การเลือกตั้ง

“กุสุมาลวตี” ตอกกลับฝ่ายตรงข้ามหลังโดนฟ้องปิดปากแต่ชนะรวด 4 คดี

“กุสุมาลวตี” ตอกกลับฝ่ายตรงข้ามหลังโดนฟ้องปิดปากแต่ชนะรวด 4 คดี

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย หลังจากที่นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท อดีตผู้สมัคร สว. จังหวัดมหาสารคาม ได้ออกมาเปิดเผยความไม่ชอบมาพากลของขบวนการเลือกตั้ง สว. ที่เธอระบุว่ามีการเซ็ตระบบไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ แม้จะถูกกดดันด้วยการฟ้องร้องคดีความเพื่อหวังปิดปาก แต่ดูเหมือนกลยุทธ์นี้จะใช้ไม่ได้ผล เพราะล่าสุด “กุสุมาลวตี” ตอกกลับฝ่ายตรงข้ามหลังโดนฟ้องปิดปากแต่ชนะรวด 4 คดี ซึ่งถือเป็นชัยชนะที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการเปิดโปงความจริงให้สังคมได้รับรู้

เปิดเบื้องหลังขบวนการฮั้วและการสู้คดีของ “กุสุมาลวตี” ตอกกลับฝ่ายตรงข้ามหลังโดนฟ้องปิดปากแต่ชนะรวด 4 คดี

นางกุสุมาลวตีได้เปิดหลักฐานสำคัญเป็นภาพถ่ายคู่กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยเธอย้ำว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถามถึงกระบวนการเลือก สว. ที่เต็มไปด้วยความพิสดาร ข้ามกลุ่มอาชีพอย่างไม่น่าเชื่อ เธอเล่าว่าตนเองตั้งใจลงสมัครเพื่อรับใช้ประชาชน แต่กลับพบว่าตำแหน่งต่างๆ ถูกจัดสรรไว้แล้วตั้งแต่อยู่ในระดับอำเภอ

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องราวนี้มีดังนี้:

  • พบการสวมสิทธิ์ข้ามกลุ่มอาชีพ เช่น คนขายข้าวแกงไปสมัครในกลุ่มวิทยาศาสตร์
  • มีการล็อกตัวผู้สมัครไว้ตั้งแต่วันแรกเพื่อตัดโอกาสคนนอก
  • ถูกฟ้องร้องถึง 4 คดีหวังใช้ภาระค่าใช้จ่ายบีบให้ยอมถอย
  • การันตีความมั่นใจด้วยประโยคเด็ดว่า “เก่งมากนัก ก็แพ้ สส.แมว 4 คดีรวดค่ะ”

ด้วยความตั้งใจจริงที่จะพิสูจน์ความจริง ทำให้นางกุสุมาลวตีไม่หวั่นไหวต่อการฟ้องร้องปิดปากหรือ SLAPP และเธอยังพร้อมจะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงภาคประชาชนอย่าง iLaw เพื่อเดินหน้าหาความยุติธรรมต่อไป การขยับตัวในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยถึงกระบวนการเลือกตั้งที่โปร่งใส ซึ่งประชาชนทุกคนควรเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด

ในมุมมองของเรา นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อปกป้องตัวเองและตรวจสอบอำนาจรัฐ แม้หนทางจะยาวไกล แต่ความพยายามของเธอจะเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้มีความยุติธรรมมากขึ้นในอนาคต

ที่มา – “กุสุมาลวตี” ตอกกลับฝ่ายตรงข้ามหลังโดนฟ้องปิดปากแต่ชนะรวด 4 คดี

เอกภพ ย้ำ ปชน. หนุนแก้กฎหมายบัตรทอง เพิ่มสัดส่วนในบอร์ด สปสช.

เชื่อว่าหลายคนกำลังจับตามองประเด็นเรื่องสวัสดิการสาธารณสุขของไทยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเมื่อ เอกภพ ย้ำ ปชน. หนุนแก้กฎหมายบัตรทอง เพิ่มสัดส่วนประชาชน-บุคลากรผู้ให้บริการในบอร์ด สปสช. เพื่อให้ระบบหลักประกันสุขภาพของเรามีความยั่งยืนและตอบโจทย์ทุกคนมากยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าการบริการสุขภาพในอนาคต

เหตุผลที่ เอกภพ ย้ำ ปชน. หนุนแก้กฎหมายบัตรทอง เพิ่มสัดส่วนประชาชน-บุคลากรผู้ให้บริการในบอร์ด สปสช.

การขยับตัวของพรรคประชาชนในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อปฏิรูประบบให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยนายเอกภพ สิทธิวรรณธนะ สส.บัญชีรายชื่อ ได้ออกมาเปิดเผยถึงความตั้งใจในการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 เพื่อปิดจุดอ่อนเดิมๆ ที่เคยมีมา ทั้งในเรื่องงบประมาณ คุณภาพการบริการ รวมถึงขวัญกำลังใจของผู้ให้บริการหน้างาน

รายละเอียดการปรับโครงสร้างบอร์ด สปสช.

หนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญคือการปรับโครงสร้างคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยมีรายละเอียดเน้นย้ำเรื่อง เอกภพ ย้ำ ปชน. หนุนแก้กฎหมายบัตรทอง เพิ่มสัดส่วนประชาชน-บุคลากรผู้ให้บริการในบอร์ด สปสช. ดังนี้:

  • เพิ่มเสียงตัวแทนประชาชน: ปรับลดสัดส่วนราชการและเพิ่มที่นั่งให้ประชาชนรวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้การตัดสินใจมีความหลากหลายและเห็นหัวอกคนใช้งานจริง
  • ส่งเสริมประชาธิปไตย: สนับสนุนให้ตัวแทนในบอร์ดบางส่วนมาจากการเลือกตั้งโดยตรง
  • ข้อมูลวิชาการนำทาง: ยึดการตัดสินใจบนฐานข้อมูลคุณภาพ เพื่อเลือกชุดสิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่า
  • สร้างมาตรฐานกองทุน: ผลักดันให้เกิดชุดสิทธิประโยชน์หลักที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้ง 3 กองทุนสุขภาพของไทย
  • ดูแลบุคลากรอย่างเป็นธรรม: จัดสรรงบประมาณเพิ่มเพื่อเป็นค่าตอบแทนที่เหมาะสม ลดภาวะสมองไหลออกจากระบบ
  • เพิ่มแหล่งรายได้ใหม่: ใช้แนวทางให้ผู้ที่มีความพร้อมเข้าถึงสิทธิประโยชน์เสริมได้ง่ายขึ้น
  • ยกระดับบริการปฐมภูมิ: มุ่งเน้นการรักษาใกล้บ้านและเพิ่มประสิทธิภาพการสร้างเสริมสุขภาพในชุมชน

อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนยืนยันว่าจะไม่มีการสนับสนุนร่างกฎหมายที่ทำให้สิทธิประโยชน์ของประชาชนลดน้อยลง หรือสร้างภาระค่าใช้จ่ายที่เกินตัว โดยทางพรรคจะเดินหน้าตรวจสอบร่างของฝั่งรัฐบาลอย่างเข้มข้นเพื่อผลักดันสิ่งที่ดีที่สุดให้กับประชาชนทุกคน การปฏิรูปครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลข แต่เป็นเรื่องของคุณภาพชีวิตคนไทยที่ต้องดีขึ้นในระยะยาว

เราในฐานะประชาชนผู้ใช้สิทธิคงต้องติดตามกันต่อไปว่าความพยายามในการผลักดันกฎหมายนี้จะสำเร็จหรือไม่ แต่การที่มีฝ่ายการเมืองออกมาพูดถึงเรื่องนี้อย่างจริงจัง ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าปัญหาในระบบสาธารณสุขกำลังได้รับความสนใจและถูกหยิบยกมาแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นครับ

ที่มา – “เอกภพ” ย้ำจุดยืน ปชน. หนุนแก้กฎหมายบัตรทอง เพิ่มสัดส่วนประชาชน-บุคลากรผู้ให้บริการในบอร์ด สปสช.

กกต. เร่งสอบ 7 ข้อหาคดีฮั้ว สว. ยันสรุปสำนวนจบภายใน ส.ค.นี้

เชื่อว่าหลายคนกำลังจับตามองสถานการณ์การเมืองไทยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นเผือกร้อนอย่างการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ผ่านมา ซึ่งล่าสุดทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญเกี่ยวกับประเด็นนี้แล้ว โดยมีหัวข้อหลักคือ กกต. เร่งสอบ 7 ข้อหาคดีฮั้ว สว. ยันสรุปสำนวนจบภายใน ส.ค.นี้ เพื่อสร้างความชัดเจนให้กับสังคมให้เร็วที่สุด

กกต. เร่งสอบ 7 ข้อหาคดีฮั้ว สว. ยันสรุปสำนวนจบภายใน ส.ค.นี้

การดำเนินงานของ กกต. ในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความโปร่งใสในการเลือก สว. ที่ผ่านมา นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ได้ออกมายืนยันด้วยตัวเองว่า ขณะนี้คณะทำงานได้ดำเนินการพิจารณาสำนวนคดีไปแล้วมากกว่าครึ่ง และตั้งเป้าว่าจะสรุปผลการสอบสวนทั้งหมดให้เสร็จสิ้นตามไทม์ไลน์ที่กำหนดไว้ภายในเดือนสิงหาคมนี้อย่างแน่นอน

รายละเอียดการตรวจสอบและข้อกังวลที่สังคมสงสัย

สำหรับประเด็นที่มีการตั้งคำถามจากฝั่งพรรคประชาชนและกลุ่ม iLaw เกี่ยวกับการมีนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องในการเลือก สว. ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีนั้น ทาง กกต. ชี้แจงว่ามีการพิจารณาจากพยานหลักฐานในสำนวนเป็นหลัก โดยนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ หนึ่งในกรรมการ กกต. ระบุว่า สิ่งที่ปรากฏชัดเจนคือ กกต. กำลังเดินหน้าตรวจสอบ กกต. เร่งสอบ 7 ข้อหาคดีฮั้ว สว. ยันสรุปสำนวนจบภายใน ส.ค.นี้ โดยผ่านการพิสูจน์และโต้แย้งจากทุกฝ่ายอย่างเป็นธรรม

  • การพิจารณาคดีครอบคลุม 7 ข้อหาหลัก
  • มีการตรวจสอบพยานหลักฐานอย่างละเอียดตามกระบวนการยุติธรรม
  • ยึดมั่นไทม์ไลน์การทำงานให้จบในเดือนสิงหาคม

ทาง กกต. ยังฝากเตือนไปยังผู้ที่นำข้อมูลนอกสำนวนออกมาเปิดเผยว่า อาจส่งผลกระทบต่อรูปคดีในชั้นศาลได้ เนื่องจากข้อมูลเหล่านั้นอาจยังไม่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องจากช่องทางปกติ และอาจทำให้เกิดความสับสนต่อสังคมในวงกว้าง ทั้งนี้ หัวใจสำคัญคือ กกต. ไม่ต้องการให้เกิดข้อครหาว่าเป็นการยื้อเวลา หรือดึงเกมให้คดีล่าช้าออกไป แม้บางประเด็นข้อมูลอาจจะยังไม่แน่นพอจะสอบเพิ่มได้ แต่ทาง กกต. ก็ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความละเอียดรอบคอบกับระยะเวลาที่สังคมเฝ้ารอผลสรุป

บทเรียนในครั้งนี้ถือเป็นเครื่องพิสูจน์สำคัญของ กกต. ว่าจะสามารถกู้คืนความเชื่อมั่นจากประชาชนได้มากน้อยเพียงใด การทำคดีให้จบภายในเดือนสิงหาคมตามสัญญาถือเป็นก้าวแรกที่ถูกต้อง แต่อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์สุดท้ายจะออกมาเป็นอย่างไร และจะมีความยุติธรรมเพียงพอสำหรับทุกฝ่ายหรือไม่ เราคงต้องเฝ้าติดตามบทสรุปของมติที่ประชุม กกต. กันต่อไปครับ

ที่มา – กกต. เร่งสอบ 7 ข้อหาคดีฮั้ว สว. ยันสรุปสำนวนจบภายใน ส.ค.นี้

นายกฯ ขำกลิ้ง ไอลอว์เปิดชื่อ 9 นักการ ภท. เอี่ยวคดีฮั้ว สว. ลั่นเชื่อถือไม่ได้

นายกฯ ขำกลิ้ง ไอลอว์เปิดชื่อ 9 นักการ ภท. เอี่ยวคดีฮั้ว สว. ลั่นเชื่อถือไม่ได้

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงกันอย่างกว้างขวางในแวดวงการเมือง เมื่อมีการเปิดเผยข้อมูลจากกลุ่มไอลอว์ (iLaw) เกี่ยวกับรายชื่อนักการเมืองที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฮั้วเลือก สว. ซึ่งงานนี้ทำเอา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถึงกับหัวเราะร่าเมื่อทราบข่าวว่าชื่อตนเองปรากฏเป็นอันดับแรกในเอกสารดังกล่าว

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อนายอนุทินให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่ทำการพรรคภูมิใจไทย โดยกล่าวถึงกรณี นายกฯ ขำกลิ้ง ไอลอว์เปิดชื่อ 9 นักการ ภท. เอี่ยวคดีฮั้ว สว. ลั่นเชื่อถือไม่ได้ ว่าตนยังไม่เห็นรายละเอียดของเอกสารดังกล่าว แต่เมื่อถูกถามย้ำถึงการที่มีชื่อคนในพรรคภูมิใจไทยเข้าไปพัวพันกว่า 9 คน นายกฯ ก็ได้โต้ตอบกลับด้วยท่าทีสบายๆ ว่าเรื่องนี้ต้องว่ากันไปตามกระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามกฎหมาย

มาดูกันว่าประเด็นเรื่อง นายกฯ ขำกลิ้ง ไอลอว์เปิดชื่อ 9 นักการ ภท. เอี่ยวคดีฮั้ว สว. ลั่นเชื่อถือไม่ได้ มีอะไรน่าสนใจบ้าง

สำหรับท่าทีของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการแสดงออกที่ชัดเจนว่าเจ้าตัวไม่ได้มีความกังวลต่อกระแสข่าวโจมตี โดยมีการตั้งข้อสังเกตถึงความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล ดังนี้:

  • การตั้งคำถามถึงที่มาของเอกสารว่ามีความน่าเชื่อถือเพียงใด
  • การย้ำเตือนว่าทุกอย่างต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่การตัดสินผ่านโซเชียล
  • ยืนยันว่าตนเองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องคดีฮั้วเลือก สว. เป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เพราะส่งผลกระทบโดยตรงต่อธรรมาภิบาลและการเลือกตั้งในประเทศไทย ความโปร่งใสจึงเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการเห็นเป็นอันดับหนึ่ง การที่ไอลอว์ออกมาเปิดเผยชื่อถือเป็นการเคลื่อนไหวที่สร้างแรงกระเพื่อมได้ไม่น้อย แต่ในขณะเดียวกัน ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาก็มีสิทธิ์เต็มที่ในการชี้แจงและดำเนินคดีตามสิทธิ์ของตนเอง เพื่อปกป้องชื่อเสียงภายใต้กรอบของกฎหมาย

บทเรียนในครั้งนี้สอนให้เราเห็นว่า โลกการเมืองในยุคปัจจุบันข้อมูลข่าวสารไหลเวียนรวดเร็วมาก การเสพข่าวสารจึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ และควรติดตามผลสรุปจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายมากที่สุด

ที่มา – นายกฯ ขำกลิ้ง ไอลอว์เปิดชื่อ 9 นักการ ภท. เอี่ยวคดีฮั้ว สว. ลั่นเชื่อถือไม่ได้

“แสวง” ฉลุยจ่อนั่งเลขากกต.ยาวจนครบวาระ หลัง กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 ตีตกผลการประเมินจากกกต.ชุดเก่า

เรียกได้ว่ากลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามอง สำหรับเก้าอี้เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยล่าสุดมีข่าวว่า “แสวง” ฉลุยจ่อนั่งเลขากกต.ยาวจนครบวาระ หลัง กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 ตีตกผลการประเมินจากกกต.ชุดเก่า ซึ่งถือเป็นการปิดดีลปัญหาที่ค้างคามาอย่างยาวนานเกี่ยวกับการประเมินผลการปฏิบัติงานที่ไม่ผ่านเกณฑ์ของชุดก่อนหน้า

“แสวง” ฉลุยจ่อนั่งเลขากกต.ยาวจนครบวาระ หลัง กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 ตีตกผลการประเมินจากกกต.ชุดเก่า

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่ กกต. ชุดเดิมที่มี นายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธาน ได้มีการประเมินผลงานของนายแสวง บุญมี ในปี 2568 ไว้ต่ำกว่าร้อยละ 60 ซึ่งตามสัญญาจ้างถือเป็นเงื่อนไขที่อาจทำให้ต้องพ้นจากตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม ได้เกิดข้อถกเถียงว่าการประเมินดังกล่าวมีผลสมบูรณ์หรือไม่ เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนชุดกรรมการ กกต. ชุดปัจจุบันจึงได้ดำเนินการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและที่ปรึกษากฎหมายจนได้ข้อสรุปที่แน่ชัด

บทสรุปการตัดสินที่ส่งให้ “แสวง” ฉลุยจ่อนั่งเลขากกต.ยาวจนครบวาระ หลัง กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 ตีตกผลการประเมินจากกกต.ชุดเก่า

จากการประชุมเมื่อวันที่ 15 ก.ค. ที่ผ่านมา กกต. มีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 ให้ยกเลิกผลการประเมินชุดเก่าและให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต. ชุดปัจจุบันในการประเมินเอง ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • สำนักงานกฤษฎีกาได้แจ้งว่าไม่มีอำนาจตีความสัญญาจ้าง โดยเรื่องนี้เป็นอำนาจจัดการภายในของ กกต. โดยตรง
  • คณะที่ปรึกษา กกต. นำโดย นายศุภชัย สมเจริญ เห็นว่าผู้ที่มีอำนาจประเมินควรเป็น กกต. ชุดปัจจุบันที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่
  • มติดังกล่าวจะทำให้นายแสวง ปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อเนื่องจนครบวาระ 5 ปี ในวันที่ 31 มี.ค. 2570

หลายคนมองว่าการที่ กกต. เปลี่ยนท่าทีมาลงมติสนับสนุนในครั้งนี้ เป็นการปรับจูนการทำงานภายในให้มีความสอดคล้องและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้น เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับองค์กรในช่วงที่ต้องเตรียมการเลือกตั้งครั้งสำคัญในอนาคต

ในมุมมองส่วนตัว การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของ กกต. ชุดปัจจุบันในการรักษาความต่อเนื่องของงานบริหาร เชื่อว่านายแสวงจะสามารถบริหารจัดการสำนักงาน กกต. ให้เป็นไปอย่างราบรื่นตามวาระที่เหลืออยู่อย่างแน่นอน

ที่มา – “แสวง” ฉลุยจ่อนั่งเลขากกต.ยาวจนครบวาระ หลัง กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 ตีตกผลการประเมินจากกกต.ชุดเก่า

ภูมิใจไทย ซัดกลับ การดี ปมแขวะ รมต.ลูกเทพ

เดือดสนั่นวงการเมืองไทยอีกครั้ง หลังจากที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กรณี ภูมิใจไทย ซัดกลับ การดี ปมแขวะ รมต.ลูกเทพ จนกลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เมื่อนายพิชญุตม์ พอจิต สส. อุตรดิตถ์ จากพรรคภูมิใจไทย ออกมาตอบโต้คำวิจารณ์ของนางการดี เลียวไพโรจน์ สส. พรรคประชาธิปัตย์ อย่างดุเดือดเกี่ยวกับประเด็นการตั้งรัฐมนตรีกลุ่มลูกเทพ

ภูมิใจไทย ซัดกลับ การดี ปมแขวะ รมต.ลูกเทพ

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่คุณการดีได้ออกมาตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและที่มาของรัฐมนตรี โดยระบุว่าควรวัดกันที่ความสามารถมากกว่าการใช้นามสกุลดังหรืออิทธิพลตระกูลใหญ่ ซึ่งทางฝั่งภูมิใจไทยมองว่านี่ไม่ใช่การตรวจสอบเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่เป็นการประชดประชันที่สะท้อนถึงปมในใจของผู้พูดเอง

เปิดศึกแลกหมัด ทำไม ภูมิใจไทย ซัดกลับ การดี ปมแขวะ รมต.ลูกเทพ ถึงกลายเป็นเรื่องใหญ่?

การโต้ตอบครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่การปกป้องรัฐมนตรีในสังกัดเท่านั้น แต่ยังมีการเปิดประเด็นสั่นสะเทือนไปถึงพรรคคู่แข่งอีกด้วย ทางนายพิชญุตม์ได้ให้เหตุผลถึงเรื่องนี้ไว้ว่า:

  • เป็นการแสดงออกถึงคนที่ไม่สามารถทำอะไรให้สำเร็จได้ด้วยตัวเอง
  • การวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่นคือเครื่องมือในการกลบปมด้อย
  • ต้องการลดความมั่นใจคนอื่นเพื่อหวังผลทางการเมือง

นอกจากนี้ นายพิชญุตม์ยังตั้งข้อสังเกตทิ้งท้ายอย่างเผ็ดร้อนถึงเส้นทางการเมืองของคุณการดีเอง ว่าได้รับการยอมรับจากคนในพรรคเดียวกันมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะการก้าวขึ้นสู่บัญชีปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 4 ในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งเป็นคำถามที่สังคมยังต้องการคำตอบอยู่เช่นกันว่า นี่คือการเติบโตจากความสามารถจริงหรือมีเบื้องหลังที่มากกว่านั้น

ในมุมมองของนักสังเกตการณ์ทางการเมือง เรื่องราวที่ ภูมิใจไทย ซัดกลับ การดี ปมแขวะ รมต.ลูกเทพ ครั้งนี้ ชี้ให้เห็นถึงวัฒนธรรมการเมืองไทยที่ยังวนเวียนอยู่กับการสาดโคลนใส่กันมากกว่าการนำเสนอแนวนโยบายเพื่อประชาชน การที่พรรคการเมืองมุ่งเน้นแต่จะจับผิดนามสกุลหรือที่มาของกันและกัน อาจเป็นตัวบ่งชี้สำคัญว่าถึงเวลาแล้วที่การเมืองไทยต้องยกระดับการทำงานให้เป็นมืออาชีพมากขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง แทนที่จะเสียเวลาไปกับการใช้คำพูดเชือดเฉือนเพื่อเอาชนะกันในเชิงวาทศิลป์เท่านั้น

ที่มา – “ภูมิใจไทย” ซัดกลับ “การดี” ปมแขวะ รมต.ลูกเทพ

สว.เดือดโวย ปชน.โพสต์เฟกนิวส์ ใส่ร้ายล้างผิดคดีฮั้ว สว.

สว.เดือดโวย ปชน.โพสต์เฟกนิวส์ ใส่ร้ายล้างผิดคดีฮั้ว สว.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ออกมาเปิดใจถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนผ่านโลกโซเชียล โดยระบุว่าพรรคประชาชนได้มีการโพสต์ข้อมูลในลักษณะที่เรียกว่า สว.เดือดโวย ปชน.โพสต์เฟกนิวส์ ใส่ร้ายล้างผิดคดีฮั้ว สว. ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับภาพลักษณ์ของวุฒิสภาอย่างมาก

นายพิสิษฐ์ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ข้อความที่กล่าวหาว่า สว. พยายามแก้กฎหมายเพื่อล้างผิดให้ตนเองในคดีฮั้ว สว. นั้นไม่เป็นความจริงแต่ประการใด การโพสต์ข้อมูลในลักษณะนี้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อพรรคการเมืองฝ่ายค้านอย่างรุนแรง

ทำไมพรรคประชาชนถึงถูกวิจารณ์เรื่องการนำเสนอข้อมูลเท็จ

การที่ สว. ออกมาแสดงความไม่พอใจในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเพราะเรื่องส่วนตัว แต่เป็นการตั้งคำถามถึงมาตรฐานจริยธรรมทางการเมือง นายพิสิษฐ์กล่าวว่า สว.เดือดโวย ปชน.โพสต์เฟกนิวส์ ใส่ร้ายล้างผิดคดีฮั้ว สว. เป็นเรื่องที่พรรคการเมืองระดับประเทศไม่ควรกระทำ เพราะการเน้นเพียงยอดไลก์หรือยอดแชร์โดยปราศจากข้อเท็จจริงทางกฎหมาย เป็นสิ่งที่เรียกว่า “ลัทธิส้ม” ที่เน้นการปลุกปั่นมากกว่าการสร้างสรรค์

นอกจากนี้ ประเด็นที่ สว. ได้แก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา 11 โดยระบุไม่ให้นิรโทษกรรมแก่เยาวชนอายุ 18 ปีที่กระทำความผิดในคดีมาตรา 112 นั้น นายพิสิษฐ์ให้เหตุผลว่า เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ลัทธิการเมืองบางกลุ่มใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือในทางที่ผิด หรือนำมาเป็นข้ออ้างเพื่อสร้างบรรทัดฐานให้กับพฤติกรรมต่อต้านสถาบันฯ

  • ยืนยัน สว. 138 คนปัจจุบันยังไม่ถูกชี้มูลความผิด ไม่มีความจำเป็นต้องออกกฎหมายช่วยตัวเอง
  • ชี้แจงเรื่องการปรับปรุงถ้อยคำในร่างกฎหมาย เพื่อให้ชัดเจนว่าไม่มีการนิรโทษกรรมคดีทุจริตเลือกตั้ง
  • เรียกร้องให้นายณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาชี้แจงกรณีการโพสต์ข้อมูลที่ผิดพลาด

ในมุมมองของนักกฎหมายและประชาชนทั่วไป ข่าว สว.เดือดโวย ปชน.โพสต์เฟกนิวส์ ใส่ร้ายล้างผิดคดีฮั้ว สว. ถือเป็นบทเรียนสำคัญว่าในยุคดิจิทัล การตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนการแชร์หรือแสดงความคิดเห็นเป็นหน้าที่ของทุกคน โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่ควรเป็นแบบอย่างในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่สังคม หากการเมืองไทยยังคงเดินหน้าด้วยการสร้างข่าวลวงแบบนี้ไปเรื่อยๆ ท้ายที่สุดแล้วอาจจะเป็นตัวผู้ส่งสารเองที่จะสูญเสียความน่าเชื่อถือลงไปทุกที การเปิดใจและการมีส่วนร่วมของพรรคประชาชนในครั้งต่อไป จึงเป็นสิ่งที่สังคมจับตามองว่าจะมีการขอโทษหรือชี้แจงอย่างโปร่งใสหรือไม่

ที่มา – สว.เดือดโวย ปชน.โพสต์เฟกนิวส์ ใส่ร้ายล้างผิดคดีฮั้ว สว. แจงไม่ให้เด็ก 18 ปี ได้นิรโทษกรรมคดี

ทีมกฎหมาย “ชัชชาติ” ยันหาเสียงถูกต้อง แนะ “มัลลิกา” ดูกฎหมาย

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงการเมืองช่วงนี้ เมื่อทีมกฎหมายของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. ต้องออกมาโต้ตอบกรณีที่มีการพาดพิงถึงการหาเสียง ว่ามีป้ายเกินขนาดและผิดกฎระเบียบ กกต. โดยทางทีมกฎหมายยืนยันหนักแน่นว่า ทีมกฎหมาย “ชัชชาติ” ยันหาเสียงถูกต้อง แนะ “มัลลิกา” ดูกฎหมาย-ระเบียบถี่ถ้วนก่อน ที่จะออกมาให้ความเห็นต่อสาธารณะ เพื่อป้องกันความสับสนของประชาชนครับ

ทำไม ทีมกฎหมาย “ชัชชาติ” ยันหาเสียงถูกต้อง แนะ “มัลลิกา” ดูกฎหมาย-ระเบียบถี่ถ้วนก่อน ในประเด็นสื่อโฆษณา?

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่คุณมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ได้กล่าวพาดพิงสื่อโฆษณาบนรถสาธารณะและรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินของทีมงานชัชชาติ ทางฝ่ายกฎหมายจึงขอชี้แจงข้อเท็จจริงว่า สิ่งที่ทีมงานใช้ไม่ใช่ “แผ่นป้าย” หรือ “ประกาศหาเสียง” ตามนิยามของระเบียบ กกต. ปี 2563 เนื่องจากเป็นการปิดสติกเกอร์บนพาหนะเคลื่อนที่ ไม่ใช่ป้ายที่ยึดติดกับอาคารหรือโครงสร้างที่หยุดนิ่ง จึงไม่ถูกจำกัดเรื่องขนาดและจำนวนครับ

เจาะลึกข้อกฎหมายที่ ทีมกฎหมาย “ชัชชาติ” ยันหาเสียงถูกต้อง แนะ “มัลลิกา” ดูกฎหมาย-ระเบียบถี่ถ้วนก่อน

เพื่อให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน เรามาดูเหตุผลทางกฎหมายกันชัดๆ ครับทีมงานของนายชัชชาติได้เน้นย้ำประเด็นสำคัญ ดังนี้:

  • นิยามของป้ายหาเสียง: ตามระเบียบ กกต. ป้ายหาเสียงต้องเป็นกระดาษหรือวัสดุที่มีความแข็งแรงยึดติดกับโครงไม้หรืออาคาร แต่สติกเกอร์บนรถโดยสารไม่ใช่ลักษณะดังกล่าว
  • การหาเสียงรูปแบบอื่น: กฎหมายไม่ได้ห้ามการหาเสียงรูปแบบใหม่ๆ เช่น สื่อโฆษณาบนพาหนะ แต่กำหนดเพียงว่าต้องนำค่าใช้จ่ายเหล่านั้นมารวมเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งให้ถูกต้อง
  • การประสานงานกับ กกต.: ทีมกฎหมายได้ทำหนังสือแจ้งรายละเอียดไปยัง กกต. และได้รับคำตอบที่ชัดเจนว่าสามารถทำได้จริงหากแจ้งค่าใช้จ่ายครบถ้วน

การแสดงความเห็นทางการเมืองควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและกฎหมายที่อัปเดต โดยเฉพาะในยุคที่วิธีการหาเสียงมีความหลากหลายขึ้น หากผู้สมัครทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข้อมูลให้ถี่ถ้วนก่อนวิจารณ์ จะช่วยลดความขัดแย้งและสร้างความเชื่อมั่นให้กับกระบวนการเลือกตั้งได้อย่างมากครับ หวังว่าบทความนี้จะช่วยคลายข้อสงสัยให้กับทุกคนที่ติดตามสถานการณ์เลือกตั้งอยู่ แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้าครับ

ที่มา – ทีมกฎหมาย “ชัชชาติ” ยันหาเสียงถูกต้อง แนะ “มัลลิกา” ดูกฎหมาย-ระเบียบถี่ถ้วนก่อน

“ประเสริฐ”ลาออกบัญชีรายชื่อ สส. เพื่อไทย ส่ง “จักรภพ” เลื่อนเป็น สส.

“ประเสริฐ”ลาออกบัญชีรายชื่อ สส. เพื่อไทย ส่ง “จักรภพ” เลื่อนเป็น สส.

วันนี้วงการการเมืองไทยมีความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญภายในพรรคเพื่อไทย เมื่อมีการประกาศอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชรายชื่อ หลายคนที่ติดตามข่าวสารการเมืองคงทราบดีว่ามีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น หลังจากที่มีประกาศจากราชกิจจานุเบกษาว่า “ประเสริฐ”ลาออกบัญชีรายชื่อ สส. เพื่อไทย ส่ง “จักรภพ” เลื่อนเป็น สส. เข้ามาทำหน้าที่ในสภาแทน

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องปกติในระบบรัฐสภา แต่ก็ได้รับความสนใจอย่างมากจากสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป โดย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ได้ตัดสินใจยื่นหนังสือขอลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ตำแหน่งของเขาว่างลงตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (3)

ทำความเข้าใจเหตุผลที่ “ประเสริฐ”ลาออกบัญชีรายชื่อ สส. เพื่อไทย ส่ง “จักรภพ” เลื่อนเป็น สส.

เมื่อตำแหน่ง สส. บัญชีรายชื่อว่างลง ลำดับถัดไปในบัญชีของพรรคเพื่อไทยจึงต้องเลื่อนขึ้นมาทันที ตามประกาศของประธานสภาผู้แทนราษฎร นายโสภณ ซารัมย์ ได้ลงนามประกาศให้ นายจักรภพ เพ็ญแข ซึ่งอยู่ในบัญชีรายชื่อผู้สมัครในลำดับที่ 18 ขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนลำดับที่ 5 เดิม

หากเราวิเคราะห์ถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ จะพบประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • การขยับปรับเปลี่ยนตำแหน่งเป็นกลไกปกติของพรรคการเมืองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนงานสภา
  • การกลับมาของคุณจักรภพ เพ็ญแข ในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่หลายคนจับตามองในแง่ของยุทธศาสตร์พรรค
  • กระบวนการเลื่อนลำดับดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 อย่างเคร่งครัด

ในฐานะผู้ติดตามข่าวการเมือง การที่ “ประเสริฐ”ลาออกบัญชีรายชื่อ สส. เพื่อไทย ส่ง “จักรภพ” เลื่อนเป็น สส. นั้น อาจสะท้อนให้เห็นถึงการจัดทัพใหม่ของพรรคเพื่อไทยเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับงานบริหารประเทศในช่วงเวลาที่สำคัญต่อจากนี้ เราคงต้องจับตาดูต่อไปว่าหลังจากนี้บทบาทของคุณจักรภพในสภาจะเป็นอย่างไร และจะมีทิศทางการทำงานที่เข้มข้นขึ้นเพียงใดในการผลักดันนโยบายให้ตอบโจทย์พี่น้องประชาชน หากใครสนใจติดตามข่าวสารการเมืองแบบลึกซึ้ง สามารถติดตามอัปเดตสถานการณ์ได้ผ่านช่องทางนี้เป็นประจำครับ

ที่มา – “ประเสริฐ”ลาออกบัญชีรายชื่อ สส. เพื่อไทย ส่ง “จักรภพ” เลื่อนเป็น สส.

Scroll to top