การเลือกตั้ง

อนุทินกินข้าวกับลูกหลานวีรชน แวะศรีย่านกินก๋วยเตี๋ยว

“นายกฯ หนู” เปิดทำเนียบฯ ต้อนรับเด็ก ๆ นั่งเก้าอี้นายกฯ สุดอบอุ่นนั่งร่วมทานข้าวกับลูก ๆ หลาน ๆ วีรชนทหารกล้า จบภารกิจวันเด็ก แวะศรีย่าน กินก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำ แม่ค้าบอกสู้ ๆ ขอให้สานต่อคนละครึ่งพลัส

วันที่ 10 ม.ค. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ร่วมเป็นประธานเปิดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 พร้อม น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภริยา ร่วมกิจกรรม โดยบรรยากาศมีเด็ก ๆ เข้ารุมขอถ่ายภาพ และมีเด็กชายวิ่งเข้ามากอดนายกฯ พร้อมเรียก “ลุงหนู” ซึ่งนายกฯ หัวเราะดีใจ ก่อนอุ้มถ่ายภาพด้วย รวมถึงมีเด็กชายกล่าวกับนายกฯ ว่า “ผมเชียร์ท่านนายกฯ เพราะท่านเด็ดขาด อยากให้เป็นนายกฯ อีกสมัย”

ต่อมาเวลา 12.00 น. ที่ชั้น 1 อาคาร 44 สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) นายกฯ พร้อมภริยา ร่วมรับประทานอาหารเที่ยงกับลูกและครอบครัววีรชนที่เสียสละชีวิตจากเหตุไทย-กัมพูชา จาก 21 ครอบครัว รวม 43 คน โดยมีเมนูอาหาร อาทิ ข้าวผัดทะเล ข้าวผัดปลาสลิดไข่ต้ม ข้าวคลุกกะเพรา สปาเกตตีขี้เมา ไก่บอนชอน เค้ก ซาลาเปา ไอศกรีม โดยนายกฯ นั่งรับประทานอาหารข้างน้องมีสุข บุตรสาวของ จ.ส.อ.ศตวรรษ พร้อมพูดคุยกับน้องมีสุข รวมถึงเรียกลูกชายของ จ.ส.อ.ธีระยุทธ สีจุ้ยจ้าย “บอกมาหาลุง”

ขณะเดียวกัน นายกฯ ได้เยี่ยมชมบูธกิจกรรมต่าง ๆ ทักทายเด็ก ๆ และผู้ปกครอง พร้อมนั่งถ่ายภาพกับเด็ก ๆ ที่บันไดด้านข้างตึกไทยคู่ฟ้า ทั้งนี้ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม มาร่วมกิจกรรมด้วย

จบภารกิจวันเด็ก แวะศรีย่าน กินก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำ แม่ค้าขอให้สานต่อคนละครึ่งพลัส

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังนายกฯ เสร็จสิ้นภารกิจงานวันเด็กประจำปี 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้เดินทางมารับประทานอาหาร เป็นก๋วยเตี๋ยวเนื้อร้านประจำ บริเวณศรีย่าน โดยมีลูกค้า พ่อค้าแม่ค้า ในบริเวณดังกล่าว เข้ามาขอถ่ายรูปนายกฯ และส่วนใหญ่ขอให้นายกฯ สู้ ๆ

โดยบางช่วงมีแม่ค้าบอกกับนายกฯ ว่า 2,400 บาท ยังไม่ได้เลย อยากให้สานต่อโครงการคนละครึ่งพลัส

อนุทิน ร่วมวงทานข้าวกับลูก ๆ หลาน ๆ วีรชนทหารกล้า ก่อนแวะศรีย่าน กินก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำ

เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล เกิดภาพที่น่าประทับใจ เมื่อนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ร่วมงานวันเด็กแห่งชาติ พร้อมทั้งเปิดทำเนียบต้อนรับเด็ก ๆ อย่างอบอุ่น ไฮไลท์สำคัญคือการที่นายกฯ อนุทินได้ร่วมวงทานข้าวกับลูก ๆ หลาน ๆ วีรชนทหารกล้า เพื่อเป็นการให้เกียรติและระลึกถึงความเสียสละของบรรพบุรุษ

หลังเสร็จสิ้นภารกิจวันเด็ก นายกฯ อนุทิน ได้เดินทางไปยังศรีย่าน เพื่อรับประทานก๋วยเตี๋ยวเนื้อร้านโปรด ซึ่งเป็นภาพที่คุ้นตาของชาวศรีย่าน และแสดงให้เห็นถึงความติดดินเป็นกันเองของท่านนายกฯ

ทำไมนายกฯ อนุทิน ถึงแวะศรีย่าน กินก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำ?

การที่นายกฯ อนุทิน แวะไปรับประทานก๋วยเตี๋ยวที่ศรีย่าน ไม่ได้เป็นเพียงการทานอาหารธรรมดา แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความผูกพันกับประชาชนในพื้นที่ และการสนับสนุนร้านค้าท้องถิ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่นายกฯ อนุทิน ให้ความสำคัญมาโดยตลอด นอกจากนี้ ยังเป็นการพักผ่อนอิริยาบถจากการทำงานหนักอีกด้วย

สำหรับบรรยากาศที่ร้านก๋วยเตี๋ยวในวันนั้น เต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง พ่อค้าแม่ค้าและประชาชนต่างเข้ามาทักทายและให้กำลังใจนายกฯ อนุทิน พร้อมทั้งฝากความหวังถึงโครงการคนละครึ่งพลัส ที่ต้องการให้สานต่อเพื่อช่วยเหลือและกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานราก

การลงพื้นที่ของนายกฯ อนุทิน ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความเข้าใจในปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง และเป็นสัญญาณที่ดีว่ารัฐบาลพร้อมที่จะรับฟังและแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด

อนาคตของโครงการคนละครึ่งพลัสยังคงต้องติดตามกันต่อไป แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของโครงการนี้ในการช่วยเหลือประชาชน และพร้อมที่จะพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมที่สุดเพื่อให้โครงการนี้สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน อนุทิน ร่วมวงทานข้าวกับลูก ๆ หลาน ๆ วีรชนทหารกล้า ก่อนแวะศรีย่าน กินก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำ สะท้อนภาพลักษณ์ที่เข้าถึงประชาชน

การที่นายกฯ อนุทิน ได้ร่วมวงทานข้าวกับลูก ๆ หลาน ๆ วีรชนทหารกล้า ก่อนแวะศรีย่าน กินก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำ เป็นภาพที่แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่ของผู้นำประเทศต่อผู้ที่เสียสละเพื่อชาติ และความใกล้ชิดกับประชาชนในทุกระดับชั้น นี่คือสิ่งที่ประชาชนต้องการจากผู้นำ และเป็นสิ่งที่สร้างความเชื่อมั่นในรัฐบาลได้เป็นอย่างดี

ที่มา – “อนุทิน” ร่วมวงทานข้าวกับลูก ๆ หลาน ๆ วีรชนทหารกล้า ก่อนแวะศรีย่าน กินก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำ

“ยศชนัน” มั่นใจเชียงใหม่เพื่อไทยยกจังหวัด!

“ยศชนัน” เผย เป็นเรื่องดี “อภิสิทธิ์” ไม่ปิดจับมือเพื่อไทย ย้ำหากได้ตั้งรัฐบาลขอดูนโยบายที่สอดรับกัน มาหาเสียงเชียงใหม่มั่นใจยกจังหวัดแน่นอน ไม่หวั่นรัฐมนตรียุติธรรมเปิดชื่อผู้สมัครเอี่ยวทุนเทา “จุลพันธ์” ขอแรงคนเชียงใหม่ ส่ง “อ.เชน” เป็นนายกฯ

วันนี้ 10 มกราคม 2569 เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ The Brick Startup Space เชียงใหม่ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย รับฟังความเห็นของผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ และการส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพ รวมถึงแนวทางการพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่ให้เป็นศูนย์กลางของสตาร์ทอัพ ในภูมิภาค โดยนายยศชนัน ให้สัมภาษณ์ภายหลังการพูดคุยว่า พรรคเพื่อไทยสนับสนุนการยกเครื่องการศึกษา เพื่อให้ไทยเป็นประเทศเศรษฐกิจรายได้สูง จะแบ่งเป็นการศึกษาเด็กแรกเกิดในพื้นที่ และอาชีวะ เชื่อมโยงกับการลงทุนจากต่างประเทศ ทำเรื่องการอัพสกิล-รีสกิล เน้นการศึกษาเกี่ยวกับทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล เนื่องจากปัจจุบันมี AI เข้ามา จึงต้องปลูกฝังการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ลดช่องว่างระหว่างโรงเรียนเอกชน กับโรงเรียนของภาครัฐ จะทำให้ผู้ปกครองไม่เสียงบประมาณในการส่งเสริมลูกหลาน ส่วนในระดับมหาวิทยาลัย จะส่งเสริมเรื่องงานวิจัย วันนี้มาฟังเสียงผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ ว่าอยากฝากอะไรถึงรัฐบาลในสมัยหน้า ซึ่งมีส่วนในการพยายามร่วมผลักดันเกี่ยวกับ ระบบนิเวศนวัตกรรม การส่งเสริมการลงทุนในสตาร์ทอัพ ส่งเสริมการวิจัยเชิงลึก และการตลาด ให้ธุรกิจสตาร์ทอัพสามารถยึดโยงกับความต้องการของภาครัฐได้ ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้น และเป็นการสร้างงาน ให้กลุ่มสตาร์ทอัพ และเอสเอ็มอี ซึ่งนักศึกษาที่เรียนอยู่ก็สามารถสร้างงานได้ โดยมีมหาวิทยาลัยเป็นศูนย์บ่มเพาะก็สามารถเชื่อมโยงกับภาครัฐได้

“ยศชนัน” มั่นใจเชียงใหม่เพื่อไทยได้ยกจังหวัด

นายยศชนัน กล่าวด้วยว่า เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ เด็ก คือพื้นฐานที่ดีของประเทศ สิ่งที่พรรคเพื่อไทยพยายามจะทำ คือปลูกฝังด้านการศึกษา ทำให้เด็กทุกคนเข้าถึงการศึกษาที่ดีได้ รวมถึงมีนโยบายเกี่ยวกับเงินออม ซึ่งเรื่องเงินออมเด็กแรกเกิด พรรคเพื่อไทยพยายามส่งเสริม สนับสนุนนโยบายส่วนนี้ให้ออกมาได้ อีกเรื่อง คือ แรงบันดาลใจของเด็ก ซึ่งวันนี้ต้องทำให้ประเทศมีความหวัง สิ่งนี้จะทำให้เด็กเติบโตไปได้ดี ทุกคนอยากเห็นประเทศไปข้างหน้า สำหรับกรณีที่พาครอบครัวไปเที่ยวเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติจึงชวนครอบครัวไปด้วย ซึ่งพรรคเพื่อไทยมีหลายโครงการที่เคยทำมาตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย เมื่อมาเชียงใหม่ก็มักจะมาเยี่ยมดูความสำเร็จที่เกิดขึ้น และพร้อมที่จะสานต่อ

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์ ประกาศไม่ปิดกั้นจับมือรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย ว่าเป็นบรรยากาศที่ดี หากเรามีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล ต้องมาดูแนวนโยบายหากเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเอาของเราเป็นนโยบายหลัก พรรคเพื่อไทยยินดีที่จะร่วมมือกับทุกพรรค เมื่อถามว่าเมื่อดูนโยบายที่ออกมาพรรคใดที่จะไปกับพรรคเพื่อไทยได้บ้าง นายยศชนัน กล่าวว่า ตอนนี้หลากหลายพรรคมีแนวนโยบายออกมา คือเรื่องของการแก้ปัญหาปากท้องเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นจุดหนึ่งที่มีความจำเป็นต้องทำ และต้องผลักดันเครื่องยนต์ใหม่ ซึ่งเป็นส่วนที่มีความจำเป็นต้องผลักดัน จึงอยากสนับสนุนทุกพรรคที่มีแนวคิดและหลักการที่คล้ายกัน อีกเรื่องคือเรื่องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่มีความจำเป็น

มั่นใจ “ยศชนัน” พาเพื่อไทยยึดเชียงใหม่

เมื่อถามถึง กรณีที่มีการประกาศบนเวทีว่าจะกวาด สส. เชียงใหม่ทั้ง 10 เขตจากการลงพื้นที่มั่นใจมากแค่ไหน นายยศชนัน กล่าวว่า มั่นใจขึ้นเยอะ การลงพื้นที่ตลาดวโรรส ซึ่งเป็นเขตเมืองก็ได้รับการตอบรับที่ดี และจากการลงพื้นที่เมื่อวันที่ 9 ม.ค. หลายจุดทำให้เริ่มมีความมั่นใจขึ้น ส่วนที่ อ. สันกำแพงก็มีคนมาเยอะกว่าที่คิด และคิดว่านโยบายที่เรามีน่าจะสอดรับกับสิ่งที่ประชาชนต้องการ จึงมีความมั่นใจสูง เมื่อถามถึงกรณีที่มีการเปลี่ยนตัวผู้สมัครในเขต อ.เมือง จ. เชียงใหม่ จากนายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม อดีต สส. เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ไปลงเขต 3 แล้วให้ นพ.ธีรพัฒน์ ต้นพิริยะกุล ผู้สมัคร สส. เชียงใหม่ ลงเขต 1 แทนทำให้ยากต่อการชิงพื้นที่หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่าพื้นที่เขตเมืองที่เราปรับเปลี่ยน เขต อ. เมืองมีทั้งกลุ่มนักศึกษา กลุ่มคนที่ทำงานด้านบริการ จึงให้คนที่มีประสบการณ์ที่นี่และลงพื้นที่ที่นี่ จากการลงพื้นที่ถือว่าเสียงตอบรับผู้สมัครในเขตนี้ลงตัว ถือว่าผู้สมัครในเขตนี้ตอบโจทย์เป็นอย่างดี จึงคิดว่านี่ไม่ใช่ปัญหา และสามารถทำให้พรรคเพื่อไทยได้คะแนนเพิ่มขึ้นด้วย

เมื่อถามถึงกรณี รมว. ยุติธรรม เตรียมเปิดรายชื่อ 10 ผู้สมัคร สส. ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทา มั่นใจหรือไม่ว่าพรรคเพื่อไทยจะไม่มีผู้สมัครที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ นายยศชนัน กล่าวว่า เรื่องนี้ตนไม่ทราบข้อมูลของกระทรวงยุติธรรม แต่เรายืนยันว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย ตรงนี้ไม่ได้มีอะไรกังวลใจ

นายยศชนัน ยังกล่าวถึงการหาเสียงจังหวัดเชียงใหม่และมีครอบครัวให้กำลังใจว่าอาจจะไม่ได้เห็นภาพครอบครัวไปให้กำลังใจทุกครั้ง ซึ่งรอบนี้ที่มาให้กำลังใจถึงเชียงใหม่เพราะตรงกับวันเด็ก ขณะเดียวกันเรามีหลายโครงการที่ทำตั้งแต่พรรคไทยรักไทย มีเวลาแวะมาก็มักจะมาเยี่ยมและดูความสำเร็จที่เกิดขึ้นพร้อมที่จะสานต่อ

ขณะที่เวลา 13.00 น. ที่โรงเรียนพร้าววิทยาคม อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่ช่วยนายบัณจงศักดิ์ วงศ์รัตนวรรณ ผู้สมัคร สส. เชียงใหม่ เขต 6 เบอร์ 8 พรรคเพื่อไทย หาเสียง ได้รับการตอบรับจากประชาชนในพื้นที่อย่างอบอุ่น โดยนายจุลพันธ์ ปราศรัยว่า ขอโอกาสให้พรรคเพื่อไทยกลับมาถือธงนำในการประกาศสงครามกับความยากจน อีกครั้ง ผ่านนโยบายใหม่คนไทยไร้จน เน้นดูแลกลุ่มผู้สูงอายุและคนพิการที่ไม่มีรายได้ ด้วยการเติมเงินช่วยผู้ที่รายได้ไม่ถึงขีดความยากจนให้มีรายได้ถึงเดือนละ 3,000 บาท มั่นใจว่าจะไม่ทำให้ชาวเชียงใหม่ผิดหวัง และขอแรงสนับสนุนจากชาวเชียงใหม่ เพื่อส่ง นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ลูกหลานคนเชียงใหม่ เข้าไปทำหน้าที่นายกฯ นายยศชนัน จะพาประเทศออกจากความขัดแย้ง และพาประเทศเดินไปข้างหน้าด้วยหัวใจคือประชาชน

จากบทสัมภาษณ์ของนายยศชนัน เราเห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคเพื่อไทยที่จะพัฒนาเชียงใหม่ และแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน การจับมือกับพรรคอื่นๆ ที่มีนโยบายสอดคล้องกันก็เป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างเสถียรภาพทางการเมือง

ที่มา – “ยศชนัน” มั่นใจเชียงใหม่เพื่อไทยได้ยกจังหวัด บอกเป็นเรื่องดี “อภิสิทธิ์” ไม่ปิดจับมือ

“สาธิต” มั่นใจ ปชป.ภาคตะวันออกฟื้น มีลุ้น สส.

“สาธิต ปิตุเตชะ” มั่นใจกระแสประชาธิปัตย์ภาคตะวันออกฟื้นตัว ระยอง จันทบุรี ตราด มีลุ้นคว้า สส. ครบทุกเขต ชี้ประชาชนเชื่อมั่นการเมืองสุจริต ตอบรับนโยบาย “เกิดปุ๊บ รับปั๊บ 65,000 บาท”

วันที่ 10 มกราคม 2569 นายสาธิต ปิตุเตชะ ประธานคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และผู้อำนวยการการเลือกตั้ง สส. ภาคตะวันออกและปริมณฑล พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยระหว่างลงพื้นที่จังหวัดระยอง รวมถึงจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราด เพื่อช่วยผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์หาเสียงและรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่ ว่า จากการลงพื้นที่พบปะประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ตนมีความเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์จะได้รับการตอบรับจากประชาชนดีกว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาอย่างชัดเจน

นายสาธิต กล่าวว่า กระแสตอบรับจากประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งจากฐานเสียงเดิมของพรรคที่ยังคงให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง และประชาชนที่เคยเปลี่ยนไปสนับสนุนพรรคการเมืองอื่น เริ่มกลับมาให้ความเชื่อมั่นพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง เนื่องจากจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจน การทำงานที่ยึดหลักสุจริต และผลงานที่พรรคเคยดำเนินการไว้ในพื้นที่ภาคตะวันออกในอดีต

นอกจากนี้ นายสาธิตระบุว่า ประชาชนในพื้นที่ให้ความสนใจและตอบรับนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์อย่างชัดเจน โดยเฉพาะนโยบายด้านการดูแลครอบครัวและเด็ก ซึ่งเป็นประเด็นที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน อาทิ นโยบาย “เกิดปุ๊บ รับปั๊บ 65,000 บาท” เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวตั้งแต่วันแรกของการมีบุตร และสร้างหลักประกันพื้นฐานให้เด็กไทยทุกคนอย่างเท่าเทียม

นายสาธิตกล่าวเพิ่มเติมว่า อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประชาชนกลับมาให้ความเชื่อมั่นพรรคประชาธิปัตย์ คือจุดยืนในการทำการเมืองอย่างสุจริต ไม่สนับสนุนการทุจริตคอร์รัปชัน ต่อต้านทุนสีเทา และไม่เอานักการเมืองที่มีพฤติกรรมโกงกินเข้าสู่ระบบการเมือง ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน

“พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันจะทำการเมืองที่ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง แก้ปัญหาปากท้อง ลดภาระค่าครองชีพ และสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัวและอนาคตของประเทศ”

นายสาธิตแสดงความเชื่อมั่นว่า จากกระแสตอบรับของประชาชนในพื้นที่จังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด พรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสกลับมาประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง และมีลุ้นคว้าที่นั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ภาคตะวันออกได้อย่างมีนัยสำคัญในการเลือกตั้งครั้งนี้

“สาธิต” มั่นใจกระแส ปชป. ภาคตะวันออกฟื้นตัว มีลุ้นคว้า สส. ชี้ประชาชนเชื่อมั่นการเมืองสุจริต

สถานการณ์การเมืองในภาคตะวันออกกำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟื้นตัวของพรรคประชาธิปัตย์ในพื้นที่นี้ นายสาธิต ปิตุเตชะ ได้ออกมาแสดงความมั่นใจเกี่ยวกับกระแสตอบรับที่ดีขึ้นจากประชาชนในจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด ซึ่งเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

### ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ปชป. กลับมามีบทบาท

อะไรคือปัจจัยที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์กลับมาได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอีกครั้ง? นายสาธิตได้ชี้ให้เห็นถึงหลายประเด็นที่น่าสนใจ:

  • จุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจน: พรรคประชาธิปัตย์ยังคงยึดมั่นในหลักการและอุดมการณ์เดิม ทำให้ประชาชนมั่นใจในทิศทางของพรรค
  • การทำงานที่ยึดหลักสุจริต: ความซื่อสัตย์และโปร่งใสในการทำงานเป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสำคัญ และพรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในเรื่องนี้
  • ผลงานในอดีต: ประชาชนยังคงจดจำผลงานที่พรรคเคยทำไว้ในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสามารถในการพัฒนาและแก้ไขปัญหา

นโยบายที่โดนใจประชาชนอีกอย่างคือ “เกิดปุ๊บ รับปั๊บ 65,000 บาท” ซึ่งช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในช่วงแรกของชีวิตลูกน้อย

นอกจากนี้ ประชาชนยังให้ความสำคัญกับการทำการเมืองที่สุจริต ไม่สนับสนุนการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญมาโดยตลอด หากพรรคประชาธิปัตย์สามารถรักษาจุดยืนและนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง ก็มีโอกาสที่จะกลับมาประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างแน่นอน

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าพรรคประชาธิปัตย์จะสามารถกลับมายืนหยัดในพื้นที่ภาคตะวันออกได้หรือไม่ การติดตามสถานการณ์และผลการเลือกตั้งจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

ที่มา – “สาธิต” มั่นใจกระแส ปชป. ภาคตะวันออกฟื้นตัว มีลุ้นคว้า สส. ชี้ประชาชนเชื่อมั่นการเมืองสุจริต

ชัยวุฒิชี้ “พิธา” ขอโทษไม่จริงใจ ปม “ทหารมีไว้ทำไม”

“ชัยวุฒิ” หัวหน้าพรรครักชาติ ชี้ “พิธา” ขอโทษไม่จริงใจ ปม “ทหารมีไว้ทำไม” มองพูดสร้างวาทกรรมดิสเครดิต หวังผลคะแนนนิยม

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 10 มกราคม 2569 ที่ถนนบรรทัดทอง กทม. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ (รช.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ระหว่างลงพื้นที่ช่วยหาเสียงให้กับนายชุติ ปลื้มรุ่งเรือง ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 2 เบอร์ 10 ถึงกรณีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ออกมาพูดขอโทษต่อกรณีเคยกล่าวว่า “ทหารมีไว้ทำไม” ว่า จากการที่ได้ฟังสิ่งที่นายพิธาพูดในคลิป ตนเองไม่ได้รู้สึกเลยว่านายพิธาขอโทษ หรือ เสียใจ อย่างแท้จริง

นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ในวันที่เคยพูดว่า “ทหารมีไว้ทำไม” และการกล่าวโจมตีทหารว่าไปรบก็แพ้ หรือการดิสเครดิตทหารในทุกๆ เรื่องนั้น นายพิธาคิดเช่นนั้นจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการหวังผลทางการเมืองเพื่อสร้างคะแนนนิยม หรืออาจจะมีการรับงานมาเพื่อโจมตีกองทัพ แต่ส่วนตัวเชื่อว่าในวันนี้ นายพิธาไม่ได้คิดอย่างที่พูดออกมาในคลิปขอโทษ

“ถ้าคุณจะขอโทษ คุณต้องขอโทษด้วยความจริงใจ ขอโทษจริงๆ แล้วอย่าทำอย่างนี้อีก แต่การที่คุณมาแถไปแถมา แล้วไปพาดพิงถึงทหารคนโน้นคนนี้อีก ผมว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ผมว่าคุณไม่ได้คิดอย่างที่คุณพูดหรอก”

ชัยวุฒิวิจารณ์ “พิธา” ปม “ทหารมีไว้ทำไม”

จากกรณีที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้ออกมากล่าวคำขอโทษเกี่ยวกับประเด็น “ทหารมีไว้ทำไม” นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า การขอโทษดังกล่าวขาดความจริงใจ เขาเชื่อว่าคำพูดและการกระทำของนายพิธาในอดีต มีจุดประสงค์เพื่อสร้างวาทกรรมดิสเครดิตและหวังผลทางการเมืองมากกว่าความรู้สึกผิดที่แท้จริง

นายชัยวุฒิกล่าวเพิ่มเติมว่า หากนายพิธามีความจริงใจในการขอโทษ เขาควรแสดงออกด้วยความสำนึกผิดอย่างแท้จริง และไม่ควรมีการพาดพิงถึงบุคคลอื่นในกองทัพ การที่นายพิธายังคงกล่าวถึงประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกองทัพ แสดงให้เห็นว่าการขอโทษนั้นไม่ได้มาจากใจจริง

มุมมองของชัยวุฒิต่อประเด็น “ทหารมีไว้ทำไม”

นายชัยวุฒิยังได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับแรงจูงใจที่อยู่เบื้องหลังคำพูดของนายพิธาในอดีต เขาตั้งข้อสังเกตว่าคำพูดที่ว่า “ทหารมีไว้ทำไม” และการโจมตีกองทัพ อาจเป็นเพียงกลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อดึงคะแนนนิยม หรืออาจมีวาระซ่อนเร้นอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม นายชัยวุฒิเชื่อว่าในปัจจุบัน นายพิธาไม่ได้มีความคิดเช่นเดียวกับที่เคยแสดงออกมา

การวิพากษ์วิจารณ์ของนายชัยวุฒิ เกิดขึ้นในขณะที่การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ การเลือกตั้งครั้งหน้ากำลังใกล้เข้ามา และทุกพรรคการเมืองต่างพยายามช่วงชิงความได้เปรียบ การออกมาแสดงความคิดเห็นในประเด็นที่อ่อนไหวเช่นนี้ อาจส่งผลกระทบต่อความนิยมของพรรคก้าวไกลและนายพิธาได้

สิ่งที่น่าสนใจคือ ประชาชนจะมองการขอโทษของนายพิธาอย่างไร พวกเขาจะเชื่อว่าเป็นการขอโทษที่จริงใจ หรือเป็นเพียงการแสดงละครเพื่อหวังผลทางการเมือง การตัดสินใจของประชาชนจะมีผลต่ออนาคตทางการเมืองของนายพิธาและพรรคก้าวไกลอย่างมีนัยสำคัญ หากต้องการให้สังคมให้อภัย นายพิธาอาจต้องแสดงความจริงใจให้มากกว่านี้ และมุ่งเน้นไปที่การสร้างสรรค์ มากกว่าการวิพากษ์วิจารณ์เพียงอย่างเดียว นอกจากนี้นายพิธาอาจต้องตอบคำถามเกี่ยวกับแรงจูงใจในการวิพากษ์วิจารณ์กองทัพในอดีตอย่างตรงไปตรงมา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ประเด็น “ทหารมีไว้ทำไม” ยังคงเป็นที่ถกเถียงในสังคมไทย บางคนเชื่อว่ากองทัพมีบทบาทสำคัญในการปกป้องประเทศ ในขณะที่บางคนมองว่าควรมีการปฏิรูปกองทัพให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น การพูดคุยและถกเถียงในประเด็นเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้สังคมไทยสามารถกำหนดทิศทางของกองทัพได้อย่างเหมาะสม

ที่มา – “ชัยวุฒิ” ชี้ “พิธา” ขอโทษไม่จริงใจ ปมพูด “ทหารมีไว้ทำไม” มองสร้างวาทกรรมหวังผลคะแนนนิยม

“ไชยา” มั่นใจฐานเสียง เขต 2 หนองบัวลำภู

“ไชยา พรหมา” มั่นใจฐานเสียง หลังลงพื้นที่ปราศรัยรายตำบล ชี้ 33 ปี ก่อตั้ง จ.หนองบัวลำภู รายได้ประชากรต่ำ เล็งนำนโยบายพรรคกล้าธรรม แก้การเกษตร ลดหนี้สิน ตั้งธนาคารประชาชน

วันที่ 10 มกราคม 2569 นายไชยา พรหมา ผู้สมัคร สส.หนองบัวลำภู เขต 2 หมายเลข 7 พรรคกล้าธรรม เปิดเผยว่า จ.หนองบัวลำภู เป็นจังหวัดมา 33 ปี แต่ระดับความยากจนของรายได้ประชากรต่อหัวยังอยู่ท้าย ๆ ของประเทศ คนส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรยังมีความยากจนและไม่ได้รับการเหลียวแล พรรคการเมืองแทบจะทุกพรรคมาสัญญากับคนอีสาน เมื่อได้อำนาจแล้ว ก็มักลืมคำสัญญาที่ให้ไว้ เหมือนคนอีสานถูกหลอก แต่วันนี้ การที่ตนเองมาสังกัดพรรคกล้าธรรม ไม่เสนอนโยบายขายฝัน แต่ทำนโยบายที่เป็นรูปธรรมชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องภาคการเกษตร เป็นปัญหาใหญ่ของชาวอีสานไม่ว่าเรื่องสิทธิที่ทำกิน การสร้างงานสร้างอาชีพ การพัฒนาระบบชลประทาน การลดต้นทุนการผลิต ตลอดจนการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคการเกษตรด้วยการจัดตั้งธนาคารประชาชน ซึ่งพรรคกล้าธรรม มีนโยบายที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาของภาคการเกษตรอย่างจริงจัง เพราะถือว่า เกษตรกรคือคนส่วนใหญ่ของประเทศที่จะต้องได้รับการดูแลก่อน เพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงในชีวิต

“รัฐบาลที่ผ่านมามักให้ความสนใจภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ มีนโยบายผ่อนปรนช่วยเหลือเมื่อประสบปัญหาวิกฤตทางด้านเศรษฐกิจ แต่ภาคการเกษตรกลับไม่ได้รับการเหลียวแล เสียงคนจนอาจจะไม่ดังพอ แต่พรรคกล้าธรรมพร้อมรับฟังเสียงของคนจนซึ่งถือเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศและอยู่ที่ภาคอีสาน”

นายไชยา กล่าวว่า สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ หลังจากที่ได้พบปะและปราศรัยในพื้นที่แล้ว ประชาชนเข้าใจและเห็นใจถึงเหตุผลในการย้ายพรรค เพราะพรรคกล้าธรรมให้โอกาสในการทำงานอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่า และประชาชนพร้อมให้การสนับสนุนให้กลับมาเป็น สส.หนองบัวลำภู เขต 2 อีกครั้งหนึ่ง

“จากการพบปะประชาชนและทำความเข้าใจกับมวลชนในพื้นที่ โดยการปราศรัยย่อยเป็นรายตำบล ประชาชนตอบรับและเข้าใจถึงเหตุผลของการย้ายพรรค เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในการทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในพื้นที่อย่างจริงจังภายใต้แนวคิด ทำมากกว่าพูด”

“ไชยา” มั่นใจฐานเสียง เขต 2 หนองบัวลำภู

ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้ นายไชยา พรหมา แสดงความมั่นใจในฐานเสียงของตนในเขต 2 หนองบัวลำภูอย่างเต็มที่ โดยอาศัยประสบการณ์และความเข้าใจในพื้นที่ รวมถึงนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น

ปัจจัยที่ทำให้ “ไชยา” มั่นใจฐานเสียง เขต 2 หนองบัวลำภู

  • การลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง: นายไชยาและทีมงานได้ลงพื้นที่พบปะประชาชนอย่างใกล้ชิด รับฟังปัญหาและความต้องการของชาวบ้านในทุกตำบล
  • นโยบายที่ตรงจุด: พรรคกล้าธรรมนำเสนอนโยบายที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการเกษตร ซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนในพื้นที่
  • ความเข้าใจในพื้นที่: ด้วยประสบการณ์การทำงานในพื้นที่มายาวนาน นายไชยาเข้าใจถึงความท้าทายและโอกาสในการพัฒนาจังหวัดหนองบัวลำภูเป็นอย่างดี

นอกจากนี้ นายไชยายังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศ

การแก้ไขปัญหาการเกษตรและปากท้องของประชาชน ถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาจังหวัดหนองบัวลำภูให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน การที่ “ไชยา” มั่นใจฐานเสียง เขต 2 หนองบัวลำภู นั้น แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อตัวเขาและพรรคกล้าธรรมว่าจะสามารถนำพาหนองบัวลำภูไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้

ประชาชนจะได้อะไร หาก “ไชยา” ได้รับเลือก?

ประชาชนในเขต 2 หนองบัวลำภูจะได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม หากนายไชยา พรหมา ได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้แทนของพวกเขาอีกครั้ง การผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อภาคการเกษตรและการแก้ไขปัญหาปากท้อง จะเป็นวาระสำคัญที่นายไชยาจะให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้เลือกผู้แทนที่เข้าใจปัญหาและพร้อมที่จะทำงานเพื่อพวกเขาอย่างแท้จริง การสนับสนุน “ไชยา” มั่นใจฐานเสียง เขต 2 หนองบัวลำภู จึงเป็นการสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของจังหวัดหนองบัวลำภู

การที่ “ไชยา” มั่นใจฐานเสียง เขต 2 หนองบัวลำภู นั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างเต็มที่ หากได้รับโอกาสอีกครั้ง

ที่มา – “ไชยา” มั่นใจฐานเสียงเขต 2 หนองบัวลำภู เล็งนำนโยบายกล้าธรรม แก้การเกษตร

“คนนนท์” หวังแก้โกง: พีระพันธุ์ มั่นใจทำได้จริง!

“พีระพันธุ์” นำทีมหาเสียง ช่วยลูกพรรครวมไทยสร้างชาติ ปลื้ม “คนนนท์” หวังแก้โกง ปราบยา คุมค่าไฟ! ย้ำชัดพรรคทำได้จริง!

วันที่ 9 มกราคม 2567 ที่จังหวัดนนทบุรี นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ลงพื้นที่พบปะประชาชนที่หมู่บ้านพฤกษา 3 และตลาดบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พร้อมผู้สมัคร สส.นนทบุรี พรรค รทสช. คือ ร.ท.ภาคย์ธนณิศ นุชน้อย เขต 1 เบอร์ 7, นายปราโมทย์ พันธุ์เกตุ เขต 2 เบอร์ 10, นายประชา มีเหม็ง เขต 3 เบอร์ 4, นางสาวณัฐปัณฑ์ ดาวเรือง เขต 4 เบอร์ 10, นายสุวิศิษฏ์ พงศ์ภรณ์ปภาณ เขต 5 เบอร์ 9, นายปรีชา ฉอสุวรรณชาติ เขต 7 เบอร์ 9 และ นายสุธี ทองสวัสดิ์ เขต 8 เบอร์ 1 ท่ามกลางบรรยากาศที่คึกคัก ประชาชน พ่อค้า แม่ค้าให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น เข้ามาทักทายขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึกจำนวนมาก พร้อมพูดคุยกับกลุ่มผู้นำชุมชนถึงเรื่องค่าพลังงานไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้น

“คนนนท์” หวังแก้โกง

นายพีระพันธุ์ เปิดเผยว่า ขอขอบคุณชาวหมู่บ้านพฤกษา 3 และชาวตลาดบางบัวทอง จ.นนทบุรี ที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น กลุ่มผู้นำชุมชนต่างกังวลเรื่องค่าไฟฟ้าพลังงานที่สูงขึ้น แต่ก็ให้ความเชื่อมั่นต่อตน ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ว่าจะสามารถเข้ามาแก้ไขโครงสร้างราคาพลังงานให้ลดลงได้หลังจากที่เคยทำสำเร็จมาแล้ว ว่าสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายภาคครัวเรือนให้ประชาชนได้จริง หากได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขณะที่บรรดากลุ่มแม่ค้าก็ได้สะท้อนปัญหาในพื้นที่ เช่น ปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติด การลักขโมย และการทะเลาะวิวาทในชุมชนจากปัญหาเศรษฐกิจปากท้องในครัวเรือน ซึ่งพรรคมีแนวนโยบายที่จะลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้จริง นอกจากนี้ พี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ พร้อมสนับสนุนไม่ให้มีการแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 ด้วย

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า “พรรครวมไทยสร้างชาติ เราให้ความสำคัญกับการรักษาความสงบสุขของบ้านเมืองเป็นอันดับหนึ่ง ควบคู่ไปกับการเร่งลดค่าครองชีพ โดยเฉพาะราคาพลังงาน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ว่าเรามีนโยบายที่สามารถทำได้จริง ขอให้พี่น้องประชาชนให้โอกาสเลือกพรรค รทสช. เบอร์ 6 และผู้สมัคร ส.ส. ระบบเขตของพรรคเข้าสภาฯ ไปทำงานรับใช้พี่น้องประชาชน เราทำได้จริงๆ”

“คนนนท์” ฝากความหวังไว้กับพรรค รทสช.

การลงพื้นที่จังหวัดนนทบุรีของนายพีระพันธุ์ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการแก้ไขปัญหาปากท้อง และการลดค่าครองชีพ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่

พรรครวมไทยสร้างชาติ ชูนโยบายที่เน้นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นไปที่การลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน การสร้างงานสร้างรายได้ และการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน

ที่สำคัญ ประชาชนคนนนท์ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นปัญหาที่กัดกินสังคมไทยมาอย่างยาวนาน พรรครวมไทยสร้างชาติจึงให้ความสำคัญกับการปราบปรามการทุจริต และสร้างระบบการบริหารจัดการที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

นอกจากนี้ ประชาชนยังให้ความสนใจในเรื่องของการแก้ไขปัญหายาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง พรรครวมไทยสร้างชาติจึงมีนโยบายที่เข้มงวดในการปราบปรามยาเสพติด และให้การช่วยเหลือผู้ที่ติดยาเสพติดให้กลับมาเป็นคนดีของสังคม

สำหรับเรื่องค่าไฟที่เป็นประเด็นร้อนแรง พรรครวมไทยสร้างชาติได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะเข้ามาแก้ไขโครงสร้างราคาพลังงานให้ลดลง ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนคนนนท์ให้ความหวังเป็นอย่างมาก

สรุปแล้ว การลงพื้นที่ของนายพีระพันธุ์ในครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อพรรครวมไทยสร้างชาติ และเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

การที่คนนนท์จำนวนมาก หวังให้พรรครวมไทยสร้างชาติเข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการการเปลี่ยนแปลง และความต้องการเห็นอนาคตที่ดีกว่าเดิม ผมเชื่อว่าพรรคการเมืองใดก็ตามที่สามารถตอบสนองความต้องการเหล่านี้ได้ ก็จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างแน่นอน

ที่มา – “พีระพันธุ์” ปลื้ม “คนนนท์” หวังแก้โกง ปราบยา คุมค่าไฟ ย้ำชัดพรรคทำได้จริงๆ

สหรัฐฯ หนุนงบ 100 ล้าน เสริมเสถียรภาพชายแดน

สหรัฐอเมริกาให้การสนับสนุนด้านการทหารแก่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมอบเงินกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อหนุนกองทัพบกในการเสริมเสถียรภาพชายแดน ปราบปรามอาชญากรรมทางออนไลน์ และพัฒนากองกำลังยานเกราะให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน โดยชี้ว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มต้นความขัดแย้งก่อน

สหรัฐฯ หนุนงบประมาณทางทหาร เสริมเสถียรภาพชายแดน

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2569 พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ให้การต้อนรับ นายไมเคิล จอร์จ ดีซอมเบร ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ฝ่ายกิจการภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก และนายชอน โคตาโระ โอนีลล์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย พร้อมคณะ ที่กองบัญชาการกองทัพบก เพื่อหารือในประเด็นความร่วมมือทางทหาร ความมั่นคงระหว่างไทย-สหรัฐฯ รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

ในการหารือครั้งนี้ ผบ.ทบ. ได้เน้นย้ำถึงความจริงใจของประเทศไทยในการอยู่ร่วมกันกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสันติ และพร้อมที่จะปฏิบัติตามปฏิญญาสันติภาพ โดยใช้กลไกทวิภาคีในการสร้างความเข้าใจอันดีกับกัมพูชา สหรัฐฯ ได้แสดงความขอบคุณประเทศไทยที่ยึดมั่นในข้อตกลง และเล็งเห็นถึงบทบาทสำคัญของกองทัพบกไทยในการสร้างเสริมเสถียรภาพชายแดนในระยะยาว

กัมพูชาเริ่มต้นความขัดแย้งก่อน

พล.อ.พนา ยังกล่าวอีกว่า กัมพูชาเป็นผู้เริ่มต้นความขัดแย้งและเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง รวมถึงข้อกล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายรุกราน นอกจากนี้ ประเทศไทยได้ดูแลเชลยศึกชาวกัมพูชาจำนวน 18 นายตามหลักมนุษยธรรม และดำเนินการปล่อยตัวอย่างเหมาะสมตามหลักสากล

ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐฯ ได้มีการหารือถึงการยกระดับความร่วมมือ โดยสหรัฐฯ ยืนยันที่จะสนับสนุนงบประมาณทางทหารกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพชายแดน แก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ สนับสนุนการขยายขีดความสามารถของหน่วยยานเกราะล้อยางสไตรเกอร์ และเพิ่มหลักสูตรการศึกษาและฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่าการฝึกร่วมผสม Cobra Gold และ Balance Torch เป็นการฝึกที่สำคัญ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือในการป้องปรามความขัดแย้งในภูมิภาค นอกจากนี้ ยังมีการหารือในด้านการสนับสนุนเทคโนโลยีด้านสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ระบบโดรนและต่อต้านโดรน การข่าวกรอง และอาวุธยิงสนับสนุน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันประเทศและอธิปไตยจากการรุกราน

ฝ่ายไทยได้กล่าวถึงสถานการณ์ในทะเลจีนใต้ ซึ่งจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และหวังว่าจะได้เห็นความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อสร้างเสถียรภาพในภูมิภาค กองทัพบกไทยยืนยันความมุ่งมั่นที่จะรักษาสันติภาพ โดยการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับมิตรประเทศ และเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามทุกรูปแบบ เพื่อปกป้องอธิปไตยและสร้างความมั่นคงในภูมิภาคอย่างยั่งยืน

การสนับสนุนงบประมาณจากสหรัฐฯ ในครั้งนี้ นับเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกองทัพบกไทยในการปฏิบัติภารกิจต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน และการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆ เช่น อาชญากรรมทางไซเบอร์ ที่ทวีความสำคัญมากขึ้นในปัจจุบัน

ที่มา – สหรัฐฯ หนุนงบประมาณทางทหารกว่า 100 ล้านเหรียญ เสริมเสถียรภาพชายแดน

ไทยสร้างไทย ชูนโยบาย ปฏิวัติการศึกษา เรียนฟรี!

ไทยสร้างไทย มอบของขวัญวันเด็ก ชูนโยบาย “ปฏิวัติการศึกษา” ลดเวลาเรียน 3-4 ปี เรียนฟรีถึงปริญญาตรี ไม่ต้องเป็นหนี้ กยศ.

วันที่ 9 มกราคม 2569 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่พบปะคณะครู อาจารย์ และนักเรียนโรงเรียนสตรีวิทยา 2 เขตลาดพร้าว เพื่อรับฟังความคิดเห็นและนำเสนอนโยบายด้านการศึกษาของพรรคในการพลิกโฉมอนาคตเด็กไทย โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่น

คุณหญิงสุดารัตน์ได้เน้นย้ำถึงความตั้งใจที่จะเข้ามาช่วยให้คนไทยหายเหนื่อยจากภาระค่าเทอมที่หนักอึ้งและวงจรหนี้สินที่ผูกมัดผู้ปกครองมาอย่างยาวนาน หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนครั้งนี้คือการผลักดันนโยบายเรียนฟรีอย่างมีคุณภาพจนจบปริญญาตรี ซึ่งถือเป็นการยกระดับจากเดิมที่รัฐสนับสนุนเพียงแค่ 12 ปีตามกฎหมาย ให้กลายเป็นการดูแลจนจบปริญญาตรี

พรรคไทยสร้างไทยยืนยันว่ารัฐต้องสนับสนุนงบประมาณเพื่อการเรียนฟรีอย่างแท้จริง เพื่อให้เด็กไทยทุกคนเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาขั้นสูงสุดได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าเล่าเรียนอีกต่อไป ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมและเป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับประเทศ

โดยจะลดระยะเวลาการศึกษาในระดับประถม มัธยม และมหาวิทยาลัยลงรวมประมาณ 3-4 ปี เพื่อให้เยาวชนไทยสามารถจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีได้ตั้งแต่อายุเพียง 18 ปีเท่านั้น การปรับลดเวลาเรียนนี้ไม่ได้เป็นการตัดทอนเนื้อหาสำคัญ แต่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ให้กระชับและตรงจุด เพื่อให้เด็กไทยสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานและเริ่มทำมาหากินได้เร็วขึ้น ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของพ่อแม่ผู้ปกครอง และที่สำคัญคือการเพิ่มกำลังแรงงานที่มีทักษะสูงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้รวดเร็วขึ้น

คุณหญิงสุดารัตน์ ยังประกาศถึงเป้าหมายการทำให้เด็กไทยไม่เป็นหนี้ กยศ. อีกต่อไป เมื่อรัฐเข้ามาดูแลค่าใช้จ่ายจนจบปริญญาตรีและปรับลดเวลาเรียนลง ความจำเป็นในการกู้หนี้ยืมสินเพื่อการศึกษาจะลดลงไปด้วย ซึ่งเป็นการตัดวงจรหนี้ตั้งแต่วัยเริ่มทำงาน ช่วยให้คนรุ่นใหม่มีอิสระทางการเงินในการตั้งตัวและสร้างอนาคตได้ไวกว่าคนรุ่นก่อนๆ

สำหรับการเรียนการสอนจะเป็นกลไกผ่านระบบคูปองการศึกษาที่ให้อำนาจงบประมาณไปอยู่ที่ตัวเด็ก เพื่อให้เด็กสามารถเลือกสถาบันหรือสาขาที่ต้องการได้อย่างอิสระ พร้อมปรับปรุงหลักสูตรให้เน้นทักษะที่ใช้ได้จริงในโลกยุคใหม่มากกว่าการยึดติดกับใบปริญญาเพียงอย่างเดียว โดยจะนำเทคโนโลยีแพลตฟอร์มออนไลน์และครูผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยเสริมศักยภาพให้เด็กทุกพื้นที่เข้าถึงคุณภาพมาตรฐานเดียวกัน

ไทยสร้างไทย ชูนโยบาย “ปฏิวัติการศึกษา” ลดเวลาเรียน เรียนฟรีถึงปริญญาตรี ไม่ต้องเป็นหนี้ กยศ.

นโยบาย “ปฏิวัติการศึกษา” ลดเวลาเรียน เรียนฟรีถึงปริญญาตรี ไม่ต้องเป็นหนี้ กยศ. ของพรรคไทยสร้างไทย กำลังได้รับความสนใจอย่างมากจากประชาชน โดยเฉพาะผู้ปกครองและนักเรียนนักศึกษาที่กำลังเผชิญกับภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษาที่สูงลิ่ว

ทำไมนโยบาย “ปฏิวัติการศึกษา” เรียนฟรีถึงปริญญาตรี ถึงสำคัญ?

การศึกษานับเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ การที่ประชาชนได้รับการศึกษาที่ดี มีคุณภาพ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างโอกาส และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม นโยบาย “ปฏิวัติการศึกษา” ลดเวลาเรียน เรียนฟรีถึงปริญญาตรี ไม่ต้องเป็นหนี้ กยศ. จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างอนาคตที่สดใสให้กับประเทศไทย

หากนโยบายนี้ประสบความสำเร็จ จะทำให้เด็กไทยทุกคน ไม่ว่าจะมีฐานะทางครอบครัวอย่างไร ก็สามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย ซึ่งจะช่วยปลดล็อกศักยภาพของเยาวชนไทย และสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพให้กับประเทศ

นอกจากนี้ การลดเวลาเรียนและการปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน จะช่วยให้เยาวชนไทยสามารถเข้าสู่โลกของการทำงานได้เร็วขึ้น และมีทักษะที่ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม การผลักดันนโยบาย “ปฏิวัติการศึกษา” ลดเวลาเรียน เรียนฟรีถึงปริญญาตรี ไม่ต้องเป็นหนี้ กยศ. ให้ประสบความสำเร็จนั้น จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน รวมถึงต้องมีการวางแผนและบริหารจัดการงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียน

นโยบาย “ปฏิวัติการศึกษา” ลดเวลาเรียน เรียนฟรีถึงปริญญาตรี ไม่ต้องเป็นหนี้ กยศ. ถือเป็นความหวังของคนไทยหลายๆ คนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระบบการศึกษา การที่จะทำให้นโยบายนี้เป็นจริงได้นั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการผลักดันและสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับเยาวชนไทยและประเทศไทยของเรา

ที่มา – ไทยสร้างไทย ชูนโยบาย “ปฏิวัติการศึกษา” ลดเวลาเรียน เรียนฟรีถึงปริญญาตรี ไม่ต้องเป็นหนี้ กยศ.

นอร์ทแบงค็อกโพล: คนยังไม่เลือกใครยังพุ่ง แต่ “ปชน.-เท้ง” ยังนำ

การเลือกตั้งใกล้เข้ามาทุกที หลายคนคงกำลังจับตาดูผลสำรวจความคิดเห็นต่างๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจว่าจะเลือกใครดี นอร์ทแบงค็อกโพลได้เผยผลสำรวจล่าสุดที่น่าสนใจเกี่ยวกับทิศทางเสียงของประชาชนหลังการรับสมัคร สส. ในหัวข้อ “จากเวทีดีเบตสู่คูหาเลือกตั้ง” ซึ่งผลสำรวจนี้ชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์การเมืองยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และประชาชนจำนวนมากยังคงลังเลที่จะตัดสินใจเลือกผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด

นอร์ทแบงค็อกโพล เผย คนยังไม่เลือกใครยังพุ่ง แต่ “ปชน.-เท้ง” ยังนำ

ผลสำรวจนี้จัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 1 – 8 มกราคม 2569 โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,400 คน จากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครอบคลุมและเป็นตัวแทนของประชากรไทยมากที่สุด ผลสำรวจนี้มีประเด็นที่น่าสนใจหลายอย่าง ดังนี้

พรรคการเมืองที่ประชาชนอยากให้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ผลสำรวจพบว่า พรรคการเมืองที่ประชาชนอยากให้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลมากที่สุดคือ ยังไม่ตัดสินใจ คิดเป็นร้อยละ 39.40 ตามมาด้วย พรรคประชาชน ร้อยละ 28.00 พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 10.50 พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 10.30 และพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 6.40 ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่า ประชาชนยังคงมีความลังเลที่จะเลือกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งอย่างชัดเจน และยังเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองต่างๆ สามารถช่วงชิงคะแนนเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งได้

ผู้นำทางการเมืองที่ประชาชนอยากให้เป็นนายกรัฐมนตรี

ในส่วนของผู้นำทางการเมืองที่ประชาชนอยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป พบว่า ยังไม่ตัดสินใจ ยังคงเป็นอันดับหนึ่งที่ร้อยละ 44.60 ตามมาด้วย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ร้อยละ 21.80 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 13.00 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ร้อยละ 7.40 และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 7.00 ผลสำรวจนี้สะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนยังไม่ได้ตัดสินใจเลือกผู้นำทางการเมืองคนใดเป็นพิเศษ และยังคงเปิดกว้างสำหรับผู้สมัครนายกรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองต่างๆ

การเลือกผู้สมัคร สส. ในเขตพื้นที่

เมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่ตั้งใจจะเลือกผู้สมัคร สส. ในเขตพื้นที่ของตน ผลสำรวจพบว่า ยังไม่ตัดสินใจ ยังคงเป็นอันดับหนึ่งที่ร้อยละ 42.30 ตามมาด้วย พรรคประชาชน ร้อยละ 26.30 พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 10.20 พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 9.30 และพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 6.40 เช่นเดียวกับผลสำรวจในประเด็นอื่นๆ ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงลังเลที่จะตัดสินใจเลือกผู้สมัคร สส. จากพรรคการเมืองใด

ปัจจัยในการตัดสินใจเลือกผู้สมัคร สส.

เมื่อถามว่าในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้สมัคร สส. แบบแบ่งเขต จะคำนึงถึงสิ่งใดเป็นหลัก ผลสำรวจพบว่า คำนึงถึงทั้งพรรคการเมืองที่สังกัดและตัวผู้สมัคร ร้อยละ 38.10 คำนึงถึงพรรคการเมืองที่ผู้สมัครสังกัดเป็นหลัก ร้อยละ 18.50 พิจารณาตัวผู้สมัครเป็นหลัก ร้อยละ 15.80 และ ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 27.60 ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่า ประชาชนให้ความสำคัญกับทั้งพรรคการเมืองและตัวผู้สมัครในการตัดสินใจเลือกตั้ง

การเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขต

เมื่อถามว่าในการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) และ สส. แบบแบ่งเขต จะเลือกทั้งพรรคและบุคคลอย่างไร ผลสำรวจพบว่า เลือกทั้งพรรคและบุคคลจากพรรคเดียวกัน ร้อยละ 48.20 ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 35.40 และเลือกพรรคหนึ่ง แต่เลือกผู้สมัครอีกพรรคในระบบแบ่งเขตอีกพรรคหนึ่ง ร้อยละ 16.40

ความตั้งใจในการไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

ผลสำรวจยังแสดงให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 78.30) ตั้งใจที่จะไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 อย่างแน่นอน ในขณะที่ร้อยละ 20.30 ยังไม่ตัดสินใจ และร้อยละ 1.40 ไม่ไปแน่นอน ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งและต้องการที่จะมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ

โดยสรุปแล้ว ผลสำรวจของนอร์ทแบงค็อกโพล เผย คนยังไม่เลือกใครยังพุ่ง แต่ “ปชน.-เท้ง” ยังนำ แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์การเมืองยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และประชาชนจำนวนมากยังคงลังเลที่จะตัดสินใจเลือกผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ดังนั้น พรรคการเมืองต่างๆ จึงต้องเร่งทำการบ้านและนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน เพื่อช่วงชิงคะแนนเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง

ที่มา – นอร์ทแบงค็อกโพล เผย คนยังไม่เลือกใครยังพุ่ง แต่ “ปชน.-เท้ง” ยังนำทุกพรรค

Scroll to top