การเลือกตั้ง

“มนพร” ซัดใครบิดเบือน? โฆษกภูมิใจไทยไม่แมน

“มนพร เจริญศรี” ฟาดกลับ โฆษกภูมิใจไทย ใครกันแน่ที่บิดเบือน ยันปราศรัยข้อเท็จจริงยืนยันต่อประชาชน เรื่องเงินดิจิทัลถูกพับ ซัดไม่แมนเอาไปร้องเรียน ฝากถาม กกต.ผิดสัญญาว่าจะให้ หรือไม่ ปม “อนุทิน” แถลงขอใช้หนี้ประชาชน 2,400 บาท

วันที่ 3 มกราคม 2569 นางมนพร เจริญศรี อดีต รมช.คมนาคม ผู้สมัคร สส.เขต 2 เบอร์ 1 นครพนม พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากกรณี โฆษกพรรคภูมิใจไทย ออกมาให้ข่าวกล่าวหาว่า ตนปราศรัยบิดเบือนข้อเท็จจริง เกี่ยวกับปมเงินดิจิทัลวอลเล็ตถูกพับ ถามคืนใครกันแน่ที่บิดเบือน แทนที่จะออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง ทำไมรัฐบาลอนุทิน ไม่สานต่อดิจิทัลวอลเล็ต กลายมาเป็นคนละครึ่ง แต่กลัวเสียเครดิตทางการเมือง ทำงานการเมืองไม่แมน

ขออนุญาตกราบเรียนพี่น้องประชาชนอย่างนี้ว่า ในเวทีของการปราศรัยทุก ๆ เวที ฉันเองได้พูดถึงนโยบายของรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยตลอด 2 ปีที่ผ่านมาว่า นโยบายที่เราชูกับพี่น้องประชาชนเราทำอะไรไปบ้าง อย่างเช่น นโยบายในเรื่อง 30 บาทรักษาทุกที่ เกิดประโยชน์ให้พี่น้องประชาชน โครงการดิจิทัลวอลเล็ตที่เกิดขึ้น พี่น้องประชาชนถามว่า เดิมทีนโยบายที่เราผลักดันไปถึงพี่น้องประชาชนคือโครงการดิจิทัลวอลเล็ต จะให้ประชาชนคนไทยที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป แต่ทำไมการที่เราแจกไป 2 เฟส นั้นถึงเด็กถึงไม่ได้ แล้วประชาชนที่เหลือถึงไม่ได้ ดิฉันได้นำเรียนพี่น้องประชาชนว่า จริง ๆ แล้วการที่เราไปเป็นรัฐบาล เราจะต้องบริหารเงินงบประมาณ ไม่ใช่เพียงแค่ดิจิทัลวอลเล็ตอย่างเดียว ยังมีความจำเป็นทางด้านอื่นๆ อีกมากมาย เราจึงต้องจัดสรรแล้วจ่ายเงินดิจิทัลวอลเล็ตเป็นเฟส โดยเฟสแรกเราจ่ายให้ผู้ที่ถือบัตรประชาชน บัตรคนจน ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส ในสองเฟสแรก แล้วเฟสต่อไปเราคิดว่าในขณะที่มีการเปลี่ยนรัฐบาลจากท่านนายกฯ เศรษฐา มาเป็นนางสาวแพทองธาร ชินวัตร เราได้มีการพิจารณาว่าในงบประมาณปี 2568 – 2569 มีความจำเป็นต้องใช้อะไรบ้าง

เราจะได้จัดสรรงบประมาณมาให้กับพี่น้องประชาชนในส่วนที่ยังไม่ได้ แต่ในช่วงรอยต่อที่ท่านนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ไม่ได้ดำรงตำแหน่งนั้น มีการเปลี่ยนรัฐบาล มาเป็นรัฐบาลของนายกฯ อนุทิน แต่ยังมีงบประมาณ เรียกว่างบกลางเหลืออยู่ เราเข้าใจว่าในงบประมาณ ปลายปี 2568 เราจะได้มีโอกาสได้จัดสรรเงินดิจิทัลวอลเล็ตไปส่วนที่เหลือให้กับพี่น้องประชาชนบางกลุ่ม ฉันก็ได้ชี้แจงไปอย่างตรงไปตรงมา ไม่ได้บิดเบือน ไม่ได้ใส่ร้าย สิ่งที่ดิฉันได้พูดคือเป็นความจริงจากแนวทางปฏิบัติ ไม่ว่าในช่วงของการพิจารณางบประมาณในช่วงของการพิจารณางบประมาณในปี 68 คณะรัฐมนตรีเอง ยังบอกว่ามีงบกลางที่เหลืออยู่ แล้วก็จะดูความจำเป็นว่าเราจะทำดิจิทัลวอลเล็ต ต่อหรือไม่ นี่คือขั้นตอนของงบประมาณ การจะทำพิจารณางบประมาณจำเป็นเดือดร้อน ทุก ๆ ครั้ง คณะรัฐมนตรี จะขอนายกรัฐมนตรีของบกลาง เราจะใช้งบกลาง

โดยงบกลางต้องผ่านมติ ครม. คณะรัฐมนตรีตอนนั้นต้องเห็นชอบหมดทุกพรรคที่เข้าร่วมเป็นคณะรัฐมนตรี และตอนที่ฉันเองอยู่ร่วมรัฐบาล ฉันเห็นทางพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลก็ยกมือแล้วไม่มีใครคัดค้านในที่ประชุม ครม. แต่เมื่อวันหนึ่งที่ฉันออกมาหลังจากยุบสภา พี่น้องประชาชนถามว่าทำไมพี่น้องประชาชนบางส่วนถึงไม่ได้ ฉันได้ชี้แจงอย่างตรงไปตรงมาว่างบประมาณปี 2569 เราไม่ได้เป็นรัฐบาลแล้ว แต่รัฐบาลของอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เอาเงินงบประมาณที่ผ่านพิจารณา มาทำเป็นโครงการคนละครึ่งพลัส ถือเป็นอำนาจรัฐบาล และคณะรัฐมนตรี สามารถทำได้ ทั้งหมดคือความจริง แล้วทางโฆษกพรรคภูมิใจไทย ควรจะได้ชี้แจงต่อประชาชนด้วยซ้ำว่าทำไมโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ท่านถึงไม่ทำต่อ ทำไมไม่ทำต่อเพราะอะไร แต่ขณะเดียวกันท่านควรจะขยายความต่อว่าการไม่ทำต่อนั้น เป็นเพราะอะไร แล้วท่านถึงมาเปลี่ยนเป็นโครงการคนละครึ่งพลัส พี่น้องประชาชนจะได้ประโยชน์อะไรจากโครงการคนละครึ่งพลัสบ้าง เช่นเดียวกันคนละครึ่งพลัส ท่านเองก็ไม่สามารถอนุมัติให้พี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึง ท่านยังมีจำนวนคงเหลือพี่น้องประชาชนตกค้างอีกหลายล้านคนที่ยังไม่สามารถได้โครงการคนละครึ่งพลัส

“แถมท่านนายกฯ อนุทิน ยังมาแถลงกับพี่น้องประชาชนว่าท่านกลับมาเป็นนายกฯ จะได้ใช้หนี้ ติดค้างประชาชนไว้อีก 2,400 บาทนั้น นี่จะไม่ใช่เป็นการที่สัญญาว่าจะให้เหรอคะ ฝากถาม กกต.”

นางมนพร กล่าวอีกว่า ดิฉันเองเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีโอกาสได้สื่อสารกับพี่น้องประชาชน มีโอกาสได้ชี้แจงว่าเงินตรงนี้เราไปทำอะไรบ้าง และเงินตรงนี้รัฐบาล เอาไปทำอะไรบ้าง ท่านควรจะใช้เวทีตรงนี้ ชี้แจงต่อพี่น้องประชาชน แล้วทำความเข้าใจ โดยการที่จะเอาคำปราศรัยของดิฉันไปยื่นร้องต่อ กกต. ฉันคิดว่ามันไม่แมน เพราะว่าสิ่งหนึ่งที่ดิฉันมองว่า การที่นักการเมืองคนหนึ่งได้ลุกขึ้นมาปราศรัยแล้วก็ชี้แจงอย่างตรงไปตรงมาถึงการใช้จ่ายงบประมาณ มันคือเรื่องจริงทั้งหมด แต่หันกลับไปดูว่าท่านในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาชี้แจงเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนหรือไม่

“มนพร” ซัดโฆษกภูมิใจไทย ไม่แมนเอาคำปราศรัยไปร้องเรียน ชี้ใครกันแน่บิดเบือน

“มนพร” ซัดใครบิดเบือน?

จากกรณีที่นางมนพร เจริญศรี ออกมาตอบโต้โฆษกพรรคภูมิใจไทย ทำให้เกิดคำถามว่าใครกันแน่ที่บิดเบือนข้อมูลเกี่ยวกับโครงการดิจิทัลวอลเล็ต นางมนพรยืนยันว่าสิ่งที่เธอพูดเป็นความจริงและเป็นการชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนทราบถึงเหตุผลที่โครงการดิจิทัลวอลเล็ตไม่สามารถดำเนินการได้อย่างที่วางแผนไว้แต่แรก นอกจากนี้ เธอยังตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการที่โฆษกพรรคภูมิใจไทยนำคำปราศรัยของเธอไปร้องเรียนต่อ กกต. โดยมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่แมน

ประเด็นสำคัญอยู่ที่การสื่อสารข้อเท็จจริงและความโปร่งใสในการดำเนินนโยบายของรัฐบาล นางมนพรพยายามชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างสิ่งที่พรรคเพื่อไทยเคยสัญญาไว้กับสิ่งที่รัฐบาลปัจจุบันกำลังทำอยู่ การที่โครงการดิจิทัลวอลเล็ตไม่ได้รับการสานต่อและเปลี่ยนไปเป็นโครงการคนละครึ่งพลัส กลายเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ และนางมนพรต้องการให้โฆษกพรรคภูมิใจไทยออกมาชี้แจงเหตุผลที่ชัดเจนกว่านี้

การออกมาตอบโต้ของนางมนพรไม่ได้เป็นเพียงแค่การปกป้องตัวเอง แต่ยังเป็นการเรียกร้องให้เกิดความรับผิดชอบและความโปร่งใสในการดำเนินนโยบายของรัฐบาล การที่นักการเมืองออกมาให้ข้อมูลที่แตกต่างกันอาจทำให้ประชาชนสับสน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายสามารถนำเสนอข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาและเปิดโอกาสให้ประชาชนได้พิจารณาข้อเท็จจริงด้วยตัวเอง

การเมืองไทยมักเต็มไปด้วยการกล่าวหากันไปมา แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการที่นักการเมืองทุกคนยึดมั่นในหลักการของความจริงและความโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

การออกมาตอบโต้ของ “มนพร” ซัดโฆษกภูมิใจไทย ไม่แมนเอาคำปราศรัยไปร้องเรียน ชี้ใครกันแน่บิดเบือน สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังคงมีอยู่ หวังว่าทุกฝ่ายจะหันมาให้ความสำคัญกับการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน

ที่มา – “มนพร” ซัดโฆษกภูมิใจไทย ไม่แมนเอาคำปราศรัยไปร้องเรียน ชี้ใครกันแน่บิดเบือน

“เท้ง” หาเสียงขอนแก่น: แม่ค้าไล่-ด้อมส้มให้กำลังใจ

ชาวบ้านขอนแก่น ฝาก “เท้ง ณัฐพงษ์” ให้ระวังเรื่องปาก ไม่งั้นจะพลาด ก่อนถูกแม่ค้าไล่ เรื่องแก้ 112 ขณะเดินอ้อนคะแนนในตลาดบางลำภู ส่วนด้อมส้มรอรับนำพวงมาลัยและส้มมาให้กำลังใจล้นหลาม

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 3 ม.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ตลาดบางลำภู นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พา ทนายป็อก นายวีรนันท์ ฮวดศรี ผู้สมัคร สส.ขอนแก่น เขต 1 เดินเท้าอ้อนคะแนนเสียงในตลาดสดบางลำภูช่วงเช้านั้น มีชาวบ้านเข้ามาพูดคุยกับนายณัฐพงษ์ โดยบอกว่า “ตั้งใจหน่อย และให้ระวังเรื่องปาก ไม่งั้นจะพลาด ถ้าพลาดก็ต้องรีบแก้ให้ไวอย่าช้า เพราะคำพูดจากปากไปเร็วและสร้างความเสียหายเร็ว มันจะอธิบายยากเพราะเขาไม่ฟังเรา ก่อนจะพูดทิ้งท้ายกับคุณเท้งว่า อย่าปากเสีย” และในจุดนี้เองมีแม่ค้าอีกท่านหนึ่ง ไล่ให้ไปที่อื่น เพราะแก้ 112 ด้อยค่าทหาร ยุ่งวุ่นวายกับทหาร แล้วแม่ค้าท่านนั้น ก็เดินเลี่ยงเข้าไป

นอกจากนี้ในขณะที่นายณัฐพงษ์ เดินขอคะแนนเสียงในตลาดจอมพล ก็มีชาวบ้านเข้ามาขอถ่ายภาพ พร้อมกับให้กำลังใจเชียร์ และถึงกับร้องไห้ออกมา ด้วยความดีใจที่ได้เจอกับนายณัฐพงษ์ ยืนยันว่าจะเลือกพรรคส้มเหมือนเดิม ในขณะเดียวกันก็มีชาวขอนแก่นอีกหลายคนที่เข้ามาให้กำลังใจนำดอกดาวเรืองมาคล้องคอโดยตั้งใจมาหาโดยเฉพาะ และนอกจากดอกดาวเรืองแล้วยังมีส้ม ที่ชาวขอนแก่นนำมามอบให้เพื่อให้กำลังใจด้วยเช่นกัน

“เท้ง” หาเสียงขอนแก่น เจอแม่ค้าไล่ ชาวบ้านแนะระวังเรื่องปาก-ด้อมส้มแห่ให้กำลังใจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่เมื่อวานนี้ (2 มกราคม 2568) นายณัฐพงษ์ ยังได้ไปหาเสียง ที่ตลาดสดเทศบาลเมืองเมืองพล ช่วย อ.ฝน กมลชนก สุพรรณฝ่าย ผู้สมัคร สส.ขอนแก่นเขต 9 ได้มีแม่ค้าควักมือเรียกมาถามว่าถ้าได้เข้ามาบริหารประเทศ จะบริหารช่วยเหลือพี่น้องประชาชนยังไงเป็นอันดับแรก โดย นายณัฐพงษ์ บอกว่า อันดับแรกเราจะต้องทำให้การเมืองดี เมื่อการเมืองดีก็จะมีเงินภาษีเยอะ เพราะเงินภาษีในแต่ละปีโดนทุจริตไปเยอะ หายไปหลายแสนล้านต่อปี เมื่อได้เงินภาษีกลับคืนมาก็จะพัฒนาต่อในเรื่องของปากท้องประชาชนในด้านเศรษฐกิจ เงินในกระเป๋าก็จะเพิ่มขึ้น รวมถึงสวัสดิการซึ่งพรรคเรามีนโยบายที่สามารถทำได้ดี และเราก็จะทำโครงการคนละครึ่งต่อเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งแม่ค้าในตลาดยังได้ถามเรื่องของทหารกับนายณัฐพงษ์ด้วยว่า จะทำยังไง ซึ่งคุณเท้งยืนยันว่าอำนาจปกป้องอธิปไตยของประเทศเป็นหน้าที่ของทหาร ซึ่งจะสนับสนุนเต็มที่ และแม่ค้ายังได้ถามถึงเรื่อง ม.112 ด้วย โดย นายณัฐพงษ์บอกว่า เรื่องนี้เรายังไม่สามารถแก้ได้ เพราะมีข้อจำกัดทางการเมือง ซึ่งแม่ค้าขอ นายณัฐพงษ์ว่าอย่าเพิ่งแก้ ประชาชนทุกคนขอเพียงเรื่องนี้ถ้าทำได้รับประกันว่า นายณัฐพงษ์จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป โดย นายณัฐพงษ์รับปากว่าสิ่งที่แม่ค้าพูดมานั้นทางพรรคสามารถทำได้หมดเลย ก่อนที่บรรดาพ่อค้าแม่ค้าจะมาขอถ่ายรูปเซลฟี่ด้วย ซึ่งมีแฟนคลับหลายคนทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ต่างหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก ท่ามกลางบรรยากาศที่ชื่นมื่นภายในตลาดสดเทศบาลเมืองเมืองพล

แม่ค้าถามเรื่อง 112 กับ “เท้ง” หาเสียงขอนแก่น

จากรายงานพบว่า ประเด็นเรื่องมาตรา 112 เป็นสิ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในการลงพื้นที่หาเสียงของนายณัฐพงษ์ หรือ เท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันในสังคม

สิ่งที่เกิดขึ้นในการลงพื้นที่“เท้ง” หาเสียงขอนแก่น แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของความคิดเห็นและข้อเรียกร้องจากประชาชนในพื้นที่ การที่ “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้รับทั้งกำลังใจและการติติง แสดงให้เห็นถึงความคาดหวังและความกังวลของประชาชนที่มีต่อการเมืองและนโยบายต่างๆ

การลงพื้นที่ ““เท้ง” หาเสียงขอนแก่น” ครั้งนี้ เป็นบทเรียนสำคัญที่นักการเมืองต้องรับฟังและทำความเข้าใจถึงความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง การสร้างความสมดุลระหว่างการตอบสนองต่อข้อเรียกร้องต่างๆ และการรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ

การเมืองเป็นเรื่องของการรับฟังและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง เหตุการณ์ที่ “เท้ง” หาเสียงขอนแก่น เป็นเครื่องเตือนใจให้นักการเมืองทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการสื่อสารและการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกับประชาชน

ที่มา – “เท้ง” หาเสียงขอนแก่น เจอแม่ค้าไล่ ชาวบ้านแนะระวังเรื่องปาก-ด้อมส้มแห่ให้กำลังใจ

“โรม” แปลกใจ เจ้ากรมข่าวทหารบกโพสต์ด้อยค่า ปชช.

จากกรณีที่ นายรังสิมันต์ โรม อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชช.) ได้ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับกรณีที่ พล.ท. ธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก โพสต์ข้อความที่เกี่ยวข้องกับวาทกรรมด้อยค่ากองทัพและการเป็นทหารนั้น ได้ก่อให้เกิดการตอบโต้กันไปมาในสังคมออนไลน์

นายรังสิมันต์ โรม กล่าวว่า ตนรู้สึกแปลกใจที่เจ้ากรมข่าวทหารบกออกมาโพสต์ข้อความในลักษณะที่ด้อยค่าพรรคการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรรคประชาชน (ปชช.) พร้อมทั้งแนะนำให้วางตัวเป็นกลางทางการเมืองเหมือนกับผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ที่ผ่านมา

“โรม” แปลกใจ เจ้ากรมข่าวทหารบก โพสต์ด้อยค่า ปชช.

นายรังสิมันต์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและบทบาทของทหารมืออาชีพเป็นอย่างมาก และขอให้ทหารทุกคนยึดแบบอย่างการวางตัวของ ผบ.ทบ. เป็นหลัก พร้อมทั้งเรียกร้องให้ยุติปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่มุ่งด้อยค่าพรรคประชาชน

พล.ท. ธีรนันท์ โต้กลับ ประเด็น “โรม” แปลกใจ เจ้ากรมข่าวทหารบก โพสต์ด้อยค่า ปชช.

ในขณะที่ พล.ท. ธีรนันท์ ได้โพสต์ข้อความชี้แจงตอบโต้ว่า สิ่งที่ตนโพสต์นั้นเป็นการอธิบายว่า วาทกรรมด้อยค่าต่างๆ ที่บั่นทอนความรู้สึกของทหารทั้งกองทัพ โดยมีคนพยายามอธิบายว่าหมายถึงนายพลบ้าง หรือหมายถึงทหารไม่ดีบ้าง ทำให้ทหารที่เหลือต้องยอมให้นักการเมืองและผู้สนับสนุนใช้วาทกรรมด้อยค่าพวกเขา

พล.ท. ธีรนันท์ ยังกล่าวว่า ตนเขียนข้อความอย่างชัดเจน แต่กลับมีหลายคนไม่อ่านและเข้ามาตอบโต้ด้วยถ้อยคำต่างๆ นานา แต่ตนไม่ได้รู้สึกโกรธหรือรู้สึกอะไรเลย เพราะหลายคนไม่รู้จักตน และที่สำคัญคือหลายคนไม่อ่านสิ่งที่ตนเขียน

พล.ท. ธีรนันท์ อธิบายเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ตนต้องการสื่อคือ ทหารคนอื่นไม่เกี่ยวกับการกระทำของทหารเลว และการใช้วาทกรรมด้อยค่าเหมารวมนั้นกระทบความรู้สึกและความภูมิใจในอาชีพของทหารที่เหลือ นอกจากนี้ การปรามาสว่ากองทัพรบที่ไหนก็แพ้ก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริง และการใช้คำพูดที่สร้างความแตกแยกในกองทัพเป็นสิ่งที่ต้องเคลียร์กัน

ในส่วนของประเด็นที่มีผู้สงสัยว่าตนเคยไปรบหรือไม่ พล.ท. ธีรนันท์ กล่าวว่า ตนไม่จำเป็นต้องบอกใครว่าตนทำอะไรมาบ้าง เพราะภารกิจมีความหลากหลายและมีชั้นความลับ

เรื่องทั้งหมดนี้ พล.ท. ธีรนันท์ โพสต์ใน Facebook ส่วนตัวของตนเอง และไม่ได้มีเจตนาให้เป็นไวรัล หากทำให้ใครเดือดร้อนก็ขออภัย

ข้อสรุปเกี่ยวกับประเด็น “โรม” แปลกใจ เจ้ากรมข่าวทหารบก โพสต์ด้อยค่า ปชช.

  • หลายคนไม่อ่านสิ่งที่โพสต์และเข้ามาแสดงความเห็นโดยไม่ได้ทำความเข้าใจ
  • หากต้องการวิพากษ์วิจารณ์ทหารคนใด ก็ควรกระทำโดยไม่เหมารวมทหารทั้งกองทัพ
  • หากมีการพูดจาพาดพิง ดูถูกเหยียบย่ำ ก็ควรขอโทษ เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่พูด

จากเหตุการณ์นี้ เราได้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ชัดเจนและการทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน ก่อนที่จะแสดงความคิดเห็นใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกและความภาคภูมิใจของผู้คน การรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างและหลีกเลี่ยงการใช้คำพูดที่สร้างความแตกแยก เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสังคมที่สงบสุขและปรองดอง

ที่มา – “โรม” แปลกใจ เจ้ากรมข่าวทหารบก โพสต์ด้อยค่า ปชน.- “พล.ท. ธีรนันท์” โต้กลับทันที

“ธนาธร” หาเสียงลำพูน หนุนสู้อำนาจเป็นของประชาชน

“ธนาธร” ลงพื้นที่หาเสียงที่ลำพูน ควงนายก อบจ. อ้อนขอคะแนนเสียงให้พรรคประชาชน บอกเปลี่ยนลำพูนยังไม่พอ ขอเป็นรัฐบาลเปลี่ยนประเทศ พร้อมโพสต์ภาพแฟนคลับเขียนจดหมายให้กำลังใจ บอกสักวันอำนาจสูงสุดจะเป็นของประชาชน

เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2569 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ร่วมหาเสียงที่ลำพูน กับ นายวิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก ผู้สมัคร สส. เขต 1 เบอร์ 1 และนายชัชพีร์ วรรณาพิรัชย์ ผู้สมัคร สส. เขต 2 เบอร์ 3 โดยมีนายกเฮง นายวีระเดช ภู่พิสิฐ นายก อบจ. ลำพูนช่วยหาเสียง บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ได้รับการต้อนรับจากพ่อค้าแม่ขายและประชาชนอย่างอบอุ่น โดยนายธนาธรระบุว่าลำพูนมีปัญหาหลักคือเรื่องเกษตร และเรื่องสวัสดิการผู้สูงวัย

“สำหรับลำพูน นโยบายที่คนสนใจเยอะเป็นเรื่องลำไย พืชผลการเกษตรราคาตกต่ำ ซึ่งนโยบายของเรารอบนี้มีคูปองเพื่อเกษตรกร สนับสนุนการทำเกษตรทันสมัย ปรุงดิน ใช้ปุ๋ยแม่นยำ ลดเผา และยังมีคูปองอุดหนุนเกษตรกรที่นำสินค้าเกษตรไปแปรรูปอีกรายละ 50,000 บาท เป็นการอุดหนุนแบบตรงเป้า ไม่ใช่แจกเงินอย่างเดียว แต่เป็นการให้เงินอุดหนุนเพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรทำการเกษตรอย่างได้ผล ลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าผลผลิตได้ในระยะยาว”

นายธนาธรยังกล่าวอีกด้วยว่าตลอด 10 เดือนที่พรรคประชาชนได้รับโอกาสให้บริหารลำพูน นายกเฮงและทีมงาน รวมถึงตนเอง ได้ทำงานเต็มที่เพื่อเปลี่ยนคุณภาพชีวิตคนลำพูน ตอนนี้คนเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง เช่น การรับมือน้ำท่วมทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีระบบแจ้งเตือนและเฝ้าระวังน้ำที่ทันสมัย มีการเปิดเส้นทางขนส่งสาธารณะใหม่ๆ ในลำพูนโดยใช้รถ EV ให้บริการ และยังมีอีกหลายโครงการที่จะทยอยเสร็จในปีนี้ แต่เปลี่ยนแค่ลำพูนยังไม่พอ ขอโอกาสในการเลือกตั้งครั้งนี้ เลือก สส. เขตพรรคประชาชนทั้ง 2 เขตที่ลำพูน เพื่อให้รัฐบาลประชาชนได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงประเทศ

“ธนาธร” หาเสียงลำพูน โพสต์ภาพจดหมายแฟนคลับ หนุนให้สู้จนกว่าอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

นอกจากนี้ นายธนาธร ยังโพสต์ภาพจดหมายที่แฟนคลับส่งให้ พร้อมระบุข้อความว่า ได้รับจดหมายฉบับนี้ระหว่างการเดินทางพบปะประชาชนรอบนี้ที่ภาคเหนือ (เชียงใหม่ ลำปาง และลำพูน) มีเวลาอ่านเมื่อขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ

ขอบคุณทุกคนที่เข้าใจพวกเรา และยังยืนหยัดต่อสู้ร่วมกัน มาเดินทางร่วมกันต่อไป จนกว่าอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ขอบคุณจริงๆ

ขณะที่ข้อความในจดหมาย ระบุว่า ถึง คุณธนาธร และทุกคนตั้งแต่อนาคตใหม่จนถึงประชาชน

ขอบคุณครับที่พวกคุณได้ปลูกต้นไม้

ที่ชื่อว่าประชาธิปไตยนั้นมาอีกครั้ง ต้นไม้ต้นนี้

ยังค่อย ๆ เติบโตท่ามกลางพายุโหมกระหน่ำ

สักวันต้นไม้ต้นนี้จะเติบโตขึ้นอย่างสมบูรณ์

และสวยงาม

การเลือกตั้งหลังจากนี้ขอให้ทุกคน

อย่ายอมแพ้นะครับ มีผู้คนอีกมากมายที่จะคอย

เป็นกำลังข้างหลังพวกคุณและสู้ไปด้วยกัน

สู้ๆ ครับ

สักวันอำนาจสูงสุดจะเป็นของประชาชน

“ธนาธร” เดินหน้าหาเสียงที่ลำพูน มั่นใจอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

การลงพื้นที่หาเสียงของ “ธนาธร” ที่ลำพูนครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคประชาชนในการผลักดันนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชนในระดับท้องถิ่น ควบคู่ไปกับการสร้างความเปลี่ยนแปลงในระดับประเทศ การได้รับกำลังใจจากแฟนคลับผ่านจดหมายยิ่งเป็นแรงผลักดันให้ “ธนาธร” และทีมงานเดินหน้าต่อไป เพื่อให้ “อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน” อย่างแท้จริง

สำหรับประชาชนชาวลำพูน การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะตัดสินใจว่าจะเลือกผู้แทนที่สามารถผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อท้องถิ่น หรือจะเลือกผู้แทนที่จะนำพาประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ประชาชนต้องการ “ธนาธร” และพรรคประชาชนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการสนับสนุนจากชาวลำพูน เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่า

การที่ “ธนาธร” โพสต์ภาพจดหมายจากแฟนคลับที่ให้กำลังใจในการต่อสู้เพื่อให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการขับเคลื่อนประชาธิปไตย จดหมายฉบับนี้เป็นสัญลักษณ์ของการสนับสนุนและความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อ “ธนาธร” และพรรคประชาชน

การเมืองไม่ใช่เรื่องของนักการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของทุกคนที่มีสิทธิมีเสียง ทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ การเลือกตั้งจึงเป็นโอกาสสำคัญที่ทุกคนจะได้แสดงพลัง และเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ทิศทางที่ต้องการ

ดังนั้น อย่าปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และเลือกผู้แทนที่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง มาร่วมกันสร้างสังคมที่เป็นธรรม และให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริงกันเถอะ

ที่มา – “ธนาธร” หาเสียงลำพูน โพสต์ภาพจดหมายแฟนคลับ หนุนให้สู้จนกว่าอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

“นิพิฏฐ์” แฉ เลือกตั้ง 69 ซื้อเสียงหัวละ 2,000

อดีตรัฐมนตรี “นิพิฏฐ์” แฉเลือกตั้ง 69 เงินเทาซื้อเสียงสูงถึงหัวละ 2,000 บาท ชวนคนพัทลุงสั่งสอน รับเงินแต่ไม่เลือก “ให้มันจบที่พัทลุง”

วันที่ 3 มกราคม 2569 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงการซื้อสิทธิขายเสียงในการเลือกตั้ง สส. ในหัวเรื่อง “ให้มันจบที่พัทลุง” มีสาระใจความว่า การซื้อเสียงในภาคใต้ เริ่มต้นที่ จ.พัทลุง ในปี 2562 ด้วยการนำ “บุรีรัมย์โมเดล” มาใช้ คือการถ่ายบัตรประชาชน แล้วซื้อเสียงตามจำนวนบัตรที่ได้ถ่ายมา เมื่อวิธีการนี้ใช้ได้ผล วิธีการนี้ก็ระบาดไปทั่วภาคใต้ กลายเป็นการซื้อเสียงที่เรียกว่า “พัทลุงโมเดล”

นายนิพิฏฐ์ ระบุว่า เมื่อมันเริ่มที่พัทลุง จึงเป็นหน้าที่ของชาวพัทลุง ต้องร่วมมือกัน “กำจัด” วิธีการนี้เสีย ด้วยการ “รับเงินแล้วลงโทษด้วยการไม่เลือก”

วันนี้ มีการพูดกันว่า จะซื้อเสียงด้วยเงินเทา หัวละ 1,500-2,000 บาท ซึ่งถือว่า สูงที่สุดในประเทศไทย “เมื่อการซื้อเสียงนี้มันเริ่มต้นที่พัทลุง ก็ต้องทำให้มันจบที่พัทลุง”

“นิพิฏฐ์” แฉ เลือกตั้ง 69 ซื้อเสียงหัวละ 2,000

สถานการณ์การเมืองไทยในช่วงใกล้วันเลือกตั้งนั้น มีความร้อนแรงและมีการแข่งขันกันอย่างสูงในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการซื้อสิทธิขายเสียง ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในการเลือกตั้งทุกครั้ง แม้ว่าจะมีกฎหมายและมาตรการต่างๆ ออกมาเพื่อป้องกันและปราบปราม แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างเด็ดขาด

ล่าสุด นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตรัฐมนตรี ได้ออกมาแฉถึงสถานการณ์การซื้อเสียงในการ เลือกตั้ง 69 ที่กำลังจะมาถึง โดยระบุว่ามีการใช้เงินเทาในการซื้อเสียงในราคาสูงถึงหัวละ 2,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประเทศไทย นายนิพิฏฐ์ยังได้ชี้ให้เห็นว่าการซื้อเสียงในภาคใต้นั้นเริ่มต้นที่จังหวัดพัทลุง และเรียกร้องให้ชาวพัทลุงร่วมมือกันกำจัดการซื้อเสียงให้หมดสิ้นไป

ทำไม “นิพิฏฐ์” ถึงออกมาแฉเรื่อง เลือกตั้ง 69?

การออกมาแฉเรื่องการซื้อเสียงของนายนิพิฏฐ์ในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนทั่วไปให้ตระหนักถึงปัญหาการซื้อเสียงที่กำลังเกิดขึ้น และร่วมมือกันป้องกันและปราบปรามการซื้อเสียงให้หมดสิ้นไป เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมและสะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง

การซื้อเสียงไม่เพียงแต่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยและทำให้การเมืองไทยเสื่อมทรามลง การซื้อเสียงทำให้ผู้ที่ไม่มีความสามารถหรือไม่มีคุณธรรมเข้ามามีอำนาจ และทำให้การพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างล่าช้า ดังนั้น การป้องกันและปราบปรามการซื้อเสียงจึงเป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคม

การ เลือกตั้ง 69 ที่กำลังจะมาถึง จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้แสดงพลังและร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองให้เกิดขึ้น โดยการไม่ขายเสียง ไม่สนับสนุนผู้ที่ซื้อเสียง และเลือกผู้แทนที่ซื่อสัตย์สุจริตและมีความสามารถเข้ามาบริหารประเทศ

นอกจากนี้ การให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับโทษของการซื้อเสียง และการสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันและปราบปรามการซื้อเสียงได้อย่างยั่งยืน

การที่นายนิพิฏฐ์ออกมาเปิดเผยข้อมูลเรื่องการซื้อเสียงในการ เลือกตั้ง 69 ถือเป็นเรื่องที่ควรสนับสนุน เพราะเป็นการกระตุ้นให้สังคมตื่นตัวและร่วมกันแก้ไขปัญหาการซื้อเสียงอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาการซื้อเสียงไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม

ดังนั้น เราทุกคนจึงต้องร่วมมือกันเพื่อให้การ เลือกตั้ง 69 เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม และเป็นการเลือกตั้งที่สะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ดีขึ้นให้กับประเทศไทย

ที่มา – “นิพิฏฐ์” แฉเลือกตั้ง 69 เงินเทาซื้อเสียงสูงถึงหัวละ 2,000 ชวนคนพัทลุงสั่งสอน รับเงินแต่ไม่เลือก

“ชัชวาล” ชูแคนดิเดตนายกฯ ไทยสร้างไทย ครบเครื่อง!

“ชัชวาล” ชู 3 แคนดิเดตนายกฯ ไทยสร้างไทย ผลงานจับต้องได้ มือสะอาด ครบเครื่อง เป็นทางเลือกหลักของคนไทย ช่วย “หายเหนื่อย หายจน”

วันที่ 3 มกราคม 2569 นายชัชวาล แพทยาไทย เลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) กล่าวถึงแคนดิเดตนายกฯ พรรคไทยสร้างไทยว่า บุคลากรระดับแม่ทัพของพรรคไทยสร้างไทย ที่มีจุดแข็งเหนือกว่าผู้นำพรรคอื่นชัดเจนในทุกมิติ โดยเฉพาะคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรค เป็นนักบริหารที่มีความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์และมีทักษะการบริหารงานสำเร็จ มีผลงานโดดเด่น อาทิ โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค จนสำเร็จ โดยนั่งเป็นรัฐมนตรีถึง 4 ปีเต็ม และการจัดการวิกฤตโรคระบาดระดับโลกอย่าง SARS และไข้หวัดนก จน WHO มอบรางวัลยกย่อง คือข้อพิสูจน์ว่า คุณหญิงสุดารัตน์สามารถแปลงนโยบายยากๆ ให้เป็นความจริงที่กินได้ และเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ทุกเมื่อด้วยประสบการณ์การทำงานที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน

ส่วนขุนพลด้านกฎหมาย พรรคไทยสร้างไทย ชู นายโภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภาและอดีตผู้พิพากษาศาลปกครองสูงสุด ซึ่งเป็นนักกฎหมายมหาชนระดับแถวหน้าของเมืองไทย ผู้อยู่เบื้องหลังการปลดล็อกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากินของ SME และคนทำมาหากิน 1,000 ฉบับ ภายในเวลา 1 ปี และการผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ให้อำนาจให้คนไทย 50,000 คน ถอดถอนนักการเมืองทุจริต รวมทั้งองค์กรอิสระ และศาลรัฐธรรมนูญ ที่ทำหน้าที่ไม่สุจริต

สำหรับงานในมิติของความมั่นคงและยุทธศาสตร์การเมือง พรรคมี พล.ท.ภาราดร พัฒนถาบุตร หรือ “เสธ.แมว” อดีตเลขาธิการ สมช. ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระดับประเทศและเป็นมือประสานสิบทิศในการสร้างสันติภาพชายแดนใต้ ซึ่งถือเป็นแคนดิเดตนายกฯ พรรคไทยสร้างไทยที่โดดเด่นเรื่องความซื่อตรงและการมองความมั่นคงผ่านเลนส์ประชาธิปไตย ทั้งนี้ แคนดิเดตนายกฯ พรรคไทยสร้างไทย 3 คนของพรรคไทยสร้างไทยคือ ส่วนผสมที่ลงตัวที่สุดระหว่าง “ประสบการณ์-ความสำเร็จ-ความซื่อสัตย์” ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากในผู้นำยุคปัจจุบัน โดยพรรคไม่ได้เน้นเพียงแค่การหาเสียง แต่เน้นการสร้างประเทศไทยด้วยมืออาชีพที่เชื่อมือได้และไม่เคยมีประวัติด่างพร้อยเรื่องการทุจริต พร้อมที่จะนำนโยบายบำนาญประชาชน 3,000 บาท และการปฏิรูปโครงสร้างรัฐสวัสดิการมาทำให้สำเร็จเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยทุกคนอย่างยั่งยืน เหนือกว่าทุกทางเลือกที่ประชาชนเคยมีมา

“ชัชวาล” ชูแคนดิเดตนายกฯ พรรคไทยสร้างไทย ผลงานจับต้องได้ มือสะอาด ครบเครื่อง

ทำไมต้องเลือกแคนดิเดตนายกฯ พรรคไทยสร้างไทย?

  • ประสบการณ์: ผู้นำที่มีประสบการณ์ในการบริหารประเทศและแก้ไขปัญหาระดับชาติ
  • ความสำเร็จ: มีผลงานเป็นที่ประจักษ์และสามารถวัดผลได้จริง
  • ความซื่อสัตย์: โปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่เคยมีประวัติด่างพร้อยเรื่องทุจริต
  • ความครบเครื่อง: มีความรู้ความสามารถรอบด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และความมั่นคง

พรรคไทยสร้างไทยนำเสนอทางเลือกที่แตกต่างและดีกว่าสำหรับประชาชน ด้วยทีมผู้บริหารที่มีความสามารถและวิสัยทัศน์ มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน และพร้อมที่จะสร้างประเทศไทยให้เป็นประเทศที่น่าอยู่สำหรับทุกคน

อย่ารอช้า! ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างประเทศไทยที่ดีกว่าเดิม เลือกพรรคไทยสร้างไทยในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ที่มา – “ชัชวาล” ชูแคนดิเดตนายกฯ พรรคไทยสร้างไทย ผลงานจับต้องได้ มือสะอาด ครบเครื่อง

“เท้ง” นั่งซาเล้งแห่หาเสียงขอนแก่น เขต 1

“เท้ง ณัฐพงษ์” ควงผู้สมัครขอนแก่นนั่งซาเล้งแห่หาเสียง ดัน “ทนายป๊อก” ป้องกันแชมป์ขอนแก่นเขต 1 พ่อค้าแม่ค้าแซว “ว่าที่นายกฯ คนใหม่” เจ้าตัวย้ำไม่หวั่นบ้านใหญ่รวมตัว

วันที่ 3 มกราคม 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาชน พร้อมด้วยทนายป๊อก วีรนันท์ ฮวดศรี ผู้สมัคร สส.ขอนแก่น เขต 1 พรรคประชาชน ร่วมกิจกรรม “เท้ง” นั่งซาเล้งแห่หาเสียงโดยใช้ขบวนรถสามล้อและมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างแห่ไปรอบตัวเมืองขอนแก่น ทักทายประชาชนเพื่อแนะนำนโยบายของพรรคประชาชนในการเลือกตั้ง โดยกิจกรรมตลอดช่วงเช้านี้ได้รับการตอบรับจากประชาชนสองข้างทางเป็นอย่างดี ซึ่งนายณัฐพงษ์ ได้กล่าวบางช่วงระหว่างนั่งรถขอบคุณความไว้วางใจ สำหรับการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาที่ชาวขอนแก่นเลือกทนายป๊อกเข้าไปนั่งในสภาได้สำเร็จ รอบนี้ขอแรงชาวขอนแก่นอีกรอบเพื่อเข้าไปโหวตเท้งเป็นนายกคนที่ 33 บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักมีประชาชนพ่อค้าแม่ขายให้การต้อนรับและเข้ามาขอถ่ายรูป อย่างเป็นกันเอง และกล่าวชื่นชมว่า “พรรคประชาชน สู้ๆ ขอให้เท้งได้เป็นนายก”

นายณัฐพงษ์ ได้ตอบข้อซักถามของสื่อมวลชน โดยได้ถามถึงความมั่นใจในการเลือกตั้งครั้งนี้ ระบุว่า มาขอนแก่นครั้งนี้เพื่อสวัสดีปีใหม่และถือโอกาสช่วยทนายป๊อก วีรนันท์ ฮวดศรี หาเสียงเพื่อป้องกันแชมป์ จังหวัดขอนแก่นถือเป็นพื้นที่สำคัญของพรรคประชาชนเพราะมีจำนวนที่นั่งถึง 11 เขต และเป็นพื้นที่ที่พี่น้องเคยมอบความไว้วางใจให้กับพวกเราถึง 3 ที่นั่ง ซึ่งเพิ่มขึ้นทุกปี ตนเชื่อมั่นว่าปีนี้ชาวขอนแก่นจะลงคะแนนให้พวกเรามากขึ้น เรามั่นใจว่าหากได้เป็นรัฐบาลครั้งนี้จะทำให้ประเทศดีขึ้นแน่นอน โดยเริ่มจากการเปลี่ยนขอนแก่นให้เป็นสีส้ม การเลือกตั้งครั้งนี้เรามีความพร้อมในทุกๆ ด้าน คราวนี้ผู้สมัครเรามีคุณภาพ ทีมบริหารมืออาชีพที่มีความรู้ความสามารถและคุณภาพรอบด้าน และนโยบายกลั่นกรองมาอย่างดีพร้อมทำได้จริง ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมติดตามวันที่ 11 มกราคม 2569 นี้พรรคประชาชนจะเปิดทีมบริหารที่พร้อมเข้าไปทำงานหากได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้เป็นรัฐบาล

ขอนแก่นมีทั้งหมด 11 เขตเลือกตั้ง พรรคประชาชนส่งผู้สมัคร สส. ครบทุกเขต ดังนี้ วีรนันท์ ฮวดศรี เขต 1 (เบอร์ 3) อิทธิพล ชลธราศิริ เขต 2 (เบอร์ 5) ชัชวาล อภิรักษ์มั่นคง เขต 3 (เบอร์ 4) วุฒิรักษ์ แพงตาแก้ว เขต 4 (เบอร์ 8) คะนางค์ รักโนนสูง เขต 5 (เบอร์ 2) อภิชัย ชาตะมีนา เขต 6 (เบอร์ 3) วีรภัทร มีสกุลทิพยานนท์ เขต 7 (เบอร์ 6) ยอดเพชร อุดเมืองเพีย เขต 8 (เบอร์ 1) กมลชนก สุพรรณฝ่าย เขต 9 (เบอร์ 3) นิวัตร สระพรม เขต 10 (เบอร์ 3) ณัฏฐณิชา สารบรรณ เขต 11 (เบอร์ 3)

นายณัฐพงษ์ ยังได้ร่วมกิจกรรม พบปะประชาชนผู้สนับสนุนพรรค ณ คอฟฟี่เดอล่า บรรยากาศคึกคักแฟนคลับแน่นร้าน โดยณัฐพงษ์ได้เริ่มกล่าวทักทายประชาชน พร้อมให้ความเชื่อมั่นว่าหากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาลสามารถพาประเทศไทยดีขึ้นกว่านี้ได้แน่นอนเมื่อสองปีที่แล้วทุกคนปรามาสอดีตพรรคก้าวไกลว่าไม่สามารถเป็นพรรคอันดับหนึ่งได้ แต่พวกเราก็ทำสำเร็จ ในวันนี้ทุกคนปรามาสพวกเราว่าไม่สามารถเป็นรัฐบาลได้ และการเลือกตั้งครั้งนี้พวกเราก็จะทำให้เต็มที่เพื่อเป็นรัฐบาลของคนไทยทุกคนให้ได้เช่นเดียวกัน

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า การโหวตนายกครั้งล่าสุดนั้น พรรคประชาชนมีโจทย์สำคัญคือต้องการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อปลดอำนาจขององค์กรอิสระเพื่อป้องกันไม่ให้มีการกลั่นแกล้งทางการเมือง และใช้อำนาจรัฐกับประชาชนอย่างไม่เป็นธรรม และสิ่งที่คุณอนุทินได้กล่าวว่า ยุบสภาตามคำสั่งหัวหน้าพรรคประชาชนเป็นเพียงการโหนส้มสร้างความชอบธรรม ไส้ในไม่เคยคิดเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามคำสัญญาที่เคยให้ไว้ จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมต้องเลือกพรรคประชาชนให้ได้เสียงสูงที่สุดเพราะหากเรามีเสียงที่มั่นคงเพียงพอก็จะสามารถทำให้พรรคประชาชนเป็นรัฐบาลและผลักดันวาระนโยบายที่อยากให้ประชาชนได้เพราะพวกเราไม่มีผลประโยชน์กับนายทุนคนใด ดังนั้นหากเรามีการเมืองที่ดีได้แล้วประเทศไทยก็จะสามารถดึงดูดคนเก่งและมีคุณภาพเข้ามาร่วมงานได้มากขึ้นเพื่อสร้างประเทศไทยที่เป็นของประชาชน

ทั้งนี้นายณัฐพงษ์มีกำหนดการขึ้นเวทีปราศรัย “เลือกตั้งเทื่อเดียว เปลี่ยนอนาคตขอนแก่น” ณ BirdGarden เวลา 18.00 น. ก่อนเดินทางไปช่วยผู้สมัครอุดรธานีหาเสียงในวันที่ 4 มกราคม 2569 ต่อไป

“เท้ง” นั่งซาเล้งแห่หาเสียงช่วยผู้สมัคร สส.ขอนแก่น เขต 1

การ“เท้ง” นั่งซาเล้งแห่หาเสียงในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้สมัครและพรรคประชาชนในการเข้าถึงประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด การใช้รถซาเล้งเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความเรียบง่ายและเข้าถึงง่าย ทำให้ผู้สมัครสามารถพูดคุยและรับฟังปัญหาของประชาชนได้อย่างตรงจุด การที่แม่ค้าแซวว่า “ว่าที่นายกฯ คนใหม่” แสดงให้เห็นถึงความหวังและความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อพรรคประชาชนและตัวนายณัฐพงษ์เอง

ทำไม “เท้ง” ถึงเลือกนั่งซาเล้งแห่หาเสียง?

การเลือกใช้รถซาเล้งในการ “เท้ง” นั่งซาเล้งแห่หาเสียง ครั้งนี้อาจมองได้ว่าเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด เพราะนอกจากจะประหยัดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังสามารถเข้าถึงตรอกซอกซอยต่างๆ ได้อย่างสะดวก และสร้างความแปลกใหม่ให้กับประชาชนที่พบเห็น การที่นายณัฐพงษ์ลงมาใกล้ชิดกับประชาชนเช่นนี้ ย่อมสร้างความประทับใจและทำให้ประชาชนรู้สึกว่าผู้สมัครให้ความสำคัญกับพวกเขาอย่างแท้จริง

การเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้ตัดสินใจเลือกผู้แทนที่สามารถเข้ามาแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศได้อย่างแท้จริง การติดตามข่าวสารและนโยบายของผู้สมัครแต่ละพรรค จะช่วยให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลและรอบด้าน เลือกคนที่ใช่ เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศไทยของเรา

ที่มา – “เท้ง” นั่งซาเล้งแห่หาเสียงช่วยผู้สมัคร สส.ขอนแก่น เขต 1 แม่ค้าแซว “ว่าที่นายกฯ คนใหม่”

“จุลพันธ์” เผยคะแนน “ยศชนัน-เพื่อไทย” ดีขึ้นจริงหรือ?

“จุลพันธ์” เผยคะแนน “ยศชนัน-เพื่อไทย” ดีขึ้น มั่นใจพรรคเพื่อไทยตีตื้นได้หลังลงพื้นที่ครบสัปดาห์ โว! กระแสตอบรับดี ฟาก “ยศชนัน” คะแนนนิยมดีขึ้นหลังเปิดตัว จ่อเปิดนโยบายหมัดเด็ด 2 ระลอก เผยพบพิรุธลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าบางพื้นที่มากผิดปกติ หวั่นซื้อเสียงเลือกตั้ง

เมื่อเวลา 08.15 น. วันที่ 3 ม.ค. 2569 ที่ตลาดริมคลองเจริญกรุง 103 ชุมชนสวนหลวง 1 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการหาเสียงครบ 1 สัปดาห์จะต้องมีการปรับแผนหรือเพิ่มกลยุทธ์อะไรหรือไม่ว่า ช่วงนี้เรามีการวางแผนไปจนถึงจบการเลือกตั้ง ในเรื่องของการดีเบต ในส่วนของเวทีต่างๆ ในแต่ละพื้นที่ เรามีการกำหนดผู้ปราศรัย ซึ่งตนและนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย จะได้ลงทุกพื้นที่พร้อมกับพบปะพี่น้องประชาชน วันนี้เราพร้อมทุกอย่าง ส่วนต้องปรับอะไรนั้นอาจจะมีหน้างานบ้าง แต่ส่วนใหญ่เราค่อนข้างพร้อม และมีกำหนดที่จะเปิดนโยบายสำคัญอีก 2 ช่วง ที่จะแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน

เมื่อถามถึงความนิยมของแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ที่ครั้งนี้หลายโพลมองว่าจะมาเป็นอันดับ 3 จะมีนโยบายอะไรที่จะดึงเสียงความนิยมของประชาชนกลับมาเหมือนเดิม นายจุลพันธ์ กล่าวว่า สำหรับผลโพลขณะนี้ ตนมองว่าเป็นเรื่องแปลกที่พรรคเพื่อไทยไม่ได้อยู่ในการแข่งขัน พอดูจากผลโพลก็พบว่าพรรคเพื่อไทยเริ่มที่จะจ่อขึ้นมาแล้ว จากที่ไม่มีชื่อของนายยศชนัน แต่เมื่อเปิดชื่อออกมา 15 วัน ความนิยมจ่อขึ้นมาแล้ว และจากการทำงาน โอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะนำเป็นอันดับ 1 ไม่ใช่เรื่องยาก ซึ่งการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยเป็นตัวเต็ง แต่ก็มีการพลิกแซงในโค้งสุดท้าย ดังนั้นอย่าไปคิดว่าประชาชนเป็นของตาย หรือประชาชนมีความแน่นอน เพราะประชาชนมีโอกาสและมีสิทธิ์ในการตัดสินใจ และเป็นเอกสิทธิ์ของแต่ละบุคคล ฉะนั้นการทำงานอย่างหนักจึงจะเป็นเครื่องพิสูจน์ให้ประชาชนได้รู้ถึงความตั้งใจและแนวนโยบายของพรรคเรา

เมื่อถามว่าในพื้นที่กรุงเทพฯ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการต่อสู้ระหว่างพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทยจะมีกลยุทธ์อย่างไร นายจุลพันธ์ กล่าวว่า หากมาเดินพบปะประชาชนเช่นพวกตน จะเห็นว่าเรามีโอกาสสูงมาก วันนี้การตอบรับแต่ละพื้นที่แต่ละชุมชนเป็นไปด้วยดี พี่น้องประชาชนให้การตอบรับ ฉะนั้นตนจึงไม่ได้เป็นห่วงในประเด็นนี้ และนโยบายของเรายังออกไม่หมด และจะมีนโยบายทีเด็ดทีขาดที่จะนำมาให้พี่น้องประชาชนตัดสินใจ ซึ่งจะมีการออกนโยบายอีก 2 ระลอก แต่คงไม่ช้าถึงขณะที่ออกในสัปดาห์สุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง โดยคาดว่าในต้นปีนี้จะออกมา 1 นโยบาย ขอให้ประชาชนรอติดตาม

เมื่อถามถึงผู้สมัครในพื้นที่อื่นๆ ได้มีการรายงานปัญหาอุปสรรคหรือข้อพิรุธเข้ามาหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวยอมรับว่า มีปัญหาพอสมควร และมีเรื่องที่น่ากังวลคือการทุจริตคอร์รัปชั่น การทำลายป้ายหาเสียง และอย่างที่ตนเคยให้สัมภาษณ์ว่าอย่าไปโทษผู้สมัคร แต่ทุกพรรคต้องกำชับอย่างจริงจัง ว่าอย่าให้มีการทำร้ายหรือทำลายป้ายหาเสียง ซึ่งช่วงนี้เริ่มจะเห็นว่ามีการทำลายป้ายหาเสียงของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นสัญญาณว่ากระแสความนิยมของพรรคกำลังกลับมาอย่างดี ซึ่งตนขอความกรุณาผู้สมัครแต่ละพรรคการเมือง ให้ช่วยกันเน้นย้ำเรื่องดังกล่าวนี้

นายจุลพันธ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งมีการส่งข้อมูลเข้ามาเรื่อยๆ เช่น การเก็บบัตรประชาชนตามพื้นที่ต่างจังหวัด และอีกเรื่องคือมีตัวเลขในการเลือกตั้งล่วงหน้า ที่เยอะผิดปกติในหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นสัญญาณที่อันตราย พวกเราในฐานะฝ่ายการเมืองจะติดตามอย่างใกล้ชิด ขณะที่ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ก็ขอให้ดำเนินภารกิจตามหน้าที่ของท่านในการติดตามการทุจริตคอร์รัปชั่น การซื้อสิทธิ์ขายเสียงอย่างเข้มข้นด้วย

เมื่อถามย้ำว่ามีตัวเลขหรือข้อมูลหรือไม่สำหรับการเลือกตั้งล่วงหน้าที่ผิดปกติ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า จะมีการรวบรวมข้อมูลและนำเสนออีกครั้ง เพราะมีบางพื้นที่เท่านั้นที่มีตัวเลขโดดผิดปกติ ซึ่งไม่ใช่การย้ายที่อยู่ เพราะมีระยะเวลาตามกฎหมายกำหนดอยู่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือมีผู้ประสงค์ใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้า เยอะกว่าค่าเฉลี่ยปกติ เพื่อให้ประชาชนไปใช้สิทธิ์ก่อนวันเลือกตั้งเพื่อสะดวกในการซื้อสิทธิ์ขายเสียง

“จุลพันธ์” เผยคะแนน “ยศชนัน-เพื่อไทย” ดีขึ้น

“จุลพันธ์” มองอนาคต “ยศชนัน-เพื่อไทย” คะแนนดีขึ้น จริงหรือไม่?

จากข้อมูลที่นายจุลพันธ์ได้ให้สัมภาษณ์นั้น ทำให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยในการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง การที่คะแนนนิยมของนายยศชนันและพรรคเพื่อไทยเริ่มดีขึ้นเป็นสัญญาณที่ดี แต่ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถรักษาและเพิ่มคะแนนนิยมได้หรือไม่ นอกจากนี้ การพบพิรุธเกี่ยวกับการเลือกตั้งล่วงหน้าก็เป็นสิ่งที่ต้องจับตามองและแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

การออกมาให้ข้อมูลของ “จุลพันธ์” ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของพรรคเพื่อไทยที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ดังนั้น ประชาชนควรติดตามข้อมูลและนโยบายของพรรคอย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ที่มา – “จุลพันธ์” เผยคะแนน “ยศชนัน-เพื่อไทย” ดีขึ้น แฉ ตจว. เริ่มเก็บบัตรประชาชน

“จุลพันธ์” หาเสียงสวนหลวงเจอ แบงก์ 20 ลายเซ็น “ทักษิณ”

“จุลพันธ์” ควง “เพ็ญพิสุทธิ์” เดินหาเสียงชุมชนสวนหลวง 1 เจอแฟนคลับเพื่อไทยโชว์แบงก์ 20 ลายเซ็น “ทักษิณ” บอกติดตามตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว เล็งผลักดันเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชน สวนผู้สมัคร ภท.พร้อมจับมือทักทายสวัสดีปีใหม่ก่อนแยกกันหาเสียง

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 3 ม.ค. 2569 ที่ชุมชนสวนหลวง 1 พรรคเพื่อไทย นำโดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ช่วย น.ส.เพ็ญพิสุทธิ์ จินตโสภณ ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 3 นายณณัฏฐ์ หงส์ชูเวช นายสุรเกียรติ เทียนทอง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ร่วมลงพื้นที่ชุมชนสวนหลวง 1 ซึ่งเป็นชุมชนชาวมุสลิม เขตบางคอแหลม โดยเมื่อนายจุลพันธ์และคณะเดินทางมาถึง นายจุลพันธ์พร้อมผู้สมัคร ได้เดินทักทายประชาชน พ่อค้าแม่ค้า ระหว่างทางเจอนายสาโรช ต่อเทียนชัย ผู้สมัคร สส.กทม.พรรคภูมิใจไทย โดยได้มีการจับมือทักทายสวัสดีปีใหม่ พร้อมแนะนำตัว และอวยพรให้โชคดี ก่อนแยกย้ายเดินหาเสียงกันต่อ

นอกจากนี้มีประชาชนมอบดอกกล้วยไม้ให้กำลังใจนายจุลพันธ์และทีมผู้สมัคร โดยตลอดทางนายจุลพันธ์ได้มีการฝาก น.ส.เพ็ญพิสุทธิ์ ผู้สมัคร สส.กทม. พรรคเพื่อไทย เขต 3 และนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ ตลอดทาง

จากนั้นคณะได้เดินเข้าตลาดริมคลองเจริญกรุง 103 ชุมชนสวนหลวง 1 พบปะประชาชนโดยมีประชาชนถามหานายยศชนันด้วย และชาวบ้านได้อวยพรวันปีใหม่ รวมถึงมีบ้านหลังหนึ่งบอกว่าติดตามพรรคเพื่อไทยมาตั้งแต่ยุคนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ พร้อมโชว์ธนบัตร 20 บาทที่มีลายเซ็นของนายทักษิณ และบอกว่าลายเซ็นนี้ได้มาตั้งแต่สมัยหาเสียงใหญ่ที่สนามหลวงตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว

นายจุลพันธ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ว่า การลงพื้นที่ได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนดีมาก ซึ่งพื้นที่นี้พรรคเพื่อไทยมีความใกล้ชิด เนื่องจากบ้านของตนและครอบครัวก็ทำมาหากินอยู่แถวนี้ ตระกูลโบราณเป็นคนจีนอยู่ในแถวนี้ ซึ่งพื้นที่นี้มีความผูกพันกับตน วันนี้ลงมาพบปะพี่น้องประชาชนได้สัมผัสถึงการตอบรับที่ดี ซึ่งการตอบรับของพรรคเพื่อไทยในช่วงนี้ ก็ได้รับรอยยิ้ม และการต้อนรับขับสู้ที่ดี ถือเป็นกำลังใจที่ดีให้กับผู้สมัคร และวันนี้เข้ามาที่ตลาดยิ่งประทับใจ เพราะได้เห็นศักยภาพในพื้นที่ ซึ่งมีการพูดคุยกันว่าพื้นที่นี้เป็นตลาดที่มีอัตลักษณ์ และมีความแปลก มีความเป็นธรรมชาติ และเป็นชุมชนจริงๆ พรรคเพื่อไทยมาเดินก็มีความสุข แต่คนที่มาจับจ่ายใช้สอยส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่ จึงต้องมาคิดกันว่าในอนาคตจะสามารถดึงคนนอกชุมชนเข้ามาเดินเล่น มาเยี่ยมชมซื้อของได้อย่างไร ซึ่งเป็นแนวทางของพรรคเพื่อไทยในการสร้างโอกาส สร้างรายได้ใหม่ๆ ให้ชุมชน

“จุลพันธ์” หาเสียงสวนหลวงเจอ แบงก์ 20 ลายเซ็น “ทักษิณ”

เรื่องราวการลงพื้นที่หาเสียงของ “จุลพันธ์” ที่สวนหลวง ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่ได้พบกับแฟนคลับที่แสดงออกถึงความชื่นชมที่มีต่ออดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ผ่านการโชว์ธนบัตร 20 บาทที่มีลายเซ็น ซึ่งเป็นภาพที่น่าประทับใจและสะท้อนถึงความผูกพันระหว่างนักการเมืองกับประชาชนได้เป็นอย่างดี

ทำไมนายจุลพันธ์ถึงได้รับการตอบรับที่ดีในการหาเสียงที่สวนหลวง?

การที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้รับการตอบรับที่ดีในการลงพื้นที่หาเสียงที่สวนหลวงนั้น มีหลายปัจจัยที่น่าสนใจ ปัจจัยแรกคือความใกล้ชิดกับพื้นที่ เนื่องจากนายจุลพันธ์เองก็มีพื้นเพและครอบครัวที่ทำมาหากินอยู่ในย่านนี้ ทำให้เขามีความเข้าใจในปัญหาและความต้องการของคนในชุมชนเป็นอย่างดี

นอกจากนี้ การที่พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสและรายได้ให้กับชุมชน ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านให้การสนับสนุน เพราะพวกเขามองเห็นถึงศักยภาพของพื้นที่ และเชื่อมั่นว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถผลักดันให้ชุมชนสวนหลวง 1 กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจได้

การที่แฟนคลับโชว์แบงก์ 20 ลายเซ็น “ทักษิณ” ก็เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความผูกพันและความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อพรรคเพื่อไทยและอดีตนายกฯ ทักษิณ ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยยังคงมีฐานเสียงที่แข็งแกร่งในพื้นที่นี้

สถานการณ์ “จุลพันธ์” หาเสียงสวนหลวงเจอ แบงก์ 20 ลายเซ็น “ทักษิณ” แสดงให้เห็นถึงการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้เต็มไปด้วยสีสันและความน่าสนใจ การแข่งขันระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ จะเป็นไปอย่างเข้มข้น และประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินว่าใครจะเข้ามาบริหารประเทศต่อไป

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและข้อมูลต่างๆ อย่างรอบด้าน จะช่วยให้เราสามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนที่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

ที่มา – “จุลพันธ์” หาเสียงสวนหลวง เจอแฟนคลับโชว์แบงก์ 20 ลายเซ็น “ทักษิณ”

Scroll to top