การเมืองไทย

ไชยชนก ลั่น ภูมิใจไทย เร่งสร้างผลงาน

“ไชยชนก” ไม่ตอบเลือกตั้งรอบหน้าตั้งเป้า “ภูมิใจไทย” เป็นพรรคอันดับหนึ่งหรือไม่ ลั่นขอลุยงานเต็มที่ทำผลงานให้ประชาชนตัดสิน

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 18 พ.ย. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณีที่มีคนไหลเข้าพรรค ภท.มากขึ้น ยังคาดหวังจะเป็นพรรคอันดับหนึ่งในการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่ว่า ต้องรอให้ประชาชนตัดสินใจ เพราะยังมีเวลาทำงานอีกเยอะ ตอนนี้รัฐบาลผ่านไปยังไม่ถึง 2 เดือน แต่ได้ทำงานกันมาแล้วพอสมควร

เมื่อถามถึงกระแสนายกฯอนุทิน นำขึ้นมาเช่นกัน นายไชยชนก กล่าวว่า ทุกพรรคมีโอกาส โดยเฉพาะพรรคที่เป็นรัฐบาลมีโอกาสที่จะแสดงผลงานก่อนการเลือกตั้ง ก็แล้วแต่ทุกพรรคว่าจะทำอย่างไร

เมื่อถามว่า ก่อนหมดอายุของรัฐบาล มีนโยบายอะไรที่จะตึงกระแสความนิยมเอาไว้ นายไชยชนก กล่าวว่า จริงๆ มีปัญหาใหญ่ๆ ที่ชัดเจนหลายเรื่องอยู่แล้ว ส่วนจะกำหนดนโยบายอย่างไร ต้องรอดูอีกครั้ง งานข้างหน้ายังมีอีกเยอะ

เมื่อถามว่า จะทันในช่วงอายุรัฐบาลนี้หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า จะทันหรือไม่ทันเราก็ต้องทำ นั่นหมายความว่าต้องทำให้เต็มที่ และหวังว่าจะทัน

ไชยชนก ลั่น ภูมิใจไทย เร่งสร้างผลงาน

นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางและเป้าหมายของพรรคในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานอย่างเต็มที่เพื่อสร้างผลงานให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ แม้จะยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะตั้งเป้าให้พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคอันดับหนึ่งหรือไม่ แต่ไชยชนก ลั่น ภูมิใจไทย จะมุ่งมั่นทำงานอย่างหนักเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน

ความเห็นของ ไชยชนก ต่อโอกาสของพรรค

นายไชยชนกกล่าวถึงกระแสของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ถูกพูดถึงในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีว่า ทุกพรรคการเมืองมีโอกาส โดยเฉพาะพรรคที่เป็นรัฐบาลย่อมมีโอกาสในการแสดงผลงานก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละพรรคว่าจะสามารถทำได้ดีเพียงใด

นอกจากนี้ นายไชยชนกยังกล่าวถึงนโยบายของรัฐบาลที่จะใช้เพื่อรักษาความนิยมในช่วงท้ายของอายุรัฐบาลว่า ยังมีปัญหาใหญ่อีกหลายเรื่องที่ต้องแก้ไข และต้องรอดูว่าจะสามารถกำหนดนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชนได้อย่างไร ซึ่งงานในอนาคตยังมีอีกมากที่ต้องดำเนินการ

เมื่อถูกถามถึงความทันเวลาในการดำเนินงานตามนโยบายต่างๆ นายไชยชนกเน้นย้ำว่า ไม่ว่าจะทันหรือไม่ทัน ก็จะต้องทำให้เต็มที่ และหวังว่าจะสามารถดำเนินการได้ทันตามกรอบเวลาที่กำหนด

การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายไชยชนกในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคภูมิใจไทยในการทำงานเพื่อประชาชน และการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรมเพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจในที่สุด ไชยชนก ลั่น ภูมิใจไทย พร้อมที่จะทำงานอย่างหนักเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป

พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของนายไชยชนก ชิดชอบ ดูเหมือนจะมุ่งเน้นไปที่การทำงานอย่างหนักและการสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ ก่อนที่จะประกาศเป้าหมายที่ชัดเจนสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า การเน้นย้ำถึงการตัดสินใจของประชาชนแสดงให้เห็นถึงความเคารพต่อกระบวนการประชาธิปไตยและความต้องการที่จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอย่างแท้จริง

การที่ไชยชนก ลั่น ภูมิใจไทย จะ ‘ลุยงานเต็มที่’ นั้น เป็นสัญญาณที่ดีที่พรรคการเมืองให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม การทำงานให้ทันตามกรอบเวลาและสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริงนั้น ยังคงเป็นความท้าทายที่พรรคจะต้องเผชิญต่อไป

ที่มา – “ไชยชนก” ลั่น “ภูมิใจไทย” ขอลุยงานเต็มที่เร่งสร้างผลงานให้ประชาชนตัดสิน

“ธรรมนัส” ลั่นเลือกตั้งหน้าส่งครบทุกเขต

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ยืนยันยังไม่ได้คุยกับนายเดชอิศม์ ขาวทอง เรื่องการย้ายมาซบพรรคกล้าธรรม พร้อมเตรียมเปิดตัวผู้สมัครครั้งใหญ่ต้นเดือนหน้า ลั่นในการเลือกตั้งหน้าส่งครบทุกเขตแน่นอน

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ได้กล่าวถึงกระแสข่าวที่นายเดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา และอดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เตรียมนำ สส. ในสังกัดย้ายเข้าพรรคกล้าธรรมว่า “ยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน เรื่องนี้ยังมีเวลาคุย”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากนายเดชอิศม์ตัดสินใจย้ายไปพรรคอื่นก่อน จะทำอย่างไร ร.อ. ธรรมนัส ตอบว่า “ตอนนี้ทุกคนต่างตัดสินใจแล้ว แต่ยังไม่พูดถึงเฉย ๆ” อย่างไรก็ตาม พรรคกล้าธรรมกำลังเตรียมการเปิดตัวผู้สมัครครั้งใหญ่พร้อมกันทั้งหมดในช่วงต้นเดือนหน้า และยืนยันหนักแน่นว่าพรรคจะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งหน้าส่งครบทุกเขตอย่างแน่นอน เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ในการส่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีครบ 3 คน ร.อ. ธรรมนัส ตอบว่า “ไม่ครับ ยังอยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นต่ออยู่”

“ธรรมนัส” ลั่นเลือกตั้งหน้าส่งครบทุกเขต

การประกาศความพร้อมในการส่งผู้สมัครครบทุกเขต สะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจและความมุ่งมั่นของพรรคกล้าธรรมในการลงสนามเลือกตั้งครั้งหน้า แม้ว่าการเจรจากับนายเดชอิศม์ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง แต่พรรคก็ยังคงเดินหน้าเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่

พรรคกล้าธรรมกับการเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้ง

พรรคกล้าธรรมภายใต้การนำของ ร.อ.ธรรมนัส ดูเหมือนจะมีความคึกคักเป็นพิเศษในการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งหน้าส่งครบทุกเขต การเปิดตัวผู้สมัครครั้งใหญ่ที่จะมีขึ้นในต้นเดือนหน้า น่าจะเป็นการแสดงศักยภาพและความพร้อมของพรรคให้ประชาชนได้รับรู้

การที่ ร.อ.ธรรมนัส ยังคงสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป บ่งบอกถึงทิศทางทางการเมืองและความสัมพันธ์อันดีระหว่างพรรคกล้าธรรมกับรัฐบาลปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจสุดท้ายเกี่ยวกับตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ยังคงต้องติดตามดูกันต่อไป

นอกจากเรื่องของการส่งผู้สมัครและสนับสนุนนายกรัฐมนตรีแล้ว พรรคกล้าธรรมยังต้องเผชิญกับความท้าทายในการสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดคะแนนเสียงจากประชาชน การนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน และการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของพรรค จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อผลการเลือกตั้งของพรรค

การเมืองไทยในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา พรรคการเมืองต่างๆ ต้องปรับตัวและพัฒนาอยู่เสมอ เพื่อให้สามารถแข่งขันและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้ พรรคกล้าธรรมก็เช่นกัน การเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน และการสร้างความแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่นๆ จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งหน้า

  • การคัดเลือกผู้สมัครที่มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับของประชาชน
  • การพัฒนานโยบายที่ตอบโจทย์ปัญหาและความต้องการของประชาชน
  • การสื่อสารและการประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพ
  • การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประชาชนและกลุ่มต่างๆ

ปัจจัยเหล่านี้ ล้วนมีความสำคัญต่อการสร้างความสำเร็จให้กับพรรคกล้าธรรมในการเลือกตั้งหน้าส่งครบทุกเขต การที่พรรคสามารถบริหารจัดการปัจจัยเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยให้พรรคสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้

การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นสนามแข่งขันที่สำคัญสำหรับทุกพรรคการเมือง พรรคกล้าธรรมจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมในทุกด้าน เพื่อที่จะสามารถคว้าชัยชนะและเป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดอนาคตประเทศไทย

การตัดสินใจทางการเมืองเป็นเรื่องซับซ้อนและมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง การติดตามข่าวสารและข้อมูลอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์และตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผลและรอบคอบ

ที่มา – “ธรรมนัส” ลั่นเลืิอกตั้งหน้าส่งครบทุกเขต แย้มยังไม่ได้คุย “เดชอิศม์” ซบ “กล้าธรรม”

“พริษฐ์” มั่นใจ! แก้รัฐธรรมนูญเสร็จก่อนสิ้นปี

“พริษฐ์” ยืนยันพรรคประชาชน สู้เต็มที่แม้หลายข้อเสนอแพ้การลงมติในชั้น กมธ. มั่นใจผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จจากรัฐสภาก่อนสิ้นปี เชื่อ “สูตร 20 หยิบ 1” ป้องกันผูกขาดได้

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ที่อาคารอนาคตใหม่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน กล่าวถึง ความคืบหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าตั้งแต่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ห้ามไม่ให้ “ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง” ส่งผลให้ไม่มีพรรคการเมืองใดสามารถเสนอ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงได้อีกต่อไป ทำให้ทั้ง 3 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ 3 พรรคการเมืองหลักที่ถูกพิจารณาในวาระที่ 1 เมื่อวันที่ 14-15 ตุลาคม 2568 ก็ไม่มีร่างไหนที่เสนอให้มี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง

เเจง กมธ. ปชน. สู้เต็มที่

โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการได้ลงมติ 3 ข้อเสนอหลักในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนที่พยายามมุ่งสู่เป้าหมายให้มี

  1. สภาที่ปรึกษาที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน แต่น่าเสียดายที่คณะกรรมาธิการมีมติ ให้ตัดสภาที่ปรึกษาออก โดยมีแค่กรรมาธิการ 8 คนจากพรรคประชาชนที่ลงมติให้คงสภาที่ปรึกษาไว้ ส่วนอีก 23 คนเห็นควรให้ตัดออก และ 3 คนงดออกเสียง
  2. เปิดให้ประชาชนเข้าคูหาเลือกตั้งเพื่อคัดกรองผู้ร่างมาเบื้องต้นให้เหลือ 70 คน ก่อนจะส่งต่อให้รัฐสภาคัดเลือกให้เหลือผู้ร่างรัฐธรรมนูญ 35 คน แต่น่าเสียดายที่คณะกรรมาธิการมีมติให้ตัดกลไกดังกล่าวออก
  3. การให้รัฐสภาคัดเลือกผู้ร่างโดยใช้สูตร “20 หยิบ 1” แทนการใช้เกณฑ์เสียงข้างมาก : สำหรับสูตร 20 หยิบ 1 นั้นคือการกำหนดว่าในเมื่อสมาชิกรัฐสภามี 700 คน และผู้ร่างมี 35 คน จึงควรให้สมาชิกรัฐสภาที่รวมตัวกันได้ 20 คน สามารถมีสิทธิคัดเลือกผู้ร่างได้หนึ่งคน ซึ่งจะเป็นหลักประกันว่าคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ถูกผูกขาดโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือสีใดสีหนึ่ง และทำให้คณะผู้ร่างมีตัวแทนที่หลากหลายจากทุกกลุ่มความคิด

ฉันทามติสูตร 20 หยิบ 1

โฆษกพรรคประชาชน กล่าวด้วยว่า ในทางกลับกัน หากรัฐสภาใช้เกณฑ์เสียงข้างมาก ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือสีใดสีหนึ่งมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา เช่น สส. และ สว. รวมกันเกิน 350 คน ก็อาจใช้เสียงข้างมากผูกขาดการคัดเลือกผู้ร่างได้ทั้ง 35 คน หรือ 100% แบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งสำหรับข้อเสนอนี้ น่ายินดีที่คณะกรรมาธิการส่วนใหญ่เห็นด้วย แทบเรียกว่าเป็นฉันทามติ ให้ใช้สูตร 20 หยิบ 1 แทนใช้เกณฑ์เสียงข้างมาก

ผิดหวังและยินดี

ในมุมมองของพรรคประชาชน ผลการลงมติของคณะกรรมาธิการจึงเป็นเรื่องที่ทั้งน่าผิดหวังและน่ายินดีผสมกันไป เพราะแม้พรรคไม่สามารถโน้มน้าวให้กรรมาธิการจากพรรคอื่นๆ และ สว. เห็นด้วยกับเราใน 2 จาก 3 ข้อเสนอ แต่สามารถผลักดัน 1 จาก 3 ข้อเสนอ (สูตร 20 หยิบ 1) ได้สำเร็จ จึงรับประกันได้ว่าการคัดเลือกผู้ร่างโดยรัฐสภาจะไม่ถูกผูกขาดโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และประชาชนยังมีส่วนร่วมได้บ้างในการกำหนดผู้ร่างผ่านคูหาเลือกตั้ง สส. เพราะหากประชาชนเลือก สส. จากพรรคใดเยอะ พรรคดังกล่าวก็ย่อมมีสิทธิในการคัดเลือกผู้ร่างที่มีจุดยืนเรื่องรัฐธรรมนูญใกล้เคียงกันได้เยอะขึ้น

ฉะกังวลแต่ไม่เสนอทางออก

อย่างไรก็ตาม มีกรรมาธิการบางท่านมีความกังวลว่า สูตร 20 หยิบ 1 อาจไม่ใช่ยาวิเศษเสียแล้ว เพราะประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมคัดกรองผู้ร่างมาเบื้องต้น แต่ข้อเท็จจริงเรื่องนี้คือ คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ รวมถึงกรรมาธิการดังกล่าว ไม่ได้ลงมติเห็นชอบกับข้อเสนอของพรรคประชาชน แต่ก็ไม่ได้เสนอวิธีการอื่นที่จะป้องกันการผูกขาด มิหนำซ้ำร่างที่พรรคต้นสังกัดของกรรมาธิการดังกล่าวเสนอ ก็กำหนดว่าในขั้นตอนสุดท้ายที่รัฐสภาคัดเลือก สสร. ให้รัฐสภาใช้เกณฑ์เสียงข้างมาก ซึ่งเสี่ยงต่อการผูกขาดกว่าสูตร 20 หยิบ 1

ย้ำ กมธ.ไม่ได้ลงมติที่มา สสร.

นอกจากนี้มีความพยายามในการสร้างความเข้าใจจากบางภาคส่วนว่าการไม่เติม สสร. ตามข้อเสนอของกรรมาธิการพรรคเพื่อไทย เป็นการทำให้ผู้ร่างยึดโยงกับประชาชนน้อยลง นั้น โฆษกพรรคประชาชนยืนยันว่า สสร. ที่กรรมาธิการเพื่อไทยเสนอให้เติมเข้ามา ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ในการลงมติว่าจะเติม สสร. หรือไม่ ก็ไม่ได้เป็นการลงมติว่า สสร. จะมีที่มาอย่างไร เพียงแต่เป็นการลงมติว่ากลไกผู้ร่างจะมี 1 ระดับ (กรรมาธิการร่าง) หรือ 2 ระดับ (สสร. และ กรรมาธิการยกร่าง)

พร้อมผลักดันให้เสร็จก่อนสิ้นธ.ค.

ทั้งนี้ยืนยันว่าพรรคประชาชนจะทำเต็มที่ในการจูงมือทุกภาคส่วนในกรรมาธิการเพื่อเดินหน้าพิจารณามาตราที่เหลืออยู่ของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จโดยเร็วที่สุด โดยอย่างน้อยที่สุดควรจะพิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการเสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายน เพื่อให้มีการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาวาระ 2 ในต้นเดือนธันวาคม และให้รัฐสภาพิจารณาวาระ 3 เสร็จก่อนสิ้นเดือนธันวาคม

“พริษฐ์” มั่นใจผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จจากรัฐสภาก่อนสิ้นปี

สถานการณ์การผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จจากรัฐสภาก่อนสิ้นปี ยังคงเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง แม้จะมีความท้าทายและอุปสรรคมากมาย แต่ความมุ่งมั่นของพรรคการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคประชาชน ก็ยังคงเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญ

ทำไม “พริษฐ์” ถึงมั่นใจผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จจากรัฐสภาก่อนสิ้นปี?

ความมั่นใจของนายพริษฐ์ฯ มาจากความคืบหน้าในการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญในชั้นกรรมาธิการ แม้ว่าบางข้อเสนอจะไม่ได้รับการเห็นชอบ แต่ก็ยังมีประเด็นที่ได้รับการสนับสนุน เช่น สูตร 20 หยิบ 1 ซึ่งจะเป็นหลักประกันว่าการคัดเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ถูกผูกขาด

การผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จจากรัฐสภาก่อนสิ้นปี ถือเป็นเป้าหมายที่สำคัญ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีความเป็นประชาธิปไตยและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น จะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาประเทศในระยะยาว และยังเป็นการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม การผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จจากรัฐสภาก่อนสิ้นปี ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางความคิดเห็นระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ หรืออุปสรรคทางกฎหมาย การที่จะบรรลุเป้าหมายนี้ได้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และความตั้งใจจริงที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศ

ดังนั้น สิ่งที่เราในฐานะประชาชนทำได้ คือการติดตามข่าวสารและความคืบหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างใกล้ชิด และแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นธรรมอย่างแท้จริง

ที่มา – “พริษฐ์” มั่นใจผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จจากรัฐสภาก่อนสิ้นปี

Thairath Poll: ณัฐพงษ์ พรรคประชาชน แต่คนไม่เลือกเยอะ!

ผลสำรวจ Thairath Poll ชี้: ผู้อ่านโหวตให้ “ณัฐพงษ์-พรรคประชาชน” แต่กลุ่มคนที่ไม่เลือกใครเลยกลับมีสัดส่วนสูงเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์ มาดูกันว่าผลสำรวจนี้บอกอะไรเราบ้าง

ผลสำรวจของผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์เผยให้เห็นว่า คะแนนความนิยมของณัฐพงษ์อยู่ที่ 31.12 เปอร์เซ็นต์ แม้จะมีกลุ่มคนที่ยังไม่ตัดสินใจและไม่มีคนเหมาะสมรวมกันสูงถึง 29 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่พรรคประชาชนยังคงนำโด่งด้วยคะแนน 37.01 เปอร์เซ็นต์

ผลสำรวจ Thairath Poll ประจำเดือนพฤศจิกายน 2568 ได้สำรวจความคิดเห็นของผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์กว่า 36,000 คน ระหว่างวันที่ 4-15 พฤศจิกายน 2568 เกี่ยวกับความนิยมของพรรคการเมืองและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ผลปรากฏว่าคะแนนนิยมในตัวบุคคลและพรรคการเมืองยังคงเทไปที่พรรคประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ แต่ที่น่าสนใจคือ กลุ่มผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจและไม่เลือกผู้สมัครคนใดเลยก็ยังมีสัดส่วนสูงอยู่ไม่น้อย

Thairath Poll: ผู้อ่านโหวต “ณัฐพงษ์-พรรคประชาชน” แต่กลุ่มไม่เลือกใคร สูงเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์

ณัฐพงษ์นำ แต่กลุ่มคนไม่เลือกก็สูงลิ่ว

ในคำถามที่ถามว่าบุคคลที่คุณสนับสนุนอยากให้เป็นนายกรัฐมนตรี จากผู้ตอบแบบสอบถาม 30,495 คน พบว่า:

  • อันดับ 1: นายณัฐพงษ์ เรื่องปัญญาวุฒิ 31.12 เปอร์เซ็นต์ (9,460 คะแนน)
  • อันดับ 2: นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 11.01 เปอร์เซ็นต์ (3,347 คะแนน)
  • อันดับ 3: พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ 8.86 เปอร์เซ็นต์ (2,693 คะแนน)

สิ่งที่น่าสนใจคือ กลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจมีสัดส่วน 14.92 เปอร์เซ็นต์ (4,537 คะแนน) และกลุ่มที่เห็นว่าไม่มีผู้ที่เหมาะสมอยู่ที่ 14.09 เปอร์เซ็นต์ (4,282 คะแนน) เมื่อรวมสองกลุ่มนี้เข้าด้วยกัน จะมีสัดส่วนสูงถึง 29.01 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจากนายณัฐพงษ์

พรรคประชาชนทิ้งห่างเพื่อไทยกว่าเท่าตัว

ในส่วนของคะแนนนิยมพรรคการเมือง จากผู้ตอบ 36,085 คน ผลสำรวจชี้ว่าพรรคประชาชนมีคะแนนนำพรรคอันดับสองอย่างพรรคเพื่อไทยมากกว่าเท่าตัว:

  • อันดับ 1: พรรคประชาชน 37.01 เปอร์เซ็นต์ (13,319 คะแนน)
  • อันดับ 2: พรรคเพื่อไทย 15.60 เปอร์เซ็นต์ (5,614 คะแนน)
  • อันดับ 3: พรรคประชาธิปัตย์ 10.36 เปอร์เซ็นต์ (3,727 คะแนน)

ขณะที่กลุ่มยังไม่ตัดสินใจมีสัดส่วนอยู่ที่ 8.52 เปอร์เซ็นต์ (3,066 คะแนน)

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจครั้งนี้มีข้อสังเกตด้านประชากรศาสตร์ที่สำคัญ กล่าวคือ กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามมีความเอนเอียงไปในบางพื้นที่และบางกลุ่มอายุอย่างชัดเจน โดยในด้านภูมิภาค ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ 56.69 เปอร์เซ็นต์อาศัยอยู่ในภาคกลาง (รวม กทม. ตะวันออก และตะวันตก) ในขณะที่ภาคอีสานมีสัดส่วน 18.70 เปอร์เซ็นต์

ต่อไปคือด้านอายุ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ใหญ่ โดยกลุ่มอายุ 46-59 ปี 33.02 เปอร์เซ็นต์ และกลุ่ม 60 ปีขึ้นไป 28.95 เปอร์เซ็นต์ เมื่อรวมกันมีสัดส่วนสูงถึง 61.97 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบทั้งหมด

ผลสำรวจ Thairath Poll: ผู้อ่านโหวต “ณัฐพงษ์-พรรคประชาชน” แต่กลุ่มไม่เลือกใคร สูงเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์ นี้ แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนทางการเมือง และความต้องการตัวเลือกใหม่ๆ ของประชาชน เราจะติดตามสถานการณ์ต่อไปอย่างใกล้ชิด

Thairath Poll: ผู้อ่านโหวต “ณัฐพงษ์-พรรคประชาชน” แต่กลุ่มไม่เลือกใคร สูงเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนให้เห็นว่าแม้พรรคประชาชนและคุณณัฐพงษ์จะได้รับความนิยม แต่ก็ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกใคร ดังนั้น พรรคการเมืองและผู้สมัครทุกคนจึงต้องทำงานอย่างหนักต่อไป เพื่อให้ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน

ที่มา – Thairath Poll: ผู้อ่านโหวต “ณัฐพงษ์-พรรคประชาชน” แต่กลุ่มไม่เลือกใคร สูงเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์

ภคมน ร้อง! ชนนพัฒฐ์คุย รอบหน้าเป็นรัฐมนตรี

“ภคมน” โพสต์คลิป “ชนนพัฒฐ์” คุยชาวบ้าน หากรอบนี้เคลียร์ตัวเองเสร็จสิ้น รอบหน้าได้เป็นรัฐมนตรีแน่  เชื่อคนพูดคงมั่นใจ ถือเป็นการท้าทายประเทศไทยแบบสุดๆ

เมื่อเวลา 20.00 น. นางสาวภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์คลิปนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ที่กล่าวกับชาวบ้านที่มาให้กำลังใจในตอนหนึ่งว่า จะรีบเคลียร์ตัวเองให้จบ “ถ้าผมเสร็จรอบนี้ รอบหน้าผมได้เป็นรัฐมนตรี และสัญญาว่าจะทำงานอยู่กับชาวบ้านอย่างนี้ตลอดไป อยู่ใกล้ชิดกับทุกคนตลอดไปไม่ทิ้ง” นายชนนพัฒฐ์ กล่าวและว่า ถ้าได้เป็นสส.สมัยหน้าก็ยังจะทำงานแบบนี้ เพราะสนุกและมีความสุขที่ได้เที่ยวไปที่นั่นที ที่นี่ที

ซึ่งน.ส.ภคมน ระบุว่า “ถือเป็นการท้าทายกันให้สุดๆไปเลยประเทศไทย ในขณะที่สังคมกำลังจับตาการสอบเส้นทางเงินของนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว แต่เจ้าตัวบอกว่าเคลียร์จบรอบนี้ รอบหน้าเป็นรัฐมนตรีแล้ว ไอยะ!!??”  สส.พรรคประชาชนยังระบุด้วยว่า การทุจริตคอร์รัปชันมันเคลียร์ได้มาตลอด รอบนี้ก็คงมั่นใจ มันจะอยู่กันยังไงถ้าคนที่มีชนักติดหลัง กล้าประกาศตัวจะเป็นรัฐมนตรี เหมือนพี่น้องประชาชนพื้นที่เขต4 สงขลาเป็นสมบัติตัวเอง ผูกขาดมั่นใจ จัดสรรอำนาจให้ตัวเองเสร็จสรรพ

ภคมน ร้อง! ชนนพัฒฐ์คุย รอบหน้าเป็นรัฐมนตรี

จากกรณีข่าวดังกล่าว นางสาวภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาโพสต์คลิปวิดีโอของนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ที่กำลังพูดคุยกับประชาชน โดยใจความสำคัญของการสนทนาคือ นายชนนพัฒฐ์ แสดงความมั่นใจว่าจะสามารถเคลียร์ปัญหาต่างๆ ที่กำลังเผชิญอยู่ได้ และหากทำได้สำเร็จ ในอนาคตอันใกล้เขาจะได้เป็นรัฐมนตรีอย่างแน่นอน คำพูดดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการท้าทายสังคม และสร้างความไม่พอใจให้กับหลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์ที่นายชนนพัฒฐ์ กำลังถูกตรวจสอบเรื่องเส้นทางการเงิน

ทำไมคำพูดที่ว่า “รอบหน้าเป็นรัฐมนตรี” ถึงเป็นประเด็น?

คำพูดที่ว่า “รอบหน้าเป็นรัฐมนตรี” กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคม เนื่องจาก:

  • ความไม่เหมาะสม: ในขณะที่สังคมกำลังจับตาและตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการทำงานของนักการเมือง การออกมาประกาศว่าจะได้เป็นรัฐมนตรีนั้น ดูเหมือนเป็นการไม่เคารพต่อกระบวนการตรวจสอบ และอาจสร้างความเข้าใจผิดว่าการได้ตำแหน่งทางการเมืองนั้น สามารถล็อบบี้หรือใช้เส้นสายได้
  • การท้าทายอำนาจประชาชน: คำพูดดังกล่าวอาจถูกตีความว่าเป็นการท้าทายอำนาจของประชาชน เพราะเป็นการแสดงความมั่นใจว่าตัวเองจะสามารถเคลียร์ปัญหาต่างๆ ได้ โดยไม่สนใจว่าประชาชนจะคิดเห็นอย่างไร
  • ปัญหาธรรมาภิบาล: การแสดงความมั่นใจว่าจะได้เป็นรัฐมนตรี แม้จะมีข้อกังขาในเรื่องความโปร่งใส อาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาล และทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในการบริหารประเทศ

สถานการณ์นี้กระตุ้นให้เกิดการตั้งคำถามถึงจริยธรรมและธรรมาภิบาลของนักการเมือง รวมถึงความสำคัญของการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการใช้อำนาจในทางที่ผิด การที่นางสาวภคมนออกมาโพสต์คลิปดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวของนักการเมืองรุ่นใหม่ ที่ต้องการจะตรวจสอบและแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในสังคมไทย

เรื่องราวของนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ที่ถูกพูดถึงว่า ภคมน ร้อง! ชนนพัฒฐ์คุย รอบหน้าเป็นรัฐมนตรี สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่ฝังรากลึกในสังคมไทย นั่นคือการที่นักการเมืองบางส่วนยังคงคิดว่าตนเองอยู่เหนือกฎหมาย และสามารถทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ การจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และที่สำคัญที่สุดคือ ประชาชนทุกคน ที่ต้องร่วมกันตรวจสอบและกดดันให้นักการเมืองทำหน้าที่ของตนด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

การที่นักการเมืองกล้าออกมาพูดว่าจะได้ตำแหน่งรัฐมนตรีในอนาคต ทั้งๆ ที่ยังมีข้อกังขาในเรื่องความโปร่งใส เป็นสิ่งที่สังคมไทยต้องพิจารณาอย่างจริงจัง เพราะสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่เปิดโอกาสให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน และการใช้อำนาจในทางที่ผิด

ดังนั้นการที่ ภคมน ร้อง! ชนนพัฒฐ์คุย รอบหน้าเป็นรัฐมนตรี จึงไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัวของนักการเมืองสองคน แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของประเทศ และความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบการเมือง

ที่มา – “ภคมน”ร้องไอยะ หลัง“ชนนพัฒฐ์” คุยชาวบ้าน หากรอบนี้เคลียร์ตัวเองเสร็จสิ้น รอบหน้าได้เป็นรัฐมนตรี

กมธ. แก้ไขรัฐธรรมนูญ เคาะสูตร 20 หยิบ 1

กรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เคาะที่มาคณะกรรมาธิการยกร่างรธน.ใหม่ 35 คน ชูสูตร 20 หยิบ 1 ป้องกันพรรคใหญ่จัดตั้งเสียงข้างมาก

เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ 14 พ.ย. 2568 ที่รัฐสภา นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. ฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม รัฐสภา แถลงถึงความคืบหน้าของการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ที่ประชุม กมธ.ได้เห็นชอบต่อการกำหนดที่มาของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 35 คน มาจากการสมัครของประชาชน ผ่านคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยผู้สมัครต้องมีประชาชนรับรองอย่างน้อย 100 รายชื่อ พร้อมกับต้องมีเอกสารแสดงวิสัยทัศน์ และอุดมการณ์ความยาว 1 หน้ากระดาษ A4 ทั้งนี้มีข้อกำหนดว่าเมื่อรับสมัครแล้วจะนำข้อมูลของผู้สมัครเผยแพร่ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบประวัติและอุดมการณ์ จากนั้นให้ส่งรายชื่อดังกล่าวให้รัฐสภาคัดเลือก

สมัครผ่าน กกต.ให้รัฐสภาเลือก

นายนรเศรษฐ์ กล่าวต่อว่า สำหรับกระบวนการเลือกโดยรัฐสภานั้น มติของ กมธ.แก้รัฐธรรมนูญ กำหนดให้ใช้สูตร 20 หยิบ 1 คือให้สมาชิกรัฐสภารวมกลุ่มละ 20 คน เพื่อเสนอชื่อ กมธ. 1 คน แต่หากไม่สามารถหาจำนวน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ครบ 35 คน จะให้ใช้วิธีการที่สมาชิกรัฐสภาจำนวน 10 คนเสนอบัญชีผู้จะได้รับการเลือกเป็น กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นจำนวน 2 เท่าของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญของจำนวนที่ขาด จากนั้นให้รัฐสภาลงมติ เห็นชอบด้วยเสียงข้างมาก เกิน 2 ใน 3 ทั้งนี้ กมธ.ได้กำหนดให้ รัฐสภาเลือกตั้ง กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน แต่หากครบเวลาแล้วยังได้ไม่ครบ 35 คน แต่ได้เป็นจำนวน 90% หรือ 33 คน ก็สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้

ผู้สื่อข่าวถามถึงการกำหนดสูตร 20 หยิบ 1 ว่า กมธ.ได้หารือถึงวิธีการรวมกลุ่มหรือไม่ว่า จะรวมกลุ่มอย่างอิสระหรือมีเงื่อนไข นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า ในหลักการเป็นรวมกันของสมาชิกรัฐสภาที่มีอุดมการณ์ร่วมกัน ซึ่งกมธ.เห็นว่ามีข้อดีที่จะทำให้เกิดความหลากหลายของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ

“เด็ก ปชน.” ยันตรงไปตรงมา

เมื่อถามว่ากมธ.กังวลหรือไม่ว่า กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ อาจถูกล็อกโควตาโดยพรรคการเมืองที่มี สส. จำนวนมากในสภาฯ น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน ในฐานะโฆษก กมธ. กล่าวว่า การเลือกเช่นนี้ ถือเป็นหลักการที่ตรงไปตรงมา เหมือนกับการเลือกตัวแทนในสัดส่วนของ กมธ.พิจารณาแก้รัฐธรรมนูญ ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ประชาชนจะเห็นชัดเจนว่า ผู้สมัครสส.ที่เลือกนั้นจะเป็นตัวแทนประชาชน นอกจากได้เลือกนายกฯ แล้วยังได้เลือกสมาชิกที่จะทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย

เมื่อถามย้ำว่า การรวมกลุ่มของสมาชิกรัฐสภา 20 คนโดยอิสระ อาจทำให้เกิดการจัดตั้งได้ เช่น รอบหน้าพรรคประชาชนได้รับเลือกตั้ง 200 คน จะได้สิทธิเลือก กมธ.ยกร่าง 10 คน น.ส.พนิดา กล่าวว่า แปลว่าเป็นการสะท้อนเสียงของประชาชนอย่างตรงไปตรงมา ทดแทนที่ประชาชนไม่สามารถเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญด้วยตัวเองได้ เมื่อถามอีกว่า กังวลหรือไม่ว่า ข้อเสนอที่พิจารณา เมื่อส่งเข้ารัฐสภา อาจถูกติงว่าหนีไม่พ้นการครอบงำของฝ่ายการเมือง น.ส.พนิดา กล่าวว่า การเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่มีข้อจำกัดจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ไม่สามารถตัดขาดจากสภาได้ ต้องใช้สมาชิกรัฐสภาเลือก แต่จะเลือกอย่างไรเพื่อสะท้อนความต้องการของประชาชนที่สุด จึงเป็นสมการนี้ ซึ่งในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอ พรรคภูมิใจไทยให้ใช้เสียงข้างมาก ดังนั้นเท่ากับว่าฝ่ายที่ครองเสียงข้างมากจะเป็นคนกำหนดหน้าตา กมธ.ยกร่างทั้งหมด ทำให้ขาดหลักประกันเสียงข้างน้อยของรัฐสภาเป็นผู้ร่าง แต่การกำหนดสูตร 20 หยิบ 1 จะทำให้ สส.และ สว.มีเอกสิทธิ์รวมกลุ่มกับใครก็ได้ที่มีอุดมการณ์เดียวกัน หรือเป้าหมายเดียวกันที่จะส่งคนเป็นตัวแทนร่างรัฐธรรมนูญ คือเป็นหลักประกันทุกคน มีตัวแทนให้รัฐสภารับรอง

 โวป้องกันพรรคใหญ่จัดตั้ง

ด้านนายนรเศรษฐ์ กล่าวเสริมว่า กรณีที่สอบถามว่า หากพรรคประชาชนได้รับเลือกตั้งมา 200 คน จากสูตร 20 หยิบ 1 จะได้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ เต็มที่ 10 คน จาก 35 คน ซึ่งไม่สามารถเข้ามาครอบงำ หรือเป็นเสียงส่วนใหญ่ในกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ จึงรับประกันได้ว่ากมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญมีความหลากหลาย และกระจายในสัดส่วนอุดมการณ์ที่มาจากตัวแทนประชาชน หลังจากยุบสภาและหาเสียง เชื่อว่าพรรคการเมืองจะสื่อสารกับประชาชนว่า พรรคมีแนวทางอย่างไรในการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ทางประชาชนใช้หลักการเลือก สส.เขต และบัญชีรายชื่อ เพื่อเป็นการส่งผ่านเจตนารมณ์ของตนเองเพื่อให้ สส.เลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้ อย่างไรก็ดีในแนวทางที่ กมธ.แก้รัฐธรรมนูญหารือร่วมกันนั้น จะทำให้ได้รับเสียงสนับสนุนในรัฐสภา เมื่อถึงเวลาพิจารณาวาระสองและวาระสามได้

เสนอคนยกร่างเลิกยุ่งการเมืองตลอดชีวิต

ด้านนายเอกพร รักความสุข สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ฐานะโฆษก กมธ. กล่าวว่า สำหรับการพิจารณากำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ตามข้อเสนอของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กำหนดให้ผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญถูกจำกัดการเข้าสู่ตำแหน่งการเมือง 3 ปี แต่มีข้อเสนอจาก กมธ.คนอื่นว่า ควรให้เลิกยุ่งเกี่ยวกับการเมืองตลอดชีวิต เพื่อให้เกิดความสบายใจว่าคนยกร่างรัฐธรรมนูญจะไม่มีผลประโยชน์ใด อย่างไรก็ดี ตนยืนยันว่าการทำงานในกมธ.มีความเห็นพ้องไม่มีความขัดแย้งระหว่าง กมธ.ที่มาจากต่างพรรคการเมือง

กรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เคาะที่มากมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ 35 คน ชูสูตร 20 หยิบ1

ทำความเข้าใจสูตร 20 หยิบ 1 ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่ออนาคตของประเทศ การที่กรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (กมธ.) มีมติเห็นชอบให้ใช้สูตร 20 หยิบ 1 ในการคัดเลือกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่างฯ) จำนวน 35 คน เป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

สูตร 20 หยิบ 1 คืออะไร? สูตรนี้หมายถึง การที่สมาชิกรัฐสภารวมกลุ่มกันจำนวน 20 คน เพื่อเสนอชื่อบุคคล 1 คน ให้เป็น กมธ.ยกร่างฯ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้ สส. และ สว. ที่มีอุดมการณ์เดียวกันสามารถร่วมกันเสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสมเข้ามาทำหน้าที่ โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างความหลากหลายและป้องกันการผูกขาดจากพรรคการเมืองใหญ่

การกำหนดสูตร 20 หยิบ 1 นี้ มีข้อดีคือ จะช่วยให้เกิดความหลากหลายของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยเปิดโอกาสให้สมาชิกจากหลากหลายพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง และภาคส่วนต่างๆ ของสังคม สามารถมีส่วนร่วมในการเสนอชื่อบุคคลที่ตนเห็นว่าเหมาะสม ทำให้ กมธ.ยกร่างฯ มีองค์ประกอบที่สะท้อนความต้องการและความคิดเห็นของประชาชนอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม การใช้สูตร 20 หยิบ 1 ย่อมมีข้อควรพิจารณา คือ อาจเกิดปัญหาในการรวมกลุ่มของสมาชิกรัฐสภา หากสมาชิกไม่สามารถรวมกลุ่มกันได้ครบ 20 คน อาจทำให้พลาดโอกาสในการเสนอชื่อบุคคลที่ตนสนับสนุน ดังนั้น การสร้างความเข้าใจและการประสานงานระหว่างสมาชิกรัฐสภาจึงเป็นสิ่งสำคัญ

โดยรวมแล้ว การที่ กมธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญ เลือกใช้สูตร 20 หยิบ 1 ในการคัดเลือก กมธ.ยกร่างฯ เป็นแนวทางที่น่าสนใจ ซึ่งอาจนำไปสู่การสร้างรัฐธรรมนูญที่เปิดกว้างและเป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วนของสังคม อย่างไรก็ตาม การนำไปปฏิบัติจริงจะต้องมีการพิจารณาและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ดีขึ้นสำหรับประเทศไทย อย่าลืมติดตามข่าวสารและมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเพื่ออนาคตของประเทศเรา

ที่มา – กรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เคาะที่มากมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ 35 คน ชูสูตร 20 หยิบ1

“สุดารัตน์” เปิดตัวสส.อีสาน ชูมาตรการปราบโกง

“สุดารัตน์” ควง “จินนี่” ลุยเปิดตัวผู้สมัครสส.ภาคอีสาน เตรียมพร้อมสู่สนามเลือกตั้ง ย้ำทำการเมืองสุจริต ให้สัญญาประชาคมกับประชาชน พรรคไทยสร้างไทยจะเดินหน้า 5 มาตรการปราบโกงอย่างจริงจัง

วันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ที่จังหวัดอุดรธานี คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย พร้อมด้วยคุณยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ (จินนี่) และคณะทำงานพรรคไทยสร้างไทย ลงพื้นที่ภาคอีสาน โดยเริ่มต้นที่จังหวัดอุดรธานี เพื่อพบปะพี่น้องประชาชน รับฟังปัญหา และร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก พร้อมประกาศความพร้อมของพรรคในการสู้ศึกเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

มุ่งสร้างการเมืองสุจริต

คุณหญิงสุดารัตน์ ย้ำเจตจำนงทางการเมืองของพรรคไทยสร้างไทยว่า พรรคมีความมุ่งมั่นในการ “สร้างการเมืองสุจริต” และจะเดินหน้าอย่างจริงจังในการปราบปรามการทุจริตทุกระดับ โดยประกาศต่อหน้าพี่น้องประชาชนชาวอีสาน ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจ “ดิฉันไม่โกง และจะไม่ปล่อยให้ใครโกง คนเลวต้องไม่มีที่ยืนในสังคมไทย ที่เดียวที่อยู่ได้คือ “คุก” พรรคไทยสร้างไทยขอให้สัญญาประชาคมว่า เราจะยืนหยัดต่อสู้กับคนเลว ด้วยความกล้าหาญและจริงจัง”

ชู 5 มาตรการปราบโกง

คุณหญิงสุดารัตน์ ยังได้ประกาศเจตนารมณ์สำคัญของพรรคไทยสร้างไทยในการ “ปราบโกง” และสร้างระบบธรรมาภิบาลใหม่ของประเทศ ผ่านนโยบายที่จับต้องได้ โดยพรรคไทยสร้างไทยเดินหน้าอย่างจริงจังในการ “ปราบทุจริต” ด้วยนโยบายการปฏิรูปประเทศเพื่อสร้างธรรมาภิบาลและต่อต้านการทุจริต โดยมี 5 มาตรการสำคัญดังนี้

1. เพิ่มโทษประหารชีวิต แก่ผู้กระทำการทุจริตระดับร้ายแรง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมือง หรือผู้มีอำนาจที่ใช้อำนาจโดยมิชอบเพื่อแสวงหาประโยชน์

2. จัดทำและแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อสร้าง “อำนาจตรวจสอบภาคประชาชน” ให้ประชาชน 50,000 คน สามารถเสนอถอดถอนองค์กรอิสระ และศาลรัฐธรรมนูญได้

3. จัดตั้งองค์กรตรวจสอบการทุจริตภาคประชาชน ทำงานคู่ขนานกับ ป.ป.ช. และ สตง. มีสมาชิกประมาณ 70 คน จากตัวแทนองค์กรวิชาชีพและประชาชนทุกภูมิภาครวมทั้งกรุงเทพมหานคร ทำหน้าที่เสมือน “สภาประชาชน” ตรวจสอบและเสนอเรื่องต่อ ป.ป.ช. สมาชิกเลือกกันเองเป็นคณะกรรมการบริหาร 11 คน เพื่อดำเนินงานและประสานการตรวจสอบ หาก ป.ป.ช. และอัยการเห็นว่าต้องมีหลักฐานเพิ่มเติม ให้ส่งกลับมาตรวจสอบใหม่ และหากทั้งสองหน่วยงานไม่สั่งฟ้อง องค์กรภาคประชาชนฯ มีสิทธิฟ้องคดีเองได้

4. พักการใช้หรือระงับกฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากินของประชาชน ชั่วคราว 3–5 ปี พร้อมทั้งปรับปรุง ยกเลิก หรือแก้ไขกฎหมายที่ริดรอนเสรีภาพ และขัดขวางการประกอบอาชีพสุจริตของประชาชน

5. ลดขนาดของระบบราชการ อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านจำนวนหน่วยงานและจำนวนเจ้าหน้าที่ โดยดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ คล่องตัว และลดภาระงบประมาณของประเทศ

เปิดตัว ว่าที่ผู้สมัครสส.อุดร เขต4

ในการลงพื้นที่ คุณหญิงสุดารัตน์ ยังได้เปิดตัว ดร.บุญบารมี ราตรีวงค์ ว่าที่ผู้สมัคร สส. เขต 4 จังหวัดอุดรธานี ก่อนปิดท้ายด้วยการเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้ “วนเกษตรทุ่งฝน” เพื่อส่งเสริมแนวทางเศรษฐกิจชุมชนและเกษตรยั่งยืน

คุณหญิงสุดารัตน์ ได้เชิญชวนประชาชนทุกคนที่เห็นด้วยกับแนวทางและอุดมการณ์ของพรรคไทยสร้างไทย ร่วมกันเป็นพลังในการปราบโกง และขจัด “ทุนดำ” ที่กำลังกลืนกินประเทศอยู่ในขณะนี้ โดยเชิญชวนให้สมัครเป็นสมาชิกพรรคไทยสร้างไทย เพื่อร่วมเดินหน้าทำงาน สานต่ออุดมการณ์การเมืองสุจริต และเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้งที่จะมาถึงอย่างเข้มแข็งและโปร่งใส

“สุดารัตน์” ควง “จินนี่” ลุยเปิดตัวผู้สมัครสส.ภาคอีสาน

5 มาตรการปราบโกง ที่ “สุดารัตน์” และพรรคไทยสร้างไทยให้คำมั่น

พรรคไทยสร้างไทยภายใต้การนำของคุณหญิงสุดารัตน์ มุ่งมั่นที่จะสร้างการเมืองที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ การเปิดตัวผู้สมัคร สส. ภาคอีสานครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำเสนอนโยบายที่ชัดเจนและมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง 5 มาตรการที่ประกาศออกมา แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ดังนั้น หากคุณเห็นด้วยกับแนวทางของพรรคไทยสร้างไทย อย่าลังเลที่จะสนับสนุนและร่วมกันสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรม

ที่มา – “สุดารัตน์” ควง “จินนี่” ลุยเปิดตัวผู้สมัครสส.ภาคอีสาน ชู 5 มาตรการปราบโกงให้สิ้นภายใน 6 เดือน

“พลพีร์” เตือน “ลิณธิภรณ์” ตั้งสติก่อนโทษ ปม ปชช.จมน้ำ

“ภูมิใจไทย” ถาม “เพื่อไทย” ใครปล่อยประชาชนจมน้ำ 6 เดือน ชี้รัฐบาลอนุทินเพิ่งเริ่มงานเดือนกว่า แนะตั้งสติก่อนจ้องโทษคนอื่น ระวังเจ็บเอง

วันที่ 13 พ.ย. 2568 นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ส.ส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย ตอบโต้ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ที่ออกมาให้สัมภาษณ์กล่าวหารัฐบาลชุดปัจจุบันว่า กำลังปล่อยประชาชนจมน้ำยาวนาน 6 เดือน โดยระบุว่าคำกล่าวหาดังกล่าวไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และเป็นการบิดเบือนข้อมูลเพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดอย่างชัดเจน

นายพลพีร์ ระบุว่า รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพิ่งเริ่มมีอำนาจบริหารเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 หลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งนับถึงปัจจุบันก็เพียงแค่หนึ่งเดือนกว่าเท่านั้น จึงเป็นไปไม่ได้อย่างยิ่งที่จะกล่าวหาว่ารัฐบาลที่เพิ่งเริ่มงาน จะปล่อยให้เกิดน้ำท่วมยืดเยื้อยาวนานถึง 6 เดือน และยิ่งไม่ควรที่จะคาดคะเนจากข่าวสารเพื่อกล่าวร้ายทางการเมือง ซึ่งเป็นการบั่นทอนขวัญของประชาชน โดยเฉพาะเมื่อปัญหาน้ำท่วมดังกล่าวเกิดขึ้นมาตั้งแต่ในยุครัฐบาลก่อนหน้า สืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน รัฐบาลชุดนี้ เพียงแต่ต้องมาแก้ปัญหาที่รัฐบาลก่อนทิ้งไว้ให้ วันนี้ยังตั้งหน้าตั้งตาทำงาน แต่ทางท่านกลับมาวิจารณ์ให้เสียหายโดยลืมไปแล้วว่า ปัญหาน้ำท่วมเกิดตั้งแต่เมื่อไร

“อนุทิน”เพิ่งรับตำแหน่งแค่ 1 เดือน

ที่สำคัญ นายอนุทินได้ลาออกจากการร่วมรัฐบาลชุดเก่าไปตั้งแต่กลางปี 2568 ก่อนเกิดการเปลี่ยนถ่ายอำนาจด้วยซ้ำ จึงยิ่งชัดเจนว่า เหตุการณ์น้ำท่วมนานหลายเดือนนั้นเป็นผลพวงจากการบริหารจัดการของรัฐบาลก่อนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่กลับถูกโยนความผิดมาให้รัฐบาลใหม่ที่เพิ่งเริ่มงานไม่นาน

นายพลพีร์ กล่าวอีกว่า แม้รัฐบาลชุดใหม่จะเข้ามาบริหารได้เพียงเดือนกว่า แต่ก็ได้เร่งแก้ปัญหาน้ำท่วมทันที นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่หลายจังหวัดด้วยตนเอง สั่งการระบายน้ำทุกกลุ่มน้ำ ใช้ข้อมูลดาวเทียม GISTDA แบบเรียลไทม์ และตั้งระบบประสานงานฉุกเฉินทั่วประเทศ เพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างเร็วที่สุด ซึ่งสะท้อนชัดว่ารัฐบาลมีความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหาที่สืบเนื่องมาจากรัฐบาลก่อน ไม่ใช่นิ่งเฉยตามที่ถูกกล่าวหา

ย้อน พท. ดูตัวเองก่อนโจมตีคนอื่น

ท้ายที่สุด นายพลพีร์ตั้งคำถามกลับไปยังพรรคเพื่อไทยว่า ถ้าจะพูดเรื่องความรับผิดชอบ ต้องดูไทม์ไลน์ตามข้อเท็จจริงว่าก่อนจะถึงวันนี้ ใครเป็นรัฐบาล ใครเพิ่งเข้ามา และใครอยู่มาก่อนตั้งนาน พร้อมย้ำว่าการโจมตีด้วยข้อมูลที่ไม่ตรงข้อเท็จจริงเช่นนี้ ไม่เป็นผลดีต่อประชาชน และยิ่งทำให้การแก้ปัญหาน้ำท่วมล่าช้าเพราะต้องมานั่งตอบโต้เรื่องที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงตั้งแต่แรก

“มาบอกว่า รัฐบาลกำลังปล่อยให้ประชาชนจมน้ำอยู่ครึ่งปี ท่านไม่ได้ศึกษามาเลยหรือว่ารัฐบาลชุดนี้เพิ่งเข้ามาทำงานได้ประมาณเดือนครึ่งเท่านั้น แล้วก่อนหน้านี้ รัฐบาลไหนดู ใครเป็นนายกฯ มาจากพรรคไหน แล้วพรรคไหน ขึ้นชื่อเรื่องปล่อยประชาชนจมน้ำ ปี 2554 ผมยังจำภาพนั้นได้ดี จะบอกว่าเราปล่อยประชาชนจมน้ำอยู่ครึ่งปี ท่านก็ต้องรับไปเต็มๆ ด้วย” นายพลพีร์ กล่าวและว่า

ปัญหาจากรัฐบาลก่อน

วันนี้เป็นปัญหาต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุครัฐบาลก่อน จะวิจารณ์ ท่านต้องตั้งสติ หนึ่งนิ้วที่ท่านชี้โทษคนอื่น ยังมีอีก 4 นิ้ว ที่มันย้อนชี้ไปที่ท่าน แล้วคนเป็นถึง ดร.ต้องรอบคอบ อย่าเปิดช่องให้ถูกสวนน็อกได้ง่ายๆ ยืนยันรัฐบาลชุดนี้ตั้งใจทำงานมาก เรารู้ว่าเรามีเวลาน้อยเราก็ดูแลงานของเราอย่างเต็มที่ ล่าสุดนายกฯ ก็ลงพื้นที่ไปยังจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดอ่างทอง และก่อนหน้านั้น ช่วงเดือนกันยายน ที่นายกฯ ยังไม่มีอำนาจเต็ม ก็ลงพื้นที่มาแล้ว นี่คือความพยายาม ทั้งในการแก้ปัญหา และไปให้กำลังใจประชาชนร่วมทุกข์ร่วมสุขกับชาวบ้าน

“พลพีร์” แนะ “ลิณธิภรณ์” ตั้งสติก่อนโทษ ปม ปชช.จมน้ำ

จากกรณีที่ ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการบริหารจัดการปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาลชุดปัจจุบัน นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ส.ส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาตอบโต้ โดยเน้นย้ำให้ ดร.ลิณธิภรณ์ ตั้งสติก่อนที่จะกล่าวโทษผู้อื่น และตั้งคำถามกลับไปยังพรรคเพื่อไทยว่า ใครกันแน่ที่ปล่อยให้ประชาชนต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมเป็นเวลานานถึง 6 เดือน

นายพลพีร์ ชี้แจงว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เพิ่งเริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มรูปแบบได้เพียงเดือนกว่าเท่านั้น การกล่าวหาว่ารัฐบาลชุดนี้ปล่อยปละละเลยให้ประชาชนจมน้ำเป็นเวลานานถึง 6 เดือนจึงไม่เป็นความจริง นอกจากนี้ยังระบุว่า ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นเป็นผลพวงมาจากการบริหารจัดการของรัฐบาลชุดก่อน ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันกำลังเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่

ประเด็นสำคัญที่นายพลพีร์ต้องการสื่อสารคือ การที่พรรคเพื่อไทยควรมองย้อนกลับไปพิจารณาการทำงานของตนเองก่อนที่จะกล่าวโทษผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่รัฐบาลชุดใหม่กำลังพยายามแก้ไขปัญหาที่สืบทอดมาจากรัฐบาลก่อนหน้า การโจมตีด้วยข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง นอกจากจะไม่เป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาแล้ว ยังอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งในสังคมอีกด้วย

ดังนั้น การที่นายพลพีร์ออกมาเตือนให้ ดร.ลิณธิภรณ์ ตั้งสติก่อนโทษ จึงเป็นการแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้ทุกฝ่ายได้พิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน และร่วมมือกันแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน การกล่าวโทษกันไปมาโดยปราศจากข้อมูลที่ถูกต้อง จะไม่นำไปสู่ทางออกของปัญหา แต่จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นจริง จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

การออกมาแสดงความเห็นของนายพลพีร์ในครั้งนี้ ถือเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงก่อนที่จะแสดงความคิดเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม การตั้งสติก่อนโทษจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันการสร้างความเข้าใจผิดและความขัดแย้งในสังคม

ที่มา – “พลพีร์” แนะ “ลิณธิภรณ์” ตั้งสติก่อนจ้องโทษคนอื่น ย้อนถามใครกันแน่ปล่อยประชาชมจมน้ำ 6 เดืิอน

อนุทินรับคุย สนธยา-นายกฯอบจ.ระยอง ร่วมภูมิใจไทย?

“อนุทิน” บอก “สิริพงศ์” ภูมิใจไทย ร่วมเฟรม “วราวุธ – นิกร” ชาติไทยเก่าด้วยกัน รับคุย “สนธยา คุณปลื้ม – นายกฯอบจ.ระยอง” หลังถูกถามดึงร่วมงานภท. บอก “รู้แล้วจะถามทำไม”

วันที่ 13 พ.ย. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โพสต์ภาพร่วมกับนายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา และนายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา รวมถึงบ้านปริศนานันทกุล พรรคภูมิใจไทย จะมีสัญญาณทางการเมืองอะไรหรือไม่ ว่า พวกนั้นเขาพรรคชาติไทยเก่า “รียูเนียนมั้ง”

ชมทุกคนมีความสามารถ

เมื่อถามว่า ในอนาคตจะมีโอกาสร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พวกเขาเป็นคนรุ่นเดียวกัน ถ้าอะไรเกิดขึ้น พรรคภูมิใจไทยก็พร้อม ทุกคนมีความสามารถ มีคุณภาพ ไม่ใช่แค่พรรคภูมิใจไทย แต่ไม่ว่าจะเป็นพรรคอะไรก็ต้องเปิดกว้าง ขณะนี้ใกล้เลือกตั้งเข้ามาทุกที ทุกพรรค ก็ต้องมีความตื่นตัวและมีความพร้อม

จีบ สนธยา ร่วมงาน

เมื่อถามว่า นายสนธยา คุณปลื้ม อดีตรัฐมนตรีและบ้านใหญ่ชลบุรี มีโอกาสจะมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ได้คุยๆกันอยู่ ส่วนนายกอบจ. จังหวัดระยอง นายปิยะ ปิตุเตชะ หรือ นายกช้าง ก็จะมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยด้วยหรือไม่ นายอนุทิน หัวเราะ ก่อนตอบว่า “รู้แล้วถามทำไม”

อนุทินรับคุย สนธยา คุณปลื้ม – นายกฯอบจ.ระยอง

จากกระแสข่าวที่ออกมาอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับนักการเมืองชื่อดังหลายท่าน ล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาเปิดเผยถึงการพูดคุยกับนายสนธยา คุณปลื้ม และนายกฯอบจ.ระยอง เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการร่วมงานกันในอนาคต การออกมาให้สัมภาษณ์ครั้งนี้เป็นการยืนยันถึงความพยายามของพรรคภูมิใจไทยในการขยายฐานเสียงและดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถเข้าร่วมทีม

การที่นายอนุทินยอมรับว่าได้มีการพูดคุยกับนายสนธยา คุณปลื้ม และนายกฯอบจ.ระยอง ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจทางการเมือง เนื่องจากทั้งสองท่านนี้ถือเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลในพื้นที่ของตนเอง การที่พรรคภูมิใจไทยให้ความสนใจและพยายามดึงตัวมาร่วมงาน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับพรรค

อนุทินเปิดใจถึงการพูดคุย สนธยา คุณปลื้ม

นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กล่าวถึงการพูดคุยกับนายสนธยา คุณปลื้ม โดยไม่ได้ปฏิเสธถึงความเป็นไปได้ในการร่วมงานกันในอนาคต ซึ่งสร้างความสนใจให้กับแวดวงการเมืองเป็นอย่างมาก นายสนธยา คุณปลื้ม เป็นนักการเมืองที่มีประสบการณ์และเป็นที่รู้จักในระดับประเทศ การที่พรรคภูมิใจไทยให้ความสนใจที่จะดึงมาร่วมงาน ทำให้เห็นถึงความพยายามในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับพรรคด้วยบุคลากรที่มีคุณภาพ

นอกจากนี้นายอนุทินยังได้กล่าวถึงนายกฯอบจ.ระยอง ซึ่งเป็นนักการเมืองท้องถิ่นที่มีบทบาทสำคัญในพื้นที่ การที่พรรคภูมิใจไทยต้องการดึงมาร่วมงาน สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการมีฐานเสียงที่แข็งแกร่งในระดับท้องถิ่น การได้นักการเมืองท้องถิ่นที่มีความสามารถมาร่วมงาน จะช่วยให้พรรคภูมิใจไทยสามารถเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น

การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ออกมายอมรับถึงการพูดคุยกับ สนธยา คุณปลื้ม – นายกฯอบจ.ระยอง แสดงให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองของพรรคภูมิใจไทยในการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง การดึงดูดนักการเมืองที่มีประสบการณ์และมีความสามารถ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้พรรคสามารถประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งได้

การที่พรรคภูมิใจไทยให้ความสนใจที่จะดึงดูดนักการเมืองจากหลากหลายกลุ่ม แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะสร้างความหลากหลายและความแข็งแกร่งให้กับพรรค การมีบุคลากรที่มีความสามารถและประสบการณ์จากหลากหลายภาคส่วน จะช่วยให้พรรคสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

การออกมาเปิดเผยถึงการพูดคุยกับ สนธยา คุณปลื้ม – นายกฯอบจ.ระยอง ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้สร้างความสนใจให้กับแวดวงการเมืองเป็นอย่างมาก หลายฝ่ายต่างจับตามองถึงทิศทางในอนาคตของพรรคภูมิใจไทย และความเป็นไปได้ในการร่วมงานกันระหว่างพรรคกับนักการเมืองชื่อดังต่างๆ

จับตาดูว่าการพูดคุยระหว่างอนุทิน, สนธยา คุณปลื้ม, และนายกฯอบจ.ระยอง จะนำไปสู่ความร่วมมือที่แท้จริงหรือไม่ และจะมีผลต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองของไทยอย่างไร การตัดสินใจของบุคคลเหล่านี้จะมีผลต่ออนาคตของพรรคภูมิใจไทยและการเมืองไทยโดยรวม

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการปรับตัวและการสร้างความสัมพันธ์ในโลกการเมือง การที่พรรคภูมิใจไทยเปิดกว้างสำหรับการร่วมมือกับนักการเมืองจากหลากหลายกลุ่ม เป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจและอาจเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในอนาคต การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ พรรคที่สามารถปรับตัวและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นได้ จะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า

การที่คุณ อนุทินรับคุย สนธยา คุณปลื้ม – นายกฯอบจ.ระยอง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคภูมิใจไทย ที่ต้องการจะขยายฐานเสียงและสร้างความเข้มแข็งให้กับพรรคเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป หากคุณเป็นผู้ที่สนใจการเมือง อย่าลืมติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของพรรคภูมิใจไทยอย่างใกล้ชิด!

ที่มา – “อนุทิน” รับคุย “สนธยา คุณปลื้ม – นายกฯอบจ.ระยอง” หลังถูกถามดึงร่วมงานภูมิใจไทย

Scroll to top