ข่าวการเมืองล่าสุด

สถาบันพระปกเกล้า จับมือ ปตท. ยกระดับเป็นองค์กรต้นแบบคาร์บอนต่ำ

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินกระแสเรื่องการลดโลกร้อนกันมาสักพักใหญ่แล้วนะครับ แต่วันนี้มีข่าวดีที่น่าสนใจมาก เพราะล่าสุด สถาบันพระปกเกล้า จับมือ ปตท. ยกระดับเป็นองค์กรต้นแบบคาร์บอนต่ำ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของหน่วยงานระดับประเทศในการหันมาให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังครับ

สถาบันพระปกเกล้า จับมือ ปตท. ยกระดับเป็นองค์กรต้นแบบคาร์บอนต่ำ

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ อาคารรัฐสภา ได้มีการจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ครั้งประวัติศาสตร์ โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากทั้งสององค์กรเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน เพื่อนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านพลังงานสะอาดมาปรับใช้ภายในสถาบันฯ อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งแน่นอนว่าการที่ สถาบันพระปกเกล้า จับมือ ปตท. ยกระดับเป็นองค์กรต้นแบบคาร์บอนต่ำ ในครั้งนี้ จะกลายเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ในการเดินหน้าสู่สังคม Net Zero

เป้าหมายสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพียงพิธีการเท่านั้น แต่มีการวางเป้าหมายที่ชัดเจน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม ดังนี้:

  • การนำเทคโนโลยีพลังงานสะอาดมาใช้ในการจัดการทรัพยากรภายในสถาบัน
  • การเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่บุคลากรและเครือข่าย
  • การปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
  • การเป็นพื้นที่ต้นแบบในการเรียนรู้เรื่องการจัดการคาร์บอนต่ำ

ความสำเร็จจากการที่ สถาบันพระปกเกล้า จับมือ ปตท. ยกระดับเป็นองค์กรต้นแบบคาร์บอนต่ำ จะช่วยสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ใส่ใจต่อโลกมากขึ้น ซึ่งการบูรณาการระหว่าง ‘ความรู้’ จากสถาบันพระปกเกล้า และ ‘เทคโนโลยี’ จาก ปตท. ถือเป็นส่วนผสมที่ลงตัวอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ยั่งยืนครับ

ในมุมมองของผม นี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีมากครับ เพราะการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดไม่ใช่เรื่องของภาคเอกชนเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยการร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษาเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ หากทุกองค์กรหันมาเอาจริงเอาจังแบบนี้ เชื่อว่าอนาคตสีเขียวของประเทศไทยอยู่ไม่ไกลแน่นอนครับ

ที่มา – สถาบันพระปกเกล้า จับมือ ปตท. ยกระดับเป็นองค์กรต้นแบบคาร์บอนต่ำ

โรมชี้ปมชัยชนะตบรอง ผกก. ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง

โรมชี้ปมชัยชนะตบรอง ผกก. ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อคุณรังสิมันต์ โรม สส. พรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่คุณชัยชนะ เดชเดโช สส. พรรคประชาธิปัตย์ ถูกแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายรองผู้กำกับการ สภ.ทุ่งใหญ่ โดยคุณโรมย้ำชัดว่าหากข้อเท็จจริงเป็นไปตามข่าว โรมชี้ปมชัยชนะตบรอง ผกก. ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง เพื่อไม่ให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบและเป็นการรักษาหลักการของกฎหมายให้มีความศักดิ์สิทธิ์และเท่าเทียมกันในสังคมไทย

นอกเหนือจากคดีดังกล่าวแล้ว คุณรังสิมันต์ โรม ยังได้หยิบยกประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์ความรุนแรงและปัญหาอาวุธปืนในประเทศไทยขึ้นมาถกแถลง โดยเขามองว่าเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำๆ จำเป็นต้องมีการทบทวนนโยบายการถือครองอาวุธปืนอย่างจริงจัง

มุมมองต่อการครอบครองอาวุธปืนเกินความจำเป็น

ในประเด็นเรื่องการครอบครองอาวุธปืน คุณโรมตั้งคำถามถึงความจำเป็นที่นักการเมืองบางคนอาจมีปืนในครอบครองมากถึง 30-40 กระบอก ซึ่งถือว่าเกินกว่าความจำเป็นในการป้องกันตัวทั่วไป และเมื่อพิจารณาจากมุมมองของ โรมชี้ปมชัยชนะตบรอง ผกก. ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง แล้ว เขายังขยายความไปถึงมาตรฐานการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องวางตัวเป็นกลางและสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดภาวะหวาดระแวงว่าเจ้าหน้าที่รัฐอาจจะกลายเป็นภัยเสียเอง

ประเด็นหลักที่พรรคประชาชนกำลังขับเคลื่อนในเรื่องนี้ ได้แก่:

  • การทบทวน พ.ร.บ.อาวุธปืน เพื่อจำกัดการครอบครองที่เกินความจำเป็น
  • การจัดทำมาตรการรับซื้อคืนอาวุธปืนหรือนโยบายจูงใจให้คืนปืนผิดกฎหมาย
  • การตรวจสอบสุขภาพจิตและประวัติของผู้ถือครองปืนให้เข้มงวดมากขึ้น
  • การสร้างระบบความปลอดภัยที่ประชาชนเชื่อมั่นได้จริง ไม่ใช่การพกปืนเพื่อป้องกันตัวเพียงอย่างเดียว

คุณรังสิมันต์ยังย้ำว่า การจะเป็นนักการเมืองไม่จำเป็นต้องมีปืนมากมายเหมือนเปิดคลังแสง เพราะหัวใจสำคัญคือการทำงานเพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอำนาจและกฎหมาย โดยเขาย้ำอีกครั้งว่า โรมชี้ปมชัยชนะตบรอง ผกก. ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง นั้นเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการบังคับใช้กฎหมายที่ทุกคนควรได้รับความยุติธรรมเท่าเทียมกัน

ในท้ายที่สุด สังคมไทยคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าการแก้ปัญหาอาวุธปืนจะก้าวหน้าไปถึงจุดไหน และนักการเมืองจะสามารถเป็นต้นแบบของการเคารพกฎหมายได้จริงหรือไม่ เพราะความศรัทธาของประชาชนนั้นมีค่ามากกว่าปืนทุกกระบอกที่อยู่ในมือใครก็ตาม

ที่มา – “โรม” ชี้ปม “ชัยชนะ” ตบรอง ผกก. หากทำจริง ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง

ศาลตีตกคำร้อง “ก้องเกียรติ” เด็กพรรคกล้าธรรม พร้อมไม่รับคำร้อง กกต. ไม่ออกแบบบัตรประชามติ

ศาลตีตกคำร้อง “ก้องเกียรติ” เด็กพรรคกล้าธรรม พร้อมไม่รับคำร้อง กกต. ไม่ออกแบบบัตรประชามติ

เป็นประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติเอกฉันท์สั่งไม่รับคำร้องในคดีสำคัญ ซึ่งรวมถึงกรณีของนายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ อดีตผู้สมัคร สส. จากพรรคกล้าธรรม และประเด็นที่เกี่ยวกับ กกต. ในเรื่องการออกแบบบัตรลงประชามติ วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นให้ทุกคนได้เข้าใจแบบง่ายๆ ครับ

สรุปมติศาลรัฐธรรมนูญ: ศาลตีตกคำร้อง “ก้องเกียรติ” เด็กพรรคกล้าธรรม พร้อมไม่รับคำร้อง กกต. ไม่ออกแบบบัตรประชามติ

เหตุการณ์สำคัญเริ่มจากกรณีของนายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ ซึ่งได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยอ้างว่าตนได้รับความเสียหายจากการที่ กกต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสั่งถอนชื่อออกจากการเป็นผู้สมัคร สส. เขต 7 จังหวัดนครศรีธรรมราช เนื่องจากมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาแล้วเห็นว่าเรื่องนี้มีคำพิพากษาถึงที่สุดไปแล้ว จึงไม่สามารถรับคำร้องไว้พิจารณาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 ได้

นอกเหนือจากเรื่องส่วนตัวของผู้สมัครแล้ว อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกพูดถึงคือกรณีการยื่นคำร้องให้ตรวจสอบการทำงานของ กกต. เกี่ยวกับศาลตีตกคำร้อง “ก้องเกียรติ” เด็กพรรคกล้าธรรม พร้อมไม่รับคำร้อง กกต. ไม่ออกแบบบัตรประชามติ ในประเด็นเรื่องการออกแบบบัตรออกเสียงประชามติที่ไม่มีช่องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ซึ่งศาลมองว่าเป็นเรื่องที่มีกระบวนการร้องเรียนหรือสิทธิทางศาลอื่นรองรับไว้เป็นการเฉพาะแล้ว จึงสั่งไม่รับคำร้องในส่วนนี้เช่นกัน

  • สรุปมติศาล: สั่งไม่รับคำร้องทั้งสองกรณีแบบเอกฉันท์
  • เหตุผลหลัก: คดีมีที่สิ้นสุดแล้วหรือมีช่องทางกฎหมายอื่นรองรับ
  • ผลกระทบ: การเดินหน้าเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังคงต้องยึดตามกรอบกฎหมายปัจจุบัน

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมศาลถึงสั่งไม่รับคำร้อง ทั้งนี้เพราะหลักการของศาลรัฐธรรมนูญคือการพิจารณาในประเด็นที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น หากประเด็นไหนมีศาลอื่นรับผิดชอบหรือมีกฎหมายเฉพาะกำหนดไว้แล้ว ศาลก็จะใช้อำนาจในการสั่งไม่รับคำร้องตามมาตรา 46 วรรคสาม ของ พ.ร.ป. ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561

โดยสรุปแล้ว การที่ศาลตีตกคำร้อง “ก้องเกียรติ” เด็กพรรคกล้าธรรม พร้อมไม่รับคำร้อง กกต. ไม่ออกแบบบัตรประชามติ สะท้อนให้เห็นถึงความชัดเจนในการใช้ดุลพินิจของศาลที่ต้องยึดตามบรรทัดฐานและขอบเขตของกฎหมายอย่างเคร่งครัด สำหรับผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียหรือประชาชนที่สนใจ ต้องติดตามกระบวนการอื่นๆ ต่อไปตามช่องทางที่กฎหมายเปิดไว้ให้ หากมีข้อสงสัยหรือความคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองนี้ สามารถร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้เลยครับ

ที่มา – ศาลตีตกคำร้อง “ก้องเกียรติ” เด็กพรรคกล้าธรรม พร้อมไม่รับคำร้อง กกต. ไม่ออกแบบบัตรประชามติ

ลิซ่า ตั้งคำถามผลสอบโกงสอบท้องถิ่น อย่าตัดตอนความผิด

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงราชการไทย เมื่อมีการเปิดเผยถึงกรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ซึ่งสร้างความเคลือบแคลงใจให้แก่ประชาชนเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความโปร่งใสในกระบวนการสรรหาบุคลากรที่ควรจะเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม

ลิซ่า ตั้งคำถามผลสอบโกงสอบท้องถิ่น อย่าตัดตอนความผิด

นางสาวภคมน หนุนอนันต์ หรือ “ลิซ่า” สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหวอย่างดุเดือดเกี่ยวกับกรณี ลิซ่า ตั้งคำถามผลสอบโกงสอบท้องถิ่น อย่าตัดตอนความผิด โดยเธอมองว่าท่าทีของภาครัฐในขณะนี้ดูเหมือนเป็นการพยายาม “ตุ๋น” มากกว่าการ “ต้มคนดู” ด้วยการพุ่งเป้าไปที่การลงโทษแค่ข้าราชการระดับปฏิบัติการ แต่กลับปล่อยให้ฝ่ายการเมืองที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นลอยนวล

เปิดปมร้อน: ใครคือผู้บงการเบื้องหลังการทุจริต?

นอกจากประเด็นเรื่องคะแนนที่ผิดปกติกว่า 5,924 รายชื่อแล้ว ลิซ่ายังชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติในหลายขั้นตอน ตั้งแต่:

  • การกำหนด TOR ที่เอื้อประโยชน์ให้มีการจัดจ้างใหม่
  • กระบวนการโยกย้ายบุคลากรภายในกระทรวงมหาดไทยเพื่อเข้ามาคุมการสอบ
  • คำถามถึง “ที่มา” ของผู้ร้องเรียนมหาวิทยาลัยบูรพาที่เป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดการล้มสัญญา

จากข้อสังเกตดังกล่าว สิ่งที่สังคมกำลังเฝ้าจับตาคือการที่หน่วยงานรัฐกำลังพยายามตัดตอนความผิดเหลือแค่ข้าราชการและผู้เข้าสอบหรือไม่ ในขณะที่ ลิซ่า ตั้งคำถามผลสอบโกงสอบท้องถิ่น อย่าตัดตอนความผิด เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจจริงในฝ่ายการเมืองจะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วย ไม่ใช่แค่การหา “แพะ” มารับผิดแทน

หากเราต้องการเห็นระบบราชการที่สะอาด การตรวจสอบต้องครอบคลุมถึง “ตอ” ใหญ่ ไม่ใช่แค่การเคลียร์บัญชีรายชื่อให้ดูเหมือนเรียบร้อย แต่ต้องคืนความเป็นธรรมให้แก่ผู้เข้าสอบที่ตั้งใจจริงทุกคน นี่ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการทุจริต แต่เป็นเรื่องของความเชื่อมั่นในธรรมาภิบาลของประเทศที่เราทุกคนต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา

ที่มา – “ลิซ่า” ตั้งคำถามผลสอบโกงสอบท้องถิ่น ชี้อย่าตัดตอนความผิดเหลือแค่ข้าราชการ-ผู้สอบ

รัฐบาลโชว์ผลงาน 10 เดือน ปราบสินค้าเถื่อน 32,812 คดี

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวเกี่ยวกับมาตรการเข้มงวดของภาครัฐในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะเรื่องการจัดการกับสินค้าหนีภาษี ซึ่งล่าสุดมีรายงานสรุปผลงานที่น่าสนใจมาก เมื่อ รัฐบาลโชว์ผลงาน 10 เดือน ปราบสินค้าเถื่อน 32,812 คดี พบคดียาสูบกระทำผิดมากสุด ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงการทำงานอย่างหนักของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับระบบเศรษฐกิจและผู้ประกอบการที่ทำถูกต้องตามกฎหมายครับ

รัฐบาลโชว์ผลงาน 10 เดือน ปราบสินค้าเถื่อน 32,812 คดี พบคดียาสูบกระทำผิดมากสุด

จากการเปิดเผยข้อมูลโดยรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พบว่าในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายสรรพสามิต โดยมีการบูรณาการร่วมกับกรมสรรพสามิตและหน่วยงานความมั่นคงเพื่อกวาดล้างขบวนการเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์จากการปฏิบัติการตลอด 10 เดือนเต็ม ทำให้สามารถจับกุมคดีได้ถึง 32,812 คดี คิดเป็นค่าปรับมหาศาลกว่า 901.82 ล้านบาทเลยทีเดียวครับ

ทำไมคดียาสูบถึงครองแชมป์สินค้าเถื่อน?

หนึ่งในประเด็นที่น่าจับตาจากรายงาน รัฐบาลโชว์ผลงาน 10 เดือน ปราบสินค้าเถื่อน 32,812 คดี พบคดียาสูบกระทำผิดมากสุด ก็คือเรื่องของบุหรี่เถื่อนครับ ข้อมูลระบุว่าคดียาสูบมีจำนวนสูงถึง 20,160 คดี หรือคิดเป็นกว่าร้อยละ 61 ของคดีทั้งหมดที่จับกุมได้ สาเหตุหลักน่าจะเป็นเพราะส่วนต่างของราคาสินค้าหนีภาษีกับสินค้าที่เสียภาษีถูกต้องมีความแตกต่างกันมาก ทำให้เกิดแรงจูงใจในการลักลอบนำเข้าเพื่อทำกำไร ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของรัฐและผู้ค้ารายย่อยที่ทำธุรกิจสุจริต

  • การบูรณาการข้อมูล: ใช้การข่าวเชิงลึกเพื่อสกัดกั้นก่อนสินค้าถึงมือผู้บริโภค
  • การปฏิบัติการเชิงรุก: ลงพื้นที่ตรวจสอบทั่วประเทศไม่เว้นวันหยุด
  • การยกระดับความเข้มงวด: เพิ่มโทษและมาตรการตรวจสอบให้รัดกุมยิ่งขึ้น

ความสำเร็จจากการที่ รัฐบาลโชว์ผลงาน 10 เดือน ปราบสินค้าเถื่อน 32,812 คดี พบคดียาสูบกระทำผิดมากสุด ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของตัวเลขการจับกุม แต่เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าภาครัฐเอาจริงกับการปราบปรามสินค้าหนีภาษีทุกรูปแบบ เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับตลาดและปกป้องเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว หวังว่าการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้นขึ้นนี้จะช่วยลดจำนวนสินค้าผิดกฎหมายในบ้านเราให้เบาบางลงได้ในอนาคตครับ

ที่มา – รัฐบาลโชว์ผลงาน 10 เดือน ปราบสินค้าเถื่อน 32,812 คดี พบคดียาสูบกระทำผิดมากสุด

รัฐบาลเตือน 12 จังหวัด เฝ้าระวังฝนตกหนัก–น้ำท่วมฉับพลัน

ช่วงนี้ใครที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยต้องคอยติดตามข่าวสารกันให้ดีนะครับ เพราะล่าสุดรัฐบาลเตือน 12 จังหวัด เฝ้าระวังฝนตกหนัก–น้ำท่วมฉับพลัน หลังจากกรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์สภาพอากาศในช่วงวันที่ 10–16 สิงหาคมนี้ว่าจะมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในโซนภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือครับ

รัฐบาลเตือน 12 จังหวัด เฝ้าระวังฝนตกหนัก–น้ำท่วมฉับพลัน อย่างใกล้ชิด

การประกาศแจ้งเตือนในครั้งนี้ไม่ได้มาเล่นๆ นะครับ เพราะด้วยร่องมรสุมที่พาดผ่านผนวกกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่มีกำลังค่อนข้างแรง ทำให้หลายพื้นที่ต้องเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์น้ำป่าไหลหลากและน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะบ้านเรือนที่ตั้งอยู่ใกล้ทางน้ำไหลผ่านหรือที่ลุ่มต่ำ ข้อมูลล่าสุดระบุว่ารัฐบาลเตือน 12 จังหวัด เฝ้าระวังฝนตกหนัก–น้ำท่วมฉับพลัน ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน น่าน มุกดาหาร สระบุรี ร้อยเอ็ด ยโสธร นครพนม อุดรธานี พิษณุโลก และอำนาจเจริญ

มาตรการเตรียมพร้อมรับมือจากกรมชลประทาน

เพื่อให้ประชาชนอุ่นใจ รัฐบาลได้สั่งการให้กรมชลประทานเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ ทั้งในส่วนของเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ และบุคลากรให้พร้อมเข้าช่วยเหลือทันทีหากเกิดเหตุอุทกภัย นอกจากนี้ยังมีการติดตามปริมาณน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารจัดการน้ำไม่ให้กระทบต่อประชาชนในพื้นที่ท้ายน้ำมากเกินไป

สิ่งที่พวกเราทำได้ในตอนนี้คือการเตรียมตัวครับ:

  • ติดตามข่าวสารจากทางราชการและกรมอุตุฯ อย่างใกล้ชิด
  • ตรวจสอบบ้านเรือนและสิ่งของมีค่า โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในที่ลุ่มต่ำให้รีบย้ายขึ้นที่สูง
  • เตรียมอุปกรณ์สำคัญ เครื่องมือการเกษตร และยารักษาโรคให้พร้อม
  • หากฝนตกหนักต่อเนื่องควรสังเกตระดับน้ำ หากมีความผิดปกติให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

ความปลอดภัยของทุกคนเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ การเตรียมพร้อมล่วงหน้าจะช่วยลดความเสียหายและอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากธรรมชาติได้ อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์รุนแรงขึ้น ขอให้ทุกท่านเชื่อฟังคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เพื่อความปลอดภัยของครอบครัวนะครับ เรามาเป็นกำลังใจให้พี่น้องในทั้ง 12 จังหวัดผ่านพ้นช่วงวิกฤตนี้ไปได้ด้วยกันครับ

ที่มา – รัฐบาลเตือน 12 จังหวัด เฝ้าระวังฝนตกหนัก–น้ำท่วมฉับพลัน กำชับชลประทานเตรียมพร้อมรับมือ

ยอดขายงาน OTOP ศิลปาชีพ 5 วัน 367 ล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจ

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวไทยทุกคนครับ วันนี้เรามีข่าวดีมาอัปเดตเกี่ยวกับเศรษฐกิจบ้านเรากันหน่อย เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวเกี่ยวกับงานแฟร์สุดยิ่งใหญ่ที่เป็นการรวมตัวของสินค้าภูมิปัญญาไทยอย่างงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจ ด้วยพระบารมี” กันมาบ้างแล้วใช่ไหมครับ ล่าสุดรัฐบาลได้ออกมาเผยตัวเลขที่น่าสนใจมากว่า ยอดขายงาน OTOP ศิลปาชีพ 5 วัน 367 ล้าน เม็ดเงินหมุนเวียนเศรษฐกิจฐานรากต่อเนื่อง ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีมากๆ สำหรับผู้ประกอบการในชุมชนทั่วประเทศครับ

ยอดขายงาน OTOP ศิลปาชีพ 5 วัน 367 ล้าน เม็ดเงินหมุนเวียนเศรษฐกิจฐานรากต่อเนื่อง

การจัดงานในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การนำสินค้ามาวางจำหน่ายเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงถึงศักยภาพของสินค้าไทยที่สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้อย่างมหาศาล โดยตลอดระยะเวลา 5 วันแรกของการจัดงาน (8–12 สิงหาคม 2569) มียอดจำหน่ายสะสมสูงถึง 367,933,077 บาท สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของการอุดหนุนสินค้าไทยที่ช่วยให้เศรษฐกิจในระดับฐานรากเดินหน้าต่อไปได้เป็นอย่างดี

สถิติน่าทึ่งจากงาน OTOP ศิลปาชีพ

หากเรามาดูรายละเอียดกันจะพบว่าความสำเร็จของงานครั้งนี้ไม่ได้มาเล่นๆ นะครับ โดยเฉพาะในวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา วันเดียวมียอดขายพุ่งสูงถึง 82.7 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นยอดขายต่อวันที่สูงที่สุดตั้งแต่วันแรกที่เริ่มจัดงานมาเลยทีเดียว และเมื่อพูดถึง ยอดขายงาน OTOP ศิลปาชีพ 5 วัน 367 ล้าน เม็ดเงินหมุนเวียนเศรษฐกิจฐานรากต่อเนื่อง เรามาดูแยกตามหมวดหมู่สินค้ากันหน่อยครับว่าอะไรที่ได้รับความนิยมสูงสุด:

  • กลุ่มผ้าและเครื่องแต่งกาย: ทำยอดไปได้ถึง 193.8 ล้านบาท เป็นสินค้าไฮไลท์ที่คนไทยชื่นชอบจริงๆ
  • กลุ่มอาหาร: สร้างรายได้ไปประมาณ 66.7 ล้านบาท
  • กลุ่มของใช้: อยู่ที่ประมาณ 41.7 ล้านบาท
  • กลุ่มสมุนไพรและเครื่องดื่ม: รวมแล้วกว่า 16.3 ล้านบาท

ด้วยตัวเลขเหล่านี้จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่ากลยุทธ์การส่งเสริมจากภาครัฐให้สินค้า OTOP เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้นนั้นมาถูกทางแล้วครับ ไม่ว่าจะเป็นการขายผ่านหน้าร้าน หรือช่องทางออนไลน์ที่ช่วยให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ง่ายขึ้น

สำหรับใครที่ยังไม่ได้ไปเดินชมงาน อย่าเพิ่งเสียใจไปนะครับ งาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจ ด้วยพระบารมี” ยังจัดต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 16 สิงหาคม 2569 นี้ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายในงานรวบรวมทั้งงานหัตถกรรม ผ้าไทย อาหารอร่อย และผลิตภัณฑ์จากทั่วทุกมุมของประเทศไทยมาไว้ในที่เดียว แถมยังมีสิทธิพิเศษอย่างโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ให้ได้ใช้กันอีกด้วยครับ

ส่วนตัวมองว่างานลักษณะนี้คือหัวใจสำคัญของการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ เพราะเงินทุกบาททุกสตางค์ที่จ่ายออกไป ไม่ได้ตกไปอยู่ในมือของกลุ่มทุนใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่กลับลงไปสู่มือช่างฝีมือ พ่อค้าแม่ค้าชุมชน และผู้ประกอบการ OTOP ตัวจริงเสียงจริง การแวะไปเดินชมงานนอกจากจะได้ของถูกใจติดไม้ติดมือกลับบ้านแล้ว ยังเป็นการร่วมด้วยช่วยกันส่งเสริมภูมิปัญญาไทยให้ยังคงอยู่คู่กับเราต่อไปครับ

ที่มา – รัฐบาลเผยยอดขายงาน OTOP ศิลปาชีพ 5 วัน 367 ล้าน เม็ดเงินหมุนเวียนเศรษฐกิจฐานรากต่อเนื่อง

สอบท้องถิ่น 68 ขอตรวจคะแนนได้ 13–31 ส.ค.นี้ ย้ำความโปร่งใส

สอบท้องถิ่น 68 ขอตรวจคะแนนได้ 13–31 ส.ค.นี้ ย้ำความโปร่งใส

ข่าวดีสำหรับผู้ที่กำลังรอคอยความชัดเจนจากการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ล่าสุด นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.4) ได้ออกมาประกาศข่าวสำคัญว่า กระทรวงมหาดไทยเปิดให้ผู้สอบท้องถิ่น 68 ขอตรวจคะแนนได้ 13–31 ส.ค.นี้ เพื่อคืนความมั่นใจให้กับผู้เข้าสอบทุกคน หลังจากที่มีการปรับปรุงบัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ใหม่เพื่อให้เกิดความยุติธรรมสูงสุด

การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำว่าทางภาครัฐให้ความสำคัญกับความโปร่งใสในทุกขั้นตอน โดยทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้จัดตั้งศูนย์รับคำร้องขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อให้ผู้เข้าสอบที่ไม่พบรายชื่อของตนเองในบัญชีใหม่ สามารถเข้ามาตรวจสอบคะแนนดิบหรือผลคะแนนของตนเองได้ด้วยความสบายใจ

ช่องทางและขั้นตอนสำหรับผู้สอบท้องถิ่น 68 ขอตรวจคะแนนได้ 13–31 ส.ค.นี้

สำหรับใครที่ต้องการใช้สิทธิ์ตรวจสอบคะแนนของตนเอง สามารถดำเนินการได้ง่ายๆ ผ่าน 2 ช่องทางหลัก ดังนี้:

  • ส่วนกลาง: ยื่นคำร้องได้ที่อาคารสุวัทนา ชั้น 1 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
  • ส่วนภูมิภาค: ติดต่อได้ที่สำนักงานท้องถิ่นจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางสำหรับผู้ที่อยู่ต่างจังหวัดได้อย่างมาก

โดยท่านสามารถยื่นคำร้องได้ตั้งแต่วันที่ 13 ถึง 31 สิงหาคม 2569 ในวันและเวลาราชการ (08.30–16.30 น.) ทั้งนี้ การที่ภาครัฐเปิดให้ผู้สอบท้องถิ่น 68 ขอตรวจคะแนนได้ 13–31 ส.ค.นี้ เป็นการแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนว่า ระบบการสอบต้องตรวจสอบได้และปราศจากข้อกังขา เพื่อให้ได้บุคลากรที่มีคุณภาพและมีความพร้อมในการทำงานเพื่อท้องถิ่นอย่างแท้จริง

นายวรศิษฎ์ยังได้เน้นย้ำว่า ทุกคำร้องจะได้รับการดูแลโดยคณะกรรมการเฉพาะกิจที่แต่งตั้งขึ้น เพื่อให้การรวบรวมข้อมูลและการชี้แจงคะแนนเป็นไปอย่างมีมาตรฐานและเป็นระบบที่สุด ดังนั้น หากใครที่มีข้อสงสัยหรือมีความกังวลใจ แนะนำให้ใช้สิทธิ์ในการตรวจสอบตามระยะเวลาที่กำหนด เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเองให้ถึงที่สุดครับ

ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่หน่วยงานราชการยุคใหม่หันมาให้ความสำคัญกับการตรวจสอบที่เข้าถึงง่ายและเป็นมิตรกับประชาชน หากเพื่อนๆ ท่านใดที่มีรายชื่อได้รับผลกระทบ อย่าลืมไปใช้สิทธิ์ตรวจสอบข้อมูลกันนะครับ ความโปร่งใสคือรากฐานสำคัญที่จะทำให้ระบบราชการไทยเดินหน้าต่อไปได้อย่างแข็งแกร่งและเป็นที่ยอมรับจากสังคม

ที่มา – มท.4 เปิดให้ผู้สอบท้องถิ่น 68 ขอตรวจคะแนนได้ 13–31 ส.ค.นี้ ย้ำทุกขั้นตอนต้องโปร่งใส

เจเศรษฐ์ ประชุมติดตาม 4 จังหวัดลุ่มน้ำ วางแผนรับมือน้ำท่วม-น้ำแล้ง

สถานการณ์สภาพอากาศที่แปรปรวนในปัจจุบัน กลายเป็นความท้าทายสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันแก้ไข ล่าสุด นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงพื้นที่จังหวัดชัยนาทเพื่อเป็นประธานในการประชุมติดตามสถานการณ์และวางแผนเตรียมความพร้อมใน 4 จังหวัดลุ่มน้ำ ได้แก่ ชัยนาท ลพบุรี สิงห์บุรี และอุทัยธานี เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเราจะมีมาตรการรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เจเศรษฐ์ ประชุมติดตาม 4 จังหวัดลุ่มน้ำ วางแผนรับมือน้ำท่วม-น้ำแล้ง

การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การสร้างเครือข่ายความร่วมมือข้ามพื้นที่ โดยนายเจเศรษฐ์ได้ย้ำชัดเจนว่า เจเศรษฐ์ ประชุมติดตาม 4 จังหวัดลุ่มน้ำ วางแผนรับมือน้ำท่วม-น้ำแล้ง ไม่ใช่เพียงแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือการเตรียมความพร้อมให้เหนือกว่าสถานการณ์จริง ไม่ว่าจะเป็นการจัดเตรียมกำลังคน เครื่องจักรกล และแผนสนับสนุนเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

การบริหารจัดการน้ำและการสื่อสารสู่ประชาชน

นอกจากเรื่องของเครื่องจักรแล้ว นายเจเศรษฐ์ยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการบริหารจัดการน้ำต้นทุนและการประปา เพื่อให้มั่นใจว่าพี่น้องประชาชนจะมีน้ำใช้เพียงพอท่ามกลางความไม่แน่นอนของสภาพอากาศ พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงกลยุทธ์สำคัญ ดังนี้:

  • การบูรณาการข้อมูลสภาพอากาศแบบ Real-time
  • การเตรียมพร้อมเครื่องจักรกลสาธารณภัยให้พร้อมใช้งานได้ทันที
  • การสื่อสารแจ้งเตือนภัยแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวอย่างรวดเร็วและถูกต้อง

การดำเนินงานของกระทรวงมหาดไทยภายใต้การนำของนายเจเศรษฐ์สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดที่ว่า “เรื่องภัยพิบัติ เราต้องคิดให้ไกลกว่าพื้นที่ของตัวเอง” เพราะความช่วยเหลือต้องไร้รอยต่อระหว่างจังหวัด หากพื้นที่ใดได้รับความเดือดร้อน ระบบสนับสนุนต้องเข้าถึงอย่างรวดเร็วที่สุด

ในฐานะประชาชน เราควรติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถวางแผนการเดินทางและเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์น้ำได้อย่างถูกต้อง การมีส่วนร่วมและการรับรู้ข้อมูลที่แม่นยำถือเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในช่วงฤดูกาลที่คาดเดาได้ยากนี้

ที่มา – “เจเศรษฐ์” ประชุมติดตาม 4 จังหวัดลุ่มน้ำ วางแผนรับมือน้ำท่วม-น้ำแล้ง

Scroll to top