การเมืองไทย

นายกฯ ลั่นจัดการเด็ดขาด ไม่ดูชื่อแซ่ หลังยึดทรัพย์

“อนุทิน” กร้าวใครทำผิดจัดการขั้นเด็ดขาดไม่ดูชื่อ-แซ่ หลัง ปปง.ยึดทรัพย์ “ชนนพัฒฐ์” ลั่นไม่ต้องเรียกร้อง หากตนโดนก็ต้องถูกดำเนินคดีเหมือนกัน

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีคำสั่งยึดอายัดทรัพย์นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม กับพวกมูลค่า 159 ล้านบาท เนื่องจากพบเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับเว็บพนันว่า เราไม่ได้ดูชื่อเราดูที่พฤติกรรมตามที่ตนเคยบอกมาตั้งนานเปิดมาเจอคนไหนก็คนนั้น หากพบใครทำผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินคดี ถ้าไม่ดำเนินคดีสิแปลก

เมื่อถามว่าได้พูดคุยกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม เกี่ยวกับกรณีของนายชนนพัฒฐ์หรือไม่ นายอนุทินกล่าวปฏิเสธทันทีว่า ตนไม่ได้คุยกับใครทั้งสิ้น ทุกอย่างอยู่ที่หน่วยงานไปดำเนินการ ดำเนินคดีไป ตนวางตัวอยู่ในจุดที่ไม่ต้องการรู้ ไม่ต้องการทราบ เพียงแต่มอบนโยบายอย่างชัดเจนว่า ใครที่มีพฤติกรรมผิดกฎหมายแบบนี้ก็ต้องดำเนินการอย่างเต็มที่ หน้าที่ของตนคือการสนับสนุนและผลักดันให้มีการดำเนินการป้องกันปราบปรามผู้ที่ทำผิดกฎหมายในประเทศไทย และพวกที่เป็นขบวนการไม่ใช่การระบุว่าต้องไปดำเนินการกับใคร

เมื่อถามต่อว่ามีการเชื่อมโยงกับรัฐบาลและมีการเรียกร้องให้ดำเนินการ นายอนุทินรีบตอบทันทีว่า อย่าพูด ไม่มีเรียกร้องอะไรทั้งสิ้น ตนได้สั่งการไปยังผู้บัญชาการตำรวจ ผู้ว่าการ ปปง. และอธิบดี DSI ให้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ไม่รู้ชื่อ ไม่รู้แซ่ คนไหนก็คนนั้น หากโดนตน ตนก็ต้องถูกดำเนินคดีด้วย

นายกฯ ลั่นจัดการเด็ดขาด ไม่ดูชื่อแซ่ หลังยึดทรัพย์

จากกรณีที่ ปปง. ยึดทรัพย์นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม กับพวก มูลค่ากว่า 159 ล้านบาท เนื่องจากพบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงกับเว็บพนัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแสดงท่าทีชัดเจนว่าจะดำเนินการกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด โดยไม่คำนึงถึงชื่อเสียงหรือนามสกุล

นายกฯ ย้ำชัด: ใครผิดว่าไปตามผิด

นายอนุทินเน้นย้ำว่าการดำเนินการครั้งนี้เป็นไปตามหลักการที่ได้วางไว้ตั้งแต่แรก คือการมุ่งเน้นไปที่พฤติกรรมของผู้กระทำผิดมากกว่าการพิจารณาจากชื่อเสียงหรือตำแหน่งหน้าที่ ใครก็ตามที่กระทำผิดกฎหมายจะต้องถูกดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเคร่งครัด หากละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติ

นอกจากนี้ นายอนุทินยังได้กล่าวถึงกรณีที่มีการเชื่อมโยงเรื่องนี้กับรัฐบาลว่า ไม่มีการเรียกร้องใดๆ ทั้งสิ้น และตนได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างเต็มที่ โดยไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม

“ผมได้สั่งการไปยังผู้บัญชาการตำรวจ ผู้ว่าการ ปปง. และอธิบดี DSI ให้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ไม่รู้ชื่อ ไม่รู้แซ่ คนไหนก็คนนั้น หากโดนตน ตนก็ต้องถูกดำเนินคดีด้วย” นายอนุทินกล่าว

ความชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมาย

ท่าทีของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและโปร่งใส โดยไม่ปล่อยปละละเลยหรือเลือกปฏิบัติ การดำเนินการกับผู้ที่กระทำผิดกฎหมายโดยไม่คำนึงถึงชื่อเสียงหรือตำแหน่งหน้าที่ เป็นสิ่งที่สังคมคาดหวังและเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของประเทศ

การที่นายกฯ ลั่นจัดการเด็ดขาด ไม่ดูชื่อแซ่ หลังยึดทรัพย์ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับการปราบปรามการทุจริตและอาชญากรรมทุกรูปแบบ โดยพร้อมที่จะดำเนินการกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด เพื่อสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรม

การประกาศจุดยืนที่ชัดเจนนี้ของนายกรัฐมนตรีอาจส่งผลให้ข้าราชการและผู้มีอำนาจตระหนักถึงความสำคัญของการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และเกรงกลัวต่อการกระทำผิดกฎหมายมากขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการติดตามการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างยุติธรรมและเสมอภาค และไม่มีการเลือกปฏิบัติหรือกลั่นแกล้งทางการเมือง

ที่มา – นายกฯ ลั่นจัดการเด็ดขาดไม่ดูชื่อ-แซ่ หลัง ปปง.ยึดทรัพย์ “ชนนพัฒฐ์”

ธนเดช ขุดคุ้ยโควตาสลากคนตาบอด พบพิรุธ!

“ธนเดช” เปิดโพยรายชื่อผู้ได้รับโควตาสลากคนตาบอดของสมาคมกีฬาคนตาบอดแห่งประเทศไทย พบไม่ใช่นักกีฬา มีนามสกุลซ้ำ ใช้เบอร์โทรศัพท์เดียวกัน ถามผิดวัตถุประสงค์หรือไม่

วันที่ 11 พ.ย. 2568 นายธนเดช เพ็งสุข สส. กทม. พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กพร้อมรายชื่อสมาชิกที่ระบุว่าเป็นผู้ได้รับโควตาสลากคนตาบอดของสมาคมกีฬาคนตาบอดแห่งประเทศไทย จำนวน 157 คน รวมโควตา กว่า 2,647 เล่ม พร้อมข้อความว่า “ไม่ต้องไปหาหลักฐานที่ไหน มาเอาที่ ส.ส.ธนเดช คนนี้ได้เลยครับ” นายธนเดช กล่าวและว่า

แต่สิ่งที่พบคือ รายชื่อส่วนใหญ่ ไม่ใช่นักกีฬาคนตาบอด แต่คือ คนปกติ และทุกรายคือ นอมินีที่ถูกใช้ชื่อแลกเงิน 500 บาทต่อครั้ง มีนามสกุลซ้ำเป็นกลุ่ม และที่หนักที่สุดคือ ใช้เบอร์โทรศัพท์ “เบอร์เดียวกัน” แทบทั้งลิสต์ และเบอร์นั้น คือเบอร์ของหนึ่งในกรรมการสมาคม ที่เป็นผู้บริหารบริษัทจำหน่ายสลากกินแบ่งด้วยตัวเอง

ถามแบบนี้ผิดหรือไม่

นายธนเดช กล่าวว่า ชัดเจนมาก ว่าโควตาที่ควรเป็นสิทธิของนักกีฬาพิการผู้บกพร่องทางการมองเห็น ถูกพรากไป รวมศูนย์ รวบขาย เป็นระบบ โดยใช้ “ผู้พิการ”เป็นฉากหน้า พร้อมตั้งคำถามด้วยว่า แบบนี้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่? ผิดศีลธรรมไหม? ผิดคุณธรรมไหม? แล้วผิดกฎหมายไหม? ซึ่งอยากทราบว่า รมว.คลังจะทำอย่างไรต่อไป และผอ.กองสลากจะเงียบอีกนานแค่ไหน?

เปิดต่อจนกว่าความยุติธรรมกลับคืน

นายธนเดช ตั้งคำถามด้วยว่า จะปล่อยให้คนที่สมควรได้รับสิทธิจริง ๆ เดือดร้อนต่อไปอีกหรือ? นี่แค่ส่วนหนึ่งหลักฐานยังมีอีกมาก “ผมพร้อมเปิดต่อ เรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องการเมืองที่ผมจะไปไล่ล่าใคร แต่คือ การทวงคืนสิทธิของผู้พิการที่ถูกเอาเปรียบ และผมจะไม่หยุด จนกว่าความยุติธรรมจะกลับมาสู่มือคนที่สมควรได้จริง ๆ”

ธนเดช ขุดคุ้ยโควตาสลากคนตาบอด พบพิรุธ!

ความคืบหน้าล่าสุดของเรื่องโควตาสลากคนตาบอด

จากกรณีที่นายธนเดช เพ็งสุข ส.ส.กทม. ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับรายชื่อผู้ได้รับโควตาสลากคนตาบอดของสมาคมกีฬาคนตาบอดแห่งประเทศไทย ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพบว่ารายชื่อส่วนใหญ่ที่ได้รับโควตานั้น ไม่ใช่นักกีฬาคนตาบอดจริง ๆ แต่กลับเป็นบุคคลทั่วไปที่มีนามสกุลซ้ำกัน และใช้เบอร์โทรศัพท์เดียวกัน ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยว่ามีการนำโควตาเหล่านี้ไปแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวหรือไม่

เรื่องนี้สั่นคลอนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อองค์กรที่ควรจะช่วยเหลือและสนับสนุนผู้พิการทางการมองเห็นเป็นอย่างมาก การที่สิทธิของพวกเขาถูกพรากไปและถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจและควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

สิ่งที่ต้องจับตาดูต่อไป

สิ่งที่ต้องจับตาดูต่อไปจากนี้คือ การดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ ผู้อำนวยการกองสลาก ว่าจะมีการดำเนินการอย่างไรกับเรื่องนี้ จะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและลงโทษผู้กระทำผิดหรือไม่ และจะมีการปรับปรุงแก้ไขระบบการจัดสรรโควตาสลากให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้นได้อย่างไร

นอกจากนี้ สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการให้ความสำคัญกับการเยียวยาและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้พิการทางการมองเห็น การสร้างความมั่นใจให้กับพวกเขาว่าสิทธิของพวกเขาจะได้รับการปกป้องและดูแลอย่างเต็มที่ และจะไม่มีใครสามารถเอาเปรียบพวกเขาได้อีกต่อไป

การแก้ไขปัญหาโควตาสลากคนตาบอดจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการลงโทษผู้กระทำผิด แต่เป็นการสร้างระบบที่โปร่งใส เป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต และเพื่อให้ผู้พิการทางการมองเห็นได้รับสิทธิที่พวกเขาสมควรได้รับอย่างแท้จริง

ที่มา – “ธนเดช” ไม่ปล่อยเดินหน้าขุดคุ้ยโควตาสลากของสมาคมกีฬาคนตาบอดแห่งประเทศ พบไม่ใช่นักกีฬา นามสกุลซ้ำ

ดุสิตโพลชี้ ประชาชนพร้อม “เลือกตั้ง 2569” แต่กังวล

ผลสำรวจสวนดุสิตโพล ชี้ ประชาชนค่อนข้างพร้อม “เลือกตั้ง 2569” แต่กังวลเกิดความขัดแย้งหรือการเมืองซ้ำรอยเดิม อยากเห็นความพร้อมทำงานจริงจัง มอง พรรคประชาชน พร้อมที่สุด รองลงมาภูมิใจไทย-เพื่อไทย

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ความพร้อมของพรรคการเมืองกับการเลือกตั้ง” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,174 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 4-7 พฤศจิกายน 2568 สรุปผลได้ดังนี้

1. ประชาชนมีความพร้อมมากน้อยเพียงใดสำหรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปี 2569

  • อันดับ 1 ค่อนข้างพร้อม (56.81%)
  • อันดับ 2 พร้อมมาก (26.58%)
  • อันดับ 3 ยังไม่ค่อยพร้อม (13.80%)
  • อันดับ 4 ไม่พร้อมเลย (2.81%)

2. ประชาชนคิดอย่างไรกับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปี 2569 (สามารถระบุความคิดเห็นได้มากกว่า 1 เรื่อง)

  • อันดับ 1 กังวลว่าจะเกิดความขัดแย้งหรือการเมืองซ้ำรอยเดิม (53.15%)
  • อันดับ 2 อยากให้กติกาและระบบเลือกตั้งยุติธรรม (43.44%)
  • อันดับ 3 เชื่อว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี (36.29%)
  • อันดับ 4 พรรคการเมืองและผู้สมัครมีการเตรียมความพร้อมกันมากขึ้น (30.41%)อันดับ 5 ต้องรอดูว่าจะมีเลือกตั้งวันใด ต้องกาบัตรอะไรบ้าง (28.11%)

3. ประชาชนอยากเห็นพรรคการเมืองเตรียมตัวเลือกตั้งอย่างไร (สามารถระบุความคิดเห็นได้มากกว่า 1 เรื่อง)

  • อันดับ 1 มีทีมงานมืออาชีพ พร้อมทำงานจริงหลังการเลือกตั้ง (56.39%)
  • อันดับ 2 เตรียมนโยบายที่ชัดเจน เน้นแก้ปัญหาประชาชนได้จริง (50.43%)
  • อันดับ 3 ใช้งบประมาณเลือกตั้งอย่างโปร่งใส (47.36%)
  • อันดับ 4 รับฟังความคิดเห็นและปรับนโยบายให้ตรงกับความต้องการของประชาชน (46.25%)
  • อันดับ 5 ลงพื้นที่พบปะประชาชนอย่างต่อเนื่อง ไม่เฉพาะช่วงหาเสียง (40.29%)

4. “5 พรรคการเมือง” ที่ประชาชนคิดว่ามีความพร้อมในการเลือกตั้ง

  • อันดับ 1 ประชาชน 18.99%
  • อันดับ 2 ภูมิใจไทย 16.87%
  • อันดับ 3 เพื่อไทย 15.25%
  • อันดับ 4 กล้าธรรม 13.97%
  • อันดับ 5 ประชาธิปัตย์ 9.54%
  • พรรคอื่นๆ เช่น ชาติไทยพัฒนา 4.86% พลังประชารัฐ 4.68% รวมไทยสร้างชาติ 2.73% ไทยสร้างไทย 2.64% ฯลฯ 25.38%

ทางด้าน ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ประชาชนส่วนใหญ่พร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้น แต่ยังมีเงาความไม่ไว้วางใจต่อการเมืองไทยอยู่ไม่น้อย โดยกังวลว่าจะเกิดสถานการณ์ซ้ำรอยเหมือนการเลือกตั้งที่ผ่านมา จึงอยากเห็นกติกาและระบบเลือกตั้งที่ยุติธรรมและเคารพเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งนี้ พรรคการเมืองควรจัดทัพเตรียมบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ พร้อมทำงานจริงหลังการเลือกตั้ง และพิสูจน์ให้ได้ว่าพร้อมจริง ไม่ใช่แค่คำพูด

ขณะที่ ผศ.ศิริมา บุญมาเลิศ อาจารย์ประจำโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิเคราะห์ว่า จากผลโพลสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนมีความพร้อมที่จะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในต้นปี 2569 แต่ที่ตัวเลขยังไม่สูงมากนัก เนื่องจากเกรงว่าอาจจะมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่ทำให้การเมืองเกิดการพลิกผันอย่างเช่นที่เคยเกิดขึ้นเมื่อครั้งการเลือกตั้งปี 2566 ที่พรรคประชาชนได้คะแนนเสียงมาเป็นอันดับหนึ่งแต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ และมีการสลับขั้วเปลี่ยนข้างกันเกิดขึ้น โดยอ้างถึงการปลดล็อกทางการเมือง

มาในครั้งนี้แม้จะมีการทำ “บันทึกข้อตกลง” (Memorandum of Agreement : MOA) ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชนว่าจะผลักดันเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญและยุบสภาภายใน 4 เดือน และนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล จะให้ไทม์ไลน์คร่าวๆ ไว้ว่าประมาณสิ้นเดือนมกราคม 2569 จะยุบสภาแล้วก็ตาม แต่พรรคภูมิใจไทยก็มีเบื้องหลังหลายคดีที่ต้องสะสาง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฮั้ว สว. และเขากระโดง รวมทั้งท่าทีของพรรคภูมิใจไทยที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาก่อนหน้านี้ และการพยายามสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ตามวลีของพรรคคือ “พูดแล้วทำ” พร้อมกับการเดินเกมเตรียมความพร้อมเลือกตั้งกับพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคกล้าธรรม การดึงเกมยุบสภาและการมีดีลลับทางการเมืองอาจเกิดขึ้น จนทำให้เกิดการพลิกผันทางการเมืองอย่างไม่คาดคิดอีกครั้งก็เป็นได้.

เลือกตั้ง 2569 ประชาชนคิดอย่างไร?

ผลสำรวจจากสวนดุสิตโพลแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกของประชาชนเกี่ยวกับ “เลือกตั้ง 2569” ที่กำลังจะมาถึง โดยประชาชนส่วนใหญ่ค่อนข้างพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง แต่ยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองที่อาจเกิดขึ้นซ้ำรอยเดิม ความคาดหวังคือการเลือกตั้งที่โปร่งใสและยุติธรรม ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

พรรคการเมืองกับการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง 2569

ประชาชนคาดหวังให้พรรคการเมืองเตรียมพร้อมด้วยทีมงานมืออาชีพ นโยบายที่ชัดเจนและการใช้งบประมาณอย่างโปร่งใส การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสำคัญในการเตรียมตัวสำหรับ “เลือกตั้ง 2569”

นอกจากนี้ ประชาชนยังกังวลถึงเรื่องกติกาและระบบเลือกตั้งที่ต้องมีความยุติธรรม รวมถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นอีกครั้ง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อความพร้อมและความคาดหวังของประชาชนต่อ “เลือกตั้ง 2569”

ดังนั้น พรรคการเมืองควรให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชน โดยการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการทำงานจริงและการแก้ปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง เพื่อให้ “เลือกตั้ง 2569” เป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

ถึงแม้ผลสำรวจจะชี้ให้เห็นถึงความกังวลของประชาชน แต่ก็เป็นสัญญาณที่สำคัญสำหรับพรรคการเมืองที่จะต้องรับฟังและปรับปรุง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและนำพาประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

ที่มา – ดุสิตโพลชี้ ประชาชนค่อนข้างพร้อม “เลือกตั้ง 2569” แต่กังวลเกิดสถานการณ์ซ้ำรอย

“มีเรา ไม่มีเทา” แค่คำหล่อ? พร้อมพงศ์เย้ย อนุทิน!

“พร้อมพงศ์” เย้ย “มีเรา ไม่มีเทา” แค่คำพูดเอาหล่อ เบี่ยงกระแสสร้างคะแนนนิยม  ไม่เชื่อคำพูด “อนุทิน” ยุบสภา 31 มกราคม 69 ต้องฟังหู ไว้หู 

วันที่ 8 พ.ย. 2568 นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและมหาดไทย ออกแถลงการณ์ ปฏิเสธกระแสข่าวการยุบสภาฯ หากมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยยืนยันจะทำตามข้อตกลงกับพรรคประชาชนก่อนยุบสภา ประมาณ 31 ม.ค. 2569 ว่า ในทางการเมือง ต้องฟังหู ไว้หู ไม่มีอะไรเป็นไปตามข้อตกลงเป๊ะๆ เหตุการณ์พลิกผันได้ตลอดเวลา ถ้าจะเพลี่ยงพล้ำทางการเมือง ส่วนตัวติดใจคำพูดนายอนุทิน เคยให้สัมภาษณ์เรื่องลงนามสันติภาพไทยกับกัมพูชา ที่บอกว่า ไม่เคยเสียเปรียบใคร คนถึงไม่ชอบหลายคน คำพูดดังกล่าว ถึงจะเป็นการเจรจากับต่างประเทศ แต่อีกมุมสะท้อนวิธีคิดลึกๆของคนพูดเป็นคนอย่างไร

คำพูดนายกฯ ฟังหู ไว้หู

นอกจากนี้นายอนุทิน เคยบอกจะไม่ร่วมงานกับพรรคก้าวไกลที่ตอนนี้เป็นพรรคประชาชน เพราะแนวทางและอุดมการณ์ไม่ตรงกัน จากที่พูดวันนั้นแล้ววันนี้เป็นอย่างไร การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ถ้าพรรคร่วมฝ่ายค้านเพื่อไทยและประชาชน จับมือโหวตไม่ไว้วางใจ นายอนุทิน มีสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก กระเด็นตกเก้าอี้ ใช่ว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้ หรืออีกทางบางพรรค ร่วมอุ้มชู ต่อลมหายใจให้เป็นนายกฯต่อไป ล้วนเป็นไปได้ทั้งนั้น ดังนั้นการที่บอกจะไม่ยุบสภาฯก่อนวาระ ฟังได้แต่อย่าเพิ่งเชื่อว่า จะเป็นไปตามนั้น

ชี้ภารกิจเร่งด่วนรัฐบาล

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า นายอนุทิน มีภารกิจเร่งด่วนต้องทำ ปราบปรามสแกมเมอร์ให้สิ้นซาก ทำให้ทั่วโลกและคนไทยเห็นว่า รัฐบาลภูมิใจไทย ไม่ยอมให้สแกมเมอร์มาทำลายประเทศ ทำร้ายลูกหลานคนไทย ลามไปการก่ออาชญากรรมไซเบอร์ ฟอกเงิน ค้ามนุษย์ จากการหาประโยชน์ของกลุ่มสีเทา ต้องลงมือทำให้เห็นเป็นรูปธรรมเสียที ไม่ใช่แค่โชว์ตัวเลขจากการปราบปรามอย่างเดียว

ขณะที่พรรคส้ม ออกสโลแกนหล่อๆเท่ๆ “มีเรา ไม่มีเทา” ตนไปสภากาแฟได้ยินผู้คนแซว “มีเรา ไม่มีเทา เพราะเรารักสีน้ำเงิน” ใช่หรือไม่ เพราะตั้งแต่ยกมือโหวตนายอนุทิน เป็นนายกฯ ตนเห็นว่าพรรคประชาชนเป็นเด็กดี คอยอยู่รักษาองค์ประชุมในสภา

แขวะ ปชน.อย่าเบี่ยงเป้า

“ไม่อยากเห็นการเบี่ยงเป้า เพื่อสร้างกระแสให้พรรคตัวเอง จากที่เคยเสียรังวัดไปโจมตีการทำงานทหารไทยตอนมีปัญหากับกัมพูชา การไปยกมือโหวตนายอนุทิน หลายปีก่อนเรามีแก๊งปาหินใส่กระจกรถยนต์ ตอนนี้ไม่อยากเห็น แก๊งปาหี่ ไปรับธง รับงานจากใครมา เลือกตรวจสอบแค่บางคน เพราะใครคนนั้นทำธุรกิจเดียวกันเลยไปกระทบกับอีกคน แถมระยะหลังคนๆนี้ชักจะอู้ฟู่ผิดหูผิดตา ภาวนาให้การข่าวที่ได้ยินได้ฟังมามันผิด อยากเห็นการตรวจสอบอย่างมืออาชีพ ผิดว่าตามผิด ถูกว่าตามถูก ถ้าผิดลุยเอาให้สุดซอย เอาข้อมูลมาเปิดในสภาฯ ไปหน่วยงานองค์กรอิสระให้เห็นเป็นตัวอย่าง เดี๋ยวนี้คนตรวจสอบแถลงข่าวรายวันไม่ได้ แต่ต้องมือสะอาดด้วย ไม่อยากเห็นการแบ่งบทกันเล่น ปาหี่ต้มผู้คนไปวันๆ เพื่อเบี่ยงกระแสในอดีต สร้างคะแนนนิยมให้พรรค ให้ตัวเอง” นายพร้อมพงศ์กล่าว

“มีเรา ไม่มีเทา” แค่คำหล่อ จริงหรือ?

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุ แม้จะมีการออกมาปฏิเสธข่าวการยุบสภา แต่หลายฝ่ายยังคงจับตาดูความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำพูดของนักการเมืองที่ต้องฟังหูไว้หู เพราะสถานการณ์อาจพลิกผันได้เสมอ

“มีเรา ไม่มีเทา” กับความน่าเชื่อถือทางการเมือง

ประเด็นที่น่าสนใจคือ สโลแกน “มีเรา ไม่มีเทา” ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงความน่าเชื่อถือทางการเมือง การกระทำสวนทางกับคำพูดที่เคยให้ไว้ ทำให้ประชาชนเกิดความสงสัยในจุดยืนและเจตนาที่แท้จริง

การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายพร้อมพงศ์ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจในคำพูดของนักการเมือง รวมถึงการตั้งคำถามถึงการทำงานของพรรคการเมืองต่างๆ ที่อาจมีการเอื้อประโยชน์ให้แก่กันมากกว่าที่จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

การเมืองไทยเต็มไปด้วยความซับซ้อนและการเปลี่ยนแปลงที่ไม่แน่นอน การติดตามข่าวสารและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและสามารถตัดสินใจได้อย่างมีวิจารณญาณ แม้สโลแกน “มีเรา ไม่มีเทา” จะฟังดูดี แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการกระทำที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

ดังนั้น การที่นายพร้อมพงศ์ออกมาเตือนสติถึงการเบี่ยงเป้าเพื่อสร้างกระแส จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและควรนำมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อในสิ่งที่นักการเมืองนำเสนอ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผลประโยชน์ของประชาชนควรเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

ที่มา – “พร้อมพงศ์” เย้ย “มีเรา ไม่มีเทา” แค่คำพูดเอาหล่อ ไม่เชื่อ “อนุทิน” ยุบสภา 31 มกราคม 69

“เพชร” เย้ย “ไผ่” แค้น ยื่นยุบพรรคประชาชน

“เพชร” เย้ย “ไผ่” แค้นยื่นยุบพรรคประชาชน ยืนยัน สภาผู้แทนราษฎรมีระเบียบชัด คุณสมบัติไม่ครบก็ตีตก ย้ำผู้ช่วยสส.จบมัธยมปลายมาแล้ว

วันที่ 7 พ.ย.2568 นายกรุณพล เทียนสุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนโพสต์เฟซบุ๊กกรณีมีกระแสข่าวเรื่อง นายไผ่ ลิกค์ ได้มีการยื่นกกต.ยุบพรรคประชาชน เพราะตั้งนักเรียนมัธยมเป็นผู้ช่วยสส. และใช้เงินผู้ช่วยสส.จ่ายค่าสมัครสมาชิกพรรค ว่า การตั้งผู้ช่วย สส. มีระเบียบกำหนดชัดเจน แม้ตัว สส.จะเซ็นรับรอง แต่หากคุณสมบัติไม่ครบ สภาฯ ก็จะตีตก ให้ สส.หาคนใหม่มาแทน 

พร้อมยืนยันสำหรับผู้ช่วยคนนี้จบมัธยมปลายมาแล้ว และเป็นคนที่สนใจการเมืองโดยทำกิจกรรมต่าง ๆ มาตั้งแต่เด็ก ในขณะที่คนในวัยเดียวกันยังเที่ยวเล่นแต่น้องกลับเลือกช่วยงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่สามารถได้เรียนรู้จากผู้ใหญ่ที่ทำงานการเมือง เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์เมื่อถึงวันที่พร้อม จะได้เป็นอีกหนึ่งแรง ที่จะเติบใหญ่ขึ้นมาเป็นนักการเมืองคุณภาพของประเทศนี้ ก็หวังว่านักการเมืองอาชีพที่อยู่มานานแบบคุณไผ่ จะมีข้อมูลเด็ด มาหักล้างกับเอกสารและหลักฐานที่น้องใช้ยื่นกับสภาฯ ไม่ใช่ปั้นข่าวขึ้นมา เพราะแค้นที่ถูกคุณไอซ์ ปั่นจนหัวหมุนมาหลายครั้งในช่วงสัปดาห์นี้

“เพชร” เย้ย “ไผ่” แค้น ยื่นยุบพรรคประชาชน

จากกรณีที่นายไผ่ ลิกค์ มีกระแสข่าวยื่นยุบพรรคประชาชน ทำให้เกิดการตอบโต้จากนายกรุณพล เทียนสุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ซึ่งได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยเนื้อหาหลักเป็นการยืนยันว่าการดำเนินการต่างๆ ของพรรคประชาชนเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับทุกประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องคุณสมบัติของผู้ช่วย สส. ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นข้อกล่าวหา

ข้อโต้แย้งและประเด็นที่น่าสนใจ

นายกรุณพลได้เน้นย้ำว่า สภาผู้แทนราษฎรมีกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ช่วย สส. อย่างเข้มงวด หากพบว่าคุณสมบัติไม่เป็นไปตามที่กำหนด สภาฯ ก็จะไม่อนุมัติและให้ทาง สส. ดำเนินการสรรหาบุคคลใหม่เข้ามาแทน นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงผู้ช่วย สส. ที่กำลังเป็นประเด็นว่าจบการศึกษาระดับมัธยมปลาย และมีความสนใจในการเมืองมาตั้งแต่เด็ก โดยได้เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ และเรียนรู้งานจากผู้ใหญ่ในวงการเมืองเพื่อสั่งสมประสบการณ์

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ การที่นายกรุณพลกล่าวถึงสาเหตุที่นายไผ่ ลิกค์ ยื่นยุบพรรคประชาชน อาจเป็นเพราะความไม่พอใจที่ถูกคุณไอซ์ รักชนก ปั่นหัว ซึ่งเป็นการกล่าวหาที่ค่อนข้างรุนแรงและอาจนำไปสู่การโต้ตอบกันระหว่างบุคคลทั้งสองในอนาคต

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังคงมีอยู่ และการใช้ประเด็นต่างๆ มาโจมตีกันเพื่อหวังผลทางการเมือง การที่พรรคการเมืองถูกยื่นเรื่องให้ยุบพรรคไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การที่เรื่องนี้เกิดขึ้นจากความขัดแย้งส่วนตัวหรือความไม่พอใจทางการเมือง ทำให้สังคมต้องตั้งคำถามถึงจริยธรรมและมาตรฐานของนักการเมือง

การออกมาตอบโต้ของนายกรุณพล เทียนสุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นการตอบโต้ที่ค่อนข้างตรงไปตรงมา และเป็นการปกป้องพรรคของตนเองจากข้อกล่าวหาต่างๆ อย่างไรก็ตาม การกล่าวหาว่านายไผ่ ลิกค์ ยื่นยุบพรรคเพราะถูกคุณไอซ์ รักชนก ปั่นหัว อาจเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม และอาจทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรงยิ่งขึ้น

การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนสามารถวิเคราะห์และตัดสินใจได้อย่างถูกต้องเกี่ยวกับอนาคตของประเทศของเรา

เรื่องนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองทุกคน ว่าการทำงานการเมืองควรยึดมั่นในหลักการและจริยธรรม และไม่ควรใช้ความขัดแย้งส่วนตัวมาเป็นเครื่องมือในการทำลายคู่แข่งทางการเมือง หากนักการเมืองทุกคนยึดมั่นในหลักการนี้ การเมืองไทยก็จะพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น และประชาชนก็จะได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

ดังนั้นการที่นายไผ่ยื่นเรื่องยุบ“เพชร” เย้ย “ไผ่” แค้น ยื่นยุบพรรคประชาชน อาจจะมีมูลเหตุจากความขัดแย้งส่วนตัวจริงหรือไม่ เป็นสิ่งที่สังคมต้องติดตามและพิจารณาอย่างรอบคอบ แต่สิ่งที่แน่นอนคือการทำงานการเมืองควรอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องและเป็นธรรม

สุดท้ายนี้การที่“เพชร” เย้ย “ไผ่” แค้น ยื่นยุบพรรคประชาชน ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจและสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย

“เพชร” เย้ย “ไผ่” แค้น ยื่นยุบพรรคประชาชน: สิ่งที่เกิดขึ้นนี้จะส่งผลกระทบต่ออนาคตของพรรคประชาชนอย่างไร และจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศไทยหรือไม่ เป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา – “เพชร” เย้ย “ไผ่” แค้นถูก “ไอซ์ รักชนก” ปั่นหัว หาเหตุปั้นข่าวยื่นยุบพรรคประชาชน

เพื่อไทยเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ

“แพทองธาร” นำทัพเพื่อไทยเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ ครบ 33 เขต ลั่นไม่มี ‘เขตฉัน เขตเธอ’ ชู “ทีมกรุงเทพฯ” คือชัยชนะ

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 พรรคเพื่อไทยเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ ครบทั้ง 33 เขต 33 คน พร้อมจัดกิจกรรมปฐมนิเทศเพื่อเตรียมความพร้อมสู่สนามเลือกตั้ง โดยมีแกนนำพรรคเข้าร่วมอย่างคับคั่ง อาทิ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย, นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค

เพื่อไทยเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ

น.ส.แพทองธารได้ประกาศแนวทางสำคัญในการทำงานของทีมกรุงเทพฯ ว่า จะไม่มีคำว่า ‘เขตฉัน เขตเธอ’ อีกต่อไป เราจะทำงานร่วมกันประสานกันทุกเขตทุกทีม เราคือทีมเดียวกันของพรรคเพื่อไทย กรุงเทพฯ ยังเปิดโอกาสให้คนใหม่เสมอ และพรรคเพื่อไทยพร้อมเป็นโอกาสใหม่และความหวังให้กับชาวกรุงเทพฯ โดยเน้นย้ำถึงพลังของการทำงานเป็นทีม และการเข้าใจความคาดหวังของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง

วิเคราะห์การเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ

การเปิดตัวครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคเพื่อไทยในการกลับมาทวงคืนพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรค การนำเสนอทีมผู้สมัครครบทั้ง 33 เขต สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมในการสู้ศึกเลือกตั้งที่จะมาถึง

นอกจากนี้ การเน้นย้ำเรื่องการทำงานเป็นทีม และการประสานงานกันระหว่างเขตต่างๆ เป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจ เพราะจะช่วยลดปัญหาความขัดแย้งภายในพรรค และเพิ่มประสิทธิภาพในการหาเสียง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือ พรรคเพื่อไทยจะสามารถสร้างความแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่นๆ ได้อย่างไร ในการนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง

ด้านนายจุลพันธ์กล่าวว่า การจัดทัพครั้งนี้คือการต่อยอดจากพลังของคนรุ่นก่อน เพื่อยกระดับพรรคให้ทันสมัยและแข็งแกร่ง พร้อมยืนยันว่าพรรคส่วนกลางจะสนับสนุนทีมกรุงเทพฯ อย่างเต็มกำลัง ชัยชนะในกรุงเทพฯ ไม่ใช่แค่ชัยชนะในเมืองหลวง แต่คือสัญญาณแห่งความพร้อมที่จะทำให้ประชาชนทั่วประเทศมั่นใจว่า พรรคเพื่อไทยกลับมาแล้วจริง ๆ เชื่อมั่นว่าพรรคเพื่อไทยจะกลับมาเป็นอันดับหนึ่งของคนกรุงเทพฯ ได้อีกครั้ง.

การเข้ามาของคนรุ่นใหม่และการผสมผสานกับประสบการณ์ของนักการเมืองรุ่นเก๋า ถือเป็นจุดแข็งที่น่าสนใจของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ การสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า พรรคเพื่อไทยสามารถนำพาประเทศไปข้างหน้า และแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ได้

สำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้ พรรคเพื่อไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างมากในการแข่งขันกับพรรคการเมืองอื่นๆ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีการแข่งขันที่สูงและมีผู้สมัครที่มีความสามารถมากมาย การเพื่อไทยเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

สุดท้ายนี้ การตัดสินใจว่าจะเลือกใครเป็นผู้แทนนั้น ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของประชาชนชาวกรุงเทพมหานครเอง การติดตามข่าวสารและการทำความเข้าใจนโยบายของแต่ละพรรค จะช่วยให้ท่านสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

ที่มา – เพื่อไทยเปิดตัวว่าว่าที่ผู้สมัคร สส. กรุงเทพ หวังแก้มือเลือกตั้งรอบหน้า

จุลพันธ์ชี้ นายกฯ อารมณ์ร้อนปมยุบสภา

จากกรณีที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงท่าทีของนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการพูดถึงการยุบสภา ก่อนที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยนายจุลพันธ์มองว่านายกฯ อาจจะมีอารมณ์ร้อนเกินไป

จุลพันธ์ชี้ นายกฯ อารมณ์ร้อนปมยุบสภา ก็แค่ตรวจการบ้าน!

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่พรรคฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น เป็นกระบวนการปกติในระบอบประชาธิปไตย เป็นการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล เปรียบเสมือนการตรวจการบ้าน หากรัฐบาลมั่นใจว่าไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่มีการทุจริต หรือไม่ได้ต้องการหลีกเลี่ยงคดีความใดๆ ก็ไม่จำเป็นต้องกังวล เพราะสามารถชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสภาฯ และประชาชนได้ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติของการตรวจสอบการทำงาน ดังนั้น การที่นายกฯ แสดงท่าทีอารมณ์ร้อนปมยุบสภา จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น

นอกจากนี้ นายจุลพันธ์ยังกล่าวถึงประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า มีโอกาสสำเร็จได้ยาก เนื่องจากบรรยากาศในที่ประชุมของแต่ละฝ่ายแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า โอกาสที่จะผ่านวาระ 3 นั้นมีน้อยมาก อย่างไรก็ตาม ก็ไม่อยากให้รัฐบาลใช้เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นตัวประกันทางการเมือง

ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (สแกมเมอร์)

นายจุลพันธ์ยังแสดงความเป็นห่วงเกี่ยวกับปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ หรือสแกมเมอร์ ที่กำลังระบาดอย่างหนักในปัจจุบัน โดยระบุว่า หลังจากการเปลี่ยนรัฐบาล ตัวเลขความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนกลับสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ แต่กระบวนการจัดการปัญหาอย่างจริงจังยังไม่ปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรม

ในส่วนของข้อเรียกร้องจากฝ่ายค้านที่ต้องการให้ปลด ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีนั้น นายจุลพันธ์กล่าวว่า เข้าใจดีว่าข้อเรียกร้องดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงตัวรัฐมนตรี แต่ส่วนตัวแล้วมองว่า ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ตัวนายกรัฐมนตรีเอง เพราะกระบวนการทำงานที่ผ่านมาของนายกรัฐมนตรีไม่สามารถตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การที่หัวหน้าพรรคเพื่อไทยออกมาให้ความเห็นเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อการบริหารงานของรัฐบาลในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาอาชญากรรม และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังนายกรัฐมนตรีให้ปรับปรุงวิธีการทำงาน และรับฟังความคิดเห็นของฝ่ายค้านให้มากขึ้น เพื่อให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

สำหรับประเด็นเรื่อง จุลพันธ์ชี้ นายกฯ อารมณ์ร้อนปมยุบสภา นั้น ทำให้เห็นถึงความตึงเครียดทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การที่นายกรัฐมนตรีแสดงท่าทีที่ไม่พอใจต่อการตรวจสอบของฝ่ายค้าน อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้นได้

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความไม่แน่นอนสูง การที่รัฐบาลและฝ่ายค้านไม่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น จะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว ดังนั้น ทั้งสองฝ่ายควรหันหน้าเข้าหากัน และหาทางออกร่วมกัน เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน

ดังนั้น การที่ จุลพันธ์ชี้ นายกฯ อารมณ์ร้อนปมยุบสภา จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจ และต้องติดตามต่อไปว่า จะมีผลกระทบต่อสถานการณ์ทางการเมืองอย่างไร

ท้ายที่สุดแล้ว การที่รัฐบาลจะอยู่รอดปลอดภัยจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจได้นั้น ขึ้นอยู่กับการตอบคำถามและชี้แจงข้อสงสัยต่างๆ ได้อย่างชัดเจนและน่าเชื่อถือ หากรัฐบาลสามารถทำได้ ก็จะสามารถเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนกลับคืนมาได้

ที่มา – “จุลพันธ์” บอกนายกฯอารมณ์ร้อนปมยุบสภา ชี้ก็แค่ตรวจการบ้าน ไม่มีอะไรหมกเม็ดก็ไม่ต้องกลัว

“สุชาติ” มั่นใจ “อนุทิน” ลูกผู้ชาย 4 เดือน คืออะไร?

“สุชาติ” มั่นใจ “อนุทิน” ลูกผู้ชาย 4 เดือนคือ 4 เดือน เหน็บใครสัญญาไว้ต้องทำ หลังฝ่ายค้านขู่ยื่นซักฟอก มองควรให้ทำงาน แล้วสู้กันในสนามเลือกตั้ง ชี้ กรณี “ธรรมนัส” ให้ประชาชนตัดสิน

วันที่ 7 พ.ย. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีเปรยว่าอาจยุบสภาก่อน 1 เดือน หากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า นายกฯ พูดด้วยความเป็นลูกผู้ชาย สิ่งที่รับปากไว้แล้ว และการตกลงไม่ต้องพูดอะไรเยอะ ครั้งสองครั้งก็รู้กันหมดแล้ว

ส่วนการยุบสภาถือเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี และนายกฯ ยังไม่ได้มีการเปรยอะไรกับพรรคร่วมรัฐบาล แต่ส่วนตัวต้องรู้อยู่แล้ว ตั้งแต่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล ก็นับถอยหลังการทำงาน รู้กันอยู่แล้วว่า จะต้องเลือกตั้ง ทางการเมืองมีตารางการทำงานกันอยู่แล้ว ระหว่างทางก็ต้องทำงานอย่างเต็มที่ในฐานะฝ่ายบริหาร แต่ในทางการเลือกตั้ง ก็ต้องนับถอยหลัง เพราะมีการกำหนดกันไว้แล้ว ต่างคนต่างเป็นผู้ทรงเกียรติพูดกันครั้งเดียวก็จบ“อนุทิน” ลูกผู้ชาย 4 เดือน คืออะไร ทำไมสุชาติถึงมั่นใจ?

ควรให้เวลา ครม.ทำงาน

เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรี ใช้คำว่าหากสู้เกมการเมืองไม่ไหว ก็ต้องยุบสภา นายสุชาติ กล่าวว่า นายกฯ ทำงานหนักและสถานการณ์วันนี้ ไม่ควรนำเกมการเมืองมาเล่น ควรจะให้นายกรัฐมนตรี ทำงานอย่างเต็มที่ และทุกสิ่งทุกอย่างก็จะเป็นไปตามที่ได้คุยกันไว้ ประชาชน 70 กว่าล้านคน รู้อยู่แล้วว่าใครรับปากอะไรใครไว้ ดังนั้น ควรปล่อยให้นายกรัฐมนตรี ทำงานอย่างเต็มที่ เพราะตอนนี้สถานการณ์บ้านเมืองมีหลายด้านเข้ามา ต้องให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี เพราะเหลือเวลาอีกไม่กี่เดือน

ชี้นายกฯทำตามตกลง

เมื่อถามว่ามองเป็นการขู่หรือไม่ที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายสุชาติ กล่าวว่า การที่ให้สัญญาประชาคมกับประชาชนทั่วประเทศไว้แล้ว ใครที่ให้สัญญาประชาคมอะไรไว้ก็ต้องปฏิบัติ มิฉะนั้นจะกลายเป็นคนที่พลิกไปพลิกมา ต่อไปประชาชนก็จะไม่เชื่อถือ นายกรัฐมนตรี บอกแล้ว ว่า ชัดเจน “อนุทิน” ลูกผู้ชาย 4 เดือนก็คือ 4 เดือนที่ทำงาน หลังจากนั้นก็ว่ากันตามระบอบประชาธิปไตยทำไมต้อง “อนุทิน” ลูกผู้ชาย 4 เดือน?

ให้ประชาชนตัดสิน “ธรรมนัส”

เมื่อถามว่าล่าสุดนายรังสิมันต์ โรม สส. พรรคประชาชน เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีปลดร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสุชาติ ตอบด้วยความเห็นส่วนตัว ว่า บุคคลท่านใดที่เป็นรัฐมนตรีทำดีหรือไม่ดี ท่านต้องดีใจ เพราะใกล้เลือกตั้ง หากเขาไม่ดี ท่านก็ต้องปล่อยให้ทำงานไปเรื่อยๆ ให้ประชาชนเห็นว่าเขาดีหรือไม่ดี และสุดท้ายท่านก็จะได้เป็นผู้ได้คะแนนเสียงข้างมาก เพื่อจัดตั้งรัฐบาล

“วันนี้ทำงานได้แค่เดือนเดียว เดือนกว่าเองท่าน จะมาวิเคราะห์คนนั้นดีไม่ดี ผมว่ามันแค่งานประจำทุกวันนี้ ยังไม่มีเวลาเลย และยังมีที่ต้องสนองภารกิจต่างๆ อีกเยอะแยะ ตามนโยบายต่างๆ ผมว่าถ้าสื่อมวลชนมองคนนั้นดีไม่ดี ประชาชนมองคนนั้นดีไม่ดี ฝ่ายค้านมองคนนั้นดีไม่ดี สุดท้ายมันก็ตัดสินกันตอนใช้สิทธิ์ประชาธิปไตยเลือกตั้งนั่นแหละ ถ้าเรามั่นใจในวันนั้นจะไปกลัวอะไร เราลูกผู้ชายด้วยกัน”นายสุชาติ กล่าว

จากคำพูดของนายสุชาติ ชมกลิ่น ทำให้เห็นว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันยังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานต่อไปในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ และพร้อมที่จะให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินผลงานในการเลือกตั้งครั้งหน้า ประเด็นเรื่อง “อนุทิน” ลูกผู้ชาย 4 เดือน จึงเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของคำมั่นสัญญาที่รัฐบาลให้ไว้กับประชาชน

การเมืองไทยเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ที่มา – “สุชาติ” มั่นใจ “อนุทิน” ลูกผู้ชาย ทำตามสัญญา 4 เดือน มองฝ่ายค้านควรให้เวลารัฐบาลทำงานก่อน

“โรม” เย้ย MOU ปราบสแกมเมอร์แค่พิธีการ

“โรม” เย้ย นายกฯ ทำ MOU ผนึก 14 หน่วยงาน ปราบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แค่พิธีการ ประชาชนหวังเห็นผลลัพธ์มากกว่า ลั่นคนทั้งโลกสงสัย “ธรรมนัส” ถ้าไม่ปลด รัฐบาลยากที่จะมีความเชื่อมั่น 

วันที่ 6 พ.ย. 2568 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส. บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะ ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึง กรณีที่นายกรัฐมนตรี เป็นประธานลงนาม MOU เรื่องการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีว่า เรื่องการทำ MOU ประเด็นสำคัญมันไม่ได้อยู่ที่การทำ MOU ที่เป็นแค่พิธีการ แต่พิธีการเหล่านี้จะมีความหมาย หรือไม่ ก็อยู่ที่การปฏิบัติหน้าที่จริงๆ แต่ถ้าไม่มีการปฏิบัติหน้าที่แล้วก็ไปเอาในเรื่องของการสอบสวน ในเรื่องของเส้นเงินต่างๆมา เพื่อดำเนินคดีเอาผิดกับบุคคลต่างๆ ตนคิดว่าเป็นไปไม่ได้เลย ในการที่จะปราบสแกมเมอร์ การลงนาม MOU เพียงแค่มารวมพลังกันนี้ ตนคิดว่ามันยังไม่เห็นผลในการปฏิบัติ อาจจะมีดีอยู่บ้างที่จะได้เห็นภาพการทำงานร่วมกัน มันก็ได้แค่นี้ แต่สิ่งที่สังคมคาดหวัง คือการได้ผลลัพธ์ที่ดี คือการจัดการกับพวกทุนสีเทา และนับตั้งแต่เรื่องนี้ที่มีการตรวจสอบคนในรัฐบาลอย่างเข้มแข็ง เราก็มักจะเห็นข่าวมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าเจ้าหน้าที่ไปจับกุมเว็บนั้น ทลายเว็บนี้ ซึ่งจริงๆเราก็ยังไม่รู้ ว่าจะนำไปสู่การจัดการตัวคีย์แมนจริงๆ อย่างไร แต่อย่างน้อยที่สุด เราก็มีข้อมูลอยู่ในมือ ซึ่งเป็นตัวคีย์แมนระดับโลกอย่างปริ้นซ์ กรุ๊ป ก็ยังไม่มีความคืบหน้าตรงนี้เลย หรือก๊กอาน ที่บอกว่าออกหมายจับ ก็ต้องชี้แจงให้ชัดว่ามีการดำเนินการอย่างไร หรือนายลี ยงพัด ที่บอกว่ามีการยึดทรัพย์ ก็น้อยมาก 

เรียกร้องปลด  “ธรรมนัส”

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า แม้กระทั่งนายเบน สมิธ เอายังไง ยิม เลียก เอายังไง นี่คือสิ่งที่เรายังไม่ได้เห็นในส่วนนี้ แล้วมากไปกว่านั้นความเชื่อมั่นที่รัฐบาลจะต้องมอบให้ประชาชนคือการปลดร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ออกจากรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตนคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ถ้ายังอุ้มกันแบบนี้ไปเรื่อยๆ คิดว่ารัฐบาลนี้ยากที่จะมีความเชื่อมั่นได้

สังคมสงสัยเชื่อมโยง เบน สมิธ

เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรีได้ถามกับผู้สื่อข่าววันนี้ว่าการปลดร้อยเอกธรรมนัส เกี่ยวอะไรกับการปราบสแกมเมอร์ นายรังสิมันต์ กล่าวว่าวันนี้ต้องยอมรับว่าร้อยเอกธรรมนัส เป็นส่วนหนึ่งที่ถูกสังคมและกรรมาธิการสงสัยว่ามีความเชื่อมโยง กับนายเบน สมิธ ซึ่งตนเชื่อว่านายกรัฐมนตรีมีทักษะภาษาอังกฤษ ผู้ช่วยคนไหนก็ได้ ไปเปิดดู ร่างกฎหมายสภาคองเกรส ที่เขาเสนอกันได้ระบุชื่อใครบ้าง หนึ่งในนั้นคือนายเบน สมิธ ถามว่าถึงขนาดนี้จะไม่ให้เราสงสัย ถึงความสัมพันธ์ระหว่างร้อยเอกธรรมนัส กับนายเบน สมิธ ได้อย่างไร ซึ่งร้อยเอกธรรมนัสก็เป็นคนพูดเองว่ารู้จัก ถ้าจนถึงตอนนี้เรายังไม่เห็นผลประโยชน์ที่มันทับซ้อน กันและกัน ถ้านายกฯไม่สงสัย ก็เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมาก

รับไม่ได้นายกฯยังอุ้ม

นายรังสิมันต์ กล่าวด้วยว่า ดังนั้นเราเห็นรูปแบบถึงการพึ่งพาช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ระหว่างนายเบน สมิธ กับร้อยเอกธรรมนัส และร้อยเอกธรรมนัสคือคนที่ทั้งโลก สงสัยอยู่ว่าเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ ถ้านายกฯจะมาอุ้มชูร้อยเอกธรรมนัส แบบนี้ตนรับไม่ได้ เรื่องนี้น่าผิดหวัง ถ้าจะมาปกป้องร้อยเอกธรรมนัส กันแบบนี้และ “ผมก็อยากให้นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ช่วยบอกนายกรัฐมนตรีหน่อยว่า ตกลงใครเป็นโจร ช่วยไปชี้ให้หน่อย เพราะท่านชาดารู้ดีว่าใครเป็นใคร” 

พบนักการเมืองเอี่ยมเส้นเงิน

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่ารายละเอียดในเอกสารที่พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์นำมามอบให้กับคณะกรรมาธิการนั้นมีเนื้อหาอย่างไรบ้าง ซึ่งทางนายรังสิมันต์ เปิดเผยเพียงสั้นๆว่าเท่าที่ดูผ่านๆ ก็เป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินว่าเงินจำนวนเท่าไร ไหลเข้าไปสู่บัญชีของใครบ้าง ซึ่งจากการที่ดูในรายละเอียดคร่าวๆ ก็เห็นว่า ตามเอกสารเส้นทางการเงินปรากฏชื่อของบุคคล ในระดับผู้บังคับบัญชาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเข้าไปเกี่ยวข้องอีกหลายคน รวมถึง ผู้บังคับบัญชาระดับสูงทั้งในอดีตและปัจจุบันของกองบัญชาการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และนอกจากนี้ก็ยังพบว่ามีนักการเมืองจากพรรคการเมืองอื่น นอกจากพรรคกล้าธรรมเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ด้วย

“โรม” เย้ย นายกฯ ทำ MOU ผนึก 14 หน่วยงาน ปราบสแกมเมอร์แค่พิธีการ

ความคืบหน้าล่าสุดในการปราบสแกมเมอร์

จากกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำ MOU ของรัฐบาลในการปราบสแกมเมอร์ ทำให้เกิดคำถามถึงความจริงจังในการแก้ไขปัญหา และประสิทธิภาพของมาตรการที่ออกมา

  • การลงนาม MOU เป็นเพียงพิธีการหรือไม่?
  • รัฐบาลมีความจริงใจในการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีแค่ไหน?
  • ประชาชนจะได้รับประโยชน์อะไรจากการปราบปรามสแกมเมอร์?

ขณะที่สังคมกำลังจับตาดูการดำเนินการของรัฐบาลในการปราบสแกมเมอร์ เราก็ต้องไม่ลืมที่จะตรวจสอบข้อมูล และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าการแก้ไขปัญหานี้เป็นไปอย่างโปร่งใส และมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

สิ่งที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เชื่อมั่นของประชาชนต่อการทำงานของรัฐบาลในเรื่องการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ การสร้างความเชื่อมั่นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ

ที่มา – “โรม” เย้ย นายกฯ ทำ MOU ผนึก 14 หน่วยงาน ปราบสแกมเมอร์แค่พิธีการ รับข้อมูลเส้นเงินโยงนักการเมือง

Scroll to top