soft Power ไทยสู่เวทีโลก
  • การวางแผนยุทธศาสตร์: การจัดทำ Action Plan ฉบับใหม่ เพื่อต่อยอดความตกลงทางวัฒนธรรมที่เคยทำไว้ตั้งแต่ปี 2517 ให้เข้ากับบริบทโลกยุคปัจจุบัน

ความพยายามของกระทรวงวัฒนธรรมในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจในการนำศิลปะมาเป็นเครื่องมือในการทูต ซึ่งนอกจากจะช่วยเรื่องภาพลักษณ์ประเทศแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ศิลปินรุ่นใหม่ของไทยได้มีพื้นที่แสดงศักยภาพในต่างแดนมากขึ้นอีกด้วย เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า ความสำเร็จจาก “ซาบีดา” จับมือออสเตรเลีย ร่วมมือ 5 เรื่องด้านศิลปะและวัฒนธรรม 2 ประเทศ จะนำไปสู่โปรเจกต์ที่น่าตื่นเต้นอะไรบ้างในอนาคต แต่บอกได้เลยว่านี่คือสัญญาณที่ดีมากสำหรับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์บ้านเราครับ

ที่มา – “ซาบีดา” จับมือออสเตรเลีย ร่วมมือ 5 เรื่องด้านศิลปะและวัฒนธรรม 2 ประเทศ

ชี้ช่องโหว่กฎหมายเกณฑ์ลดโทษ หลังเล่าต๋าถูกปล่อยตัว

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคมทันที เมื่อข่าวการปล่อยตัว “เล่าต๋า แสนลี่” อดีตราชายาเสพติดชื่อดังถูกเผยแพร่ออกไป โดยเฉพาะเมื่อมีการเปิดเผยว่าเขาได้รับโทษจำคุกจริงเพียงไม่ถึง 10 ปี จากโทษจำคุกตลอดชีวิต ทำเอาหลายคนตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับระบบยุติธรรมไทย ซึ่งประเด็นเรื่อง ชี้ช่องโหว่กฎหมายเกณฑ์ลดโทษ หลังเล่าต๋าถูกปล่อยตัว กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่ามีความเหลื่อมล้ำหรือไม่

ชี้ช่องโหว่กฎหมายเกณฑ์ลดโทษ หลังเล่าต๋าถูกปล่อยตัว สะท้อนปัญหาใหญ่

กรณีของเล่าต๋าเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนให้เห็นว่า การบริหารโทษในปัจจุบันอาจมีช่องโหว่ที่เอื้อประโยชน์ให้กับผู้มีอิทธิพล นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมผู้ต้องขังคดีร้ายแรงระดับนี้ถึงได้รับการลดโทษพิเศษจนเหลือระยะเวลาติดคุกเพียงสั้นๆ ซึ่งหากเรามองไปที่กระบวนการพิจารณาชั้นนักโทษ จะพบว่ามีหลายปัจจัยที่สังคมเคลือบแคลงใจ เช่น การใช้เกณฑ์ผู้สูงอายุหรือสุขภาพมาเป็นเหตุผลในการลดโทษ โดยไม่ได้คำนึงถึงความร้ายแรงของฐานความผิดอย่างเพียงพอ

ทำไมสังคมต้องตั้งคำถามเกี่ยวกับเกณฑ์ลดโทษในคดีอุกฉกรรจ์

ปัญหาเรื่อง ชี้ช่องโหว่กฎหมายเกณฑ์ลดโทษ หลังเล่าต๋าถูกปล่อยตัว ไม่ได้จบแค่เรื่องการลดโทษ แต่มันลามไปถึงความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของประชาชน หากคดียาเสพติดรายใหญ่ที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติยังสามารถหลุดรอดออกมาได้ง่ายดายเช่นนี้ แล้วผู้บริสุทธิ์จะมั่นใจได้อย่างไรว่ากฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์จริง นอกจากนี้ยังมีข้อเรียกร้องให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการพิจารณาลดโทษ ว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนแอบแฝงอยู่หรือไม่

  • การแบ่งแยกเกณฑ์อภัยโทษระหว่างคดีทั่วไปและคดีอุกฉกรรจ์ให้ชัดเจน
  • การเพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาชั้นนักโทษสำหรับนักโทษคดียาเสพติด
  • การตรวจสอบความโปร่งใสของคณะกรรมการพิจารณาพักโทษโดยหน่วยงานภายนอก
  • การนำประวัติความผิดมาประกอบการพิจารณามากกว่าแค่พฤติกรรมในเรือนจำ

ความกังวลที่สำคัญที่สุดคือเรื่องการ “กระทำผิดซ้ำ” ซึ่งเราเคยเห็นตัวอย่างมาแล้วหลายครั้งว่านักโทษที่ได้รับการลดโทษหรืออภัยโทษ มักจะกลับไปสร้างความเดือดร้อนให้สังคมอีก รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปกฎหมายฉบับนี้โดยด่วน โดยเฉพาะเงื่อนไขในการพิจารณาที่ต้องเข้มงวดมากขึ้น และต้องมีการตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าว เพื่อไม่ให้ช่องโหว่เหล่านี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือของกลุ่มผู้มีอิทธิพลในการเอาตัวรอดจากความผิดร้ายแรงที่ก่อไว้

ในท้ายที่สุด สังคมคาดหวังว่ารัฐบาลจะจริงจังกับการแก้ไขปัญหาที่ ชี้ช่องโหว่กฎหมายเกณฑ์ลดโทษ หลังเล่าต๋าถูกปล่อยตัว ไม่ใช่เพียงแค่การตอบคำถามรายวัน แต่คือการรื้อระบบโครงสร้างการบริหารโทษให้มีความเป็นธรรมและเท่าเทียมกันทุกคน เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นของประชาชนให้กลับคืนมา เพราะกฎหมายที่ยุติธรรมคือรากฐานสำคัญของความสงบสุขในประเทศ

ที่มา – ชี้ช่องโหว่กฎหมายเกณฑ์ลดโทษ หลัง “เล่าต๋า” ถูกปล่อยตัว แนะสอบเส้นทางการเงินผู้มีอำนาจ

คปท.-สว.สำรอง จี้ กกต. อย่ายื้อสำนวนคดีฮั้ว สว. ต้องส่งศาลได้แล้ว

สถานการณ์การเมืองไทยกำลังเข้มข้นขึ้น เมื่อเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) และกลุ่ม สว.สำรอง ได้รวมพลังออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เร่งดำเนินการในคดีทุจริตการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาอย่างตรงไปตรงมา หลังจากมีความกังวลว่ากระบวนการล่าช้าอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

คปท.-สว.สำรอง จี้ กกต. อย่ายื้อสำนวนคดีฮั้ว สว. ต้องส่งศาลได้แล้ว

การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้มีประเด็นสำคัญคือ คปท.-สว.สำรอง จี้ กกต. อย่ายื้อสำนวนคดีฮั้ว สว. ต้องส่งศาลได้แล้ว เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรม โดยนายพิชิต ไชยมงคล และคณะ ได้ระบุว่าจากการติดตามคดีฮั้ว สว. ที่มีผู้เกี่ยวข้องกว่า 229 คน กกต. กลับมีความพยายามที่จะดึงเรื่องหรือเลือกดำเนินการเพียงแค่ผู้เกี่ยวข้องบางส่วนเท่านั้น ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้

ทำไมการเร่งส่งศาลจึงเป็นเรื่องสำคัญ?

การที่ คปท.-สว.สำรอง จี้ กกต. อย่ายื้อสำนวนคดีฮั้ว สว. ต้องส่งศาลได้แล้ว นั้น ไม่ได้เป็นเพียงการกดดันการทำงาน แต่เป็นการย้ำเตือนให้องค์กรอิสระยึดมั่นในมติของอนุกรรมการชุดที่ 26 ที่มีความชัดเจนในหลักฐาน โดยกลุ่มผู้เรียกร้องกังวลว่าหาก กกต. ยังคงล่าช้า อาจกลายเป็นการเปิดช่องให้เกิดการช่วยเหลือกันเอง หรือที่เรียกว่า "การฮั้วกันเอง" ในหมู่ผู้มีอำนาจ ซึ่งจะกลายเป็นบทเรียนซ้ำรอยอดีตที่น่ากลัว

  • ความล่าช้าในการตรวจสอบที่กินเวลากว่า 2 ปี 2 เดือน
  • ความชัดเจนของสำนวนคดีที่มี สว. และนักการเมืองเกี่ยวข้องถึง 138 คน
  • ความต้องการให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเป็นผู้ชี้ขาดความถูกต้อง

กลุ่ม สว.สำรอง นำโดย พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว ยังได้ยื่นหนังสือเพิ่มเติมไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อเร่งรัดคดีที่เกี่ยวกับข้อหาอั้งยี่และฟอกเงิน ซึ่งถือเป็นคดีพิเศษที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด การรวมกลุ่มกันครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ต้องการเห็นกระบวนการยุติธรรมไทยถูกแทรกแซงหรือยืดเยื้อจนเสียโอกาสในการสร้างความถูกต้อง

ในมุมมองของภาคประชาชน การที่ คปท.-สว.สำรอง จี้ กกต. อย่ายื้อสำนวนคดีฮั้ว สว. ต้องส่งศาลได้แล้ว ไม่ใช่แค่เรื่องของการเลือก สว. แต่เป็นเรื่องของมาตรฐานทางจริยธรรมขององค์กรที่ดูแลการเลือกตั้ง หาก กกต. ต้องการรักษาเกียรติและป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ต้องเร่งส่งสำนวนให้ถึงมือศาลโดยเร็วที่สุดเพื่อให้ความจริงปรากฏต่อสาธารณชน

ที่มา – คปท.-สว.สำรอง จี้ กกต. อย่ายื้อสำนวนคดีฮั้ว สว. ต้องส่งศาลได้แล้ว

จุลพันธ์ สั่งเร่งช่วยเหลือ 6 แรงงานไทย บาดเจ็บจากเหตุระเบิดในอิสราเอล

จากเหตุการณ์สะเทือนใจที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 ในพื้นที่เกษตรกรรมทางตอนเหนือของประเทศอิสราเอล ทำให้เกิดกระแสความห่วงใยไปทั่วประเทศ เมื่อทราบข่าวว่ามีพี่น้องแรงงานไทยได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุระเบิดตกค้างใต้ดิน ล่าสุด นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ออกมาแสดงความห่วงใยและสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน

จุลพันธ์ สั่งเร่งช่วยเหลือ 6 แรงงานไทย บาดเจ็บจากเหตุระเบิดในอิสราเอล

การติดตามสถานการณ์ของ จุลพันธ์ สั่งเร่งช่วยเหลือ 6 แรงงานไทย บาดเจ็บจากเหตุระเบิดในอิสราเอล ถือเป็นภารกิจสำคัญเร่งด่วนที่กระทรวงแรงงานต้องเร่งทำในขณะนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าแรงงานของเราจะได้รับสิทธิประโยชน์และการดูแลรักษาพยาบาลอย่างเต็มที่และทันท่วงที โดยฝ่ายแรงงาน ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้ประสานงานกับสถานพยาบาลท้องถิ่นอย่างใกล้ชิดเพื่อติดตามอาการของผู้บาดเจ็บทั้ง 6 ราย ซึ่ง 2 รายมีอาการสาหัสและกำลังเข้ารับการผ่าตัด ส่วนอีก 4 รายปลอดภัยแล้ว

มาตรการดูแลแรงงานไทยในสถานการณ์ฉุกเฉิน

สำหรับแนวทางความช่วยเหลือหลังจากเกิดเหตุ จุลพันธ์ สั่งเร่งช่วยเหลือ 6 แรงงานไทย บาดเจ็บจากเหตุระเบิดในอิสราเอล ทางกระทรวงแรงงานได้จัดเตรียมมาตรการสนับสนุนไว้ดังนี้:

  • เร่งตรวจสอบสิทธิประโยชน์จากกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ
  • ประสานงานกับนายจ้างในอิสราเอลเพื่อให้ดูแลค่ารักษาพยาบาลและสวัสดิการอย่างถูกต้อง
  • ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายแรงงานลงพื้นที่ให้กำลังใจและติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่อง
  • ประสานงานกับครอบครัวในประเทศไทยเพื่อแจ้งสถานะความปลอดภัยของแรงงานอย่างใกล้ชิด

ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงเช่นนี้ ความปลอดภัยของแรงงานไทยคือสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง เราขอส่งกำลังใจให้แรงงานทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ต่างแดนให้ผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้บาดเจ็บจะได้รับการรักษาจนหายดีโดยเร็วที่สุด หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมจากกรณี จุลพันธ์ สั่งเร่งช่วยเหลือ 6 แรงงานไทย บาดเจ็บจากเหตุระเบิดในอิสราเอล ทางเราจะรีบนำเสนอข้อมูลอัปเดตให้ทุกท่านทราบต่อไป

ที่มา – “จุลพันธ์” สั่งเร่งช่วยเหลือ 6 แรงงานไทย บาดเจ็บจากเหตุระเบิดในอิสราเอล

รัฐบาล หนุนชุมชนใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนขยะพลาสติกเป็นน้ำมันสร้างรายได้

ในยุคที่ค่าครองชีพสูงขึ้นแบบนี้ การหาทางออกใหม่ๆ เพื่อลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ถือเป็นเรื่องสำคัญมากครับ ล่าสุดถือเป็นข่าวดีเมื่อ รัฐบาล หนุนชุมชนใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนขยะพลาสติกเป็นน้ำมันสร้างรายได้ ซึ่งนับเป็นการนำงานวิจัยมาปรับใช้ให้เข้ากับวิถีชีวิตชาวบ้านอย่างแท้จริง โดยการนำขยะพลาสติกที่เคยมองว่าไร้ค่า มาผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์จนกลายเป็นเชื้อเพลิงที่นำไปใช้งานได้จริง

รัฐบาล หนุนชุมชนใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนขยะพลาสติกเป็นน้ำมันสร้างรายได้ อย่างยั่งยืน

แนวคิดนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการกำจัดขยะแบบเดิมๆ แต่มันคือการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนในพื้นที่ โดยรัฐบาลได้นำเทคโนโลยีไพโรไลซิสเข้ามาเป็นหัวหอกสำคัญ เปลี่ยนพลาสติกให้เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้ได้กับทั้งเครื่องสูบน้ำ เรือประมง หรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ซึ่งแน่นอนว่าจะช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรและพี่น้องในชุมชนได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียวครับ

ทำไมการที่ รัฐบาล หนุนชุมชนใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนขยะพลาสติกเป็นน้ำมันสร้างรายได้ จึงสำคัญ?

การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องรายได้ แต่ยังมีข้อดีอีกหลายประการที่น่าสนใจ ดังนี้ครับ:

  • ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม: ช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกที่ต้องนำไปฝังกลบ ทำให้ชุมชนสะอาดขึ้น
  • ลดภาระค่าใช้จ่าย: พี่น้องเกษตรกรสามารถผลิตน้ำมันไว้ใช้เอง ลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอกได้ถึง 20-40%
  • สร้างอาชีพใหม่: เกิดระบบการรับซื้อขยะและการจัดการคัดแยกขยะในชุมชน ซึ่งเป็นการสร้างงานที่มั่นคง

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้เตรียมขยายโครงการต้นแบบไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ โดยเน้นการดึงสถาบันการศึกษาและภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้เทคโนโลยีเหล่านี้ตอบโจทย์กับความต้องการของแต่ละพื้นที่ได้อย่างแม่นยำที่สุด การสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาวแบบนี้ คือหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนจริงๆ ครับ

หากเราทุกคนร่วมมือกันคัดแยกขยะตั้งแต่ที่บ้าน ไม่เพียงแต่ช่วยลดมลพิษ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศพลังงานสะอาดที่จะช่วยให้เศรษฐกิจฐานรากของเราเติบโตได้อย่างมั่นคง ถือเป็นก้าวสำคัญที่น่าติดตามและสนับสนุนอย่างยิ่งครับ

ที่มา – รัฐบาล หนุนชุมชนใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนขยะพลาสติกเป็นน้ำมันสร้างรายได้

รัฐบาลชวนใช้ แจ้งรัฐ บนแอปทางรัฐ แจ้งปัญหาถูกหลอกออนไลน์

รัฐบาลชวนใช้ แจ้งรัฐ บนแอปทางรัฐ แจ้งปัญหาถูกหลอกออนไลน์

ในยุคที่โลกดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญ การทำธุรกรรมหรือซื้อขายของออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าภัยร้ายจากมิจฉาชีพก็เติบโตขึ้นตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลงทุน การโอนเงิน หรือแม้แต่การปลอมแปลงบัญชีเพื่อหลอกลวงข้อมูลส่วนตัว ทำให้หลายคนมักเกิดคำถามว่า หากเราตกเป็นเหยื่อ เราควรจะไปแจ้งที่ไหนดี วันนี้รัฐบาลจึงได้เปิดตัวช่องทางที่สะดวกและรวดเร็วขึ้นผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ด้วยฟีเจอร์ที่เรียกว่า “แจ้งรัฐ” เพื่อเป็นจุดเชื่อมต่อกลางให้คุณแจ้งปัญหาได้ในจุดเดียวจบครับ

ทำไมต้องใช้ฟีเจอร์ แจ้งรัฐ บนแอปทางรัฐ?

หลายคนอาจเคยประสบปัญหาการไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นแจ้งความหรือร้องทุกข์ที่หน่วยงานไหน บางครั้งต้องเสียเวลาเดินเรื่องหลายที่ หรือต้องจำสายด่วนหลายเบอร์จนจำไม่ไหว การมาของ รัฐบาลชวนใช้ “แจ้งรัฐ” บนแอปทางรัฐ แจ้งปัญหาถูกหลอกออนไลน์ จึงถือเป็นทางออกที่ตอบโจทย์ชีวิตยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี เพราะระบบนี้ไม่ได้ทำหน้าที่แทนหน่วยงานเดิม แต่เป็น “จุดเชื่อมต่อกลาง” ที่ช่วยส่งต่อข้อมูลของคุณไปยังหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรง

ข้อดีของการใช้งานผ่านแอปนี้มีดังนี้ครับ:

  • สะดวก: ไม่ต้องค้นหาเบอร์โทรศัพท์ของแต่ละหน่วยงานให้ยุ่งยาก
  • รวดเร็ว: เพียงแค่คุณระบุรายละเอียดของปัญหา ระบบจะคัดกรองและส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที
  • ครอบคลุม: รองรับการแจ้งปัญหาหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ภัยไซเบอร์ ไปจนถึงการร้องเรียนบริการภาครัฐ

ปัจจุบัน ระบบได้เริ่มเชื่อมโยงกับหน่วยงานสำคัญอย่าง สกมช. ในกรณีภัยคุกคามทางไซเบอร์, ETDA สำหรับปัญหาซื้อขายออนไลน์ และ บช.สอท. ที่รองรับการติดตามเรื่องราวคดีความที่คุณได้แจ้งความออนไลน์ไว้แล้ว รวมถึงยังมีแผนที่จะขยายขอบเขตไปยังปัญหาความรุนแรงในครอบครัว และปัญหาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีกด้วยครับ

สรุปได้เลยว่า การที่ รัฐบาลชวนใช้ “แจ้งรัฐ” บนแอปทางรัฐ แจ้งปัญหาถูกหลอกออนไลน์ ในครั้งนี้ เป็นการปรับตัวครั้งใหญ่ของภาครัฐเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงความช่วยเหลือได้ง่ายที่สุด เพียงแค่โหลดแอปทางรัฐไว้ติดเครื่อง ก็เหมือนมีเกราะป้องกันภัยดิจิทัลอยู่ในมือแล้ว หากวันใดที่คุณพบเจอกับมิจฉาชีพหรือปัญหาออนไลน์ อย่ารอช้าครับ รีบเข้าไปที่แอปแล้วกดใช้งานฟีเจอร์นี้ได้ทันที เพื่อช่วยให้ภาครัฐจัดการปัญหาได้อย่างรวดเร็วและป้องกันไม่ให้เกิดผู้เสียหายรายต่อไปครับ

ที่มา – รัฐบาลชวนใช้ “แจ้งรัฐ” บนแอปทางรัฐ แจ้งปัญหาถูกหลอกออนไลน์

บี้ถ่ายบั๊ก ขนมพื้นบ้านภูเก็ต คว้าแชมป์อาหารถิ่นปี 2569

บี้ถ่ายบั๊ก ขนมพื้นบ้านภูเก็ต คว้าแชมป์อาหารถิ่นปี 2569

ข่าวดีที่ทำให้ชาวภูเก็ตยิ้มแก้มปริ เมื่อเมนูขนมพื้นบ้านดั้งเดิมอย่าง บี้ถ่ายบั๊ก ได้รับคะแนนโหวตท่วมท้นจนคว้าตำแหน่งแชมป์อาหารถิ่นประเทศไทย ประจำปี 2569 ไปครองได้อย่างสมศักดิ์ศรี ในโครงการ “รสชาติ…ที่หายไป The Lost Taste” ที่จัดขึ้นโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เพื่อชูเสน่ห์อาหารไทยให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

เปิดตำนานความอร่อยของ บี้ถ่ายบั๊ก

หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับชื่อนี้ แต่สำหรับนักท่องเที่ยวที่ยังไม่เคยลอง ต้องบอกเลยว่า บี้ถ่ายบั๊ก คือขนมที่มีเอกลักษณ์คล้ายกับลอดช่อง แต่มีความพิเศษอยู่ที่กรรมวิธีทำแบบโบราณ โดยการนำแป้งข้าวเจ้านวดกับน้ำอุ่น แบ่งเป็นสีขาวและสีแดง ก่อนจะกดผ่านพิมพ์ลงในน้ำเดือดจนสุกได้ที่ แล้วจึงนำไปแช่น้ำเย็นเพื่อให้เส้นมีความเหนียวนุ่มกำลังดี กินคู่กับน้ำเชื่อมใบเตยหอมละมุนและน้ำแข็งใส บอกเลยว่าคำแรกที่เข้าปากจะรู้สึกสดชื่นคลายร้อนได้เป็นอย่างดี

ความสำเร็จของ บี้ถ่ายบั๊ก ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการสะท้อนถึงการอนุรักษ์วัฒนธรรมการกินที่ผสมผสานระหว่างชาวจีนฮกเกี้ยนและชาวใต้ได้อย่างลงตัว ซึ่งนอกจากขนมชนิดนี้แล้ว ภาคใต้ของเรายังมีของดีอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น:

  • ข้าวมันหอยกระติบ จ.กระบี่
  • ทอดมันหัวปลีใส่เนื้อปู จ.ชุมพร
  • แกงคั่วเครื่อง จ.ตรัง
  • น้ำพริกลูกประ จ.นครศรีธรรมราช
  • ข้าวยำกรือหยา จ.นราธิวาส
  • ปูตูฮาลือบอ จ.ปัตตานี
  • หยิ่วหูฉ่า จ.พังงา
  • น้ำชุบพลก จ.พัทลุง
  • มาดูฆาตง จ.ยะลา
  • ฮู้เกี่ยมทึ้ง จ.ระนอง
  • แป้งแดง จ.สงขลา
  • แกงปัจรีสับปะรด จ.สตูล
  • แกงคั่วปลาเมงใบส้มแป้นขี้ม้า จ.สุราษฎร์ธานี

ภูเก็ตในฐานะเมืองสร้างสรรค์ด้านวิทยาการอาหารจากยูเนสโก ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าอาหารไม่ใช่แค่สิ่งที่ไว้กินอิ่ม แต่คือมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การรักษา หากใครมีโอกาสได้ไปเยือนจังหวัดภูเก็ต อย่าลืมไปตามหาขนมหวานแสนอร่อยเมนูนี้กันให้ได้ รับรองว่าคุณจะหลงรักรสชาติแบบฉบับเมืองเก่าภูเก็ตแน่นอนครับ

ที่มา – ชาวภูเก็ตปลื้ม “บี้ถ่ายบั๊ก” เมนูขนมพื้นบ้าน จ.ภูเก็ต คว้าแชมป์อาหารถิ่นประเทศไทย ประจำปี 2569

ไชยชนก รับเคยถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โทรหลอกถึงห้องทำงาน

ไชยชนก รับเคยถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โทรหลอกถึงห้องทำงาน

ถือเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ เมื่อนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ออกมาเปิดเผยเรื่องราวสุดเซอร์ไพรส์ว่า ตนเองก็เคยถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรศัพท์เข้ามาหลอกถึงในห้องทำงานที่กระทรวงมาแล้ว!

เหตุการณ์นี้ถือเป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่า ไชยชนก รับเคยถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โทรหลอกถึงห้องทำงาน มากับตัว ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นว่ามิจฉาชีพเหล่านี้ไม่มีความเกรงกลัวกฎหมาย และพร้อมจะสุ่มโทรหาทุกคนไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไปหรือระดับรัฐมนตรีก็ตาม

กลยุทธ์ 8 เดือน ดีอีแก้ปัญหาลดฮวบ 50 %

แม้จะเคยถูกลองดี แต่ท่านรัฐมนตรีก็ได้ประกาศความสำเร็จว่า ตลอดระยะเวลา 8 เดือนที่ผ่านมา ภายใต้การบริหารของนายอนุทิน ชาญวีรกูล กระทรวงดีอีได้บูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งธนาคาร และผู้ให้บริการเครือข่าย จนสามารถทำให้สถิติการหลอกลวงลดลงได้กว่า 50% ซึ่งถือเป็นผลงานที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีมา

  • เตือนประชาชน: อย่าหลงเชื่อความกลัวและความโลภที่มิจฉาชีพนำมาขู่
  • การบูรณาการ: หัวใจสำคัญคือการดึงทุกหน่วยงานมาทำงานร่วมกัน
  • ความเชื่อมั่น: รัฐมนตรีไม่หวั่นหากต้องเข้าสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ในการให้สัมภาษณ์ นายไชยชนกยังได้ย้ำว่า แม้จะมีกระแสเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจในประเด็นโครงการ TH-AI Passport แต่ตนก็ไม่ได้มีความกังวลใจแต่อย่างใด เพราะทุกอย่างทำตามกฎหมายและเน้นผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง พร้อมที่จะชี้แจงต่อสภาอย่างตรงไปตรงมา

สรุปแล้ว แม้ว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะยังมีอยู่ แต่การตื่นตัวของรัฐบาลและการให้ความรู้แก่ประชาชนคือวัคซีนที่ดีที่สุด หากเรามีสติและเท่าทันรูปแบบการหลอกลวง เราก็จะสามารถป้องกันตัวเองจากมิจฉาชีพเหล่านี้ได้อย่างแน่นอนครับ

ที่มา – “ไชยชนก” รับเคยถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โทรหลอกถึงห้องทำงาน โว 8 เดือน ดีอีแก้ปัญหาลดฮวบ 50 %

Scroll to top