การเมืองไทย

เพื่อไทยฝันหวานเลือกตั้งครั้งหน้าจะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง

เพื่อไทยฝันหวานเลือกตั้งครั้งหน้าจะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง

ในวันที่ 27 กันยายน 2568 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำพรรคเพื่อไทย ได้ลงพื้นที่หาเสียงในอำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อช่วยเหลือผู้สมัคร ส.ส. นางสาวภูริกา สมหมาย (กุ้ง) ทายาทการเมืองของ ส.ส. อมรเทพ สมหมาย ที่มาจากลูกหลานชาวขุนหาญ-ภูสิงห์แท้ๆ พี่น้องประชาชนมาร่วมให้กำลังใจอย่างหนาแน่น แสดงถึงความศรัทธาที่พรรคเพื่อไทยยังคงมีในใจของคนไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่เคยได้รับประโยชน์จากนโยบายของพรรค

การลงพื้นที่หาเสียงและคำมั่นสัญญาจากณัฐวุฒิ

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า นี่เป็นครั้งที่สองที่มาเยือนอำเภอภูสิงห์ ครั้งแรกมาในฐานะรัฐบาล แต่ตอนนี้ถูก “วิ่งราว” ไปเสียแล้ว เอางูเห่าไปด้วย จนกลายเป็นทั้งงูทั้งหนูอยู่ด้วยกัน การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อภูริกา เพื่อทำงานรับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง เขายังเน้นย้ำถึงผลงานในอดีตของพรรคที่ช่วยยกระดับชีวิตคนยากจน ทำให้คนไทยลืมตาอ้าปาก มีสิทธิมีเสียงมากขึ้น นโยบายเหล่านี้ตอบโจทย์ชีวิตจริงของประชาชน ไม่ใช่แค่คำพูดสวยๆ

สถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันที่เรียกว่า “รัฐบาลสีน้ำเงิน” กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์หนัก นายณัฐวุฒิ ฝากให้ประชาชนช่วย “แตะเบรก” รัฐบาลนี้ โดยการเลือกตั้งในวันที่ 28 กันยายน 2568 จะเป็นโอกาสให้คนศรีสะเกษส่งสัญญาณชัดเจน ว่าสังคมไทยจะไม่ยอมให้ใครยึดทุกอย่างได้หมด จะไม่ปล่อยให้น้ำเงินครองทุกสีสันของการเมืองไทย

เพื่อไทยฝันหวานเลือกตั้งครั้งหน้าจะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง: ความหวังและความมุ่งมั่น

หนึ่งในประเด็นที่นายณัฐวุฒิพูดถึงคือ การถูกจับกุมของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร จากคดีที่เกิดจากการทำหน้าที่นายกฯ แต่พรรคเพื่อไทยไม่เคยหายไปจากใจประชาชน เพราะ “ล้มบนตักประชาชน” เขายังเล่าว่า ได้ส่งข่าวไปยังนางสาวแพทองธาร ชินวัตร เพื่อเล่าให้ท่านทักษิณฟังว่า คนศรีสะเกษยังจำได้ คนขุนหาญยังไม่ลืม คนภูสิงห์ยังซึ้งใจ หากไม่มีปฏิวัติ คงหายจนไปแล้ว พรรคเพื่อไทยจะไม่ยอมแพ้ และ เพื่อไทยฝันหวานเลือกตั้งครั้งหน้าจะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง อย่างแน่นอน เราจะช่วยกันจัดตั้งรัฐบาลเพื่อไทย เพื่อนำความเจริญกลับมาสู่ประชาชน

การหาเสียงครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การเลือกตั้งซ่อม แต่เป็นสัญญาณของการต่อสู้เพื่ออนาคตทางการเมืองไทย พรรคเพื่อไทยมีประวัติศาสตร์ยาวนานในการยืนหยัดเพื่อประชาชน จากนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 30 บาทรักษาทุกโรค ไปจนถึงการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ทำให้คนจนลุกขึ้นยืนได้ ในยุคที่รัฐบาลปัจจุบันถูกมองว่าล้มเหลวในการแก้ปัญหา โอกาสของเพื่อไทยในการกลับมาครองอำนาจดูสดใสยิ่งขึ้น

  • ผลงานที่ผ่านมา: ยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย
  • นโยบายที่ตอบโจทย์: ช่วยเหลือคนยากจนและผู้มีรายได้น้อย
  • ความศรัทธาจากประชาชน: ยังคงเหนียวแน่นแม้เผชิญอุปสรรค

ประชาชนในพื้นที่แสดงความเห็นด้วยอย่างมาก บางคนเล่าว่าชีวิตดีขึ้นจริงจากนโยบายเพื่อไทย และหวังว่าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งในการเลือกตั้งใหญ่ครั้งหน้า การเมืองไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยน และเพื่อไทยพร้อมนำทางไปสู่ความยุติธรรมและความเจริญรุ่งเรือง

สุดท้ายนี้ ผมเชื่อว่า เพื่อไทยฝันหวานเลือกตั้งครั้งหน้าจะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ไม่ใช่แค่ฝัน แต่เป็นเป้าหมายที่เราจะทำให้สำเร็จร่วมกัน คุณคิดอย่างไร? มาร่วมแสดงความเห็นและสนับสนุนพรรคที่ใส่ใจประชาชนอย่างแท้จริงในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – เพื่อไทยฝันหวานเลือกตั้งครั้งหน้าจะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง

รวมไทยสร้างชาติลั่นไปกันต่อ หาคนอุดมการณ์ร่วมงาน

ในยุคที่การเมืองไทยเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและความเบื่อหน่ายจากประชาชน พรรครวมไทยสร้างชาติกำลังก้าวขึ้นมาอย่างโดดเด่นด้วยวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน โดยล่าสุดมีข่าวสำคัญที่กำลังเป็นกระแส รวมไทยสร้างชาติลั่นไปกันต่อ ประกาศหาคนอุดมการณ์เดียวกันมาร่วมงาน ซึ่งเป็นการเชิญชวนให้คนรุ่นใหม่และผู้ที่มีใจเพื่อชาติเข้ามามีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงการเมืองให้ดีขึ้น

รวมไทยสร้างชาติลั่นไปกันต่อ ประกาศหาคนอุดมการณ์เดียวกันมาร่วมงาน

วันที่ 27 กันยายน 2568 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ออกมาเปิดเผยถึงจุดยืนของพรรคที่มุ่งมั่นในการเมืองเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ที่ผ่านมาประชาชนไทยจำนวนไม่น้อยรู้สึกผิดหวังกับนักการเมืองที่ชอบอ้างชื่อประชาชน แต่พอได้อำนาจแล้วกลับหันไปหาผลประโยชน์ส่วนตัว โดยละเลยปัญหาที่ประชาชนเผชิญหน้ามาอย่างยาวนาน เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และโครงสร้างพื้นฐานที่ล้มเหลว

พรรครวมไทยสร้างชาติเกิดขึ้นจากความจำเป็นนี้ เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้กับการเมืองไทย โดยนายพีระพันธุ์เล่าว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ขณะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พรรคได้พิสูจน์ตัวเองผ่านการทำงานจริงจัง โดยเฉพาะในด้านพลังงานที่สามารถลดค่าไฟฟ้า ไม่เคยขึ้นค่าแก๊ส และกำลังวางแผนควบคุมราคาน้ำมันให้มั่นคง ไม่ให้ผันผวนรายวันอีกต่อไป นี่คือตัวอย่างของการเมืองที่ ‘ทำจริง’ ไม่ใช่แค่พูด

การประกาศ รวมไทยสร้างชาติลั่นไปกันต่อ ประกาศหาคนอุดมการณ์เดียวกันมาร่วมงาน นี้ เป็นสัญญาณว่าพรรคพร้อมขยายฐาน โดยมุ่งหาคนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน คือ ต้องการการเมืองที่โปร่งใส ยุติธรรม และมุ่งแก้ปัญหาประชาชนเป็นหลัก หัวหน้าพรรคย้ำว่า พรรคไม่ใช่เครื่องมือของใคร แต่เป็นของประชาชนทุกคนที่อยากเห็นประเทศไทยก้าวหน้า

รวมไทยสร้างชาติลั่นไปกันต่อ ประกาศหาคนอุดมการณ์เดียวกันมาร่วมงาน เพื่ออนาคตที่ดีกว่า

หากคุณกำลังเบื่อหน่ายกับการเมืองแบบเดิม ๆ ที่เต็มไปด้วยการทุจริตและการต่อสู้แย่งชิงอำนาจ นี่คือโอกาสของคุณ พรรครวมไทยสร้างชาติเชิญชวนทุกท่านที่มีแนวคิดคล้ายกัน ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ นักวิชาการ นักกิจกรรม หรือประชาชนทั่วไป มาร่วมสร้างการเมืองใหม่ที่เน้นผลลัพธ์จริง เช่น การพัฒนาโครงสร้างพลังงานที่ยั่งยืน ลดภาระค่าครองชีพ และส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก

ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจหลังโควิด-19 และความไม่แน่นอนทางการเมือง การมีพรรคที่ยึดมั่นในหลักการเพื่อประชาชนจึงสำคัญยิ่ง นายพีระพันธุ์ เน้นย้ำว่าการทำงานในรัฐบาลครั้งที่ผ่านมา ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น โดยไม่มีเรื่องอื้อฉาวหรือผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่น ๆ หลายแห่งที่ถูกวิจารณ์เรื่องนี้

นอกจากนี้ พรรคยังมีแผนงานที่ชัดเจนในหลายด้าน เช่น การปฏิรูประบบพลังงานให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สนับสนุนเกษตรกรและ SME ผ่านนโยบายที่เป็นรูปธรรม และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนท้องถิ่น การ รวมไทยสร้างชาติลั่นไปกันต่อ ประกาศหาคนอุดมการณ์เดียวกันมาร่วมงาน จึงไม่ใช่แค่การรับสมัครสมาชิก แต่เป็นการสร้างขบวนการเพื่อชาติที่ยั่งยืน

  • สมัครด้วยตนเอง: ไปที่สำนักงานพรรครวมไทยสร้างชาติ เลขที่ 35/3 ซอยอารีย์ 5 ถนนพหลโยธิน กรุงเทพฯ เปิดให้บริการทุกวันทำการ
  • สมัครออนไลน์: กรอกข้อมูลผ่านลิงก์ https://forms.gle/jwYGG9zNnGedtiqb7 สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย

หัวหน้าพรรคกล่าวทิ้งท้ายว่า “ผมขอเชิญชวนท่านทั้งหลายที่เบื่อการเมืองแบบเก่า ๆ ที่ชอบอ้างประชาชนแต่ทำเพื่อตัวเอง มาร่วมกันที่พรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อพิสูจน์ว่าประเทศนี้ยังไปต่อได้ ถ้าเรามีใจเดียวกัน” คำเชิญนี้ไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นการกระทำที่พร้อมต้อนรับทุกคน

การเข้าร่วมพรรครวมไทยสร้างชาติไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างพรรคให้แข็งแกร่งขึ้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยให้ดีขึ้น หากคุณเชื่อในอุดมการณ์เพื่อประชาชนและชาติ อย่ารอช้า ลองสมัครดูวันนี้ แล้วเราจะไปด้วยกันเพื่ออนาคตที่สดใสกว่าเดิม

ที่มา – รวมไทยสร้างชาติลั่นไปกันต่อ ประกาศหาคนอุดมการณ์เดียวกันมาร่วมงาน

“อนุทิน” ย้าย “องค์นรสิงห์” กลับตึกไทยคู่ฟ้า

ในแวดวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์และประเพณีการ “อนุทิน” ย้าย “องค์นรสิงห์” กลับตึกไทยคู่ฟ้า ถือเป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านอำนาจและการฟื้นฟูความเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ของทำเนียบรัฐบาล เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากนายเศรษฐา ทวีสิน เคยย้ายองค์นรสิงห์ไปยังตึกแสงอาทิตย์เมื่อครั้งรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มาดูรายละเอียดกันว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง

“อนุทิน” ย้าย “องค์นรสิงห์” กลับตึกไทยคู่ฟ้า

วันที่ 26 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวจากทำเนียบรัฐบาลรายงานว่า เจ้าหน้าที่ได้ใช้รถตู้เบนซ์สีดำทะเบียน 1 นช 4268 กรุงเทพมหานคร เพื่อเคลื่อนย้ายองค์นรสิงห์จำลอง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของทำเนียบรัฐบาล จากตึกแสงอาทิตย์ที่ติดกับตึกนารีสโมสร กลับมาประดิษฐานยังระเบียงชั้น 2 ของตึกไทยคู่ฟ้า จุดเดิมตั้งแต่ปี 2564 ในสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

การย้ายครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากในสมัยรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ที่ได้เคลื่อนย้ายองค์นรสิงห์ไปไว้ที่ตึกแสงอาทิตย์ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2566 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นการบริหารประเทศของเขา การเคลื่อนย้ายองค์ประกอบสัญลักษณ์เหล่านี้มักถูกตีความในแง่ของการปรับเปลี่ยนบรรยากาศและสไตล์การนำของผู้นำแต่ละคน

หลังจากนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงมืออุ้มองค์นรสิงห์จำลองด้วยตัวเองเพื่อนำมาประดิษฐานยังระเบียงตึกไทยคู่ฟ้า โดยตั้งให้ชิดกับกำแพงและหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นทิศทางของบ้านพิษณุโลก พร้อมกับคล้องพวงมาลัยดอกไม้สดเพื่อความเป็นสิริมงคล

ประวัติศาสตร์เบื้องหลังการ “อนุทิน” ย้าย “องค์นรสิงห์” กลับตึกไทยคู่ฟ้า

องค์นรสิงห์หรือที่รู้จักกันในนามของทำเนียบรัฐบาลในปัจจุบัน มีประวัติศาสตร์ยาวนานที่เชื่อมโยงกับราชสำนักและตระกูลขุนนางไทย เดิมทีสถานที่แห่งนี้เป็นสมบัติของต้นตระกูลพึ่งบุญ ณ อยุธยา โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือรัชกาลที่ 6 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างบ้านพระราชทานแก่พระยาประสิทธิ์ศุภการ (หม่อมหลวงเฟื้อง พึ่งบุญ ณ อยุธยา) ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์สูงสุดเป็นเจ้าพระยารามราฆพ

เจ้าพระยารามราฆพมีหน้าที่บัญชาการกรมมหรสพ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มี "นรสิงห์" เป็นตราประจำกรม สิ่งนี้ทำให้องค์นรสิงห์กลายเป็นสัญลักษณ์ที่แทนความยิ่งใหญ่ อำนาจ และการปกป้อง ในบริบทของการเมืองไทย สัญลักษณ์ดังกล่าวมักถูกใช้เพื่อแสดงถึงความต่อเนื่องของอำนาชญาและการเคารพประเพณี

การที่นายอนุทินเลือกย้ายองค์นรสิงห์กลับตำแหน่งเดิม สามารถตีความได้ว่าเป็นการแสดงเจตนารมณ์ในการฟื้นฟูความเชื่อมโยงกับสมัยก่อนหน้า โดยเฉพาะในยุคของพลเอกประยุทธ์ที่องค์ประกอบนี้ถูกประดิษฐานไว้อย่างมั่นคง นอกจากนี้ การหันหน้าระเบียงไปทางทิศตะวันออกยังสื่อถึงการเริ่มต้นใหม่และการรับพลังบวกจากธรรมชาติ ซึ่งเป็นหลักฮวงจุ้ยที่นิยมในวังหลวงไทย

ในมุมมองของนักวิเคราะห์การเมือง เหตุการณ์ “อนุทิน” ย้าย “องค์นรสิงห์” กลับตึกไทยคู่ฟ้า อาจเป็นสัญญาณของการปรับโครงสร้างภายในทำเนียบเพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของรัฐบาลใหม่ ที่เน้นความมั่นคงและความต่อเนื่องมากกว่าการเปลี่ยนแปลงแบบรุนแรงเมื่อเทียบกับสมัยนายเศรษฐา

  • องค์นรสิงห์: สัญลักษณ์ของอำนาจและการปกป้อง
  • การย้ายครั้งนี้: ใช้รถตู้เบนซ์พิเศษเพื่อความปลอดภัย
  • พิธีกรรม: คล้องพวงมาลัยและหันหน้าไปทิศตะวันออก

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าการย้ายครั้งนี้ได้รับการประสานงานอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการทำงานประจำวันของเจ้าหน้าที่ทำเนียบ การเคลื่อนย้ายเสร็จสิ้นภายในเวลาอันสั้น โดยนายอนุทินแสดงความยินดีกับทีมงานที่ช่วยเหลือ

การเมืองไทยมักเต็มไปด้วยสัญลักษณ์เล็กๆ ที่สะท้อนถึงภาพลักษณ์ใหญ่ของผู้นำ การย้ายองค์นรสิงห์ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการปรับแต่งสถานที่ แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณถึงทิศทางของรัฐบาลในอนาคต

ในฐานะนักสังเกตการณ์ ผมคิดว่าการกระทำเช่นนี้ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับผู้สนับสนุนรัฐบาล โดยแสดงถึงการเคารพประเพณีและการไม่ลืมรากเหง้า หากคุณสนใจข่าวการเมืองไทย ลองติดตามบทวิเคราะห์เพิ่มเติมจากเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด

ที่มา – “อนุทิน” ย้าย “องค์นรสิงห์” กลับตึกไทยคู่ฟ้า หลัง “เศรษฐา”ย้ายไปตึกแสงอาทิตย์

“อีฟ–จินณ์ตวรรณ” ผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ ลุย!

“อีฟ–จินณ์ตวรรณ” ผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ เขต 5 พรรคภูมิใจไทย ลุยเคาะประตูบ้าน ชูนโยบายปากท้อง–ชายแดน พร้อมตอกพรรคคู่แข่ง 2 ปีไร้ผลงาน ติดใจคลิปเสียง “อังเคิล”

วันที่ 25 กันยายน น.ส.จินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล หรืออีฟ “อีฟ–จินณ์ตวรรณ” ผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ เขต 5 เบอร์ 2 พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงการเลือกตั้งโค้งสุดท้ายในอำเภอขุนหาญ และอำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ว่า ได้ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องด้วยรูปแบบเคาะประตูบ้าน Door to Door พบปะพูดคุยกับชาวบ้านแบบตัวต่อตัว รับฟังปัญหาจริงจากพื้นที่ พร้อมประกาศจุดยืนไม่มีการเปิดด่าน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนชายแดนอย่างแท้จริง

น.ส.จินณ์ตวรรณ กล่าวต่อว่า การลงสมัครครั้งนี้ไม่ใช่แค่เสนอตัวบุคคล แต่คือการเสนอนโยบายและความพร้อมทั้งจากตัวดิฉันและพรรคภูมิใจไทย ในฐานะแกนนำรัฐบาล เราพร้อมทำหน้าที่ในทุกบทบาท ไม่ว่าจะเป็นเสียงข้างมากหรือข้างน้อย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเป็นปากเสียงแทนพี่น้องศรีสะเกษ เขต 5 แก้ไขปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ ปุ๋ยแพง และการเยียวยาผลกระทบชายแดน

“อีฟ–จินณ์ตวรรณ” ผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ตอกคู่แข่ง 2 ปีไร้ผลงาน ติดใจคลิป “อังเคิล”

เย้ย พท.แก้ปากท้องไม่ได้จริง

“วันนี้พี่น้องศรีสะเกษ เขต 5 เห็นชัดเจนแล้วว่า การฝากความหวังไว้กับพรรคเพื่อไทย ไม่ได้แก้ปัญหาปากท้องไม่ได้จริง ซ้ำยังสร้างปัญหาความเชื่อมั่นจากกรณีความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ขณะนี้ก็ยังไม่มีข้อยุติ ประชาชนที่อาศัยตามแนวชายแดนยังใช้ชีวิตอยู่แบบหวาดระแวง ในขณะที่ภูมิใจไทยยืนยันว่าเราไม่พูดลอย แต่ทำได้ ทำจริง ขอเชิญชวนพี่น้องศรีสะเกษใช้พลังจากปลายปากกา เลือกเบอร์ 2 พรรคภูมิใจไทย เพื่อเปลี่ยนทิศทางการเมืองของพื้นที่นี้ไปสู่เสถียรภาพและอนาคตที่มั่นคงกว่าเดิม” น.ส.จินณ์ตวรรณ กล่าว

2 ปีรัฐบาลล้มเหลว: เสียงสะท้อนจากประชาชน

น.ส.จินณ์ตวรรณ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ชาวบ้านได้สะท้อนว่าคนในพื้นที่กังขาเพราะตลอด 2 ปีที่ผ่านมา สัมผัสความล้มเหลวของรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย ไม่สามารถแก้ปัญหาปากท้องได้ เศรษฐกิจถดถอย ราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ มันสำปะหลังบางช่วงเหลือไม่ถึงกิโลกรัมละ 1 บาท ข้าวราคาต่ำสุดในรอบ 17 ปี และปัญหาชายแดนยังไร้ทิศทางแก้ไขที่ชัดเจน รวมถึงกรณีคลิปเสียงอังเคิล ยังทำให้เกิดความขัดแย้งและการสู้รบ และนำมาซึ่งความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินรวมถึงความกังวลจะเกิดสงครามมาถึงทุกวันนี้

การลงพื้นที่ของ “อีฟ–จินณ์ตวรรณ” ผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ เขต 5 พรรคภูมิใจไทย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะรับฟังปัญหาและนำเสนอแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปากท้องของประชาชน ราคาสินค้าเกษตร หรือปัญหาความมั่นคงตามแนวชายแดน ล้วนเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่ น.ส.จินณ์ตวรรณ เน้นย้ำถึงความล้มเหลวของรัฐบาลชุดก่อนในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปากท้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนศรีสะเกษสัมผัสได้โดยตรง การนำเสนอทางเลือกใหม่จากพรรคภูมิใจไทย จึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองว่าจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับพื้นที่นี้ได้หรือไม่

นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องคลิปเสียงอังเคิลที่ยังคงเป็นที่พูดถึง แสดงให้เห็นถึงความกังวลของประชาชนต่อสถานการณ์ชายแดนและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่ง น.ส.จินณ์ตวรรณ ได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนชายแดน การตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของศรีสะเกษ เขต 5

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญของพี่น้องชาวศรีสะเกษ เขต 5 ว่าจะเลือกเดินหน้าไปในทิศทางใด ระหว่างการสานต่อนโยบายเดิมที่อาจจะไม่ตอบโจทย์ หรือการเปิดโอกาสให้กับแนวทางใหม่ๆ ที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุดและยั่งยืน

ดังนั้นการพิจารณาข้อมูล นโยบาย และความสามารถของผู้สมัครแต่ละคนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรอบคอบและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวม

ท้ายที่สุดแล้ว การพัฒนาศรีสะเกษ เขต 5 ให้มีความเจริญก้าวหน้าและมั่นคง จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การเลือกผู้แทนที่สามารถเป็นกระบอกเสียงและประสานงานให้เกิดความร่วมมือนี้ได้ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – “อีฟ–จินณ์ตวรรณ” ผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ตอกคู่แข่ง 2 ปีไร้ผลงาน ติดใจคลิป “อังเคิล”

“เดชอิศม์” ลั่น! หลัง 18 ต.ค. ตัดสินใจอยู่ปชป. หรือย้ายพรรค

“เดชอิศม์” ยอมรับรอตัดสินใจอยู่ต่อหรือย้ายพรรค หลังวันที่ 18 ต.ค.นี้รู้  ยืนยันต้องคำนึงถึงเกียรติศักดิ์ศรีคนสงขลาด้วย

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 25 กันยายน 2568 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายเดชอิศม์ ขาวทอง รักษาการเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงอนาคตทางการเมืองในพรรคประชาธิปัตย์ของตนว่า หากตนจะเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของคณะกรรมการบริหาร(กก.บห.)พรรค หรือหัวหน้าพรรค ตนก็ไม่ควรอยู่ แต่ถ้าเห็นแล้วว่า ทำให้พรรคเดินไปข้างหน้าต่อได้ก็จะอยู่ต่อไป ซึ่งตนค่อยตัดสินใจหลังวันที่ 18 ต.ค. โดยหากอยู่ในพรรคต่อ ตนก็ไม่รับตำแหน่งอะไรในพรรค เมื่อถามย้ำว่า หากอยู่กับพรรคไม่ได้ แล้วจะตัดสินใจไปร่วมงานกับพรรคไหน เพราะนายหิมาลัย ผิวพรรณ (เสธ.หิ) ก็ยอมรับว่าได้ทาบทามไปร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม นายเดชอิศม์ กล่าวว่า เป็นแค่การแวะมาทานข้าวธรรมดา เสธ.หิ ต้องการไปทานที่ร้านอาหาร แต่ตนบอกว่ามาทานที่บ้านจะดีกว่า เพราะกลัวจะเป็นข่าว แต่ก็เป็นข่าวจนได้ ซึ่งก็เป็นธรรมดา เพราะอยู่วงการการเมือง เป็นเพื่อนช่วยกันไปมา มีหลายพรรคชวนเยอะ

ลั่นศักดิ์ศรีคนสงขลา

เมื่อถามว่า ได้ตอบรับไปหรือไม่ นายเดชอิศม์ กล่าวว่า วันนี้ตนยังเดินร่วมทางกับนายเฉลิมชัย อย่างน้อยภาพที่เห็นว่าเราขัดแย้งกัน อยากให้เห็นว่าไม่จริง เพราะตนกับนายเฉลิมชัยคุยกันได้ทุกเรื่อง ตนบอกกับท่านว่าอย่ามากังวลกับเรื่องของตน ให้สบายใจได้ ตนไม่เอาตัวเองเป็นตัวตั้ง และหลังวันที่ 18 ต.ค.นี้ ตนค่อยตัดสินใจ เพราะตนต้องแบกเกียรติยศและศักดิ์ศรีของความเป็นคนใต้ ด้วย เพราะตนเป็นคนสงขลา เมื่อถามอีกว่าหากไปแล้วจะเอาสส.ในกลุ่มไปด้วยหรือไม่ นายเดชอิศม์ กล่าวว่า อย่าว่าแต่สส.เลย สมาชิกในครอบครัวทั้งภรรยาและบุตร ที่เป็นสส. ตนก็ไม่บังคับ ให้เขาอยู่ในโลกประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เพราะหลักคิดของทุกคนแตกต่างกัน

“เดชอิศม์”ยอมรับ หลัง 18 ต.ค.นี้ รอผลจะอยู่ประชาธิปัตย์ต่อ หรือย้ายพรรค

สถานการณ์ทางการเมืองของนายเดชอิศม์ ขาวทอง รักษาการเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด หลังจากที่เจ้าตัวออกมาให้สัมภาษณ์ถึงอนาคตของตนเองภายในพรรค โดยยอมรับว่ากำลังรอผลการตัดสินใจว่าจะอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป หรือจะตัดสินใจย้ายพรรค ภายหลังวันที่ 18 ตุลาคมนี้

ประเด็นสำคัญที่นายเดชอิศม์เน้นย้ำคือ การคำนึงถึงเกียรติศักดิ์ศรีของคนสงขลา ซึ่งเป็นบ้านเกิดของตนเอง โดยระบุว่าการตัดสินใจใดๆ จะต้องไม่ทำให้คนสงขลาผิดหวัง นอกจากนี้ นายเดชอิศม์ยังกล่าวถึงความสัมพันธ์กับนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน โดยยืนยันว่าทั้งสองคนยังสามารถพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง และไม่ได้มีความขัดแย้งกันอย่างที่หลายฝ่ายกังวล

ปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของ “เดชอิศม์”

มีหลายปัจจัยที่คาดว่าจะส่งผลต่อการตัดสินใจของนายเดชอิศม์ หนึ่งในนั้นคือ บทบาทและทิศทางของพรรคประชาธิปัตย์ในอนาคต หากนายเดชอิศม์เห็นว่าพรรคยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ และตนเองสามารถมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนพรรคได้ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะตัดสินใจอยู่ต่อ

อย่างไรก็ตาม หากนายเดชอิศม์รู้สึกว่าตนเองเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของพรรค หรือไม่เห็นด้วยกับทิศทางของพรรค ก็อาจตัดสินใจย้ายไปร่วมงานกับพรรคการเมืองอื่น ซึ่งก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่านายหิมาลัย ผิวพรรณ ได้ทาบทามนายเดชอิศม์ให้ไปร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม

ไม่ว่าการตัดสินใจของนายเดชอิศม์จะเป็นอย่างไร สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ การตัดสินใจครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองของจังหวัดสงขลา และอาจส่งผลต่อการแข่งขันในการเลือกตั้งครั้งหน้าด้วย เพราะ “เดชอิศม์”ยอมรับ หลัง 18 ต.ค.นี้ สถานการณ์จะชัดเจนมากขึ้น

การตัดสินใจของ “เดชอิศม์”ยอมรับ หลัง 18 ต.ค.นี้ จะเป็นการตัดสินใจที่สำคัญต่ออนาคตทางการเมืองของตนเองและต่อพรรคประชาธิปัตย์ การเคลื่อนไหวครั้งนี้ย่อมส่งผลต่อสมการทางการเมืองในพื้นที่ภาคใต้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ใครจะไป ใครจะอยู่ ล้วนเป็นสิ่งที่น่าจับตามอง

ที่มา – “เดชอิศม์”ยอมรับ หลัง 18 ต.ค.นี้ รอผลจะอยู่ประชาธิปัตย์ต่อ หรือย้ายพรรค

อนุทิน ดักคอคนหวัง โครงการคนละครึ่งตก

“อนุทิน” หวัง แถลงนโยบาย 29 ก.ย.ผลักดัน “โครงการคนละครึ่ง” ดักคอคนเล่นการเมืองหวังให้โครงการนี้ตกไป บอกว่าไม่มีทาง ขอทุกคนสนับสนุน เพราะเป็นผลงานร่วมกัน ไม่ใช่ของรัฐบาลฝ่ายเดียว

เวลา 12.10 น. วันที่ 25 ก.ย. 2568 ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความจำเป็นที่ต้องการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในวันที่ 29 กันยายน 2568 ก่อนวันที่ 30 กันยายน 2568 เป็นเพราะสาเหตุอะไร รัฐบาลมีเวลาทำงาน 4 เดือน จึงต้องการเร่งทำงาน

ส่วนที่ต้องแถลงนโยบายก่อนวันที่ 29 กันยายน 2568 เพื่อให้ทันในการผลักดันงบประมาณในปี 2568 ใช่หรือไม่ เพราะไม่เช่นนั้นบางงบประมาณอาจจะตกไป นายอนุทิน กล่าวว่าอะไรที่เป็นประโยชน์กับบ้านเมืองก็ทำทั้งหมด เราจะทิ้งงบไว้ทำไม ถ้าเกิดเราไม่เร่ง งบนี้ก็ตกไป ก็จะเอางบประจำไปใช้แทน ซึ่งงบประจำในเรื่องนโยบายคนละครึ่งต้องทำอยู่ดี ถ้าใครจะมาคิดเล่นการเมืองก็ให้ข้ามเดือนนี้ เดี๋ยวโครงการนี้จะตกไป ซึ่งไม่มีทาง

นายอนุทิน กล่าวว่า มันไม่ตกหรอก ตกไม่ได้ เพราะจะไปใช้งบอีกก้อนหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ช้า เราเตรียมตัวอยู่แล้ว นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กับ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เตรียมการเรื่องนี้เป็นอย่างดี ซึ่งเราคิดถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นเป้าหมาย จะได้ถือว่าทุกพรรคไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลมีส่วนร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างประโยชน์ให้พี่น้องประชาชน แก้ปัญหาปากท้องให้พี่น้องประชาชน ตนเองจะไม่มาบอกว่าเป็นผลงานฝ่ายรัฐบาลเท่านั้น แต่ถือว่าเป็นผลงานของสมาชิกรัฐสภาทุกคนที่ตระหนักถึงความเดือดร้อนและต้องการที่จะแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน

ส่วนงบประมาณปี 2568 ที่เหลืออยู่คืองบกระตุ้นเศรษฐกิจ 2.5 หมื่นล้านบาทใช่หรือไม่ นายอนุทิน บอกเพียงว่า เดี๋ยวรายละเอียดให้ไปสอบถาม

อนุทิน ดักคอคนหวัง โครงการคนละครึ่งตก

จากสถานการณ์ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับ โครงการคนละครึ่ง ทำให้เกิดความสนใจในวงกว้างเกี่ยวกับอนาคตของโครงการนี้ เรามาเจาะลึกถึงประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้กัน

อนุทินย้ำ! โครงการคนละครึ่งไม่ตกแน่นอน

มีการยืนยันจากนายอนุทินว่า โครงการคนละครึ่ง จะไม่ถูกยกเลิกอย่างแน่นอน แม้ว่าจะมีความพยายามจากฝ่ายการเมืองบางส่วนที่ต้องการให้โครงการนี้สิ้นสุดลง โดยนายอนุทินได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของโครงการนี้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชน

สิ่งที่นายอนุทินกล่าวแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการผลักดันนโยบายที่ส่งผลดีต่อประชาชนอย่างแท้จริง การที่โครงการคนละครึ่งยังคงดำเนินต่อไปได้นั้นถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้บริโภคและผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้

นอกจากนี้ นายอนุทินยังได้กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมของรัฐบาลในการจัดสรรงบประมาณสำหรับโครงการนี้ โดยมีการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ ดังนั้นประชาชนจึงมั่นใจได้ว่า โครงการคนละครึ่ง จะยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

การที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันสนับสนุนโครงการนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะโครงการคนละครึ่งไม่ใช่เพียงแค่ผลงานของรัฐบาลเท่านั้น แต่เป็นผลงานของทุกคนที่ต้องการเห็นประเทศชาติเจริญก้าวหน้าและประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ในขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจยังคงมีความท้าทาย การมีโครงการอย่างคนละครึ่งจึงเป็นเหมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ที่ช่วยให้ประชาชนสามารถประคับประคองชีวิตและธุรกิจของตนเองให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้

การที่นายอนุทินออกมาดักคอคนเล่นการเมืองที่หวังให้ โครงการคนละครึ่ง ตกไปนั้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนและไม่ยอมให้การเมืองเข้ามาแทรกแซงการดำเนินงานของโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

ดังนั้น เราทุกคนจึงควรสนับสนุน โครงการคนละครึ่ง และร่วมกันผลักดันให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศไทยของเรา

ที่มา – “อนุทิน” ดักคอคนเล่นการเมืองหวังให้โครงการ “โครงการคนละครึ่ง”ตก หวังแถลงนโยบาย 29 ก.ย.นี้

“รมว.ยุติธรรมป้ายแดง” ยิ้ม ปัดตอบเขากระโดง

“รมว.ยุติธรรมป้ายแดง” ยิ้มหวาน ปัดตอบคดีเขากระโดง ด้าน “ยศสิงห์” ไม่หนักใจ พร้อมชี้แจง หลังพรรคประชาชนขู่อภิปรายคุณสมบัติรัฐมนตรี

เมื่อเวลา 19.15 น. วันที่ 24 ก.ย.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรมป้ายแดง ปฏิเสธการตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงความกังวลในการเข้ามาดูคดีเขากระโดง โดยผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่า จะมีการหารือกับอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) หรือไม่ พล.ต.ต.รุทธพล ยังคงปฏิเสธการตอบคำถามดังกล่าวเช่นกัน

จ่าเอกยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รมช. อุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคประชาชน(ปชน.) ขู่จะอภิปรายคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีว่า ไม่กังวล ส่วนที่มีกระแสข่าวคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ชี้มูลความผิดทุจริตประพฤติมิชอบนั้น ตนสามารถชี้แจงได้ทั้งหมด

รมว.ยุติธรรมป้ายแดง

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือท่าทีของ “รมว.ยุติธรรมป้ายแดง” คนใหม่ ที่ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับคดีเขากระโดง ซึ่งเป็นคดีที่สังคมให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด การปฏิเสธที่จะตอบคำถามดังกล่าวได้ก่อให้เกิดคำถามและความสงสัยในวงกว้างถึงแนวทางการทำงานของรัฐมนตรีคนใหม่

ขณะเดียวกัน จ่าเอกยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รมช. อุตสาหกรรม ก็เผชิญกับแรงกดดันจากพรรคประชาชนที่ขู่จะอภิปรายคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีของเขา อย่างไรก็ตาม จ่าเอกยศสิงห์ได้แสดงความมั่นใจว่าจะสามารถชี้แจงข้อกล่าวหาต่างๆ ได้ทั้งหมด

รมว.ยุติธรรมป้ายแดง กับความท้าทายที่รออยู่

การเข้ารับตำแหน่งของ พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ ในฐานะ รมว.ยุติธรรมป้ายแดง มาพร้อมกับความคาดหวังและความท้าทายมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดการกับคดีความสำคัญต่างๆ ที่อยู่ในความสนใจของประชาชน คดีเขากระโดงเป็นหนึ่งในคดีเหล่านั้น และการที่รัฐมนตรีใหม่ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับคดีดังกล่าว ทำให้หลายฝ่ายจับตาดูว่ารัฐมนตรีจะดำเนินงานอย่างไรต่อไป

นอกจากนี้ รัฐมนตรีใหม่ยังต้องเผชิญกับความท้าทายในการสร้างความโปร่งใสและความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ความโปร่งใสในการดำเนินงานของกระทรวงยุติธรรมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน การเปิดเผยข้อมูลและกระบวนการต่างๆ ให้ประชาชนได้รับทราบจะช่วยลดข้อสงสัยและความไม่ไว้วางใจที่มีต่อภาครัฐ

การมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการยุติธรรมเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยสร้างความโปร่งใสและความเป็นธรรม การเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจจะช่วยให้กระบวนการยุติธรรมมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

การบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกันเป็นหลักการพื้นฐานของความยุติธรรม การที่ทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายจะช่วยสร้างสังคมที่สงบสุขและเป็นธรรม

ดังนั้น การที่ รมว.ยุติธรรมป้ายแดง แสดงท่าทีเช่นนี้ จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและต้องติดตามต่อไปว่าจะมีผลกระทบอย่างไรต่อคดีความต่างๆ และต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรม

ที่มา – “รมว.ยุติธรรมป้ายแดง” ยิ้มหวาน ปัดตอบคดีเขากระโดง ด้าน “ยศสิงห์” พร้อมชี้แจงคุณสมบัติรัฐมนตรี

“ธรรมนัส” หวัง กวาด สส. ใต้ เพิ่ม: กล้าธรรม ลุย 400 เขต

“ธรรมนัส”เปิดตัว “เสธ.หิ” มอบดูแลภาคเหนือตอนล่าง-ใต้-อีสานบางส่วน ฟุ้งส่งครบ 400 เขต สมัยหน้า สส.ตบเท้าร่วมเพียบ

เมื่อเวลา 14.55 วันที่ 23 ก.ย.2568 ที่พรรคกล้าธรรม(กธ.) ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม เปิดตัวนายหิมาลัย ผิวพรรณ อดีตผอ.พรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) เป็นสมาชิกพรรคกล้าธรรมอย่างเป็นทางการ พร้อมสวมเสื้อพรรคให้กับนายหิมาลัย โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า นายหิมาลัยยังไม่มีตำแหน่งอะไร ตอนนี้มาช่วยงานก่อน ซึ่งจะดูแลทั้งพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ภาคใต้ และภาคอีสานบางส่วน ซึ่งจะมีการพูดคุยกัน และเป็นรูปธรรมมากกว่านี้ โดยได้มอบหมายให้ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม หารือกับนายหิมาลัยเกี่ยวกับการสรรหาผู้สมัคร หลังจากนี้จะเห็นเป็นรูปธรรมว่าองคาพยพที่จะมาอยู่กับพรรคกล้าธรรมไม่ใช่เท่าที่เห็น เมื่อถามว่า ไม่จำเป็นต้องตกปลาในบ่อเพื่อนใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่

“ธรรมนัส” หวัง กวาด สส. ใต้ เพิ่ม

ยังไม่สรุป ตามจีบ “เดชอิศม์”

เมื่อถามถึงกระแสข่าวนายหิมาลัยไปทาบทามนายเดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา และอดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ คืบหน้าเป็นอย่างไรบ้าง แต่นายหิมาลัยยิ้มแต่ไม่ได้ตอบคำถามแต่อย่างใด ทำให้ ร.อ.ธรรมนัส ตอบแทนว่า นายหิมาลัยจะมารายงานตนและน.อ.อนุดิษฐ์ในวันนี้ (23 ก.ย.) ตอนนี้ยังไม่ได้คุยกัน อย่าเพิ่งปล่อยข่าวตอนนี้ เรายังไม่ได้สรุปกัน ต้องคุยกันก่อน ส่วนตัวยังไม่ได้คุยแต่เห็นว่า นายหิมาลัยเป็นคนไปคุยทั้งสายใต้และสายเหนือ วันนี้จะเข้ามาพรรคคงจะได้คุยกัน

ตั้งเป้าหวังได้ สส.ภาคใต้มากขึ้น

เมื่อถามว่า พื้นที่จะทับซ้อนกับ สส.เดิมหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่มี ย้ำว่ายังไม่ได้รับการยืนยันว่านายเดชอิศม์ จะมาร่วมงานกับพรรคกล้าธรรมหรือไม่ แต่ยืนยันว่าพรรคกล้าธรรมของเราไม่ได้ตัดสินใจคนเดียว แต่เป็นในรูปของคณะกรรมการและให้ สส.เก่าร่วมตัดสินใจด้วย ยอมรับว่าตั้งเป้าจะปักธงในพื้นที่ภาคใต้เพิ่มมากขึ้น เราเดินไปไกลแล้ว เพียงแต่ไม่เป็นข่าวเท่านั้น และไม่ใช่เฉพาะพื้นที่ภาคใต้ แต่ทุกภาค ส่วนการวางตัวผู้สมัครนั้น ได้ สส.ปัจจุบันมาหลายคน

ส่งผู้สมัครครบทั้ง 400 เขต

เมื่อถามว่า สส.ย้ายมาจากพรรคอื่นใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า อย่าใช้คำว่าย้ายมา สส.สมัยหน้ามีหลายคนจะมาร่วมอุดมการณ์กับพรรคกล้าธรรม สมัยนี้เราไม่พูดถึง  ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวถึงการทำงานของพรรคกล้าธรรมว่า ขณะนี้เรามองข้ามช็อตไปถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญ โดยมอบหมายให้ผู้บริหารพรรคลงพื้นที่เฟ้นหาตัวผู้สมัคร ขณะเดียวกัน ในการบริหารราชการบ้านเมืองด้วยระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งถ้าสื่อมวลชนสังเกตจะเห็นว่าพรรคกล้าธรรมเป็นพรรคที่มีสมาชิกพรรคมากที่สุดและมีความพร้อม ในการส่งตัวผู้สมัครทั้ง 400 เขต ทุกจังหวัด ส่วนจะส่งอะไรอย่างไรเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหาประชุมกันอีกครั้ง

“ธรรมนัส” คาดหวัง กวาด สส. ใต้ เพิ่ม จริงหรือ?

จากข่าวการเปิดตัว “เสธ.หิ” และการประกาศความพร้อมส่งผู้สมัครครบ 400 เขต ทำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคกล้าธรรมในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งความหวังที่จะ “ธรรมนัส” หวัง กวาด สส. ใต้ เพิ่ม แม้จะยังไม่มีการยืนยันเรื่องการดึงตัวนายเดชอิศม์ ขาวทอง มาร่วมงาน แต่การเดินหน้าหาผู้สมัครและเตรียมพร้อมในทุกๆ ด้าน ก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริง

การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นสนามแข่งขันที่ดุเดือดอย่างแน่นอน พรรคกล้าธรรมจะต้องเผชิญกับความท้าทายเป็นอย่างมากในการที่จะ “ธรรมนัส” หวัง กวาด สส. ใต้ เพิ่ม ให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ การมีผู้สมัครที่เข้มแข็ง นโยบายที่โดนใจ และการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ

นอกจากพื้นที่ภาคใต้แล้ว พรรคกล้าธรรมยังให้ความสำคัญกับทุกภาคส่วนของประเทศ โดยมีการวางตัวผู้สมัครในหลายพื้นที่ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะเป็นพรรคการเมืองระดับชาติอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม การที่จะ “ธรรมนัส” หวัง กวาด สส. ใต้ เพิ่ม ได้จริงหรือไม่ ยังคงต้องติดตามกันต่อไป การดำเนินงานของพรรคกล้าธรรมหลังจากนี้ จะเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญว่า พวกเขาจะสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้หรือไม่

ที่มา – “ธรรมนัส”หวังกวาด สส. ใต้ เพิ่ม ประกาศ“กล้าธรรม” พร้อมส่งผู้สมัครชิง สส. ครบ 400 เขต

อนุทินบอก แถลงนโยบายยิ่งเร็วยิ่งดี จริงหรือ?

“อนุทิน” บอก แถลงนโยบายยิ่งเร็วยิ่งดี หวังได้เริ่มทำงานทันที ย้ำ บรรจุเรื่องแก้รัฐธรรมนูญในร่างแถลงนโยบายรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว เรื่องนี้จริงหรือไม่? มาติดตามรายละเอียดกัน

วันที่ 23 ก.ย. 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกำหนดวันแถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภา ว่ากำลังประสานประธานรัฐสภาขอเป็นวันที่ 29-30 ก.ย.นี้ หากยิ่งเร็วยิ่งดี เพราะวันที่หนึ่งของการทำงานคือนับจากวันแถลงนโยบายเสร็จสิ้น เพื่อที่รัฐบาลจะได้ทำงานอย่างเต็มที่

เมื่อถามต่อว่าในวันที่ 24 ก.ย. นี้ภายหลังเสร็จสิ้นการเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ ที่จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นำร่างนโยบายเข้าสู่การพิจารณาด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องให้ที่ประชุมรับทราบ จากนั้น จะนำร่างส่งให้สมาชิกรัฐสภาได้ศึกษาเพื่อที่จะอภิปรายได้ เหมือนการแถลงนโยบายทุกครั้งที่ผ่านมาโดยใช้เวลา 2 วัน ส่วนเรื่องระยะเวลาเป็นเรื่องที่วิป 3 ฝ่ายจะหารือ และทำข้อตกลงกัน

ส่วนพรรคประชาชนอยากให้ไทม์ไลน์ เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ในร่างแถลงนโยบายยิ่งเร็วยิ่งดี รัฐบาลจะมีกำหนดไว้ด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องรัฐธรรมนูญอยู่ในข้อตกลง MOA อยู่แล้ว ก็เป็นไปตามนั้น ในการประชุมพรรคภูมิใจไทยวันนี้ก็จะพูดคุยเรื่องนี้ด้วย สำหรับการที่พรรคประชาชนไม่ค่อยเห็นด้วยกับโมเดล เรื่องการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ของพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ตอบสั้นๆเพียงว่าให้ เป็นไปตามระบบ

อนุทินย้ำ แถลงนโยบายยิ่งเร็วยิ่งดี

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการแถลงนโยบายยิ่งเร็วยิ่งดี โดยให้เหตุผลว่าการเริ่มต้นทำงานของรัฐบาลจะนับจากวันที่การแถลงนโยบายเสร็จสิ้น การเร่งดำเนินการจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้รัฐบาลสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่และรวดเร็ว นอกจากนี้ นายอนุทินยังกล่าวถึงประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อตกลง MOA และจะมีการหารือในพรรคภูมิใจไทย

ทำไมอนุทินถึงต้องการ แถลงนโยบายยิ่งเร็วยิ่งดี?

เหตุผลหลักที่นายอนุทินต้องการให้มีการแถลงนโยบายยิ่งเร็วยิ่งดี คือเพื่อให้รัฐบาลสามารถเริ่มต้นทำงานได้อย่างรวดเร็ว การแถลงนโยบายถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการประกาศแนวทางการทำงานของรัฐบาลต่อรัฐสภาและประชาชน การเร่งดำเนินการในส่วนนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศ

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลสามารถเริ่มทำงานได้เร็วขึ้นยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศในระยะยาว การที่รัฐบาลมีความชัดเจนในนโยบายและการดำเนินงานจะช่วยลดความไม่แน่นอนและสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งถูกบรรจุไว้ในร่างแถลงนโยบายของรัฐบาล การแก้ไขรัฐธรรมนูญถือเป็นประเด็นที่มีความสำคัญและมีความละเอียดอ่อน การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้และพร้อมที่จะดำเนินการแก้ไขถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศ

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจต้องเผชิญกับความท้าทายและความเห็นที่แตกต่างกัน การที่รัฐบาลสามารถสร้างความเข้าใจและหาจุดร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

โดยสรุปแล้ว การที่นายอนุทินเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแถลงนโยบายยิ่งเร็วยิ่งดี ถือเป็นความพยายามที่จะเร่งการทำงานของรัฐบาลและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาประชาธิปไตยและแก้ไขปัญหาที่สำคัญของประเทศ

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การที่รัฐบาลสามารถแปลงนโยบายที่แถลงไว้ให้เป็นรูปธรรมและสร้างผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนได้อย่างแท้จริง การติดตามและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลจึงเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนในสังคม

ที่มา – “อนุทิน” บอก แถลงนโยบายยิ่งเร็วยิ่งดี บรรจุเรื่องแก้รัฐธรรมนูญในร่างแถลงนโยบายรัฐบาลเรียบร้อย

Scroll to top