การเมืองไทย

“ธรรมนัส” เผย นายกฯ ชิงยุบสภาก่อนซักฟอกจริง

“ธรรมนัส” เผยปิดห้องคุยนายกฯ ฝากแต่การบ้านให้สะสาง แจง ประเด็นร้อนชิงยุบสภาก่อนถูกซักฟอก นายกฯพูดเอง ยอมรับสนิทกันมานานแล้ว โทรศัพท์คุยกันทุกคืน รับปากจะทำงานให้ดีที่สุด

วันที่ 6 พ.ย. 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีที่ตึกไทยคู่ฟ้า เมื่อวานนี้(5 พ.ย.2568) นาน 3 ชั่วโมง ว่าเป็นการพูดคุยแต่เรื่องการบ้าน ไม่มีเรื่องการเมือง ส่วนใหญ่นายกรัฐมนตรีได้ฝาก เน้นย้ำโครงการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแวดวงกีฬาเพราะสะสมมานาน สมาคมแต่ละสมาคมส่วนใหญ่มีปัญหากัน นายกรัฐมนตรีจึงเป็นห่วงภาพลักษณ์เพราะกำลังจะเข้าสู่เทศกาลแข่งขันซีเกมส์ในปลายปี นายกรัฐมนตรีก็ได้ถามความพร้อมการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์เพราะเป็นเรื่องสำคัญ

เตรียมลงนามขายข้าวให้จีน

ส่วนอีกเรื่องคือวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ตนเองจะเดินทางไปนครฉงชิ่ง ประเทศจีน จะไปลงนามการขายสินค้าการเกษตร นายกรัฐมนตรีเป็นห่วงว่านอกจากสินค้าภาคการเกษตร ที่หลายอย่างราคาตกต่ำ อย่าง ข้าว หรือสินค้าอื่นๆจึงอยากขยายตลาดซึ่งกระทรวงเกษตรมีอุปทูต ประจำประเทศจีน 3 คน จึงเป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรที่จะต้องทำ

รับปากดึงนักท่องเที่ยว

นอกจากนั้นนายกรัฐมนตรียังพูดถึงโครงการ Quick win ที่จะให้ของขวัญประชาชนในช่วงปีใหม่ และตนเองที่กำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ซึ่งรับปากว่าจะนำเอานักท่องเที่ยวเข้ามาในช่วง ก่อนระยะเวลา 4 เดือนซึ่งตนเองตั้งเป้าเอาไว้จะต้องมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทยถึงเป้าหมายให้ได้ ซึ่งไม่ได้คุยเรื่องการเมืองกันเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะคุยกันแต่เรื่องการบ้าน

คุยโทรศัพท์นายกฯทุกคืน

ร.อ.ธรรมนัสยังกล่าวอีกว่า ตนเองกับนายอนุทินโทรศัพท์คุยกันทุกคืนจนภรรยาเข้าใจว่ามีอะไรกับนายอนุทินไปแล้ว ซึ่งคุยกันเรื่องงานทุกคืนสิ่งสำคัญที่สุดนายกรัฐมนตรีก็พยายามให้กำลังใจตนเอง เพราะตัวนายกฯก็ต้องทำงาน ซึ่งก็รับปากไปว่าจะทำงานให้ดีที่สุด

ยันนายกฯพูดเองยุบสภาหนีอภิปราย

ส่วนที่ช่วงหนึ่งบนเวทีที่ตนเองพูดว่า “ถ้าเกิดจะมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกฯ ก็จะชิงยุบสภาก่อนนั้น” ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่าเป็นประเด็นที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ ตนจึงถามนายอนุทินว่าจะเอาอย่างนั้นจริงหรือ แต่ถ้านายกรัฐมนตรีชิงยุบสภาก่อน แต่ ครม. ก็ยังปฏิบัติหน้าที่ตามปกติจนกว่าจะได้รัฐบาลชุดใหม่มา

ยันข้อกล่าวหาไม่เกี่ยวกับตัวเอง

เมื่อถามว่ายังมีความตั้งใจจะทำงานต่อเพราะมีหลายเรื่องที่ถูกพาดพิงมาที่ตัวร้อยเอกธรรมนัส โดยเจ้าตัวกล่าวว่าหลายเรื่องก็ไม่เกี่ยวกับตัวผม แต่เป็นเรื่องของคนรอบข้างซึ่งก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม อันไหนผิดก็ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเอาจริงเอาจัง บ้านเมืองเราที่วุ่นวายทุกวันนี้เพราะการบังคับใช้กฎหมายแบบเอาจริงเอาจังยังไม่เข้มพอ

ยอมรับการตรวจสอบ

ส่วนเรื่องที่เกี่ยวกับ พรรคกล้าธรรม หรือตัวของผมเองก็เป็นเรื่องการเมือง เราอยู่วิถีการเมืองหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกตรวจสอบ แต่การตรวจสอบจากคำครหาหรือข้อเท็จจริงก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ประธานยุทธศาสตร์ของพรรคก็ตั้งวอร์รูมเพื่อจะหาข้อมูล อะไรที่คนของเราถูกครหาก็ต้องตรวจสอบ อันไหนที่ข้อมูลฝั่งตรงข้ามที่กล่าวหาเราก็ต้องจัดการอย่างเป็นระบบโดยใช้กฎหมายนำ ไม่ใช้อารมณ์หรือความคิดส่วนตัวเข้ามา ต้องเห็นประโยชน์ของชาติเป็นหลัก

“ธรรมนัส” เผย นายกฯ ชิงยุบสภาก่อนถูกซักฟอก

ทำไมนายกฯ ถึงอาจตัดสินใจชิงยุบสภาก่อนถูกซักฟอก?

จากคำกล่าวของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ทำให้เกิดประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการตัดสินใจทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้น การชิงยุบสภาก่อนถูกซักฟอกนั้น อาจเป็นกลยุทธ์เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล

การตัดสินใจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย การประเมินสถานการณ์และความเสี่ยงต่างๆ ก่อนที่จะตัดสินใจดำเนินการใดๆ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้บริหารประเทศ

สถานการณ์ทางการเมืองไทยยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของนักการเมืองแต่ละคนล้วนมีผลต่อทิศทางของประเทศชาติ สิ่งสำคัญคือการคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก

การชิงยุบสภาก่อนถูกซักฟอกถือเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลดีผลเสีย

ที่มา – “ธรรมนัส” เผย นายกฯ พูดเอง ชิงยุบสภาก่อนถูกซักฟอก ยอมรับสนิท “อนุทิน” โทรศัพท์คุยกันทุกคืน

นายกฯ ย้ำ “ไม่มีแผนตายตัว” ชิงยุบสภาจริงหรือ

สถานการณ์การเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงที่น่าจับตามอง เมื่อนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงความเป็นไปได้ในการยุบสภา ก่อนที่จะมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยย้ำคำพูดที่ว่า “ไม่มีแผนตายตัว” ทำให้เกิดคำถามมากมายว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป

นายกฯ ย้ำ “ไม่มีแผนตายตัว” ชิงยุบสภาจริงหรือ

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ณ พารากอนฮอลล์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจและการตัดสินใจยุบสภา โดยตอบว่า “Play it by ear (ไม่มีแผนการตายตัว)” ซึ่งเป็นการยืนยันว่าการตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในขณะนั้น

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำถึงความเป็นไปได้ในการยุบสภาหากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกฯ ตอบว่า จะพิจารณาจากประเด็นที่ถูกนำมายื่น หากเป็นเรื่องของการล้างแค้นกัน ก็อาจจะตัดสินใจยุบสภา นายกฯ ยังกล่าวอย่างมั่นใจว่า จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นภายในปีหน้าอย่างแน่นอน

ความมั่นใจในการทำงานและตรวจสอบได้

เมื่อถูกถามถึงเรื่องที่อาจถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกฯ กล่าวว่า ไม่มีอะไรต้องประเมิน เพราะรัฐบาลทำงานอย่างเต็มที่ ด้วยความตั้งใจ ซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส และตรวจสอบได้

นอกจากนี้ นายกฯ ยังกล่าวถึงกรณีการยื่นอภิปรายรัฐมนตรีรายบุคคลว่า ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะทำได้ภายใต้ขอบข่ายอำนาจและกฎหมายที่มีอยู่ เมื่อถามย้ำว่า หากไม่มีการยื่นอภิปรายนายกฯ แต่เป็นการยื่นอภิปรายรัฐมนตรีคนอื่น นายกฯ จะยุบสภาหรือไม่ นายกฯ ตอบว่า “Play it by ear” เช่นเดิม

เมื่อถูกถามว่า หากมั่นใจว่ารัฐบาลไม่ได้ทำอะไรผิดหรือไม่สุจริต ทำไมไม่เปิดรับการอภิปราย นายกฯ กล่าวว่า “ยังตอบตอนนี้ไม่ได้ ผมถึงบอกว่า “Play it by ear”

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีจะเป็นไปในทิศทางใด ยังคงต้องติดตามกันต่อไป แต่สิ่งที่แน่นอนคือ ทุกฝ่ายต่างมีสิทธิ์ที่จะดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมาย และประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งหน้า

จากคำสัมภาษณ์ของนายกฯ ที่ว่า “ไม่มีแผนตายตัว” ทำให้เห็นว่าการตัดสินใจทางการเมืองนั้นมีความซับซ้อนและผันผวนอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนในการตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของประเทศ

ในขณะที่หลายฝ่ายกำลังจับตามองว่านายกฯ จะตัดสินใจอย่างไรต่อไป สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายเคารพในกฎเกณฑ์และกติกาของประชาธิปไตย เปิดโอกาสให้มีการแสดงความคิดเห็นและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างโปร่งใส เพื่อให้การตัดสินใจใดๆ ที่เกิดขึ้น เป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – นายกรัฐมนตรี ย้ำคำพูด “ไม่มีแผนตายตัว” ชิงยุบสภาก่อนถูกซักฟอกหรือไม่

นายกฯ โบ้ยถาม “ธรรมนัส” เรื่องแต่งตั้ง “ธนดล”

กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง เมื่อนายกรัฐมนตรี ปัดตอบคำถามเรื่องการแต่งตั้ง “ธนดล” โดยโยนให้ไปถาม “ธรรมนัส” แทน ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนในการบริหารงานของรัฐบาลผสม และการแบ่งสรรอำนาจระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล

นายกฯ โบ้ยให้ถาม “ธรรมนัส” เรื่องแต่งตั้ง “ธนดล”

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ที่พารากอนฮอลล์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้ง นายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ อดีตที่ปรึกษา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ว่าเรื่องดังกล่าวไม่ใช่การตัดสินใจของตนเอง

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การแต่งตั้งดังกล่าวเป็นเรื่องของการร่วมรัฐบาล โดยพรรคร่วมรัฐบาลแต่ละพรรคจะต้องคัดเลือกบุคลากรเข้ามาทำงาน และถือเป็นการให้เกียรติซึ่งกันและกันระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล เมื่อถูกถามว่าเรื่องนี้อาจเป็นประเด็นที่อ่อนไหว และท้ายที่สุดนายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้รับผิดชอบ นายกรัฐมนตรีตอบว่าควรไปถาม ร.อ.ธรรมนัส แทนที่จะมาถามตน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีการวิวาทะกันเรื่องที่ดินก่อนหน้านี้จบลงแล้วหรือไม่ นายกรัฐมนตรีตอบว่า "ผมไม่เคยวิวาทะกับนายธนดล ที่ดินไม่ใช่ของผม"

ปฏิกิริยาจากฝ่ายต่างๆ ต่อกรณี “ธนดล”

การที่นายกรัฐมนตรี โบ้ยให้ถาม “ธรรมนัส” เรื่องแต่งตั้ง “ธนดล” ได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาจากฝ่ายต่างๆ ทั้งฝ่ายการเมืองและประชาชนทั่วไป หลายคนมองว่าเป็นการแสดงความไม่รับผิดชอบต่อนโยบายและการบริหารงานของรัฐบาล

ฝ่ายค้านได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การแต่งตั้งดังกล่าว โดยตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมและความโปร่งใสในการแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ในขณะที่ประชาชนบางส่วนแสดงความไม่พอใจต่อการที่รัฐบาลดูเหมือนจะไม่ใส่ใจต่อความรู้สึกของประชาชน

นอกจากนี้ การที่นายกรัฐมนตรีออกมาปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับกรณีพิพาทเรื่องที่ดินกับนายธนดล ก็ยิ่งทำให้เกิดความสงสัยในความสัมพันธ์ระหว่างนายกรัฐมนตรีกับ ร.อ.ธรรมนัส และพรรคร่วมรัฐบาล

ผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาล

กรณีการแต่งตั้ง “ธนดล” และการที่นายกรัฐมนตรี โบ้ยให้ถาม “ธรรมนัส” ถูกมองว่าอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลผสมในปัจจุบัน ความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาลอาจรุนแรงขึ้น และอาจนำไปสู่การปรับคณะรัฐมนตรี หรือแม้กระทั่งการยุบสภา

อย่างไรก็ตาม ยังมีนักวิเคราะห์บางส่วนที่มองว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเพียงความขัดแย้งเล็กน้อย และรัฐบาลยังคงสามารถประคับประคองสถานการณ์ต่อไปได้

  • การที่นายกรัฐมนตรีโยนเรื่องให้ "ธรรมนัส" สะท้อนอะไร
  • อนาคตการเมืองของ "ธนดล" จะเป็นอย่างไร
  • เรื่องนี้จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลหรือไม่

บทสรุป

การแต่งตั้ง “ธนดล” และท่าทีของนายกรัฐมนตรีที่ปัดความรับผิดชอบ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาและความท้าทายในการบริหารงานของรัฐบาลผสม ความโปร่งใสและความรับผิดชอบเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความศรัทธาจากประชาชน การโยนเรื่องให้คนอื่นเเบบนี้ไม่ช่วยอะไร

ที่มา – นายกรัฐมนตรี โบ้ยให้ถาม “ธรรมนัส”กรณีแต่งตั้ง “ธนดล” ย้ำเรื่องของพรรคร่วมรัฐบาล ต้องให้เกียรติกัน

“อนุทิน” ปัด ไม่ได้อ่านโพสต์ฮุนเซน ปิดด่าน500ปีก็ไม่อดตาย

“อนุทิน” บอกไม่ได้อ่านโพสต์ “ฮุน เซน” ไม่สลดโต้ “ปิดด่าน 500 ปี กัมพูชาก็ไม่ตาย” ยืนยันไทยไม่ได้ตามหลังกัมพูชา  ไล่ไปอ่าน ปฏิญญาสันติภาพ

วันที่ 5 พ.ย.2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีที่ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โพสต์เฟซบุ๊กว่า ไม่เคยขอให้ใครเปิดด่าน จะปิด 100 ปี หรือ 500 ปี ก็เป็นเรื่องของไทย ไม่ทำให้กัมพูชาตาย นายอนุทิน ตอบเพียงว่า ยังไม่ได้อ่าน

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า สมเด็จฮุน เซน บอกว่า กัมพูชาไม่ได้อ่อนข้อในการไปลงนามในคำประกาศที่จะนำไปสู่การสร้างสันติภาพ ระหว่างไทยและกัมพูชานั้น นายอนุทิน ตอบยิ้ม และพยักหน้า  ส่วนท่าทีแข็งกร้าวของสมเด็จฮุน เซน จะกระทบต่อการสร้างสันติภาพชายแดนไทยกัมพูชาหรือไม่ นายอนุทิน ตอบย้ำว่า ยังไม่ได้อ่าน

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า มองอย่างไรที่ผู้นำของกัมพูชา มักจะโพสต์ข้อความผ่านโลกโซเชียล ซึ่งอาจถูกมองว่า เราเป็นฝ่ายตามเขาตลอด นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกคนก็มีสไตล์การทำงานของเขา ใครบอกตาม ขอให้ไปอ่าน Joint declaration (ปฏิญญา เพื่อนำไปสู่สันติภาพไทย – กัมพูชา) มีตรงไหนที่ตาม

“อนุทิน” ปัด ไม่ได้อ่านโพสต์ฮุนเซน ปิดด่าน500ปีก็ไม่อดตาย

จากกรณีที่สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้ออกมาโพสต์ข้อความเกี่ยวกับเรื่องด่านชายแดน ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย ได้ออกมาตอบโต้ประเด็นดังกล่าว โดยยืนยันว่าไม่ได้อ่านโพสต์ของสมเด็จฮุน เซน

การที่นายอนุทินกล่าวว่าไม่ได้อ่านโพสต์ ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า รัฐบาลไทยรับทราบถึงสถานการณ์และความคิดเห็นของผู้นำกัมพูชาหรือไม่ และจะมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือไม่ การที่ผู้นำทั้งสองประเทศสื่อสารกันผ่านสื่อสาธารณะ โดยเฉพาะโซเชียลมีเดีย กลายเป็นเรื่องปกติในปัจจุบัน แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดความเข้าใจผิดและการสื่อสารที่ไม่สมบูรณ์

ทำไมนายอนุทินถึงกล่าวว่า “ไม่ได้อ่านโพสต์ฮุนเซน ปิดด่าน500ปีก็ไม่อดตาย”?

คำถามนี้ยังคงเป็นที่สงสัยของหลายฝ่าย เหตุผลที่แท้จริงอาจซับซ้อนกว่าที่ปรากฏ แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ รัฐบาลไทยต้องการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่า ไทยไม่ได้ถูกกดดันหรือต้องยอมจำนนต่อข้อเรียกร้องใดๆ จากกัมพูชา การที่นายอนุทินเน้นย้ำถึง “ปฏิญญาสันติภาพ” ก็เป็นการส่งสัญญาณว่า ไทยยึดมั่นในข้อตกลงและกระบวนการทางการทูต

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อน การเจรจาและการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ การสื่อสารผ่านสื่อสาธารณะอาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหา การรักษาสัมพันธไมตรีและความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นเป้าหมายที่สำคัญยิ่งกว่า

ท่าทีของนายอนุทินในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการรักษาสมดุลระหว่างการแสดงจุดยืนของประเทศ และการรักษาสัมพันธไมตรีกับประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ตาม การสื่อสารที่ชัดเจนและโปร่งใสเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากนี้ การให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจและการค้าชายแดน ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและยั่งยืน การเปิดด่านชายแดนและการอำนวยความสะดวกทางการค้า จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย และช่วยลดความตึงเครียดในระยะยาว

ท้ายที่สุดแล้ว ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ ต้องอาศัยความเข้าใจซึ่งกันและกัน การเคารพในอธิปไตย และการแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกัน การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี และการให้ความสำคัญกับการเจรจา จะนำไปสู่สันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

การที่นายอนุทิน ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นโดยตรงเกี่ยวกับโพสต์ของสมเด็จฮุน เซน อาจเป็นกลยุทธ์ทางการทูตอย่างหนึ่ง แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การที่รัฐบาลไทยจะต้องมีแผนการที่ชัดเจนในการจัดการกับความสัมพันธ์กับกัมพูชา และพร้อมที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเหมาะสม

ที่มา – “อนุทิน” ปัด ไม่ได้อ่านโพสต์ “ฮุน เซน” พยอง ปิดด่าน 500 ปี ก็ไม่อดตาย

เพื่อไทยจัดสวดพระอภิธรรม วิโรจน์ เปาอินทร์

พรรคเพื่อไทยเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรม คืนที่ 5 บำเพ็ญกุศลศพ “พล.ต.ท. วิโรจน์ เปาอินทร์” อดีตหัวหน้าพรรค

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ที่ศาลาทักษิณาประดิษฐ์ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร บางเขน พรรคเพื่อไทยเป็นเจ้าภาพในพิธีสวดพระอภิธรรมงานบำเพ็ญกุศลศพ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และอดีตรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นคืนที่ 5 ของพิธี โดยมีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และแกนนำสมาชิกพรรคเพื่อไทย และบุคคลสำคัญทางการเมืองเข้าร่วมพิธีไว้อาลัยเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้คณะผู้ร่วมงานประกอบด้วยแกนนำและอดีตรัฐมนตรีชุดที่ผ่านมา อาทิ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายจตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายชูศักดิ์ ศิรินิล อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสรวงศ์ เทียนทอง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวานิช อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นางมนพร เจริญศรี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายจักรพงษ์ แสงมณี อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2

งานสวดพระอภิธรรมบำเพ็ญกุศลศพ พลตำรวจโทวิโรจน์ เปาอินทร์ จะมีไปจนถึงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568

พรรคเพื่อไทยเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรม “วิโรจน์ เปาอินทร์” อดีตหัวหน้าพรรค

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 พรรคเพื่อไทยได้เป็นเจ้าภาพในการสวดพระอภิธรรม พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ อดีตหัวหน้าพรรคและอดีตรองนายกรัฐมนตรี ณ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร บางเขน การจัดงานนี้แสดงให้เห็นถึงความเคารพและความผูกพันที่พรรคเพื่อไทยมีต่ออดีตผู้นำของพวกเขา ซึ่งเป็นผู้ที่ได้ทำคุณประโยชน์มากมายแก่พรรคและประเทศชาติ

รายละเอียดพิธีสวดพระอภิธรรม วิโรจน์ เปาอินทร์

ในพิธีครั้งนี้ มีบุคคลสำคัญทางการเมืองเข้าร่วมอย่างคับคั่ง รวมถึงอดีตรัฐมนตรีและแกนนำพรรคหลายท่าน การรวมตัวกันของผู้มีบทบาทสำคัญเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญและความเคารพที่บุคคลในวงการการเมืองมีต่อ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์

การจัดงานสวดพระอภิธรรมนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการไว้อาลัย แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของสมาชิกพรรคเพื่อไทยที่มีต่อกันและกัน รวมถึงเป็นการระลึกถึงคุณงามความดีของ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ ที่ได้สร้างไว้

การสูญเสียบุคคลสำคัญอย่าง พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ เป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของพรรคเพื่อไทยและวงการการเมืองไทย ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของท่านเป็นสิ่งที่ประเมินค่ามิได้ และจะยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักการเมืองรุ่นหลังต่อไป

พิธีสวดพระอภิธรรมนี้เป็นช่วงเวลาที่สมาชิกพรรคเพื่อไทยและบุคคลใกล้ชิดได้ร่วมกันไว้อาลัยและระลึกถึงคุณงามความดีของ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ และเป็นการให้กำลังใจแก่ครอบครัวและคนใกล้ชิดของท่าน

การจัดงานสวดพระอภิธรรมแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรำลึกถึงผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว และเป็นการแสดงความเคารพและความกตัญญูต่อผู้ที่ได้สร้างคุณประโยชน์ให้กับสังคม การจัดงานเช่นนี้เป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของไทย

ที่มา – พรรคเพื่อไทยเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรม “วิโรจน์ เปาอินทร์” อดีตหัวหน้าพรรค

เพื่อไทยขีดเส้น อนุทิน ปราบสแกมเมอร์ 1 เดือน!

“เพื่อไทย” ขีดเส้น “อนุทิน” 1 เดือน ปราบสแกมเมอร์ ก่อนยุบสภา ให้หยุดสร้างภาพ ต้องขึงขังปฏิบัติจริง จี้ดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้อง Prince Group เร็วที่สุด

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 4 พ.ย. 2568 ที่พรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย แถลงกรณีที่บางพรรคการเมืองชื่นชมผลการเข้าร่วมประชุมเอเปคของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยว่า พรรคเพื่อไทยมีมุมมองแตกต่าง โดยเฉพาะเรื่องมาตรการปราบสแกมเมอร์ที่รัฐบาลประกาศเป็นผู้นำปราบแก๊งสแกมเมอร์ระดับโลก แต่ทำได้เพียงสร้างภาพ ขาดการปฏิบัติจริง ปล่อยให้กลับมาเป็นปัญหาใหญ่ ไม่ใช้เวทีโลกอย่างอาเซียนและเอเปกผลักดันความร่วมมือเชิงรูปธรรม ขอเสนอให้รัฐบาลเร่งปราบสแกมเมอร์ใน 30 วัน ก่อนยุบสภา ไม่ต้องรอ 4 เดือน ต่อยอดจากกลไกที่รัฐบาลเพื่อไทยวางไว้คือ 1.ให้รัฐบาลแถลงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลฯ แฉถูกแก๊งสแกมเมอร์เสนอสินบน 40 ล้านบาทต่อเดือน แลกไม่ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่เคยบอกจะสรุปผลสิ้นเดือนต.ค.ที่ผ่านมา 2.ดำเนินคดีบุคคลและบริษัทที่เกี่ยวกับบริษัท Prince Group เร็วที่สุด

3. รัฐบาลต้องเอาคืนที่ถูกเหล่าอาชญากรยึดไปคืนให้ประชาชนมากที่สุด ใช้กฎหมายป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีระงับบัญชีม้า 4.เดินหน้าความร่วมมือปราบสแกมเมอร์ 3 ฝ่าย ไทย-จีน-กัมพูชา พัฒนาจากโมเดลความร่วมมือ ไทย-จีน-เมียนมา ที่รัฐบาลเพื่อไทยริเริ่มไว้ และมาตรการตัดไฟ ตัดเน็ต ตัดการขนน้ำมัน เข้มงวดปิดกั้นเส้นทางธรรมชาติทางชายแดนด้วย รัฐบาลต้องหยุดเล่นการเมืองบนความมั่นคงของชาติ ถึงเวลาต้องทำจริง ไม่ใช่สร้างภาพตามกระแส

เพื่อไทยขีดเส้น อนุทิน ปราบสแกมเมอร์ 1 เดือน

พรรคเพื่อไทยออกมาขีดเส้นตายให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เร่งดำเนินการปราบสแกมเมอร์ภายใน 1 เดือนก่อนที่จะมีการยุบสภา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติจริงมากกว่าการสร้างภาพลักษณ์ และเรียกร้องให้มีการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับ Prince Group อย่างรวดเร็วที่สุด

เลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ได้แถลงถึงประเด็นดังกล่าว โดยแสดงความเห็นต่างจากพรรคการเมืองอื่น ๆ ที่ชื่นชมผลงานการเข้าร่วมประชุมเอเปคของนายอนุทิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการปราบสแกมเมอร์ ซึ่งพรรคเพื่อไทยมองว่ารัฐบาลยังขาดความจริงจังในการแก้ไขปัญหา

ข้อเสนอแนะเพื่อเร่งการปราบสแกมเมอร์

พรรคเพื่อไทยได้เสนอแนะแนวทางในการเร่งปราบสแกมเมอร์ โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • ให้รัฐบาลแถลงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ ถูกแก๊งสแกมเมอร์เสนอสินบน
  • ดำเนินคดีบุคคลและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ Prince Group อย่างรวดเร็ว
  • รัฐบาลต้องเร่งนำทรัพย์สินที่ถูกยึดไปคืนให้กับประชาชน โดยใช้กฎหมายป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
  • เดินหน้าความร่วมมือกับต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศจีนและกัมพูชา เพื่อปราบสแกมเมอร์อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • เข้มงวดในการปิดกั้นเส้นทางธรรมชาติทางชายแดน เพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงของแก๊งสแกมเมอร์

นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังเรียกร้องให้รัฐบาลหยุดการเล่นการเมืองบนความมั่นคงของชาติ และหันมาให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

สถานการณ์การหลอกลวงออนไลน์หรือการสแกมยังคงเป็นภัยคุกคามที่สำคัญต่อสังคมไทย การมีมาตรการที่เข้มงวดและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อปกป้องประชาชนจากอาชญากรรมเหล่านี้ การที่พรรคเพื่อไทยออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาจึงเป็นสิ่งที่น่าสนับสนุน เพราะการแก้ไขปัญหาเหล่านี้จะส่งผลดีต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะยาว

ที่มา – “เพื่อไทย” ขีดเส้น“อนุทิน” ปราบสแกมเมอร์ 1 เดือน จี้ดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องให้เร็วที่สุด

ธรรมนัสปูดมีไลน์แฉเรื่องสลากฯ ไม่อยากทำลาย!

“ธรรมนัส”ปูดมีไลน์แฉเรื่องโควตากองสลากฯ แค่ไม่อยากพูด ยืนยัน 5 เสือถูกทำลายตั้งแต่รัฐประหารปี 57 แล้ว

วันที่ 4 พ.ย.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปฏิเสธตอบผู้สื่อข่าว กรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งโควตาขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์หายไปจากระบบ

โดยร้อยเอกธรรมนัส ระบุว่า วันนี้เจ็บตา พูดไม่ได้ พร้อมถามว่าทำไมมีจังหวะพอดีที่จะถามตนตลอด ก่อนจะระบุว่าในเรื่องโควตากองสลากตั้งแต่รัฐประหารปี 2557 กลุ่ม “5 เสือกองสลาก” ถูกทำลายไปหมดแล้ว เป็นอวสานในอาชีพการขายสลาก แต่หลังจากนั้นยังมีการซื้อมาขายไปเล็ก ๆ น้อย ๆ จึงไม่ทราบเรื่องโควตาสลากและไม่สามารถให้ข้อมูลได้ พร้อมระบุว่า ยังมีไลน์ที่คุยกับน้องบางคนที่ออกมาแฉเรื่องสลาก แต่ไม่อยากจะไปทำลาย

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า หากมีหลักฐานเหตุใดไม่ดำเนินคดีเด็ดขาด ร้อยเอกธรรมนัส ย้อนถามกลับว่ารู้ได้อย่างไรว่าไม่ดำเนินคดี แต่ไม่ได้พูดมากกว่า

ธรรมนัสปูดมีไลน์แฉเรื่องสลากฯ แต่ไม่อยากทำลาย

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับวงการสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยกล่าวถึงการมีข้อมูลในลักษณะ “ไลน์แฉ” เกี่ยวกับเรื่องสลาก แต่เลือกที่จะไม่เปิดเผยข้อมูลเหล่านั้นออกมา ทำให้เกิดคำถามและความสงสัยในสังคมเกี่ยวกับเบื้องลึกเบื้องหลังของเรื่องนี้

ประเด็นที่น่าสนใจ: ธรรมนัสปูดมีไลน์แฉเรื่องสลากฯ

การที่รองนายกรัฐมนตรีออกมากล่าวถึงเรื่องที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ ย่อมมีนัยสำคัญบางอย่างที่ต้องการสื่อสารไปยังสังคม การที่บอกว่ามีข้อมูลแต่ไม่อยากทำลาย อาจตีความได้หลายแง่มุม เช่น

  • การปกป้องบุคคลที่เกี่ยวข้อง: อาจมีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ที่ร้อยเอกธรรมนัสต้องการปกป้อง ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการเปิดเผยข้อมูล
  • ความซับซ้อนของปัญหา: เรื่องราวเบื้องหลังอาจมีความซับซ้อนเกินกว่าที่จะเปิดเผยได้ในขณะนี้ และอาจส่งผลกระทบต่อหลายฝ่าย
  • การส่งสัญญาณไปยังผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย: การออกมาพูดเช่นนี้ อาจเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในวงการสลาก ให้ตระหนักถึงความเคลื่อนไหวที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากนี้ ร้อยเอกธรรมนัสยังได้ยืนยันว่ากลุ่ม “5 เสือกองสลาก” ได้ถูกทำลายไปตั้งแต่การรัฐประหารปี 2557 ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหาการทุจริตในวงการสลากที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การที่ยังคงมีประเด็นเรื่อง “ไลน์แฉ” เกิดขึ้น แสดงให้เห็นว่าปัญหาอาจไม่ได้หมดไปอย่างสิ้นเชิง และยังคงมีเรื่องราวที่รอการเปิดเผยอยู่

ประเด็นที่น่าติดตามคือ ทำไมร้อยเอกธรรมนัสถึงไม่อยากทำลาย? การออกมาพูดเช่นนี้จะส่งผลกระทบต่อวงการสลากอย่างไร? และมีใครบ้างที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้? สิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นคำถามที่รอคำตอบจากผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

การที่เรื่องราวของ ธรรมนัสปูดมีไลน์แฉเรื่องสลากฯ กลายเป็นข่าว ทำให้ประชาชนทั่วไปตระหนักถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในวงการสลาก และต้องการให้มีการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อให้การจำหน่ายสลากเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

สุดท้ายนี้ การออกมาเปิดเผยข้อมูลเพียงบางส่วนของร้อยเอกธรรมนัส ทำให้สังคมต้องจับตาดูความเคลื่อนไหวที่อาจเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต และหวังว่าเรื่องราวที่ถูกซ่อนไว้จะถูกเปิดเผยออกมาในที่สุด เพื่อให้เกิดความกระจ่างและความยุติธรรมในสังคม

ที่มา – “ธรรมนัส”ปูดมีไลน์แฉเรื่องสลากฯ แต่ไม่อยากทำลาย ยัน 5 เสือถูกทำลายไปหมดแล้ว

อนุดิษฐ์ ซัดโรม ปั่นเกมใส่ร้าย กล้าธรรมไม่เกี่ยวสแกมเมอร์

“อนุดิษฐ์” ซัด “โรม” ปั่นเกมการเมืองใส่ร้ายกล้าธรรม ลั่น “ธรรมนัส” ไม่เกี่ยวสแกมเมอร์ ท้ามีหลักฐานจริง ส่งให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีได้ทันที พร้อมสนับสนุนรัฐบาลปราบสแกมเมอร์เป็นวาระแห่งชาติ

วันที่ 3 พ.ย. 2568 น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม (กธ.) ในฐานะคณะทำงานวอร์รูมพรรคกธ.เพื่อตรวจสอบกรณีการอภิปรายและให้สัมภาษณ์กล่าวพาดพิงสมาชิกพรรคกธ.เชื่อมโยงสแกมเมอร์ ออกแถลงการณ์ตอบโต้กรณีที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน(ปชน.) อภิปรายและให้สัมภาษณ์เชื่อมโยงชื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯและรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกับขบวนการสแกมเมอร์-ทุนสีเทาข้ามชาติ ว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าว ไม่มีหลักฐานและบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างร้ายแรง เป็นความพยายามจงใจโยงชื่อบุคคลและพรรคเพื่อหวังผลทางการเมือง มากกว่าจะเป็นการตรวจสอบโดยสุจริต

ซัดทำให้สังคมเข้าใจผิด

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า การนำข้อมูลผิดมาขยายความในสภา จนทำให้ประชาชนเข้าใจผิด ถือเป็นการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบและสร้างความเสียหายต่อบุคคลบริสุทธิ์ และการที่ร.อ.ธรรมนัส และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าพรรค ไม่ได้เข้าชี้แจง กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ เมื่อวันที่ 30 ต.ค.2568 ด้วยเหตุผลด้านภารกิจราชการและหลักการทางการเมือง ซึ่งเวที กมธ. ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมากกว่าเวทีค้นหาความจริง พรรคกล้าธรรมเห็นว่า การตอบโต้บนเวทีลักษณะนี้ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน

“ร.อ.ธรรมนัสได้ชี้แจงผ่านช่องทางราชการครบถ้วน และพร้อมให้ข้อมูลต่อหน่วยงานที่ตรวจสอบด้วยความเป็นธรรม หากฝ่ายค้านมีหลักฐานจริง ก็สามารถส่งให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีได้ทันที”น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวและว่า

เสนอวาระแห่งชาติปราบสแกมฯ

 พรรคกล้าธรรมขอเสนอแนวทางเชิงรุกเพื่อแก้ไขปัญหาแก๊งหลอกลวงออนไลน์ โดยประกาศผลักดันให้รัฐบาลจัดตั้ง “วาระแห่งชาติปราบสแกมเมอร์” เพื่อบูรณาการทุกหน่วยงาน ตั้งแต่ตำรวจ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ไปจนถึงประเทศเพื่อนบ้าน แนวนโยบายดังกล่าวครอบคลุมทั้งการใช้ Big Data และ AI วิเคราะห์ธุรกรรมต้องสงสัย การจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ และการดำเนินคดีโดยไม่ละเว้นผู้มีอิทธิพล การปราบปรามต้องไม่มีสองมาตรฐาน ไม่ว่าคนเล็กหรือคนใหญ่ ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ข้อกล่าวหาไม่ใช่คำพิพากษา ความจริงต้องชนะการบิดเบือน

ลั่นพร้อมพิสูจน์ความจริงทุกเวที

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวด้วยว่า พรรคกธ.ยืนหยัดในความจริง ไม่ยอมให้การเมืองสกปรกทำลายคนบริสุทธิ์อีกต่อไป และจะเดินหน้าพิสูจน์ความจริงในทุกเวที และยึดมั่นทำงานเพื่อประชาชนด้วยความสุจริต โปร่งใส ไม่หวั่นไหวต่อแรงโจมตีทางการเมือง

อนุดิษฐ์ ซัดโรม ปั่นเกมใส่ร้าย กล้าธรรมไม่เกี่ยวสแกมเมอร์

จากกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้มีการอภิปรายและให้สัมภาษณ์เชื่อมโยง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กับขบวนการสแกมเมอร์ ทำให้ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม ต้องออกมาตอบโต้ โดยยืนยันว่าข้อกล่าวหาเหล่านั้นไม่มีมูลความจริง และเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นความพยายามที่จะโยงชื่อบุคคลและพรรคเพื่อหวังผลทางการเมืองมากกว่า

น.อ.อนุดิษฐ์ ยังกล่าวอีกว่า การนำข้อมูลที่ไม่ถูกต้องมาขยายความในสภา ทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด ถือเป็นการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบ และสร้างความเสียหายต่อบุคคลบริสุทธิ์ นอกจากนี้ยังกล่าวถึงกรณีที่ ร.อ.ธรรมนัส และนางนฤมล ไม่ได้เข้าชี้แจง กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ เนื่องจากติดภารกิจราชการและหลักการทางการเมือง เพราะเห็นว่าเวที กมธ. ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมากกว่าการค้นหาความจริง

กล้าธรรม ลั่น ธรรมนัสไม่เกี่ยวสแกมเมอร์

น.อ.อนุดิษฐ์ ยังเน้นย้ำว่า ร.อ.ธรรมนัส ได้ชี้แจงผ่านช่องทางราชการครบถ้วน และพร้อมที่จะให้ข้อมูลต่อหน่วยงานที่ตรวจสอบด้วยความเป็นธรรม หากฝ่ายค้านมีหลักฐานจริง ก็สามารถส่งให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการทางกฎหมายได้ทันที พรรคกล้าธรรมพร้อมที่จะพิสูจน์ความจริงในทุกเวที และยืนยันว่าจะทำงานเพื่อประชาชนด้วยความสุจริต โปร่งใส และไม่หวั่นไหวต่อแรงโจมตีทางการเมือง

นอกจากนี้ พรรคกล้าธรรมยังได้เสนอแนวทางเชิงรุกเพื่อแก้ไขปัญหาแก๊งหลอกลวงออนไลน์ โดยผลักดันให้รัฐบาลจัดตั้ง “วาระแห่งชาติปราบสแกมเมอร์” เพื่อบูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ตำรวจ ปปง. กระทรวงดิจิทัลฯ ไปจนถึงประเทศเพื่อนบ้าน โดยจะมีการใช้ Big Data และ AI วิเคราะห์ธุรกรรมที่น่าสงสัย จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง โดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าจะเป็นคนเล็กหรือคนใหญ่ ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย

ดังนั้นการออกมาตอบโต้ของ น.อ.อนุดิษฐ์ ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคกล้าธรรมที่จะปกป้องชื่อเสียงของพรรค และยืนยันว่า ธรรมนัสไม่เกี่ยวสแกมเมอร์ อย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างเต็มที่ และแก้ไขปัญหาสำคัญของชาติอย่างจริงจัง

ที่มา – “อนุดิษฐ์” ซัด “โรม” ปั่นเกมการเมืองใส่ร้ายกล้าธรรม ลั่น “ธรรมนัส” ไม่เกี่ยวสแกมเมอร์

ศิริกัญญา ร่วมยินดี “เพื่อไทย” ได้หัวหน้าพรรคคนใหม่

“ศิริกัญญา” ร่วมยินดี “เพื่อไทย” ได้หัวหน้าพรรคคนใหม่ บลั๊ฟ พรรคประชาชนเป้า 250 สส. ชูสโลแกน “มีเรา ไม่มีเทา” โวมีอีกหลายเรื่องพัฒนาชีวิต

วันที่ 2 พ.ย. 2568 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.) กล่าวถึงการปรับโครงสร้างและเลือกกรรมการบริหาร(กก.บห.)พรรคชุดใหม่ของพรรคเพื่อไทย ว่า เป็นนิมิตหมายที่ดีหลังจากพรรคเพื่อไทยเผชิญอุปสรรคทางการเมือง ตั้งแต่พ้นจากการเป็นรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี 2 คนของพรรคถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้พ้นจากตำแหน่ง การปรับทัพพรรคเป็นเหมือนปี่กลองทางการเมืองสนามเลือกตั้ง หากมีการยุบสภาตาม MOA การเลือกตั้งก็จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม 2569 เป็นต้นไป จึงขอแสดงความยินดีกับพรรคเพื่อไทยที่ได้หัวหน้าคนใหม่ด้วย ส่วนการตั้งเป้า 200 สส. ของพรรคเพื่อไทยนั้น น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า อาจจะตั้งต่ำกว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา และเชื่อว่าอาจเป็นไปได้จริง การตั้งเป้า สส.ของแต่ละพรรคเพื่อให้บรรลุผล ซึ่งเป็นสิทธิ์ของแต่ละพรรคเพื่อไปกำหนดยุทธศาสตร์ให้เดินไปสู่เป้าหมาย ส่วนผลของการเลือกตั้งประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน ในส่วนของพรรคประชาชนตนย้ำว่า ยังตั้งเป้าตามเดิมคือ 250 คนขึ้นไป

“ศิริกัญญา” ร่วมยินดี “เพื่อไทย” ได้หัวหน้าพรรคคนใหม่

เมื่อถามว่า ขณะนี้พรรคประชาชนชูใช้สโลแกน “มีเราไม่มีเทา” ถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การหาเสียงเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า เป็นแคมเปญเลือกตั้งระยะเริ่มต้น และอาจมีหลายข้อความ ขอย้ำว่าเราเอาจริงไม่เพียงแต่ มีเรา ไม่มีเทา ยังมีอีกหลายเรื่องที่เอาจริงในทุกเรื่อง เรื่องอื่นอาจจะไม่เซ็กซี่เท่า มีเรา ไม่มีเทา แต่ถ้ามีเราก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีเศรษฐกิจที่สดใส มีอนาคตที่รองรับทุกคนและทุกช่วงวัย ซึ่งผลตอบรับออกมาค่อนข้างดี โดยเฉพาะมีเราไม่มีเทา หมายความว่า ประชาชน สนใจให้ความสำคัญ กับเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันการฟอกเงิน และทุนเทาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสัญชาติใดเป็นเรื่องที่พรรคประชาชนเอาจริงมาตลอด และมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหานี้ แต่จะทำได้ดี ทำได้จริงก็ต่อเมื่อเราเป็นรัฐบาลพรรคเดียวที่สอดคล้องกับเป้าหมาย 250 เสียงที่ได้ประกาศเอาไว้ก่อนหน้านี้

ความคืบหน้าการคัดเลือก สส. พรรคประชาชน

เมื่อถามถึงความคืบหน้าขั้นตอนการคัดเลือกผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า การคัดเลือกสส.เขตเกือบครบทุกเขตแล้ว ส่วนแบบบัญชีรายชื่อกำลังทำ ยังมีอีกหลายขั้นตอน ยืนยันเดินหน้าตามไทม์ไลน์ ที่พรรคได้วางกรอบเอาไว้ ซึ่งกระบวนการคัดเลือกพรรคพัฒนามาตลอด 3 ครั้งที่ผ่านมา เราใช้บทเรียนในอดีตมาปรับปรุงการคัดสรรผู้สมัครตลอดเวลา ครั้งนี้มีเวลานานกว่าปกติ มีการเปิดหลักสูตรให้ผู้ประสงค์ลงสมัครเลือกตั้ง ทั้งท้องถิ่นและระดับชาติผ่านการอบรม ในหลายเรื่องให้ทำการบ้านล่วงหน้า เพื่อทำให้การคัดสรรผู้สมัครสามารถตรวจสอบได้อย่างเข้มข้นมากขึ้น แต่ยอมรับว่าในหลายเรื่องหลายคุณสมบัติ ไม่สามารถพบได้ในช่วงการคัดเลือก และต้องยอมรับว่าในท้ายที่สุด อาจไม่ได้ผู้สมัครที่สมบูรณ์ 100% แต่กระบวนการหลังจากนั้นเมื่อเกิดเหตุแล้ว มีคณะกรรมการวินัยขึ้นมาสอบสวน และมีบทลงโทษก็น่าจะทำให้กระบวนการทั้งหมด สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ตนขอบคุณผลโหวตประชาชนชาวอีสานของนิด้าโพล ที่สนับสนุนแคนดิเดตของพรรคประชาชนเป็นอันดับ 3 และยังคงเลือกพรรคประชาชนเป็นอันดับ 1 โดยพรรคจะใช้ผลสำรวจนี้เป็นกำลังใจและนำไปปรับปรุงกระบวนการทำงานภายในพรรคเพื่อให้โดนใจประชาชนมากยิ่งขึ้น ส่วนผลโหวตนายกฯของพรรค ประชาชนเป็นอันดับ 3 เป็นสาเหตุจากการไปโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ใช่หรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า มีหลายเรื่องที่ส่งผลกับการตัดสินใจของประชาชนผ่านนิด้าโพล อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาจากนี้ไปจนถึงการเลือกตั้ง ยังมีเวลาให้พรรคประชาชนได้ปรับตัว ปรับกลยุทธ์ในพรรค เพื่อทำให้แคนดิเดตนายกฯ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ได้

ส่วนที่มีการวิเคราะห์โดยโยงไปถึงการตรวจสอบของพรรคประชาชนที่พุ่งเป้าเพียงพรรคร่วมรัฐบาล แต่ไม่พุ่งเป้าไปยังพรรคภูมิใจไทยนั้น น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า จริงๆแล้วพรรคประชาชนกระทุ้งไปที่นายอนุทินตลอดในฐานะนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นคนแรกที่ต้องลุกมาสอบสวนในเรื่องนี้ พรรคประชาชนยังเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาทุนเทาเพราะไม่มีใครเหมาะสมไปมากกว่านายอนุทิน ซึ่งไม่มีความเกี่ยวโยงเชื่อมไปถึงนายกรัฐมนตรี แต่พรรคประชาชนยังตรวจสอบอย่างเข้มข้นตลอดเวลา ดังนั้นไม่ได้เป็นการเลือกที่รักมักที่ชัง เรายังคงตรวจสอบเข้มข้นในทุกพรรคการเมือง หากเรามีข้อมูลข้อเท็จจริง ที่เกี่ยวพันกับการฟอกเงินหรือทุนเทา เมื่อถามถึงคดีฮั้ว สว. และที่ดินเขากระโดงทำไมถึงเงียบในเรื่องนี้ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ไม่ได้เงียบ ทุกวาระที่มีการสอบสวนในเรื่องนี้เราตรวจสอบอย่างเข้มข้นตลอดเวลา อย่างเขากระโดงก็เห็นว่าเดินหน้าไปตามที่เห็นสมควร ว่าควรจะเป็น คือการที่การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)สั่งฟ้อง เพื่อขอคืนที่ดินและพรรคประชาชนก็มีข้อคิดเห็นไปเรียบร้อยแล้วว่ามีที่ดินอยู่ 2 แปลง ที่ถูก ปปช.ชี้มูลไปเรียบร้อยแล้ว ในส่วนเรื่องคดีฮั้ว สว. พรรคประชาชนก็เป็นคนออกมาเปิดเผย แต่กระบวนการที่เป็น สส.ไม่สามารถเข้าไปสอบสวนได้เอง ยืนยันว่าเราทำหน้าที่ตามอำนาจที่มีอยู่ได้อย่างเต็มที่แล้ว การที่ “ศิริกัญญา” ร่วมยินดี “เพื่อไทย” ได้หัวหน้าพรรคคนใหม่ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางการเมืองที่น่าสนใจและทิศทางที่พรรคประชาชนจะเดินหน้าต่อไปในอนาคต

การที่ “ศิริกัญญา” ร่วมยินดี “เพื่อไทย” ได้หัวหน้าพรรคคนใหม่ ครั้งนี้ จะส่งผลต่อการเมืองไทยในอนาคตอย่างไร ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “ศิริกัญญา” ร่วมยินดี“เพื่อไทย”ได้หัวหน้าพรรคคนใหม่ บลั๊ฟ พรรคประชาชนเป้า250 สส.

Scroll to top