ข่าวการเมืองล่าสุด

โฆษกปชป. จี้ นายกฯ เร่งปราบปืนเถื่อนทางออนไลน์-การครอบครองเปลี่ยนมือ

ในสถานการณ์ปัจจุบัน ปัญหาอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืนกลับมาเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก ล่าสุดทางฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ โดยคุณพงศกร ขวัญเมือง ในฐานะโฆษกพรรค ได้ออกมาแสดงความกังวลและเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการปราบปรามการซื้อขายในโลกออนไลน์และการจัดการปืนที่เปลี่ยนมือผิดกฎหมาย ซึ่งถือเป็นต้นตอสำคัญของปัญหาในขณะนี้

โฆษกปชป. จี้ นายกฯ เร่งปราบปืนเถื่อนทางออนไลน์-การครอบครองเปลี่ยนมือ

ทางพรรคประชาธิปัตย์ได้ตั้งข้อสังเกตว่า นโยบายการระงับการออกใบอนุญาตอาวุธปืนประเภทต่างๆ ทั้ง ป.3, ป.4 และ ป.12 ของรัฐบาลนั้น แม้จะมีเจตนาดีเพื่อลดความรุนแรง แต่ในทางปฏิบัติกลับส่งผลกระทบต่อประชาชนทั่วไปรวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจจบใหม่ที่ต้องการอาวุธปืนไว้ปฏิบัติหน้าที่ การทำเช่นนี้อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ทำให้คนดีไม่มีสิทธิ์เข้าถึงอาวุธอย่างถูกต้อง ในขณะที่อาชญากรยังคงเข้าถึงปืนเถื่อนได้ง่ายผ่านช่องทางออนไลน์ โฆษกปชป. จี้ นายกฯ เร่งปราบปืนเถื่อนทางออนไลน์-การครอบครองเปลี่ยนมือ เพื่อให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่าการจำกัดสิทธิ์ผู้บริสุทธิ์เพียงอย่างเดียว

ปัญหาการครอบครองปืนเปลี่ยนมือที่ต้องแก้ไข

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือปัญหา "ปืนเปลี่ยนมือ" ซึ่งเป็นช่องโหว่ทางกฎหมายที่อันตรายมาก คุณพงศกรได้ชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันมีการนำชื่อผู้อื่นหรืออดีตนักการเมืองมาครอบครองอาวุธปืน ซึ่งเมื่อเกิดเหตุรุนแรงขึ้น การติดตามตัวผู้กระทำความผิดหรือตรวจสอบที่มาของอาวุธจึงทำได้ยากลำบากมาก โฆษกปชป. จี้ นายกฯ เร่งปราบปืนเถื่อนทางออนไลน์-การครอบครองเปลี่ยนมือ โดยขอให้ภาครัฐเร่งทำฐานข้อมูลการครอบครองอาวุธปืนให้ทันสมัยและตรวจสอบการโอนย้ายสิทธิ์อย่างเข้มงวด เพื่อลดความเสี่ยงที่อาวุธจะถูกนำไปใช้ก่อเหตุซ้ำซาก

  • เร่งตรวจสอบแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ผิดกฎหมายอย่างจริงจัง
  • ปรับปรุงฐานข้อมูลการถือครองอาวุธปืนให้เป็นระบบดิจิทัล
  • เข้มงวดกับมาตรการการโอนสิทธิ์ครอบครองปืนเพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์
  • เพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ให้ตำรวจโดยให้เข้าถึงอุปกรณ์ป้องกันตัวอย่างเหมาะสม

ในมุมมองของเรา ปัญหาปืนเถื่อนไม่ใช่เรื่องที่แก้ได้ด้วยการออกคำสั่งห้ามเพียงด้านเดียว แต่ต้องอาศัยการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดควบคู่ไปกับการปิดช่องโหว่ทางเทคโนโลยี หากรัฐบาลไม่สามารถจัดการกับตลาดมืดออนไลน์ที่เข้าถึงได้ง่ายนี้ได้ สุดท้ายผู้ที่จะเดือดร้อนที่สุดก็คือประชาชนทั่วไปที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงนั่นเอง

ที่มา – โฆษกปชป. จี้ นายกฯ เร่งปราบปืนเถื่อนทางออนไลน์-การครอบครองเปลี่ยนมือ

“สุขสมรวย” ยัน กองทุนหมู่บ้านดอกเบี้ยคนละครึ่ง ช่วยปลดแอกหนี้นอกระบบได้

“สุขสมรวย” ยัน กองทุนหมู่บ้านดอกเบี้ยคนละครึ่ง ช่วยปลดแอกหนี้นอกระบบได้

ข่าวดีสำหรับพี่น้องเกษตรกรและคนในชุมชนทั่วประเทศ เมื่อนางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมายืนยันถึงความสำเร็จของโครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและเป็นไม้ตายในการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบที่เรื้อรังมานาน โครงการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับสมาชิกกองทุนหมู่บ้านกว่า 12 ล้านคน แต่ยังเป็นการลดภาระดอกเบี้ยลงครึ่งหนึ่งเพื่อให้ทุกคนสามารถตั้งตัวได้อีกครั้งในยุคเศรษฐกิจที่ท้าทายเช่นนี้

รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้จัดสรรงบประมาณกว่า 4,452 ล้านบาท เพื่อผลักดันโครงการนี้อย่างเต็มสูบ โดย สทบ. ได้รับคำสั่งให้เร่งดำเนินการในพื้นที่เพื่อให้พี่น้องประชาชนเข้าถึงแหล่งทุนที่เป็นธรรมและมีความมั่นคงทางการเงินมากยิ่งขึ้น

บทบาทสำคัญของกองทุนหมู่บ้านดอกเบี้ยคนละครึ่ง กับการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

สำหรับแนวทางในปี 2570 กระทรวงตั้งเป้าหมายชัดเจนในการฟื้นฟูกองทุนหมู่บ้านที่ตกค้างมาตั้งแต่ปี 2555 โดยการนำงบประมาณกว่า 3,400 ล้านบาทมาปรับใช้ใหม่ พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ไปช่วยแบบจับมือทำ เพื่อให้กองทุนเหล่านั้นกลับมาเข้มแข็งและสามารถให้บริการสมาชิกได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง “สุขสมรวย” ยัน กองทุนหมู่บ้านดอกเบี้ยคนละครึ่ง ช่วยปลดแอกหนี้นอกระบบได้ จริง หากเราสามารถสร้างวินัยทางการเงินที่ดีให้กับสมาชิกได้

หากถามว่าโครงการนี้มีประโยชน์อย่างไรบ้าง นี่คือจุดเด่นที่น่าสนใจ:

  • ลดภาระรายเดือน: ดอกเบี้ยที่ลดลงครึ่งหนึ่งทำให้สมาชิกมีเงินเหลือไปหมุนเวียนในครอบครัวมากขึ้น
  • เข้าถึงแหล่งทุนง่าย: สมาชิกสามารถนำเงินไปประกอบอาชีพเพื่อต่อยอดรายได้โดยไม่ต้องพึ่งพานายทุนนอกระบบ
  • การสร้างชุมชนเข้มแข็ง: ระบบกองทุนเน้นการออมและการค้ำประกันที่ชัดเจน เช่น โฉนดที่ดิน หรือทรัพย์สินมีค่า ทำให้มีความน่าเชื่อถือ

ความสำเร็จที่จับต้องได้ปรากฏให้เห็นในหลายพื้นที่ เช่น เครือข่ายกองทุนหมู่บ้านเขตคลองสามวา ที่พิสูจน์แล้วว่าการมีกองทุนที่ดีช่วยให้ชาวบ้านหลุดพ้นจากวงจรหนี้ดอกเบี้ยมหาโหดได้อย่างถาวร โดยเริ่มต้นจากการออมเล็กๆ น้อยๆ แต่ต่อยอดเป็นวงเงินกู้หลักล้านที่มีระบบการจัดการที่ดีเยี่ยม

ท้ายที่สุด การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบไม่ใช่เรื่องที่ทำได้เพียงชั่วข้ามคืน แต่ด้วยความมุ่งมั่นของรัฐบาลและโครงการ “สุขสมรวย” ยัน กองทุนหมู่บ้านดอกเบี้ยคนละครึ่ง ช่วยปลดแอกหนี้นอกระบบได้ นี้ เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับเศรษฐกิจระดับฐานรากได้จริง เพียงแค่พี่น้องประชาชนร่วมมือกันสร้างวินัยทางการเงินและใช้โอกาสนี้ในการพัฒนาตนเองอย่างสร้างสรรค์ครับ

ที่มา – “สุขสมรวย” ยัน กองทุนหมู่บ้านดอกเบี้ยคนละครึ่ง ช่วยปลดแอกหนี้นอกระบบได้

นายกฯ ย้ำคดีทุจริตสอบไม่มีเส้นสาย ลั่นหากถึงใครก็คนนั้น

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์และสังคมไทย หลังจากที่มีกระแสข่าวการทุจริตสอบท้องถิ่น ซึ่งล่าสุดทาง นายกฯ ย้ำคดีทุจริตสอบไม่มีเส้นสาย อย่างเด็ดขาด โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการแอบอ้างชื่อนักการเมืองท้องถิ่นเข้ามาเกี่ยวข้องกับการทุจริต

นายกฯ ย้ำคดีทุจริตสอบไม่มีเส้นสาย เดินหน้าล้างบางทุจริต

เหตุการณ์เริ่มต้นจากเพจชมรม STRONG ต้านทุจริตประเทศไทย ได้มีการเปิดเผยแชตข้อความที่อ้างว่ามี สจ.จังหวัดสตูล เข้ามาเป็นนายหน้าในการทุจริตสอบท้องถิ่น ซึ่งเรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีได้ยืนยันหนักแน่นว่า นายกฯ ย้ำคดีทุจริตสอบไม่มีเส้นสาย และจะดำเนินการตรวจสอบทุกขั้นตอนโดยไม่มีข้อยกเว้น โดยขณะนี้ได้มีการบูรณาการความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานหลักเพื่อคลี่คลายคดีนี้

หน่วยงานที่ร่วมตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส

เพื่อให้เกิดความกระจ่างและโปร่งใสที่สุด นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงว่ามีหน่วยงานที่กำลังทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ดังนี้:

  • สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.): เข้ามาตรวจสอบเส้นทางการเงินที่ผิดปกติ
  • สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.): ดำเนินการตรวจสอบในแง่ของกฎหมายทุจริตประพฤติมิชอบ
  • สำนักงานตำรวจแห่งชาติ: ร่วมมือในการสอบสวนขยายผลและรวบรวมพยานหลักฐาน

การทำงานร่วมกันของทั้งสามหน่วยงานนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าภาครัฐเอาจริงกับเรื่องนี้ โดยนายกฯ ได้ย้ำอีกครั้งว่า นายกฯ ย้ำคดีทุจริตสอบไม่มีเส้นสาย และไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นผู้มีอิทธิพลหรือนักการเมืองระดับไหนก็ตาม หากตรวจสอบพบความผิดจริงต้องถูกดำเนินคดีจนถึงที่สุด

นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า ขณะนี้มีการพูดถึงเรื่อง “เพดาน” ในการตรวจสอบหรือการปกป้องผู้กระทำความผิด ซึ่งตนขอยืนยันว่าไม่มีเพดานเหล่านั้นในรัฐบาลนี้ ใครทำผิดก็ต้องได้รับโทษตามกระบวนการยุติธรรม เพราะการสอบคัดเลือกต้องเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมเพื่อคนรุ่นหลัง

ในมุมมองของประชาชนทั่วไป การที่ผู้นำออกมาประกาศจุดยืนที่ชัดเจนเช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีและน่าชื่นชม เพราะเป็นการเรียกคืนความเชื่อมั่นให้กับระบบราชการไทย อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคำพูดคือผลลัพธ์ของการตรวจสอบที่ต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อไม่ให้มีใครต้องถูกเอาเปรียบในการสอบเข้าทำงานอีกต่อไป

ที่มา – นายกฯ ย้ำคดีทุจริตสอบไม่มีเส้นสาย ชี้ ปปง. – ป.ป.ช. – ตร. กำลังตรวจสอบ ลั่นหากถึงใครก็คนนั้น

นายกฯ สั่ง 3 ฝ่าย สางปัญหาเข้มอาวุธปืนกระทบนักกีฬายิงปืนฝึกซ้อมไม่ได้

จากสถานการณ์ความเข้มงวดในการควบคุมอาวุธปืนของภาครัฐในปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดข้อถกเถียงและผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะกับกลุ่มนักกีฬายิงปืนที่กังวลเรื่องการฝึกซ้อม ล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเคลื่อนไหวสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหา นายกฯ สั่ง 3 ฝ่าย สางปัญหาเข้มอาวุธปืนกระทบนักกีฬายิงปืนฝึกซ้อมไม่ได้ เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างความปลอดภัยของประชาชนและการสนับสนุนกีฬาอาชีพ

นายกฯ สั่ง 3 ฝ่าย สางปัญหาเข้มอาวุธปืนกระทบนักกีฬายิงปืนฝึกซ้อมไม่ได้

ปัญหาเรื่องการครอบครองอาวุธปืนกลายเป็นประเด็นร้อนแรง โดยนายกฯ ได้กำชับไปยังหน่วยงานหลัก 3 ฝ่าย ได้แก่ กรมการปกครอง การกีฬาแห่งประเทศไทย และสมาคมกีฬายิงปืน ให้รีบหาทางออกร่วมกัน การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการตอบรับเสียงสะท้อนจากนักกีฬาที่ได้รับผลกระทบจากการตีความกฎหมายที่เข้มงวดเกินไปจนไม่สามารถนำปืนไปฝึกซ้อมได้ตามปกติ

รายละเอียดการแก้ไขปัญหาของภาครัฐ

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า นายกฯ สั่ง 3 ฝ่าย สางปัญหาเข้มอาวุธปืนกระทบนักกีฬายิงปืนฝึกซ้อมไม่ได้ โดยมุ่งเน้นหลักการที่ว่า:

  • การมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายเพื่อวางกรอบกฎหมายที่รัดกุมแต่ไม่ปิดกั้น
  • การกำหนดกติกาที่ชัดเจนสำหรับนักกีฬาอาชีพเพื่อให้ฝึกซ้อมได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
  • การเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยสาธารณะเป็นที่ตั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ปืนถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด

นอกจากเรื่องของนักกีฬาแล้ว นายกฯ ยังได้สั่งการให้เปลี่ยนรูปแบบการแจกรางวัลอาวุธปืนแก่กำนันและผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเดิมเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ให้เปลี่ยนเป็นรางวัลรูปแบบอื่นแทน เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายควบคุมอาวุธปืนระดับประเทศอย่างเคร่งครัด

ในส่วนของกรณีที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจบางส่วนกังวลเรื่องการปฏิบัติงานที่ยากลำบาก นายกฯ ได้ให้คำแนะนำว่า ให้ผู้บังคับบัญชาเป็นผู้วางยุทธศาสตร์และแผนงานที่ชัดเจน เพื่อให้เจ้าหน้าที่หน้างานทำงานได้ง่ายขึ้นโดยไม่ละเมิดข้อกฎหมาย

บทสรุปของเรื่องนี้คือ การหาสมดุลระหว่าง “ความปลอดภัย” และ “สิทธิในการฝึกซ้อมกีฬา” ซึ่งต้องอาศัยกฎเกณฑ์ที่ไม่สร้างภาระแก่ประชาชนจนเกินไป การที่รัฐบาลเปิดกว้างให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้กฎหมาย นับว่าเป็นทิศทางที่ถูกต้องที่จะช่วยให้นักกีฬาสามารถเดินหน้าฝึกซ้อมเพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศต่อไปได้อย่างมั่นคงครับ

ที่มา – นายกฯ สั่ง 3 ฝ่าย สางปัญหาเข้มอาวุธปืนกระทบนักกีฬายิงปืนฝึกซ้อมไม่ได้

พิชัย เตือน อย่านำ คอบร้าโกลด์ มาต่อรองเรื่องภาษีสหรัฐฯ

ในสถานการณ์ปัจจุบัน การเจรจาระหว่างประเทศเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พาณิชย์ ได้ออกมาแสดงความกังวลและเตือนรัฐบาลเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การเจรจากับสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง พิชัย เตือน อย่านำ คอบร้าโกลด์ มาต่อรองเรื่องภาษีสหรัฐฯ เพราะการนำเรื่องความมั่นคงมาผูกโยงกับเรื่องการค้าอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี

พิชัย เตือน อย่านำ คอบร้าโกลด์ มาต่อรองเรื่องภาษีสหรัฐฯ หวั่นไทยเสียหาย

การฝึกร่วมทางทหารอย่าง คอบร้าโกลด์ ถือเป็นรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐฯ ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน การนำประเด็นนี้มาเป็นเครื่องมือต่อรองภาษีนั้นไม่ใช่วิธีที่เหมาะสม นายพิชัยย้ำชัดว่าการกระทำเช่นนี้อาจทำให้เกิดความไม่เชื่อใจในระดับนโยบาย และอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพความมั่นคงของภูมิภาคได้โดยไม่จำเป็น

บทเรียนจากการเจรจาและการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์

หากมองย้อนกลับไปถึงประสบการณ์ในการเจรจาระดับชาติ เราจะพบว่าหัวใจสำคัญไม่ใช่การนำความมั่นคงไปแลกเปลี่ยน แต่คือการวิเคราะห์ปัญหาให้ตรงจุดว่า สหรัฐฯ มีความกังวลในเรื่องใดบ้าง การที่ พิชัย เตือน อย่านำ คอบร้าโกลด์ มาต่อรองเรื่องภาษีสหรัฐฯ จึงเป็นคำเตือนที่ต้องการให้รัฐบาลหันกลับมาทบทวนท่าทีและการสื่อสารของทีมเจรจาให้มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น

ข้อเสนอแนะที่น่าสนใจจากนายพิชัย ได้แก่:

  • ควรมีการแยกเรื่องการค้าออกจากประเด็นความมั่นคงอย่างเด็ดขาด
  • ทบทวนกระบวนการสื่อสารกับฝ่ายสหรัฐฯ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด
  • หากทีมเจรจาเดิมทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ควรพิจารณาปรับทีมใหม่เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาภาษี

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องของความเชื่อมั่น หากเราใช้เครื่องมือผิดประเภท ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจเป็นภาระของภาคธุรกิจและเศรษฐกิจไทยในระยะยาว สิ่งที่รัฐบาลควรทำในขณะนี้คือการใช้ความสัมพันธ์อันดีที่มีอยู่เป็นฐานในการสร้างความร่วมมือที่ยั่งยืน ไม่ใช่การนำความมั่นคงมาเสี่ยงบนโต๊ะเจรจาภาษี

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ นี่คือบทเรียนสำคัญที่เตือนใจว่า การดำเนินนโยบายต่างประเทศต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูง การบริหารจัดการความสัมพันธ์ให้สมดุลคือศิลปะที่รัฐบาลต้องเร่งทำความเข้าใจเพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของชาติไว้ให้ได้

ที่มา – “พิชัย” เตือน อย่านำ “คอบร้าโกลด์” มาต่อรองเรื่องภาษีสหรัฐฯ หวั่นไทยเสียหาย

อนุทิน บินตรวจหน่วยบินยุทธวิธี กองบิน 1 พร้อม F-16 อารักขา

อนุทิน บินตรวจหน่วยบินยุทธวิธี กองบิน 1 พร้อม F-16 อารักขา

เมื่อไม่นานมานี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางลงพื้นที่เพื่อปฏิบัติภารกิจสำคัญ ณ กองบิน 1 จังหวัดนครราชสีมา โดยภารกิจ อนุทิน บินตรวจหน่วยบินยุทธวิธี กองบิน 1 ในครั้งนี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะภาพเครื่องบินขับไล่ F-16 ที่บินอารักขาคณะทำงานก่อนลงจอด สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนถึงความพร้อมของกองทัพอากาศไทย

การลงพื้นที่ครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้ร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการทหารสูงสุด เพื่อติดตามสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างใกล้ชิด ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่กองบิน 1 รับผิดชอบในการเตรียมความพร้อมด้านกำลังทางอากาศ

ภารกิจสำคัญและการเตรียมความพร้อมทางทหาร

ในการเยือนครั้งนี้ นายกฯ ได้รับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ความมั่นคงและโครงการต่างๆ ของกองทัพอากาศ โดยย้ำถึงความสำคัญของการเป็นข้าราชการที่ดีและกำลังพลที่มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเข้าชมยุทโธปกรณ์ที่ใช้ปฏิบัติงานจริง อนุทิน บินตรวจหน่วยบินยุทธวิธี กองบิน 1 ถือเป็นการย้ำเตือนว่า สมช. ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการบริหารจัดการความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้ทันท่วงทีทั้งในยามปกติและภาวะวิกฤต

  • ติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา
  • ตรวจเยี่ยมความพร้อมยุทโธปกรณ์กองทัพอากาศ
  • ให้โอวาทแก่กำลังพลและข้าราชการกองบิน 1

สิ่งที่น่าประทับใจและสะท้อนถึงการรักษามาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง คือภาพของเครื่องบิน F-16 จำนวน 3 เครื่องที่บินอารักขาเครื่องบินของนายกรัฐมนตรีก่อนจะลงจอดที่กองบิน 1 ซึ่งเป็นการจำลองสถานการณ์การบินอารักขาบุคคลสำคัญจริง ทำให้เห็นถึงสมรรถนะของนักบินไทยที่มีความเชี่ยวชาญในภารกิจการบินยุทธวิธีอย่างดียิ่ง

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการลงพื้นที่ของท่านนายกฯ จะช่วยกระชับความสัมพันธ์และเพิ่มขวัญกำลังใจให้กับเหล่าทหารกล้าที่ปฏิบัติงานอยู่ตามแนวชายแดน ให้มีความมั่นใจและพร้อมปกป้องอธิปไตยของชาติไทยต่อไป หากใครที่สนใจความเคลื่อนไหวทางทหารและยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับภารกิจ อนุทิน บินตรวจหน่วยบินยุทธวิธี กองบิน 1 ได้จากช่องทางข่าวสารต่างๆ อย่างต่อเนื่องครับ

ที่มา – “อนุทิน” บินตรวจหน่วยบินยุทธวิธี กองบิน 1 ด้าน F-16 บินอารักขา ก่อนลงจอด

อนุทิน รับเสียใจไม่ได้ไปเยี่ยม เกรียง ก่อนหน้านี้ ปัดตอบพบ ทักษิณ ในงานศพ

อนุทิน รับเสียใจไม่ได้ไปเยี่ยม เกรียง ก่อนหน้านี้ ปัดตอบพบ ทักษิณ ในงานศพ

เป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางไปร่วมงานสวดพระอภิธรรมศพของ นายเกรียง กัลป์ตินันท์ แกนนำพรรคเพื่อไทย ณ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งการไปเยือนครั้งนี้ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และจับตามองจากสังคมเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลสำคัญทางการเมืองในขณะนี้

ความรู้สึกจากใจของ อนุทิน ต่อการจากไปของ เกรียง

ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ นายอนุทินได้เปิดเผยความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมาว่า อนุทิน รับเสียใจไม่ได้ไปเยี่ยม เกรียง ก่อนหน้านี้ เนื่องจากตนเองไม่ทราบว่าอาการป่วยของนายเกรียงนั้นอยู่ในขั้นหนัก โดยนายอนุทินได้กล่าวถึงความผูกพันในฐานะที่เคยร่วมงานกันมาว่า นายเกรียงเป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยที่น่ารัก มีน้ำใจ และเป็นผู้ใหญ่ที่ได้รับการเคารพในจังหวัดอุบลราชธานีเป็นอย่างดี

นายอนุทินยังได้เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การสูญเสียบุคคลากรที่มีความสามารถและเป็นที่รักของคนในพื้นที่ไป ถือเป็นความสูญเสียที่น่าใจหายสำหรับแวดวงการเมืองไทย

  • ความผูกพันในฐานะอดีตเพื่อนร่วมงานในกระทรวงมหาดไทย
  • ความประทับใจในอัธยาศัยและน้ำใจของนายเกรียง กัลป์ตินันท์
  • มุมมองต่อบทบาทความเป็นผู้ใหญ่ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี

อย่างไรก็ตาม อีกประเด็นที่สื่อมวลชนให้ความสนใจอย่างมากคือการพบกันระหว่างนายอนุทินและนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ภายในงานศพครั้งนี้ ซึ่งเป็นหัวข้อที่หลายฝ่ายจับตาอย่างใกล้ชิด แต่ทางด้านของนายอนุทินได้เลือกที่จะปัดตอบในประเด็นดังกล่าว และให้ความสำคัญกับการแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้สูญเสียมากกว่า อนุทิน รับเสียใจไม่ได้ไปเยี่ยม เกรียง ก่อนหน้านี้ จึงกลายเป็นประเด็นหลักที่เจ้าตัวอยากสื่อสารออกมามากกว่าการเมืองในขณะนี้

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสาร การเดินทางไปร่วมงานศพของบุคคลระดับรัฐมนตรีครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการทำหน้าที่ตามประเพณีแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมนุษย์ที่อยู่เหนือความแตกต่างทางการเมือง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล แม้ว่าจะต้องเผชิญกับคำถามที่ยากลำบากเกี่ยวกับประเด็นการเมืองที่ซับซ้อนก็ตาม

ที่มา – “อนุทิน” รับเสียใจไม่ได้ไปเยี่ยม “เกรียง” ก่อนหน้านี้ ปัดตอบพบ “ทักษิณ” ในงานศพ

“ธนกร” ฝากรัฐบาลปูพรมค้นปืนทุกพื้นที่ ลั่นปืนเถื่อนต้องปราบ ปืนถูกกฎหมายต้องคุม

เชื่อว่าช่วงนี้หลายคนคงรู้สึกกังวลกับสถานการณ์ความปลอดภัยในบ้านเมืองเราไม่น้อยเลยนะครับ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องอาวุธปืนที่มีข่าวออกมาให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ล่าสุด นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแสดงทัศนะและฝากข้อเสนอแนะถึงรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมาว่า “ธนกร” ฝากรัฐบาลปูพรมค้นปืนทุกพื้นที่ ลั่นปืนเถื่อนต้องปราบ ปืนถูกกฎหมายต้องคุม เพื่อคืนความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนทุกคน

“ธนกร” ฝากรัฐบาลปูพรมค้นปืนทุกพื้นที่ ลั่นปืนเถื่อนต้องปราบ ปืนถูกกฎหมายต้องคุม

จากการให้สัมภาษณ์ของคุณธนกร เราจะเห็นได้ว่าตัวเลขการครอบครองปืนในประเทศไทยนั้นสูงถึง 10 ล้านกระบอก จากประชากร 70 ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าตกใจมากครับ หากเราต้องการสร้างสังคมที่ปลอดภัย ไม่ว่าจะในสถานศึกษาหรือพื้นที่สาธารณะ รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงรุกในการเข้าจัดการปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง

ทำไมต้องปูพรมค้นปืนทั้งประเทศ?

คุณธนกรเน้นย้ำชัดเจนว่า ปัจจุบันปัญหานี้ไม่ได้มีแค่เรื่องของปืนที่ถูกกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องของปืนเถื่อนที่แพร่ระบาดไปทั่ว ซึ่งการที่ “ธนกร” ฝากรัฐบาลปูพรมค้นปืนทุกพื้นที่ ลั่นปืนเถื่อนต้องปราบ ปืนถูกกฎหมายต้องคุม นั้น ถือเป็นการมองปัญหาแบบรอบด้าน เพราะเราต้องจัดการทั้งต้นตอของอาวุธเถื่อน และควบคุมการใช้ปืนที่อยู่ในระบบไม่ให้ถูกนำมาใช้ในทางที่ผิด

  • เร่งปราบปรามปืนเถื่อนอย่างเด็ดขาด
  • จัดระเบียบการครอบครองปืนที่ถูกกฎหมายให้เข้มงวดขึ้น
  • กวาดล้างผู้มีอิทธิพลและแหล่งยาเสพติดที่เป็นต้นตอของอาชญากรรม

หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วจะมีกฎหมายอะไรออกมาใหม่หรือไม่? ในตอนนี้ทางรัฐบาลเองก็กำลังอยู่ในขั้นตอนการจัดทำรายละเอียดกฎหมายและมาตรการควบคุมต่างๆ ครับ ซึ่งคุณธนกรเชื่อมั่นว่าหากทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน ไม่มัวแต่ถกเถียงเรื่องประเด็นการเมือง เราจะสามารถสร้างมาตรการที่ช่วยลดความเสี่ยงในการพกพาอาวุธลงได้อย่างแน่นอน

ท้ายที่สุดแล้ว ความปลอดภัยของพวกเราทุกคนสำคัญที่สุดครับ การที่ “ธนกร” ฝากรัฐบาลปูพรมค้นปืนทุกพื้นที่ ลั่นปืนเถื่อนต้องปราบ ปืนถูกกฎหมายต้องคุม ถือเป็นเสียงสะท้อนที่ต้องการให้ทุกภาคส่วนหันมาใส่ใจและลงมือทำอย่างจริงจัง เพื่อให้ลูกหลานของเราได้เติบโตในสังคมที่ไร้อาวุธปืนและปลอดภัยมากขึ้น เราในฐานะประชาชนก็ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาและสนับสนุนมาตรการดีๆ เพื่อให้ประเทศของเราน่าอยู่ยิ่งขึ้นครับ

ที่มา – “ธนกร” ฝากรัฐบาลปูพรมค้นปืนทุกพื้นที่ ลั่นปืนเถื่อนต้องปราบ ปืนถูกกฎหมายต้องคุม

กทม. หนุนอุตสาหกรรมสื่อ เผยเกือบ 2 ปี กองถ่ายไทย-อินเตอร์ใช้บริการแล้ว 349 กอง

กทม. หนุนอุตสาหกรรมสื่อ เผยเกือบ 2 ปี กองถ่ายไทย-อินเตอร์ใช้บริการแล้ว 349 กอง

วงการคอนเทนต์บ้านเรากำลังคึกคักสุดๆ ครับ! เมื่อเร็วๆ นี้ ในงาน Thai Content Experience 2026 คุณศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ออกมาอัปเดตข่าวดีที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมสื่อของเมืองหลวง โดยเผยว่าตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา ทางกรุงเทพมหานครได้เดินหน้าผลักดันอย่างจริงจัง จนทำให้มีกองถ่ายภาพยนตร์ทั้งจากไทยและต่างประเทศเข้ามาใช้บริการผ่านระบบ One Stop Service ไปแล้วถึง 349 กองถ่ายเลยทีเดียว

ก่อนหน้านี้ปัญหาใหญ่ของคนทำสื่อคือเรื่องการขออนุญาตใช้สถานที่ครับ เพราะต้องติดต่อหลายหน่วยงานและไม่มีเจ้าภาพที่ชัดเจน แต่ปัจจุบัน กทม. หนุนอุตสาหกรรมสื่อ เผยเกือบ 2 ปี กองถ่ายไทย-อินเตอร์ใช้บริการแล้ว 349 กอง ผ่านระบบออนไลน์ที่รวดเร็วและสะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยลดขั้นตอนยุ่งยากให้แก่ผู้สร้างสรรค์ผลงานได้อย่างแท้จริง

ทำไมระบบ One Stop Service ถึงตอบโจทย์คนทำสื่อ?

ระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นจุดเชื่อมต่อเบ็ดเสร็จผ่านเว็บไซต์ publicspace.bangkok.go.th โดยมีข้อดีที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

  • รวมศูนย์ข้อมูล: ประสานงานหน่วยงานกว่า 10 แห่ง ทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ต้องวิ่งเต้นหลายที่
  • ชัดเจนและรวดเร็ว: มีการใช้ระบบ Traffy Fondue เข้ามาจัดการ กำหนดเวลาตอบกลับภายใน 7 วัน
  • ครอบคลุมทุกพื้นที่: ปัจจุบันมีสถานที่ให้เลือกใช้ถ่ายทำกว่า 706 แห่งทั่วกรุงเทพฯ
  • ความสะดวกของกองถ่าย: ทั้งกองไทยและต่างชาติสามารถยื่นเรื่องและตรวจสอบสถานะได้ตลอดเวลา

จากตัวเลข 349 กองถ่ายที่เข้ามาใช้บริการ แบ่งเป็นกองถ่ายไทย 295 กอง และกองถ่ายต่างชาติอีก 54 กอง เป็นเครื่องยืนยันได้ดีว่าการปรับปรุงกระบวนการภายในของ กทม. นั้นมาถูกทางครับ ยิ่งเมื่อมีงานอย่าง Thai Content Experience 2026 เข้ามาเสริมด้วย ยิ่งเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยให้ก้าวไปสู่เวทีโลกได้ง่ายยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ในอนาคตทาง กทม. ยังมีแผนพัฒนาการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่เอื้อต่อการสร้างคอนเทนต์ระดับคุณภาพ กทม. หนุนอุตสาหกรรมสื่อ เผยเกือบ 2 ปี กองถ่ายไทย-อินเตอร์ใช้บริการแล้ว 349 กอง ถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความสำเร็จในการเปลี่ยนเมืองให้เป็นสตูดิโอขนาดใหญ่สำหรับนักสร้างสรรค์ทั่วโลกครับ

การที่รัฐเข้ามามีบทบาทอำนวยความสะดวกแบบนี้ ถือเป็นเรื่องดีสำหรับพี่น้องชาวไทยทุกคน เพราะนอกจากจะช่วยให้ผู้ผลิตทำงานง่ายขึ้นแล้ว ยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่อีกด้วยครับ หากใครกำลังวางแผนจะทำโปรเจกต์คอนเทนต์ใหม่ๆ อย่าลืมลองเข้าไปศึกษารายละเอียดผ่านระบบของ กทม. กันดูนะครับ รับรองว่าประหยัดเวลาและพลังงานไปได้เยอะเลย!

ที่มา – กทม. หนุนอุตสาหกรรมสื่อ เผยเกือบ 2 ปี กองถ่ายไทย-อินเตอร์ใช้บริการแล้ว 349 กอง

Scroll to top