การเลือกตั้ง

รองโฆษกรัฐบาลแจงงบน้ำบาดาล สะท้อนจำนวน สส. และเขตพื้นที่ ย้ำฝ่ายค้านได้รับด้วย

รองโฆษกรัฐบาลแจงงบน้ำบาดาล สะท้อนจำนวน สส. และเขตพื้นที่ ย้ำฝ่ายค้านได้รับด้วย

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมือง เมื่อมีการตั้งข้อสังเกตเรื่องการกระจายงบประมาณโครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชน ว่าอาจมีความไม่เป็นธรรม ล่าสุด นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้ข้อมูลอย่างชัดเจนว่าการจัดสรรงบประมาณในครั้งนี้ไม่มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยระบุว่า รองโฆษกรัฐบาลแจงงบน้ำบาดาล สะท้อนจำนวน สส. และเขตพื้นที่ ย้ำฝ่ายค้านได้รับด้วย อย่างเป็นรูปธรรม

ข้อเท็จจริงเบื้องหลังตัวเลขโครงการน้ำบาดาล

จากการชี้แจง พบว่าโครงการทั้งหมด 858 แห่งนั้นเป็นโครงการชุดเดิมและพิกัดเดิมที่มีอยู่แล้ว ซึ่งเมื่อนำมาวางเทียบกับแผนที่เขตเลือกตั้งใหม่หลังปี 2566 ตัวเลขการกระจุกตัวของโครงการจึงเปลี่ยนไปตามผู้ชนะในแต่ละพื้นที่ ไม่ใช่การจัดสรรใหม่เพื่อเอื้อประโยชน์พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง สิ่งที่น่าสนใจคือ:

  • พรรคการเมืองฝ่ายค้านอย่างพรรคกล้าธรรม ก็ได้รับโครงการไปถึง 142 แห่ง คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 16.6 ของทั้งหมด
  • ค่าเฉลี่ยของจำนวนโครงการต่อ สส. 1 คน ของฝ่ายค้านบางพรรคสูงกว่าพรรคร่วมรัฐบาลเสียอีก
  • พื้นที่ของพรรคประชาชน กลับได้รับวงเงินเฉลี่ยต่อโครงการสูงที่สุดที่ 7.81 ล้านบาทต่อแห่ง

ด้วยเหตุนี้ รองโฆษกรัฐบาลแจงงบน้ำบาดาล สะท้อนจำนวน สส. และเขตพื้นที่ ย้ำฝ่ายค้านได้รับด้วย โดยยืนยันว่าวงเงินงบประมาณที่แตกต่างกันในแต่ละแห่งนั้น ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงทางวิศวกรรม ความลึกของบ่อ และระยะทางในการเดินระบบท่อส่งน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยทางเทคนิคล้วนๆ ไม่ใช่เรื่องของการแบ่งเค้กทางการเมืองแต่อย่างใด

หากเราลองพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านจะเห็นได้ว่า พรรคพลังประชารัฐซึ่งเป็นหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาล ปัจจุบันกลับมีจำนวนโครงการในเขตพื้นที่ลดลงอย่างมากถึงร้อยละ 93 ซึ่งถือเป็นหลักฐานที่ย้อนแย้งกับข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลจัดสรรงบให้พวกพ้อง นอกจากนี้ ในฐานะประชาชนที่ได้รับประโยชน์จากน้ำสะอาด การได้รับข้อมูลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้จากทางรัฐบาลถือเป็นเรื่องดี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดจากกระแสข่าวที่อาจยังไม่ได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน

รัฐบาลยืนยันพร้อมรับการตรวจสอบในทุกขั้นตอน ขอเพียงให้ทุกฝ่ายใช้ข้อมูลที่รอบด้านและเป็นธรรมในการพิจารณา เพื่อให้โครงการน้ำบาดาลเหล่านี้สร้างประโยชน์สูงสุดแก่ชุมชนทั่วประเทศอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเขตเลือกตั้งของฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็ตาม

ที่มา – รองโฆษกรัฐบาลแจงงบน้ำบาดาล สะท้อนจำนวน สส. และเขตพื้นที่ ย้ำฝ่ายค้านได้รับด้วย

กกต.เรียก “ศรีสุวรรณ” สอบปมพรรคส้มโพสต์กล่าวหาองคมนตรี

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เรียกตัวนายศรีสุวรรณ จรรยา เข้าให้ถ้อยคำเกี่ยวกับประเด็นสำคัญที่สังคมกำลังจับตามอง ซึ่งก็คือเรื่อง กกต.เรียก “ศรีสุวรรณ” สอบปมพรรคส้มโพสต์กล่าวหาองคมนตรี-รัฐบาล กระทำการมิบังควร โดยมีประเด็นหลักคือการตรวจสอบว่าพรรคประชาชนได้กระทำการที่เข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

กกต.เรียก “ศรีสุวรรณ” สอบปมพรรคส้มโพสต์กล่าวหาองคมนตรี-รัฐบาล กระทำการมิบังควร

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่นายศรีสุวรรณได้ยื่นคำร้องต่อ กกต. เพื่อขอให้ไต่สวนพรรคประชาชน หลังจากที่มีการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลและคณะองคมนตรีในการลงพื้นที่เตรียมรับมือภัยแล้ง โดยนายศรีสุวรรณมองว่าการกระทำดังกล่าวอาจเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันฯ ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและสำคัญยิ่งต่อระบอบการปกครองของเรา

มุมมองจากฝ่ายผู้ร้องต่อประเด็น กกต.เรียก “ศรีสุวรรณ” สอบปมพรรคส้มโพสต์กล่าวหาองคมนตรี

นายศรีสุวรรณได้ให้เหตุผลต่อหน้าเจ้าหน้าที่ กกต. ว่าบทบาทขององคมนตรีตามรัฐธรรมนูญคือการถวายคำปรึกษาแก่พระมหากษัตริย์ และการที่ท่านเข้ามามีส่วนร่วมในการประชุมรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งนั้น ถือเป็นแนวทางปฏิบัติที่ช่วยสร้างประโยชน์แก่ประชาชนอย่างมหาศาล เนื่องด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญระดับสูงขององคมนตรีแต่ละท่าน การที่พรรคการเมืองแสดงความเห็นที่ก้าวล่วงไปถึงการปฏิบัติหน้าที่นี้ จึงถูกมองว่าอาจเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

หากวิเคราะห์ตามข้อกฎหมายที่นายศรีสุวรรณได้กล่าวอ้าง ซึ่งรวมถึง:

  • พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 45 และ 92
  • รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 101 (7)
  • ประเด็นการแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานราชการ

ทางด้านนายศรีสุวรรณจึงได้เสนอให้ กกต. เร่งรัดดำเนินการสรุปสำนวนเพื่อส่งเรื่องต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งอาจนำไปสู่มาตรการขั้นเด็ดขาดในการยุบพรรคการเมืองดังกล่าวได้หากพบว่ามีความผิดจริง

สรุปแล้ว เรื่องนี้ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญของทั้งฝ่ายการเมืองและองค์กรอิสระ ว่าการวิพากษ์วิจารณ์ในระบอบประชาธิปไตยนั้นควรมีขอบเขตอย่างไร และอะไรคือเส้นแบ่งระหว่างการตรวจสอบรัฐบาลกับการก้าวล่วงสถาบันหลักของชาติ ซึ่งประชาชนคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะจบลงอย่างไรและจะส่งผลกระทบต่อทิศทางการเมืองไทยในอนาคตอย่างไรบ้างครับ

ที่มา – กกต.เรียก “ศรีสุวรรณ” สอบปมพรรคส้มโพสต์กล่าวหาองคมนตรี-รัฐบาล กระทำการมิบังควร

“พิธา” ให้กำลังใจสส.พรรคประชาชน “เหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ห้ามถอย”

“พิธา” ให้กำลังใจสส.พรรคประชาชน “เหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ห้ามถอย”

กลายเป็นประเด็นที่สร้างแรงกระเพื่อมในแวดวงการเมืองไทยไม่น้อย เมื่อคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้ปรากฏตัวในงานสัมมนาพรรคประชาชน เพื่อส่งต่อพลังและประสบการณ์ให้กับสมาชิกพรรค โดยเน้นย้ำถึงแนวคิดสำคัญที่ว่า “เหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ห้ามถอย” ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนพรรคให้ก้าวไปสู่การเป็นทางเลือกใหม่ของประเทศอย่างแท้จริง

ก้าวต่อไปของพรรคประชาชนกับการสร้าง Alternative Thailand

ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤตเศรษฐกิจ คุณพิธาได้เตือนให้ สส. พรรคประชาชนต้องมีความพร้อมและคิดให้เหนือกว่ารัฐบาลหนึ่งก้าวเสมอ การที่คุณพิธาได้เดินทางไปถ่ายทอดประสบการณ์ในต่างประเทศ ทำให้เห็นว่าพรรคประชาชนถูกจับตามองในฐานะต้นแบบของพรรคการเมืองยุคใหม่ และนี่คือสิ่งที่ สส. ทุกคนต้องตระหนักถึงภารกิจในการสร้าง “Alternative Thailand” หรือประเทศไทยที่เป็นทางเลือกใหม่ให้กับประชาชน

  • เหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ห้ามถอย: เป็นคำสอนที่เตือนสติให้สมาชิกมองเห็นความสำเร็จที่ผ่านมา ทั้งการขยายฐานเสียงและการเติบโตของพรรค
  • การติดตามสถานการณ์โลก: การประเมินผลกระทบจากเวทีการเมืองโลก เพื่อนำมาปรับใช้เป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย
  • ความสามัคคีคือหัวใจ: การยึดหลักปัญหาของคุณคือปัญหาของฉัน เพื่อสร้างทีมที่เข้มแข็ง

ด้านคุณวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในทศวรรษที่ 2570 ว่าพรรคไม่ได้เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ แต่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการกำหนดอนาคตของประเทศ การเมืองไทยในปัจจุบันไม่ใช่แค่การต่อสู้กับกลุ่มอำนาจเดิม แต่เป็นการพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่าพรรคประชาชนสามารถเป็นทางเลือกที่เป็นไปได้จริงและจับต้องได้ ไม่ใช่เพียงแค่อุดมการณ์ที่ลอยลม

การสร้างฐานมวลชนที่เข้มแข็งผ่านการเอาชนะทั้งทางความคิดและการเมือง คือกุญแจสำคัญที่พรรคกำลังเร่งขับเคลื่อน หาก สส. สามารถเปลี่ยนความไม่พอใจของประชาชนให้กลายเป็นความหวังและความเชื่อมั่นได้สำเร็จ เราอาจได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน สำหรับใครที่ติดตามทิศทางของพรรคประชาชน นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่า พวกเขาจะนำพาประเทศไปสู่จุดเปลี่ยนที่ตั้งใจไว้ได้อย่างไร

ที่มา – “พิธา” ให้กำลังใจสส.พรรคประชาชน “เหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ห้ามถอย”

อนุทิน ขอบคุณน้ำใจ สส.กล้าธรรม ร่วมวันเกิด ประภัตร

อนุทิน ขอบคุณน้ำใจ สส.กล้าธรรม ร่วมวันเกิด ประภัตร

กลายเป็นประเด็นที่สร้างสีสันให้กับการเมืองไทยไม่น้อย เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาเปิดใจถึงบรรยากาศงานวันคล้ายวันเกิดของ นายประภัตร โพธสุธน สส. สุพรรณบุรี จากพรรคภูมิใจไทย ที่มีแขกเหรื่อมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง โดยเฉพาะการปรากฏตัวของ นายณัฐชาติ วงศ์ประเสริฐ สส. พรรคกล้าธรรม ที่มาร่วมแสดงความยินดีในครั้งนี้

นายอนุทิน ได้กล่าวถึงความประทับใจว่า การที่ นายณัฐชาติ วงศ์ประเสริฐ สส. พรรคกล้าธรรม มาร่วมงานในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีและน่าชื่นชม เพราะสะท้อนให้เห็นถึงน้ำใจและความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักการเมือง ซึ่ง อนุทิน ขอบคุณน้ำใจ สส.กล้าธรรม ร่วมวันเกิด ประภัตร อย่างจริงใจ เพราะการเมืองในยุคนี้การแสดงไมตรีจิตต่อกันคือสิ่งที่สังคมต้องการเห็นมากที่สุด

บรรยากาศชื่นมื่น อนุทิน ขอบคุณน้ำใจ สส.กล้าธรรม ร่วมวันเกิด ประภัตร

นอกจากเรื่องของน้ำใจ สส. แล้ว นายอนุทินยังได้พูดถึงบารมีของนายประภัตรที่คนสุพรรณบุรีต่างให้ความเคารพรัก ซึ่งท่านนายกฯ ได้กล่าวอย่างอารมณ์ดีเมื่อถูกสื่อมวลชนถามถึงประเด็นการเมืองที่อาจจะดูจั๊กจี้หัวใจไปบ้าง โดยเฉพาะเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรีที่ใครหลายคนกำลังจับตามอง

  • บรรยากาศงานวันเกิดนายประภัตรเป็นไปอย่างอบอุ่น
  • มิตรภาพข้ามพรรคแสดงให้เห็นถึงความสามัคคี
  • นายกฯ อนุทินเน้นย้ำถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม นายอนุทินได้ทิ้งท้ายด้วยคำตอบสุดกวนเมื่อถูกถามถึงประเด็นการปรับ ครม. ว่า “ปรับครม.ช้า ๆ นี้” ซึ่งทำเอาสื่อมวลชนถึงกับยิ้มไปตามๆ กัน สะท้อนให้เห็นถึงสไตล์การตอบคำถามที่เป็นเอกลักษณ์และมีความเป็นกันเองสูง

การที่ อนุทิน ขอบคุณน้ำใจ สส.กล้าธรรม ร่วมวันเกิด ประภัตร ในครั้งนี้ ไม่เพียงแค่เป็นการชื่นชมบุคคล แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณบวกว่าในฐานะนักการเมือง แม้จะอยู่คนละพรรคแต่ก็สามารถรักษาความเป็นเพื่อนมนุษย์และให้เกียรติซึ่งกันและกันได้ ซึ่งถือเป็นแบบอย่างที่ดีในการสร้างบรรยากาศทางการเมืองให้สร้างสรรค์ยิ่งขึ้น

สุดท้ายนี้ เราต้องมาจับตาดูกันต่อไปว่า การเมืองไทยจะดำเนินไปในทิศทางใด แต่ที่แน่ๆ มิตรภาพที่เกิดขึ้นในวันเกิดของนายประภัตรเป็นเครื่องพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่า การมีน้ำใจให้กันคือหัวใจสำคัญของการทำงานร่วมกันเพื่อประเทศชาติ

ที่มา – “อนุทิน” ขอบคุณน้ำใจ สส.กล้าธรรม ร่วมวันเกิด “ประภัตร” บอกมีคนรักทั่วสุพรรณบุรี สื่ออย่าถามจั๊กจี้

ศรีสุวรรณ ร้อง กกต. สอบผู้สมัคร สว.สีส้ม เข้าข่ายฮั้วหรือไม่

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อนายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางเข้ายื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้เร่งตรวจสอบกรณีที่มีกระแสข่าวว่ากลุ่มผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ถูกเรียกขานว่า ศรีสุวรรณ ร้อง กกต. สอบผู้สมัคร สว.สีส้ม เข้าข่ายฮั้วหรือไม่ นั้นมีพฤติการณ์น่าสงสัยหรือไม่

เจาะลึกกรณี ศรีสุวรรณ ร้อง กกต. สอบผู้สมัคร สว.สีส้ม เข้าข่ายฮั้วหรือไม่

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการตรวจพบข้อมูลว่า มีกลุ่มผู้สมัคร สว. กว่า 300 คน ได้นัดหมายประชุมกันที่ห้องจูปิเตอร์ เมืองทองธานี ก่อนถึงวันเลือกจริง ซึ่งการรวมตัวในลักษณะนี้ทำให้เกิดคำถามท่ามกลางสังคมว่า นี่คือการวางแผนเตรียมการหรือการฮั้วคะแนนกันหรือไม่ นายศรีสุวรรณจึงมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ กกต. ต้องให้ความสำคัญและตรวจสอบให้กระจ่างโดยใช้มาตรา 41 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง 2560

ทำไมต้องรีบตรวจสอบ ศรีสุวรรณ ร้อง กกต. สอบผู้สมัคร สว.สีส้ม เข้าข่ายฮั้วหรือไม่

นายศรีสุวรรณได้ย้ำว่ามาตรฐานในการตรวจสอบต้องเป็นไปอย่างยุติธรรม ไม่ใช่ว่าหากเป็นกลุ่มที่ตนเองเชียร์จะมองว่าเป็นการ “ทำงานเป็นทีม” แต่พอเป็นฝ่ายตรงข้ามกลับตราหน้าว่า “ฮั้ว” ดังนั้นการที่เขานำหลักฐานมาให้ กกต. ในครั้งนี้ เพื่อต้องการทวงคืนความโปร่งใสและสร้างบรรทัดฐานที่เป็นธรรมในการเลือกตั้งทุกระดับ

  • เปรียบเทียบมาตรฐานการเลือกตั้ง: สังคมควรได้รับคำตอบว่านิยามของคำว่า ฮั้ว คืออะไร
  • บทบาทของ กกต.: ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบโดยไม่ต้องรอให้ถูกร้องเรียนตามกฎหมาย
  • ความเสมอภาค: ทุกกลุ่มผู้สมัครต้องถูกตรวจสอบด้วยบรรทัดฐานเดียวกัน

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้คงต้องรอให้ทาง กกต. ออกมาไขข้อข้องใจถึงกระบวนการสอบสวน ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร ความชัดเจนถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วยประคับประคองศรัทธาของประชาชนต่อสถาบันการเมืองไทยให้คงอยู่ต่อไป หากการตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใส ไม่มีการเลือกปฏิบัติ เชื่อว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นบทเรียนสำคัญในการเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไปครับ

ที่มา – “ศรีสุวรรณ” ร้อง กกต. สอบผู้สมัคร สว.สีส้ม จัดประชุมก่อนเลือก เข้าข่ายฮั้วด้วยหรือไม่

“สว.แดง” แจ้งความเอาผิด “ยิ่งชีพ ไอลอว์” ปมแม่ค้าขายหมูเป็น สว.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมือง เมื่อ “สว.แดง” แจ้งความเอาผิด “ยิ่งชีพ ไอลอว์” ลั่นถูกด้อยค่าไม่หยุด แม่ค้าขายหมูเป็น สว. โดยนางแดง กองมา สมาชิกวุฒิสภา ได้ตัดสินใจเข้าแจ้งความดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทจากการโฆษณา ณ สถานีตำรวจภูธรเมืองอำนาจเจริญ เพื่อปกป้องเกียรติและศักดิ์ศรีของตนเอง หลังจากถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่ง

“สว.แดง” แจ้งความเอาผิด “ยิ่งชีพ ไอลอว์” ลั่นถูกด้อยค่าไม่หยุด แม่ค้าขายหมูเป็น สว.

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในทำนองตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับคุณสมบัติของนางแดง ในการสมัครเป็น สว. กลุ่มที่ 10 โดยมองว่าการระบุอาชีพเป็นแม่ค้าขายหมูอาจไม่สอดคล้องกับคุณสมบัติของกลุ่มอาชีพดังกล่าว ซึ่งทางด้านนางแดงมองว่าการกระทำนี้เป็นการบิดเบือนข้อมูลและทำให้สังคมเข้าใจผิด

เปิดใจ “สว.แดง” แจ้งความเอาผิด “ยิ่งชีพ ไอลอว์” ลั่นถูกด้อยค่าไม่หยุด แม่ค้าขายหมูเป็น สว.

นางแดงเปิดเผยว่า ตนรู้สึกถูกคุกคามจากการที่นายยิ่งชีพโพสต์ข้อความในลักษณะเชิญชวนให้คนติดตามและถ่ายรูปตนขณะลงพื้นที่ ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและสร้างความไม่ปลอดภัย โดยนางแดงได้ชี้แจงประเด็นต่างๆ ดังนี้:

  • ยืนยันว่าตนมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด และผ่านการวินิจฉัยจาก กกต. เรียบร้อยแล้ว
  • มองว่าอาชีพแม่ค้าขายหมูเป็นอาชีพสุจริต ซึ่งทุกคนมีสิทธิ์เข้าสู่ตำแหน่ง สว. ได้ตามกติกา
  • การกระทำของนายยิ่งชีพถือเป็นการด้อยค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยอาศัยสถานะความเป็นนักกฎหมายมากดทับผู้อื่น

นางแดงยังได้ฝากแง่คิดถึงนายยิ่งชีพว่า ควรลดอัตตาและเลิกทำตัวแบบจมไม่ลง พร้อมยืนยันจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดเพื่อเป็นการพิสูจน์ความจริงและรักษาเกียรติยศของครอบครัว ซึ่งเหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งเชิงความคิดเห็นเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้แทนที่ยังคงมีการถกเถียงกันอย่างต่อเนื่องในสังคมไทย สิ่งสำคัญที่สุดคือการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นที่ตั้งเพื่อยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้น แทนการใช้สื่อโซเชียลมีเดียในการปลุกระดมหรือด้อยค่ากันไปมา

คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? การวิพากษ์วิจารณ์การเมืองควรมีเส้นแบ่งที่ตรงไหน? ร่วมแสดงความคิดเห็นกันได้ครับ

ที่มา – “สว.แดง” แจ้งความเอาผิด “ยิ่งชีพ ไอลอว์” ลั่นถูกด้อยค่าไม่หยุด แม่ค้าขายหมูเป็น สว.

รังสิมันต์ ท้า ศุภชัย เปิดชื่อสส.ส้ม เอี่ยวฮั้วสว.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อ รังสิมันต์ ท้า ศุภชัย เปิดชื่อสส.ส้ม เอี่ยวฮั้วสว. หลังจากที่มีการออกมาตั้งข้อสังเกตถึงพฤติการณ์ในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความกังขาให้กับสังคมเป็นวงกว้าง

รังสิมันต์ ท้า ศุภชัย เปิดชื่อสส.ส้ม เอี่ยวฮั้วสว. อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่นายศุภชัย ใจสมุทร จากพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาพูดถึงกลุ่ม “สว.สีส้ม” และตั้งคำถามถึงพฤติกรรมที่ไม่โปร่งใส อย่างไรก็ตาม นายรังสิมันต์ โรม จากพรรคประชาชน ได้ออกมาโต้กลับอย่างเผ็ดร้อน โดยยืนยันว่าการตั้งข้อกล่าวหาลักษณะนี้เป็นการเบี่ยงเบนประเด็นสำคัญที่สังคมกำลังให้ความสนใจ นั่นก็คือความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรมของฝ่ายผู้กุมอำนาจรัฐเอง

เปิดใจ รังสิมันต์ ท้า ศุภชัย เปิดชื่อสส.ส้ม เอี่ยวฮั้วสว. ให้ชัดเจน

ในการแถลงข่าว นายรังสิมันต์ย้ำชัดว่าหากมีหลักฐานว่าพรรคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดตั้ง สว. จริง ก็ขอให้นำรายชื่อออกมาเปิดเผยต่อสาธารณะให้ชัดเจน ไม่ใช่เพียงการใช้วาทกรรมเพื่อสาดโคลนใส่กัน การกล่าวอ้างเลื่อนลอยโดยไม่มีพยานหลักฐานทั้งเส้นทางการเงินหรือคลิปวิดีโอถือเป็นการเสียเวลาเปล่า

นอกจากนี้ นายรังสิมันต์ยังตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจเกี่ยวกับความเชื่อมโยงในระดับท้องถิ่นว่า:

  • จังหวัดที่มี สว.สีน้ำเงินจำนวนมาก มักพบปัญหาทุจริตสอบท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง
  • ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มอำนาจในพรรคการเมืองใหญ่กับตำแหน่งสำคัญต่าง ๆ ในบ้านเมือง
  • กระบวนการยุติธรรมที่ควรจะเป็นที่พึ่งของประชาชน แต่กลับเกิดคำถามเรื่องมาตรฐาน

ในมุมมองของพรรคประชาชน การจะแก้ปัญหาเรื่องการโกง สว. นั้นไม่สามารถใช้วิธีการโยนความผิดให้ฝ่ายอื่นได้ แต่ต้องมาดูที่หลักฐานเชิงประจักษ์ ไม่ว่าจะเป็นผลคะแนนหรือพยานบุคคล นายรังสิมันต์เชื่อมั่นว่าถ้าตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา ความจริงจะปรากฏออกมาเอง และผู้ที่มีอำนาจรัฐอยู่ในมือย่อมเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ง่ายกว่าใคร

บทสรุปของเรื่องนี้คงไม่ใช่แค่การตอบโต้ผ่านวาทกรรม แต่คือการพิสูจน์ว่าระบบยุติธรรมไทยจะสามารถจัดการกับผู้กระทำผิดได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อมีคำถามถึงความโปร่งใสของนักการเมืองระดับสูง นี่คือโจทย์ใหญ่ที่พรรคร่วมฝ่ายค้านกำลังจับตามองและจะใช้กลไกในสภาฯ เดินหน้าตรวจสอบให้ถึงที่สุดเพื่อให้ความจริงปรากฏต่อสายตาประชาชน

ที่มา – “รังสิมันต์” ท้า “ศุภชัย” เปิดชื่อสส.ส้ม เอี่ยวฮั้วสว. ซัดสาดวาทกรรมหวังเบี่ยงประเด็น

“ทวี” ยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แค่เข้าเกณฑ์ “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ต้องส่งศาลฎีกา

“ทวี” ยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แค่เข้าเกณฑ์ “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ต้องส่งศาลฎีกา

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับความคืบหน้ากรณีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่มีข้อกังขาเรื่องความไม่โปร่งใส ล่าสุด พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าไม่ควรทำหน้าที่เสมือนเป็นศาลตัดสินเอง แต่ควรยึดหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ประเด็นสำคัญที่ พ.ต.อ.ทวี ชี้ให้เห็นคือเรื่องของเกณฑ์ในทางกฎหมาย โดยระบุชัดเจนว่า “ทวี” ยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แค่เข้าเกณฑ์ “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ต้องส่งศาลฎีกา เพราะนี่คือหัวใจสำคัญของการรักษาหลักนิติธรรมในกระบวนการเลือกตั้ง หากมีข้อบ่งชี้ว่าการเลือกตั้งไม่สุจริต กกต. มีหน้าที่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้ชี้ขาดตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ แทนที่จะเก็บสำนวนไว้พิจารณาเอง

ทำไมต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา?

การที่สังคมตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของ กกต. นั้นไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะมีข้อเท็จจริงหลายประการที่ดูย้อนแย้ง เช่น:

  • ประเด็นความเชื่อมโยงระหว่างผู้ดำรงตำแหน่ง สว. กับการให้ความเห็นชอบกรรมการ กกต. ในอดีต
  • ระเบียบ กกต. ที่เปิดช่องให้เกิดพฤติการณ์จัดตั้งหรือ “โหวตล็อก”
  • ความล่าช้าและการปรับเปลี่ยนแนวทางการตรวจสอบสำนวนคดี

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ “ทวี” ยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แค่เข้าเกณฑ์ “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ต้องส่งศาลฎีกา เพื่อให้เกิดความกระจ่างและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ผู้ซึ่งถือเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง

ในเชิงกฎหมายมหาชน มาตรฐานการส่งเรื่องไปยังศาลฎีกานั้นไม่ได้เข้มข้นเท่ากับการตัดสินคดีอาญาที่ต้องปราศจากข้อสงสัย แต่กติกาพุ่งเป้าไปที่ “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” การเลือกตั้งนั้นไม่สุจริต ซึ่งหากเข้าเงื่อนไขนี้ กกต. ไม่มีหน้าที่อื่นใดนอกจากต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาไต่สวนต่อไป

บทสรุปและมุมมอง: การกระทำขององค์กรอิสระในสถานการณ์นี้เปรียบเสมือนบททดสอบครั้งสำคัญของชาติ หาก กกต. ยึดมั่นในความโปร่งใสและหลักนิติธรรม แทนที่จะใช้อำนาจล้นเกินจนถูกสังคมครหา การเปิดทางให้ศาลฎีกาเข้ามาตัดสินจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการยุติความขัดแย้ง และกอบกู้ศรัทธาที่ประชาชนมีต่อกระบวนการยุติธรรมของไทยให้กลับคืนมาอีกครั้ง

ที่มา – “ทวี” ยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แค่เข้าเกณฑ์ “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ต้องส่งศาลฎีกา

กกต. ยันคดีเลือก สว. ปราศจากการแทรกแซง คาด ส.ค.นี้เสร็จ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาติดตามสถานการณ์การเมืองที่หลายคนกำลังจับตามองกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. ที่กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม ล่าสุดทางสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาชี้แจงความคืบหน้าสำคัญว่า กกต. ยันคดีเลือก สว. ปราศจากการแทรกแซง คาด ส.ค.นี้เสร็จ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้สังคมได้คำตอบชัดเจนขึ้นครับ

กกต. ยันคดีเลือก สว. ปราศจากการแทรกแซง คาด ส.ค.นี้เสร็จ

จากการแถลงการณ์ของ กกต. เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ทางหน่วยงานได้ยืนยันว่า ขณะนี้กระบวนการพิจารณาคดีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่ง สว. กำลังดำเนินไปตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยมุ่งเน้นการพิจารณาจากพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ยุติธรรมที่สุดต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

กระบวนการทำงานภายใต้หลักความเป็นกลาง

หลายคนอาจสงสัยว่าการทำงานของ กกต. ในครั้งนี้เป็นอย่างไร ทาง กกต. ได้เน้นย้ำประเด็นหลักๆ ไว้ดังนี้ครับ:

  • การพิจารณาคดีจะอิงตามพยานหลักฐานที่รวบรวมมาอย่างครบถ้วน
  • กกต. ทำหน้าที่วินิจฉัยตามกฎหมาย ไม่ใช่พนักงานสอบสวนโดยตรง
  • ยึดหลักความเป็นกลาง อิสระ และปราศจากการครอบงำจากกลุ่มอิทธิพลใดๆ

นอกจากนี้ กกต. ยังระบุชัดเจนว่า กกต. ยันคดีเลือก สว. ปราศจากการแทรกแซง คาด ส.ค.นี้เสร็จ โดยคาดว่าภายในสิ้นเดือนสิงหาคม 2569 นี้ กระบวนการรวบรวมข้อเท็จจริงในทุกประเด็นจะเสร็จสิ้น และจะเข้าสู่ขั้นตอนการนัดประชุมเพื่อลงมติต่อไป นี่เป็นการตอกย้ำว่าทุกขั้นตอนโปร่งใสและตรวจสอบได้

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวการเมือง การที่หน่วยงานออกมายืนยันความชัดเจนเช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการเลือกตั้งเป็นรากฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตย เราคงต้องมารอดูกันต่อไปว่าบทสรุปของคดีนี้จะเป็นอย่างไร และจะส่งผลต่อทิศทางการเมืองไทยในอนาคตอย่างไรบ้าง เพื่อนๆ คิดเห็นอย่างไรกันบ้างครับ? อย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณนะครับ

ที่มา – กกต. ยันคดีเลือก สว. ปราศจากการแทรกแซง คาด ส.ค.นี้เสร็จ

Scroll to top