การเมืองไทย

“สุชาติ” ปัดไม่รู้ข้อมูลดีลงูเขียว ยกรัฐบาลอนุทินแข็งแรง

“สุชาติ” ปัดไม่รู้ข้อมูลดีลงูเขียว ยกรัฐบาลอนุทินแข็งแรง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ สำหรับกระแสข่าวลือเรื่อง “สุชาติ” ปัดไม่รู้ข้อมูลดีลงูเขียว บอกเจอ “บุญยิ่ง” สส.กล้าธรรม แค่ในสภาฯ ยกรัฐบาลอนุทินแข็งแรง ซึ่งกำลังเป็นที่จับตามองว่าพรรคภูมิใจไทยจะมีการขยับขยายตัวเลข สส. เพิ่มขึ้นหรือไม่ โดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาเปิดเผยผ่านสื่อมวลชนถึงข้อเท็จจริงในประเด็นนี้แบบตรงไปตรงมา

สถานการณ์การเมืองกับการดีลงูเขียว

เมื่อถูกถามถึงกรณีที่ สส. พรรคกล้าธรรม เตรียมย้ายมาร่วมงานกับภูมิใจไทย นายสุชาติยืนยันว่า ตนไม่ทราบข้อมูลเรื่องนี้จริงๆ และไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในวงสนทนาใดๆ โดยมองว่านี่เป็นเรื่องความคิดเห็นส่วนบุคคลของแต่ละคน ส่วนกรณีที่มีภาพร่วมกับนางบุญยิ่ง นิติกาญจนา นั้น เป็นเพียงการพบปะตามมารยาทปกติในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น สำหรับหัวข้อ “สุชาติ” ปัดไม่รู้ข้อมูลดีลงูเขียว บอกเจอ “บุญยิ่ง” สส.กล้าธรรม แค่ในสภาฯ ยกรัฐบาลอนุทินแข็งแรง จึงเป็นสิ่งที่สะท้อนว่าทางพรรคภูมิใจไทยยังเน้นการทำงานตามขั้นตอนมากกว่าการดึงคนแบบไร้ทิศทาง

  • ไม่ทราบข้อมูลการย้ายพรรคของ สส. กล้าธรรม
  • ย้ำชัดการตัดสินใจเป็นเรื่องของหัวหน้าพรรค
  • มั่นใจในเสถียรภาพรัฐบาลชุดปัจจุบัน

นายสุชาติยังกล่าวเสริมว่า ตนไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค จึงไม่อยู่ในจุดที่จะตัดสินใจเรื่องทิศทางของพรรคได้ ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับการนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรี แต่สิ่งที่มั่นใจได้คือเสถียรภาพของรัฐบาลชุดนี้มีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก

เทียบวิกฤตโควิดกับสถานการณ์ปัจจุบัน

นายสุชาติได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า ปัญหาที่รัฐบาลกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ยังถือว่าเทียบไม่ได้เลยกับวิกฤตการณ์โควิด-19 ที่เคยผ่านพ้นมา ซึ่งในตอนนั้นทั้งนายอนุทินและตัวเขาเองต่างก็อยู่ในตำแหน่งสำคัญที่ต้องรับผิดชอบชีวิตประชาชนนับล้านคน การผ่านพ้นวิกฤตระดับโลกมาได้ ทำให้มีความเชื่อมั่นว่าปัญหาในสภาฯ ปัจจุบันจะไม่สามารถทำลายความตั้งใจในการทำงานเพื่อประเทศชาติของรัฐบาลชุดนี้ได้

หากถามว่าทำไมกระแสข่าว “สุชาติ” ปัดไม่รู้ข้อมูลดีลงูเขียว บอกเจอ “บุญยิ่ง” สส.กล้าธรรม แค่ในสภาฯ ยกรัฐบาลอนุทินแข็งแรง จึงถูกพูดถึงบ่อยครั้ง น่าจะเป็นเพราะสีสันทางการเมืองที่ต้องการสร้างแรงกระเพื่อมในรัฐบาล แต่สุดท้ายแล้วการยืนหยัดด้วยผลงานจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับประชาชนทุกคน

ที่มา – “สุชาติ” ปัดไม่รู้ข้อมูลดีลงูเขียว บอกเจอ “บุญยิ่ง” สส.กล้าธรรม แค่ในสภาฯ ยกรัฐบาลอนุทินแข็งแรง

“ต้น” ชี้สารพัดกำแพงที่คนไทยกำลังเผชิญ “ไหม” รับเหนื่อยสู้กับกำแพง

“ต้น” ชี้สารพัดกำแพงที่คนไทยกำลังเผชิญ “ไหม” รับเหนื่อยสู้กับกำแพง

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในแวดวงการเมืองไทย เมื่อมีการหยิบยกเรื่องราวของ “กำแพง” ขึ้นมาเปรียบเทียบกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนในสังคมปัจจุบัน โดยการปะทะคารมผ่านโซเชียลมีเดียระหว่างฟากรัฐบาลและฝ่ายค้าน สะท้อนให้เห็นว่า “ต้น” ชี้สารพัดกำแพงที่คนไทยกำลังเผชิญ “ไหม” รับเหนื่อยสู้กับกำแพง นั้นไม่ใช่แค่การเปรียบเปรยธรรมดา แต่คือความอัดอั้นของทั้งนักการเมืองและประชาชนที่ต้องอยู่กับปัญหาที่ดูเหมือนจะแก้ไขไม่ได้เสียที

เปิดมุมมองเมื่อ “ต้น” ชี้สารพัดกำแพงที่คนไทยกำลังเผชิญ “ไหม” รับเหนื่อยสู้กับกำแพง

นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร หรือ “ต้น” รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาตีแผ่ความจริงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “กำแพง” ที่คนไทยทุกคนกำลังเผชิญอยู่นั้น ประกอบไปด้วยปัญหาคอร์รัปชัน การฮั้วประมูล การโกงสอบราชการ รวมถึงระบบอุปถัมภ์ที่รัฐบาลปัจจุบันดูเหมือนจะทำเป็นเรื่องปกติ โดยเขามองว่านี่คือสิ่งที่กัดกินสังคมไทยอย่างเงียบเชียบ

ในขณะเดียวกัน ทางด้าน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล หรือ “ไหม” ก็ได้แสดงความรู้สึกในเวทีเสวนา “คิดต่อจากนิธิ” ด้วยความรู้สึกที่จริงใจและเปราะบางว่า การทำงานการเมืองในฐานะฝ่ายค้านนั้นเหนื่อยเพียงใด เมื่อคำว่า “ต้น” ชี้สารพัดกำแพงที่คนไทยกำลังเผชิญ “ไหม” รับเหนื่อยสู้กับกำแพง กลายเป็นคำนิยามที่ชัดเจนที่สุดสำหรับความพยายามที่ดูเหมือนจะชนกับกำแพงที่สูงขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ยังหาจุดจบไม่ได้

สรุปสถานการณ์กำแพงการเมืองไทย:

  • ปัญหาคอร์รัปชันที่เป็นรากเหง้าของความเหลื่อมล้ำ
  • การละเลยปัญหาของประชาชนเพื่อรักษาอำนาจทางการเมือง
  • ความท้อแท้ของคนทำงานที่ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศ
  • ความหวังเล็กๆ น้อยๆ ที่เป็นพลังใจให้สู้ต่อในวันที่ทุกอย่างดูมืดมน

ความเหนื่อยล้าของ “ไหม” ศิริกัญญา ไม่ได้แปลว่าเธอยอมแพ้ แต่เป็นการสะท้อนถึง “กำแพง” ที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าคนเพียงคนเดียวหรือพรรคการเมืองเดียวจะทลายลงได้ในทันที หากปราศจากการตื่นตัวของภาคประชาชน การเมืองที่ควรจะเป็นความหวังของทุกคนก็อาจกลายเป็นเพียงเกมการชิงอำนาจที่วนลูปไปไม่จบสิ้น สิ่งสำคัญในตอนนี้คือการที่ประชาชนจะต้องช่วยกันเป็นแรงผลักดัน และไม่ปล่อยให้ความหวังของสังคมถูกฝังไปกับกำแพงเหล่านี้

ที่มา – “ต้น” ชี้สารพัดกำแพงที่คนไทยกำลังเผชิญ “ไหม” รับ เหนื่อยสู้กับกำแพง

อภิสิทธิ์ เปิดงานสายฟ้าฮ่วมใจ ฮอมแฮงเมืองเหนือ

เรียกได้ว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เดินทางไปเปิดงาน อภิสิทธิ์ เปิดงานสายฟ้าฮ่วมใจ ฮอมแฮงเมืองเหนือ ณ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเดินหน้าปรับทัพและสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องชาวเหนืออีกครั้ง งานนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่พรรคประชาธิปัตย์แสดงจุดยืนชัดเจนว่า ต้องการฟื้นฟูศรัทธาและกลับมาเป็นพรรคการเมืองหลักที่เป็นทางเลือกอันดับต้นๆ ของประชาชน

เจาะลึก อภิสิทธิ์ เปิดงานสายฟ้าฮ่วมใจ ฮอมแฮงเมืองเหนือ

ภายในงานมีการแลกเปลี่ยนมุมมองทางการเมืองที่น่าสนใจ โดยนายอภิสิทธิ์ได้ย้ำชัดว่าแม้สถานการณ์ทางการเมืองจะมีความท้าทาย แต่ประชาธิปัตย์ไม่ใช่พรรคการเมืองเฉพาะกิจ เราทำงานด้วยความมุ่งมั่นเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของฝุ่น PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตคนภาคเหนือ หรือการยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ผ่านต้นทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่มากมายในท้องถิ่น

เป้าหมายของ อภิสิทธิ์ เปิดงานสายฟ้าฮ่วมใจ ฮอมแฮงเมืองเหนือ

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนในการเข้าถึงใจประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และกลุ่มที่เคยมีความผูกพันกับพรรคมาอย่างยาวนาน ซึ่งกลยุทธ์สำคัญที่นายอภิสิทธิ์เน้นย้ำ คือ:

  • การผลักดันการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ไม่เน้นฉาบฉวย
  • การเชื่อมโยงนโยบายระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต
  • การใช้เทคโนโลยีมาต่อยอดมูลค่าทางเศรษฐกิจในระดับเมือง
  • การตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ

หลายคนอาจสงสัยว่าการกลับมาครั้งนี้จะสอดคล้องกับสมการการเมือง 3 สีที่กำลังเป็นกระแสหรือไม่ แต่นายอภิสิทธิ์ได้ตอบอย่างอารมณ์ดีว่า พรรคประชาธิปัตย์เน้นการทำงานเพื่อประชาชนเป็นหลัก และไม่ขอเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสมการการเมืองใดๆ ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับทิศทางในการแก้ปัญหาประเทศ นี่คือความชัดเจนที่ทำให้หลายคนมองว่า ประชาธิปัตย์กำลังกลับมาทำการเมืองแบบเนื้อๆ เน้นผลลัพธ์มากกว่าการเล่นเกมการเมืองเพื่ออำนาจ

หากถามถึงอนาคต เชื่อว่าความท้าทายของพรรคคือการพิสูจน์ผลงานผ่านการปฏิบัติจริง ซึ่งทางพรรคเองก็ยอมรับว่าต้องใช้เวลา แต่การเริ่มต้นในครั้งนี้ถือเป็นการปักหมุดหมายที่ดีในการสร้างฐานเสียงที่แข็งแกร่งขึ้นอีกครั้งในภาคเหนือ ประชาชนต้องการเห็นพรรคการเมืองที่พร้อมเป็นกระบอกเสียงและเสนอทางออกที่สร้างสรรค์มากกว่าแค่การโต้ตอบกันไปมา

ท้ายที่สุดนี้ ในมุมมองของผม การที่ประชาธิปัตย์ลุกขึ้นมาขยับตัวอย่างจริงจังแบบนี้ จะส่งผลดีต่อตัวเลือกของประชาชนในอนาคต เพราะยิ่งมีพรรคที่กล้าตรวจสอบและมีนโยบายที่ชัดเจนมากเท่าไหร่ ประชาชนก็จะได้รับประโยชน์มากที่สุดเท่านั้น เรามาร่วมติดตามกันต่อไปว่าก้าวต่อไปของพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์จะเป็นอย่างไรครับ

ที่มา – “อภิสิทธิ์” เปิดงานสายฟ้าฮ่วมใจ ฮอมแฮงเมืองเหนือ ย้ำ ปชป.เดินหน้าฟื้นศรัทธาเป็นพรรคหลัก

แค่สีสันการเมือง สุชาติ เมินข่าวลือรัฐบาลข้ามขั้ว เขียว แดง ส้ม

แค่สีสันการเมือง สุชาติ เมินข่าวลือรัฐบาลข้ามขั้ว เขียว แดง ส้ม

ในช่วงที่สถานการณ์บ้านเมืองกำลังเดินหน้าไปได้ด้วยดี กลับมีกระแสข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับเรื่องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างรัฐบาล หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า แค่สีสันการเมือง สุชาติ เมินข่าวลือรัฐบาลข้ามขั้ว เขียว แดง ส้ม โดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นนี้อย่างชัดเจนว่าข่าวลือเหล่านี้เป็นเพียงสีสันที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกยุคทุกสมัย

นายสุชาติมองว่า ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดไหน เมื่อถึงช่วงเวลาที่ปัญหาของประเทศได้รับการแก้ไขจนเบาบางลง ข่าวการเมืองเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลใหม่หรือการสลับขั้วมักจะถูกนำเสนอออกมาเป็นระยะๆ ซึ่งในมุมมองของแกนนำพรรคภูมิใจไทยคนนี้ ยืนยันว่าการที่ใครสักคนปล่อยข่าวลือเรื่อง แค่สีสันการเมือง สุชาติ เมินข่าวลือรัฐบาลข้ามขั้ว เขียว แดง ส้ม นั้น ไม่สามารถระบุเจตนาที่แท้จริงของผู้ให้ข่าวได้ ว่าหวังดีต่อประเทศชาติหรือต้องการสร้างกระแสให้เกิดความสับสนในหมู่ประชาชนกันแน่

ความสามัคคีในพรรคร่วมรัฐบาลยังคงเหนียวแน่น

นอกจากประเด็นเรื่อง แค่สีสันการเมือง สุชาติ เมินข่าวลือรัฐบาลข้ามขั้ว เขียว แดง ส้ม แล้ว นายสุชาติยังย้ำให้เห็นถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของพรรคร่วมรัฐบาลในปัจจุบัน โดยระบุว่าทุกพรรคยังคงเดินหน้าทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง และความสามัคคีนี้คือปัจจัยหลักที่ทำให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วงได้ตามเป้าหมาย

หากเรามองย้อนกลับไป จะพบว่ากลยุทธ์การปล่อยข่าวลือเพื่อสร้างความปั่นป่วนทางการเมืองไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่ประชาชนควรพิจารณาคือ:

  • ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าวที่นำเสนอ
  • ผลงานที่เป็นรูปธรรมของรัฐบาลในปัจจุบัน
  • การทำงานร่วมกันของพรรคร่วมรัฐบาลที่ผ่านมา

ท้ายที่สุดแล้ว ข่าวลือต่างๆ ที่ออกมาเป็นเพียงเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในแวดวงการเมือง ซึ่งไม่ควรนำมาเป็นประเด็นให้เกิดความตื่นตระหนก เพราะการทำงานเพื่อส่วนรวมย่อมสำคัญกว่าการฟังข่าวลือที่ไม่มีที่มาที่ไป แล้วคุณล่ะครับ มองว่าข่าวลือเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนมากน้อยเพียงใด หรือนี่จะเป็นเพียงสัญญาณของการเตรียมตัวเข้าสู่โหมดเลือกตั้งในอนาคตกันแน่?

ที่มา – แค่สีสันการเมือง “สุชาติ” เมินข่าวลือรัฐบาลข้ามขั้วเขียว แดง ส้ม ย้ำพรรคร่วมยังสามัคคี

กกต.เรียก “ศรีสุวรรณ” สอบปมพรรคส้มโพสต์กล่าวหาองคมนตรี

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เรียกตัวนายศรีสุวรรณ จรรยา เข้าให้ถ้อยคำเกี่ยวกับประเด็นสำคัญที่สังคมกำลังจับตามอง ซึ่งก็คือเรื่อง กกต.เรียก “ศรีสุวรรณ” สอบปมพรรคส้มโพสต์กล่าวหาองคมนตรี-รัฐบาล กระทำการมิบังควร โดยมีประเด็นหลักคือการตรวจสอบว่าพรรคประชาชนได้กระทำการที่เข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

กกต.เรียก “ศรีสุวรรณ” สอบปมพรรคส้มโพสต์กล่าวหาองคมนตรี-รัฐบาล กระทำการมิบังควร

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่นายศรีสุวรรณได้ยื่นคำร้องต่อ กกต. เพื่อขอให้ไต่สวนพรรคประชาชน หลังจากที่มีการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลและคณะองคมนตรีในการลงพื้นที่เตรียมรับมือภัยแล้ง โดยนายศรีสุวรรณมองว่าการกระทำดังกล่าวอาจเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันฯ ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและสำคัญยิ่งต่อระบอบการปกครองของเรา

มุมมองจากฝ่ายผู้ร้องต่อประเด็น กกต.เรียก “ศรีสุวรรณ” สอบปมพรรคส้มโพสต์กล่าวหาองคมนตรี

นายศรีสุวรรณได้ให้เหตุผลต่อหน้าเจ้าหน้าที่ กกต. ว่าบทบาทขององคมนตรีตามรัฐธรรมนูญคือการถวายคำปรึกษาแก่พระมหากษัตริย์ และการที่ท่านเข้ามามีส่วนร่วมในการประชุมรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งนั้น ถือเป็นแนวทางปฏิบัติที่ช่วยสร้างประโยชน์แก่ประชาชนอย่างมหาศาล เนื่องด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญระดับสูงขององคมนตรีแต่ละท่าน การที่พรรคการเมืองแสดงความเห็นที่ก้าวล่วงไปถึงการปฏิบัติหน้าที่นี้ จึงถูกมองว่าอาจเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

หากวิเคราะห์ตามข้อกฎหมายที่นายศรีสุวรรณได้กล่าวอ้าง ซึ่งรวมถึง:

  • พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 45 และ 92
  • รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 101 (7)
  • ประเด็นการแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานราชการ

ทางด้านนายศรีสุวรรณจึงได้เสนอให้ กกต. เร่งรัดดำเนินการสรุปสำนวนเพื่อส่งเรื่องต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งอาจนำไปสู่มาตรการขั้นเด็ดขาดในการยุบพรรคการเมืองดังกล่าวได้หากพบว่ามีความผิดจริง

สรุปแล้ว เรื่องนี้ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญของทั้งฝ่ายการเมืองและองค์กรอิสระ ว่าการวิพากษ์วิจารณ์ในระบอบประชาธิปไตยนั้นควรมีขอบเขตอย่างไร และอะไรคือเส้นแบ่งระหว่างการตรวจสอบรัฐบาลกับการก้าวล่วงสถาบันหลักของชาติ ซึ่งประชาชนคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะจบลงอย่างไรและจะส่งผลกระทบต่อทิศทางการเมืองไทยในอนาคตอย่างไรบ้างครับ

ที่มา – กกต.เรียก “ศรีสุวรรณ” สอบปมพรรคส้มโพสต์กล่าวหาองคมนตรี-รัฐบาล กระทำการมิบังควร

นายกฯ ลั่นปัญหาภาคใต้ไม่มีเคลียร์ ลุยปราบยา-ของเถื่อน

นายกฯ ลั่นปัญหาภาคใต้ไม่มีเคลียร์ ลุยปราบยา-ของเถื่อน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อ นายกฯ ลั่นปัญหาภาคใต้ไม่มีเคลียร์ ลุยปราบยา-ของเถื่อน หลังจากเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส การออกมาประกาศจุดยืนที่ชัดเจนของรัฐบาลในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังกลุ่มผู้มีอิทธิพลและขบวนการผิดกฎหมายว่า ยุคนี้ไม่มีการประนีประนอมหรือใช้เส้นสายเพื่อหลบเลี่ยงความผิดอย่างแน่นอน

ท่านนายกฯ ได้กำชับหน่วยงานฝ่ายปกครอง ตำรวจ และทหาร ให้ตรึงกำลังเข้มงวดตามแนวชายแดน พร้อมกวาดล้างผู้มีอิทธิพลแบบเต็มสูบ โดยมองว่าปัญหาในพื้นที่ไม่ได้มีแค่เรื่องความมั่นคง แต่ยังมีเรื่องของยาเสพติดและการค้าของเถื่อนเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขโดยด่วน

มาตรการเด็ดขาด: อยากเจ๊งก็ลอง

สำหรับกลุ่มคนที่คิดจะท้าทายกฎหมาย นายกฯ ได้ฝากเตือนสั้นๆ แต่ได้ใจความว่า นายกฯ ลั่นปัญหาภาคใต้ไม่มีเคลียร์ ลุยปราบยา-ของเถื่อน ใครที่คิดจะลองดีหรือหวังจะใช้คอนเนคชันมาเคลียร์คดีนั้น บอกได้เลยว่า “อยากเจ๊งก็ลอง” เพราะที่ผ่านมามีคนหน้าแตกไปหลายรายแล้วจากการพยายามใช้อิทธิพลมืดเข้ามาแทรกแซงการทำงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ยืนยันว่าไม่มีนโยบายเคลียร์ให้ใครทั้งสิ้น

  • เร่งประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อแก้ปัญหายาเสพติด
  • สั่งการหน่วยงานความมั่นคงคุมเข้มการค้าของเถื่อนตลอดแนวชายแดน
  • เดินหน้าพูดคุยสันติสุขไปพร้อมกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด

นอกจากนี้ ในวันที่ 6-7 สิงหาคมนี้ จะมีการหารือร่วมกับผู้นำจากเมียนมาเพื่อหารือเรื่องปัญหายาเสพติดและมลพิษข้ามพรมแดน ซึ่งถือเป็นวาระสำคัญในการยกระดับความมั่นคงในระดับภูมิภาค ส่วนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น นายกฯ ย้ำชัดว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนมีอำนาจเต็มในการดำเนินการตามกฎหมาย ไม่ต้องรอคำสั่งจากส่วนกลาง เพื่อให้การระงับเหตุและปราบปรามผู้กระทำผิดเป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุด

สุดท้ายนี้ การที่ นายกฯ ลั่นปัญหาภาคใต้ไม่มีเคลียร์ ลุยปราบยา-ของเถื่อน ไม่เพียงแต่เป็นการเรียกขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ว่า รัฐบาลเอาจริงกับการปราบปรามความไม่สงบทุกรูปแบบ และพร้อมที่จะนำความสงบสุขกลับคืนสู่ชายแดนใต้ให้ได้โดยเร็วที่สุด

ที่มา – “นายกฯ” ลั่นปัญหาภาคใต้ไม่มีเคลียร์ ลุยปราบยา-ของเถื่อน เตือนพวกท้าทาย “อยากเจ๊งก็ลอง”

อนุทิน ลั่นรัฐบาลไม่ต้องแจงฮั้ว สว. พร้อมเอาผิดไอลอว์

อนุทิน ลั่นรัฐบาลไม่ต้องแจงฮั้ว สว. พร้อมเอาผิดไอลอว์

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ฝ่ายค้านและพรรคประชาชนเตรียมเปิดหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีการฮั้ว สว. ภาคพิเศษ โดยนายอนุทินได้ย้ำชัดว่า อนุทิน ลั่นรัฐบาลไม่ต้องแจงฮั้ว สว. เพราะไม่เกี่ยวข้อง เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศหลังจากกระบวนการคัดเลือก สว. สิ้นสุดลงไปแล้ว

นายอนุทินกล่าวว่า ในฐานะฝ่ายบริหาร รัฐบาลมีหน้าที่รับผิดชอบในการทำงานเพื่อประชาชน ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาคอยชี้แจงประเด็นการเมืองที่ตนเองไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสีย และในส่วนที่มีการกล่าวหาโดยองค์กรหรือบุคคลต่างๆ นั้น ทางทนายความส่วนตัวอย่าง นายศุภชัย ใจสมุทร ได้ดำเนินการทางกฎหมายกับนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) เรียบร้อยแล้ว เพื่อรักษาสิทธิและแสดงความบริสุทธิ์ใจ

มุมมองต่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

สำหรับกระแสข่าวการเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจในเดือนสิงหาคมนี้ นายอนุทินมองว่าเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตยที่ฝ่ายค้านจะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ซึ่งตนเองก็ไม่ได้มีความกังวลแต่อย่างใด หากรัฐบาลทำงานด้วยความโปร่งใสและไม่ได้ทำเรื่องผิดกฎหมายก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องกลัว โดยมองว่านี่คือการทำหน้าที่ปกติของฝ่ายค้านที่ประชาชนคาดหวัง

นอกเหนือจากประเด็นการเมืองแล้ว นายอนุทินยังได้ชี้แจงถึงการทุจริตสอบท้องถิ่น ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาลให้ความสำคัญมาก โดยระบุว่า:

  • มีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง
  • สั่งยกเลิกการสอบทันทีที่มีหลักฐานทุจริต
  • ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบอย่างเข้มงวด
  • ไม่มีการช่วยเหลือผู้กระทำความผิดอย่างแน่นอน

นายอนุทินเชื่อมั่นว่าในประเด็นการทุจริตสอบท้องถิ่นนั้นรัฐบาลได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่และมีความโปร่งใสที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งนี้สำหรับประเด็นที่ว่า อนุทิน ลั่นรัฐบาลไม่ต้องแจงฮั้ว สว. เพราะไม่เกี่ยวข้อง นั้น ถือเป็นการยืนยันจุดยืนของรัฐบาลที่ต้องการมุ่งเน้นการบริหารประเทศมากกว่าการโต้ตอบประเด็นทางการเมืองที่ไม่มีที่มาที่ไปชัดเจน

ท้ายที่สุด การที่นายอนุทินมั่นใจในผลงานของรัฐบาลและการจัดการปัญหาการทุจริตอย่างเด็ดขาด เป็นบทพิสูจน์ว่ารัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับความเชื่อมั่นของประชาชนเป็นอันดับหนึ่ง การตรวจสอบเป็นสิ่งที่รัฐบาลพร้อมรับฟังเสมอ แต่ต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริงและอยู่ในขอบเขตของการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ใช่การเมืองที่มุ่งเน้นแต่การกล่าวหาเพื่อทำลายชื่อเสียงเพียงอย่างเดียว

ที่มา – “อนุทิน” ลั่นรัฐบาลไม่ต้องแจงฮั้ว สว. เพราะไม่เกี่ยวข้อง ยันเอาผิด “ยิ่งชีพ ไอลอว์” กล่าวหา

“พิธา” ให้กำลังใจสส.พรรคประชาชน “เหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ห้ามถอย”

“พิธา” ให้กำลังใจสส.พรรคประชาชน “เหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ห้ามถอย”

กลายเป็นประเด็นที่สร้างแรงกระเพื่อมในแวดวงการเมืองไทยไม่น้อย เมื่อคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้ปรากฏตัวในงานสัมมนาพรรคประชาชน เพื่อส่งต่อพลังและประสบการณ์ให้กับสมาชิกพรรค โดยเน้นย้ำถึงแนวคิดสำคัญที่ว่า “เหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ห้ามถอย” ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนพรรคให้ก้าวไปสู่การเป็นทางเลือกใหม่ของประเทศอย่างแท้จริง

ก้าวต่อไปของพรรคประชาชนกับการสร้าง Alternative Thailand

ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤตเศรษฐกิจ คุณพิธาได้เตือนให้ สส. พรรคประชาชนต้องมีความพร้อมและคิดให้เหนือกว่ารัฐบาลหนึ่งก้าวเสมอ การที่คุณพิธาได้เดินทางไปถ่ายทอดประสบการณ์ในต่างประเทศ ทำให้เห็นว่าพรรคประชาชนถูกจับตามองในฐานะต้นแบบของพรรคการเมืองยุคใหม่ และนี่คือสิ่งที่ สส. ทุกคนต้องตระหนักถึงภารกิจในการสร้าง “Alternative Thailand” หรือประเทศไทยที่เป็นทางเลือกใหม่ให้กับประชาชน

  • เหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ห้ามถอย: เป็นคำสอนที่เตือนสติให้สมาชิกมองเห็นความสำเร็จที่ผ่านมา ทั้งการขยายฐานเสียงและการเติบโตของพรรค
  • การติดตามสถานการณ์โลก: การประเมินผลกระทบจากเวทีการเมืองโลก เพื่อนำมาปรับใช้เป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย
  • ความสามัคคีคือหัวใจ: การยึดหลักปัญหาของคุณคือปัญหาของฉัน เพื่อสร้างทีมที่เข้มแข็ง

ด้านคุณวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในทศวรรษที่ 2570 ว่าพรรคไม่ได้เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ แต่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการกำหนดอนาคตของประเทศ การเมืองไทยในปัจจุบันไม่ใช่แค่การต่อสู้กับกลุ่มอำนาจเดิม แต่เป็นการพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่าพรรคประชาชนสามารถเป็นทางเลือกที่เป็นไปได้จริงและจับต้องได้ ไม่ใช่เพียงแค่อุดมการณ์ที่ลอยลม

การสร้างฐานมวลชนที่เข้มแข็งผ่านการเอาชนะทั้งทางความคิดและการเมือง คือกุญแจสำคัญที่พรรคกำลังเร่งขับเคลื่อน หาก สส. สามารถเปลี่ยนความไม่พอใจของประชาชนให้กลายเป็นความหวังและความเชื่อมั่นได้สำเร็จ เราอาจได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน สำหรับใครที่ติดตามทิศทางของพรรคประชาชน นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่า พวกเขาจะนำพาประเทศไปสู่จุดเปลี่ยนที่ตั้งใจไว้ได้อย่างไร

ที่มา – “พิธา” ให้กำลังใจสส.พรรคประชาชน “เหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ห้ามถอย”

“สุทิน” ชี้ผ่าน 6 เดือน หาก “นายกรัฐมนตรี” ยังไม่ปรับครม.แสดงว่า ครม.ทำงานมีประสิทธิภาพมาก

“สุทิน” ชี้ผ่าน 6 เดือน หาก “นายกรัฐมนตรี” ยังไม่ปรับครม.แสดงว่า ครม.ทำงานมีประสิทธิภาพมาก

กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับกระแสการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอยู่เสมอในสังคมไทย ล่าสุด นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้ทัศนะที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยเขามองว่าการที่รัฐบาลทำงานมาครบ 6 เดือนแล้ว แต่ยังไม่มีการเคลื่อนไหวเรื่องการปรับ ครม. นั้น อาจเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนถึงการทำงานของรัฐมนตรีแต่ละท่าน

นายสุทิน กล่าวอย่างเป็นกันเองว่า “สุทิน” ชี้ผ่าน 6 เดือน หาก “นายกรัฐมนตรี” ยังไม่ปรับครม.แสดงว่า ครม.ทำงานมีประสิทธิภาพมาก ซึ่งถือเป็นมุมมองที่ชวนให้คิดต่อ เพราะโดยปกติแล้วรัฐบาลไทยมักจะมีอายุของ ครม. ที่ค่อนข้างสั้น หลายรัฐบาลที่ผ่านมามักจะมีการปรับทัพกันทุกๆ 6 เดือน เพื่อสร้างสมดุลทางการเมืองหรือเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงานให้ดียิ่งขึ้น

เหตุผลเบื้องหลังการปรับ ครม. ที่ต้องรู้

ทำไมการปรับ ครม. ถึงเป็นเรื่องใหญ่? โดยปกติแล้วนายกรัฐมนตรีจะมีเกณฑ์ในการตัดสินใจหลักๆ อยู่ไม่กี่ประการ ดังนี้ครับ:

  • ประสิทธิภาพการทำงาน: เป็นตัววัดสำคัญว่ารัฐมนตรีท่านนั้นสามารถขับเคลื่อนนโยบายได้ตามเป้าหมายหรือไม่
  • ความเข้าใจในงาน: การทำงานที่ “เข้าขา” กับเพื่อนร่วมงานและนายกรัฐมนตรีถือเป็นปัจจัยชี้ขาด
  • โควตาทางการเมือง: ปฏิเสธไม่ได้ว่าในรัฐบาลผสม เรื่องการจัดสรรตำแหน่งตามสัดส่วนพรรคร่วมเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม การที่นายสุทินออกมาระบุว่า “สุทิน” ชี้ผ่าน 6 เดือน หาก “นายกรัฐมนตรี” ยังไม่ปรับครม.แสดงว่า ครม.ทำงานมีประสิทธิภาพมาก นั้น เป็นการให้เครดิตการทำงานของทีมบริหารชุดปัจจุบันว่าอาจจะสอบผ่านในสายตาของนายกฯ จนยังไม่จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงในเวลานี้

มุมมองต่อเสถียรภาพรัฐบาลในอนาคต

สำหรับในมุมของประชาชนอย่างเราๆ การปรับหรือไม่ปรับ ครม. ไม่สำคัญเท่ากับการที่ผลงานนั้นส่งถึงมือเราหรือไม่ หากรัฐมนตรีคนเดิมยังคงทำงานได้ดี มีวิสัยทัศน์ และแก้ไขปัญหาให้ประเทศได้อย่างต่อเนื่อง การรักษาสมดุลของ ครม. ชุดนี้ไว้อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการเสี่ยงปรับเปลี่ยนแล้วต้องมาเริ่มนับหนึ่งกันใหม่ โดยนายสุทินยังทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า ท่านนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้ประเมินสถานการณ์ได้ดีที่สุดว่าใครคือตัวจริงที่จะขับเคลื่อนประเทศต่อไป

แล้วคุณผู้อ่านล่ะครับ คิดว่าการที่รัฐบาลยังคงเดินหน้าด้วยทีมงานเดิมต่อไปในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมานี้ ส่งผลดีต่อประเทศชาติอย่างไรบ้าง? มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับ

ที่มา – “สุทิน” ชี้ผ่าน 6 เดือน หาก “นายกรัฐมนตรี” ยังไม่ปรับครม.แสดงว่า ครม.ทำงานมีประสิทธิภาพมาก

Scroll to top