การเมืองไทย

บ้านใหญ่ตรัง ซบ ภท. เปิดตัว สส. 2 พ.ย.นี้!

บ้านใหญ่ตรัง ทิ้ง ปชป. ซบ ภูมิใจไทย! เตรียมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. วันที่ 2 พฤศจิกายนนี้อย่างยิ่งใหญ่

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา นายสมชาย โล่สถาพรพิพิธ หรือที่รู้จักกันในนาม “โกหน่อ” อดีต สส.ตรัง และบิดาของ น.ส.สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ สส.ประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเปิดเผยถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญของตระกูลโล่สถาพรพิพิธ นั่นคือการย้ายออกจากพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อไปร่วมงานทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทย การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นจากคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้ว่า หากนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ยังคงมีตำแหน่งในพรรคประชาธิปัตย์ นายสมชายก็จะไม่ขอร่วมงานกับพรรคอีกต่อไป

บ้านใหญ่ตรัง ย้ายพรรค!

นายสมชายกล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันที่ 2 พฤศจิกายน เวลา 11.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะเดินทางมายังบ้านโล่สถาพรพิพิธ ในอำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง เพื่อร่วมรับประทานอาหาร พร้อมด้วยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำภาคใต้ของพรรค การเดินทางมาในครั้งนี้ถือเป็นการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ตรัง ในนามพรรคภูมิใจไทยอย่างเป็นทางการ

ทำไมบ้านใหญ่ตรังถึงเลือกภูมิใจไทย?

การย้ายพรรคของบ้านใหญ่ตรังในครั้งนี้ สร้างความฮือฮาและความสนใจให้กับวงการการเมืองเป็นอย่างมาก หลายคนตั้งคำถามถึงเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้ แม้ว่านายสมชายจะให้เหตุผลถึงเรื่องความขัดแย้งภายในพรรคประชาธิปัตย์ แต่นักวิเคราะห์หลายรายเชื่อว่า มีปัจจัยอื่นๆ ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในครั้งนี้ด้วย

หนึ่งในปัจจัยที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือความนิยมของพรรคภูมิใจไทยในภาคใต้ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการบริหารประเทศ และได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในหลายพื้นที่ การที่บ้านใหญ่ตรังตัดสินใจเข้าร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย จึงอาจเป็นการมองการณ์ไกลถึงอนาคตทางการเมือง และโอกาสในการที่จะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาจังหวัดตรังต่อไป

นอกจากนี้ การที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ซึ่งเป็นแกนนำคนสำคัญของพรรคภูมิใจไทยในภาคใต้ มีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลโล่สถาพรพิพิธ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้การย้ายพรรคในครั้งนี้เกิดขึ้นได้

การย้ายพรรคของบ้านใหญ่ตรัง ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการเมืองระดับท้องถิ่นของจังหวัดตรังอย่างแน่นอน การตัดสินใจครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อการแข่งขันในการเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างไร และพรรคภูมิใจไทยจะสามารถใช้ความนิยมของบ้านใหญ่แห่งนี้ในการขยายฐานเสียงในจังหวัดตรังได้มากน้อยแค่ไหน คงต้องติดตามดูกันต่อไป

การเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ตรัง ในนามพรรคภูมิใจไทยในวันที่ 2 พฤศจิกายนนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญในจังหวัดตรังหรือไม่ คงต้องรอติดตามความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดต่อไป

การเมืองมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การตัดสินใจของนักการเมืองแต่ละคนย่อมมีเหตุผลเบื้องหลังที่ซับซ้อน การวิเคราะห์และทำความเข้าใจถึงปัจจัยต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเหล่านั้น จะช่วยให้เราเข้าใจถึงพลวัตทางการเมืองได้ดียิ่งขึ้น

ที่มา – “บ้านใหญ่ตรัง” ทิ้ง ปชป. ซบ “ภูมิใจไทย” เตรียมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. 2 พ.ย.

“ไอติม” มั่นใจ! เลือกตั้งปีหน้าตามแผน

“ไอติม” เชื่อรัฐบาลจะจัดการเลือกตั้งปีหน้าตามแผนเดิม! มั่นใจการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ มองการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคเพื่อไทยต้องพิจารณาเนื้อหาและเหตุผลอย่างรอบคอบ

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่อดีต สว. ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยประเด็นการจัดทำรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้ผ่านการทำประชามติก่อนว่า ตนคิดว่าทุกฝ่ายในรัฐสภาเห็นตรงกันว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่ได้ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และถือเป็นสิทธิของประชาชน ตนจึงมั่นใจว่าสิ่งที่กำลังดำเนินการอยู่นี้ไม่ได้ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

เมื่อถูกถามถึงการวิเคราะห์ความเหมาะสมของสถานการณ์การเมืองและบริบทของประเทศไทยในขณะนี้ หากจะมีการเลือกตั้งปีหน้า นายพริษฐ์เชื่อว่า รัฐบาลยังคงมีแผนที่จะเดินหน้าตามกรอบเวลาเดิม และไม่มีท่าทีว่าจะไม่ดำเนินการ เมื่อถามว่าสถานการณ์การเมืองปัจจุบันเชื่อว่าจะไม่มีการยุบสภาฯ ในปลายปีนี้ใช่หรือไม่ เนื่องจากมีข่าวพรรคเพื่อไทย (พท.) เตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายพริษฐ์ตอบว่า เงื่อนไขการยุบสภาฯ ควบคู่กับการทำประชามติเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 31 มกราคม คือเป้าหมายที่เราจะมุ่งหน้าไป คิดว่าประชาชนก็คงไม่อยากเห็นการใช้อาวุธเรื่องยุบสภาฯ เป็นเครื่องมือในการหนีการตรวจสอบ

เมื่อถามย้ำว่า หากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจจริง การลงมติจะออกมาในรูปแบบใด นายพริษฐ์กล่าวว่า ต้องดูสาเหตุและเนื้อหาของการยื่นอภิปราย และขออย่าไปจำกัดแค่พรรคใดพรรคหนึ่ง เพราะเราก็ต้องทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายค้านให้สมดุล

“ไอติม” มั่นใจ! เลือกตั้งปีหน้าตามแผน

อนาคตการเมืองไทย: “ไอติม” มองการเลือกตั้งปีหน้า

นายพริษฐ์ยังกล่าวถึงประเด็นที่น่าสนใจอื่นๆ เกี่ยวกับการเมืองไทยในอนาคต เขาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจทางการเมือง นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึงบทบาทของฝ่ายค้านในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างสมดุล เพื่อให้การเมืองไทยเป็นไปในทิศทางที่โปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด

สถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบันยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่บ้าง แต่จากมุมมองของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ เรายังมีความหวังที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้ การเลือกตั้งปีหน้าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะกำหนดอนาคตของประเทศ ดังนั้น การติดตามข่าวสารและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับประชาชนทุกคน

การที่ “ไอติม” ออกมาแสดงความมั่นใจว่าการเลือกตั้งปีหน้าจะเกิดขึ้นตามแผนเดิม เป็นสัญญาณที่อาจทำให้หลายฝ่ายคลายความกังวลใจลงได้บ้าง อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ผลการเลือกตั้งสะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง

จับตาการเมืองไทย: เลือกตั้งครั้งหน้ามีความหมายอย่างไร?

การเมืองไทยในขณะนี้เต็มไปด้วยความท้าทายและความไม่แน่นอน การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ และการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า ล้วนเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของนักการเมืองและประชาชนทุกคนจะมีผลต่ออนาคตของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้น เราจึงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อให้ประเทศไทยของเราสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ที่มา – “ไอติม” เชื่อรัฐบาลเดินตามแผนเดิม เลือกตั้งปีหน้า มั่นใจการแก้ รธน. ไม่ขัดคำวินิจฉัยศาล

“ธรรมนัส” ไม่รู้เรื่อง! ปม กัน จอมพลัง ยกทรัพย์สิน

“ธรรมนัส” โบ้ย ไม่รู้เรื่อง “กัน จอมพลัง” เขียนข้อบังคับยกทรัพย์สินให้มูลนิธิธรรมนัส แจง ตอนทำไม่ได้มาถาม บอก มือใหม่หัดขับ ทำอะไรไม่ค่อยคิด ยืนยัน ไม่เกี่ยวกับกล้าธรรม 

เมื่อเวลา 10.10 น. วันที่ 24 ต.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ มูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ โดยก่อนสัมภาษณ์ระบุกับผู้สื่อข่าวที่ถามเรื่องนี้ว่า “อีกแล้ว”

เมื่อถามถึงกรณีที่มูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ ระบุในข้อ 39 ว่าถ้ามูลนิธิต้องเลิกล้มไป ทรัพย์สินทั้งหมดของมูลนิธิที่เหลืออยู่ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่มูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เขาเปลี่ยนไปแล้ว แล้วเวลาเขาทำก็ไม่มาถามเรา ไม่รู้เรื่องเลย   เมื่อถามย้ำว่า แสดงว่า กัน จอมพลัง ทำเองใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เป็นเรื่องของเขา ไม่เกี่ยวกับตนเลย ที่สำคัญคือ เรื่องนี้ทุกมูลนิธิก็ต้องระบุ เพราะอย่างมูลนิธิธรรมนัสก็ระบุเป็นวัดธาตุทอง ถ้ามีอะไรให้เป็นสมบัติของวัดไป

ตำหนิทำอะไรไม่ค่อยคิด

ผู้สื่อข่าวถามว่า กัน จอมพลัง สามารถแก้ข้อบังคับของมูลนิธิข้อนี้ได้ใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เขาแก้แล้ว แต่ตนไม่ทราบว่าเขาเปลี่ยนไปให้ใคร เมื่อถามอีกว่า ในส่วนของ ร.อ.ธรรมนัส จบแล้วใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ย้อนถามว่า ส่วนของตนจบแล้วคืออะไร เมื่อถามย้ำว่า มีการเชื่อมโยงว่า กัน จอมพลัง เกี่ยวกับพรรค กธ. ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า “มันจะถึงพรรคกล้าธรรมได้ไง ไม่เกี่ยว เป็นเรื่องของกัน มันน่าจะเป็นเรื่องมือใหม่หัดขับ ทำอะไรไม่ค่อยคิด”

พ้อสื่อไม่ถามเรื่องชาวบ้านเดือดร้อน

เมื่อถามว่า ได้ยกหูคุยโทรศัพท์กับกัน จอมพลัง หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสร้อง “หูย” พร้อมกับกล่าวว่า ทุกวันนี้ต้องทำงานให้ชาวบ้าน วันๆ มีแต่เรื่องอะไรก็ไม่รู้ มีเรื่องน้ำท่วมตรงนู้น ประชาชนเดือดร้อนตรงนี้ ไม่เคยถามตนถึงเรื่องพวกนี้เลย ทำให้ผู้สื่อข่าวชี้แจงว่า เพราะท่านเกี่ยวกับการเมือง ร.อ.ธรรมนัส จึงตอบว่า ไม่ใช่ เราต้องแยกงานกับการเมืองให้ออก อยากให้สื่อมวลชนถามว่า น้ำท่วมตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว น้ำกำลังจะลงใต้เตรียมพร้อมอะไร อยากให้ถามแบบนี้มากกว่า ถ้ามาถามว่ามูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ทำอะไร ตนจะไปรู้เรื่องของเขาได้อย่างไร

เตรียมลง ภูเก็ต ตรวจแก้น้ำท่วม

ผู้สื่อข่าวจึงถามถึงสถานการณ์น้ำท่วมว่า ขณะนี้เหลืออยู่กี่จังหวัด ร.อ.ธรรมนัส เปิดเผยว่า ตอนนี้กำลังลงใต้ ล่าสุดที่ จ.ภูเก็ต ฝนตกหนักมาก ซึ่งตนจะเดินทางลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต เพราะร่องมรสุมกำลังจะเริ่มลงใต้ ให้ถามเรื่องนี้ดีกว่า ชาวบ้านจะได้ประโยชน์ เมื่อถามว่า ในส่วนน้ำท่วมภาคกลางใกล้จบแล้วใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า มันใกล้จะหมดฤดูฝนแล้ว เข้าสู่ฤดูหนาว ก็ต้องไปแก้ไขปัญหาให้พี่น้องชาวใต้ต่อ เพราะช่วงปีใหม่น้ำจะท่วมใต้ ก่อนจะกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “พอแล้วเนาะ” จากนั้นเดินขึ้นไปบนตึกบัญชาการ 1 ทันที

“ธรรมนัส” ไม่รู้เรื่อง “กัน จอมพลัง” เขียนข้อบังคับยกทรัพย์สินให้มูลนิธิธรรมนัส

จากกรณีที่เป็นประเด็นร้อนแรงในขณะนี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับมูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ และข้อบังคับที่ระบุว่า หากมูลนิธิต้องเลิกล้ม ทรัพย์สินทั้งหมดจะตกเป็นของมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า โดย ร.อ.ธรรมนัส ยืนยันว่า ตนเองไม่ทราบเรื่องดังกล่าว และไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของ กัน จอมพลัง ในการเขียนข้อบังคับนั้น

“ธรรมนัส” ย้ำไม่เกี่ยวข้องกัน จอมพลัง

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องส่วนตัวของ กัน จอมพลัง และตนเองไม่ได้เข้าไปก้าวก่ายหรือมีส่วนร่วมในการตัดสินใจใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวติดตลกถึงเรื่องนี้ว่า “มันน่าจะเป็นเรื่องมือใหม่หัดขับ ทำอะไรไม่ค่อยคิด”

นอกจากประเด็นเรื่องมูลนิธิ ร.อ.ธรรมนัส ยังได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับความสนใจของสื่อมวลชน ที่มักจะมุ่งเน้นไปที่ประเด็นทางการเมืองมากกว่าปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า อยากให้สื่อมวลชนให้ความสำคัญกับเรื่องปากท้องของประชาชน และสถานการณ์น้ำท่วมที่กำลังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่มากกว่า

ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังได้เปิดเผยถึงแผนการที่จะเดินทางลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วม และให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง

ประเด็นเรื่อง “ธรรมนัส” ไม่รู้เรื่อง “กัน จอมพลัง” เขียนข้อบังคับยกทรัพย์สินให้มูลนิธิธรรมนัส กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคม แต่จากการสัมภาษณ์ของ ร.อ.ธรรมนัส ก็พอจะทำให้เห็นภาพรวมของสถานการณ์ และความตั้งใจในการทำงานเพื่อประชาชน

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูล และการพิจารณาข่าวสารอย่างรอบด้าน ก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อ หรือเผยแพร่ข้อมูลใดๆ ออกไป เพื่อป้องกันการเข้าใจผิด และการสร้างความเสียหายให้กับผู้อื่น นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสาธารณะ ต้องมีความระมัดระวังในการกระทำ และคำพูดของตนเอง เพราะทุกอย่างสามารถถูกนำไปเชื่อมโยง และขยายผลได้อย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบัน

ดังนั้น การติดตามข่าวสารจากหลายแหล่ง และการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับทุกคนในสังคม เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจ และแสดงความคิดเห็นได้อย่างถูกต้อง และมีความรับผิดชอบ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างจริงจัง และโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และศรัทธาให้กับประชาชน

ที่มา – “ธรรมนัส” ไม่รู้เรื่อง “กัน จอมพลัง” เขียนข้อบังคับยกทรัพย์สินให้มูลนิธิธรรมนัส ยันไม่เกี่ยวกธ.

สุขุมชี้! คนละครึ่งพลัส หนุนภูมิใจไทยโกยแต้ม

นักวิชาการชี้ “ภูมิใจไทย” ได้อานิสงส์จากโครงการ “คนละครึ่งพลัส” โกยคะแนนเสียงเกินคาด มองยุบสภาโอกาสน้อยมาก คาดเลือกตั้งหน้าลุ้นติดท็อป 1 ใน 2 พรรคที่มี ส.ส.มากสุด

วันที่ 23 ตุลาคม 2568 รองศาสตราจารย์ ดร.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง และนักวิเคราะห์การเมืองชื่อดัง แสดงทัศนะต่อสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน โดยเชื่อว่า โอกาสในการยุบสภาก่อนกำหนดนั้นมีน้อยมาก เนื่องจากพรรคการเมืองส่วนใหญ่ยังไม่มีความพร้อม รวมถึงพรรคภูมิใจไทยด้วย อย่างไรก็ตามช่วงนี้พรรคภูมิใจไทยเดินเกมทางการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถโกยแต้มคะแนนเสียงได้อย่างต่อเนื่องจากนโยบายที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่งพลัส”

“ภาพประชาชนยืนต่อคิวลงทะเบียนหน้าธนาคาร หรือกดสิทธิ์ที่ตู้เอทีเอ็ม มันคือคะแนนทั้งนั้น” รศ.ดร.สุขุม กล่าว โดยชี้ว่า ถึงแม้ภูมิใจไทยอาจไม่ใช่ผู้ริเริ่มแนวคิดแต่การนำมาลงมือทำและเกิดผลลัพธ์ที่เป็นบวกต่อประชาชนในรัฐบาลนี้ ทำให้กลายเป็นแต้มทางการเมืองที่ชัดเจน

อาจารย์สุขุมยังบอกด้วยว่า นอกจากนโยบายดังกล่าวยังมีนโยบายอื่น ๆ เช่น การลดราคาพลังงาน ที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ “พูดแล้วทำ” ของพรรคภูมิใจไทย แม้จะมีประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องชายแดนหรือแก๊งสแกมเมอร์ แต่คะแนนบวกในสายตาประชาชนยังคงมีมากกว่า

ส่วนเรื่องการยุบสภา รศ.ดร.สุขุม วิเคราะห์ว่า พรรคภูมิใจไทยไม่มีความจำเป็นต้องรีบยุบสภาในขณะนี้ เพราะทุกนโยบายที่กำลังเดินหน้าล้วนเป็นแต้มต่อทางการเมืองที่สะสมได้จริง และในช่วงนี้พรรคมีโอกาสขยายฐานคะแนนต่อเนื่องจากนโยบายเล็ก ๆ ที่จะทยอยออกมาอีกในอนาคต ตอนนี้ภูมิใจไทยไม่ใช่พรรคตัวเลือก แต่เป็นพรรคแกนนำที่มีลุ้นติด 1 ใน 2 พรรคที่ได้คะแนน ส.ส. มากที่สุด

“คนละครึ่งพลัส” ตัวช่วยโกยคะแนนของภูมิใจไทย?

จากบทวิเคราะห์ของ รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า โครงการ “คนละครึ่งพลัส” มีผลต่อคะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยอย่างมีนัยสำคัญ แต่ทำไมนโยบายนี้ถึงได้ผลนัก และมีปัจจัยอะไรที่ทำให้ภูมิใจไทยได้รับประโยชน์จากโครงการนี้มากที่สุด?

ปัจจัยความสำเร็จของ “คนละครึ่งพลัส” และผลต่อภูมิใจไทย

  • ความเข้าถึงง่าย: โครงการนี้เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกระดับสามารถเข้าถึงได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มีรายได้น้อย หรือผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล
  • ผลประโยชน์ที่จับต้องได้: ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการได้รับประโยชน์โดยตรงจากการลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ทำให้พวกเขารู้สึกว่ารัฐบาลใส่ใจความเป็นอยู่ของพวกเขา
  • การประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพ: พรรคภูมิใจไทยสามารถประชาสัมพันธ์โครงการนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ประชาชนรับรู้ถึงประโยชน์ของโครงการ และเชื่อมโยงโครงการนี้เข้ากับพรรค

นอกจากนี้ การที่ภูมิใจไทยกล้าที่จะผลักดันนโยบายที่จับต้องได้ และสามารถแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนได้จริง ทำให้พรรคได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากขึ้น และส่งผลให้พรรคมีโอกาสที่จะได้รับคะแนนเสียงมากขึ้นในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ถึงแม้ว่า “คนละครึ่งพลัส” จะเป็นเพียงหนึ่งในหลาย ๆ นโยบายของพรรคภูมิใจไทย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าโครงการนี้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความนิยมให้กับพรรค และจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคสามารถแข่งขันในการเลือกตั้งครั้งหน้า

การที่นักวิเคราะห์การเมืองชื่อดังอย่าง รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล ออกมาแสดงความเห็นเช่นนี้ ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน และเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า พรรคการเมืองใดที่สามารถสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรมได้ พรรคการเมืองนั้นก็จะมีโอกาสที่จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชน

อย่างไรก็ตาม การเมืองเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน การที่พรรคภูมิใจไทยจะสามารถรักษาความนิยมไว้ได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ทั้งผลงานของพรรคในอนาคต ความสามารถในการแก้ไขปัญหาของประเทศ และการแข่งขันจากพรรคการเมืองอื่น ๆ

แม้ว่าโอกาสในการยุบสภาจะมีน้อย แต่พรรคการเมืองทุกพรรคก็จะต้องเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งอยู่เสมอ และการที่พรรคภูมิใจไทยมีแต้มต่อจากนโยบาย “คนละครึ่งพลัส” ก็ไม่ได้หมายความว่าพรรคจะสามารถชนะการเลือกตั้งได้อย่างแน่นอน

การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นบทพิสูจน์ว่า พรรคการเมืองใดที่สามารถครองใจประชาชนได้มากที่สุด และพรรคการเมืองใดที่จะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลต่อไป

ที่มา – “สุขุม” ชี้ “คนละครึ่งพลัส” ทำภูมิใจไทยโกยแต้ม มองยุบสภาโอกาส “น้อยมาก”

อนุทินเสียดาย วรภัค ลาออก มองเป็นภาพลักษณ์ที่ดี

“อนุทิน” ไม่ตั้งใครแทน หลัง “วรภัค” ลาออก บ่นเสียดาย แต่ต้องขอบคุณที่แสดงสปิริต ยืนยันไม่ได้กดดันให้ลาออก มองถือเป็นภาพลักษณ์ที่ดี รัฐมนตรีมีสปิริตคิดถึงองค์รวม

เมื่อเวลา 15.35 น. วันที่ 22 ต.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณี นายวรภัค ธันยาวงษ์ รมช.คลัง ประกาศลาออกจากตำแหน่งรมช.คลัง ว่า ยังไม่ได้คุยกัน ตนได้รับจดหมายชี้แจงจากนายวรภัคมา 3 แผ่น พร้อมกับชูเอกสารดังกล่าวให้สื่อมวลชนเห็น ก่อนกล่าวว่า เดี๋ยวจะอ่านในรถ เนื่องจากวันที่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้แจ้งให้นายวรภัค ทำรายงานเข้ามา แต่เมื่อสักครู่ทราบว่านายวรภัค ได้แถลงข่าวและแจ้งว่าจะลาออก ก็เสียดาย เดี๋ยวก็คงจะโทรหา แต่ต้องขอบคุณนายวรภัค ที่แสดงสปิริต และที่คุยกันวันที่ 21 ต.ค. นายวรภัค ก็ไม่ได้มีการปรารภอะไร เมื่อถามว่ายืนยันไม่ได้กดดันให้ นายวรภัค ลาออกใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าไม่มีใครกดดัน นายวรภัค คงคิดถึงภาพรวม ตนรู้จักท่านมาหลายปีเป็นเพื่อนกันพอเห็นสไตล์การทำงาน เมื่อถามว่าจะกระทบภาพลักษณ์รัฐบาลหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า น่าจะเป็นภาพลักษณ์ที่ดี รัฐมนตรีมีสปิริตคิดถึงองค์รวม เพราะตอนนี้จะถือว่าท่านมีความผิดก็ไม่ได้ พอมีการกล่าวหาเช่นนี้มา ท่านก็แสดงสปิริต

ไม่ยึดเป็นบรรทัดฐานดูเป็นกรณีไป

เมื่อถามว่าหลังจากนี้จะมีการแต่งตั้งรัฐมนตรีเพิ่มเติมมาแทนที่ นายวรภัค หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ตั้งใคร เวลาเรามีจำกัด 31 ม.ค. 69 ยุบสภาฯ เชื่อว่านายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง สามารถบริหารงานได้ เราก็ช่วยกันบริหาร เมื่อถามว่ากรณีของนายวรภัคจะเป็นบรรทัดฐานให้รัฐมนตรีคนอื่นที่มีข้อครหาแบบนี้ นายอนุทิน กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับเรื่อง เมื่อถามอีกว่ากังวลหรือไม่ว่าจะมีรัฐมนตรีคนอื่นถูกเชื่อมโยงกับสแกมเมอร์อีกหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ไม่กังวล อย่างที่บอกตอนแต่งตั้งรัฐมนตรีเราตรวจสอบข้อมูลทุกอย่างแล้วถ้าใครมีประวัติที่ถูกดำเนินคดี เราก็ไม่ตั้ง เมื่อถามว่ากังวลจะมีการร้องเรียนตามหลังหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนไม่ได้กังวลอะไร เมื่อถามย้ำว่าก่อนแต่งตั้งนายวรภัค เป็นรัฐมนตรี ได้มีเสียงทักท้วงหรือไม่ และกังวลจะมีการร้องย้อนหลังหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ไม่มีใครทักท้วง และไม่กังวลอะไร

“วรภัค”ส่งไลน์ไม่เกี่ยวสแกมเมอร์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวรภัคได้ส่งข้อความและเหตุผลในการลาออกไปยังกลุ่มไลน์ของคณะรัฐมนตรี ที่มีนายอนุทินอยู่ในกลุ่ม ถึงเหตุผลในการตัดสินใจด้วย โดยยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ และรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

อนุทินเสียดาย วรภัค ลาออก มองเป็นภาพลักษณ์ที่ดี

จากกรณีที่นายวรภัค ธันยาวงษ์ รมช.คลัง ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่ง ทำให้เกิดคำถามต่างๆ ตามมามากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของภาพลักษณ์ของรัฐบาล และการดำเนินงานหลังจากนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ โดยแสดงความเสียดายต่อการลาออกของนายวรภัค แต่ก็เข้าใจและขอบคุณที่แสดงสปิริต

อนุทินมองการลาออกของวรภัคเป็นภาพลักษณ์ที่ดี

นายอนุทินได้กล่าวว่า การลาออกของนายวรภัคถือเป็นภาพลักษณ์ที่ดี เนื่องจากแสดงให้เห็นว่ารัฐมนตรีมีความรับผิดชอบและคิดถึงภาพรวมของประเทศเป็นสำคัญ แม้ว่าจะไม่ได้มีการกดดันให้ลาออก แต่การตัดสินใจครั้งนี้ก็แสดงให้เห็นถึงสปิริตและความเสียสละ

นอกจากนี้ นายอนุทินยังได้กล่าวถึงการแต่งตั้งรัฐมนตรีใหม่ โดยยืนยันว่าจะไม่มีการแต่งตั้งใครมาแทนที่ เนื่องจากมีเวลาจำกัด และเชื่อว่านายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง สามารถบริหารงานได้

สำหรับประเด็นเรื่องการถูกเชื่อมโยงกับสแกมเมอร์ นายอนุทิน กล่าวว่า ได้ตรวจสอบข้อมูลทุกอย่างแล้วก่อนที่จะแต่งตั้งรัฐมนตรี และหากใครมีประวัติที่ไม่ดี ก็จะไม่ได้รับการแต่งตั้ง

สถานการณ์เช่นนี้ทำให้หลายฝ่ายจับตามองถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อรัฐบาล และการดำเนินงานในอนาคต อย่างไรก็ตาม นายอนุทินได้ย้ำว่า ไม่ได้กังวลกับเรื่องนี้ และจะเดินหน้าทำงานต่อไปเพื่อประโยชน์ของประชาชน

การที่ อนุทินเสียดาย วรภัค ลาออก มองเป็นภาพลักษณ์ที่ดี นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมือง และความสำคัญของการรักษาภาพลักษณ์ขององค์กร การตัดสินใจของนายวรภัค และการตอบสนองของนายอนุทิน จะเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองและผู้บริหารในอนาคต

ในส่วนของการดำเนินงานหลังจากนี้ รัฐบาลจะต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสในการบริหารงาน เพื่อให้ประเทศชาติสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

การลาออกของนายวรภัค ธันยาวงษ์ รมช.คลัง และการแสดงความเห็นของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ได้จุดประกายให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์และการถกเถียงในสังคม การพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และการเรียนรู้จากบทเรียนครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการเมืองไทยต่อไปในอนาคต

ที่มา – “อนุทิน” บ่นเสียดาย “วรภัค” ลาออก มองถือเป็นภาพลักษณ์ที่ดี รัฐมนตรีมีสปิริตคิดถึงองค์รวม

“พีระพันธุ์” ย้ำ เฟ้นผู้สมัครใหม่ สู้ศึกเลือกตั้ง

“พีระพันธุ์” ย้ำความมั่นคงอยู่เหนือประชานิยม ยืนยันพรรคยังมี DNA “ลุงตู่” เตรียมเฟ้นผู้สมัครเลือดใหม่สู้ศึกเลือกตั้ง

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการสีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง ทาง Youtube โดยเปิดเผยถึงจุดยืนของพรรครวมไทยสร้างชาติว่า นโยบายที่เป็นธงนำของพรรคก็คือการกำกับดูแลและเสริมสร้าง “ความมั่นคง” ของชาติในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคงด้านพลังงาน ความมั่นคงในการดำรงชีวิต ความมั่นคงในเรื่องเศรษฐกิจโดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานราก ความมั่นคงด้านเกษตรกรรม ไปจนถึงความมั่นคงในด้านการศึกษา พร้อมเน้นย้ำว่า ความมั่นคงมีความสำคัญและยั่งยืนมากกว่านโยบายประชานิยม

“จะมีประโยชน์อะไรถ้ามีประชานิยมแต่ไม่มีความมั่นคง แล้วประชานิยมจะช่วยให้ประเทศชาติยั่งยืนได้แค่ไหน?” นายพีระพันธุ์ตั้งคำถาม พร้อมได้ยกตัวอย่างความมั่นคงด้านพลังงานว่า “ช่วงที่ผมบริหารกระทรวงพลังงานตั้งแต่วันแรก ผมบอกกับทุกคนเลยว่าภารกิจของกระทรวงนี้เกี่ยวข้องกับประชาชนมาก แต่ที่ผ่านมาประชาชนไม่ได้รู้สึกถึงความสำคัญของกระทรวงพลังงาน เพราะฉะนั้นกระทรวงพลังงานต้องกลับมามุ่งเน้นในเรื่องของประชาชน ไม่ใช่มุ่งเน้นในเรื่องของธุรกิจการลงทุน และในระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาผมทำให้ประชาชนเห็นแล้วว่ากระทรวงพลังงานมีความสำคัญกับชีวิตของประชาชนแค่ไหน”

พูดมากบอกโหน พูดน้อยบอกลืม

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า “ทุกวันนี้พรรคก็ยังเป็น DNA ของ “ลุงตู่” แต่เมื่อผมพูดถึงมาก ก็กล่าวหาว่าผมไปโหน “ลุงตู่” แต่พอไม่พูด ก็กล่าวหาว่าผมลืมลุงไปแล้ว นี่เป็นตัวอย่างของคนที่หาเรื่อง ท่านพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับคนรักชาติบ้านเมือง คนตั้งใจทำงาน จุดนี้คือสิ่งที่ต้องเก็บรักษาไว้ให้เป็น DNA ของลุงตู่ในพรรครวมไทยสร้างชาติ และเป็นแนวทางของพรรคตั้งแต่เริ่มต้นอยู่แล้ว”

เตรียมหาผู้สมัครสู้เลือกตั้ง

นายพีระพันธุ์ ยังมั่นใจเหตุผลที่ถูกโจมตีมาตลอด เพราะมีเบื้องหลังคือมาจากการที่ต่อสู้ในเรื่องของราคาพลังงาน ทำในสิ่งที่ต้องทำ และทำในสิ่งที่ถูกต้องเสมอ ยืนยันการเข้าสู่เส้นทางทางการเมืองของตน ไม่ใช่เพราะอยากเป็นนักการเมือง เมื่อลาออกจากผู้พิพากษาเพื่อมาทำงานการเมือง ไม่ได้มาเล่นการเมือง  ส่วนการแยกตัวของสมาชิก ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเข้าใจ ไม่ได้ทะเลาะเบาะแว้งกัน ตนเคารพในความคิดของทุกคน ทุกคนมีสิทธิตัดสินใจอนาคตของตนเอง ทุกคนมีแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง ก็ต้องเคารพการตัดสินใจของเขา ซึ่งในตอนนี้ตนก็รู้สึกสบายใจเพราะสามารถบริหารจัดการพรรคได้อย่างที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้น และกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งถัดไป

ลั่นอยากได้คนรุ่นใหม่

“พรรครวมไทยสร้างชาติอยู่ระหว่างเตรียมคนอยู่ ซึ่งผมพูดตรง ๆ เลยว่า ผมอยากได้คนใหม่ คนที่ไม่ใช่นักการเมือง และเป็นคนที่ตั้งใจทำงานเพื่อชาวบ้าน เพื่อประชาชน ในทุก ๆ ครั้งของการสำรวจมีคนไม่ตัดสินใจเยอะที่สุด ทำไมคนไม่ตัดสินใจ เพราะว่าคนเบื่อการเมือง คนเบื่อนักการเมืองเก่า ๆ คนอยากได้นักการเมืองอีกแบบหนึ่ง ซึ่งผมพร้อมที่จะเป็นนักการเมืองที่ไม่ได้เล่นการเมืองแบบเก่า ๆ แต่ทั้งหมดอยู่ที่ประชาชน ถ้าประชาชนต้องการเห็นพรรคการเมืองที่มาทำงาน ก็สนับสนุนพรรครวมไทยสร้างชาติ” นายพีระพันธุ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เมื่อช่วงค่ำวันจันทร์ที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมาซึ่งเป็นวันหลักของการเฉลิมฉลองเทศกาลดิวาลี นายพีระพันธุ์ พร้อมด้วยนายพลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์ สมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ เข้าร่วมชมงาน “Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025” ณ ย่านพาหุรัดและคลองโอ่งอ่าง ระหว่างการเข้าชมงานในครั้งนี้ นายพีระพันธุ์ได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์และกิจกรรมการแสดงทางวัฒนธรรมประจำเทศกาลอย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังได้พบปะพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าที่ออกร้านจำหน่ายสินค้าหลากหลายชนิด อาทิ ขนมหวานอินเดีย และอาหารสตรีทฟู้ด รวมถึงแวะชมกิจกรรมสาธิตทางวัฒนธรรม เช่น การเพ้นท์เฮนน่า ด้วย

“พีระพันธุ์” ย้ำความมั่นคงอยู่เหนือประชานิยม เตรียมเฟ้นผู้สมัครเลือดใหม่สู้ศึกเลือกตั้ง

“พีระพันธุ์” เน้นเฟ้นผู้สมัครใหม่ สู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ย้ำถึงความมุ่งมั่นในการเฟ้นหาผู้สมัครเลือดใหม่เพื่อลงสู้ศึกในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยเน้นย้ำว่าพรรคต้องการคนรุ่นใหม่ที่ไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ แต่มีความตั้งใจจริงที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

การเฟ้นหาผู้สมัครใหม่ สู้ศึกเลือกตั้ง ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของพรรครวมไทยสร้างชาติในการสร้างความเปลี่ยนแปลงและตอบสนองความต้องการของประชาชนที่เบื่อหน่ายนักการเมืองแบบเดิมๆ พรรคจึงมุ่งเน้นไปที่การค้นหาบุคคลที่มีความสามารถ มีความรู้ความสามารถ และมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศชาติอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ยังได้กล่าวถึงความสำคัญของความมั่นคงในทุกมิติ ซึ่งถือเป็นนโยบายหลักของพรรค และยืนยันว่าพรรครวมไทยสร้างชาติยังคงยึดมั่นใน DNA ของ “ลุงตู่” พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองอย่างเต็มที่ การเฟ้นหาผู้สมัครใหม่ สู้ศึกเลือกตั้ง จึงเป็นการผสมผสานระหว่างคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ และประสบการณ์จากนักการเมืองรุ่นเก่าที่ยึดมั่นในอุดมการณ์

การเฟ้นหาผู้สมัครใหม่ สู้ศึกเลือกตั้ง ที่กำลังจะมาถึงจึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองว่าพรรครวมไทยสร้างชาติจะสามารถดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพเข้ามาทำงานการเมืองได้หรือไม่ และจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศชาติได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – “พีระพันธุ์” ย้ำความมั่นคงอยู่เหนือประชานิยม เตรียมเฟ้นผู้สมัครเลือดใหม่สู้ศึกเลือกตั้ง

“อนุทิน” ฟุ้ง ชนะเลือกตั้งกาญจนบุรี ภูมิใจไทยมั่นใจ!

“อนุทิน” ฟุ้ง ชนะเลือกตั้งกาญจนบุรี ประชาชนเชื่อมั่น “ภูมิใจไทย” ลั่น พร้อมเลือกตั้งตลอดเวลา เหตุอะไรก็เกิดขึ้นได้ หวังสิ่งที่ทำมีผลกับประชาชนทั่วประเทศ

เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ 20 ต.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรค ภท. ชนะเลือกตั้งกาญจนบุรี สะท้อนอะไรทางการเมืองหรือไม่ ว่า อย่างน้อยเป็นนิมิตหมายที่ดีว่านโยบายหรือการทำงานของพรรค ภท. ได้รับความเชื่อมั่นในสายตาของพี่น้องประชาชนใน จ.กาญจนบุรี หวังว่าสิ่งที่เราทำให้พี่น้องประชาชนไม่ได้มีผลเฉพาะพี่น้องใน จ.กาญจนบุรีเท่านั้น แต่มีผลกับประชาชนทั่วประเทศ

ผู้สื่อข่าวถามว่า การชนะพรรคเพื่อไทย (พท.) ในการเลือกตั้งซ่อม สส. 2 เขตที่ผ่านมา ทั้ง จ.ศรีสะเกษและกาญจนบุรี ทำให้กระแสพรรค ภท.ดีกว่าพรรค พท.หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราพยายามทำงานให้มากที่สุด ให้ดีที่สุด เมื่อถามว่า ตอนนี้พร้อมเลือกตั้งแล้วใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า พร้อมมาตั้งแต่ถอนตัวมาจากพรรคร่วมรัฐบาลเมื่อเดือน มิ.ย.แล้ว ถึงอย่างไรก็ต้องพร้อม เพราะ 31 ม.ค.69 นั่นคือช้าที่สุด อะไรก็เกิดขึ้นได้ เมื่อถามย้ำว่า ที่บอกว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ มีปัจจัยอะไรที่จะทำให้ยุบสภาก่อนวันที่ 31 ม.ค.69 นายอนุทิน กล่าวว่า มันก็มีหลายๆ เรื่อง เมื่อถามอีกว่า จะมีการยุบสภาก่อนวันที่ 31 ม.ค.69 หรือไม่ นายอนุทินไม่ตอบ และรีบขึ้นรถยนต์เดินทางออกจากทำเนียบฯไปประชุมคณะกรรมการอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ที่ กอ.รมน. เขตดุสิต

“อนุทิน” ฟุ้ง ชนะเลือกตั้งกาญจนบุรี ประชาชนเชื่อมั่น “ภูมิใจไทย” ลั่น พร้อมเลือกตั้งตลอดเวลา

ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแสดงความมั่นใจหลังผลการเลือกตั้งซ่อมในจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งพรรคภูมิใจไทยสามารถคว้าชัยชนะมาได้ โดยนายอนุทินกล่าวว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ดีที่บ่งบอกว่านโยบายและการทำงานของพรรคภูมิใจไทยได้รับการยอมรับและความเชื่อมั่นจากประชาชนในจังหวัดกาญจนบุรี และหวังว่าผลงานของพรรคจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั่วประเทศ ไม่เฉพาะแค่ในจังหวัดกาญจนบุรีเท่านั้น

นอกจากนี้ นายอนุทินยังได้กล่าวถึงความพร้อมในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยมีความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งมาตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และพร้อมที่จะเผชิญกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น แม้ว่าการเลือกตั้งทั่วไปจะมีกำหนดการอย่างช้าที่สุดในวันที่ 31 มกราคม 2569 ก็ตาม

ความหมายของการ “ชนะเลือกตั้งกาญจนบุรี” ต่อพรรคภูมิใจไทย

ชัยชนะในการเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดกาญจนบุรีมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพรรคภูมิใจไทย ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความนิยมและความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อพรรคเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความมั่นใจให้กับพรรคในการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้าอีกด้วย

ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ยังเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่านโยบายและการทำงานของพรรคภูมิใจไทยสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้จริง และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคสามารถเอาชนะคู่แข่งทางการเมืองได้

นอกจากนี้ ชัยชนะในครั้งนี้ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังพรรคการเมืองอื่นๆ ว่าพรรคภูมิใจไทยยังคงเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวและพร้อมที่จะท้าทายในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ต่อไปนี้เป็นประเด็นสำคัญที่พรรคภูมิใจไทยอาจต้องพิจารณาหลังจากชนะเลือกตั้งกาญจนบุรี:

  • การรักษาและการขยายฐานเสียง: พรรคควรให้ความสำคัญกับการรักษาฐานเสียงเดิมและพยายามขยายฐานเสียงไปยังกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งอื่นๆ
  • การพัฒนาและปรับปรุงนโยบาย: พรรคควรทบทวนและปรับปรุงนโยบายของตนเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้น
  • การสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ: พรรคควรทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชน โดยการปฏิบัติตามสัญญาที่ให้ไว้และแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น

โดยสรุปแล้ว การ ชนะเลือกตั้งกาญจนบุรี ถือเป็นก้าวสำคัญของพรรคภูมิใจไทยในการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า และเป็นโอกาสที่ดีที่พรรคจะพิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการนำพาประเทศไปสู่อนาคตที่ดีกว่าเดิม

การชนะเลือกตั้งกาญจนบุรีครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น พรรคภูมิใจไทยจะต้องทำงานอย่างหนักต่อไปเพื่อรักษาความนิยมและสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ เพื่อให้สมกับความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้

ที่มา – “อนุทิน” ฟุ้ง ชนะเลือกตั้งกาญจนบุรี ประชาชนเชื่อมั่น “ภูมิใจไทย” ลั่น พร้อมเลือกตั้งตลอดเวลา

เพื่อไทยยินดี “มาร์ค” รีเทิร์น หวัง ปชป. สู้สร้างสรรค์

แกนนำพรรคเพื่อไทย ร่วมแสดงความยินดีกับการกลับมาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยมองว่าเป็นเรื่องดีที่จะได้ร่วมต่อสู้กันอย่างสร้างสรรค์ ปราศจากอคติ เพื่อให้ประเทศชาติก้าวเดินไปข้างหน้า

เพื่อไทยยินดี “มาร์ค” รีเทิร์นหัวหน้า ปชป. หวังสู้กันอย่างสร้างสรรค์

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2568 นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.พรรคเพื่อไทย ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังจากการที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับเลือกให้กลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง โดย นพ.ชลน่าน กล่าวว่า การกลับมาของนายอภิสิทธิ์ นั้นเป็นเรื่องที่น่ายินดี เนื่องจากท่านเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ การที่บุคคลที่มีเจตจำนงที่ดีกลับเข้ามาสู่การเมือง จะส่งผลให้ภาพรวมทางการเมืองนั้นดีขึ้นอย่างแน่นอน การกลับมาในครั้งนี้ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงสัญลักษณ์ของความเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ที่ยังคงดำรงความเป็นสถาบันทางการเมืองที่เก่าแก่ ซึ่งถือเป็นจุดแข็งที่อาจจะช่วยดึงดูดให้ผู้ที่เคยศรัทธาและห่างหายไป กลับมาร่วมสนับสนุนพรรคได้อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม นพ.ชลน่าน ได้ตั้งข้อสังเกตว่า การเมืองในยุคปัจจุบันนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองว่าความเป็นประชาธิปัตย์ในรูปแบบเดิม ๆ นั้น จะยังสามารถตอบโจทย์ความนิยมและความเชื่อมั่นของคนรุ่นใหม่ได้หรือไม่

อนุสรณ์ชี้ เพื่อไทยยินดี “มาร์ค” รีเทิร์น หวังสร้างการเมืองสร้างสรรค์

ด้านนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้กล่าวแสดงความยินดี โดยระบุว่า พรรคเพื่อไทย เคารพทุกพรรคการเมืองที่ยืนหยัดอยู่บนหลักการของประชาธิปไตย และมีความเห็นว่าการแข่งขันทางการเมืองนั้นควรเป็นการแข่งขันกันด้วยนโยบายและแนวทางในการพัฒนาประเทศ ไม่ใช่การแข่งขันกันด้วยอำนาจหรืออคติ เพราะยิ่งพรรคการเมืองมีคุณภาพมากเท่าไหร่ ประชาชนก็จะยิ่งมีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้นเท่านั้น การเมืองที่ดีคือการเมืองที่ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด ประเทศไทยต้องการการเมืองที่สร้างสรรค์ ต้องการประชาธิปไตยที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ และต้องการการเมืองที่รับฟังกันมากกว่าการโต้เถียงกันอย่างรุนแรง ดังนั้น การกลับมาของนายอภิสิทธิ์ อาจจะเป็นทั้งการทบทวนอดีตและเป็นการเริ่มต้นใหม่ ขออวยพรให้นายอภิสิทธิ์ สามารถสร้างพรรคให้เป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง และร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้า

การกลับมาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะในครั้งนี้ ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งในการนำพาพรรคประชาธิปัตย์ก้าวข้ามผ่านความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความสำเร็จให้กับพรรคในอนาคต การที่พรรคเพื่อไทยออกมาแสดงความยินดีและพร้อมที่จะแข่งขันกันอย่างสร้างสรรค์ ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อการพัฒนาการเมืองไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีคุณภาพ

ที่มา – เพื่อไทยยินดี “มาร์ค” รีเทิร์นหัวหน้า ปชป. หวังสู้กันอย่างสร้างสรรค์

“จุรินทร์” ย้ำจุดยืน ไม่แตะหมวด 1-2

“จุรินทร์” ย้ำจุดยืน “ประชาธิปัตย์” ไม่แตะหมวด 1-2 ตรงกับร่างพรรคภูมิใจไทยและร่วมรัฐบาล ย้ำความจำเป็นต้องส่งเสริมคนดีให้ปกครองประเทศ รัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ 

เมื่อเวลา 11.20 น. วันที่ 14 ตุลาคม 2568 ที่รัฐสภา นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า เหตุผลที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญปี2560 ไม่สำเร็จ เพราะเขียนไว้ให้แก้ยาก ซึ่งโดยปกติการแก้รัฐธรรมนูญ ถ้าเสียงข้างมากของที่ประชุมร่วมรัฐสภา เห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งก็สามารถแก้ได้แล้ว แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเงื่อนไขเพิ่มเติมนอกจากต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งและยังจะต้องประกอบด้วย เสียงของฝ่ายค้านไม่น้อยกว่าร้อยละ20 และเพิ่มเติมด้วยเสียงของวุฒิสมาชิก (สว.) ไม่ต่ำกว่าหนึ่งในสาม รวมทั้งบางมาตรา หากจะแก้ต้องทำประชามติ ถามความเห็นประชาชนอีก จึงเป็นเงื่อนไขที่ทำให้แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคหนึ่งที่สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น

“จุรินทร์” ย้ำจุดยืน “ประชาธิปัตย์” ไม่แตะหมวด 1-2

นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า ไม่เห็นด้วยกับบทเฉพาะการ ที่กำหนดเงื่อนไขให้ สว.สามารถลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีได้ ทั้งที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนในขณะนั้น แต่เมื่อประชาชนได้ลงประชามติเห็นชอบกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน พรรคประชาธิปัตย์ก็ยอมรับสิ่งที่ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน และก่อนที่ประชาธิปัตย์จะเข้าร่วมรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็มีเงื่อนไข3 ข้อ คือ 1. ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตในการบริหารราชการแผ่นดิน 2. ต้องใช้นโยบายประกันรายได้สินค้าเกษตร 3. ต้องสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น โดยไม่แตะหมวด 1 และหมวด2

คงมิติ ปชต.คู่ สถาบัน

“วันนี้ มีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา เพื่อสนองต่อเอ็มโอเอ ที่เป็นข้อตกลงระหว่าง 2 พรรคการเมือง แม้ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าการแก้ปัญหาปากท้องสำคัญมากกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงเป็นหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาทุกคนที่จะต้องพิจารณาร่างแก้รัฐธรรมนูญทั้ง3 ร่างนี้  จุดยืนของผมและพรรคประชาธิปัตย์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่มีอะไรเปลี่ยน คือ ต้องไม่แตะหมวด1 และหมวด2 ซึ่งหมวด1เป็นบททั่วไป มี 5 มาตรา ซึ่งมี 3 มาตราที่สำคัญคือ มาตรา 1 ระบุชัดเจนว่าประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ ผมจึงเห็นว่าห้ามแตะหมวด 1 ส่วนมาตรา2 ระบุ ประเทศไทยมีการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็ควรห้ามแตะ

และมาตรา 5 ระบุด้วยข้อความวรรคท้ายว่า เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทำการนั้นหรือวินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีปกครองของประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ข้อความตรงนี้ที่ปรากฏอยู่ในมาตรา 5 วรรคท้าย หมวด1 ต้องห้ามแตะ เพราะมีปรากฏต่อเนื่องตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับปี2492 จนมาถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นมิติต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มิติทางกฎหมาย หากไม่มีบทบัญญัติใดรองรับไว้ในรัฐธรรมนูญ และมิติทางการเมืองการปกครองที่ยึดมั่นในประชาธิปไตยและองค์พระมหากษัตริย์อย่างสมดุล” นายจุรินทร์ กล่าว

จุดยืนพรรคประชาธิปัตย์: “จุรินทร์” ย้ำจุดยืน “ประชาธิปัตย์” ไม่แตะหมวด 1-2

นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า สำหรับร่างของพรรคเพื่อไทย ที่ระบุว่า ห้ามเปลี่ยนแปลง การปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และห้ามเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ ตรงนี้เป็นข้อห้ามที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีข้อห้ามอยู่แล้ว และระบุไว้ในมาตรา 255 บังคับใช้อยู่แล้ว ไม่ว่าใครก็แก้ไม่ได้ คือต้องห้ามตามข้อบังคับ แต่ร่างนี้ไม่มีบทบัญญัติ ห้ามแตะหมวด1 หมวด2 ระบุไว้ ส่วนร่างของพรรคประชาชน เช่นเดียวกันไม่มีบทบัญญัติห้ามแตะ หรือห้ามเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 1 หมวด 2 แต่ในร่างของพรรคภูมิใจไทยและพรรคร่วมรัฐบาล ระบุชัดเจนว่า การแก้ไขหมวด1 หมวด 2 จะกระทำไม่ได้ หากรัฐสภาวินิจฉัยร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะเป็นการแก้ไขหมวด1หมวด2 ให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นตกไป ฉะนั้นนี่คือความแตกต่างสำหรับ3ร่างที่เราจะต้องพิจารณาตัดสินใจ วันนี้รัฐสภาจะต้องพิจารณาลงมติใน2ประเด็นหลัก คือจะเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใดบ้าง ถ้าแยกลงมติ หรือถ้ารวมลงมติ ก็จะกลายเป็นว่าจะเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอต่อที่ประชุมรัฐสภา และการลงมติอีกเรื่องก็คือจะใช้ร่างใด เป็นร่างหลักในการพิจารณา ในวาระที่สอง ขั้นเรียงมาตรา

ต้องคงรมต.ซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์

นายจุรินทร์ กล่าวว่า ตนยืนยันในจุดที่ยึดมั่นมาโดยตลอด และขอเพิ่มความเห็นและข้อเสนอแนะเป็น4 ข้อดังนี้

1. ตนพร้อมสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เปิดทางให้มี สสร. ขึ้นมา ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ต้องไม่แตะหมวด1 หมวด 2

2. หากจะต้องลงมติว่า จะใช้ร่างใดเป็นร่างหลักในการพิจารณาวาระสอง ตนจะลงมติใช้เงื่อนไขเดิมคือ ต้องใช้ร่างที่ไม่แตะหมวด1 หมวด2 เป็นหลัก เพราะเป็นห่วงหากไม่ใช้ร่างนี้ อาจจะเป็นหัวเชื้อนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แบบปลายเปิดและในที่สุดอาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง แก้ไขหมวดหนึ่ง หมวดสองได้ต่อไปในอนาคต

3. การแก้ไขรัฐธรรมนูญเที่ยวนี้ จะต้องไม่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องที่มาของสสร. เพื่อจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญรอบนี้ไม่เป็นหมันต่อไปในอนาคต

4. รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่สสร. ถ้ามี จะต้องยกร่างขึ้น ควรจะต้องมีเจตจำนง ที่จะส่งเสริมคนดีปกครองบ้านเมืองตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาตรา 160(4) (5) ที่ระบุไว้ว่า ผู้ที่จะเข้าสู่อำนาจสำคัญๆ ทั้งรัฐมนตรี นอกจากจะต้องมีวัยวุฒิ คุณวุฒิตามที่กำหนดแล้ว ยังจะต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และไม่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง เพื่อให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ สนองตอบ และคงมั่นมาตรฐานผู้ที่จะเข้าสู่อำนาจทางการเมือง และตำแหน่งสำคัญของประเทศไว้ได้ต่อไป เพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองและประชาชนโดยรวม

การยืนยันจุดยืน “ประชาธิปัตย์” ที่จะไม่แตะหมวด 1-2 เป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นในการรักษาสถาบันหลักของชาติ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญ แต่ต้องทำด้วยความรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

ที่มา – “จุรินทร์” ย้ำจุดยืน “ประชาธิปัตย์” ไม่แตะหมวด 1-2 ตรงกับร่างพรรคภูมิใจไทยและร่วมรัฐบาล

Scroll to top