การเมืองไทย

ภูมิธรรมอึ้ง! ธนาธร ส่อป้องเขากระโดง?

“ภูมิธรรม” อึ้งคำพูด “ธนาธร” ส่อป้องเขากระโดง เสียดายโอกาสพรรคประชาชนเป็นรัฐบาล พิสูจน์ผลงานแก้ปัญหาได้ แต่ไม่ยอมเป็น

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 23 ก.ย. 2568 ที่พรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า กล่าวถึงคดีฮั้วสว.และเขากระโดง ว่า ถ้ามีความผิดจริง ทำไมรัฐบาลพรรคเพื่อไทยถึงไม่สั่งให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ฟ้องร้องเอาผิด ว่า 2 ปีที่ผ่านมาคนที่เป็นรมว.มหาดไทย คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีนั่นแหละที่ไม่ดำเนินการ เพราะต้องเริ่มต้นจากกรมที่ดิน เมื่อตนเองเข้าไปถึงได้เริ่มดำเนินการ จะพูดว่า 2 ปีไม่ทำ นั้นไม่ใช่ แต่นายอนุทิน ไม่ได้ทำ สิ่งที่นายธนาธรพูดนั้น ตนเองก็อึ้งและเชื่อว่าประชาชนก็อึ้งกันไปเป็นแถบ เพราะไม่ควรจะออกมาจากปากของนายธนาธร ซึ่งเป็นผู้นำจิตวิญญาณของพรรคประชาชน ตนเองคงไม่ต้องอธิบาย ไปถามประชาชน ว่าเวลานี้ประชาชนรู้สึกกันอย่างไร ตนว่านายธนาธร คงต้องไปทบทวนคำพูดเหมือนกัน ว่าที่พูดนั้นเชื่อแบบนั้นจริง ๆ หรือ พูดเพื่ออะไร ตนเองไม่ขอวิจารณ์ เมื่อถามว่าการที่นายธนาธรออกมาพูดแบบนี้ หลายคนมองว่า เป็นการปกป้องรัฐบาลมากกว่า และอาจไม่ใช่ฝ่ายค้านที่แท้จริง นายภูมิธรรม ตอบว่าสื่อถามเองตอบเองไปแล้ว ตนเองไม่ขอวิจารณ์คิดว่า วันนี้ทุกคนอยู่ในสายตาพี่น้องประชาชน ใครทำอะไรไว้คนก็จดจำ

เสียดายโอกาส ปชน.ไม่บริหาร

นายภูมิธรรม ยังกล่าวถึงระยะเวลา 4 เดือนสำหรับการเตรียมเลือกตั้งเพียงพอจะทำให้พรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นพรรคอันดับหนึ่งหรือไม่ ว่าอยู่ที่ความเป็นจริง ทุกพรรคมี 4 เดือนเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ประเด็น ยืนยันเราพร้อมที่จะทำงานเต็มที่ อยู่ที่คนเป็นรัฐบาลประกาศอะไรไว้กับประชาชน ก็คงต้องทำและได้ยินว่าจะทำเร็วขึ้น เมื่อถามถึงเป้าหมายของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้า นายภูมิธรรม กล่าวว่า เหมือนเดิม เราเป็นพรรคการเมืองซึ่งอาสามาเป็นรัฐบาล เมื่อมีโอกาส ก็ต้องทำงานเต็มที่ แต่เสียดายพรรคประชาชนเขาอยากเป็นรัฐบาล อยากแสดงฝีมือ ครั้งนี้มีโอกาสเป็นรัฐบาล อยากจะเป็นกระทรวงแรงงานก็ได้ กระทรวงมหาดไทยก็ได้ หรือกระทรวงการคลังก็ได้ เห็นมีการพูดและอภิปรายไว้เยอะ แต่ทำไมมีโอกาสแล้วถึงไม่ทำ ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไร และไม่รู้ว่าโอกาสข้างหน้าจะได้เป็นรัฐบาลหรือไม่ แต่ถ้ามีโอกาสแล้วทำไมไม่ทำ ปล่อยให้หลุดมือไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย อันนี้ต้องเป็นคำตอบให้คนเข้าใจ ว่าในเมื่ออยากพิสูจน์ตัวเองว่าไม่เคยทำและนำเสนอความเห็นว่าอยากลองทำ เมื่อมีโอกาสทำ และสามารถทำได้ แต่เมื่อมีโอกาสแล้ว ไม่ทำ แล้วจะไปความหวังลมๆ แล้งๆ ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ก็ไม่รู้เหมือนกัน ต้องช่วยกันคิด

“ภูมิธรรม” อึ้งคำพูด “ธนาธร” ส่อป้องเขากระโดง เสียดายโอกาสพรรคประชาชนไม่ยอมเป็นรัฐบาล

จากกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคดีฮั้ว ส.ว. และ เขากระโดง ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำพูดที่ส่อไปในทางปกป้องรัฐบาล ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงบทบาทที่แท้จริงของนายธนาธร

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาแสดงความเห็นต่อกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า รู้สึก “อึ้ง” กับคำพูดของนายธนาธร และเชื่อว่าประชาชนก็รู้สึกเช่นเดียวกัน

ภูมิธรรมชี้ ธนาธรควรทบทวนคำพูด

นายภูมิธรรมกล่าวว่า นายธนาธรควรทบทวนคำพูดของตนเอง ว่าสิ่งที่พูดนั้นเชื่อเช่นนั้นจริง ๆ หรือมีจุดประสงค์อื่นใดแอบแฝง นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงประเด็นที่พรรคประชาชนไม่ยอมเข้าร่วมรัฐบาล ว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะพรรคมีโอกาสที่จะแสดงฝีมือในการบริหารประเทศ แต่กลับปล่อยโอกาสนั้นหลุดลอยไป

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การที่นายภูมิธรรมออกมาวิพากษ์วิจารณ์นายธนาธรอย่างตรงไปตรงมา อาจสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวหน้า ซึ่งอาจส่งผลต่อการเมืองในอนาคต

การที่นายธนาธรออกมาแสดงความคิดเห็นในลักษณะดังกล่าว อาจเป็นการส่งสัญญาณบางอย่างทางการเมือง หรืออาจเป็นเพียงการแสดงความเห็นส่วนตัว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นได้สร้างความสับสนให้กับประชาชน และทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงจุดยืนที่แท้จริงของนายธนาธรและพรรคก้าวหน้า

เรื่องราวของ “ภูมิธรรม” อึ้งคำพูด “ธนาธร” ส่อป้องเขากระโดง เสียดายโอกาสพรรคประชาชนไม่ยอมเป็นรัฐบาล ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม และคาดว่าจะมีการวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นนี้ต่อไปอีกระยะหนึ่ง

การเมืองไทยยังคงมีความซับซ้อนและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้อาจส่งผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองได้ในหลายมิติ การติดตามข่าวสารและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทุกคน

ที่มา – “ภูมิธรรม” อึ้งคำพูด “ธนาธร” ส่อป้องเขากระโดง เสียดายโอกาสพรรคประชาชนไม่ยอมเป็นรัฐบาล

“พลพีร์” สวน “จิรายุ”: ทำไมไม่ตอบโต้กัมพูชา?

“พลพีร์” สวน “จิรายุ” หลังยุ “ภูมิใจไทย” บีบให้ผู้นำฝ่ายค้านลาออก ตั้งคำถามตอนเป็นโฆษกรัฐบาล-ศบ.ทก.ทำไมไม่ตอบโต้ “กัมพูชา” รวดเร็วแบบนี้

วันที่ 22 ก.ย. 2568 นายพลพีร์ สุวรรณฉวี สส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีตที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี และอดีตสส.กทม. พรรคเพื่อไทย (พท.) ออกมาเรียกร้องให้พรรคภูมิใจไทย บีบพรรคประชาชน ลาออกจากการเป็นหัวหน้าฝ่ายค้าน เพราะขัดหลักประชาธิปไตย เนื่องจากสนับสนุน พรรคอื่นเป็นนายกฯ ว่าขอชื่นชมการทำหน้าที่ของนายจิรายุ ในการออกมาตอบโต้อย่างรวดเร็ว ประเด็นคือ สมัยที่นายจิรายุเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) เหตุไฉน จึงไม่ออกมาตอบโต้ “กัมพูชา” รวดเร็วแบบนี้บ้าง ถ้าทำงานให้ประเทศชาติเร็วได้สักครึ่งของที่ทำงานให้พรรคเพื่อไทย คิดว่า ประเทศไทย จะไม่มีทางแพ้ในสงครามข่าวสารแบบที่ผ่านมาอย่างแน่นอน

ถามตอนเป็นรัฐบาล ทำไมนิ่ง

“อดีตโฆษกออกมาปกป้องพรรคได้ไวครับ ผมลงวันเดียว ท่านร้อนรนแล้ว ไม่เหมือนตอนที่เราปะทะกับประเทศเพื่อนบ้าน ชาวบ้านนั่งรอท่านแถลง ขอความชัดเจน อยากรู้สึกปลอดภัย แต่กลับพึ่งไม่ได้ เพราะท่านเอาแต่นิ่งเงียบ หากจะพูดสักที ก็ช้าตลาดวาย ฝ่ายตรงข้าม เล่นงานไทย จนยับเยินไปแล้ว”

จวกเสียมารยาทเกาะเก้าอี้รองประธานสภา

นายพลพีร์ กล่าวอีกว่า ทำงานการเมืองต้องมีสปิริต แต่ไหนแต่ไรมา เก้าอี้ประธานสภา ต้องเป็นของฝ่ายรัฐบาล เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย ซึ่งอยู่ในการกำกับของรัฐบาล นี่คือหลักการทั่วไป เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินไม่สะดุด แต่ตอนนี้ พรรคฝ่ายค้านเป็นประธานสภา แบบนี้ ฝ่ายรัฐบาลจะดันนโยบาย หรือกฎหมายสำคัญ ที่มีผลต่อปากท้องพี่น้องประชาชนได้ราบรื่นหรือไม่ ขอให้นึกย้อนไป ในวันที่พรรคภูมิใจไทย ไปเป็นฝ่ายค้าน สิ่งแรกๆ ที่ทำ คือ นายภราดร ปริศนานันทกุล ลาออกจากตำแหน่งรองประธานสภา เพื่อเปิดทางให้ฝ่ายรัฐบาลได้ขับเคลื่อนการทำงาน แต่ที่เห็นตอนนี้ ฝ่ายท่านกลับหวงเก้าอี้ มีนัยยะทางการเมืองหรือไม่ เพราะเห็นว่าเรามีเวลาน้อย เลยจะขัดแข้งขาอย่างเต็มที่หรือเปล่า ยอมกระทั่งเสียมารยาท ทำลายสปิริตทางการเมือง

 ย้ำไม่ใช่ขี้ข้าอังเคิล

ส่วนที่หลายคนมาตั้งข้อสังเกตว่าพรรคภูมิใจไทย จะขี่พรรคประชาชน หลอกใช้เพื่อน เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย นายพลพีร์ ย้ำว่า เป้าหมายของเราก็คือ การที่เราปฏิบัติตามข้อตกลงที่มีร่วมกัน และยุบสภาใน 4 เดือนหลังจากแถลงนโยบาย พรรคภูมิใจไทย เราไม่หลอกใช้ใคร สัญญา ก็คือสัญญา และตอนนี้ เราให้เกียรติในข้อตกลง ไปจนถึงพรรคประชาชน และประชาชนคนไทยทุกคน

“พรรคภูมิใจไทย ทำงานรับใช้พี่น้องประชาชน และเราไม่มีทางผลักคนที่รักชาติบ้านเมืองไปอยู่ฝ่ายตรงข้าม เรายึดถือว่า เราจะเป็นขี้ข้าของคนไทยเท่านั้น จะไม่ยอมเป็นขี้ข้าของอังเคิลที่ไหนเด็ดขาด”

“พลพีร์” สวน “จิรายุ” ช่วงเป็นโฆษกรัฐบาล-ศบ.ทก.ทำไมไม่ตอบโต้ “กัมพูชา” รวดเร็วแบบนี้บ้าง

จากกรณีที่นายจิรายุออกมาเรียกร้องให้พรรคภูมิใจไทยบีบพรรคประชาชนลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายค้าน นายพลพีร์ได้ออกมาตอบโต้ โดยตั้งคำถามถึงความรวดเร็วในการตอบโต้ประเด็นทางการเมืองของนายจิรายุ เมื่อเทียบกับสมัยที่ดำรงตำแหน่งโฆษกรัฐบาลและกรรมการ ศบ.ทก. ที่นายจิรายุกลับไม่มีท่าทีตอบโต้ “กัมพูชา” รวดเร็วแบบนี้บ้าง

ประเด็นที่น่าสนใจจาก “พลพีร์” สวน “จิรายุ” ช่วงเป็นโฆษกรัฐบาล-ศบ.ทก.ทำไมไม่ตอบโต้ “กัมพูชา” รวดเร็วแบบนี้บ้าง

  • การตอบโต้ทางการเมืองที่รวดเร็วของนายจิรายุ
  • ความแตกต่างระหว่างการทำหน้าที่โฆษกรัฐบาลกับการเป็นสมาชิกพรรค
  • ประเด็นเรื่องสปิริตทางการเมืองและการดำรงตำแหน่งประธานสภา
  • ข้อตกลงและความสัมพันธ์ระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน

การออกมาตอบโต้กันไปมาของนักการเมืองเป็นเรื่องปกติในแวดวงการเมืองไทย แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการตั้งคำถามถึงความสม่ำเสมอในการทำหน้าที่ และการแสดงออกถึงจุดยืนที่ชัดเจน โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศชาติ

ที่มา – “พลพีร์” สวน “จิรายุ” ช่วงเป็นโฆษกรัฐบาล-ศบ.ทก.ทำไมไม่ตอบโต้ “กัมพูชา” รวดเร็วแบบนี้บ้าง

“พลอยทะเล” ย้ายซบภูมิใจไทย เหตุ ปชป. มีปัญหา

“พลอยทะเล” รับย้ายซบภูมิใจไทยเพราะพรรคประชาธิปัตย์มีปัญหาภายใน ทำให้ไม่สามารถทำงานดูแลประชาชนได้เต็มที่ นี่คือประเด็นหลักที่นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ อดีตกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเปิดเผยถึงสาเหตุการย้ายพรรคในครั้งนี้

วันที่ 22 กันยายน 2568 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ ได้เปิดเผยเหตุผลที่ตัดสินใจย้ายมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยว่า ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาภายในของพรรคประชาธิปัตย์ที่ขาดความเข้มแข็ง ซึ่งส่งผลต่อการทำงานทางการเมืองอย่างมาก การจะทำงานเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องอยู่ในองค์กรที่เข้มแข็งและสามารถให้การสนับสนุนได้จริง ซึ่งพรรคภูมิใจไทยได้แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วในการทำงานมาตั้งแต่ช่วงวิกฤตโควิด-19 โดยเฉพาะการจัดการเรื่องวัคซีนและโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ที่ประสบความสำเร็จ

นางสาวพลอยทะเลยอมรับว่า ปัญหาภายในของพรรคประชาธิปัตย์เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตัดสินใจย้ายพรรค เพื่อหาพื้นที่ทำงานที่สามารถตอบโจทย์ความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น ส่วนกระแสตอบรับจากประชาชนในพื้นที่นั้นมีหลายมุมมอง แต่เธอมั่นใจในการตัดสินใจของตนเองและยังคงได้รับการสนับสนุนจากผู้ที่เห็นด้วยกับแนวทางการทำงานของเธอ

“พลอยทะเล” ย้ายซบภูมิใจไทย เหตุ ปชป. มีปัญหา

การตัดสินใจย้ายพรรคของนางสาวพลอยทะเลครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในแวดวงการเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถานการณ์ภายในพรรคประชาธิปัตย์ที่กำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน การที่อดีตกรรมการบริหารพรรค ตัดสินใจย้ายไปร่วมงานกับพรรคอื่น ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของพรรคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ปัจจัยที่ทำให้ “พลอยทะเล” ตัดสินใจย้ายพรรค

  • ปัญหาภายในพรรค: นางสาวพลอยทะเลระบุว่า ปัญหาภายในพรรคประชาธิปัตย์เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เธอไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
  • การสนับสนุนจากพรรคภูมิใจไทย: พรรคภูมิใจไทยแสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วในการทำงานและการแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ความต้องการทำงานเพื่อประชาชน: นางสาวพลอยทะเลต้องการทำงานในพื้นที่ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น

การย้ายพรรคของนางสาวพลอยทะเล ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะปัญหาภายในพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะความเชื่อมั่นในศักยภาพของพรรคภูมิใจไทย ที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศและแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนอย่างแท้จริง นอกจากนี้ การได้รับโอกาสในการทำงานที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น ก็เป็นอีกหนึ่งแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้นางสาวพลอยทะเลตัดสินใจย้ายพรรคในครั้งนี้

แน่นอนว่าการตัดสินใจครั้งนี้ย่อมมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่นางสาวพลอยทะเลได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว และเชื่อมั่นว่าการย้ายพรรคครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานเพื่อประชาชนในระยะยาว และยังคงได้รับการสนับสนุนจากผู้ที่เห็นด้วยกับแนวทางการทำงานของเธอ

การย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทยของ “พลอยทะเล” ครั้งนี้ จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตามอง และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ในแวดวงการเมืองไทยอีกด้วย การที่นักการเมืองรุ่นใหม่กล้าที่จะตัดสินใจเลือกเส้นทางที่ตนเองเชื่อมั่น จะเป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ดังนั้น การตัดสินใจของ “พลอยทะเล” จึงเป็นมากกว่าการย้ายพรรค แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประชาชน และความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองที่จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยได้

ที่มา – “พลอยทะเล” รับย้ายซบภูมิใจไทยเพราะ ปชป. มีปัญหาภายใน

สมคิดติง อนุทิน เกณฑ์คนต้อนรับก่อนถวายสัตย์

“สมคิด” อัด “อนุทิน” เป็นนายกฯ ต้องไม่สร้างความแตกแยกในสังคม โต้ที่ปรับออกจากมหาดไทยเพราะเกือบ 2 ปีสอบตกปัญหายาเสพติด ไม่จริงใจแก้ปัญหาประชาชน

วันที่ 22 ก.ย. 2568 นายสมคิด เชื้อคง อดีตสส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย และอดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า หากผมบ้าจี้ขึ้นมาอภิปรายในสิ่งที่เขาทำบ้าง โดยเฉพาะเรื่องที่ทำให้ประเทศของเราเสียหายไปขนาดไหน ทำให้ประชาชน ทหาร บาดเจ็บ ต้องสูญเสียชีวิต หากพวกผมอภิปรายกลับบ้างจะเป็นอย่างไร ไม่น่าเชื่อว่าคนที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จะใจคับแคบเช่นนี้ ทั้งนี้การอภิปรายรัฐบาลเป็นการทำหน้าที่ผู้แทนของประชาชน คนเป็นนายกรัฐมนตรีต้องรับฟัง หากฝ่ายค้านจะอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลต้องฟังก่อนว่าเขาอภิปรายเรื่องอะไร แค่เรื่องเขากระโดงคุณอนุทินก็ตอบยากแล้ว ดังนั้นอย่าเพิ่งร้อนตัว ฟังว่าเขาจะอภิปรายเรื่องอะไร มีหลายเรื่องมากที่ฝ่ายค้านจะหยิบมาอภิปราย

นายสมคิด กล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีที่พูดว่าการที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปรับตนเองออกจากกระทรวงมหาดไทยแล้วเวรกรรมตามทัน ในกรณีดังกล่าวไม่ใช่เรื่องของเวรกรรมเป็นเรื่องของการทำงาน นายอนุทินต้องรู้ว่าเกือบ 2 ปีที่นั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอนุทินทำอะไรบ้าง โดยเฉพาะเรื่องการปราบปรามยาเสพติดทำหรือไม่ เรื่องอื้อฉาวในกระทรวงมหาดไทยท่านทำหรือไม่ ประชาชนมองไม่เห็นผลงานเป็นชิ้นเป็นอันในฐานะของรัฐมนตรีมหาดไทย ในขณะเดียวกันสมัยที่นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่อยู่ในตำแหน่งแค่ 2 เดือนกลับมีผลงานที่พี่น้องประชาชนสัมผัสได้ต่างจากเกือบ 2 ปีของนายอนุทินมาก

“การลงพื้นที่ของนายอนุทิน ในขณะที่ยังไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณ แต่กลับเกณฑ์ข้าราชการทั้งจังหวัดมารอต้อนรับ แล้วกลับมาอ้างว่ามาในฐานะหัวหน้าพรรค ต้องระมัดระวังเพราะนายอนุทิน มีตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปด้วย นายอนุทิน รู้อยู่แก่ใจว่าอะไรทำได้อะไรทำไม่ได้ สังคมจับตาดูอยู่ การเป็นนายกรัฐมนตรีต้องบริหารประเทศไม่จ้องกระแหนะกระแหนหรือพูดจาเสียดสี หรือมาสร้างความแตกแยกของคนในชาติอย่างที่นายอนุทินกำลังทำอยู่” นายสมคิด กล่าว

“สมคิด” อัด “อนุทิน” ยังไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณ เกณฑ์ข้าราชการทั้งจังหวัดต้อนรับ

จากกรณีที่นายสมคิด เชื้อคง ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นายอนุทิน ชาญวีรกูล เกี่ยวกับการลงพื้นที่และการกระทำต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เกิดประเด็นที่น่าสนใจและข้อถกเถียงมากมายในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่เกี่ยวกับการ“สมคิด” อัด “อนุทิน” ยังไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณ เกณฑ์ข้าราชการทั้งจังหวัดต้อนรับ ซึ่งถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับจริยธรรมทางการเมือง

ข้อกล่าวหาสำคัญ: เกณฑ์ข้าราชการต้อนรับก่อนถวายสัตย์ปฏิญาณ

หนึ่งในประเด็นหลักที่นายสมคิดหยิบยกขึ้นมาคือ การที่นายอนุทินถูกกล่าวหาว่าเกณฑ์ข้าราชการทั้งจังหวัดมารอต้อนรับ ในขณะที่ยังไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณ ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายของการใช้อำนาจในทางที่ไม่ถูกต้อง และอาจส่งผลกระทบต่อความเป็นกลางของข้าราชการ

นอกจากนี้ นายสมคิดยังได้กล่าวถึงประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของนายอนุทินในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการปราบปรามยาเสพติด ซึ่งนายสมคิดมองว่ายังไม่มีผลงานที่เป็นรูปธรรมเท่าที่ควร

การออกมาวิพากษ์วิจารณ์ของนายสมคิดในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มข้นของการแข่งขันทางการเมือง และความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการใช้อำนาจอย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรม การ“สมคิด” อัด “อนุทิน” ยังไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณ เกณฑ์ข้าราชการทั้งจังหวัดต้อนรับ เป็นประเด็นที่สังคมควรให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด

สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้กับนักการเมืองทุกคนว่า การทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนของประชาชน จำเป็นต้องคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ และต้องพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น การกระทำของท่านอนุทินที่ถูกกล่าวหาว่า “สมคิด” อัด “อนุทิน” ยังไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณ เกณฑ์ข้าราชการทั้งจังหวัดต้อนรับ จึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อความถูกต้องและเหมาะสม

ที่มา – “สมคิด” อัด “อนุทิน” ยังไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณ เกณฑ์ข้าราชการทั้งจังหวัดต้อนรับ

อนุทิน นำทีม ภูมิใจไทย เปิดปราศรัยให้ จินณ์ตวรรณ

“อนุทิน” นำขุนพล “ภูมิใจไทย” ปราศรัย ขอคะแนนเสียงให้ “จินณ์ตวรรณ” ชูเร่งแก้ปัญหาชายแดน ปากท้องประชาชน ให้สิทธิ์ทหารตัดสินใจ ย้อนถาม “เพื่อไทย” ยังไม่ทันบริหารราชการแผ่นดินจะอภิปรายอะไร

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 21 ก.ย. 2568 ที่ศาลาหลังเทศบาลโพธิ์กระสัง อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย 4 รัฐมนตรีของพรรค อาทิ นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยกระทรวงมหาดไทย นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ 18 สส. พรรคภูมิใจไทย ขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียงเลือกตั้งซ่อม สส. ศรีสะเกษ เขต 5 โดยมี “จ๊ะจ๋า” ธนนนท์ นิรามิษ ภรรยานายอนุทิน มาร่วมให้กำลังใจด้วย

ขอดูแล ศรีสะเกษ ทั้งจังหวัด

นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้รู้สึกอบอุ่นอย่างมาก ความจริงแล้ว นางสาวจินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล น่าจะได้เข้าสภาฯ ไปแล้วก่อนหน้าที่จะถูกเลื่อนวันเลือกตั้งซ่อม ครั้งก่อนตนมาในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่วันนี้มาในฐานะนายกรัฐมนตรี นายกฯ ที่คนศรีสะเกษ เลือกมา ขอยืนยันว่า ภูมิใจไทย จะขอดูแลพี่น้องชาวจังหวัดศรีสะเกษทั้งหมด ไม่ใช่แค่ในอำเภอขุนหาญ หรืออำเภอภูสิงห์ แต่คือคนไทยทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีการแนะนำ สส. หลายจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือจากพรรคภูมิใจไทยด้วย

ยอมรับไม่กล้าเปิดด่านแน่นอน

บางช่วงการปราศรัย นายอนุทินถามว่า มีใครอยากให้เปิดด่านหรือไม่ ซึ่งชาวบ้านหลายคนตอบว่า ไม่อยากให้เปิดด่าน นายอนุทินจึงบอกว่า แล้วใครจะไปเปิด “ในเมื่อปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากภูมิใจไทย แล้วสุนัขตัวไหน จะไปกล้าเปิด ยิ่ง “หนู” ยิ่งไม่กล้าเปิดเลย ผมเป็นนายกฯ ของคนไทย ไม่ใช่นายกฯ ของเพื่อนบ้าน ยอมรับว่ามีเพื่อนอยู่บ้างในฝั่งนั้น แต่ไม่มีหุ้น ไม่มีสมบัติฝั่งนั้น แต่บอกเพื่อนไปแล้วว่า ระหว่างบ้านเอ็งกับบ้านข้า ข้าเลือกบ้านข้า ส่วนบ้านเอ็ง ก็ให้ดูแลกันเอาเอง ช่วยเหลือกันเอง” นายอนุทิน กล่าวและว่า

ขอเลือกภท.เขกหน้า พท.

“ขอให้พี่น้องเลือกภูมิใจไทย เพื่อเขกหน้ารัฐบาลเก่าที่ให้ความหวังคนไทย และไม่มีความเด็ดขาด โดยเฉพาะเรื่องของการเปิดด่าน รัฐบาลเก่า เปิดๆ ปิดๆ ไม่ฟังเสียงทหาร ซึ่งสถานการณ์ตอนนี้ ตนเองฟังเสียงจากทหารตลอด และชาวบ้านก็ไม่อยากให้เปิดด่าน ตนเองจึงให้อำนาจทางการทหารอย่างเต็มที่ในทุกๆ ด้าน ซึ่งภายหลังจากที่ปิดด่านก็เห็นได้ชัดว่าราคามันสำปะหลังขึ้นเป็นอย่างมาก ซึ่งผลประโยชน์ก็คือพี่น้องประชาชนชาวเกษตรกร” นายอนุทิน กล่าวและว่า

เลือกภท.ได้คะละครึ่งกลับมา

ขอให้ชาวศรีสะเกษ เขต 5 เลือก นางสาวจินณ์ตวรรณ แล้วโครงการคนละครึ่งจะกลับมาภายใน 1 เดือนแน่นอน เป็นการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจในประเทศไทย ผู้ที่อยู่ในระบบเสียภาษี จะอยู่ในอัตรา 60/40 ส่วนพี่น้องท่านอื่นก็ได้ 50/50 และปัญหาการแก้ไขชายแดน และสินค้าเกษตรของพี่น้องเกษตรกร รวมไปถึงปัญหาเรื่องยาเสพติด ก็จะเร่งมีการปราบปรามและแก้ไข ตนเองเชื่อว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในครั้งนี้ จะมีความใสบริสุทธิ์ และเกิดความชอบธรรมมากที่สุด เพราะเสียงพี่น้องเป็นเสียงที่บริสุทธิ์

หลังจากที่นายอนุทิน ปราศรัยเสร็จสิ้น ได้มีการนั่งพับเพียบอยู่บนเวที ก้มลงถ่ายรูปกับประชาชนที่มาให้กำลังใจ ขณะที่ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม ก็นั่งพับเพียบถ่ายรูปกับชาวบ้านด้วย

ยันไม่เอาคืน พท.ตั้งทีมชำแหละ

นายอนุทิน ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคเพื่อไทยเตรียม 4 ขุนพล อภิปรายชำแหละนโยบายของรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา ว่า เป็นสิทธิ์และหน้าที่ของ สส. ที่สามารถทำได้ ซึ่งตนก็มีข้อมูลที่จะชี้แจง หากมีการตั้งข้อสงสัยในเรื่องใด แต่ยืนยันว่าจะไม่มีการชำแหละคืน

ย้อน พท.ควรกลับไปดูตัวเอง

ส่วนเรื่องที่จะอภิปรายมีเรื่องของโฉมหน้าคณะรัฐมนตรี ที่บอกว่าเป็นปราสาทสายฟ้าคอนเนกชัน นายอนุทินถึงกับร้องโอ้โห พร้อมกล่าวว่า แล้วคอนเนกชันที่เกิดมาก่อนหน้านี้ ไม่กลับไปถามตัวเองก่อน ไม่ต้องถามตนหรอก เพราะตนไม่ทำในแบบที่พวกเขาทำ

ยันยับสภาแน่ตามที่พูด

ส่วนที่พรรคเพื่อไทย ประกาศว่าจะขอเป็นพรรคฝ่ายค้านอิสระ ไม่ร่วมกับพรรคประชาชน จะทำให้การทำหน้าที่ของฝ่ายค้านกลายเป็นฝ่ายแค้นหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่เป็นไร เวลามีแค่ 4 เดือน หลังจากแถลงนโยบาย ตนยุบสภาฯ แน่นอน เพราะฉะนั้นรักกันไว้เถิด ต้องรักกันไว้ให้มาก ส่วนปฏิบัติหน้าที่แต่ละฝ่ายก็ทำไป แต่ต้องมีความรักกันไว้ ซึ่งเราต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ยิ่งเรามีปัญหากับประเทศเพื่อนบ้าน “รบกับประเทศเพื่อนบ้านสิครับ อย่ามารบกันเอง”

ขู่ระวัง “ผมบ้าจี้” แฉกลับ

ส่วนที่พรรคเพื่อไทย เตรียมที่จะอภิปรายถึงการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งๆ ที่ยังไม่เริ่มทำงาน นายอนุทิน ระบุว่า ก็ยังไม่ได้บริหารราชการแผ่นดินเลย จะอภิปรายเรื่องอะไร พร้อมย้อนถามกลับว่า

“หากผมบ้าจี้ขึ้นมา อภิปรายในสิ่งที่เขาทำบ้าง โดยเฉพาะเรื่องที่ทำให้ประเทศของเราเสียหายไปขนาดไหน ทำให้ประชาชน ทหาร บาดเจ็บ ต้องสูญเสียชีวิต หากพวกผมอภิปรายกลับบ้าง ประเทศก็ไม่ต้องก้าวหน้าไปไหน เพราะฉะนั้นขอเถอะครับ ผมก็บอกอยู่ว่า อยู่แค่ 4 เดือน จะทำอะไรก็แล้วแต่ ผมอยู่ไม่เกิน 4 เดือนหรอกครับ และมาแข่งกันตอนเลือกตั้ง ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน อย่าตัดสินเอง” นายอนุทิน กล่าว

อนุทิน นำทีม ภูมิใจไทย เปิดปราศรัยให้ จินณ์ตวรรณ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นำทีมภูมิใจไทยเปิดปราศรัยขอคะแนนเสียงให้ จินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล ที่จังหวัดศรีสะเกษ โดยเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาชายแดนและปากท้องของประชาชน การตัดสินใจเรื่องความมั่นคงจะให้สิทธิ์แก่กองทัพ

อนุทินยังกล่าวถึงประเด็นการเปิดด่าน โดยย้ำว่าตนเองไม่กล้าตัดสินใจเปิดด่าน หากประชาชนไม่ต้องการ และสถานการณ์ยังไม่เอื้ออำนวย พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ

อนุทิน ปราศรัยขอคะแนนเสียงให้ จินณ์ตวรรณ

การปราศรัยครั้งนี้ นายอนุทิน ได้เน้นย้ำถึงความตั้งใจที่จะดูแลพี่น้องชาวศรีสะเกษอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาปากท้อง ราคาสินค้าเกษตร และยาเสพติด รวมถึงการผลักดันโครงการคนละครึ่งให้กลับมาอีกครั้ง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ นายอนุทินยังกล่าวถึงกระแสการเมือง โดยตอบโต้พรรคเพื่อไทยที่เตรียมอภิปรายนโยบายรัฐบาล โดยยืนยันว่าพร้อมชี้แจงทุกประเด็น และจะไม่ตอบโต้ด้วยการขุดคุ้ยเรื่องเก่าๆ

การปราศรัยของนายอนุทินในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคภูมิใจไทยในการรักษาฐานเสียงในพื้นที่ภาคอีสาน และความพร้อมในการรับมือกับการตรวจสอบจากฝ่ายค้านในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของรัฐบาล

การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของจังหวัดศรีสะเกษ เขต 5 ขอให้ทุกท่านใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาจังหวัดไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

ที่มา – “อนุทิน” ยกทีม “ภูมิใจไทย” เปิดปราศรัยขอคะแนนเสียงให้ “จินณ์ตวรรณ” ยืนยันไม่กล้าเปิดด่าน

จิรายุเย้ย! รัฐมนตรี “เต้าหู้ยี้” ประวัติไม่ขาว

“จิรายุ” เย้ยรัฐมนตรี “เต้าหู้ยี้” พบประวัติรัฐมนตรีหลายคนไม่ “ขาว” แฉบางคนกรอกข้อมูลแต่งตั้งเท็จ เรียกร้อง สลค. เปิดเผย หากเฉยจะใช้พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร 

วันที่ 19 ก.ย. 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีตที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี สส.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รัฐมนตรีของรัฐบาล “หนู1” หลายคนมีพฤติการณ์ต้องสงสัยว่าทุจริตในอดีตมีเรื่องร้องเรียน มีคดีในองค์กรอิสระ จำนวนมาก บางคนถูกชี้มูลความผิดโดย ปปช. บางคนเป็นอดีตข้าราชการเก่าที่มีคดีความทั้งส่วนของDSI ของตำรวจและองค์กรอิสระ

ซัดปชน. ดิวปีศาจ

นอกจากนี้ยังพบ บางคน มีสำนักข่าวขุดคุ้ยพฤติกรรม ว่ามีการเชื่อมโยงกับการฟอกเงิน มีเงินนอกระบบโอนไปสู่บัญชีของตนเองจำนวนมาก และพบเส้นทางการเงิน โอนต่อไปดูแล สส.หลายคน ซึ่งมีพยานหลักฐานครบถ้วน ซึ่งเรื่องนี้ ทั้งสื่อมวลชน และพรรคเพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้านจะตรวจสอบ และดำเนินคดีอย่างเต็มที่ กับรัฐบาลเต้าหู้ยี้อย่างแน่นอน

“พรรคประชาชนที่วัยรุ่นคาดหวังไว้จะต้องรับผิดชอบในการโหวต เพราะดูจาก 1 เดือนที่ผ่านมาเริ่มเห็นได้ชัดแล้วว่ามีการ“ดิวปีศาจ” น้ำเงิน+ส้ม กันมาตั้งแต่ต้น MOA ก็แค่พิธีกรรมใช่หรือไม่ 

เรียกร้อง สลค.เปิดข้อมูล รมต.

นายจิรายุกล่าวต่อไปว่า ต่อจากนี้ พรรคเพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้าน ขอให้ สลค.เปิดเผยข้อมูลใบกรอกประวัติการแต่งตั้ง หากเพิกเฉย จะใช้พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ ให้ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เปิดเผยเอกสารในการกรอกประวัติเพื่อเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรี ว่า ได้กรอกประวัติครบถ้วน มีท่าน รมต.กรอกความเท็จไว้กี่ข้อ หากตอบคำถามทั้ง 14 ข้อ ว่า“ไม่เคย”ทุกข้อ เหมือนกับการเสนอชื่อข้าราชการการเมือง ซึ่งการเป็นรัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติ และซื่อสัตย์ มีจริยธรรม เป็นที่ประจักษ์มากกว่าข้าราชการการเมืองทั่วไป ก็จะนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลความจริง เช่น เคยมีเรื่องร้องเรียน มีคดีความหรือคดีอยู่ระหว่างการดำเนินการ ก็จะเห็นได้ทันทีว่ารัฐมนตรีคนไหนโกหกกรอกข้อมูลอันเป็นเท็จไว้บ้าง ก็จะดำเนินการเพื่อถอดถอนและเอาผิดต่อไป

เย้ยตั้งรมต.เต้าหู้ยี้

“รัฐบาล 4 เดือน ที่พรรคประชาชน กล้าโหวตเป็นนั่งร้านให้นี้ ไม่มีจริง เพราะหากมีจริงต้องสวยงามกว่านี้ ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ “รมต.เต้าหู้ยี้” ต่างตอบแทนมาเป็นรัฐมนตรี เมื่อพรรคประชาชน โหวตเป็น “นั่งร้าน” ย่อมต้องรับผิดชอบสิ่งที่จะเกิดขึ้น นับจากนี้ “ดิวปีศาจ” หรือ “ดิวลับ” ที่เกิดขึ้น จะเป็นการหักศรัทธาของคนรุ่นใหม่ที่ไม่น่าไว้วางใจอีกต่อไป” นายจิรายุ กล่าว

จิรายุเย้ย! รัฐมนตรี “เต้าหู้ยี้” ประวัติไม่ขาว

จากกรณีข่าวดังกล่าว นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ได้ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับรัฐมนตรีหลายท่านในรัฐบาลปัจจุบัน โดยใช้คำว่า “รัฐมนตรีเต้าหู้ยี้” เพื่อสื่อถึงประวัติที่ไม่โปร่งใส และอาจมีข้อกังขาในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต ประเด็นนี้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ และในหมู่ประชาชนที่ติดตามข่าวสารทางการเมือง

รัฐมนตรี “เต้าหู้ยี้” คืออะไร?

คำว่า “รัฐมนตรีเต้าหู้ยี้” ในบริบทนี้ หมายถึง รัฐมนตรีที่อาจมีประวัติที่ไม่ชัดเจน มีเรื่องร้องเรียน หรือมีคดีความที่ยังไม่ได้รับการสะสาง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล

นายจิรายุยังได้เรียกร้องให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เปิดเผยข้อมูลในใบกรอกประวัติของรัฐมนตรีแต่ละท่าน เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน หาก สลค. ไม่ให้ความร่วมมือ นายจิรายุเตรียมที่จะใช้ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ เพื่อให้ได้ข้อมูลดังกล่าวมาเปิดเผยต่อสาธารณชน

ประเด็นสำคัญที่นายจิรายุเน้นย้ำคือ การที่รัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสม มีความซื่อสัตย์ และมีจริยธรรมเป็นที่ประจักษ์ การกรอกข้อมูลที่เป็นเท็จในการแต่งตั้งถือเป็นเรื่องร้ายแรง และอาจนำไปสู่การถอดถอนและดำเนินคดีได้

การออกมาเปิดเผยข้อมูลและวิพากษ์วิจารณ์ของนายจิรายุครั้งนี้ จุดประกายให้เกิดการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความซื่อสัตย์ของรัฐบาล รวมถึงกระตุ้นให้ประชาชนตรวจสอบและติดตามข่าวสารทางการเมืองอย่างใกล้ชิด

เรื่องนี้ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะมีข้อมูลเพิ่มเติมออกมาอีกในอนาคต เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบความจริงและสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

ดังนั้น การตรวจสอบประวัติรัฐมนตรี และการเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใสจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล และต่อการพัฒนาการเมืองไทยให้มีความสุจริตและเที่ยงธรรมมากยิ่งขึ้น กรณีรัฐมนตรี “เต้าหู้ยี้” จึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

ที่มา – “ จิรายุ ” เย้ยรัฐมนตรี “เต้าหู้ยี้” พบประวัติรัฐมนตรี หลายคนไม่ “ขาว”

“ภูมิธรรม” ตั้งข้อสังเกต ปมเขากระโดงพลิก

“ภูมิธรรม” ตั้งข้อสังเกต ปมเขากระโดงพลิก ทั้งที่ศาลปกครองสูงสุดเคยพิพากษาแล้ว ซัด พรรคประชาชน ยื่นดาบให้ภูมิใจไทยมีอำนาจล้นฟ้า  ยังไม่ทันตั้งรัฐบาลเสร็จเรื่องต่างๆกลับสู่สภาพปกติ

เมื่อเวลา 10.15 น. วันที่ 18 ก.ย. 2568 ที่พรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีกรมที่ดินแถลงข่าวยุติการเพิกถอนที่ดินเขากระโดง ว่า ไม่น่าแปลกใจ ตอนนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครใหญ่กว่าแล้ว ถ้ากล้าจะทำอะไรแบบนี้ ต้องคิดให้ดีๆ ซึ่งประเด็นเขากระโดง ถ้าเปรียบเทียบกับกรณี น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ อดีต สส.ราชบุรี ที่เป็นที่ดินของหลวงในการจัดสรรให้ราษฎรครอบครอง แต่เขากระโดงเป็นที่ดินพระราชทาน หัวใจของเรื่องนี้คือที่ดินพระราชทานของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 และมีการออกกฤษฎีกาในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งเป็นเรื่องจริง ที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ เมื่อจุดเริ่มต้นเป็นแบบนี้ เป็นที่ดินพระราชทาน ที่เป็นของหลวงโดยแท้ ไม่อาจเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ ดังนั้นการที่จะไปได้ที่ดินมาจากไหนก็ต้องไปพิสูจน์ตัวเองมาว่าได้มาโดยชอบธรรม ซึ่งมันชอบไม่ได้ มันไม่มีทางได้โดยชอบ การครอบครองที่ดินแปลงนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่ไปเช่าซื้อ หรืออะไรต่างๆแต่อยู่ๆเรื่องนี้มาแปลสภาพเป็นแบบนี้ คนที่ตัดสินใจทำเรื่องนี้ไม่ว่าเป็นใครก็ตามต้องตัดสินใจและต้องดูเจตนาให้ดี ถึงอย่างไรก็ตามไม่อาจลบล้างการเป็นที่ดินของพระเจ้าอยู่หัว หรือที่ดินพระราชทานได้ และหลักฐานทั้งหมด นายเดชอิศม์ ขาวทอง รมช.มหาดไทย ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ และยืนยันทั้งสองฝ่าย ทั้งการรถไฟยืนยันว่าเป็นที่ดินของตน และไปรังวัดเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ปี 2567 ส่วนกรณีของกรมที่ดินก็มีการรังวัดเรียบร้อยเมื่อปี 2567 เช่นกัน และแผนที่ที่ออกมาก็มีการรับรองทั้งสองฝ่าย และที่ดินตรงกัน แต่ยังมีส่วนที่ผิดพลาดอยู่บ้าง คือบริเวณโดยรอบ แต่ที่ดินเขากระโดงที่เป็นปัญหาอยู่ใจกลางแผนที่

ซัด ปชน. ยื่นดาบให้ภูมิใจไทย

นายภูมิธรรม กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องถามพรรคประชาชน เพราะตอนที่ไปตกลงจะร่วมรัฐบาล ตนได้หยิบเรื่องเขากระโดงและฮั้วสว. เข้าไปพูดคุย แต่ก็รู้สึกแปลกใจทำไมเรื่องนี้นำไปพูดคุยแล้วเป็นปัญหา ซึ่งพรรคประชาชนมองว่ากระบวนการยุติธรรมมีอยู่แล้ว ทำไมเราต้องหยิบเรื่องนี้ขึ้นมา แสดงว่าอาจจะมองให้ความสำคัญไม่เหมือนกัน ตนให้ความสำคัญเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะที่ดินกว่า 5,000 ไร่กับเรื่องคดีฮั้วสว. ไปกระทบกระเทือน และมีปัญหากับสถาบันรัฐสภา แต่พรรคประชาชนก็ไม่ได้รับทั้งสองเรื่อง แต่เรื่องนี้ก็เริ่มชัดแจ้ง และเรื่องฮั้วสว. รวมถึงเรื่องการใช้ถนนสาธารณะเป็นทางขึ้น–ลงสำหรับอากาศยาน ซึ่งเป็นถนนหลวง ทั้ง 3 เรื่อง เกิดพร้อมกันหมดก็ต้องถามว่าเรื่อง MOA ของพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนที่เละไปหมดแล้วจะทำอย่างไร ซึ่งตนแปลกใจตั้งแต่แรกแล้วว่า พรรคประชาชนมีคะแนนเสียงสูงสุด สามารถจับมือกับเขาตั้งรัฐบาลได้ และสามารถทำให้ตัวเองเข้าไปควบคุมได้ น.ส. ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่อยากทำกระทรวงการคลัง นี่ไงเข้าไปได้เลย เรื่องที่จะเพิ่มค่าแรงให้ประชาชนก็เข้าไปคุมกระทรวงแรงงานได้ ทำไมถึงไม่ทำ หรือคิดว่าตัวเองทำไม่ไหว หรือไม่สามารถ เพราะไม่เคยทำมาก่อน ในเมื่ออยากทำก็ควรจะเข้าไป ซึ่งการไม่เข้าไปเป็นการยื่นดาบทั้งหมดให้กับพรรคภูมิใจไทย ดังนั้นสิ่งนี้เป็นเรื่องที่ได้เตือนกันไปแล้วว่า พรรคประชาชนจะต้องรับผิดชอบในสิ่งเหล่านี้ เพราะยังไม่ทันตั้งรัฐบาลเสร็จเลย เรื่องต่างๆก็ถูกกลับมาเป็นประเด็น และกำลังจะกลับสู่สภาพปกติ

ลั่นทำหน้าที่เต็มที่แล้ว

นายภูมิธรรม กล่าวต่อว่า ตนได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่แล้ว มีกรรมการเข้าไปตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว และให้ทั้งสองฝ่ายมาพูดคุยกัน ถ้าไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นสิ้นเดือนกันยายนนี้ตนจะเพิกถอนอย่างแน่นอน แต่เมื่อเป็นแบบนี้ก็ต้องฝากให้นายอนุทิน ซึ่งเป็นนายกฯ ของประเทศไทย กับนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้าน เมื่อจับมือกันแล้วน่าจะคุมทุกอย่างได้ แก้ไขในสิ่งที่ผิดให้เป็นถูก ทำสิ่งที่ผิดปกติใช้อำนาจเกินขอบเขต ไปทำให้ถูกต้องไม่เช่นนั้นพรรคประชาชนจะตอบประชาชนทั้งประเทศไม่ได้ เพราะ 2 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนทั่วไปรู้สึกอยู่แล้ว เขากระโดงเมื่อไปทำโพลก็มีความเห็นทะลุ 80-90% ว่าจะต้องเอาคืนให้กับหลวง รวมถึงเรื่องสว. ที่จี้ให้ทำให้ได้ เพราะไปกระทบกระเทือนกับสถาบันชาติ และทำให้บางพรรคการเมืองมีอำนาจล้นฟ้าคุมได้หมด ทั้งสภา และฝ่ายบริหาร เรื่องนี้ต้องกลับไปถามพรรคประชาชน และนายอนุทินแม้ไม่ได้นั่งแถลงข่าว แต่การที่มีข่าวว่าโทรศัพท์หาผู้ใหญ่ในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รวมถึงโทรศัพท์หากระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม ซึ่งคุมการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟม.) ต่อจากนี้ไปเป็นเรื่องของพรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทยต้องแก้ปัญหา

ยันที่ดินปฏิบัติตามคำสั่งศาลไม่ครบ

เมื่อถามว่า ส่วนที่มีการอ้างอิงต้องรอคำสั่งศาลปกครองกลาง แต่ก่อนหน้านี้ศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษาเรื่องนี้ไปแล้วนั้น นายภูมิธรรม ถามกลับว่า เรื่องนี้ไม่ต้องถามตน เพราะตนก็สงสัยเช่นเดียวกัน เมื่อศาลตัดสินแล้วมาพลิกได้อย่างไร ที่ตนเข้าไปเจอคือยังไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลอย่างครบถ้วน จึงพยายามเข้าไปทำให้ครบถ้วน ดังนั้นต้องไปถามคนที่เกี่ยวข้อง พรรคประชาชนที่ยื่นดาบให้เขาไปแล้วบอกว่าจะคุมได้นั้น ตกลงเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล รวมถึงทางพรรคภูมิใจไทย 4 เดือนที่เข้ามาบอกว่าจะแก้ไขเรื่องรัฐธรรมนูญยังไม่เห็นภาพที่ชัดเจน มีแต่จัดการเรื่องตัวเองทั้งหมด นี่คือสิ่งที่พรรคเพื่อไทยได้เห็น และพยายามบอกเสนอแล้วแต่ไม่ยอมรับกัน ซึ่งตนสงสัยว่าทำไมไม่รับ แต่เมื่อเกิดเรื่องนี้ขึ้น และจัดตั้งรัฐบาลแทนก็ต้องถามว่าทำไมจึงมีใจผูกพันกับพรรคภูมิใจไทยมากขนาดนั้น หรือได้อะไรตอบแทนมาหรือไม่ต้องไปเช็กดู

“ภูมิธรรม” ตั้งข้อสังเกต ปมเขากระโดงพลิก

ปมเขากระโดงพลิก: ภูมิธรรมชี้ใครต้องรับผิดชอบ?

สถานการณ์ที่ดินเขากระโดงกลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อนายภูมิธรรม เวชยชัย ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงของท่าทีหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรมที่ดินที่ยุติการเพิกถอนที่ดินดังกล่าว ทั้งที่ก่อนหน้านี้ศาลปกครองสูงสุดเคยมีคำพิพากษาแล้ว

นายภูมิธรรมยังวิพากษ์วิจารณ์พรรคประชาชนว่า เป็นผู้ที่ส่งมอบอำนาจให้กับพรรคภูมิใจไทยในการจัดการเรื่องนี้ ทำให้เรื่องราวต่างๆ ที่ควรจะแก้ไข กลับคืนสู่สภาพเดิมก่อนการจัดตั้งรัฐบาลเสียอีก

ประเด็นสำคัญที่นายภูมิธรรมเน้นย้ำคือ ที่ดินเขากระโดงเป็นที่ดินพระราชทาน ซึ่งมีความแตกต่างจากที่ดินที่รัฐจัดสรรให้ประชาชนทั่วไป การเปลี่ยนแปลงสถานะของที่ดินดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบและโปร่งใส

สิ่งที่เกิดขึ้นกับปมเขากระโดงพลิกนี้ เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาที่ดินในประเทศไทย และยังเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาที่คาราคาซังมาอย่างยาวนาน ความโปร่งใสและความยุติธรรมในการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดินจะเป็นสิ่งที่ประชาชนจับตามองอย่างใกล้ชิด

โดยสรุปแล้ว นายภูมิธรรมได้แสดงความกังวลอย่างชัดเจนต่อการเปลี่ยนแปลงท่าทีของหน่วยงานราชการในกรณีปมเขากระโดงพลิก และเรียกร้องให้พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น และแก้ไขปัญหาให้ถูกต้องตามกฎหมาย

ประชาชนควรติดตามความคืบหน้าในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของส่วนรวม และหลักการความถูกต้องชอบธรรมในการบริหารราชการแผ่นดิน

การออกมาแสดงความเห็นของนายภูมิธรรมในเรื่อง ปมเขากระโดงพลิกนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ภายในรัฐบาลผสม และอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองในอนาคต

ที่มา – “ภูมิธรรม” ตั้งข้อสังเกต ปมเขากระโดงพลิก ซัด พรรคประชาชน ยื่นดาบให้ภูมิใจไทยมีอำนาจล้นฟ้า

“ชนินทร์” กังขา พรรคประชาชนเงียบผิดปกติจริงหรือ?

“ชนินทร์” กังขาพรรคประชาชนเงียบผิดปกติ ถาม ดีลพิสดารแลกประเทศ ชี้ชัดผิด MOA แล้ว ปล่อยคนไหลเข้าพรรคภูมิใจไทย ไม่กดดัน สว.น้ำเงิน แก้ รธน. หวั่น “มวยล้มต้มคนดู”

วันที่ 17 ก.ย. 2568 นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการทำหน้าที่ฝ่ายค้านของพรรคประชาชนว่า พรรคประชาชนอย่าเงียบต่อกรณีการรวมพลเข้าพรรคภูมิใจไทย ภายหลังมีการเปิดตัวเครือข่าย สส.ทั้งเก่าและใหม่ ตบเท้าเข้าเป็นสมาชิกภูมิใจไทยกันอย่างคึกคัก ทั้งจากพรรคประชาธิปัตย์และรวมไทยสร้างชาติ ซึ่งส่อเจตนาขัดต่อ MOA ระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ในข้อ 4 อย่างชัดเจนว่า พรรคภูมิใจไทยต้องไม่ดำเนินการโดยวิธีการใดๆ เพื่อทำให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก หรือพรรคประชาชนจะแกล้งหลับหูหลับตา รอให้พรรคภูมิใจไทยมีเสียงเกินครึ่งเด็ดขาดก่อน จึงจะออกมาวิจารณ์เรื่องนี้เมื่อสาย

นายชนินทร์กล่าวว่า นอกจากนั้น ในส่วนของการแก้รัฐธรรมนูญเอง ที่พรรคประชาชนรู้ดีว่าที่ผ่านมาติดขัดจากความร่วมมือของพรรคภูมิใจไทยและ สว.ที่พรรคประชาชนก็กล่าวขานว่าเป็น สว.สีน้ำเงิน แต่การขับเคลื่อนในรอบนี้กลับไม่มีการเรียกร้องหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยให้ส่งสัญญาณชี้ทาง สว. เหมือนแต่ก่อน แต่ปล่อยให้ สว. จำนวนหนึ่งออกมาชี้ช่องเปิดทางคว่ำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ที่ทางพรรคการเมืองกำลังจะเสนอ จนต้องตั้งข้อสังเกตว่า พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย มีความจริงใจร่วมกันต่อการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แค่ไหน หรือนี่ก็จะเป็นมวยล้มต้มคนดู โยนบาปให้ สว. แล้วลอยตัวไม่รับผิดชอบต่อข้อตกลงที่ทำร่วมกันเองเหมือนเดิม

“พรรคประชาชนสร้างวาทกรรม “ดีลแลกประเทศ” มาแปะป้ายพรรคการเมืองอื่น ในระหว่างที่พรรคตนทำข้อตกลงเป็นนั่งร้านให้พรรคภูมิใจไทยที่ชาวบ้านก็ยังกังขา ยิ่งประกาศยังคงเป็นฝ่ายค้าน ไม่ร่วมรัฐบาล แต่กลับละเลยการวิจารณ์ในเรื่องที่เคยทำ ยิ่งทำให้ประชาชนคลางแคลงใจว่ามีดีลพิสดารอะไรซ่อนไว้อีกหรือไม่”นายชนินทร์กล่าว

“ชนินทร์” กังขาพรรคประชาชนเงียบผิดปกติ

จากกรณีที่นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ ได้ออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับท่าทีที่เงียบผิดปกติของพรรคประชาชนต่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการย้ายเข้าพรรคภูมิใจไทยของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จากพรรคอื่น ๆ ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายเกี่ยวกับบทบาทของพรรคประชาชนในฐานะฝ่ายค้าน

ทำไม “ชนินทร์” ถึงกังขาพรรคประชาชนเงียบผิดปกติ?

ความกังวลหลักของนายชนินทร์อยู่ที่การที่พรรคประชาชนดูเหมือนจะไม่ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์หรือแสดงท่าทีใด ๆ ต่อการที่ ส.ส. จากพรรคประชาธิปัตย์และพรรครวมไทยสร้างชาติจำนวนมาก ย้ายเข้าสังกัดพรรคภูมิใจไทย ซึ่งขัดต่อบันทึกข้อตกลง (MOA) ที่พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยได้ทำร่วมกันไว้ โดยเฉพาะข้อที่ระบุว่าพรรคภูมิใจไทยต้องไม่ดำเนินการใด ๆ ที่จะทำให้ตนเองกลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก นายชนินทร์ตั้งคำถามว่า “ชนินทร์” กังขาพรรคประชาชนเงียบผิดปกตินี้ เป็นการแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เพื่อรอให้พรรคภูมิใจไทยมีเสียงข้างมากเกินครึ่งสภาก่อน แล้วค่อยออกมาวิจารณ์อย่างนั้นหรือ?

นอกจากนี้ นายชนินทร์ยังตั้งข้อสังเกตถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ดูเหมือนจะไม่มีการเรียกร้องให้พรรคภูมิใจไทยส่งสัญญาณไปยังสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่ถูกมองว่าเป็น ส.ว. “สีน้ำเงิน” ให้สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เหมือนที่เคยทำในอดีต ทำให้เกิดความสงสัยว่าพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยมีความจริงใจต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากน้อยเพียงใด หรือทั้งหมดนี้เป็นเพียง “มวยล้มต้มคนดู” ที่จะโยนความผิดให้ ส.ว. แล้วลอยตัวหนีปัญหา

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เกิดคำถามว่าพรรคประชาชนกำลังเล่นเกมอะไรอยู่กันแน่ การที่พรรคประชาชนไม่แสดงท่าทีใด ๆ ในขณะที่พรรคภูมิใจไทยกำลังขยายฐานเสียง อาจทำให้ประชาชนเกิดความคลางแคลงใจว่ามี “ดีลพิสดาร” อะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังหรือไม่ และการที่พรรคประชาชนยังคงยืนยันว่าเป็นฝ่ายค้าน แต่กลับละเลยการวิจารณ์ในเรื่องที่เคยวิจารณ์ ยิ่งทำให้สถานการณ์ดูคลุมเครือมากยิ่งขึ้น

การออกมาวิพากษ์วิจารณ์ของนายชนินทร์ในครั้งนี้ ถือเป็นการตั้งคำถามที่สำคัญต่อพรรคประชาชนว่ากำลังทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างแท้จริงหรือไม่ และมีความโปร่งใสมากน้อยเพียงใดในการดำเนินงานทางการเมือง หากพรรคประชาชนยังคงเงียบต่อไป อาจทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นในพรรคและระบบการเมืองโดยรวมได้

ดังนั้น พรรคประชาชนจึงควรออกมาแสดงท่าทีที่ชัดเจนต่อประเด็นที่เกิดขึ้น และอธิบายให้ประชาชนเข้าใจถึงเหตุผลในการดำเนินงานของพรรค เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและรักษาศรัทธาของประชาชนต่อไป อย่าให้ปรากฏภาพ “ชนินทร์” กังขาพรรคประชาชนเงียบผิดปกติ จนทำให้สังคมเคลือบแคลงสงสัยต่อไปอีกเลย

หากพรรคประชาชนยังคงนิ่งเฉยต่อสถานการณ์นี้ต่อไป อาจส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของพรรคในสายตาประชาชน และอาจนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจในระบบการเมืองโดยรวมได้

ที่มา – “ชนินทร์” กังขาพรรคประชาชนเงียบผิดปกติ ปล่อยคนไหลเข้าพรรคภูมิใจไทย ผิด MOA

“ศุภชัย” เตือนเพื่อไทย คิดดีดี เอา “ณัฐวุฒิ” ช่วย?

“ศุภชัย” เตือน “เพื่อไทย” คิดดีๆ เอา “ณัฐวุฒิ” มาช่วยกฎหมาย หลังอดีตเคยถูกไล่ออกจากอัยการ  ด้าน “ณัฐวุฒิ” ชี้มติพรรคต้องรวมทุกคน ส่ง 3 คำร้องให้เพื่อไทยถอดถอน “อนุทิน-เท้ง” พร้อม 212 สส.

วันที่ 16 ก.ย. 2568  ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย แถลงกรณีนายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ยื่นคำร้องให้กับพรรคเพื่อไทย ในการร้องต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เกี่ยวกับข้อตกลงทางการเมือง (MOA) ระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทย ว่า วันนี้นักกฎหมายจำนวนมากที่มีความเห็นว่าผิดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าคิดว่าจะร้องก็ใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญที่ถูกต้อง ก็ร้องกันไป แต่อยากฝากไปถึงพรรคเพื่อไทย ว่าตนมีความเป็นห่วง ที่ผ่านมาท่านเป็นพรรคการเมืองใหญ่ องคาพยพสำคัญคือต้องมีฝ่ายกฎหมาย ซึ่งเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยมีนักกฎหมาย มีปรมาจารย์ มีครูกฎหมายมากมายอยู่ที่นั่น จึงไม่คิดว่าพรรคเพื่อไทยจะไปจ้างนายณัฐวุฒิให้ทำตรงนี้ แต่คิดว่านายณัฐวุฒิไปเสนอเขาเอง ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ตนไม่อยากจะพูดว่าผิดมารยาทของนักกฎหมายหรือมารยาททนายความ ในการเสนอตัวเข้าไปหาลูกความ

ย้อนต้องมือสะอาดก่อนตรวจสอบใคร

“มีสุภาษิตกฎหมายอยู่คำหนึ่ง one should come to Court with clean hands คุณจะไปศาล คุณจะต้องไปด้วยมือที่สะอาด หรือคุณจะต้องเป็นคนที่สะอาดพอที่จะไปศาล รวมถึงให้คำแนะนำตรงนี้ด้วย หัวหน้าพรรคเคยพูดว่า จะขึ้นธรรมาสน์เทศน์คนอื่นต้องล้างเท้าเสียก่อน“

เผยเคยถูกไล่ออกจากราชการ

นายศุภชัย กล่าวอีกว่า นายณัฐวุฒิเคยเป็นอัยการประจำกอง แต่เคยถูกไล่ออกจากราชการ เพราะประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง เรื่องรับสินบน 1.5 ล้านบาท ไปวิ่งเต้นคดีของพวกเลือกตั้ง ในฐานะนักกฎหมายเป็นสิ่งที่ห้ามกระทำอยู่แล้ว แต่ตอนนั้นท่านเป็นอัยการจนในที่สุดคณะกรรมการอัยการก็มีมติไล่ออกจากราชการด้วยเหตุผลนั้น

“ถ้าผมเป็นท่านจะอยู่อย่างสงบเสงี่ยม เพราะเคยถูกไล่ออกในการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ซึ่งท่านได้ไปร้องศาลปกครองสูงสุด แต่ในที่สุดศาลปกครองก็วินิจฉัยว่ายื่นไม่ได้ คดีตัวเองยังแพ้เลย จึงอยากฝากไปถึงพรรคเพื่อไทยว่าคิดดีๆ แต่ถ้าเป็นผมจะไม่ใช้วิชาความรู้จากนายณัฐวุฒิ ซึ่งแฝงด้วยความเป็นมือไม่สะอาดนั้น มาใช้ประโยชน์ด้วยหรือไม่”

มอบ 3 คำร้องชงเชือด“อนุทิน-เท้ง”

ก่อนหน้านี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ได้เดินทางไปมอบคำร้องฉบับแก้ไขในการร้องต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เกี่ยวกับข้อตกลงทางการเมืองระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทย หรือ MOA หลังจากที่พรรคเพื่อไทยถอนร่างคำร้องจากนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร  ที่พรรคเพื่อไทย โดยมีนางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทยเป็นผู้รับ

เพิ่มเอาผิด 212 สส.

นายณัฐวุฒิ กล่าวด้วยว่า คำร้องฉบับใหม่ ได้เพิ่มผู้ถูกร้อง จากนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นการร้องเอาผิดต่อ สส. 212 คน ของพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยด้วย และคำร้องฉบับใหม่ให้กับแกนนำพรรคเพื่อไทยเพื่อเข้าที่ประชุมฯ เพื่อดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อถอดถอนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพราะขาดคุณสมบัติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 วรรคหนึ่ง 3 คำร้อง ได้แก่

1.คำร้องส่งให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพความเป็นนายกรัฐมนตรีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 (4) ประกอบมาตรา 160(4)(5) โดยขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ตาม รธน. มาตรา 82 วรรคสอง ปมตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาคดีฮั้ว สว.สีน้ำเงิน ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

2.คำร้องส่งให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ กับ 212 ได้แก่ สส.พรรคประชาชน จำนวน 143 คน พรรคภูมิใจไทย จำนวน 69 คน ปมข้อตกลง MOA ฉบับลงวันที่ 3 กันยายน 2568 ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

และ3. คำร้องขอให้อัยการสูงสุดวินิจฉัยสั่งให้เลิกการกระทำการใช้สิทธิล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง ปมข้อตกลง MOA ฉบับลงวันที่ 3 กันยายน 2568 เพื่อเป็นสารตั้งต้นนำไปสู่การยุบพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย

ย้อน“สิริพงศ์”ไม่รู้กฏหมาย

ส่วนกรณีที่นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ระบุว่า MOA ไม่มีผลทางกฎหมาย นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ใครเป็นคนพูด นายสิริพงศ์ จบกฎหมายหรือไม่ ถ้าจบกฎหมายก็ต้องรู้ว่านิติกรรม 2 ฝ่าย มีผลผูกพันหากมีการลงชื่อ ก็มีผลก็ถือว่ามีผล เนื่องจากรัฐธรรมนูญมาตรา 114 ห้ามการครอบงำหรืออยู่ภายใต้อาณัติใดๆ ไม่สามารถกระทำได้ และหากว่ากันด้วยผลประโยชน์ส่วนตน ตามมาตรา 185 ห้ามสส.กระทำการลักษณะนี้ ซึ่งมีผลต่อการพ้นสมาชิกภาพ ตามมาตรา 101 (7)

มั่นใจเพื่อไทยยื่นศาลรธน.ได้

นายณัฐวุฒิ กล่าวด้วยว่า เชื่อมั่นว่าหากพรรคเพื่อไทย และ สส. ใช้ช่องทางตามมาตรา 82 วรรค 1 สามารถยื่นคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้ โดยเฉพาะมาตรา 82 วรรค 2 นอกจากยื่นได้แล้วยังขอคำสั่งให้ใช้วิธีการชั่วคราวก่อนศาลพิพากษา ก็สามารถกระทำได้ ซึ่งศรนั้นก็ยังกลับมาที่ตนเอง เหมือนกรณีของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เราพูดกันตามเนื้อหา และพยานหลักฐาน เราไม่มีอะไรกับเขา พูดกันตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ปรากฏอย่างชัดแจ้ง

“ศุภชัย” เตือน “เพื่อไทย” คิดดีดี เอา “ณัฐวุฒิ” มาช่วยกฎหมาย หลังชง 3 คำร้องถอดถอน 212 สส.

“ศุภชัย” เตือน “เพื่อไทย” คิดดีๆ เรื่อง “ณัฐวุฒิ”

นายศุภชัย ใจสมุทร ออกมาเตือนพรรคเพื่อไทยให้คิดให้ดี ก่อนที่จะดึงนายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม เข้ามาช่วยเหลือด้านกฎหมาย โดยอ้างถึงประวัติในอดีตของนายณัฐวุฒิที่เคยถูกไล่ออกจากราชการ

เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจ เพราะเกี่ยวข้องกับความน่าเชื่อถือและความเหมาะสมในการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองของบุคคลที่เคยมีประวัติด่างพร้อย การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่จะตามมา

การที่นายศุภชัยออกมาเตือนเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของพรรคภูมิใจไทยต่อการเข้ามามีบทบาทของนายณัฐวุฒิ ซึ่งอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างสองพรรคได้

นอกจากนี้ การที่นายณัฐวุฒิยื่น 3 คำร้องให้พรรคเพื่อไทยถอดถอนนายอนุทินและ สส. อีก 212 คน ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ทางการเมืองมีความซับซ้อนและน่าติดตามยิ่งขึ้น

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งและความไม่ไว้วางใจที่ยังคงมีอยู่ในการเมืองไทย การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยในเรื่องนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางทางการเมืองในอนาคต

การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยในการดึง “ณัฐวุฒิ” มาช่วยกฎหมาย จะส่งผลอย่างไรต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของพรรค คงต้องติดตามดูกันต่อไป

“ศุภชัย” เตือน “เพื่อไทย” คิดดีดี เอา “ณัฐวุฒิ” มาช่วยกฎหมาย หลังชง 3 คำร้องถอดถอน 212 สส. ประเด็นนี้ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม

ที่มา – “ศุภชัย” เตือน “เพื่อไทย” คิดดีดี เอา “ณัฐวุฒิ” มาช่วยกฎหมาย หลังชง 3 คำร้องถอดถอน 212 สส.

Scroll to top