การเมืองไทย

อนุทิน แจงบัญชีทรัพย์สิน ปมคอนโดวอเตอร์ฟอร์ดพาร์ค

กลายเป็นประเด็นที่ใครหลายคนต่างให้ความสนใจ สำหรับกรณีการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินล่าสุดของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยเฉพาะเมื่อมีการตั้งข้อสังเกตว่าทรัพย์สินบางรายการอย่างบ้านพักที่ปากช่องและคอนโดมิเนียมดูเหมือนจะหายไปจากบัญชี ซึ่งงานนี้เจ้าตัวก็ได้ออกมาไขข้อข้องใจแบบหมดเปลือก

อนุทิน แจงบัญชีทรัพย์สิน ปมคอนโดวอเตอร์ฟอร์ดพาร์ค

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนอย่างเป็นกันเองเกี่ยวกับประเด็นความโปร่งใสในบัญชีทรัพย์สิน โดยยืนยันว่าทุกขั้นตอนมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลจัดการบัญชีให้ทั้งหมด เพราะทรัพย์สินมีจำนวนมากจนเจ้าตัวไม่สามารถทำเองได้ทั้งหมด ต้องอาศัยผู้ช่วยที่มีความรู้ความเข้าใจมาดำเนินการเพื่อให้ถูกต้องตามระเบียบกฎหมาย โดยตนทำหน้าที่เพียงแค่ตรวจสอบความถูกต้องในขั้นสุดท้ายเท่านั้น

รายละเอียดเรื่องทรัพย์สินที่หลายคนสงสัย

สำหรับคำถามที่ว่าทรัพย์สินบางรายการหายไปไหน นายอนุทิน ยืนยันว่าไม่ได้หายไปไหน แต่มันอาจไม่มีมาตั้งแต่ต้นแล้ว หรือหากมีการเปลี่ยนแปลงก็เป็นการทำธุรกรรมที่ถูกต้อง โดยเฉพาะประเด็นอนุทิน แจงบัญชีทรัพย์สิน ปมคอนโดวอเตอร์ฟอร์ดพาร์ค ที่หลายคนจับตามองเป็นพิเศษ นายอนุทินได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่าคอนโดดังกล่าวนั้นได้ยกให้ภรรยาคนแรกไปนานแล้วนับตั้งแต่ตอนหย่าร้าง หรือที่เรียกว่า Divorce Sentiment ครับ

  • บัญชีทรัพย์สินได้รับการจัดการโดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อความโปร่งใส
  • ทรัพย์สินบางรายการไม่ได้หายไป แต่เป็นการแบ่งทรัพย์สินตามข้อตกลง
  • การตรวจสอบบัญชีทำอย่างรอบคอบตามข้อกำหนดของ ป.ป.ช.

หลายคนอาจจะมองว่าเรื่องบัญชีทรัพย์สินของนักการเมืองเป็นเรื่องที่ซับซ้อน แต่หากมองในมุมของความแฟร์ การมีหลักฐานความชัดเจนและมีการระบุที่มาที่ไปของทรัพย์สินที่เปลี่ยนมือไปอย่างถูกต้อง ย่อมเป็นสิ่งที่ดีที่สุดต่อตัวผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อย่างกรณีของ อนุทิน แจงบัญชีทรัพย์สิน ปมคอนโดวอเตอร์ฟอร์ดพาร์ค ครั้งนี้ก็นับเป็นบทเรียนที่ทำให้ประชาชนเข้าใจมากขึ้นว่า การจัดการทรัพย์สินส่วนตัวหลังความสัมพันธ์สิ้นสุดลงย่อมมีขั้นตอนของกฎหมายที่ชัดเจนครับ

หากคุณชอบเนื้อหาข่าวการเมืองที่ย่อยง่ายและทันเหตุการณ์แบบนี้ อย่าลืมติดตามอัปเดตใหม่ๆ จากเราเป็นประจำนะครับ เพราะความโปร่งใสของนักการเมืองคือสิ่งที่ประชาชนอย่างเราต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาครับ

ที่มา – “อนุทิน” บอกมีคนทำบัญชีทรัพย์สินให้ เผย คอนโดวอเตอร์ฟอร์ดพาร์ค ยกให้เมียคนแรกแล้ว

“สุขสมรวย” ผิดหวังคนรุ่นใหม่ใช้คดีฮั้ว สว. ชี้ถ้าทำจริงน้องสะใภ้ คงฉลุยแล้ว

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อนางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาโต้กลับฝ่ายค้านและกลุ่มการเมืองรุ่นใหม่ กรณีที่มีการหยิบยกเรื่อง “สุขสมรวย” ผิดหวังคนรุ่นใหม่ใช้คดีฮั้ว สว. ชี้ถ้าทำจริงน้องสะใภ้ คงฉลุยแล้ว ขึ้นมาโจมตีพรรคภูมิใจไทย โดยเจ้าตัวยืนยันหนักแน่นว่าคลิปที่เป็นหลักฐานนั้นเป็นเหตุการณ์งานผ้าขาวม้าเมื่อ 2 ปีก่อน ไม่ใช่กระบวนการเลือก สว. แต่อย่างใด

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเด็น “สุขสมรวย” ผิดหวังคนรุ่นใหม่ใช้คดีฮั้ว สว. ชี้ถ้าทำจริงน้องสะใภ้ คงฉลุยแล้ว

นางสุขสมรวยได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า คลิปวิดีโอที่ถูกนำมาแชร์ในโลกโซเชียลนั้น แท้จริงแล้วเป็นงานรณรงค์ใส่ผ้าขาวม้าที่จังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน งานนี้มีการไลฟ์สดให้เห็นตลอดทั้งงาน และไม่เคยปรากฏเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการฮั้วเลือก สว. เลยแม้แต่น้อย ยิ่งไปกว่านั้น กกต. ก็ได้ตรวจสอบเรื่องนี้ไปนานแล้วจนจบกระบวนการ การนำข้อมูลเก่ามาบิดเบือนจึงถือเป็นเรื่องที่ไม่สร้างสรรค์

มุมมองจากฝ่ายการเมืองต่อ “สุขสมรวย” ผิดหวังคนรุ่นใหม่ใช้คดีฮั้ว สว. ชี้ถ้าทำจริงน้องสะใภ้ คงฉลุยแล้ว

ในประเด็นที่คนตั้งข้อสังเกตว่ามีการล็อบบี้หรือฮั้วกันหรือไม่ นางสุขสมรวยได้โต้กลับด้วยเหตุผลที่น่าสนใจว่า หากเธอมีอำนาจในการสั่งการหรือฮั้วเรื่อง สว. ได้จริง น้องสะใภ้อย่างนางสุพรรษา วันทนียกุล ก็คงจะผ่านเข้ารอบระดับประเทศไปแล้ว แต่นี่กลับตกรอบตั้งแต่ระดับจังหวัด ซึ่งคนทั้งจังหวัดอำนาจเจริญต่างรู้ข้อเท็จจริงนี้ดี

  • การบิดเบือนข้อมูล: นางสุขสมรวยเตือนฝ่ายค้านว่าควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนนำเสนอสู่สาธารณะ เพราะสิ่งที่นำมาพูดซ้ำเป็นเรื่องที่ผ่านการตรวจสอบโดยศาลและ กกต. มานานแล้ว
  • จริยธรรมของคนรุ่นใหม่: เธอแสดงความรู้สึกผิดหวังที่นักการเมืองรุ่นใหม่เลือกใช้วิธีการจ้องจับผิดด้วยข้อมูลเก่า แทนที่จะเน้นการขับเคลื่อนนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
  • ความมั่นใจในพรรค: ยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยมีภูมิคุ้มกันต่อข่าวโจมตีลักษณะนี้ เพราะที่ผ่านมาโดนมาเยอะและพร้อมเดินหน้าทำงานเพื่อประเทศชาติอย่างเต็มที่

ท้ายที่สุด การเมืองควรเป็นการแข่งขันด้วยนโยบายและการทำงาน ไม่ใช่การนำความขัดแย้งเดิมๆ มาขุดคุ้ยเพื่อสร้างความเข้าใจผิด การที่นางสุขสมรวยออกมาพูดในครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำว่า ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย และการทำงานการเมืองควรยึดถือข้อเท็จจริงเป็นที่ตั้งมากกว่าการสาดโคลนใส่กัน การตั้งคำถามนั้นทำได้ แต่ขอให้เป็นไปตามข้อมูลที่มีหลักฐานถูกต้อง มิเช่นนั้นจะกลายเป็นการทำลายความเชื่อมั่นต่อระบบรัฐสภาเสียเอง

ที่มา – “สุขสมรวย” ผิดหวังคนรุ่นใหม่ใช้คดีฮั้ว สว. ชี้ถ้าทำจริงน้องสะใภ้ คงฉลุยแล้ว

“วัชรพงศ์” ย้อน พรรคประชาชน เคลียร์ปม “สส.ส้ม” แฉ “ดีลเลือกสว.”

“วัชรพงศ์” ย้อน พรรคประชาชน เคลียร์ปม “สส.ส้ม” แฉ “ดีลเลือกสว.”

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองเมื่อ นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี จากพรรคภูมิใจไทย ออกมาเปิดฉากโต้กลับอย่างเผ็ดร้อน หลังมีการพาดพิงถึงกรณีการเลือก สว. ที่ถูกฝั่งพรรคประชาชนนำมาแฉบนเวทีเสวนา โดยเฉพาะเรื่องประเด็น “วัชรพงศ์” ย้อน พรรคประชาชน เคลียร์ปม “สส.ส้ม” แฉ “ดีลเลือกสว.” ซึ่งได้รับความสนใจจากสาธารณชนเป็นอย่างมากในขณะนี้

นายวัชรพงศ์ ได้ตั้งคำถามกลับอย่างเจ็บแสบว่า หาก สส. ในสังกัดมีปัญหาเรื่องการทุจริตหรือพัวพันกับยาเสพติด ทางฝั่งผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคส้มจะต้องออกมารับผิดชอบด้วยหรือไม่ เพราะการกล่าวหาพรรคภูมิใจไทยโดยไม่มีหลักฐานชัดเจน และเป็นการตัดสินกันผ่านศาลเตี้ยนั้น ถือเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งในกระบวนการยุติธรรม

เจาะลึกปมการเมืองกับ “วัชรพงศ์” ย้อน พรรคประชาชน เคลียร์ปม “สส.ส้ม” แฉ “ดีลเลือกสว.”

นอกจากนี้ นายวัชรพงศ์ยังได้กล่าวถึงเบื้องหลังที่น่าสงสัยเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สว. ปี 2567 โดยหยิบยกกรณีของ น.ส.ชลณัฏฐ์ โกยกุล ที่เคยโพสต์ข้อความถึงความรู้สึกหลังการเลือก สว. ว่ามีการดีลกันเหมือนไม่มีวันพรุ่งนี้ ซึ่งกลายเป็นจุดเชื่อมโยงที่นายวัชรพงศ์นำมาถามกลับว่า พรรคประชาชนมีการดีลหรือหักหลังอะไรกันหรือไม่ ก่อนที่จะมีการส่ง น.ส.ชลณัฏฐ์ ลงสมัคร สส. จนได้รับตำแหน่งในที่สุด

ประเด็นที่น่าสนใจประกอบด้วย:

  • ความโปร่งใสในกระบวนการเลือก สว.
  • การย้อนถามมาตรฐานจริยธรรมของฝั่งพรรคส้ม
  • ความเชื่อมโยงระหว่างการเลือก สว. กับการแต่งตั้ง สส. ในพรรค
  • การเรียกร้องให้ใช้กระบวนการยุติธรรมตัดสิน แทนการแฉข่าวลือ

ท้ายที่สุด การที่ “วัชรพงศ์” ย้อน พรรคประชาชน เคลียร์ปม “สส.ส้ม” แฉ “ดีลเลือกสว.” ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการปกป้องชื่อเสียงของพรรคภูมิใจไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการตั้งคำถามถึง “มาตรฐาน” ของพรรคฝ่ายค้านที่มีต่อเหตุการณ์ต่างๆ ในสังคม ซึ่งประชาชนควรต้องติดตามกันต่อไปว่าทางฝั่งพรรคประชาชนจะมีคำตอบในเรื่องนี้อย่างไร หรือสุดท้ายแล้วนี่จะเป็นเพียงเกมการเมืองเพื่อสร้างกระแสให้ฝ่ายตนเองได้เปรียบในพื้นที่สื่อ

ที่มา – “วัชรพงศ์” ย้อน พรรคประชาชน เคลียร์ปม “สส.ส้ม” แฉ “ดีลเลือกสว.”

“ภราดร” ลั่นฟ้องแน่ หลัง “ยิ่งชีพ” ทำพรรคภูมิใจไทย เสียหาย

“ภราดร” ลั่นฟ้องแน่ หลัง “ยิ่งชีพ” ทำพรรคภูมิใจไทย เสียหาย

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ สส.อ่างทอง จากพรรคภูมิใจไทย ออกมาประกาศกร้าวเตรียมเดินหน้าฟ้องร้องดำเนินคดีกับ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) หลังจากที่นายยิ่งชีพได้นำข้อมูลเก่าเกี่ยวกับการเลือก สว. มาเปิดเผยซ้ำในงานเสวนา จนกลายเป็นเหตุการณ์ที่ “ภราดร” ลั่นฟ้องแน่ หลัง “ยิ่งชีพ” ทำพรรคภูมิใจไทย เสียหาย จนกระทบต่อภาพลักษณ์ของต้นสังกัดอย่างรุนแรง

เปิดปมเหตุความขัดแย้งทางการเมือง

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่นายยิ่งชีพได้เข้าร่วมกิจกรรมเสวนา “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. – เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว. (ภาค 2)” ซึ่งมีการหยิบยกข้อมูลและรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับรัฐมนตรีมากล่าวอ้างอีกครั้ง ทำให้ทางฝั่งพรรคภูมิใจไทยมองว่านี่ไม่ใช่แค่การวิพากษ์วิจารณ์การทำงานทั่วไป แต่เป็นการขุดคุ้ยเรื่องเก่าที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อสาธารณชน

นายภราดรได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาลอย่างชัดเจนว่า การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับชื่อเสียงขององค์กรพรรค โดยยืนยันว่าการที่ “ภราดร” ลั่นฟ้องแน่ หลัง “ยิ่งชีพ” ทำพรรคภูมิใจไทย เสียหาย นั้น เป็นสิทธิ์ที่พรรคต้องปกป้องศักดิ์ศรีของตนเองจากข้อมูลที่ถูกตีความให้เกิดความเข้าใจผิด

  • นายภราดรชี้แจงว่าไม่ใช่การฟ้องเพื่อปิดปากตามที่หลายฝ่ายกังวล
  • ยืนยันว่าพรรคได้รับความเสียหายจากข้อมูลดังกล่าว
  • กำลังหารือทีมกฎหมายเพื่อดำเนินการขั้นต่อไป

นอกจากนี้ เมื่อถูกถามถึงความเห็นต่อกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกมาเตือนไม่ให้มีการฟ้องเพื่อปิดปากประชาชน นายภราดรได้ตอบสวนกลับทันทีว่า ไม่ใช่การฟ้องเพื่อปิดปาก แต่เป็นการปกป้องเกียรติของพรรคภูมิใจไทยที่ได้รับความเสียหายจากการนำเสนอข้อมูลดังกล่าว และย้ำว่าทุกขั้นตอนจะเป็นไปตามกระบวนการของกฎหมายอย่างเคร่งครัด

การฟ้องร้องในครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นกับการปกป้องสิทธิ์ของนักการเมืองและพรรคการเมือง คงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลของคดีนี้จะออกมาเป็นอย่างไร และจะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศทางการเมืองในอนาคตหรือไม่ สำหรับใครที่ติดตามสถานการณ์นี้ “ภราดร” ลั่นฟ้องแน่ หลัง “ยิ่งชีพ” ทำพรรคภูมิใจไทย เสียหาย ถือเป็นประเด็นที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าจะมีใครถูกฟ้องเพิ่มอีกหรือไม่

ที่มา – “ภราดร” ลั่นฟ้องแน่ หลัง “ยิ่งชีพ” ทำพรรคภูมิใจไทย เสียหาย

“ศุภชัย” ฟาดกลับ “สว.เทวฤทธิ์” เปรียบ “ขโมยร้องจับโจร”

“ศุภชัย” ฟาดกลับ “สว.เทวฤทธิ์” เปรียบ “ขโมยร้องจับโจร”

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อโต้กลับกรณีที่ สว.เทวฤทธิ์ มณีฉาย ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ผลการเลือก สว. ที่ผ่านมา โดยมองว่านายศุภชัยใช้ถ้อยคำที่เผ็ดร้อนเปรียบเทียบว่านี่คือสถานการณ์ “ศุภชัย” ฟาดกลับ “สว.เทวฤทธิ์” เปรียบ “ขโมยร้องจับโจร” เนื่องจากมองว่าอีกฝ่ายพยายามปลุกกระแสโจมตีผู้ที่ได้รับเลือก ทั้งที่ในความเป็นจริงคดียังไม่ถูกชี้มูลความผิดใดๆ ทั้งสิ้น

เบื้องหลังดราม่าการเลือก สว. และวาทกรรม “ศุภชัย” ฟาดกลับ “สว.เทวฤทธิ์” เปรียบ “ขโมยร้องจับโจร”

นายศุภชัยได้ชี้ให้เห็นถึงความสงสัยในการรวมตัวกันของกลุ่ม “สว.สีส้ม” หรือ “สว.ประชาชน” โดยระบุว่าการพบกันที่เมืองทองนั้น มีการนัดแนะกันมาก่อนอย่างแน่นอน ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญหรือการมาพบปะกันธรรมดา แต่เป็นการระดมสมองวางแผนเพื่อผลประโยชน์ในการเลือก สว. ให้เป็นไปตามเป้าหมายของกลุ่มตนเอง เมื่อผลการเลือกออกมาไม่เป็นไปตามคาดการณ์ จึงเกิดการเคลื่อนไหวเพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้ามทันที

ประเด็นหลักที่นายศุภชัยตั้งข้อสังเกตมีดังนี้:

  • มีการวางแผนนัดแนะกันเพื่อเลือกลงคะแนนให้กันเองในกลุ่มอย่างเป็นระบบ
  • เมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามความต้องการ จึงใช้วิธีการกดดันและปั่นกระแสทางสังคม
  • ใช้วาทกรรมทางการเมืองเพื่อสร้างความเข้าใจผิดให้มวลชนเชื่อว่าฝ่ายตรงข้ามกระทำความผิด

“ศุภชัย” ฟาดกลับ “สว.เทวฤทธิ์” เปรียบ “ขโมยร้องจับโจร” ได้อย่างเจ็บแสบ เพราะเขามองว่าการที่อีกฝ่ายออกมาป่าวร้องกล่าวหาคนอื่น ทั้งที่ผลเลือกตั้งไม่ถูกใจ หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นการแพ้แล้วพาลนั้น แท้จริงแล้วกลับสะท้อนพฤติกรรมของการกลุ่มตนเองที่พยายามล็อบบี้คะแนนเสียงมาตั้งแต่ต้น การที่คดียังไม่ถูกชี้มูลความผิดชัดเจน แต่กลับกระโจนเข้าใส่ฝ่ายตรงข้ามด้วยคำรุนแรง จึงเป็นเหตุผลที่นายศุภชัยต้องออกมาปกป้องความถูกต้องในมุมมองของเขา

ในมุมมองวิเคราะห์ การเมืองไทยมักเต็มไปด้วยการสาดโคลนใส่กันด้วยวาทกรรม แต่สิ่งที่ประชาชนควรตระหนักคือการเสพข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณ ไม่หลงเชื่อกระแสที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริง สุดท้ายแล้วกระบวนการยุติธรรมจะเป็นตัวตัดสินเองว่าใครทำผิดหรือถูกอย่างไร อย่าปล่อยให้เกมการเมืองมาครอบงำความจริงจนเกินไป

ที่มา – “ศุภชัย” ฟาดกลับ “สว.เทวฤทธิ์” เปรียบ “ขโมยร้องจับโจร” หลังผลเลือก สว. ไม่เป็นไปตามคาด

“กุสุมาลวตี” ตอกกลับฝ่ายตรงข้ามหลังโดนฟ้องปิดปากแต่ชนะรวด 4 คดี

“กุสุมาลวตี” ตอกกลับฝ่ายตรงข้ามหลังโดนฟ้องปิดปากแต่ชนะรวด 4 คดี

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย หลังจากที่นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท อดีตผู้สมัคร สว. จังหวัดมหาสารคาม ได้ออกมาเปิดเผยความไม่ชอบมาพากลของขบวนการเลือกตั้ง สว. ที่เธอระบุว่ามีการเซ็ตระบบไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ แม้จะถูกกดดันด้วยการฟ้องร้องคดีความเพื่อหวังปิดปาก แต่ดูเหมือนกลยุทธ์นี้จะใช้ไม่ได้ผล เพราะล่าสุด “กุสุมาลวตี” ตอกกลับฝ่ายตรงข้ามหลังโดนฟ้องปิดปากแต่ชนะรวด 4 คดี ซึ่งถือเป็นชัยชนะที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการเปิดโปงความจริงให้สังคมได้รับรู้

เปิดเบื้องหลังขบวนการฮั้วและการสู้คดีของ “กุสุมาลวตี” ตอกกลับฝ่ายตรงข้ามหลังโดนฟ้องปิดปากแต่ชนะรวด 4 คดี

นางกุสุมาลวตีได้เปิดหลักฐานสำคัญเป็นภาพถ่ายคู่กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยเธอย้ำว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถามถึงกระบวนการเลือก สว. ที่เต็มไปด้วยความพิสดาร ข้ามกลุ่มอาชีพอย่างไม่น่าเชื่อ เธอเล่าว่าตนเองตั้งใจลงสมัครเพื่อรับใช้ประชาชน แต่กลับพบว่าตำแหน่งต่างๆ ถูกจัดสรรไว้แล้วตั้งแต่อยู่ในระดับอำเภอ

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องราวนี้มีดังนี้:

  • พบการสวมสิทธิ์ข้ามกลุ่มอาชีพ เช่น คนขายข้าวแกงไปสมัครในกลุ่มวิทยาศาสตร์
  • มีการล็อกตัวผู้สมัครไว้ตั้งแต่วันแรกเพื่อตัดโอกาสคนนอก
  • ถูกฟ้องร้องถึง 4 คดีหวังใช้ภาระค่าใช้จ่ายบีบให้ยอมถอย
  • การันตีความมั่นใจด้วยประโยคเด็ดว่า “เก่งมากนัก ก็แพ้ สส.แมว 4 คดีรวดค่ะ”

ด้วยความตั้งใจจริงที่จะพิสูจน์ความจริง ทำให้นางกุสุมาลวตีไม่หวั่นไหวต่อการฟ้องร้องปิดปากหรือ SLAPP และเธอยังพร้อมจะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงภาคประชาชนอย่าง iLaw เพื่อเดินหน้าหาความยุติธรรมต่อไป การขยับตัวในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยถึงกระบวนการเลือกตั้งที่โปร่งใส ซึ่งประชาชนทุกคนควรเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด

ในมุมมองของเรา นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อปกป้องตัวเองและตรวจสอบอำนาจรัฐ แม้หนทางจะยาวไกล แต่ความพยายามของเธอจะเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้มีความยุติธรรมมากขึ้นในอนาคต

ที่มา – “กุสุมาลวตี” ตอกกลับฝ่ายตรงข้ามหลังโดนฟ้องปิดปากแต่ชนะรวด 4 คดี

สร้างผู้นำรุ่นใหม่ “ชวน” เปิดอบรม DIP-ปชป. รุ่น 16

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงให้ความสนใจกับทิศทางการเมืองไทยกันอยู่ไม่น้อย ล่าสุดทางพรรคประชาธิปัตย์ได้เดินหน้า สร้างผู้นำรุ่นใหม่ “ชวน” เปิดอบรม DIP-ปชป. รุ่น 16 ซึ่งถือเป็นโครงการบ่มเพาะเยาวชนที่มีศักยภาพ โดยได้รับเกียรติจาก นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคฯ มาเป็นผู้เปิดงานพร้อมปาฐกถาพิเศษที่สะท้อนมุมมองต่อสังคมไทยไว้อย่างน่าสนใจ

สร้างผู้นำรุ่นใหม่ “ชวน” เปิดอบรม DIP-ปชป. รุ่น 16 ย้ำการเมืองอยู่ที่คน

ในงานนี้ นายชวน หลีกภัย ได้กล่าวถึงหัวใจสำคัญของการเมืองไทย โดยชี้ชัดว่าปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิดจากระบอบการปกครองที่ล้มเหลว แต่เกิดจาก “พฤติกรรมของตัวบุคคล” หรือผู้บริหารประเทศที่ขาดความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญให้กับน้องๆ เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ สร้างผู้นำรุ่นใหม่ “ชวน” เปิดอบรม DIP-ปชป. รุ่น 16 ในครั้งนี้ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของหลักนิติธรรม

ถอดบทเรียนจากผู้นำรุ่นใหญ่สู่เถ้าแก่รุ่นใหม่

นอกจากแง่มุมการเมืองแล้ว โครงการนี้ยังจัดเต็มด้วยวิทยากรระดับแถวหน้าของเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือระดับผู้บริหารเทคคอมพานีรุ่นใหม่ เพื่อให้ผู้เรียนได้เปิดโลกทัศน์ในหลากหลายมิติ ทั้งนี้ หัวข้อที่น่าสนใจที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงประกอบด้วย:

  • การใช้กฎหมายให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์และเท่าเทียม
  • จริยธรรมของนักการเมืองและข้าราชการไทย
  • การวิเคราะห์ปัญหาธุรกิจการเมืองในยุคปัจจุบัน
  • ทักษะการแก้ปัญหาเชิงนโยบายผ่านประสบการณ์จริง

นายชวนยังได้ฝากข้อคิดที่เฉียบคมสำหรับใครที่อยากเติบโตเป็นนักการเมืองหรือข้าราชการว่า “ความซื่อสัตย์สุจริตคือเกราะคุ้มกันที่ยั่งยืนที่สุด” แม้เส้นทางสายนี้จะเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่หากยึดมั่นในอุดมการณ์ที่ถูกต้อง เราก็จะสามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างสง่างามท่ามกลางกระแสการเมืองที่เปลี่ยนแปลง

สำหรับสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน นายชวนยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงประเด็นการตรวจสอบคดีต่างๆ ที่สังคมกำลังให้ความสนใจ โดยมองว่ากระบวนการศาลจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการพิสูจน์ความจริงผ่านการเรียกพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นจุดที่ย้ำเตือนว่าไม่ว่าใครก็อยู่เหนือกฎหมายไปไม่ได้ นี่คือหัวใจสำคัญที่ผู้เข้าร่วมอบรมควรนำไปเป็นบทเรียน

สุดท้ายนี้ การสร้างผู้นำรุ่นใหม่ไม่ใช่แค่การสอนทฤษฎี แต่คือการสร้างจิตสำนึกรับผิดชอบต่อส่วนรวม หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง อย่าลืมติดตามความเคลื่อนไหวของโครงการดีๆ แบบนี้ เพราะการเมืองไทยจะน่าอยู่ขึ้นได้ เริ่มต้นจากการพัฒนาศักยภาพของคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพครับ

ที่มา – สร้างผู้นำรุ่นใหม่ “ชวน” เปิดอบรม DIP-ปชป. รุ่น 16 ชี้ ปัญหาการเมืองเกิดจากคน

กรวีร์ เผย ภท. ไฟเขียว 9 แกนนำฟ้อง ยิ่งชีพ หมิ่นประมาท

กรวีร์ เผย ภท. ไฟเขียว 9 แกนนำฟ้อง ยิ่งชีพ หมิ่นประมาท

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อล่าสุด นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง จากพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคมีมติเห็นชอบให้ 9 แกนนำพรรค เดินหน้าฟ้องร้องดำเนินคดีกับ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ในข้อหาหมิ่นประมาท จากกรณีที่ออกมากล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฮั้วเลือก สว. ที่ผ่านมา

นายกรวีร์ระบุว่า การกระทำของนายยิ่งชีพนั้นส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของบรรดาแกนนำเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการที่อีกฝ่ายออกมายอมรับเองว่าไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ในการกล่าวหา แต่เป็นการฟังคำบอกเล่ามาอีกทอดหนึ่ง ซึ่งในมุมของนักการเมือง พรรคภูมิใจไทยมองว่านี่ไม่ใช่กระบวนการตรวจสอบที่โปร่งใส แต่เป็นความพยายามที่จะดิสเครดิตและใส่ร้ายป้ายสีกันทางการเมืองมากกว่า

เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจฟ้องร้อง

สำหรับประเด็นที่ว่าเรื่องนี้คือการ “ฟ้องปิดปาก” หรือ SLAPP Lawsuit นั้น นายกรวีร์ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า การฟ้องปิดปากหมายถึงการที่รัฐใช้เครื่องมือทางกฎหมายกับประชาชนที่พูดความจริง แต่ในกรณีของ กรวีร์ เผย ภท. ไฟเขียว 9 แกนนำฟ้อง ยิ่งชีพ หมิ่นประมาท นั้น เป็นเพียงการรักษาสิทธิและปกป้องศักดิ์ศรีของบุคคลที่ถูกกล่าวหาโดยไร้มูลความจริง

  • การฟ้องร้องเน้นไปที่การพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของ 9 แกนนำ
  • การตรวจสอบต้องอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง ไม่ใช่การนำความเห็นมาเหมาเข่ง
  • การออกมาตอบโต้ถือเป็นหน้าที่ เพื่อไม่ให้สังคมเข้าใจผิดว่าเป็นการยอมรับข้อหา

นายกรวีร์ยังได้ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมถึงความเชื่อมโยงที่นายยิ่งชีพพยายามสร้างขึ้น ว่าเป็นการนำเรื่องผู้ช่วย สส. ที่รู้จักกับผู้สมัครมาเชื่อมโยงกับตัว สส. เอง ซึ่งทางพรรคยืนยันว่าไม่มีคลิปเสียง ไม่มีคลิปวิดีโอ หรือหลักฐานการสนับสนุนด้านการเงินใดๆ ที่จะเอาผิดได้ ดังนั้น การกระทำดังกล่าวจึงดูเหมือนการจัดฉากเพื่อเป้าหมายบางอย่าง มากกว่าความมุ่งมั่นในการตรวจสอบกฎหมาย

สรุปแล้วสถานการณ์กรวีร์ เผย ภท. ไฟเขียว 9 แกนนำฟ้อง ยิ่งชีพ หมิ่นประมาท ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงบรรยากาศทางการเมืองที่ดุเดือด ซึ่งประชาชนคงต้องจับตาดูกระบวนการยุติธรรมกันต่อไปว่าท้ายที่สุดแล้ว บทสรุปของคดีนี้จะลงเอยอย่างไร และศาลจะตัดสินว่าข้อมูลที่ถูกนำมาเผยแพร่นั้นถือเป็นการหมิ่นประมาทหรือเป็นการตรวจสอบโดยสุจริตกันแน่

ที่มา – “กรวีร์” เผย ภท. ไฟเขียว 9 แกนนำฟ้อง ‘ยิ่งชีพ’ หมิ่นประมาท

วัชรพงศ์ โต้กลับ รัชนก หยุดบิดเบือนปมบัตรคนจน

กลายเป็นประเด็นที่ร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยเมื่อ นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวอย่างดุดันผ่านสื่อ เพื่อตอบโต้กรณีที่ นางสาวรัชนก สุขประเสริฐ สส.พรรคประชาชน ได้ออกมาตั้งคำถามถึงกระบวนการยื่นอุทธรณ์สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยการโต้ตอบครั้งนี้ถือเป็นการเปิดศึกระหว่างขั้วการเมืองที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง วัชรพงศ์ โต้กลับ รัชนก หยุดบิดเบือนปมบัตรคนจน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเข้าใจของพี่น้องประชาชนโดยตรง

วัชรพงศ์ โต้กลับ รัชนก หยุดบิดเบือนปมบัตรคนจน

เหตุการณ์เริ่มต้นจากทางฝั่งพรรคประชาชนได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า รัฐบาลมีความสับสนในการกำหนดวันยื่นอุทธรณ์ จนสร้างความกังวลว่าจะมีประชาชนกว่า 9 ล้านคนอาจเสียสิทธิ์ แต่ทางด้านนายวัชรพงศ์ได้ออกมายืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้ถังแตก แต่กำลังเร่งดำเนินการตรวจสอบเพื่อคัดกรอง “คนจนตัวจริง” ให้ได้รับงบประมาณจากภาษีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย พร้อมทั้งยืนยันว่าการที่ วัชรพงศ์ โต้กลับ รัชนก หยุดบิดเบือนปมบัตรคนจน ก็เพื่อปกป้องสิทธิ์ไม่ให้กลุ่มทุนสีเทาหรือมิจฉาชีพมาแอบอ้างสิทธิ์ของชาวบ้านไปใช้โดยมิชอบ

เหตุผลเบื้องหลังการจัดระเบียบสวัสดิการรัฐ

สำหรับประเด็นที่หลายคนสงสัย นายวัชรพงศ์ได้แจกแจงรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • การตรวจสอบสิทธิ์มุ่งเน้นไปที่การกำจัดมิจฉาชีพและทุนสีเทาที่แอบแฝง
  • รัฐบาลพร้อมพิจารณาขยายเวลาการยื่นอุทธรณ์เพื่อไม่ให้ประชาชนที่ตกหล่นเสียสิทธิ์
  • งบประมาณการคลังของประเทศยังมั่นคงและเพียงพอต่อการดูแลประชาชน

นายวัชรพงศ์ยังได้ฝากเตือนไปถึงฝ่ายค้านว่า อย่าเอาความเดือดร้อนของชาวบ้านมาเป็นเครื่องมือในการหาแสงหรือสร้างผลประโยชน์ทางการเมือง การทำงานการเมืองที่สร้างสรรค์ควรเป็นการนำข้อมูลจริงมาหารือกัน มากกว่าการบิดเบือนให้เกิดความตื่นตระหนกในสังคม เพราะผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือประชาชนที่ตั้งตารอความช่วยเหลืออยู่

ในมุมมองของเรา เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าในยุคโซเชียลมีเดีย ข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็วอาจถูกนำไปตีความให้เกิดความเข้าใจผิดได้ง่าย ประชาชนจึงควรติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวสารที่เป็นทางการและมีความน่าเชื่อถือ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของวาทกรรมทางการเมืองที่มุ่งเน้นแต่จะโต้ตอบกันไปมามากกว่าการแก้ปัญหาให้ถึงตัวชาวบ้านอย่างแท้จริง การที่ วัชรพงศ์ โต้กลับ รัชนก หยุดบิดเบือนปมบัตรคนจน เป็นตัวอย่างชัดเจนของการเมืองในปัจจุบันที่ต่างฝ่ายต่างต้องออกมาปกป้องผลงานและตรวจสอบซึ่งกันและกันโดยมีความเดือดร้อนของประชาชนเป็นฉากหลัง

ที่มา – “วัชรพงศ์” โต้กลับ “รัชนก” หยุดบิดเบือนปมบัตรคนจน ซัดพรรคส้มอย่าหิวแสง โหนความเดือดร้อนชาวบ้าน

Scroll to top