ข่าวการเมืองล่าสุด

“สุขสมรวย” ยัน กองทุนหมู่บ้านฯ ช่วยสางปัญหาหนี้นอกระบบแบบถอนรากถอนโคน

ปัญหาหนี้นอกระบบเปรียบเสมือนสนิมที่กัดกินเศรษฐกิจระดับฐานรากของไทยมาอย่างยาวนาน ล่าสุด นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญโดยยืนยันว่า “สุขสมรวย” ยัน กองทุนหมู่บ้านฯ ช่วยสางปัญหาหนี้นอกระบบแบบถอนรากถอนโคน ด้วยการผลักดันให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองก้าวขึ้นสู่การเป็นสถาบันการเงินระดับชุมชนอย่างเต็มตัว

“สุขสมรวย” ยัน กองทุนหมู่บ้านฯ ช่วยสางปัญหาหนี้นอกระบบแบบถอนรากถอนโคน

แนวทางการขับเคลื่อนในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การนำเงินงบประมาณไปเติมให้ แต่รัฐบาลได้วางแผนผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ในระบบที่มีต้นทุนต่ำและเป็นธรรม ซึ่งถือเป็นกุญแจดอกสำคัญในการตัดวงจรหนี้นอกระบบอย่างยั่งยืน รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณกว่า 4,452 ล้านบาท กระจายสู่กองทุนหมู่บ้านกว่า 79,610 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกครัวเรือนจะได้รับการสนับสนุนอย่างทั่วถึง

ยกระดับกองทุนหมู่บ้าน สู่สถาบันการเงินชุมชนที่ยั่งยืน

การปรับเปลี่ยนโครงสร้างในครั้งนี้จะช่วยให้กองทุนหมู่บ้านฯ เปลี่ยนจากบทบาทการเป็นเพียงผู้ให้กู้เงิน กลายเป็นกลไกทางการเงินที่แข็งแกร่ง “สุขสมรวย” ยัน กองทุนหมู่บ้านฯ ช่วยสางปัญหาหนี้นอกระบบแบบถอนรากถอนโคน ด้วยการทำงานร่วมกับธนาคารของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. และธนาคารกรุงไทย เพื่อเป็นพี่เลี้ยงในการจัดทำธุรกรรมให้มีมาตรฐานสากล โดยมีมาตรการสำคัญดังนี้:

  • การเติมทุนตามจริงแบบขั้นบันได ตั้งแต่ 30,000 ถึง 150,000 บาท
  • การลดดอกเบี้ยให้สมาชิกสูงสุดถึง 50% เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน
  • การจัดกลุ่ม Ranking กองทุนเป็นสีเขียว เหลือง และแดง เพื่อประเมินประสิทธิภาพ
  • การฟื้นฟูกองทุน “สีแดง” ให้กลับมามีวินัยทางการเงินและสามารถดำเนินการต่อได้

ทางสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) ได้เน้นย้ำว่าจะมีการติดตามการใช้งบประมาณอย่างเคร่งครัด หากพบการทุจริตหรือความไม่โปร่งใส จะมีมาตรการจัดการขั้นเด็ดขาด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบสถาบันการเงินชุมชนในระยะยาว

ในอนาคต หากกองทุนเหล่านี้สามารถยกระดับเป็นสถาบันการเงินที่เข้มแข็งได้สำเร็จ จะส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่มากขึ้น กระตุ้นการจ้างงาน และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับคนในชุมชน ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้เติบโตจากภายในอย่างแท้จริง การแก้หนี้ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือการวางรากฐานการเงินที่ดีให้แก่คนไทยทั้งประเทศ

ที่มา – “สุขสมรวย” ยัน กองทุนหมู่บ้านฯ ช่วยสางปัญหาหนี้นอกระบบแบบถอนรากถอนโคน

เจาะลึกประชุม JC ไทย-รัสเซีย ดันเจรจา FTA ไทย-ยูเรเชีย

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้ผมมีข่าวความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในแวดวงเศรษฐกิจระหว่างประเทศมาฝากกันครับ เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงการต่างประเทศได้ออกมาเปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย-รัสเซีย หรือที่เรียกกันว่าการประชุม JC ครั้งที่ 9 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายการทูตเศรษฐกิจที่กำลังเป็นกระแสร้อนแรงในตอนนี้เลยครับ

เจาะลึกประชุม JC ไทย-รัสเซีย ดันเจรจา FTA ไทย-ยูเรเชีย

การประชุมในครั้งนี้ถือเป็นการกลับมาพบปะกันในรอบ 3 ปีเลยทีเดียว โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากทั้งสองฝ่ายมาร่วมหารือเพื่อแก้ปัญหาคั่งค้างและหาโอกาสใหม่ๆ ในการค้าการลงทุน โดยเป้าหมายหลักคือการยกระดับความร่วมมือให้เป็นรูปธรรมมากขึ้นครับ หนึ่งในประเด็นที่น่าจับตามองที่สุดคือความพยายามในการผลักดันให้เกิดการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรี หรือ FTA ระหว่างไทยและกลุ่มสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (EAEU) ซึ่งหากทำสำเร็จ จะช่วยเปิดโอกาสให้สินค้าไทยเข้าสู่ตลาดกลุ่มนี้ได้กว้างขวางยิ่งขึ้น

โอกาสทองกับการผลักดัน FTA ไทย-ยูเรเชีย

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? เพราะการทำเจรจา FTA ไทย-ยูเรเชีย ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของตัวเลขการค้าเท่านั้น แต่มันหมายถึงการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน การลดกำแพงภาษี และการสร้างมาตรฐานความร่วมมือใหม่ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหาร ซึ่งถือเป็นจุดแข็งอันดับหนึ่งของประเทศไทยเรา นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องการท่องเที่ยวและพลังงานสะอาดที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสนใจเป็นพิเศษอีกด้วยครับ

จากการประชุมครั้งนี้ เราพอจะสรุปประเด็นสำคัญที่น่าสนใจได้ดังนี้ครับ:

  • การผลักดันการค้าเสรี (FTA) ไทย-ยูเรเชีย เพื่อขยายตลาดสินค้าเกษตร
  • การดึงดูดการลงทุนจากรัสเซียในสาขาใหม่ๆ เช่น พลังงานสะอาดและโลจิสติกส์
  • การส่งเสริมภาคการท่องเที่ยว ซึ่งรัสเซียเป็นตลาดใหญ่ที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาไทยถึงปีละกว่า 2 ล้านคน
  • การเตรียมจัดงาน Russia-Thailand Investment Forum ครั้งที่ 2 ที่กรุงเทพฯ ในเดือนตุลาคมนี้

สำหรับก้าวต่อไปหลังจากจบการประชุม JC ครั้งที่ 9 ไทย-รัสเซีย เดินหน้าการทูตเศรษฐกิจ อย่างเต็มที่ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งที่ 10 ในปีหน้า ส่วนตัวผมมองว่านี่คือสัญญาณที่ดีมากสำหรับผู้ประกอบการไทยที่จะได้มีโอกาสไปบุกตลาดใหม่ๆ ที่มีกำลังซื้อสูง หากรัฐบาลสามารถผลักดันให้เกิดการเจรจาได้สำเร็จ เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะได้แรงส่งสำคัญแน่นอนครับ

ที่มา – กต. เผยผลประชุม JC ครั้งที่ 9 ไทย-รัสเซีย เดินหน้าการทูตเศรษฐกิจ ดันเจรจา FTA ไทย-ยูเรเชีย

อนุทิน เผยเจอ ทักษิณ ก็ต้องกราบตัก บอก 4 นายกฯ คนคุ้นเคยกันทั้งนั้น

อนุทิน เผยเจอ ทักษิณ ก็ต้องกราบตัก บอก 4 นายกฯ คนคุ้นเคยกันทั้งนั้น

กลายเป็นภาพที่ถูกพูดถึงในแวดวงการเมืองอย่างมาก สำหรับเหตุการณ์ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เข้ากราบตักนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระหว่างการเดินทางไปร่วมพิธีสวดพระอภิธรรมนายเกรียง กัลป์ตินันท์ ที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเหตุการณ์นี้ถือเป็นการรวมตัวของ 4 นายกรัฐมนตรีในที่เดียว ทั้งนายอนุทิน, นายทักษิณ, นางสาวแพทองธาร และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์

โดยนายอนุทินได้เปิดเผยถึงเหตุการณ์ที่กลายเป็นประเด็นดังกล่าวว่า อนุทิน เผยเจอ ทักษิณ ก็ต้องกราบตักอยู่แล้ว เพราะตนเองถือว่าเป็นลูกน้องเก่าที่เคยได้รับความเมตตาจากนายทักษิณในสมัยที่เป็นรัฐมนตรีเมื่อปี 2547 การแสดงความเคารพในฐานะผู้อาวุโสจึงเป็นเรื่องปกติและเป็นสิ่งที่ตนเต็มใจทำอย่างยิ่งโดยไม่มีนัยยะทางการเมืองที่ซับซ้อนแต่อย่างใด

บรรยากาศการรวมตัวของ 4 นายกฯ ที่มีความคุ้นเคยกันดี

นอกจากภาพการกราบตักที่เป็นกระแสแล้ว นายอนุทินยังได้ย้ำว่า การพบปะกับบุคคลสำคัญทางการเมืองเหล่านี้เป็นเรื่องของคนคุ้นเคยกันทั้งสิ้น โดยกล่าวว่า อนุทิน เผยเจอ ทักษิณ ก็ต้องกราบตักอยู่แล้ว เพราะทุกคนในที่นั้นต่างมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน การเจอกันครั้งนี้จึงเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นกันเอง

ในส่วนของประเด็นการทำงานร่วมกับพรรคเพื่อไทย นายอนุทินได้ให้ความมั่นใจว่าการบริหารราชการแผ่นดินในขณะนี้มีความเข้าขากันได้เป็นอย่างดี โดยระบุถึงรายละเอียดการทำงานร่วมกันว่า:

  • มีความร่วมมือที่ดีในระดับรัฐบาล
  • มีการทำงานร่วมกันอย่างราบรื่นตลอดมา
  • มีรัฐมนตรีจากหลายพรรคที่เข้าขากันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม แม้ภาพ อนุทิน เผยเจอ ทักษิณ ก็ต้องกราบตักอยู่แล้ว จะเป็นเพียงการแสดงออกถึงความเคารพส่วนตัว แต่ก็นับว่าเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์ของพรรคร่วมรัฐบาลที่แน่นแฟ้นขึ้น ซึ่งในทางการเมืองแล้ว ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคลย่อมส่งผลบวกต่อเสถียรภาพและการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลให้เดินหน้าไปได้อย่างรวดเร็วและไร้รอยต่อ สิ่งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกที่น่าจับตามองว่าการทำงานของรัฐบาลในยุคนี้จะสามารถสร้างผลงานให้ประชาชนได้ประทับใจมากน้อยเพียงใด

ที่มา – “อนุทิน” เผยเจอ “ทักษิณ” ก็ต้องกราบตักอยู่แล้ว บอก 4 นายกฯ คนคุ้นเคยกันทั้งนั้น

4 นายกฯ “ทักษิณ-อนุทิน-แพทองธาร-สมชาย” ร่วมงานศพ “เกรียง”

4 นายกฯ “ทักษิณ-อนุทิน-แพทองธาร-สมชาย” ร่วมงานศพ “เกรียง”

บรรยากาศทางการเมืองในห้วงเวลานี้กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง เมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญในงานบำเพ็ญกุศล นายเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ณ จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีบุคคลระดับวีไอพีของประเทศมาร่วมงานกันอย่างพร้อมเพรียง โดยไฮไลท์ที่สื่อมวลชนและประชาชนให้ความสนใจเป็นพิเศษคือการปรากฏตัวของ 4 นายกฯ “ทักษิณ-อนุทิน-แพทองธาร-สมชาย” ร่วมงานศพ “เกรียง” ซึ่งถือเป็นภาพที่สะท้อนถึงสายสัมพันธ์ทางการเมืองที่น่าจับตามอง

ในวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา งานพิธีได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ในการบำเพ็ญกุศล โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธี ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติ แกนนำจากพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทยที่มาร่วมแสดงความอาลัยอย่างเนืองแน่น

เหตุการณ์ครั้งสำคัญที่สื่อจับตา

การมาร่วมงานของ 4 นายกฯ “ทักษิณ-อนุทิน-แพทองธาร-สมชาย” ร่วมงานศพ “เกรียง” ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการมาแสดงความเสียใจต่อผู้วายชนม์เท่านั้น แต่ยังเป็นวาระสำคัญที่ทำให้นายทักษิณ ชินวัตร ได้พบกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยตรงเป็นครั้งแรกหลังจากที่นายทักษิณได้รับการปล่อยตัว ทำให้บรรยากาศการพูดคุยเป็นไปอย่างเป็นกันเองและได้รับความสนใจจากผู้ที่อยู่ในงานอย่างมาก

นอกเหนือจากบุคคลสำคัญระดับอดีตนายกรัฐมนตรีแล้ว ยังมีรัฐมนตรีและแกนนำพรรคการเมืองชั้นนำมาร่วมงานมากมาย เช่น:

  • นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ
  • นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกฯ และรมว.มหาดไทย
  • นายวัชระพล ขาวขำ รมช.เกษตรและสหกรณ์
  • พร้อมด้วย สส. และแกนนำคนสำคัญในพื้นที่ภาคอีสาน

การรวมตัวกันของบุคคลระดับแถวหน้าของประเทศไทย ณ จังหวัดอุบลราชธานีครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงเครือข่ายความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นทั้งในแง่ของความเป็นพี่น้องทางการเมืองและการทำงานร่วมกันระหว่างพรรคเพื่อไทยและภูมิใจไทย แน่นอนว่าภาพข่าวของ 4 นายกฯ “ทักษิณ-อนุทิน-แพทองธาร-สมชาย” ร่วมงานศพ “เกรียง” กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ถูกพูดถึงในแวดวงการเมืองไทยไปทั่วประเทศ

ในมุมมองของเรา นี่คือภาพสะท้อนของการเมืองไทยที่แม้จะมีความแตกต่างในเชิงนโยบายหรือสังกัดพรรค แต่เมื่อถึงเวลาของมิตรภาพและความสูญเสีย การรวมพลังและร่วมงานในลักษณะนี้ก็แสดงให้เห็นถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในแวดวงการเมืองไทยได้อย่างน่าสนใจครับ

ที่มา – 4 นายกฯ “ทักษิณ-อนุทิน-แพทองธาร-สมชาย” ร่วมงานศพ “เกรียง”

เอกนิติ เร่งผลักดันนโยบายลงทุนให้เกิดเม็ดเงินจริง

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวคราวความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจที่น่าจับตามองในช่วงนี้ โดยเฉพาะเมื่อเอกนิติ เร่งผลักดันนโยบายลงทุนให้เกิดเม็ดเงินจริง ซึ่งถือเป็นก้าวย่างสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง วันนี้เราจะมาสรุปกันว่านโยบายนี้มีความสำคัญอย่างไร และทำไมถึงเป็นข่าวดีสำหรับคนทำงานและผู้ประกอบการไทยครับ

เอกนิติ เร่งผลักดันนโยบายลงทุนให้เกิดเม็ดเงินจริง ในระบบเศรษฐกิจ

แนวคิดหลักของท่านรัฐมนตรีเอกนิติ คือการเปลี่ยนจากการเพียงแค่ “อนุมัติโครงการ” ให้กลายมาเป็น “การลงทุนที่จับต้องได้จริง” ผ่านการประสานงานกับ BOI อย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามความคืบหน้าของโครงการที่ได้รับอนุมัติให้สามารถตั้งโรงงานและเริ่มผลิตได้ทันที เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนในระบบเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

ทำไมการที่ เอกนิติ เร่งผลักดันนโยบายลงทุนให้เกิดเม็ดเงินจริง จึงสำคัญ?

การติดตามผลรายไตรมาสช่วยแก้ปัญหาคอขวดที่เคยเกิดขึ้น ทำให้เม็ดเงินลงทุนในไตรมาส 2 ของปี 2569 พุ่งสูงถึง 255,000 ล้านบาท โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่น่าสนใจดังนี้:

  • อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง: เน้นหนักไปที่ AI, อุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
  • การจ้างงาน: คาดว่าจะสร้างงานให้คนไทยได้กว่า 630,000 ตำแหน่ง
  • กลไก Thailand FastPass: ตัวช่วยสำคัญที่ทำให้การลงทุนเดินหน้าแบบไร้รอยต่อ

กลุ่มอุตสาหกรรมที่มาแรงที่สุดในขณะนี้คือกลุ่มดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีสัดส่วนเงินลงทุนกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งหมด นอกจากนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ พลังงานสะอาด และเกษตรแปรรูปยังคงเป็นฐานที่มั่นสำคัญที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติและในประเทศได้อย่างต่อเนื่อง

ในมุมมองของผม การที่ภาครัฐหันมาเน้นที่ “การลงมือทำจริง” มากกว่าแค่การดึงดูดตัวเลขโครงการ ถือเป็นสัญญาณบวกที่ชัดเจนมาก หากเราสามารถขับเคลื่อนโครงการเหล่านี้ให้เกิดขึ้นได้ตามเป้าหมาย ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มเม็ดเงินในระบบ แต่ยังเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีและสร้างทักษะใหม่ให้กับแรงงานไทย ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญสู่ความยั่งยืนของเศรษฐกิจในอนาคตครับ หากใครเป็นผู้ประกอบการที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานนี้ เตรียมตัวให้พร้อมรับโอกาสทองครั้งนี้ได้เลยครับ

ที่มา – “เอกนิติ” เร่งผลักดันนโยบายลงทุนให้เกิด “เม็ดเงินจริง” ในระบบเศรษฐกิจ

รมว.ท่องเที่ยว เรียกถกสัปดาห์หน้า คุมเข้มนักกีฬาพกอาวุธปืน-กระสุน

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหวจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ล่าสุดมีประเด็นร้อนที่น่าสนใจเกี่ยวกับการจัดระเบียบวงการกีฬา โดยทางรัฐมนตรีได้ออกมาให้ข่าวเรื่อง รมว.ท่องเที่ยว เรียกถกสัปดาห์หน้า คุมเข้มนักกีฬาพกอาวุธปืน-กระสุน เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับสังคมและยกระดับมาตรฐานนักกีฬาไทยให้เป็นสากลมากยิ่งขึ้นครับ

รมว.ท่องเที่ยว เรียกถกสัปดาห์หน้า คุมเข้มนักกีฬาพกอาวุธปืน-กระสุน

สืบเนื่องจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา ทางรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับมาตรการควบคุมอาวุธปืนอย่างจริงจัง นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา จึงเตรียมเรียก กกท. และสมาคมยิงปืนมาหารือกันในสัปดาห์หน้า เพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน โดยเน้นย้ำว่า รมว.ท่องเที่ยว เรียกถกสัปดาห์หน้า คุมเข้มนักกีฬาพกอาวุธปืน-กระสุน จะต้องทำอย่างรอบคอบเพื่อให้กระทบต่อการซ้อมและการแข่งขันของนักกีฬาน้อยที่สุด

มาตรการใหม่สำหรับนักกีฬายิงปืน

สำหรับแนวทางที่จะเกิดขึ้นเบื้องต้น มีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • กำหนดเส้นทางการพกพาปืน: ต้องเดินทางจากที่พักไปยังสนามซ้อมเท่านั้น ห้ามแวะสถานที่อื่นเด็ดขาด
  • การตรวจสอบลูกกระสุน: เน้นย้ำให้ใช้เฉพาะลูกซ้อมที่ลงทะเบียนถูกต้อง
  • การขออนุญาต: นักกีฬาต้องมีการขออนุญาตและลงทะเบียนอย่างโปร่งใส

หลายคนอาจกังวลว่ามาตรการเหล่านี้จะทำให้กีฬายิงปืนต้องหยุดชะงักหรือไม่ แต่ทางกระทรวงยืนยันว่าการหารือเรื่อง รมว.ท่องเที่ยว เรียกถกสัปดาห์หน้า คุมเข้มนักกีฬาพกอาวุธปืน-กระสุน นั้นเป็นไปเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเตรียมรับมือกับการแข่งขันในระดับนานาชาติที่กำลังจะมาถึงในเดือนกันยายนนี้ ทุกฝ่ายกำลังเร่งวางกรอบระเบียบให้ทันเวลาเพื่อให้ภาพลักษณ์ของวงการกีฬายิงปืนไทยมีความเป็นมืออาชีพและตรวจสอบได้ในระยะยาวครับ

ในมุมมองของผม การจัดระเบียบครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีครับ เพราะความปลอดภัยของส่วนรวมต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง การมีกฎกติกาที่เข้มงวดไม่ได้หมายถึงการปิดกั้นความสามารถของนักกีฬา แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงวินัยและความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งจะทำให้นักกีฬายิงปืนไทยได้รับการยอมรับในมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – รมว.ท่องเที่ยว เรียกถกสัปดาห์หน้า คุมเข้มนักกีฬาพกอาวุธปืน-กระสุน

“ชวน” ปัดตอบคดี “ชัยชนะ” ย้ำทุกคนต้องอยู่ใต้กฎหมาย

“ชวน” ปัดตอบคดี “ชัยชนะ” ย้ำทุกคนต้องอยู่ใต้กฎหมาย พร้อมแนะรัฐบาล

เมื่อเร็วๆ นี้ นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายชัยชนะ เดชเดโช ถูกแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยนายชวนได้กล่าวถึงประเด็น “ชวน” ปัดตอบคดี “ชัยชนะ” ย้ำทุกคนต้องอยู่ใต้กฎหมาย โดยระบุว่าตนยังไม่ทราบรายละเอียดที่ชัดเจนและขอให้สื่อมวลชนสอบถามไปยังหัวหน้าพรรคโดยตรง อย่างไรก็ตาม ท่านได้เน้นย้ำถึงหลักการสำคัญว่าไม่ว่าใครก็ตาม ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่มีข้อยกเว้น

มุมมองต่อสถานการณ์บ้านเมืองและปัญหาอาวุธปืน

นอกจากเรื่องคดีความแล้ว นายชวนยังได้แสดงความคิดเห็นในประเด็นการเมืองและการแก้ไขปัญหาอาวุธปืนของรัฐบาล โดยท่านมองว่าการที่ “ชวน” ปัดตอบคดี “ชัยชนะ” ย้ำทุกคนต้องอยู่ใต้กฎหมาย นั้นเป็นเพียงมุมมองในแง่ของกระบวนการยุติธรรม แต่ในส่วนของการแก้ปัญหาปืนรายวันที่รัฐบาลกำลังผลักดันอยู่นั้น ท่านตั้งข้อสังเกตว่าการแก้ปัญหาแบบ “แก้รายวัน” อาจไม่ตรงจุดเท่าที่ควร หากไม่ดูที่พฤติกรรมของคนและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด

ประเด็นที่น่าสนใจที่ท่านหยิบยกมามีดังนี้:

  • การควบคุมอาวุธปืนต้องเริ่มจากระเบียบวินัยในสังคม
  • การซื้อขายปืนออนไลน์เป็นจุดอ่อนที่เจ้าหน้าที่ต้องเร่งปราบปราม
  • การสะสมปืนไม่ใช่ปัญหาหลัก แต่ปัญหาอยู่ที่การนำไปใช้ในทางที่ผิด
  • ท่านยืนยันว่าตนเองมีปืน 2 กระบอก แต่ไม่ได้ใช้งานจนขึ้นสนิมไปหมดแล้ว

นายชวนยังได้สะท้อนถึงปัญหาการเลือกตั้งที่ใช้เงินจำนวนมหาศาล ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพรวมของนักการเมืองและฐานเสียงในภาคใต้ โดยท่านเน้นย้ำว่าแม้พรรคประชาธิปัตย์จะรอดมาได้ด้วยระบบบัญชีรายชื่อ แต่การเมืองในอนาคตต้องการความโปร่งใสมากกว่านี้

สรุปท้ายบทความ

จะเห็นได้ว่าในประเด็น “ชวน” ปัดตอบคดี “ชัยชนะ” ย้ำทุกคนต้องอยู่ใต้กฎหมาย นั้นเป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนว่านักการเมืองรุ่นใหญ่ยังคงยึดมั่นในหลักนิติธรรมอย่างเหนียวแน่น ในขณะเดียวกัน การแก้ปัญหาความรุนแรงและอาวุธปืนในประเทศ ไม่สามารถทำได้เพียงแค่การออกกฎหมายเพิ่ม แต่อยู่ที่การปรับพฤติกรรมและวินัยของผู้คนในสังคม ซึ่งภาครัฐต้องทำหน้าที่เป็นแบบอย่างที่ดีในการบังคับใช้กฎหมายให้เกิดความยุติธรรมอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การแก้ปัญหาแบบวันต่อวัน

ที่มา – “ชวน” ปัดตอบคดี “ชัยชนะ” ย้ำทุกคนต้องอยู่ใต้กฎหมาย-มองรัฐบาลแก้ปัญหาปืนรายวัน

“สีหศักดิ์” ถกรัสเซีย รุกผลักดัน FTA ไทย-ยูเรเชีย

“สีหศักดิ์” ถกรัสเซีย รุกผลักดัน FTA ไทย-ยูเรเชีย

ถือเป็นข่าวดีของภาคธุรกิจไทย เมื่อคุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เดินทางไปหารือร่วมกับรองนายกรัฐมนตรีรัสเซีย เพื่อยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการผลักดันการเจรจา “สีหศักดิ์” ถกรัสเซีย รุกผลักดัน FTA ไทย-ยูเรเชีย เพื่อเปิดโอกาสให้สินค้าไทยเข้าสู่ตลาดที่มีกำลังซื้อสูงกว่า 180 ล้านคนได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น

ในการเยือนกรุงมอสโกครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หยิบยกประเด็นการอำนวยความสะดวกทางการค้าขึ้นมาพูดคุย ทั้งเรื่องระบบการชำระเงินที่ภาคเอกชนยังมีความกังวล และอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี เช่น มาตรฐานสุขอนามัยของสินค้าเกษตร ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักในการส่งออกของไทยไปยังรัสเซีย

ความหวังใหม่ในการเปิดตลาดสู่ยูเรเชีย

กลุ่มสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (EAEU) ถือเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูงด้วยมูลค่า GDP รวมกว่า 1.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ การที่ “สีหศักดิ์” ถกรัสเซีย รุกผลักดัน FTA ไทย-ยูเรเชีย ในครั้งนี้ จึงเป็นการปูทางให้ผู้ประกอบการไทยสามารถกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดิมๆ และสร้างโอกาสเติบโตในภูมิภาคที่กำลังต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคและอาหารคุณภาพดีจากไทย

  • การผลักดันการเจรจา FTA ให้มีความคืบหน้าหลังจากชะงักมานานกว่า 10 ปี
  • การแก้ปัญหาธุรกรรมทางการเงินเพื่อความสะดวกของนักลงทุน
  • การส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว

รัฐบาลไทยเชื่อมั่นว่าการประสานงานระดับรัฐต่อรัฐจะช่วยคลี่คลายข้อจำกัดต่างๆ ลงได้ โดยเฉพาะการทูตเชิงเศรษฐกิจที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศในยุคภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความผันผวน การที่ไทยแสดงจุดยืนในการเป็นประตูสู่อาเซียน (Gateway to ASEAN) ทำให้กลุ่มยูเรเชียมีความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนและร่วมมือกับไทยมากขึ้น

นอกจากนี้ คณะนักธุรกิจไทยที่ร่วมเดินทางไปด้วยยังได้หารือกับภาคเอกชนรัสเซียอย่างใกล้ชิด เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและวางแนวทางร่วมทุนในอนาคต ซึ่งตอกย้ำว่าการเดินหน้า “สีหศักดิ์” ถกรัสเซีย รุกผลักดัน FTA ไทย-ยูเรเชีย ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของภาครัฐเท่านั้น แต่คือการสร้างโอกาสที่แท้จริงให้กับผู้ประกอบการไทยทุกคน

ในมุมมองของเรา นี่คือย่างก้าวที่สำคัญของประเทศไทยในการก้าวข้ามข้อจำกัดทางการค้าเดิมๆ หากข้อตกลง FTA นี้สำเร็จลุล่วง จะถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ทำให้สินค้าไทยเข้าไปนั่งอยู่ในใจของผู้บริโภคชาวรัสเซียและประเทศในกลุ่มยูเรเชียได้ไม่ยาก ขอให้ผู้ประกอบการไทยเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการปรับมาตรฐานการผลิตและการส่งออก เพื่อคว้าโอกาสทองครั้งนี้ครับ

ที่มา – “สีหศักดิ์” ถกรัสเซีย รุกผลักดัน FTA ไทย-ยูเรเชีย เปิดทางเอกชนไทยเจาะตลาด 180 ล้านคน

เจาะลึกโครงการ ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวเกี่ยวกับโครงการ ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง กันมาบ้างแล้วในช่วงนี้ ซึ่งถือเป็นมาตรการสำคัญจากภาครัฐที่มุ่งเน้นการช่วยเหลือประชาชนให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้ง่ายขึ้น แต่ก็เกิดความสับสนไม่น้อยว่านี่คือการแจกเงินหรือไม่ วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจให้ชัดเจนกันครับ

เข้าใจให้ตรงกัน: ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง คืออะไร?

โครงการ ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง ไม่ใช่โครงการแจกเงินโอนเข้าบัญชีส่วนบุคคลแต่อย่างใดครับ แต่เป็นกลไกที่รัฐบาลเข้าไปสนับสนุน “กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง” ให้มีสภาพคล่องมากขึ้น เพื่อให้นำมาลดภาระดอกเบี้ยให้กับสมาชิกภายในกองทุนนั้นๆ โดยมีเป้าหมายหลักคือการลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบและช่วยให้คนตัวเล็กตัวน้อยมีเงินไปหมุนเวียนประกอบอาชีพได้จริง

วิธีรับประโยชน์จากโครงการ ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง

สำหรับสมาชิกกองทุนที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สิ่งแรกที่ต้องทำคือตรวจสอบกับทางคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านในพื้นที่ของคุณก่อนครับ เพราะโครงการนี้ไม่ได้เปิดให้บุคคลทั่วไปลงทะเบียนรับเงินด้วยตนเอง แต่เป็นความร่วมมือระหว่างกองทุนกับภาครัฐ ดังนี้:

  • กองทุนต้องจดทะเบียนนิติบุคคลและส่งรายงานงบการเงินต่อเนื่อง 2 ปี
  • เมื่อผ่านเกณฑ์ กองทุนจะทำการลดดอกเบี้ยให้สมาชิกอย่างน้อย 50% ของอัตราปกติ
  • รัฐบาลจะจัดสรรเงินเพิ่มทุนกลับไปให้กองทุนตามยอดดอกเบี้ยที่ลดให้สมาชิกจริง

ตัวเลขที่หลายคนเข้าใจผิด: หลายคนเห็นตัวเลข 30,000–150,000 บาท แล้วคิดว่าเป็นเงินแจกรายคน แต่จริงๆ แล้วนั่นคือวงเงินที่รัฐบาลจะจัดสรรเพิ่มทุนให้กับ “กองทุน” ที่เข้าร่วมโครงการตามเกณฑ์ขั้นบันไดเท่านั้น ไม่ใช่เงินที่สมาชิกแต่ละคนจะได้รับไปใช้จ่ายส่วนตัว

หากคุณได้รับข้อความหรือลิงก์ที่แอบอ้างว่าสามารถลงทะเบียนรับเงินสดจากโครงการนี้ได้โดยตรง ขอให้ระมัดระวังไว้ก่อนเลยว่านั่นคือมิจฉาชีพครับ ข้อมูลที่ถูกต้องควรสอบถามจากกองทุนในพื้นที่หรือสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) โดยตรงเท่านั้น

สรุปสั้นๆ คือโครงการนี้เน้นสร้างความเข้มแข็งให้กองทุนชุมชน เพื่อส่งต่อดอกเบี้ยที่ถูกลงให้สมาชิก หากกองทุนไหนยังไม่เข้าร่วม สมาชิกสามารถรวมตัวกันเสนอให้คณะกรรมการกองทุนตรวจสอบคุณสมบัติได้ ถือเป็นช่องทางที่ดีในการสร้างรายได้และลดหนี้สินอย่างยั่งยืนครับ

ที่มา – รัฐบาลแจง “ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” ไม่ใช่แจกเงินตรง

Scroll to top