การเลือกตั้ง

สุริยะ ลั่นทำการเมืองให้หลานมันดู! คนละครึ่ง 70/30

การเมืองไทยกำลังร้อนระอุ! ในการปราศรัยใหญ่ครั้งแรกของพรรคเพื่อไทยที่ลานคนเมือง นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ได้ประกาศก้องถึงความมุ่งมั่นที่จะ “ทำการเมืองให้หลานมันดู” พร้อมทั้งเสนอนโยบายต่อยอดโครงการคนละครึ่งสุดฮิต โดยรัฐออกให้ 70% และประชาชนจ่ายเพียง 30% เท่านั้น

สุริยะ ลั่นทำการเมืองให้หลานมันดู: ประสบการณ์ที่สั่งสม

นายสุริยะ เน้นย้ำถึงประสบการณ์ทางการเมืองที่สั่งสมมาตลอด 25 ปี โดยกล่าวว่า “ผมแก่ขึ้นทั้งประสบการณ์และองค์ความรู้” พร้อมทั้งแสดงความมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้ หากได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างเต็มที่ในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ยกระดับคนละครึ่ง: รัฐจ่าย 70% ประชาชนจ่าย 30%

หนึ่งในนโยบายสำคัญที่นายสุริยะนำเสนอคือ การยกระดับโครงการคนละครึ่ง ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในอดีต โดยรูปแบบใหม่นี้ รัฐจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายถึง 70% ในขณะที่ประชาชนจะจ่ายเพียง 30% เท่านั้น นโยบายนี้มีเป้าหมายที่จะช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานราก “นโยบายอะไรที่ทำเพื่อคนไทยเราพร้อมเดินหน้าต่อ โดยจะยกระดับคนละครึ่งโดยรัฐให้ 70% ประชาชนจ่าย 30% นโยบายเหล่านี้ทำได้จริง ถ้าเรามีแรงมากพอ” นายสุริยะกล่าว

นอกจากนโยบายคนละครึ่งแล้ว นายสุริยะยังได้กล่าวถึงนโยบายอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น การพัฒนาระบบคมนาคมให้ทันสมัยและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย รถเมล์แอร์ 10 บาท รวมถึงโครงการบ้านเพื่อคนไทยที่ราคาถูกและจับต้องได้จริง

“ตลอดเส้นทางการเมือง 25 ปี ตนเป็นนักทำที่ไม่เหมือนคนอื่น คือนักทำงานยากที่ท้าทาย ถ้างานง่ายตนไม่ทำ ทุกงานที่ตนตั้งใจไม่เคยล้มเหลว” นายสุริยะกล่าวอย่างหนักแน่น

นายสุริยะยังกล่าวถึงเป้าหมายของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้าว่าต้องการ ส.ส. ให้ได้มากกว่า 200 ที่นั่ง เพื่อที่จะสามารถผลักดันนโยบายต่างๆ ให้เป็นจริงได้ แต่เมื่อมีกองเชียร์ตะโกนว่าต้องการ 300 ที่นั่ง นายสุริยะก็ตอบติดตลกว่า “ถ้า 300 ที่นั่งเดี๋ยวจะไม่มีเพื่อน”

  • คมนาคมสะดวกสบาย: รถไฟฟ้า 20 บาท รถเมล์แอร์ 10 บาท
  • ที่อยู่อาศัยราคาถูก: โครงการบ้านเพื่อคนไทย
  • เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง: ยกระดับคนละครึ่ง รัฐจ่าย 70%

การปราศรัยของนายสุริยะในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคเพื่อไทยในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป อย่างไรก็ตาม การที่พรรคเพื่อไทยจะสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้นั้น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้า

การประกาศนโยบายต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยกระดับโครงการคนละครึ่ง เป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่งว่าจะสามารถดึงดูดคะแนนเสียงจากประชาชนได้มากน้อยเพียงใด และจะส่งผลต่อผลการเลือกตั้งที่จะมาถึงอย่างไร

ที่มา – “สุริยะ” ลั่นทำการเมืองให้หลานมันดู แก่ขึ้นแต่มากประสบการณ์ ต่อยอดคนละครึ่งรัฐออกให้ 70%

อภิสิทธิ์ชี้: สส.ปาร์ตี้ลิสต์จากคนใต้ ยังไม่ได้เป็นนายกฯ

“อภิสิทธิ์” ชี้ได้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์จากคนใต้ 12 คน ยังไม่ได้เป็นนายกฯ ต้องทำงานหนักเพิ่ม สส.เขต ประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังถูกจับตามอง

การเลือกตั้งครั้งหน้ากำลังใกล้เข้ามา และพรรคการเมืองต่างๆ ต่างก็เร่งเครื่องหาเสียงกันอย่างเต็มที่ หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องของ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ และความคาดหวังที่จะได้เสียงจากฐานเสียงของตนเอง

อภิสิทธิ์ชี้: สส.ปาร์ตี้ลิสต์จากคนใต้ ยังไม่ได้เป็นนายกฯ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยเน้นย้ำว่า แม้จะได้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์จากคนใต้จำนวน 12 คน ก็ยังไม่สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้ หากไม่สามารถเพิ่มจำนวน สส.เขตได้

นายอภิสิทธิ์กล่าวเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 ที่ จ.นนทบุรี ว่า การลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเมื่อวันที่ 7 มกราคม ที่ผ่านมาได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน แต่การที่จะได้ สส.ในภาคใต้เพิ่มขึ้นนั้น จำเป็นต้องทำงานหนักมากขึ้น ต้องชี้ให้ประชาชนเห็นว่า การเลือก สส.บัญชีรายชื่อพรรค เพราะอยากให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีไปเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น สส.น้อยมาก ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคนภาคใต้ทุกคนใช้สิทธิ์เลือกพรรคประชาธิปัตย์ จะมี สส. เพียงแค่ 12 คนเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอที่จะผลักดันให้แคนดิเดตเป็นนายกรัฐมนตรีได้

ดังนั้น นายอภิสิทธิ์จึงเน้นย้ำว่า สส.เขต มีความสำคัญในการชี้ขาดบ้านเมืองในการตั้งรัฐบาลด้วย และเชื่อว่ากระแสพรรคทั้งในกรุงเทพฯ และภาคใต้ดีขึ้นแล้วหลังปีใหม่ และจะดีขึ้นอีกหลังตรุษจีน

การเพิ่ม สส.เขต: โจทย์ใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์

คำกล่าวของนายอภิสิทธิ์ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการมี สส.เขตจำนวนมาก เพื่อให้พรรคการเมืองสามารถมีอำนาจต่อรองในการจัดตั้งรัฐบาลได้ การพึ่งพาแต่ สส.ปาร์ตี้ลิสต์เพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้พรรคการเมืองบรรลุเป้าหมายทางการเมืองได้

เมื่อถูกถามว่าจะได้ สส. เพิ่มขึ้นจากเดิมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ยังไม่ได้นับเป็นเขตที่แน่นอน แต่ที่ยืนยันได้แน่นอนคือ ระบบบัญชีรายชื่อจะเพิ่มเป็นเท่าตัวอยู่แล้ว ส่วน สส.เขต ต้องยอมรับว่าเริ่มจากฐานที่ต่ำมาก ดังนั้นก็ต้องทำงานหนัก สำหรับการเตรียมลงพื้นที่เยาวราชที่จะดึงคะแนนเสียงกลับมานั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ได้ไปพบปะประชาชนที่เยาวราชมาแล้วหนึ่งครั้ง และพยายามเดินเข้าหาทุกคนให้มากที่สุด

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงการหาเสียงในภูมิภาคอื่นว่า เพิ่งส่งกำหนดการปราศรัยเพื่อขออนุญาต กกต. จะไปให้ครบทุกภาค ทั้งภาคอีสานที่ จ.อุบลราชธานี, ภาคเหนือที่ จ.สุโขทัย, ภาคกลางที่จะมีทั้งที่ จ.ระยอง และอยุธยา เป็นต้น ส่วนภาคใต้จะปราศรัยที่ จ.สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช และสงขลา โดยในวันที่ 11 มกราคมนี้ จะไปที่ จ.ภูเก็ต

จากสถานการณ์ปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าการแข่งขันทางการเมืองมีความเข้มข้นสูง พรรคการเมืองต่างๆ ต้องปรับกลยุทธ์และทำงานอย่างหนัก เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน การได้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์จากคนใต้ แม้จะเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ก็ไม่ใช่หลักประกันว่าจะสามารถนำไปสู่การเป็นนายกรัฐมนตรีได้ การเพิ่ม สส.เขต จึงเป็นโจทย์ที่สำคัญที่ทุกพรรคการเมืองต้องให้ความสำคัญ

อภิสิทธิ์ชี้: สส.ปาร์ตี้ลิสต์จากคนใต้ 12 คน ยังไม่ได้เป็นนายกฯ ต้องทำงานหนักเพิ่ม สส.เขต ถือเป็นความท้าทายที่สำคัญสำหรับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคการเมืองอื่นๆ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ชี้ได้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ จากคนใต้ 12 คน ยังไม่ได้เป็นนายกฯ ต้องทำงานหนักเพิ่ม สส.เขต

“แรมโบ้” อ้อนขอโอกาสแก้ปัญหาเขต 10 โคราช

“แรมโบ้อีสาน” แฉมีผู้ประกอบการลักลอบนำเข้ามันสำปะหลังจากกัมพูชาราคาถูก ส่งผลให้ของเกษตรไทยตกต่ำและถูกนายทุนกดราคา ปูดข่าวเขต 10 โคราช จ่อซื้อเสียงรอบแรกแล้วหัวละ 1,000 อ้อนขอโอกาสเลือกเข้าสภาไปแก้ปัญหา

วันที่ 8 มกราคม 2569 นายเสกสกล อัตถาวงศ์ หรือ แรมโบ้อีสาน ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดนครราชสีมา เขตเลือกตั้งที่ 10 พรรคโอกาสใหม่ ให้สัมภาษณ์ว่าภายหลังจากการลงพื้นที่พบกับพี่น้องประชาชนเขต 10 โคราช ประกอบด้วย อำเภอครบุรี อำเภอโชคชัย และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ได้รับการต้อนรับจากประชาชนเป็นอย่างดียิ่ง และสิ่งที่ชาวบ้านอยากให้แก้ปัญหามากที่สุดคือราคามันสำปะหลังที่ตกต่ำทุกปี เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนเพราะประสบปัญหาขาดทุน

นายเสกสกล ระบุต่อไปว่า เรื่องนี้เกิดจากมีผู้ประกอบการลักลอบนำเข้ามันสำปะหลังราคาถูกจากประเทศกัมพูชา แล้วนำมาสวมสิทธิ์มันสำปะหลังของไทย ส่งผลให้มันสำปะหลังไทยขายไม่ได้ราคาและถูกพ่อค้านายทุนกดราคาอีกด้วย อีกทั้งยังมีปัญหาที่ชาวบ้านอยากให้มีการแก้ไขทั้งเรื่องปัญหาช้างป่าทับลานออกมากินและทำลายพืชไร่ของชาวบ้าน รวมถึงปัญหาแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ทับที่ทำกินของชาวบ้าน ซึ่งตนก็ขออาสาเข้าไปแก้ปัญหาทั้ง 3 เรื่องนี้ให้หากประชาชนชาวเขต 10 โคราช ให้โอกาสเลือกเข้าไปเป็นผู้แทนราษฎร

นอกจากนี้ ตนได้รับทราบจากพี่น้องประชาชนว่ามีผู้สมัครบางคนเตรียมใช้เงินซื้อเสียงจากชาวบ้านในเบื้องต้นแล้วหัวละ 1,000 บาท ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างยิ่ง เพราะถ้าผู้สมัคร สส. ลงทุนใช้เงินซื้อเสียงมหาศาลแบบนี้ แล้วประชาชนเลือกเข้าไปเป็นผู้แทนก็จะเข้าไปถอนทุนคืนอย่างแน่นอน จึงฝากให้พี่น้องประชาชนในเขต 10 โคราช คิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบก่อนจะเลือก สส. ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

“ผมขอโอกาสจากพี่น้องชาวโคราชอีกสักครั้ง ผมจะอาสาเป็นผู้แทนท่านเข้าไปแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง พูดแล้วต้องปฏิบัติทันทีไม่ใช่แค่พูดเฉพาะตอนมาหาเสียง”

ขณะเดียวกัน นายเสกสกล ยังกล่าวถึงผลงานที่ผ่านมาที่ตนทำสำเร็จเกิดประโยชน์แก่พี่น้องชาวเขตเลือกตั้งที่ 10 คือการไปของบประมาณจาก นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมสมัยนั้น มาก่อสร้างถนน 4 เลนจากอำเภอโชคชัย-ครบุรี จนทำให้การคมนาคมสะดวกสบายยิ่งขึ้น ซึ่งเดิมถนนสายนี้มีเพียง 2 เลนเท่านั้น และตนยังเข้าไปเป็นคณะทำงานของ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ลงพื้นที่แก้ปัญหา ทั้งเรื่องช้างป่าที่ออกหากินนอกพื้นที่ ผลักดันให้กรมอุทยานแห่งชาติฯ สร้างแหล่งอาหารในป่าให้เกิดความอุดมสมบูรณ์เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์ป่าออกมาหากินนอกพื้นที่

ตลอดจนในสมัยที่ตนทำงานในรัฐบาลของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้มีการแก้ปัญหาเรื่องแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับที่ทำกินของราษฎรด้วยการจัดทำ One Map คือบูรณาการกำหนดแผนที่แนวเขตอุทยานใหม่ ส่วนไหนที่ไปทับที่ทำกินของชาวบ้านและไม่ใช่ป่าอุดมสมบูรณ์ก็ให้ชาวบ้านพิสูจน์สิทธิ์แล้วกันออกเพื่อให้เขาได้มีที่ดินทำมาหากินเลี้ยงชีพ ซึ่งตนก็ไม่ทราบว่าเรื่องมันไปติดอยู่ตรงไหนทั้งๆ ที่เป็นมติ ครม. ไปแล้ว ครั้งนี้ตนจะขอโอกาสเข้าไปแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง ถ้าประชาชนเขต 10 โคราช เลือกเสกสกล อัตถาวงศ์ หมายเลข 5 และเลือกพรรคโอกาสใหม่ หมายเลข 44

“แรมโบ้” อ้อนประชาชนเลือกเข้าสภาฯ ไปแก้ปัญหา เขต 10 โคราช

ทำไมเขต 10 โคราชถึงสำคัญ

การเลือกตั้งในเขต 10 โคราชมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของพี่น้องประชาชนในพื้นที่นี้ การตัดสินใจของท่านจะส่งผลต่อการแก้ไขปัญหาปากท้อง, ปัญหาราคาสินค้าเกษตร และความเป็นอยู่โดยรวมของทุกคน

นายเสกสกล อัตถาวงศ์ หรือ แรมโบ้อีสาน ได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่พี่น้องประชาชนในเขต 10 โคราช ประสบอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคามันสำปะหลังที่ตกต่ำ ปัญหาช้างป่า หรือปัญหาที่ดินทำกิน การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ท่านจะสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของท่านให้ดีขึ้นได้

อย่าปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป ร่วมกันออกมาใช้สิทธิ์ใช้เสียงของท่าน เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับเขต 10 โคราช

การเมืองไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่มันคือเรื่องของเราทุกคน มาร่วมกันสร้างสรรค์สังคมที่ดีกว่าเดิมด้วยมือของท่านเอง

ที่มา – “แรมโบ้” อ้อนประชาชนเลือกเข้าสภาฯ ไปแก้ปัญหา ปูดเขต 10 โคราช จ่อซื้อเสียงหัวละ 1,000

รทสช. **พิฆาตคนชั่ว**! พีระพันธุ์เปิดยุทธศาสตร์

“พีระพันธุ์” นำทีม รทสช. เปิดยุทธศาสตร์ พิฆาตคนชั่ว โชว์เครื่องประหารหัวพยัคฆ์ ลั่นไม่ยอมก้มหัวให้ทุนเทา ชงแก้กฎหมายเอาผิดสแกมเมอร์ เผยไม่ปิดประตูร่วม “ปชน.-พท.” ถ้าทำชัดเจน 3 ข้อ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 8 มกราคม 2568 ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ พร้อมแกนนำและผู้สมัคร สส. ของพรรค เปิดยุทธศาสตร์และแสดงจุดยืน “พิฆาตคนชั่ว” โดยเสนอนโยบายคุกกลางทะเล เพิ่มโทษสูงสุดกระบวนการค้ายาเสพติด สแกมเมอร์ และปราบปรามการทุจริต โดยนายพีระพันธุ์ กล่าวว่า มีคำที่ว่า “ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป” วันนี้ตนเองเชื่อว่า สังคมและพี่น้องประชาชน รู้สึกถึงคำหลังมากกว่าคำข้างหน้า เพราะทุกวันนี้ทำชั่วได้ดีมีถมไปจริง ๆ ที่เป็นแบบนี้ เพราะว่าสังคมถูกกลุ่มคนชั่วเข้ามาครอบงำทั้งหมด คนชั่วที่เป็นข้าราชการเข้ามาทุจริต นักการเมืองที่เข้ามาไม่ได้ทำงานเพื่อประชาชน แต่เข้ามาเพื่อร่วมกันทุจริตหาประโยชน์ ข้าราชการมีอำนาจหน้าที่รังแกประชาชน ประชาชนด้วยกันเองรวมหัวกันฉ้อโกงประชาชน

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า การกระทำของคนชั่วพวกนี้ จึงต้องได้รับผลตอบแทนอย่างสาสม เพื่อปกป้องคนดี คนดีต้องมีที่ยืน สังคมต้องไม่โดดเดี่ยว สุภาษิตที่บอกว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” ต้องกลับมา นี่คือสิ่งที่พรรครทสช.ประกาศนโยบาย พิฆาตคนชั่ว พรรคจะไม่รวมสังฆกรรมและเอาจริงกับการทุจริต ยืนยันว่าเราจะไม่ยอมก้มหัวให้ทุนเทา ไม่ยอมให้มาครอบงำพรรค และครอบงำประเทศ ไม่ยอมให้ข้าราชการทุจริต ปล้นเงินแผ่นดิน ซึ่งเป็นเงินของคนทั้งประเทศลอยนวล โดยไม่มีการจัดการอย่างเด็ดขาดและเฉียบขาด

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า โดยเห็นได้ว่าปัญหาเหล่านี้มันทวีคูณขึ้นจนกลายเป็นวิกฤติหนึ่งของประเทศ ต้องแก้ไขโดยเด็ดขาดเพื่อพลิกโฉมประเทศ คนดีจะมีพรรครทสช.ยืนอยู่ด้วย และปกป้องตลอดเวลา ขอโอกาสพรรครทสช.เข้าไปจัดการคนชั่วเหล่านี้ อย่าให้ทำชั่วได้ดีมีถมไป อีกต่อไป

ภายหลังเสร็จสิ้นกิจกรรม นายพีระพันธุ์ พร้อมด้วยผู้บริหารพรรค ได้ร่วมกันแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการเปิดใบมีดเครื่องประหารหัวพยัคฆ์ เพื่อสื่อถึงการ พิฆาตคนชั่ว คนโกง ให้หมดไปจากแผ่นดินไทย

จากนั้น นายพีระพันธุ์ ให้สัมภาษณ์ว่า นโยบาย พิฆาตคนชั่ว ของพรรค ไม่ได้มุ่งเน้นที่ข้าราชการที่ทุจริตประพฤติมิชอบโกงเงินแผ่นดินอย่างเดียว แต่รวมถึงผู้ที่กระทำความผิดที่มีผลกระทบกับประชาชน เช่น ไปช่วยกันให้กลุ่มสแกมเมอร์พ้นผิด หรือไม่จับกุม ถือเป็นผู้ร่วมกระทำความผิด ซึ่งปัญหาสแกมเมอร์ขณะนี้ไม่มีกฎหมายรองรับ เราไปเน้นการจับกุม แต่ไม่มีกฎหมายจัดการ ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคจะเร่งดำเนินการทันที

เมื่อถามย้ำว่า ประเทศไทยมีปัญหานี้มานาน จะจัดการได้ใช่หรือไม่ นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า สแกมเมอร์โดยพื้นฐานก็เกิดจากการฉ้อโกง แต่กฎหมายที่มีอยู่กำหนดไว้ก็ไม่คิดว่าจะฉ้อโกงในลักษณะนี้ กฎหมายไทยเป็นความผิดอาญาธรรมดา จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือความผิดเรื่องฉ้อโกงประชาชน ในอดีตกฎหมายระบุความผิดเป็นเรื่องตัวต่อตัว หากมี 1-3 คนร่วมกันทำ แต่กฎหมายไม่ได้ครอบคลุมถึงการใช้เทคโนโลยี เครือข่ายอาชญากรรม หรืออาชญากรรมข้ามชาติ และผลกระทบจากการฉ้อโกงก็ไม่เคยใหญ่ถึงระดับหลายแสนล้าน ดังนั้นการกระทำผิดนี้ควรมีโทษเป็นการเฉพาะ เพื่อให้สาสมกับสิ่งที่ทำ

นอกจากนี้ ก่อนจะมีโทษ ก็ต้องผ่านกระบวนการสืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญ แต่ผู้มีอำนาจไม่ปฏิบัติ หรือกลับไปช่วยกันทำพยานหลักฐานให้อ่อน ลักษณะแบบนี้คือการร่วมกระทำความผิด ต้องมีโทษเช่นกัน การนำพยานหลักฐานส่งฟ้องศาล ต้องแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิธีพิจารณาความให้เกิดความรวดเร็วในการปฏิบัติ เมื่อไปถึงชั้นศาล เมื่อศาลตัดสิน ต้องให้มีการทำตามคำพิพากษาตามเวลาที่กำหนด ไม่ใช่ตัดสินแล้วไปนอนรอในเรือนจำ ไม่มีการบังคับคดี จนบางคนไปตั้งฮาเร็มในเรือนจำ

ส่วนหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบเรื่องการทุจริต แต่ทำความผิดเสียเอง ต้องมีกฎหมายเข้ามาควบคุมหรือไม่ นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระเหล่านี้ ได้กำหนดโทษไว้อยู่แล้ว หากคนที่อยู่ในตำแหน่งหน้าที่ไปทำความผิดเสียเอง จะมีโทษเพิ่มขึ้น 3 เท่า แต่ปัญหาวันนี้คือ กระบวนการเอาผิดหรือสอบสวน ไม่ได้กำหนดว่าต้องมีลักษณะพิเศษหรือรวดเร็วแค่ไหน จึงต้องวนมาที่การปรับปรุงการทำงานให้รวดเร็ว เพื่อให้มีกรอบที่ชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยไปเรื่อย ๆ

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า วันนี้เรามีหลายคดีที่เป็นลักษณะพิเศษ แต่กฎหมายที่ใช้วันนี้เขียนมาอย่างน้อย ๆ เกือบ 100 ปีแล้ว ซึ่งในยุคนั้นเขาไม่ได้คิดว่าจะมีลักษณะพิเศษอะไรแบบนี้ แต่เราไม่เคยมีการปรับปรุงกฎหมายเหล่านี้เลย เมื่อมีการกระทำความผิดที่หนักขึ้น รุนแรงขึ้น จึงเห็นว่าประเทศไทยต้องแก้ไขสิ่งเหล่านี้เพื่อเป็นการบังคับให้คนที่กระทำความผิดได้รับโทษรวดเร็วขึ้น และคนที่มีอำนาจหน้าที่หากไปเข้าด้วยช่วยกัน ไม่ว่าจะองค์กรอิสระ เจ้าหน้าที่รัฐ ตำรวจ หรืออัยการ จะถือว่าเป็นการกระทำความผิด เป็นความผิดเดียวกันหมด

รทสช. เปิดยุทธศาสตร์พิฆาตคนชั่ว

ส่วนเราจะประกาศได้ชัดเจนหรือไม่ว่าจะไม่ร่วมงานกับทุนเทาหรือนักการเมืองที่เป็นสีเทา นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า มีความชัดเจนอยู่แล้ว ถ้ามีความผิดมีหลักฐานดำเนินคดีเลย ซึ่งถ้าไม่มีการดำเนินคดีเราอยู่ด้วยไม่ได้

ส่วนเรื่องความชัดเจน ของพรรค รทสช. ว่าจะไม่จับมือกับพรรคไหนนั้น นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ตนพูดมาตลอดว่าการทำงานทางการเมืองของพรรควันนี้เราพร้อมทำงานร่วมกับ 1. พรรคที่มีนโยบายชัดเจนในการจัดการเรื่องปัญหาไทย-กัมพูชา 2. ต้องชัดเจนในเรื่องจัดการพวกกังฉินทั้งหลาย คนชั่วของแผ่นดิน และ 3. ต้องไม่มีอะไรที่จะกระทบต่อสถาบันหลักของชาติ ทั้ง 3 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราต้องพิจารณาในการที่จะทำงานร่วมกับใคร แต่เมื่อทำงานไปแล้วมีสถานการณ์อื่นเกิดขึ้นก็ถือเป็นเรื่องอนาคต การร่วมรัฐบาลเราต้องรู้ว่าแนวทางการทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองไปด้วยกันได้หรือไม่

ส่วนจะสามารถจับมือกับพรรคประชาชน (ปชน.) ได้หรือไม่ นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ถ้าเขาทำ 3 เรื่องนี้ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับสถาบันหลักของชาติก็ทำงานด้วยกันได้ ตนทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองเพื่อประชาชนให้เดินไปข้างหน้า ตนไม่มีนโยบายโค่นล้มชาติบ้านเมือง

ขณะที่กับพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่ก่อนหน้านี้มีกรณีเรื่องคลิปเสียงอังเคิลจะทำงานร่วมกันได้หรือไม่ นายพีระพันธุ์กล่าวว่า อันนั้นน่าจะเป็นเรื่องเฉพาะตัวของอดีตนายกรัฐมนตรี ตนเชื่อว่าพรรคไม่ได้เกี่ยวข้อง พวกเราแต่ละคนสามารถกระทำความผิดที่เป็นเฉพาะตัว ถ้าทุกอย่างเป็นเรื่องส่วนรวมไปหมดมันไม่มีทางเจริญได้หรอก เพราะทุกพรรคก็มีปัญหาหมด เราไม่สามารถควบคุมคนในพรรคแต่ละคนได้ แต่ถ้าคนไหนทำให้พรรคมีปัญหาหรือเสื่อมเสียเราก็ต้องเอาออกไปเท่านั้นเอง แต่พรรคยังต้องอยู่ต่อ

ยุทธศาสตร์พิฆาตคนชั่วของ รทสช. คืออะไร?

ยุทธศาสตร์ พิฆาตคนชั่ว ของพรรครวมไทยสร้างชาติแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบในสังคมไทยอย่างจริงจัง การนำเสนอนโยบายที่เข้มแข็งและชัดเจนเช่นนี้ เป็นสิ่งที่น่าจับตามองว่า จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและเรียกคืนความเชื่อมั่นจากประชาชนได้หรือไม่

ที่มา – รทสช. เปิดยุทธศาสตร์พิฆาตคนชั่ว “พีระพันธุ์” เปิดเครื่องประหารหัวพยัคฆ์ จัดการคนโกง

“อภิสิทธิ์” ฟังโรงเรียนขยายโอกาส จ.นนทบุรี

“อภิสิทธิ์” นำผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ รุดฟังปัญหาการศึกษาโรงเรียนขยายโอกาสใน จ.นนทบุรี สะท้อนเด็กเรียนน้อยลง เรียนฟรีไม่จริง ค่าอาหารกลางวันไม่พอ ยาเสพติด-บุหรี่ไฟฟ้า-กัญชาระบาด

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 8 มกราคม 2569 ที่ จ.นนทบุรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 1 พร้อมนายเมฆินทร์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคดูแลพื้นที่ภาคกลาง และนายเอิบ พงบุหงอ ผู้สมัคร สส.นนทบุรี เขตเลือกตั้งที่ 3 พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ร่วมลงพื้นที่รับฟังอุปสรรคระบบการศึกษา และการเรียนการสอนจากผู้อำนวยการโรงเรียนวัดใหม่ผดุงเขต จ.นนทบุรี

จากการหารือในเบื้องต้นมีการสะท้อนปัญหาเรื่องงบประมาณอุดหนุนค่าอาหารกลางวันของเด็กนักเรียนไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง และจำนวนนักเรียน เช่น เด็กต่ำกว่า 40 คน จะได้อุดหนุนค่าอาหารกลางวันรายหัว/วัน จะได้ 36 บาท แต่ถ้าหากมีเด็กนักเรียนมากกว่า 40 คนจะได้ค่าอาหารลดเหลือเพียง 22 บาท/หัว/วัน ซึ่งไม่เพียงพอ ทางโรงเรียนจึงฝากให้พรรคประชาธิปัตย์ช่วยผลักดันแก้ไขในเรื่องนี้ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะกระทบต่อการเจริญเติบโตของเด็กนักเรียนที่เป็นอนาคตของชาติ

จากนั้นคณะของนายอภิสิทธิ์ พบปะกับนักเรียนที่ทำกิจกรรมอยู่ที่บริเวณลานสนามหน้าเสาธง โดยได้พูดคุยนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และถามว่ารู้จักหรือไม่ว่าเป็นใคร เด็กชั้น ม.1 จึงตอบว่า “รู้จัก เป็นนายกฯ เก่าของประเทศไทย” นายอภิสิทธิ์ จึงกล่าวต่อไปว่า “แน่ใจนะ อาจจะเป็นนายกฯ ใหม่ก็ได้” เด็กนักเรียนจึงได้กล่าวต่อมาว่า “ก็เป็นไปได้”

ต่อมา นายอภิสิทธิ์ เปิดเผยว่า ตนตั้งใจมาโรงเรียนขยายโอกาส เนื่องจากโรงเรียนมีหลายรูปแบบและมีสภาพปัญหาที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งโรงเรียนขยายโอกาสมีขนาดใกล้เคียงกับโรงเรียนขนาดเล็ก และมีการเรียนการสอนถึงแค่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เด็กส่วนใหญ่จะไปต่อสายอาชีพ ซึ่งพบว่าพื้นที่อื่นๆ เริ่มมีปัญหาจำนวนเด็กที่เรียนต่อลดลง วันนี้มาติดตามนโยบายหลายเรื่องที่พรรคประชาธิปัตย์เคยทำไว้ เช่น การเรียนฟรี ซึ่งปัจจุบันยังมีปัญหาไม่ฟรีจริง มีการติดขัดด้านงบประมาณต่างๆ จึงมีการจ้างบุคลากรเพิ่มเติม ซึ่งโรงเรียนนี้โชคดีที่มีองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ให้การสนับสนุน น่าจะเป็นจังหวัดเดียว เมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่อื่น 

และจากนี้จะเห็นปัญหาในเชิงโครงสร้างการเชื่อมโยงแม้กระทั่งความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้น เรื่องการกู้ยืมเงินกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) รวมไปถึงปัญหาสังคมที่ทำให้การจัดการศึกษานั้นยากขึ้น รวมไปถึงเด็กสมาธิสั้นลง อีกทั้งมีเรื่องยาเสพติดในชุมชน บุหรี่ไฟฟ้า รวมไปถึงการลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ก็พบว่ามีสะท้อนปัญหาเรื่องกัญชาเข้ามามากในหมู่นักเรียนและเยาวชน.

“อภิสิทธิ์” นำผู้สมัคร สส.ปชป. ฟังโรงเรียนขยายโอกาส จ.นนทบุรี สะท้อนปัญหาการศึกษา

จากการลงพื้นที่“อภิสิทธิ์” นำผู้สมัคร สส.ปชป. ฟังโรงเรียนขยายโอกาส จ.นนทบุรี สะท้อนปัญหาการศึกษา พบว่าปัญหาการศึกษาไทยยังคงเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณที่ไม่เพียงพอต่อค่าอาหารกลางวันของเด็กนักเรียน หรือปัญหาเรื่องยาเสพติดที่แพร่ระบาดในหมู่นักเรียนและเยาวชน

สิ่งที่ “อภิสิทธิ์” ได้จากการฟังโรงเรียนขยายโอกาส จ.นนทบุรี

จากการรับฟังปัญหาจากผู้อำนวยการโรงเรียนวัดใหม่ผดุงเขต ทำให้ “อภิสิทธิ์” ได้เห็นภาพรวมของปัญหาการศึกษาในโรงเรียนขยายโอกาส ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีขนาดใกล้เคียงกับโรงเรียนขนาดเล็ก และมีการเรียนการสอนถึงแค่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ทำให้ “อภิสิทธิ์” เข้าใจถึงความต้องการและความจำเป็นของโรงเรียนเหล่านี้มากยิ่งขึ้น

  • ปัญหาเรื่องงบประมาณค่าอาหารกลางวันไม่เพียงพอ
  • ปัญหาเรื่องการเรียนฟรีที่ไม่ฟรีจริง
  • ปัญหายาเสพติดและบุหรี่ไฟฟ้าแพร่ระบาด
  • ปัญหาเด็กสมาธิสั้น
  • ปัญหาการกู้ยืมเงิน กยศ.

ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่ซับซ้อนและต้องการการแก้ไขอย่างยั่งยืน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน

ดังนั้น การที่ “อภิสิทธิ์” ลงพื้นที่“อภิสิทธิ์” นำผู้สมัคร สส.ปชป. ฟังโรงเรียนขยายโอกาส จ.นนทบุรี สะท้อนปัญหาการศึกษา ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการแก้ไขปัญหาการศึกษาไทย เพราะการรับฟังปัญหาจากผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง จะช่วยให้เข้าใจถึงปัญหาอย่างแท้จริง และสามารถนำไปสู่การหาแนวทางแก้ไขที่ตรงจุดและยั่งยืนได้

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาการศึกษาไทยไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงจากทุกฝ่าย หากเราต้องการเห็นการศึกษาไทยพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น เราต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

การศึกษาเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ หากเราสามารถยกระดับคุณภาพการศึกษาของไทยได้ เราก็จะสามารถสร้างอนาคตที่ดีให้กับลูกหลานของเราได้

การติดตาม“อภิสิทธิ์” นำผู้สมัคร สส.ปชป. ฟังโรงเรียนขยายโอกาส จ.นนทบุรี สะท้อนปัญหาการศึกษา ครั้งนี้ทำให้เราเห็นถึงความสำคัญของการรับฟังปัญหาจากผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม

ที่มา – “อภิสิทธิ์” นำผู้สมัคร สส.ปชป. ฟังโรงเรียนขยายโอกาส จ.นนทบุรี สะท้อนปัญหาการศึกษา

ไทยก้าวใหม่ ลุยหาเสียง ยกระดับอาชีวะสู่สากล

ไทยก้าวใหม่ ลุยหาเสียง ยกระดับอาชีวะสู่สากล

พรรคไทยก้าวใหม่ ลุยหาเสียงกับนักเรียนอาชีวะ ประกาศพร้อมยกระดับนักเรียนอาชีวะเป็นแรงงานทักษะสูง ระดับโลกที่วิทยาลัยเทคโนโลยีประจวบคีรีขันธ์

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 นายก้องเกียรติ กรสูต เลขาธิการพรรคไทยก้าวใหม่ พร้อมด้วยผู้บริหารพรรค ดร.เศรษฐฐากรณ์ วงษ์อารยะสกุล (เค บุรณพนธ์) และ ทนายเนติธร พรพิทักษ์สิทธิ์ ลงพื้นที่วิทยาลัยเทคโนโลยีประจวบคีรีขันธ์ พบปะประชาชน คณะครู ผู้ปกครอง และน้องๆ นักเรียนอาชีวะ เพื่อรับฟังปัญหาเรื่องการจ้างงานหลังจบการศึกษา ซึ่งส่วนใหญ่ยังเป็นงานที่ไม่มั่นคงและมีรายได้ไม่สูงนัก

นายก้องเกียรติ กรสูต กล่าวว่า พรรคไทยก้าวใหม่มีนโยบายที่ชัดเจนในการพัฒนานักเรียนอาชีวะให้เป็นแรงงานทักษะสูง ป้อนสู่ตลาดแรงงานทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต โดยเน้นทำให้ผู้เรียน “เก่งจริง รู้ลึก รู้จริง ทำงานได้จริง และมีรายได้ที่มั่นคง” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนา ไทยก้าวใหม่ ลุยหาเสียงกับนักเรียนอาชีวะ ในครั้งนี้

นอกจากนี้ พรรคยังมีนโยบายสนับสนุนผู้ที่จบการศึกษาไปแล้ว ให้สามารถพัฒนาทักษะเดิม หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ (Upskill/Reskill) ผ่านแพลตฟอร์ม Digital Transformation ที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ อาชีวศึกษา อุดมศึกษา และสถานประกอบการ เพื่อให้มีทักษะและความรู้ที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานอย่างแท้จริง ตอบโจทย์การ ไทยก้าวใหม่ ลุยหาเสียงกับนักเรียนอาชีวะ ที่มุ่งเน้นการสร้างงานสร้างรายได้ที่มั่นคง

ไทยก้าวใหม่ ลุยหาเสียงกับนักเรียนอาชีวะ ประกาศพร้อมยกระดับเป็นแรงงานทักษะสูง ระดับโลก

ดร.เศรษฐฐากรณ์ วงษ์อารยะสกุล กล่าวเสริมว่า พรรคไทยก้าวใหม่มีนโยบายในการเชื่อมโยงสถาบันการศึกษาอาชีวะกับการเรียนการสอนกับสถาบันการศึกษาด้านเทคโนโลยีระดับโลก และสถานประกอบการชั้นนำ เพื่อให้นักเรียนอาชีวะได้เรียนรู้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการ เพิ่มโอกาสในการจ้างงานที่มั่นคงและมีรายได้สูง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการ ไทยก้าวใหม่ ลุยหาเสียงกับนักเรียนอาชีวะ ที่ต้องการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจของประเทศ

ทนายเนติธร พรพิทักษ์สิทธิ์ หัวหน้าทีมกฎหมายของพรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวว่า ทางพรรคสนับสนุนการยกระดับการคุ้มครองดูแลแรงงานสายอาชีวะให้มีความเป็นธรรม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของช่างฝีมือทั้งในโรงงานและผู้ที่ทำธุรกิจส่วนตัว

นโยบายที่น่าสนใจของไทยก้าวใหม่ สำหรับนักเรียนอาชีวะ

  • ยกระดับนักเรียนอาชีวะให้เป็นแรงงานทักษะสูง
  • เชื่อมโยงการศึกษากับสถาบันเทคโนโลยีระดับโลก
  • สนับสนุนการ Upskill/Reskill ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล
  • คุ้มครองแรงงานสายอาชีวะให้มีความเป็นธรรม

การลงพื้นที่ในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากน้องๆ นักเรียนอาชีวะ ที่ได้พบกับ ดร.เศรษฐฐากรณ์ หรือ “เค บุรณพนธ์” และ “พี่เอก” จากภาพยนตร์ ตำนานอาชีวะยุค 90 ตัวจริง ซึ่งสร้างความประทับใจและเป็นแรงบันดาลใจให้กับน้องๆ เป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ คณะผู้บริหารพรรคไทยก้าวใหม่ ยังได้ร่วมหาเสียงให้กับผู้สมัคร สส.ของพรรค ใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ทั้ง 3 เขต ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างดีจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่

การสนับสนุนและผลักดันนักเรียนอาชีวะให้เป็นแรงงานทักษะสูงระดับโลก ไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของนักเรียนอาชีวะเอง แต่ยังเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่ออนาคตของประเทศไทยอีกด้วย พรรคไทยก้าวใหม่จึงมุ่งมั่นที่จะสานต่อนโยบายนี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างประเทศไทยให้เป็นประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงในเวทีโลก

ที่มา – ไทยก้าวใหม่ ลุยหาเสียงกับนักเรียนอาชีวะ ประกาศพร้อมยกระดับเป็นแรงงานทักษะสูง ระดับโลก

อนุทิน หาเสียงแบบออร์แกนิก เดินตลาดศรีย่าน ก่อนเข้าทำเนียบฯ

“อนุทิน” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย สุดชิล เดินตลาดศรีย่าน แวะทักทายพ่อค้าแม่ค้า ซื้อของกินก่อนเข้าทำเนียบรัฐบาล บอก หาเสียงแบบออร์แกนิก เดินตลาดศรีย่าน ท่ามกลางพรรคการเมืองอื่นลงพื้นที่เข้มข้น

วันที่ 7 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เดินเท้าทักทายประชาชน พบปะพ่อค้าแม่ค้า และแวะซื้อของรับประทานที่ตลาดศรีย่าน ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจในช่วงเช้า ก่อนเข้าทำเนียบรัฐบาล โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน

ทั้งนี้ ในช่วงที่นายอนุทิน ลงพื้นที่มีประชาชนเข้ามาทักทายและขอถ่ายภาพด้วย พร้อมสะท้อนปัญหาเกี่ยวกับเรื่องค้าขาย ขณะเดียวกัน นายอนุทินไม่มีกำหนดการลงพื้นที่หาเสียงที่แน่ชัด โดยเจ้าตัวระบุว่าต้องการหาเสียงแบบออร์แกนิก เดินตลาดศรีย่าน ท่ามกลางการลงพื้นที่หาเสียงของพรรคการเมืองอื่นกันอย่างเข้มข้น.

อนุทิน หาเสียงแบบออร์แกนิก เดินตลาดศรีย่าน

การลงพื้นที่ของนายอนุทินในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะเข้าถึงประชาชนอย่างใกล้ชิด แม้จะไม่มีการจัดกิจกรรมหาเสียงอย่างเป็นทางการ แต่การเดินทักทายและรับฟังปัญหาของประชาชนในตลาด ก็ถือเป็นการ หาเสียงแบบออร์แกนิก เดินตลาดศรีย่าน ที่น่าสนใจ

อนุทินเลือกหาเสียงแบบออร์แกนิก

การที่นายอนุทินเลือกที่จะ หาเสียงแบบออร์แกนิก เดินตลาดศรีย่าน อาจเป็นเพราะต้องการสร้างภาพลักษณ์ที่เป็นกันเอง เข้าถึงง่าย และไม่ต้องการใช้งบประมาณจำนวนมากในการหาเสียง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของพรรคภูมิใจไทยที่เน้นการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง นอกจากนี้ การลงพื้นที่ในตลาดศรีย่าน ซึ่งเป็นตลาดเก่าแก่และมีชื่อเสียง ก็เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสนใจในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนไทย

แม้ว่าการหาเสียงแบบออร์แกนิกอาจจะไม่ได้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วและชัดเจนเท่ากับการจัดกิจกรรมหาเสียงขนาดใหญ่ แต่ก็มีข้อดีคือ สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประชาชนในระยะยาวได้ และยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความจริงใจและความตั้งใจที่จะรับฟังปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง

การที่นายอนุทินลงพื้นที่ตลาดศรีย่านในครั้งนี้จึงเป็นที่น่าจับตามองว่า จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นและคะแนนนิยมให้กับพรรคภูมิใจไทยได้มากน้อยเพียงใด และจะเป็นแนวทางให้พรรคการเมืองอื่นๆ หันมาให้ความสำคัญกับการหาเสียงแบบเข้าถึงประชาชนมากขึ้นหรือไม่

อนาคตทางการเมืองของนายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามกันต่อไป แต่การลงพื้นที่พบปะประชาชนอย่างสม่ำเสมอ และการรับฟังปัญหาของประชาชนอย่างจริงใจ ก็จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและคะแนนนิยมให้กับพรรคได้

ที่มา – “อนุทิน” หาเสียงแบบออร์แกนิก เดินตลาดศรีย่าน ทักทายพ่อค้าแม่ค้า ก่อนเข้าทำเนียบฯ

ศุภชัยร้อง! เอาผิด ปชช. ปั่นเฟกนิวส์กาผิดเบอร์

“ศุภชัย” ร้อง กกต.- ปอท. เอาผิดพรรคประชาชนและกองเชียร์ ปั่นเฟกนิวส์โลกออนไลน์ ให้ร้ายบิดเบือนนโยบาย หมายเลขพรรค นำชื่อ “อนุทิน” ใส่พ่วงเบอร์ ปชน. หวังให้ชาวบ้านหลงเชื่อกาผิดเบอร์

วันที่ 7 มกราคม 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ แกนนำพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ขณะนี้พบกระบวนการดำเนินการที่ผิดกฎหมายเลือกตั้งในสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ หลอกลวง สร้างความสับสนให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เช่น การโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กเชิญชวนให้ “เข้าคูหากาเบอร์ 46 ทั่วประเทศนะคะ เสี่ยหนูนโยบายดีมาก” พร้อมตกแต่งตัวเลขชื่อ “อนุทิน” ให้กลายเป็นเลข 46 ซึ่งไม่ใช่หมายเลขของพรรคภูมิใจไทย แต่เป็นของพรรคประชาชน โดยความเป็นจริงแล้ว พรรคภูมิใจไทยได้หมายเลข 37 บัตรสีชมพู การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้งตามมาตรา 73

นอกจากนี้ ยังพบการเผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จในลักษณะใส่ร้ายพรรคภูมิใจไทย เช่น การอ้างว่าพรรคมีท่าทีเกี่ยวกับการถวายคืนพระราชอำนาจ การเพิ่มโทษตามมาตรา 112 การเพิ่มงบประมาณให้สถาบันฯ รวมถึงการนำนโยบายเก่าปี 2566 มาดัดแปลง เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจผิดในนโยบายปัจจุบัน

นายศุภชัย กล่าวอีกว่า พรรคประชาชนได้รับประโยชน์โดยตรงจากการกระทำของบุคคลเหล่านี้ ที่ทำให้ประชาชนหลงผิด เป็นการหลอกลวง ใส่ร้ายด้วยความเท็จ หรือจูงใจให้การเข้าใจผิด แต่กลับนิ่งเฉยไม่ระงับยับยั้งบรรดาหัวคะแนนหรือกองเชียร์ ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดตาม มาตรา 132 ของกฎหมายเลือกตั้ง สส.

“วันนี้พรรคภูมิใจไทยจะเดินทางไปร้องต่อเลขาธิการ กกต. เพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมาย และจะไปร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน บก.ปอท. เพื่อดำเนินคดีกับเจ้าของบัญชีผู้ใช้ต่างๆ ที่โพสต์ข้อความเหล่านี้ด้วยเจตนาที่จะให้การสนับสนุนพรรคประชาชน และให้ กกต. ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาชนตามบทบัญญัติกฎหมายเลือกตั้งต่อไป”

“ศุภชัย” ร้อง กกต.-ปอท. เอาผิด ปชน.- กองเชียร์ ปั่นเฟกนิวส์ หวังให้ชาวบ้านหลงเชื่อกาผิดเบอร์

จากกรณีที่นายศุภชัย ใจสมุทร แกนนำพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาเรียกร้องให้ กกต. และ ปอท. ดำเนินการเอาผิดกับพรรคประชาชน (ปชน.) และกองเชียร์ที่ทำการ ปั่นเฟกนิวส์ หวังให้ชาวบ้านหลงเชื่อกาผิดเบอร์ นั้น สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการใช้ข้อมูลเท็จในการหาเสียงที่ยังคงมีอยู่ในการเลือกตั้ง

ทำไมการปั่นเฟกนิวส์ หวังให้ชาวบ้านหลงเชื่อกาผิดเบอร์ จึงเป็นเรื่องร้ายแรง

การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง บิดเบือน หรือเป็นเท็จ เกี่ยวกับหมายเลขพรรค หรือนโยบายของพรรคการเมืองใดๆ ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายเลือกตั้งอย่างชัดเจน เพราะเป็นการขัดขวางการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกผู้แทนที่ตนต้องการอย่างอิสระ การปั่นเฟกนิวส์ หวังให้ชาวบ้านหลงเชื่อกาผิดเบอร์ จึงเป็นการทำลายกระบวนการประชาธิปไตย

ผลกระทบของการปั่นเฟกนิวส์:

  • ทำให้ประชาชนสับสน และเข้าใจผิดเกี่ยวกับนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ
  • บิดเบือนเจตจำนงของประชาชนในการเลือกตั้ง
  • ทำลายความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้ง
  • สร้างความแตกแยกในสังคม

การที่นายศุภชัยออกมาเรียกร้องให้มีการดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าว เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เพื่อเป็นการป้องปรามไม่ให้เกิดการกระทำเช่นนี้อีกในอนาคต และเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใส และยุติธรรม

การกระทำดังกล่าวถือเป็นการ ปั่นเฟกนิวส์ หวังให้ชาวบ้านหลงเชื่อกาผิดเบอร์ ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายเลือกตั้ง และส่งผลเสียต่อกระบวนการประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง

การตระหนักรู้ถึงอันตรายของข่าวปลอมและการตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ต่อจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อให้เราทุกคนได้ใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งอย่างมีคุณภาพและเป็นไปตามเจตนารมณ์ของตนเองอย่างแท้จริง มาร่วมกันต่อต้านการปั่นเฟกนิวส์ หวังให้ชาวบ้านหลงเชื่อกาผิดเบอร์ เพื่อประชาธิปไตยที่แข็งแกร่งและยั่งยืนของเรา

ที่มา – “ศุภชัย” ร้อง กกต.-ปอท. เอาผิด ปชน.- กองเชียร์ ปั่นเฟกนิวส์ หวังให้ชาวบ้านหลงเชื่อกาผิดเบอร์

รทสช. ตั้งเป้า 69 สส.: พีระพันธุ์ ซัดยาแรง!

พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ตั้งเป้า 69 สส. พร้อมส่งขบวนคาราวาน “อีสานต้องดีกว่านี้” “พีระพันธุ์” ลั่นคนโกงต้องใช้ยาแรง! ถาม MOU 43-44 เก็บไว้ทำไม?

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนอื่นๆ ร่วมประกาศความพร้อมเดินหน้าการเมืองเชิงรุก มอบหมายให้ นายเกรียงไกรมาศ พจนสุนทร นำขบวนคาราวานลงพื้นที่อีสาน ภายใต้แคมเปญ “อีสานต้องดีกว่านี้”

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า มอบหมายให้นายเกรียงไกรมาศ นำเสนอนโยบายพลังงานของพรรค เพื่อลดค่าใช้จ่ายและบรรเทาความเดือดร้อนด้านค่าครองชีพ โดยมีเป้าหมายหลักคือการรื้อโครงสร้างพลังงาน เพื่อให้ประชาชนมีเงินในกระเป๋ามากขึ้น ไฮไลต์สำคัญคือนโยบายลดค่าไฟฟ้าเหลือ 3.30 บาทต่อหน่วย และลดค่าน้ำมันเบนซินและดีเซลเหลือ 25 บาทต่อลิตร

นายเกรียงไกรมาศ ย้ำว่า นโยบายดังกล่าวเป็นสัญญาใจจากนายพีระพันธุ์ถึงคนไทยทุกคน โดยเฉพาะชาวอีสาน “คุณพีระพันธุ์ย้ำกับผมเสมอว่า พี่น้องชาวอีสานต้องได้ใช้ไฟฟ้าและน้ำมันราคาถูก ชีวิตความเป็นอยู่ต้องดีขึ้น”

บรรยากาศการปล่อยขบวนคาราวานเป็นไปอย่างคึกคัก นายพีระพันธุ์ได้กล่าวทักทายผู้ประกอบอาชีพต่างๆ ที่ต้องอาศัยพลังงานเชื้อเพลิง พร้อมทดลองสวมบทบาทเป็นคนขับวินมอเตอร์ไซค์ รถแท็กซี่ และรถตุ๊กๆ ก่อนกล่าวว่า “สิ่งที่จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้ มาจากต้นทุนพลังงานที่ต้องลดลง”

รทสช. ตั้งเป้า 69 สส. “พีระพันธุ์” ซัดคนโกงต้องใช้ยาแรง ถาม MOU 43-44 เก็บไว้ทำไม

ต่อมา นายพีระพันธุ์ ให้สัมภาษณ์ถึงบรรยากาศการหาเสียงว่า พรรครวมไทยสร้างชาติพยายามทำงานและเตรียมการเลือกตั้งอย่างเต็มที่ โดยส่งคนไปรับฟังเสียงสะท้อนในทุกภาค ยืนยันว่าทุกภาคมีปัญหาเหมือนกันคือปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และเรื่องพลังงาน ซึ่งตรงกับนโยบายพรรค

นายพีระพันธุ์กล่าวว่า ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และปัญหาพลังงานมีมานานแล้ว และไม่เคยมีการแก้ปัญหาให้จบสิ้น แต่สมัยที่ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก็สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยความจริงจังและเด็ดขาด “เบอร์ 6 ไม่โกหก”

เมื่อถามถึงนโยบายยาแรงปราบคนโกง นายพีระพันธุ์ตอบว่า การคอร์รัปชันในบ้านเราหนักขึ้นทุกวันเหมือนมะเร็งที่ลามหนักขึ้นทุกวัน วันนี้ถึงเวลาต้องเอาจริง ต้องเด็ดขาดและเฉียบขาดกับสิ่งเหล่านี้

ส่วนเรื่องการซื้อเสียง นายพีระพันธุ์กล่าวว่า เรื่องนี้เขารู้กันทั้งเมือง มีแต่ กกต. เท่านั้นที่ไม่รู้

เป้าหมาย รทสช.: 69 สส. และนโยบายเด็ดขาด

ในการปราศรัยหาเสียงครั้งนี้ นายพีระพันธุ์กล่าวว่า ตนหาเสียงตามปกติ ไม่เคยโกหกประชาชน และทุกอย่างที่คิดเป็นนโยบาย จะไม่ใช่แค่การหาเสียง แต่เป็นนโยบายที่ขอโอกาสประชาชนไปทำงาน

เมื่อถามว่า รทสช. ตั้งเป้า 69 สส. หรือไม่ นายพีระพันธุ์ เผยว่า มันก็น่าจะได้อย่างนั้น เพราะตนมีนโยบายหลัก 6 เรื่อง ตรงกับเบอร์ 6 ของพรรค

ขณะเดียวกัน นายพีระพันธุ์ ยังให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชาในการสร้างรั้ว ว่า เวลานี้สิ่งที่ติดขัดอันดับแรกคือ MOU 2543 ที่ทำให้เป็นปัญหาหลายเรื่อง

“MOU 2543 เราได้อะไร ถ้าเราไม่ได้อะไรแล้วจะเก็บไว้ทำไม” นายพีระพันธุ์กล่าว และว่า เส้นเขตแดนไทย-กัมพูชามีแนวทางที่กำหนดไว้ชัดเจนตามสนธิสัญญาไทย-ฝรั่งเศสเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องมาเจรจาอะไรแล้ว

นายพีระพันธุ์ กล่าวอีกว่า ส่วน MOU 2544 เป็นเรื่องในทะเล ปัญหาเกิดขึ้นได้อย่างไร เขาเกเรมา 52 ปี ทำอย่างไรจะเอาพลังงานตรงนั้นมาใช้ เลยทำข้อตกลงเพื่อเจรจา มันจะเจรจาได้อย่างไรเพราะมันของเรา

เมื่อถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญมีการทำได้อย่างรวดเร็ว แต่ MOU 2543 เป็นเรื่องดินแดนประเทศกลับดำเนินการช้า นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ตนก็แปลกใจตอนทำไม่เห็นต้องถาม พอตอนเลิกทำไมต้องถาม

การที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และพรรครวมไทยสร้างชาติ ตั้งเป้า 69 สส. นั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาของประเทศ โดยเฉพาะปัญหาพลังงานและปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา นโยบายที่เด็ดขาดและจริงจังของพรรค จะสามารถนำพาประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ที่มา – รทสช. ตั้งเป้า 69 สส. “พีระพันธุ์” ซัดคนโกงต้องใช้ยาแรง ถาม MOU 43-44 เก็บไว้ทำไม

Scroll to top