การเลือกตั้ง

กกต. แจงข่าวปลอม! ไม่ได้อนุมัติคนละครึ่งพลัส เฟส 2

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกโรงชี้แจงข่าวปลอมที่แพร่หลายในสื่อสังคมออนไลน์ ยืนยันว่า กกต. ไม่เคยอนุมัติโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ตามที่มีการกล่าวอ้าง พร้อมทั้งเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลเท็จดังกล่าว

กกต. ยืนยัน ไม่ได้อนุมัติคนละครึ่งพลัส เฟส 2

ตามที่มีคลิปและข้อความเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ อ้างว่า กกต. มีมติเห็นชอบและอนุมัติงบประมาณจำนวน 40,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนั้น

ทางสำนักงาน กกต. ได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นเท็จโดยสิ้นเชิง และคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่เคยมีการพิจารณาหรือมีมติใดๆ เกี่ยวกับโครงการ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีก็ไม่ได้มีการส่งเรื่องดังกล่าวมาให้ กกต. พิจารณาแต่อย่างใด

ข่าวปลอมคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ระบาด

ดังนั้น ข่าวที่อ้างว่า กกต. เห็นชอบโครงการ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” จึงเป็นข่าวปลอมที่สร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชน ทางสำนักงาน กกต. กำลังดำเนินการตรวจสอบเพื่อหาตัวผู้ที่สร้างและเผยแพร่ข่าวปลอมดังกล่าว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทาง กกต. ขอความร่วมมือประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอมและอย่าส่งต่อข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ควรตรวจสอบข้อมูลข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น เว็บไซต์สำนักงาน กกต. หรือสอบถามผ่านสายด่วน 1444 เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นจริง

การเผยแพร่ข่าวปลอมถือเป็นความผิดทางกฎหมาย และอาจสร้างความเสียหายให้กับผู้อื่นได้ ดังนั้น ก่อนที่จะเชื่อหรือส่งต่อข้อมูลใดๆ ควรตรวจสอบให้แน่ใจเสียก่อนว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้องและมาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอม และเป็นการร่วมมือกันสร้างสังคมที่น่าเชื่อถือและมีความรับผิดชอบ

การออกมาปฏิเสธข่าวปลอมอย่างรวดเร็วของ กกต. ถือเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง เพราะช่วยลดความสับสนและป้องกันไม่ให้ประชาชนหลงเชื่อข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง การตื่นตัวและตรวจสอบข่าวสารก่อนเชื่อหรือแชร์จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน

ถึงแม้ว่าข่าวเรื่องโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 จะไม่เป็นความจริง แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการและความคาดหวังของประชาชนต่อมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ การที่รัฐบาลมีมาตรการที่เหมาะสมและตรงจุด จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้

ที่มา – กกต. แจงไม่จริง อนุมัติคนละครึ่งพลัส เฟส 2 จำนวน 40,000 ล้านบาท

ยศชนัน กราบหลวงพ่อทองคำ ขอพรเจ้าแม่กวนอิม

“ยศชนัน” นำคณะพรรคเพื่อไทย ผู้สมัคร สส. กราบหลวงพ่อทองคำ-สักการะเจ้าอาวาสวัดไตรมิตร ก่อนขอพรเจ้าแม่กวนอิมที่มูลนิธิเทียนฟ้า ขอตั้งรัฐบาลเอกภาพ บอกพื้นที่ใจกลางเมืองไม่น่าเป็นปัญหา

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ที่วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย นายจักรพงษ์ แสงมณี, นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่เพื่อช่วย นพ.ญาณกิตติ์ ห่วงทรัพย์ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กทม. เขตเลือกตั้งที่ 1 หาเสียง

ทั้งนี้ ระหว่างที่กำลังเดินเข้ามายังวัดไตรมิตรฯ ได้มีพระสงฆ์จากวัดภายนอก นำเหรียญนารายณ์ทรงครุฑคล้องคอให้นายยศชนัน พร้อมให้พร จากนั้นนายยศชนันเข้ากราบนมัสการ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญโญ) เจ้าคุณเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม โดยท่านสมเด็จพระพุฒาจารย์ ได้ให้พรนายยศชนัน ว่า ขอให้ตั้งใจทำงานเพื่อประชาชน และประเทศ ให้เจริญรุ่งเรือง พร้อมกับมอบพระผง หลวงพ่อทองคำ ให้กับนายยศชนันและคณะ ก่อนที่จะขึ้นไปสักการะพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร หรือ พระพุทธรูปทองคำสุโขทัยไตรมิตร

ต่อมาเดินทางไปยังสักการะเจ้าแม่กวนอิมที่มูลนิธิเทียนฟ้า เมื่อเสร็จสิ้นผู้สื่อข่าวถามว่าได้ขอพรอะไรบ้าง นายยศชนัน กล่าวว่า ขอพลังในการที่จะสู้เพื่อพี่น้องประชาชนทุกคน ขอให้พรรคเพื่อไทยได้ทั้งคนได้ทั้งพรรค และตั้งรัฐบาลได้อย่างมีเอกภาพ ผู้สื่อข่าวแซวต่อไปว่าแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยในอดีตก็เคยมาไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มูลนิธิเทียนฟ้าก่อนเลือกตั้งและได้เป็นนายกรัฐมนตรี นายยศชนัน ยิ้มและกล่าวว่า “ขอบคุณครับ”

จากนั้นนายยศชนันและคณะ ได้เดินทักทายพี่น้องประชาชนรวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้เดินทางมาท่องเที่ยวถนนเยาวราช และได้ชิมอาหารร้านดัง อาทิ ร้านข้าวต้มปลา เจ้าเก่าแปลงนาม ร้านอาอี๊ หวานเย็น เป็นต้น ซึ่งร้านอาหารเหล่านี้ถือว่าเป็นซอฟต์พาวเวอร์ด้านอาหารของไทยบนถนนเยาวราช ก่อนจะทักทายเพื่อนสมัยโรงเรียนสวนกุหลาบที่เป็นเจ้าของร้านผลไม้ และเดินทักทายพ่อค้าแม่ค้าจนสุดถนนเยาวราช

นายยศชนัน ให้สัมภาษณ์ภายหลังการลงพื้นที่วันนี้ว่า จากที่ตนได้เยี่ยมชมบรรยากาศของถนนเยาวราช การที่จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจในกรุงเทพมหานครนั้นต้องได้รับความช่วยเหลือจากหลายภาคส่วน เราก็อยากที่จะนำเสนอวัฒนธรรมต่างๆ ของประเทศไทยเพื่อที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามา เมื่อถามถึงกรณีที่เขตใจกลางเมืองเป็นพื้นที่พรรคเพื่อไทยจะตียาก นายยศชนัน ตอบว่า จากที่ตนเดินสัมผัสบรรยากาศมาก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ผู้สมัครทำพื้นที่ตรงนี้มาอย่างยาวนาน บวกกับนโยบายที่อยากให้ระบบคมนาคม ระบบขนส่งดีขึ้น ให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามา ก็จะเพิ่มรายได้ให้กับคนในพื้นที่ คิดว่าน่าจะชนะใจและทำให้ปีหน้าเป็นปีแห่งความหวังของทุกคนได้.

ยศชนัน กราบหลวงพ่อทองคำ ขอพรเจ้าแม่กวนอิม

การลงพื้นที่ของนายยศชนันในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น การกราบหลวงพ่อทองคำและขอพรเจ้าแม่กวนอิม ถือเป็นการแสดงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนให้ความศรัทธา และเป็นการสร้างความใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นที่

ทำไมนายยศชนันถึงเลือกกราบหลวงพ่อทองคำและขอพรเจ้าแม่กวนอิม?

การเลือกกราบหลวงพ่อทองคำและขอพรเจ้าแม่กวนอิม อาจเป็นเพราะวัดไตรมิตรวิทยารามเป็นวัดสำคัญที่มีชื่อเสียง และหลวงพ่อทองคำเป็นพระพุทธรูปที่ประชาชนให้ความเคารพศรัทธาเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ มูลนิธิเทียนฟ้าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนนิยมไปขอพร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสุขภาพและความเป็นสิริมงคล การไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ อาจเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้สมัครและทีมงาน รวมถึงเป็นการแสดงความเคารพต่อความเชื่อและความศรัทธาของประชาชน

นอกจากนี้ การลงพื้นที่เยาวราชยังเป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากและการส่งเสริมการท่องเที่ยว การที่นายยศชนันได้สัมผัสกับบรรยากาศและพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่ เป็นการรับฟังปัญหาและความต้องการของประชาชนโดยตรง และเป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะพัฒนาเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น

การที่นายยศชนันกล่าวว่าพื้นที่ใจกลางเมืองไม่น่าจะมีปัญหา อาจเป็นเพราะพรรคเพื่อไทยมีฐานเสียงที่แข็งแกร่งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และผู้สมัครของพรรคมีความคุ้นเคยกับพื้นที่เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งเป็นการแข่งขันที่ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง การที่พรรคเพื่อไทยจะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการวางแผนกลยุทธ์และการทำงานอย่างหนักเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน

โดยรวมแล้ว การลงพื้นที่ของนายยศชนันในครั้งนี้ เป็นการผสมผสานระหว่างการแสดงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ และการเน้นย้ำถึงความสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากและการท่องเที่ยว ถือเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจและอาจส่งผลดีต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การพัฒนาเศรษฐกิจและการส่งเสริมการท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ เพื่อสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ยศชนัน กราบหลวงพ่อทองคำ คือสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นที่ดี

การที่นายยศชนัน กราบหลวงพ่อทองคำ และขอพรเจ้าแม่กวนอิมนั้น สามารถตีความได้ว่าเป็นการสร้างสิริมงคลและขอพรให้การทำงานประสบความสำเร็จ การลงพื้นที่จริงและสัมผัสกับประชาชนทำให้รับรู้ถึงปัญหาและความต้องการที่แท้จริง กราบหลวงพ่อทองคำ จึงเป็นการเริ่มต้นการเดินทางที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นเพื่อพัฒนาประเทศ

ที่มา – กราบหลวงพ่อทองคำ-ขอพรเจ้าแม่กวนอิม “ยศชนัน” บอกพื้นที่ใจกลางเมืองไม่น่าเป็นปัญหา

“ยศชนัน” หาเสียง ขอมองไปข้างหน้าให้เป็นปีแห่งโอกาส

“ยศชนัน” หาเสียง ขอมองไปข้างหน้าให้เป็นปีแห่งโอกาส เชื่อ “พลภูมิ” จะได้กลับมา

ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง “ยศชนัน” หาเสียง ขอมองไปข้างหน้าให้เป็นปีแห่งโอกาส โดยเชื่อมั่นว่า “พลภูมิ” จะกลับมาเป็น ส.ส. อีกครั้ง พร้อมเน้นย้ำถึงนโยบายที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่อนาคตที่สดใสกว่าเดิม

“ยศชนัน” หาเสียง ขอมองไปข้างหน้าให้เป็นปีแห่งโอกาส

เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และนายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รองหัวหน้าพรรค นำทีมลงพื้นที่หาเสียงในเขต 14 และ 15 กรุงเทพมหานคร โดยมีนายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ผู้สมัคร ส.ส. เขต 15 และนายพงศกร รัตนเรืองวัฒนา ผู้สมัคร ส.ส. เขต 14 ร่วมขบวน

บรรยากาศการหาเสียงเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นและสะท้อนปัญหาต่างๆ ที่พวกเขาเผชิญ โดยเฉพาะเรื่องค่าครองชีพที่สูงขึ้น ความต้องการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย และโครงการหวยเกษียณที่ช่วยสร้างความมั่นคงในชีวิตบั้นปลาย

นายยศชนันกล่าวว่า เขตนี้เบอร์ 6 พรรคเพื่อไทยเบอร์ 9 และปีหน้า 69 ต้องเลือกทั้งคนทั้งพรรค ขออย่าเลือกผิด นอกจากนี้ยังได้ทดลองปิ้งหมูร่วมกับแม่ค้า และไหว้พระสงฆ์ที่มาบิณฑบาต

นโยบายเพื่อปากท้องและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นายยศชนันเน้นย้ำว่า นายพลภูมิไม่เคยทิ้งประชาชน และมั่นใจว่าจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอีกครั้ง เขากล่าวว่า สิ่งที่สำคญคือการส่งมอบนโยบายที่ถูกต้องให้กับคนในพื้นที่ โดยเฉพาะเรื่องปัญหาปากท้อง หนี้สิน และความต้องการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

นโยบายที่พรรคเพื่อไทยจะผลักดัน ได้แก่ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย รถเมล์แอร์ 10 บาท ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3.70 บาท โดยการนำระบบไฟฟ้าพลังงานทดแทน เช่น โซลาร์เซลล์ กลับมาใช้ เพื่อลดค่าไฟฟ้าอย่างยั่งยืน รวมถึงโครงการหวยเกษียณที่จะสร้างการออมเงินเพื่อใช้ในวัยเกษียณ

นายพลภูมิกล่าวเสริมว่า เขามีความมั่นใจที่จะชนะการเลือกตั้งในพื้นที่ของตนเอง เพราะตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เขาได้ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และประชาชนได้เห็นถึงความตั้งใจในการทำงานของเขา

“ยศชนัน” หาเสียง ขอมองไปข้างหน้าให้เป็นปีแห่งโอกาส โดยกล่าวถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย อยากให้มีการเลือกตั้งแบบแฟร์ว่า สิ่งสำคัญคือต้องมองไปข้างหน้า มองที่ประเทศ มองที่ประชาชนที่เดือดร้อน ปีหน้าเป็นปีแห่งโอกาสที่จะให้ของขวัญกับประชาชนเป็นนโยบายที่ทำให้เขาได้ใช้ชีวิตกลับขึ้นมาอีกครั้ง

นายจุลพันธ์กล่าวถึงเรื่องการทุจริตการเลือกตั้งว่า พรรคเพื่อไทยได้ตั้งกองตรวจสอบเหตุทุจริตการเลือกตั้ง โดยมีนายชูศักดิ์ ศิรินิล เป็นหัวหน้าทีม เพราะพรรคเพื่อไทยถูกกระทำมาหลายครั้ง และเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ก็อาจจะมีการทุจริตเกิดขึ้น

การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย มาร่วมกันตัดสินใจ เลือกคนที่ใช่ พรรคที่ชอบ เพื่อสร้างสรรค์ประเทศไทยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนทุกคนจะได้ร่วมกันกำหนดอนาคตของประเทศ และพรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์สังคมไทยให้ดีขึ้น

ที่มา – “ยศชนัน” หาเสียง ขอมองไปข้างหน้าให้เป็นปีแห่งโอกาส เชื่อ “พลภูมิ” จะได้กลับมา

ประวัติ “การดี เลียวไพโรจน์” ว่าที่นายกฯ ปชป.

เลือกตั้ง 2569 : ส่องประวัติ “ดร.อ้อ – การดี เลียวไพโรจน์” หญิงแกร่งสายเทคโนโลยี แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 3 ของพรรคประชาธิปัตย์

วันที่ 30 ธันวาคม 2568 การเลือกตั้ง 2569 ใกล้เข้ามาแล้ว หลังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป และยังเป็นวันออกเสียงประชามติเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งพรรคการเมืองต่างๆ ส่งผู้สมัคร สส.ทั้งแบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อ รวมถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพื่อแข่งขันในสนามเลือกตั้งนี้มากกว่า 50 พรรค

ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ส่งทั้ง สส.เขต และปาร์ตี้ลิสต์ 98 คน โดยมีบัญชีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 3 คน ประกอบด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 1 นายกรณ์ จาติกวณิช แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 2 และนางการดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 3

ประวัติ “การดี เลียวไพโรจน์”

สำหรับประวัติ “การดี เลียวไพโรจน์” มีชื่อเล่นว่า อ้อ หรือหลายๆ คนเรียกว่า ดร.อ้อ อายุ 50 ปี (ณ ปี 2568) จบการศึกษาปริญญาตรีจากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร และได้รับทุนวิจัยศึกษาต่อปริญญาโทและเอกที่ University of Wisconsin-Madison สหรัฐอเมริกา เริ่มต้นเส้นทางด้วยการเป็นอาจารย์สอนวิศวกรรมอุตสาหการ และภาควิชาพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กว่า 13 ปี ก่อนก้าวสู่บทบาทผู้บริหารยุคใหม่

การทำงานที่ผ่านมา เคยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ C ASEAN ได้สร้าง Ecosystem เชื่อมโยงเทคโนโลยีในกลุ่มอาเซียน และเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์สู่การขยายผลระดับชาติ ต่อมาเป็นผู้อำนวยการสถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายอนาคตศึกษา (Chief Foresight Officer) แห่ง FutureTales Lab เป็นหญิงแกร่งสายเทคโนโลยีที่โดดเด่นในแวดวงธุรกิจ นวัตกรรม และอนาคตศึกษา สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิงในสายงานเทคโนโลยี ด้วยพื้นฐานด้านวิศวกรรมอุตสาหการและประสบการณ์กว่า 20 ปีในการผลักดันการพัฒนานโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสร้างสรรค์ นวัตกรรมเพื่อสังคม และการร่วมขับเคลื่อนเยาวชนไทยให้เป็นกำลังหลักของประเทศ อีกทั้งในฐานะนักบริหารธุรกิจและนักอนาคตศาสตร์ (Strategic Futurist) นางการดี เลียวไพโรจน์ ได้ร่วมก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาด้านสินทรัพย์ดิจิทัล ICORA ผลักดันการเปลี่ยนแปลงและการออกกฎหมายที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ และดำรงตำแหน่ง Chief Foresight Officer แห่ง FutureTales Lab by MQDC โดยมุ่งสำรวจอนาคตเพื่อออกแบบเมืองและธุรกิจสู่อนาคตที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และที่ปรึกษาด้าน Deeptech Commercialization สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) เป็นกรรมการบริษัทด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในตลาดหลักทรัพย์ โดยให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างเท่าเทียม ด้วยหัวใจที่เชื่อมั่นในพลังของเยาวชนและการร่วมมือข้ามรุ่น เมื่อดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย ที่มีนายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เป็นประธาน นางการดีเปิดเวทีและสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพ นำเทคโนโลยีมาเปลี่ยนสังคม พร้อมร่วมสร้างประเทศไทยที่เสมอภาค และเปิดรับความหลากหลาย เพื่ออนาคตที่ทุกคนมีส่วนร่วม

ทำความรู้จัก การดี เลียวไพโรจน์ ให้มากขึ้น

การได้รู้จักประวัติ “การดี เลียวไพโรจน์” ทำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานในหลากหลายบทบาท ทั้งในแวดวงวิชาการ ธุรกิจ และการพัฒนาสังคม ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการนำพาประเทศไปข้างหน้า

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

ที่มา – ประวัติ “การดี เลียวไพโรจน์” หญิงแกร่งแคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์

มติครม. เลือกตั้ง-ประชามติ กำชับข้าราชการเป็นกลาง

มติครม. เห็นชอบ 6 แนวทางปฏิบัติออกเสียงเลือกตั้ง-ประชามติ กำชับเจ้าหน้าที่รัฐวางตัวเป็นกลาง พร้อมจัดยานพาหนะอำนวยความสะดวกประชาชนพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 30 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม. มีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสนอแนวทางปฏิบัติในการเลือกตั้ง สส. และการจัดให้มีการออกเสียงประชามติในวันเดียวกัน โดยขอให้หน่วยงานของรัฐให้ความร่วมมือ ช่วยเหลือ และสนับสนุนการดำเนินงานของ กกต. ใน 6 ประเด็น เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส และคุ้มครองสิทธิของประชาชนทุกกลุ่ม ดังนี้

  1. ให้บุคลากรของรัฐทุกระดับปฏิบัติหน้าที่วางตัวเป็นกลางอย่างเคร่งครัด
  2. ให้การสนับสนุนสถานที่เพื่อใช้เป็นหน่วยออกเสียง
  3. ขอความร่วมมือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตรวจสอบหน่วยเลือกตั้งทุกแห่งให้มีความพร้อมให้บริการคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ
  4. ให้การสนับสนุนการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาลให้เพียงพอต่อการดำเนินการต่างๆ
  5. กรณีสถานการณ์ความไม่สงบในบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ให้หน่วยงานของรัฐ จัดยานพาหนะเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปยังที่เลือกตั้งและนำกลับไปจากที่เลือกตั้ง
  6. ประชาสัมพันธ์ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งตามประกาศ กกต. และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง สำหรับประชาชนในพื้นที่สถานการณ์ความไม่สงบ เพื่อไม่ให้กระทบต่อสิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมือง

มติครม. เห็นชอบ 6 แนวทางปฏิบัติ เลือกตั้ง-ประชามติ กำชับเจ้าหน้าที่รัฐวางตัวเป็นกลาง

การที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ 6 แนวทางปฏิบัติสำหรับการออกเสียงเลือกตั้ง-ประชามติ กำชับเจ้าหน้าที่รัฐวางตัวเป็นกลาง ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งที่โปร่งใสและเป็นธรรม การกำชับให้เจ้าหน้าที่รัฐวางตัวเป็นกลางเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม และประชาชนสามารถใช้สิทธิของตนได้อย่างอิสระ

การสนับสนุนสถานที่เพื่อใช้เป็นหน่วยออกเสียง การตรวจสอบความพร้อมของหน่วยเลือกตั้งสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ และการจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอ ล้วนเป็นปัจจัยที่ช่วยให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่นและครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย

มาตรการช่วยเหลือประชาชนชายแดนไทย-กัมพูชาในการเลือกตั้ง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดยานพาหนะอำนวยความสะดวกแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในการเข้าถึงสิทธิทางการเมืองของประชาชน แม้ในสถานการณ์ที่อาจมีความไม่สงบเกิดขึ้น การประชาสัมพันธ์และอำนวยความสะดวกในการลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งก็เป็นอีกมาตรการที่ช่วยให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิของตนได้อย่างเต็มที่

มติครม. เลือกตั้ง-ประชามติ กำชับข้าราชการเป็นกลางนี้ จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น จะเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม และทุกเสียงของประชาชนจะมีความหมายอย่างแท้จริง การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมนั้น เป็นรากฐานสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ยั่งยืน การที่ข้าราชการวางตัวเป็นกลางในการเลือกตั้ง-ประชามติ กำชับเจ้าหน้าที่รัฐวางตัวเป็นกลางอย่างเคร่งครัดจึงเป็นการรักษาหลักการประชาธิปไตยและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน

การเลือกตั้งเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย การที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการจัดการเลือกตั้งที่โปร่งใส เป็นธรรม และเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ จะส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

ดังนั้น ขอเชิญชวนประชาชนทุกคนที่มีสิทธิเลือกตั้ง ออกไปใช้สิทธิของท่านอย่างเต็มที่ เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศไทย

ที่มา – มติครม. เห็นชอบ 6 แนวทางปฏิบัติ เลือกตั้ง-ประชามติ กำชับเจ้าหน้าที่รัฐวางตัวเป็นกลาง

กกต.เตือน! อย่าติดป้ายหาเสียงขวางจราจร

กกต.กทม. เตือนผู้สมัคร สส. อย่าติดป้ายกีดขวางจราจร บดบังทัศนียภาพ เหตุประชาชนร้องเรียนมามากว่ารก แจงผู้สมัครสามารถเปิดเพลงแนะนำตัว ขายนโยบายพรรคได้ แต่ห้ามเต้นประกอบเพลง

วันที่ 29 ธันวาคม 2568 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (กกต.กทม.) ว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการ กกต.กทม. กล่าวถึงการร้องเรียนการกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ว่า จนวันนี้มีเพียงการยื่นเรื่องร้องเรียนเข้ามามีการหาเสียงก่อนวันสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งไม่ถือเป็นความผิด เพราะกฎหมายเลือกตั้งสามารถให้หาเสียงตั้งแต่วันยุบสภาฯ จนถึงวันก่อนวันเลือกตั้งได้ นอกจากนี้ กกต. ได้ให้ข้อมูลผู้สมัครและในวันรับสมัครก็ได้ชี้แจงผู้สมัครไปแล้วว่า สิ่งไหนทำได้ สิ่งไหนทำไม่ได้ อีกทั้งได้มีการประชาสัมพันธ์เป็นระยะ เท่าที่ดูไม่มีพื้นที่หรือเขตไหนเป็นที่น่าหนักใจ ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากผู้สมัครเข้าใจกติกาเป็นอย่างดี

ผอ.กกต.กทม. กล่าวอีกว่า ในวันที่ 3 มกราคม 2569 ก็จะมีการประชุมชี้แจงผู้สมัครรับเลือกตั้งและผู้ช่วยเหลือหาเสียง เพื่อให้ความรู้อีกครั้งเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้งโดยจะเน้น 2 เรื่อง คือ ลักษณะต้องห้ามในการหาเสียง และการจัดทำบัญชีรายรับและรายจ่ายของผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยจะจัดประชุมชี้แจงที่โรงแรมเซนทรา ไลฟ์ ศูนย์ราชการ ส่วนค่าใช้จ่ายในการหาเสียงกรณียุบสภาฯ ผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จะสามารถใช้จ่ายในการหาเสียงได้ประมาณ 1.9 ล้านบาท

กกต.เตือน! อย่าติดป้ายหาเสียงขวางจราจร

พร้อมกันนี้ ยังได้เตือนผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.เขต ว่า ในการจัดทำป้ายหาเสียง อย่าติดป้ายหาเสียงขวางจราจร เพราะขณะนี้ประชาชนเริ่มร้องเรียนมาว่ารก และอาจจะบดบังทัศนียภาพ ส่วนการหาเสียงในสถานที่ราชการก็สามารถเข้าไปหาเสียงได้ แต่อย่ากระทำการเป็นการรบกวนเวลาทำงาน หรือเวลาเรียน เพราะจะก่อให้เกิดความรำคาญ และการใช้เสียงในเวลาค่ำคืนซึ่งเป็นเวลาพักผ่อนของประชาชนก็ขอให้พึงระมัดระวัง เพราะจะทำให้ชาวบ้านรำคาญได้

สำหรับผู้สมัคร สส. ที่เป็นนักร้องศิลปิน สามารถแต่งเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับตัวเองหรือนโยบายของพรรคการเมืองเพื่อเป็นการแนะนำตัวได้ แต่ต้องระมัดระวังเรื่องการจัดมหรสพและงานรื่นเริง เช่น มีเครื่องดนตรีเข้ามาประกอบ หรือมีนักร้องและหางเครื่อง อาจเป็นการสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย ทั้งนี้สามารถเปิดเพลงบนรถแห่หาเสียงได้ แต่ไม่สามารถเต้นหรือรำ หรือมีพริตตี้ไปด้วยได้ เพราะเข้าข่ายเป็นงานรื่นเริง

ข้อควรระวังในการติดป้ายหาเสียง: กกต.เตือน! อย่าติดป้ายหาเสียงขวางจราจร

การเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทุกพรรคการเมืองและผู้สมัครต่างเร่งประชาสัมพันธ์ตัวเองเพื่อให้ได้รับคะแนนเสียงจากประชาชน การติดป้ายหาเสียงเป็นหนึ่งในวิธีการที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่สิ่งสำคัญที่ผู้สมัครและทีมงานควรคำนึงถึงคือ การปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ กกต. กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการติดตั้งป้ายที่ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือเป็นอุปสรรคต่อการสัญจรของประชาชน

ผลกระทบของการติดป้ายหาเสียงที่ไม่เหมาะสม

  • กีดขวางการจราจร: ป้ายที่ติดตั้งในลักษณะที่บดบังทัศนวิสัยของผู้ขับขี่ยานพาหนะ อาจนำไปสู่อุบัติเหตุบนท้องถนนได้
  • บดบังทัศนียภาพ: ป้ายจำนวนมากที่ติดตั้งอย่างไม่เป็นระเบียบ อาจทำให้บ้านเมืองดูไม่สวยงาม และสร้างความรำคาญให้กับผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น
  • สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชน: การติดป้ายในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการติดป้ายที่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น อาจทำให้ประชาชนไม่พอใจและส่งผลเสียต่อคะแนนเสียงของผู้สมัครได้

แนวทางการติดป้ายหาเสียงที่ถูกต้องตามกฎหมาย

  • ศึกษาและทำความเข้าใจกฎระเบียบของ กกต. เกี่ยวกับการติดป้ายหาเสียงอย่างละเอียด
  • ขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนทำการติดตั้งป้าย
  • เลือกสถานที่ติดตั้งป้ายที่ไม่กีดขวางการจราจรและไม่บดบังทัศนียภาพ
  • ติดป้ายในลักษณะที่เป็นระเบียบเรียบร้อยและไม่ก่อให้เกิดความรำคาญแก่ผู้อื่น
  • เก็บป้ายหาเสียงหลังจากเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง

นอกจากเรื่องการติดป้ายหาเสียงแล้ว ผู้สมัครและพรรคการเมืองควรให้ความสำคัญกับการหาเสียงที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อประชาชน เช่น การนำเสนอนโยบายที่ชัดเจนและสามารถแก้ไขปัญหาของสังคมได้จริง การให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจของประชาชน และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างเปิดเผย

การหาเสียงที่เคารพกฎหมายและใส่ใจต่อความรู้สึกของประชาชน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การเลือกตั้งที่เป็นธรรมและโปร่งใส และจะช่วยให้ได้ผู้แทนที่แท้จริงของประชาชน

ดังนั้น เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ขอให้ผู้สมัครและประชาชนร่วมมือกันปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด และร่วมกันสร้างสรรค์สังคมประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

ที่มา – กกต. เตือนอย่าติดป้ายหาเสียงขวางจราจร-บังทัศนียภาพ หลังประชาชนร้องเรียนมาก

กกต.กทม. ยัน ผู้สมัคร สส.ปชน. ยังไม่ขาดคุณสมบัติ

กกต.กทม. ยัน ผู้สมัคร สส.ปชน. ยังไม่ขาดคุณสมบัติ ส่งคนใหม่ได้แต่ต้องทำไพรมารีโหวต

ใกล้ elections เข้ามาทุกที เรื่องคุณสมบัติของผู้สมัครจึงเป็นที่จับตามอง ล่าสุด ผอ.กกต.กทม. ยืนยันว่าผู้สมัคร สส.เขตบางกอกน้อย-บางพลัด พรรคประชาชน ยังไม่ขาดคุณสมบัติ และหากพรรคต้องการส่งคนใหม่แทน ก็สามารถทำได้แต่ต้องผ่านกระบวนการไพรมารีโหวตตามที่กฎหมายกำหนด และต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นก่อนวันที่ 31 ธันวาคม 2568

เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 เวลา 13.00 น. ว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (ผอ.กกต.กทม.) ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีผู้สมัคร สส.กทม. เขตเลือกตั้งที่ 33 พรรคประชาชน ถูกจับกุมในข้อหาฟอกเงินและเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด ซึ่งประเด็นสำคัญคือ การขอเปลี่ยนแปลงตัวผู้สมัครที่ได้ยื่นใบสมัครไปแล้ว สามารถทำได้ใน 3 กรณีหลักๆ ได้แก่ ผู้สมัครเสียชีวิต, ขาดคุณสมบัติ, หรือมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย

ผอ.กกต.กทม. อธิบายเพิ่มเติมว่า กรณีที่เกิดขึ้นต้องพิจารณาว่าผู้สมัครคนดังกล่าวเข้าข่ายมีลักษณะต้องห้ามหรือไม่ ซึ่งการมีลักษณะต้องห้ามนั้น จะเกิดขึ้นเมื่อมีคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้มีโทษจำคุก ดังนั้นจากข้อมูลขณะนี้ ผู้สมัคร สส.ปชน. ยังไม่ขาดคุณสมบัติ เนื่องจากยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดและไม่ได้เป็นความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งโดยตรง อย่างไรก็ตาม หากผู้สมัครคนดังกล่าวลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค พรรคต้นสังกัดก็สามารถส่งผู้สมัครคนใหม่มาแทนได้ โดยจะต้องมีหนังสือรับรองจากพรรคยืนยันว่าผู้ที่จะมาแทนมีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย

ผอ.กกต.กทม. ย้ำว่า ถ้าผู้สมัครคนเดิมลาออกจริง พรรคจะต้องดำเนินการไพรมารีโหวตผ่านตัวแทนพรรคประจำจังหวัด เพื่อคัดเลือกผู้สมัครคนใหม่ เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการแล้ว พรรคจะต้องยื่นใบสมัครต่อผู้อำนวยการประจำเขตเลือกตั้ง ภายในวันที่ 31 ธันวาคมนี้ ก่อนเวลา 16.30 น. หลังจากนั้น ผู้อำนวยการประจำเขตเลือกตั้งจะดำเนินการถอนชื่อผู้สมัครเดิมและเปลี่ยนแปลงรายชื่อ ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครใหม่อย่างละเอียด เพื่อยืนยันว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติที่จะสมัครรับเลือกตั้งได้หรือไม่ หากผู้สมัครเดิมไม่ลาออก ก็ยังคงสถานะเป็นผู้สมัครต่อไป เพราะยังไม่เข้าเงื่อนไขลักษณะต้องห้าม

กระบวนการส่งผู้สมัคร สส.ปชน. คนใหม่

สรุปขั้นตอนการส่งผู้สมัคร สส.ปชน. คนใหม่ หากผู้สมัครเดิมลาออก:

  • ผู้สมัครเดิมลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค
  • พรรคประชาชนดำเนินการไพรมารีโหวตเพื่อคัดเลือกผู้สมัครใหม่
  • พรรคยื่นใบสมัครผู้สมัครใหม่ต่อ ผอ.ประจำเขตเลือกตั้ง ภายในวันที่ 31 ธันวาคม
  • ผอ.ประจำเขตเลือกตั้งถอนชื่อผู้สมัครเดิม และตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครใหม่

หาก กกต.กทม. พบว่าผู้สมัคร สส.ปชน. ขาดคุณสมบัติ จะเกิดอะไรขึ้น?

หาก กกต.กทม. ตรวจสอบแล้วพบว่าผู้สมัครที่พรรคส่งมาใหม่ขาดคุณสมบัติ ก็จะไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ และพรรคจะต้องดำเนินการสรรหาผู้สมัครรายใหม่ต่อไปภายในกรอบเวลาที่กำหนด

ความสำคัญของการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร สส.

การตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัคร สส. เป็นกระบวนการที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการเลือกตั้ง เพราะเป็นการคัดกรองบุคคลที่ไม่เหมาะสมหรือไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ออกจากการแข่งขัน เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้แทนของประชาชนนั้น เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนและมีจริยธรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า รายงานจากพรรคประชาชนเปิดเผยว่า นายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ ได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาชน ต่อนายทะเบียนพรรคประชาชนแล้ว และขณะนี้พรรคอยู่ระหว่างกระบวนการสรรหาผู้สมัครคนใหม่ลงสมัครแทน

กกต.กทม. ยัน ผู้สมัคร สส.ปชน. ยังไม่ขาดคุณสมบัติ

เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ให้พรรคการเมืองต่างๆ ต้องตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครให้ละเอียดรอบคอบก่อนที่จะส่งชื่อลงสมัคร เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง และรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการเลือกตั้ง

ที่มา – กกต.กทม. ยันผู้สมัคร สส.ปชน. ยังไม่ขาดคุณสมบัติ ส่งคนใหม่ได้แต่ต้องทำไพรมารีโหวต

“จินนี่” ชูนโยบายบำนาญประชาชน 3,000 บ. ลุยอโศก


“จินนี่ ยศสุดา” ชูนโยบายบำนาญประชาชน 3,000 บาท ควงแคนดิเดตนายกฯ ไทยสร้างไทย บุกย่านอโศก หาเสียงชาวออฟฟิศ ชูนโยบายพักใช้กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากิน

เมื่อเวลา 11.45 น. วันที่ 29 ธันวาคม 2568 นางสาวยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ หรือน้องจินนี่ ลูกสาวคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย พร้อมด้วยนายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคไทยสร้างไทย และนายปริเยศ อังกูรกิตติ โฆษกพรรคไทยสร้างไทย ร่วมลงพื้นที่ย่านอโศกและตลาดรวมทรัพย์เพื่อพบปะและขอคะแนนเสียงจากกลุ่มพนักงานออฟฟิศ โดยมีการจัดกิจกรรม “กาหัวใจให้นโยบาย 3 ข้อ โดยให้ประชาชนร่วมทดลองเลือกนโยบายที่ชื่นชอบผ่านบอร์ดประชาสัมพันธ์ ซึ่งได้รับความสนใจและมีการตอบรับอย่างคึกคักจากผู้สัญจรในพื้นที่ดังกล่าว พรรคไทยสร้างไทยนำเสนอนโยบายบำนาญประชาชน เดือนละ 3,000 บาท เพื่อสร้างหลักประกันรายได้หลังเกษียณให้ผู้สูงอายุสามารถดูแลตัวเองได้โดยไม่เป็นภาระของลูกหลาน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยอย่างยั่งยืน

นางสาวยศสุดา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีนโยบายพักใช้กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากินเพื่อปลดล็อกข้อจำกัดทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการรายย่อยทำงานได้คล่องตัวขึ้น พร้อมจัดตั้งกองทุนสร้างไทยที่เปิดโอกาสให้ประชาชนกู้ยืมเงินทุนตั้งแต่ 10,000 ถึง 100,000 บาท เพื่อนำไปตั้งตัวหรือขยายกิจการโดยไม่ต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบ โดยพรรคไทยสร้างไทย ยังชูประเด็นการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจด้วยการเสนอแก้กฎหมายเปิดช่องให้ประชาชนรวมตัวกันลงชื่อ 50,000 รายชื่อเพื่อถอดถอนองค์กรอิสระได้โดยตรง เพื่อสร้างกลไกตรวจสอบที่ยึดโยงกับประชาชนและส่งเสริมความโปร่งใสในระบอบประชาธิปไตยให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ทั้งนี้ได้รับความสนใจจากพี่น้องประชาชนชาวอโศกอย่างดี โดยเฉพาะนโยบายบำนาญประชาชน 3,000 บาทที่ช่วยสร้างความมั่นคงในระยะยาว รวมถึงนโยบายการพักใช้กฎหมายที่ไม่จำเป็นซึ่งตอบโจทย์คนทำงานที่ต้องการความสะดวกและความรวดเร็วในการประกอบอาชีพยุคใหม่

“จินนี่” ชูนโยบายบำนาญประชาชน 3,000 บ. ลุยอโศก

การลงพื้นที่อโศกของ “จินนี่” และทีมงานไทยสร้างไทยครั้งนี้ ถือว่าเป็นการเจาะกลุ่มเป้าหมายคนเมืองวัยทำงานโดยตรง ซึ่งนโยบายบำนาญประชาชน 3,000 บาท ถือเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่พรรคฯ ต้องการผลักดันให้เกิดขึ้นจริง เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับผู้สูงอายุและลดภาระของลูกหลาน

ทำไมนโยบายบำนาญประชาชน 3,000 บาท ถึงสำคัญ?

  • สร้างหลักประกันรายได้: ช่วยให้ผู้สูงอายุมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต
  • ลดภาระลูกหลาน: ช่วยลดภาระทางการเงินของลูกหลานในการดูแลพ่อแม่
  • กระตุ้นเศรษฐกิจ: เงินบำนาญจะหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย
  • ลดความเหลื่อมล้ำ: ช่วยลดช่องว่างทางรายได้ระหว่างคนรวยและคนจน

นอกจากนโยบายบำนาญประชาชนแล้ว การพักใช้กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากินก็เป็นอีกหนึ่งนโยบายที่น่าสนใจ เพราะจะช่วยปลดล็อกศักยภาพของผู้ประกอบการรายย่อย ให้สามารถทำธุรกิจได้อย่างคล่องตัวมากยิ่งขึ้น

โดยรวมแล้ว การลงพื้นที่หาเสียงของ “จินนี่” และทีมงานไทยสร้างไทยในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคฯ ในการผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง และสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในปัญหาและความต้องการของคนเมือง

นโยบายบำนาญประชาชน 3,000 บาท จึงเป็นมากกว่าแค่ตัวเลข แต่คือความหวังที่จะสร้างสังคมที่เอื้ออาทรและเป็นธรรมสำหรับทุกคน

ที่มา – “จินนี่” ควงแคนดิเดตนายกฯ ไทยสร้างไทย ลุยย่านอโศก ชูนโยบายบำนาญประชาชน เดือนละ 3,000 บาท

อภิสิทธิ์ ชู นโยบาย “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น”

พรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เปิดตัวนโยบายชุดใหญ่ภายใต้มอตโต้ที่ว่า “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น” โดยชู 4 เสาหลักและ 27 นโยบายที่จะมาแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ

“ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น” นโยบายหลักพรรคประชาธิปัตย์

เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 พรรคประชาธิปัตย์ได้เปิดตัวนโยบายหาเสียงอย่างเป็นทางการ โดยมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 คนของพรรค นำโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรณ์ จาติกวณิช และ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ เข้าร่วมในการแถลงนโยบายครั้งนี้

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า นโยบายของพรรคจะเน้นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างภายใต้ 4 เสาหลัก และมีทั้งหมด 27 นโยบาย สอดคล้องกับหมายเลขประจำพรรคคือเบอร์ 27 โดยมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ และแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนที่สะสมมานาน พรรคตั้งเป้าที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ย 5% ภายใน 4 ปี

4 เสาหลัก นำพา “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น”

เสาที่ 1 “หายจนรายได้”: เน้นการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและแรงงาน โดยมีการประกันรายได้พืชผลทางการเกษตรที่สำคัญ และใช้กลไก “รัฐช่วยจ่ายส่วนต่าง” ให้กับแรงงานตามค่าครองชีพในแต่ละจังหวัด นอกจากนี้ยังมีนโยบายลดค่าไฟ สนับสนุนพลังงานสะอาด ลดภาษีเงินได้ และกำหนดค่าโดยสารรถไฟฟ้าและรถเมล์สูงสุด 30 บาทต่อเที่ยว

เสาที่ 2 “หายจนใจ”: เสริมสร้างหลักประกันชีวิตให้กับประชาชนในทุกช่วงวัย ตั้งแต่เงินอุดหนุนสำหรับแม่และเด็ก เบี้ยผู้สูงอายุถ้วนหน้า โครงการปรับปรุงบ้านผู้สูงวัย การแปลงบ้านเป็นเงินเลี้ยงชีพ การเร่งรัดบริการทำฟันผู้สูงอายุ และการเพิ่มเบี้ยคนพิการเป็นสองเท่า

เสาที่ 3 “หายจนปัญญา”: ปรับปรุงระบบการศึกษาให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถออกแบบการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง สนับสนุนคูปองการศึกษา แก้ปัญหาค่าใช้จ่ายแฝงในโรงเรียนขนาดเล็ก จัดหางานเพื่อชำระหนี้ กยศ. และยกระดับทักษะทางด้านภาษาและดิจิทัล

เสาที่ 4 “หายจนตรอก”: ปฏิรูประบบราชการด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เปิดเผยข้อมูลภาครัฐ ตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างด้วย AI ให้โอกาสแก่สินค้าไทยและ SMEs ตัดกฎหมายที่ล้าสมัย ยกระดับการรับมือภัยพิบัติ แก้ไขปัญหา PM 2.5 และปราบปรามยาเสพติด

27 นโยบายหลัก สู่เป้าหมาย “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น”

พรรคประชาธิปัตย์ได้นำเสนอนโยบายย่อยอีก 27 ข้อ ซึ่งครอบคลุมหลากหลายด้าน เพื่อสนับสนุนเป้าหมายหลักในการทำให้ “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น” นโยบายเหล่านี้ประกอบไปด้วย:

  • ประกันรายได้เกษตรกรและแรงงาน
  • ลดค่าไฟและสนับสนุนพลังงานสะอาด
  • พัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาดแห่งเอเชีย
  • ให้เงินอุดหนุนมารดาและเด็ก
  • เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุและคนพิการ
  • ปรับปรุงบ้านผู้สูงวัย
  • แปลงบ้านผู้สูงวัยเป็นเงินเลี้ยงชีพ
  • ทำฟันผู้สูงวัยแบบ Fasttrack
  • ปรับปรุงระบบการศึกษาให้มีความยืดหยุ่น
  • สนับสนุนคูปองการศึกษา
  • จัดหางานเพื่อชำระหนี้ กยศ.
  • พัฒนาระบบราชการด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
  • เปิดเผยข้อมูลภาครัฐ
  • สนับสนุน SMEs ไทยในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
  • ตัดตอนทุนผูกขาดด้วย Super Act
  • พัฒนาระบบเตือนภัยและรับมือภัยพิบัติ
  • แก้ไขปัญหา PM 2.5
  • ปราบปรามยาเสพติด
  • รับสมัครทหารอาสา
  • พัฒนามอเตอร์เวย์และรถไฟความเร็วสูง

นโยบายเหล่านี้มุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคน

นโยบาย “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น” ของพรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นความพยายามในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศอย่างรอบด้าน อย่างไรก็ตาม การจะทำให้นโยบายเหล่านี้ประสบความสำเร็จได้จริงนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ

ที่มา – “อภิสิทธิ์ ชู 4 เสาหลัก 27 นโยบายพรรคประชาธิปัตย์ ยึดมอตโต้ “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น”

Scroll to top