ไทยกัมพูชา

ครบรอบ 1 ปี ปู่ น้องน้ำโขง ยันไม่ให้อภัย ตระกูลฮุน

เชื่อว่าหลายคนยังคงจำเหตุการณ์ความสูญเสียครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นเมื่อหนึ่งปีก่อนได้ดี โดยเฉพาะประเด็น ครบรอบ 1 ปี ปู่ “น้องน้ำโขง” ยันไม่ให้อภัย “ตระกูลฮุน” ซึ่งเป็นเรื่องราวที่สะท้อนถึงความเจ็บปวดจากผลกระทบของสงครามที่ไม่มีวันลบเลือนไปจากใจครอบครัวผู้สูญเสียได้ง่ายๆ

ครบรอบ 1 ปี ปู่ “น้องน้ำโขง” ยันไม่ให้อภัย “ตระกูลฮุน”

วันนี้ถือเป็นวันครบรอบ 1 ปี ของเหตุการณ์ระทึกขวัญที่ทหารกัมพูชาเปิดฉากยิงจรวด BM-21 เข้าใส่บ้านเรือนประชาชนไทย ในเขตพื้นที่ อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เหตุการณ์ดังกล่าวคร่าชีวิต ด.ช.ธิติวัฒน์ บุญแต่ง หรือ “น้องน้ำโขง” วัยเพียง 8 ขวบ ไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ การออกมาตอกย้ำว่า ครบรอบ 1 ปี ปู่ “น้องน้ำโขง” ยันไม่ให้อภัย “ตระกูลฮุน” ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเรียกร้องความเป็นธรรม แต่คือเสียงสะท้อนจากความสูญเสียที่รัฐบาลกัมพูชาต้องหันมามองบ้าง

เสียงเรียกร้องจากหัวอกผู้สูญเสียที่ยังไม่ได้รับเยียวยา

นอกจากความสูญเสียชีวิตหลานชายสุดที่รักแล้ว คุณปู่สุธีร์ บุญแต่ง ยังเปิดเผยเรื่องราวที่น่าเศร้าอีกชั้นว่า ลูกชายของตนที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากสะเก็ดระเบิดในวันนั้น จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ได้รับเงินเยียวยาจากภาครัฐอย่างเต็มที่ ซึ่งกลายเป็นแผลในใจที่ถูกซ้ำเติมด้วยความล่าช้าของระบบราชการ

  • ร่องรอยบ้านพังที่ปู่ตั้งใจเก็บไว้เป็นอนุสรณ์แห่งความทรงจำ
  • ความกังวลของคนในพื้นที่ที่ยังคงเกาะติดสถานการณ์ชายแดน
  • การทำบุญอุทิศส่วนกุศลเพื่อส่งน้องน้ำโขงสู่ภพภูมิที่ดี

คุณสุธีร์ยังเล่าให้ฟังขณะพาเดินสำรวจบ้านว่า เขายังไม่ซ่อมแซมหน้าต่างและประตูที่พังเสียหายจากเหตุการณ์จรวดตก เพราะต้องการให้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความโหดร้ายที่ได้รับ แม้ในวันนี้เราจะเห็นว่าการค้าขายบริเวณชายแดนเริ่มกลับมาบ้าง แต่ความรู้สึกของชาวบ้านยังคงตื่นตัวและพร้อมอพยพอยู่เสมอ หากเกิดสถานการณ์ไม่คาดฝันขึ้นอีก

บทเรียนในครั้งนี้สอนให้เรารู้ว่า “สงคราม” ไม่เคยให้ผลลัพธ์ที่ดีกับใคร มีเพียงความสูญเสียและรอยแผลใจที่ติดตัวผู้ที่ยังอยู่ไปตลอดชีวิต สิ่งที่เราทำได้ในตอนนี้คือการส่งกำลังใจไปให้ครอบครัวบุญแต่ง และติดตามอย่างใกล้ชิดว่าการเยียวยาจะไปถึงมือพวกเขาเมื่อไหร่ เพราะเงินทองแม้จะซื้อชีวิตกลับมาไม่ได้ แต่มันคือสิทธิอันชอบธรรมที่พวกเขาควรได้รับอย่างเร่งด่วน

ที่มา – ครบรอบ 1 ปี ปู่ “น้องน้ำโขง” ยันไม่ให้อภัย “ตระกูลฮุน” ลูกชายสาหัส ยังไม่ได้รับเยียวยา

1 ปีไม่ลืม ทำบุญรำลึก 8 ชีวิต เหยื่อ BM-21 ถล่มปั๊มบ้านผือ

1 ปีไม่ลืม ทำบุญรำลึก 8 ชีวิต เหยื่อ BM-21 ถล่มปั๊มบ้านผือ

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ สถานีบริการน้ำมัน ปตท.บ้านผือ จังหวัดศรีสะเกษ บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและอาลัย ในวาระครบรอบ 1 ปีของเหตุการณ์โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ เมื่อจรวดหลายลำกล้อง BM-21 ถูกยิงเข้ามาในพื้นที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 8 ราย การจัดงาน 1 ปีไม่ลืม ทำบุญรำลึก 8 ชีวิต เหยื่อ BM-21 ถล่มปั๊มบ้านผือ ครั้งนี้ เป็นการแสดงออกถึงความรักและความคิดถึงที่มีต่อผู้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ ท่ามกลางความหวังว่าพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาจะกลับมาสงบสุขอีกครั้ง

ความทรงจำที่ไม่มีวันจางหาย

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 เหตุการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนได้พรากชีวิตอันเป็นที่รักของชาวบ้านไปอย่างไม่อาจประเมินค่าได้ เจ้าของปั๊มน้ำมันผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ 1 ปีไม่ลืม ทำบุญรำลึก 8 ชีวิต เหยื่อ BM-21 ถล่มปั๊มบ้านผือ ย้ำว่าบาดแผลในใจยังคงอยู่ ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงดังหรือมีความเคลื่อนไหวบริเวณแนวชายแดน ความหวาดกลัวจะย้อนกลับมาเสมอ

  • ความสูญเสียที่ไม่สามารถทดแทนได้
  • ความล่าช้าในการเยียวยาจากภาครัฐที่ยังคงเป็นคำถาม
  • ความพร้อมในการรับมือและแผนอพยพของชาวบ้าน

ครอบครัวของผู้สูญเสียยังคงใช้ชีวิตด้วยความยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นมารดาของ “น้องซีเกมส์” หรือคุณคมสันที่ต้องสูญเสียภรรยาและลูกไปถึง 2 คน สิ่งที่พวกเขาต้องการในวันนี้ไม่ใช่เพียงเงินเยียวยา แต่คือความชัดเจนของสถานการณ์ชายแดน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ 1 ปีไม่ลืม ทำบุญรำลึก 8 ชีวิต เหยื่อ BM-21 ถล่มปั๊มบ้านผือ ต้องถูกจัดขึ้นอีกในอนาคต

ในมุมมองของผู้ได้รับผลกระทบ สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการที่รัฐบาลต้องเร่งเจรจาและปักปันเขตแดนให้ชัดเจน เพื่อให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติสุขโดยไม่ต้องสะพายกระเป๋าใบเล็กๆ รอการอพยพอยู่ตลอดเวลา การสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนคือภารกิจเร่งด่วนที่รัฐบาลไทยต้องพิสูจน์ให้เห็นเป็นรูปธรรม

ที่มา – 1 ปีไม่ลืม ทำบุญรำลึก 8 ชีวิต เหยื่อ BM-21 ถล่มปั๊มบ้านผือ ญาติยังเศร้า

พื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ได้ยินเสียงปืนเล็กยาว 3 นัด ทหารไทยยิงเตือนพร้อมเฝ้าระวัง

พื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ได้ยินเสียงปืนเล็กยาว 3 นัด ทหารไทยยิงเตือนพร้อมเฝ้าระวัง

เหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่หลายคนให้ความสำคัญ โดยล่าสุดได้มีรายงานว่าใน พื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ได้ยินเสียงปืนเล็กยาว 3 นัด ทหารไทยยิงเตือนพร้อมเฝ้าระวัง อย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันเหตุบานปลายและรักษาอธิปไตยของชาติ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยเพจเฟซบุ๊กของกองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลผ่านสื่อออนไลน์ว่า กำลังพลที่ประจำการ ณ ฐานปฏิบัติการในพื้นที่ ต.แนงมุด อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ได้ยินเสียงปืนดังกล่าวในเวลาประมาณ 07.30 น. ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ตั้งอยู่ระหว่างปราสาทตาควายและปราสาทคนา

รายละเอียดสถานการณ์เมื่อ พื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ได้ยินเสียงปืนเล็กยาว 3 นัด ทหารไทยยิงเตือนพร้อมเฝ้าระวัง

เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารไทยตรวจพบว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นในระยะห่างจากฐานปฏิบัติการเพียง 500 เมตร ทางหน่วยจึงได้ปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด โดยมีการยิงเตือนกลับไปจำนวน 5 นัด เพื่อแสดงถึงการควบคุมพื้นที่และเฝ้าระวังเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ผลจากการปฏิบัติการดังกล่าวพบว่าฝ่ายกัมพูชาไม่มีการตอบโต้ใดๆ กลับมา ทั้งนี้สรุปเหตุการณ์สำคัญมีดังนี้:

  • กำลังพลฝ่ายไทยทุกนายปลอดภัยและอยู่ในที่ตั้ง
  • มีการยิงเตือนตามมาตรการป้องกันตนเอง 5 นัด
  • สถานการณ์โดยรวมกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ฝ่ายความมั่นคงยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

หลายคนอาจมีความกังวลเกี่ยวกับข่าวที่ระบุว่า พื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ได้ยินเสียงปืนเล็กยาว 3 นัด ทหารไทยยิงเตือนพร้อมเฝ้าระวัง นั้นจะส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่หรือไม่ ซึ่งในส่วนนี้กองกำลังชายแดนได้ยืนยันว่าทางหน่วยยังคงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังสูงสุด เพื่อรักษาความมั่นคงให้แก่พี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว การติดตามแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ เหตุการณ์นี้เป็นบทพิสูจน์ถึงความพร้อมของกองทัพไทยในการรับมือกับเหตุเฉพาะหน้าอย่างทันท่วงที เพื่อนๆ สามารถเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหารที่คอยดูแลความปลอดภัยให้เราทุกคนได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม เราควรช่วยกันเป็นหูเป็นตาและติดตามข่าวสารทางการจากหน่วยงานของรัฐเพื่อป้องกันความสับสนครับ

ที่มา – พื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ได้ยินเสียงปืนเล็กยาว 3 นัด ทหารไทยยิงเตือนพร้อมเฝ้าระวัง

กองทัพภาคที่ 2 แจงเหตุเสียงระเบิดชายแดนศรีสะเกษ ไม่พบหลักฐานกำลังพลไทยใช้อาวุธ

กองทัพภาคที่ 2 แจงเหตุเสียงระเบิดชายแดนศรีสะเกษ ไม่พบหลักฐานกำลังพลไทยใช้อาวุธ

จากกรณีที่มีรายงานข่าวเกี่ยวกับเหตุเสียงระเบิดบริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 สร้างความกังวลใจให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่และผู้ที่ติดตามข่าวสารเป็นวงกว้าง ล่าสุด กองทัพภาคที่ 2 แจงเหตุเสียงระเบิดชายแดนศรีสะเกษ ไม่พบหลักฐานกำลังพลไทยใช้อาวุธ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ กองทัพภาคที่ 2 แจงเหตุเสียงระเบิดชายแดนศรีสะเกษ ไม่พบหลักฐานกำลังพลไทยใช้อาวุธ

จากการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกร่วมกับหน่วยทหารในพื้นที่ กองทัพภาคที่ 2 ได้ชี้แจงสถานการณ์ว่า กำลังพลได้รับทราบถึงเสียงระเบิดจำนวน 3 ครั้งในช่วงเช้ามืด แต่มิใช่การกระทำของฝ่ายไทย โดยมีเหตุผลสนับสนุนดังนี้:

  • จากการวิเคราะห์ทิศทางเสียง พบว่าแหล่งกำเนิดเสียงมาจากพื้นที่ฝั่งกัมพูชา
  • ไม่พบหลักฐานการเคลื่อนไหวหรือการใช้อาวุธใดๆ จากกำลังพลไทยในพิกัดดังกล่าว
  • พื้นที่มีลักษณะเป็นแนวชายแดนที่เคยมีรายงานเสียงระเบิดเป็นระยะ ซึ่งอาจเกิดจากกิจกรรมในฝั่งเพื่อนบ้าน หรือระเบิดตกค้าง

ความพยายามในการนำเสนอข้อมูลที่คลาดเคลื่อนโดยการคาดเดาอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศได้ ดังนั้น ทางกองทัพจึงเน้นย้ำเรื่องการยึดถือข้อเท็จจริงเป็นสำคัญ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจบานปลาย กองทัพภาคที่ 2 แจงเหตุเสียงระเบิดชายแดนศรีสะเกษ ไม่พบหลักฐานกำลังพลไทยใช้อาวุธ เพื่อให้ทุกคนมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยับยั้งชั่งใจและเป็นไปตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด

ท้ายที่สุดนี้ ผมอยากฝากให้ทุกท่านติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวทางการเท่านั้น เพื่อความถูกต้องและปลอดภัยในการรับรู้ข่าวสารครับ ทางกองทัพได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมดูแลความสงบเรียบร้อย เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขครับ

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 แจงเหตุเสียงระเบิดชายแดนศรีสะเกษ ไม่พบหลักฐานกำลังพลไทยใช้อาวุธ

กองทัพบก โต้หนังสือประท้วง กัมพูชา ยืนยันยึดมั่นในข้อตกลง

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยและกัมพูชา โดยเฉพาะประเด็นร้อนที่เพิ่งเกิดขึ้น ล่าสุด กองทัพบก โต้หนังสือประท้วง กัมพูชา ยืนยันยึดมั่นในข้อตกลง ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับประเด็นการละเมิดอธิปไตย วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นสำคัญให้เข้าใจง่ายๆ กันครับ

กองทัพบก โต้หนังสือประท้วง กัมพูชา ยืนยันยึดมั่นในข้อตกลง

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่รัฐบาลกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์ประท้วงประเทศไทย โดยกล่าวอ้างเรื่องการปักธงชาติไทยในดินแดนกัมพูชา รวมถึงเหตุการณ์ไฟไหม้คลังสินค้าและการสร้างรั้วในพื้นที่ใกล้เคียงปราสาทตาควาย ซึ่งทาง กองทัพบก โต้หนังสือประท้วง กัมพูชา ยืนยันยึดมั่นในข้อตกลง โดยชี้แจงผ่านทางโฆษกกองทัพบกว่า ทุกการปฏิบัติงานล้วนเป็นไปตามภารกิจภายในอธิปไตยของไทยทั้งสิ้น

ชี้แจงประเด็นสำคัญที่ถูกกล่าวหา

  • เรื่องการปักธงชาติ: กองทัพไทยยืนยันว่าจุดที่ปักธงเป็นพื้นที่อธิปไตยของไทย ไม่มีการรุกล้ำพื้นที่กัมพูชาแต่อย่างใด
  • เรื่องเหตุไฟไหม้: ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นเพียงเหตุเพลิงไหม้ในพื้นที่รกร้างว่างเปล่า ไม่มีการวางเพลิงและไม่มีความเสียหายร้ายแรง
  • เรื่องรั้วคอนกรีต: กระแสข่าวการสร้างรั้วไม่เป็นความจริง สิ่งที่เกิดขึ้นคือการวางแท่งแบริเออร์เพื่อเสริมความปลอดภัยให้กับกำลังพลตามแนวชายแดน

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การใช้กลไกทวิภาคีในการพูดคุยถือเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุดเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน ทั้งสองประเทศมีข้อตกลงและบันทึกความเข้าใจมากมายที่ใช้ร่วมกันมาโดยตลอด ดังนั้นการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประชาชนทั้งสองฝั่ง

เราในฐานะเสพสื่อควรติดตามข่าวสารด้วยความใจเย็นและใช้วิจารณญาณ การออกมาตอบโต้ของกองทัพในครั้งนี้ถือเป็นการแสดงออกถึงความโปร่งใสและยืนหยัดในจุดยืนที่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนหรือข้อพิพาทจนบานปลายไปมากกว่านี้ครับ คุณมีความเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง ลองคอมเมนต์แลกเปลี่ยนมุมมองกันได้เลยนะครับ

ที่มา – “กองทัพบก” โต้หนังสือประท้วง “กัมพูชา” ยืนยันยึดมั่นในข้อตกลงระหว่างสองประเทศ

แม่ทัพภาคที่ 2 มอบเหรียญยุทธบดินทร์-ศตวรรษ รุ่น หนุมานแผลงฤทธิ์ รวยรวย ล้านล้าน

เมื่อไม่นานมานี้ ได้มีข่าวที่น่าสนใจและเป็นขวัญกำลังใจอย่างยิ่งสำหรับเหล่าทหารกล้าที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามแนวชายแดน เมื่อ พลโทวีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้จัดพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ ปราสาทคนา และปราสาทตาควาย จ.สุรินทร์ เพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมทั้งจัดมอบแม่ทัพภาคที่ 2 มอบเหรียญยุทธบดินทร์-ศตวรรษ รุ่น “หนุมานแผลงฤทธิ์ รวยรวย ล้านล้าน” ให้กับกำลังพลทุกนายเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติภารกิจพิทักษ์อธิปไตยของชาติไทย

ความเป็นมาของการจัดสร้าง แม่ทัพภาคที่ 2 มอบเหรียญยุทธบดินทร์-ศตวรรษ รุ่น “หนุมานแผลงฤทธิ์ รวยรวย ล้านล้าน”

การจัดสร้างวัตถุมงคลในครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากความตั้งใจอันแน่วแน่ของกองทัพภาคที่ 2 ที่ตระหนักถึงความเสียสละของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จึงได้ร่วมมือกับสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการรังสรรค์วัตถุมงคลอันศักดิ์สิทธิ์และเปี่ยมด้วยคุณค่าทางจิตใจ

ความขลังและความเมตตาของ แม่ทัพภาคที่ 2 มอบเหรียญยุทธบดินทร์-ศตวรรษ รุ่น “หนุมานแผลงฤทธิ์ รวยรวย ล้านล้าน”

ความพิเศษของเหรียญรุ่นนี้ไม่ได้อยู่ที่รูปลักษณ์ที่สวยงามเท่านั้น แต่อยู่ที่ความตั้งใจในการทำพิธีอย่างถูกต้องตามตำรับโบราณ โดยมีเรื่องราวที่น่าสนใจดังนี้:

  • ได้รับความเมตตาจากพระเกจิอาจารย์ชื่อดังมากกว่า 108 รูปทั่วประเทศ มาร่วมลงอักขระเลขยันต์
  • หลวงปู่ศิลา สิริจันโท และพระอาจารย์ต้อม ปภัสสโร ได้เมตตาลงอักขระยันต์มงกุฎพระพุทธเจ้า และยันต์ทิพมนต์ที่มีพุทธคุณเด่นด้านแคล้วคลาดและอุปถัมภ์
  • ชื่อรุ่น “หนุมานแผลงฤทธิ์ รวยรวย ล้านล้าน” ซึ่งได้รับการเมตตาตั้งชื่อโดยหลวงปู่ศิลา สื่อถึงความเก่งกาจ ชัยชนะ และโชคลาภที่ไร้ขีดจำกัด

นอกจากนี้ ยังมีการทำพิธีพลีมวลสารอย่างศักดิ์สิทธิ์ ณ วัดสวนธรรมปีติ จ.กาฬสินธุ์ และวัดท่าสะแบง จ.ร้อยเอ็ด เพื่อให้เหรียญทุกองค์เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความมงคลสำหรับผู้ที่ได้รับไปบูชา

ผมเชื่อว่าการที่แม่ทัพภาคที่ 2 และคณะกรรมการจัดสร้างได้มอบเหรียญรุ่นนี้ให้กับทหาร ไม่ใช่แค่การแจกวัตถุมงคลทั่วไป แต่เป็นการแสดงออกถึงความห่วงใยและเป็นขวัญกำลังใจที่ล้ำค่าที่สุดสำหรับผู้ปฏิบัติงานแนวหน้า เพื่อให้ทุกคนมีจิตใจที่เข้มแข็งและปลอดภัยจากการปฏิบัติหน้าที่เพื่อแผ่นดินครับ

ที่มา – แม่ทัพภาคที่ 2 มอบเหรียญยุทธบดินทร์-ศตวรรษ รุ่น “หนุมานแผลงฤทธิ์ รวยรวย ล้านล้าน”

พิสูจน์บันไดไม้ 1,181 ขั้น ปราสาทคนา ไทยคุมเข้มตลอดแนว

พิสูจน์บันไดไม้ 1,181 ขั้น ปราสาทคนา ไทยคุมเข้มตลอดแนว

วันนี้ขอพาทุกท่านไปติดตามประเด็นร้อนที่หลายคนสนใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ “ปราสาทคนา” ซึ่งตั้งอยู่บริเวณสันปันน้ำบนเทือกเขาพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ล่าสุดทางโฆษกกองทัพบกและแม่ทัพภาคที่ 2 ได้ลงพื้นที่จริงเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการ พิสูจน์บันไดไม้ 1,181 ขั้น ปราสาทคนา ไทยคุมเข้มตลอดแนว โดยยืนยันชัดเจนว่าบันไดไม้ดังกล่าวถูกทำลายไปแล้วบางส่วน และพื้นที่ทั้งหมดขณะนี้อยู่ในการดูแลของเจ้าหน้าที่ไทยอย่างเบ็ดเสร็จ

จากการลงพื้นที่เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 คณะเจ้าหน้าที่ได้พาไปดูจุดต่างๆ ที่เคยเป็นฐานที่มั่นของฝ่ายกัมพูชาในช่วงการสู้รบที่ผ่านมา โดยสิ่งที่พบคือหลักฐานการรุกล้ำอธิปไตย ทั้งเสบียงอาหารกระป๋องมากมายใต้หน้าผา และโครงสร้างโรงครัวที่ยังสร้างไม่เสร็จ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการเข้ายึดครองพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญนี้

รายละเอียดการพิสูจน์บันไดไม้ 1,181 ขั้น ปราสาทคนา ไทยคุมเข้มตลอดแนว

แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ย้ำว่าพื้นที่แห่งนี้มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์สูงมาก เนื่องจากเป็นพื้นที่สูงที่ได้เปรียบ ซึ่งกองทัพไทยได้ดำเนินการยึดคืนพื้นที่ได้สำเร็จ โดยปัจจุบันมีการวางแนวรั้วลวดหนาม 2 ชั้น เพื่อป้องกันการรุกล้ำ โดยเฉพาะในประเด็นเรื่อง พิสูจน์บันไดไม้ 1,181 ขั้น ปราสาทคนา ไทยคุมเข้มตลอดแนว นั้น ทางกองทัพได้ดำเนินการทำลายบันไดไม้ในช่วงการสู้รบไปแล้วกว่า 250 เมตร จากระยะทางทั้งหมด 450 เมตร เพื่อตัดเส้นทางลำเลียงหลักของฝ่ายตรงข้าม

นอกจากนี้ คณะได้ร่วมไว้อาลัยแก่ ร.ต.เทิดศักดิ์ ศรีลาชัย ทหารกล้าที่เสียสละชีวิตในสมรภูมินี้ เพื่อแสดงความเคารพต่อวีรชนผู้ปกป้องอธิปไตยของชาติในภารกิจเจาะเส้นทางเข้าสู่ที่หมาย ซึ่งเต็มไปด้วยความยากลำบากท่ามกลางการตอบโต้ด้วยอาวุธหนัก

  • กองทัพติดตามสถานการณ์ชายแดนอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง
  • พื้นที่ปราสาทคนาอยู่ในการควบคุมของหน่วยเฉพาะกิจทหารพราน กรมทหารบกที่ 26
  • กรมศิลปากรเข้าสำรวจและเตรียมบูรณะโบราณวัตถุที่พบ

ความมุ่งมั่นของกองทัพไทยในการเฝ้าตรวจและปกป้องอธิปไตยไม่ได้จบลงเพียงแค่การยึดพื้นที่คืน แต่ยังมีภารกิจสำคัญอื่นๆ อีก 3 ด้าน ได้แก่ การเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง การปรับปรุงที่มั่นให้ปลอดภัย และการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อให้ประชาชนไทยมั่นใจได้ว่าชายแดนของเราจะมีความปลอดภัยและได้รับการดูแลอย่างเต็มกำลังความสามารถจากเหล่าทหารกล้าอย่างแน่นอน สำหรับใครที่เป็นห่วงสถานการณ์ชายแดน ก็สบายใจได้เลยครับว่าสถานการณ์ในตอนนี้เราคุมอยู่หมัดครับ

ที่มา – พิสูจน์บันไดไม้ 1,181 ขั้น “ปราสาทคนา” ทบ.ยืนยันถูกทำลายแล้ว ไทยยึดครองทั้งหมดตลอดแนว

“บิ๊กดุลย์” พร้อม ผบ.ทบ. พบนายกฯ คาดถกความมั่นคง

“บิ๊กดุลย์” พร้อม ผบ.ทบ. พบนายกฯ คาดถกความมั่นคง

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา เกิดความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญภายในทำเนียบรัฐบาล เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้การต้อนรับคณะตัวแทนจากสาธารณรัฐประชาชนจีน นำโดย น.ส.เสียน ฮุย รองประธานสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งชาติจีน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งประเด็นที่สื่อมวลชนและประชาชนให้ความสนใจไม่แพ้กันคือ การที่ “บิ๊กดุลย์” พร้อม ผบ.ทบ. พบนายกฯ คาดถกความมั่นคง ในช่วงเช้าของวันเดียวกันครับ

บรรยากาศที่ตึกไทยคู่ฟ้าดูจะคึกคักเป็นพิเศษ เพราะนอกจากการหารือระดับระหว่างประเทศแล้ว “บิ๊กดุลย์” พร้อม ผบ.ทบ. พบนายกฯ คาดถกความมั่นคง ในครั้งนี้ ยังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากพล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เดินทางมาพร้อมกับ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ด้วยรถยนต์คันเดียวกันเข้ามายังทำเนียบรัฐบาล เพื่อเข้าพบกับนายกรัฐมนตรีเป็นการด่วน

รายละเอียดการหารือเบื้องหลังหน้าตึกไทยคู่ฟ้า

จากการสังเกตการณ์ คาดว่าการหารือของคณะรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงในครั้งนี้ มีประเด็นสำคัญที่น่าจะเป็นหัวใจหลัก ดังนี้:

  • การประเมินสถานการณ์ความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา
  • ความร่วมมือด้านความมั่นคงในระดับภูมิภาค
  • มาตรการตั้งรับสถานการณ์ความไม่สงบด้านต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

การพูดคุยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ทั้งนี้ หลังจากจบการหารือ นายอนุทิน ได้เดินลงมาส่งพล.อ.พนา พร้อมแสดงท่าทีที่เป็นกันเองด้วยการยกนิ้วโป้งให้ ซึ่งสะท้อนถึงการทำงานที่ราบรื่นและเป้าหมายที่สอดคล้องกันระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายความมั่นคง

เหตุการณ์ “บิ๊กดุลย์” พร้อม ผบ.ทบ. พบนายกฯ คาดถกความมั่นคง ในวันนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลที่มีต่อความปลอดภัยของประเทศ แม้ในวันที่ต้องต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองระดับสูง นายกรัฐมนตรีก็ยังคงให้ความสำคัญกับการจัดการปัญหาชายแดนและความสงบเรียบร้อยของชาติอย่างถึงที่สุด เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าจะมีมาตรการหรือนโยบายใหม่ๆ ออกมาอย่างไรบ้างหลังจากนี้ครับ

ที่มา – “บิ๊กดุลย์” พร้อม ผบ.ทบ. พบนายกฯ คาดถกความมั่นคง หลังวงหารือรองประธานสภาที่ปรึกษาจีน

นายกฯ ไม่กังวลจีนส่งรถถังให้กัมพูชา โยน “เอกนิติ” แจงบัตรคนจน

นายกฯ ไม่กังวลจีนส่งรถถังให้กัมพูชา โยน “เอกนิติ” แจงทบทวนหลักเกณฑ์บัตรคนจน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองสำหรับการเคลื่อนไหวทางการเมืองและนโยบายภาครัฐล่าสุด โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง นายกฯ ไม่กังวลจีนส่งรถถังให้กัมพูชา โยน “เอกนิติ” แจงทบทวนหลักเกณฑ์บัตรคนจน ซึ่งถือเป็นข่าวใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นถึงการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ ทั้งเรื่องความมั่นคงระหว่างประเทศและปากท้องของประชาชน

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้สัมภาษณ์ในประเด็นสำคัญดังกล่าว โดยสื่อมวลชนได้สอบถามถึงเรื่องความมั่นคงกรณีจีนเตรียมส่งมอบรถถัง T59D จำนวน 93 คันให้กัมพูชา ซึ่งนายกฯ ได้สั่นหน้าและยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับไทย พร้อมเน้นย้ำสั้นๆ ว่า “กองทัพไทยก็พร้อม” แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจต่อศักยภาพการป้องกันประเทศ

รายละเอียดการทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

สำหรับประเด็นภายในประเทศที่มีความเกี่ยวข้องกับคำว่า นายกฯ ไม่กังวลจีนส่งรถถังให้กัมพูชา โยน “เอกนิติ” แจงทบทวนหลักเกณฑ์บัตรคนจน นั้น นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้รับผิดชอบดูแลและชี้แจงรายละเอียดการทบทวนหลักเกณฑ์ภาษีการลดหย่อนค่าอุปการะพ่อแม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการคัดกรองผู้มีสิทธิในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและเป็นธรรมมากที่สุด

สิ่งที่เราควรจับตามองหลังจากนี้มีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • ความคืบหน้าเรื่องหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขอย่างไรเพื่อให้ครอบคลุมผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ
  • ความสัมพันธ์และการทูตในระดับภูมิภาค หลังจากมีการรายงานข่าวว่า นายกฯ ไม่กังวลจีนส่งรถถังให้กัมพูชา โยน “เอกนิติ” แจงทบทวนหลักเกณฑ์บัตรคนจน ซึ่งสะท้อนถึงการวางตัวในเวทีระหว่างประเทศอย่างชัดเจน
  • ความพร้อมของกองทัพไทยในการรักษาอธิปไตยภายใต้สถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงของกำลังทางทหารในเพื่อนบ้าน

ในมุมมองของเรา นี่ถือเป็นการจัดการที่ตรงจุดของรัฐบาล เพราะในขณะที่มุ่งเน้นความมั่นคงของชาติ นายกฯ ก็ไม่ลืมที่จะใส่ใจในเรื่องนโยบายสวัสดิการสังคม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการดูแลประชาชน เราต้องมารอลุ้นกันว่าบทสรุปของเกณฑ์การลดหย่อนภาษีที่นายเอกนิติจะนำเสนอนั้น จะส่งผลกระทบต่อผู้ถือบัตรคนจนอย่างไรบ้าง และรัฐบาลจะทำอย่างไรให้เกิดสมดุลที่ดีที่สุดระหว่างการรักษาวินัยการคลังกับการช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อย

ที่มา – นายกฯ ไม่กังวลจีนส่งรถถังให้กัมพูชา โยน “เอกนิติ” แจงทบทวนหลักเกณฑ์บัตรคนจน

Scroll to top