การเลือกตั้ง

รทสช. ยัน! ออกรบรับ 2 แสน ยกระดับพลทหาร

พรรครวมไทยสร้างชาติ ยันนโยบายออกรบ รับ 2 แสน ทำได้จริง ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตพลทหารแนวหน้าทั่วประเทศ เผยใช้งบฯ 4.2 พันล้าน คุ้มกว่าผลาญทุ่มทำอีเวนต์

วันที่ 29 ธันวาคม 2568 ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงกรณีกระแสวิพากษ์วิจารณ์นโยบายค่าตอบแทนการออกรบ 200,000 บาทให้ทหาร ว่า นโยบายดังกล่าวเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตและให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์ของพลทหาร โดยเฉพาะพลทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในแนวหน้าตะเข็บชายแดนไทยทั่วประเทศราว 20,000 นาย ส่วนใหญ่คือ พลทหารและทหารพรานที่เป็นลูกหลานชาวบ้านรายได้น้อย ที่ต้องรับภารกิจปกป้องอธิปไตยด้วยชีวิต นโยบายนี้คือการสร้างหลักประกันและคืนขวัญกำลังใจที่จับต้องได้จริง เพื่อให้ในวันที่เหล่าพลทหารหาญซึ่งต้องออกไปเสี่ยงตายเพื่อคนไทยทั้งประเทศ ครอบครัวของเขาจะต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ในส่วนของงบประมาณที่จะนำมาใช้กับโครงการนี้ พรรคจะบริหารราชการด้วยความโปร่งใส เพื่อดึงเม็ดเงินคืนจากขบวนการทุจริตคอร์รัปชันในภาครัฐที่สูญเสียไปกว่าปีละ 1.5 ล้านล้านบาท จากจำนวนงบประมาณรายจ่ายประจำปีฯ เฉลี่ยปีละ 3.3 ล้านล้านบาท เพื่อเปลี่ยน “เงินโกง” กลับมาเป็นสวัสดิการควบคู่ไปกับการสร้างรายได้ใหม่จากการยกระดับจังหวัดเมืองรองทั่วไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ เพื่อดึงดูดการลงทุนที่จะนำมาขับเคลื่อนสวัสดิการภาคความมั่นคงได้อย่างยั่งยืน

น.ส.ศศิกานต์ กล่าวต่อว่า นโยบายเพิ่มสวัสดิการออกรบของพลทหารนี้ จะใช้งบประมาณ 4,250 ล้านบาท ใกล้เคียงกับงบประมาณหลายๆ อีเวนต์ใหญ่ที่รัฐบาลใช้ไป และบางอีเวนต์อาจไม่คุ้มค่าด้วย หากนำเงินจำนวนที่ใกล้เคียงกันนี้มาดูแลชีวิตของทหารถือเป็นเรื่องดี เพราะการสร้างความมั่นคงในอธิปไตยและการดูแลสวัสดิภาพให้แก่รั้วของชาติ คือรากฐานสำคัญของประเทศ หากนำมาหารเฉลี่ยกับจำนวนประชาชนคนไทยทั้งประเทศจะตกอยู่ที่คนละประมาณ 60 บาทเท่านั้น นับว่าไม่มาก เมื่อเทียบกับการปกป้องความมั่นคงและป้องกันภัยคุกคามทุกรูปแบบทั้ง ยาเสพติด หรือ สแกมเมอร์ พรรครวมไทยสร้างชาติขอยืนยันว่า หากได้เป็นรัฐบาลจะบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด เพื่อให้ทุกบาททุกสตางค์จากภาษีประชาชนไปถึงมือผู้เสียสละตามแนวชายแดนอย่างแท้จริง

รทสช. ยันนโยบายออกรบ รับ 2 แสน ทำได้จริง ยกระดับคุณภาพชีวิตพลทหาร

พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ยืนยันหนักแน่นถึงความเป็นไปได้ของนโยบาย ออกรบรับ 2 แสน ทำได้จริง ยกระดับคุณภาพชีวิตพลทหาร ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่มุ่งเน้นการตอบแทนและดูแลผู้เสียสละเพื่อชาติ พรรคฯ มองเห็นความสำคัญของการยกระดับคุณภาพชีวิตของทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในแนวหน้า ซึ่งส่วนใหญ่มักมาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจน การให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสมถือเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจที่สำคัญยิ่ง

ทำไมนโยบายออกรบรับ 2 แสน ยกระดับคุณภาพชีวิตพลทหารจึงสำคัญ?

การปกป้องอธิปไตยของชาตินั้นต้องแลกมาด้วยความเสียสละอย่างใหญ่หลวงของเหล่าทหารหาญ การที่พรรคการเมืองให้ความสำคัญกับสวัสดิการของทหารแสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงคุณค่าและความทุ่มเทของพวกเขา นโยบาย ออกรบรับ 2 แสน ทำได้จริง ยกระดับคุณภาพชีวิตพลทหาร ไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลข แต่เป็นการแสดงออกถึงความห่วงใยและใส่ใจต่อผู้ที่เสี่ยงชีวิตเพื่อพวกเราทุกคน

นอกจากนี้ นโยบายดังกล่าวยังมีส่วนช่วยในการดึงดูดให้คนรุ่นใหม่สนใจเข้ารับราชการทหารมากขึ้น เมื่อพวกเขามั่นใจได้ว่าชีวิตความเป็นอยู่ของตนเองและครอบครัวจะได้รับการดูแลอย่างดี ก็จะเป็นแรงจูงใจสำคัญในการตัดสินใจเลือกเส้นทางอาชีพนี้

พรรครวมไทยสร้างชาติยังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการงบประมาณอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เม็ดเงินทุกบาททุกสตางค์ถึงมือผู้ที่เสียสละอย่างแท้จริง พรรคฯ มั่นใจว่าการลงทุนในสวัสดิการของทหารเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะความมั่นคงของชาติคือรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้าน

นโยบาย ออกรบรับ 2 แสน ทำได้จริง ยกระดับคุณภาพชีวิตพลทหาร จึงเป็นมากกว่านโยบายหาเสียง แต่เป็นพันธสัญญาที่พรรค รทสช. มีต่อเหล่าทหารกล้าและประชาชนชาวไทยทุกคน

การที่ รทสช. กล้าประกาศนโยบายที่ชัดเจนเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงและยกระดับคุณภาพชีวิตของทหารอย่างแท้จริง การสนับสนุนนโยบายนี้จึงเป็นการสนับสนุนอนาคตที่มั่นคงและสดใสของประเทศ

ที่มา – รทสช. ยันนโยบายออกรบ รับ 2 แสน ทำได้จริง ยกระดับคุณภาพชีวิตพลทหาร

ธรรมนัส พรหมเผ่า แคนดิเดตนายกฯ พรรคกล้าธรรม

เปิดรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี หนึ่งเดียวของ “พรรคกล้าธรรม” ส่ง “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” สู้ศึกเลือกตั้ง 2569

วันที่ 28 ธันวาคม 2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม เป็นผู้ขึ้นจับสลากเบอร์พรรค โดยได้ลำดับในการขึ้นจับสลากเบอร์พรรคเป็นลำดับที่ 34 ซึ่งปรากฏว่า ได้หมายเลข 42 ในการใช้หาเสียงเลือกตั้ง 2569

ธรรมนัส พรหมเผ่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคกล้าธรรม เพียงคนเดียว

พรรคกล้าธรรมชู ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็น แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพียงหนึ่งเดียวในการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้ สร้างความน่าสนใจและจับตามองถึงนโยบายและแนวทางการบริหารประเทศ

  • ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า

ทางด้าน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคกล้าธรรม กล่าวภายหลังพรรคกล้าธรรมได้หมายเลข 42 ว่า ได้หมายเลขนี้เป็นหมายเลขที่พอใจ ส่วนพรรคการเมืองใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นพรรคไหน คาดว่าพี่น้องประชาชนคงรู้ดีอยู่แล้ว ดังนั้นหมายเลขของพรรควันนี้เราคุยกับ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรค และนางปวีณา หงสกุล ก็มองว่าเราได้อะไร ก็ล้วนเป็นเลขมงคลสำหรับพรรคเรา ซึ่งทำให้ทุกคนในพรรคมีกำลังใจในการเดินหน้าต่อ

หลังจากนี้จะมีแผนในการลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน รวมทั้งการจัดเวทีปราศรัย 17 เวทีทั่วกรุงเทพฯ โดยจะให้ทางหัวหน้าพรรคและประธานยุทธศาสตร์ดำเนินการวางแผน ส่วนสิ่งที่เป็นห่วงต้องบอกว่าไม่ได้เป็นการหลีกเลี่ยงเวทีปราศรัยต่างๆ เนื่องจากตนเป็นนักการเมืองที่มองว่ายังคงมีความจำเป็นที่จะต้องออกหาเสียงเพื่อสื่อสารกับพี่น้องประชาชน ดังนั้นเวทีต่างๆ ที่เชิญมา อาจจะมอบหมายให้คนอื่นไป

ขณะที่ น.อ.อนุดิษฐ์ เผยว่า พรรคกล้าธรรมมี แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพียงหนึ่งคน จึงจำเป็นต้องจัดสรรเวลาอย่างรอบคอบ เพื่อให้แคนดิเดตลงพื้นที่ช่วยผู้สมัครในแต่ละเขตอย่างทั่วถึง หากขาดการลงพื้นที่อาจกระทบฐานเสียงได้ โดยพรรควางแผนจัดเวทีใหญ่ถึง 17 เวทีทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์หลักในการสื่อสารกับประชาชน ส่งผลให้บางเวทีดีเบตอาจไม่สามารถเข้าร่วมได้ครบถ้วน จึงขออภัยต่อทุกเวทีที่เชิญมา.

ทำความรู้จัก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคกล้าธรรม

ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกใครเป็นผู้นำประเทศ การทำความรู้จักกับ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แต่ละท่านถือเป็นสิ่งสำคัญ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้แสดงวิสัยทัศน์และนโยบายที่น่าสนใจหลายด้าน ซึ่งจะต้องนำมาพิจารณาอย่างรอบคอบ

พรรคกล้าธรรมภายใต้การนำของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า มีแนวทางที่ชัดเจนในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศ การสนับสนุนพรรคกล้าธรรมจึงเป็นการสนับสนุนวิสัยทัศน์และนโยบายเหล่านั้น

การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย การตัดสินใจเลือก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่เหมาะสมที่สุดจึงเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน

อย่าลืมติดตามข่าวสารและข้อมูลเกี่ยวกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และพรรคกล้าธรรมอย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ดังนั้น อย่าลืมออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งของคุณ เพื่อกำหนดอนาคตประเทศไทยไปด้วยกัน!

ที่มา – “ธรรมนัส พรหมเผ่า” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคกล้าธรรม เพียงคนเดียว

เลือกตั้ง 2569: สุดารัตน์ แคนดิเดตนายกฯ ไทยสร้างไทย

การเลือกตั้ง 2569 ที่กำลังจะมาถึงนี้ พรรคไทยสร้างไทยได้เปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการแล้ว นำทีมโดยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ พร้อมด้วยพล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร และนายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย เตรียมพร้อมสำหรับการสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 ที่กำลังจะเกิดขึ้น

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา พรรคไทยสร้างไทยได้ประกาศรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 ท่านอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นสัญญาณสำคัญของการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง 2569 ที่ใกล้เข้ามาทุกที

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทย

รายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคไทยสร้างไทยมีดังนี้:

  • คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
  • พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร
  • นายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย

คุณหญิงสุดารัตน์

ทำความรู้จักกับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทย

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์: อดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง ผู้มีประสบการณ์ทางการเมืองมายาวนาน และเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร: อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ผู้มีประสบการณ์ด้านความมั่นคงของประเทศ

นายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย: ผู้บริหารบริษัท ขอนแก่น พัฒนาเมือง (KKTT) จำกัด ผู้มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาเมือง

นอกจากนี้ นางสาวยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ หรือ จินนี่ ลูกสาวของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ได้จับสลากเบอร์ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคไทยสร้างไทย ได้หมายเลข 48 ในการเลือกตั้ง 2569 ที่จะถึงนี้

จินนี่ ยศสุดา

การเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคไทยสร้างไทยในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความพร้อมในการเข้าสู่สนามเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปี 2569 ซึ่งเป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่าพรรคไทยสร้างไทยจะนำเสนอนโยบายอะไร และจะได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างไรบ้าง

การมีตัวเลือกที่หลากหลายสำหรับผู้ที่จะมาเป็นผู้นำประเทศ ถือเป็นเรื่องที่ดีสำหรับประชาธิปไตย ผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรศึกษาข้อมูลของผู้สมัครแต่ละท่านอย่างละเอียด เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกผู้ที่เหมาะสมที่สุดที่จะนำพาประเทศไปข้างหน้า

ที่มา – เลือกตั้ง 2569 : แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทย “สุดารัตน์-ภราดร-สุรเดช”

“โอกาสใหม่” เปิดตัว 3 ขุนพล ชิงนายกฯ

พรรคโอกาสใหม่ เสนอชื่อ 3 แคนดิเดตนายกฯ “จตุพร-ทศพร-ประภัสร์” ผสานพลัง “เทคโนแครต–นักการเมือง–นักบริหาร” พร้อมรับมือความท้าทายของประเทศ

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2568 พรรคโอกาสใหม่ หมายเลข 44 สร้างความฮือฮาในการเมืองไทย ด้วยการเสนอรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีถึง 3 คนต่อ กกต. แสดงให้เห็นถึงยุทธศาสตร์ที่ต้องการผสมผสาน “ประสบการณ์จากภาครัฐ” เข้ากับ “การเมืองที่จับต้องได้” เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ในการนำพาประเทศไปข้างหน้า โดยรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 คน ประกอบด้วย:

  • นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคฯ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ซึ่งสั่งสมประสบการณ์ในระบบราชการมาอย่างยาวนาน มีภาพลักษณ์ที่โดดเด่นด้านการบริหารเชิงนโยบายและการขับเคลื่อนงานภาครัฐ
  • นายแพทย์ทศพร เสรีรักษ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดแพร่ ผู้มีบทบาททั้งในเวทีการเมืองและด้านสาธารณสุข ถือเป็นตัวแทนของนักการเมืองที่เชื่อมโยงปัญหาปากท้องของประชาชนเข้ากับนโยบายสาธารณะ
  • และนายประภัสร์ จงสงวน อดีตผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้มีประสบการณ์ตรงในการบริหารรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ สะท้อนแนวคิดของพรรคที่ให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคม และการปฏิรูปองค์กรภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ

“โอกาสใหม่” เสนอ 3 ขุนพล ชิงนายกฯ

การวางตัวแคนดิเดตทั้ง 3 ท่านนี้ ถูกมองว่าเป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่าง “เทคโนแครต–นักการเมือง–นักบริหาร” เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายที่ประเทศกำลังเผชิญ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การปฏิรูประบบราชการ และการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด

การเสนอรายชื่อในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณถึงความพร้อมในการเข้ามาบริหารประเทศ หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน หัวหน้าพรรค“โอกาสใหม่” ย้ำว่าพรรคต้องการเป็น “โอกาสใหม่ของประเทศ” ท่ามกลางการแข่งขันทางการเมืองที่ดุเดือด และทางเลือกที่หลากหลายในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ พรรค“โอกาสใหม่” มั่นใจว่าจะได้รับคะแนนเสียงจากประชาชน

ทำไมต้องเลือก “โอกาสใหม่”?

พรรค“โอกาสใหม่” ไม่ได้เป็นเพียงแค่พรรคการเมือง แต่เป็นความหวังใหม่ในการเปลี่ยนแปลงประเทศ ด้วยการผสมผสานประสบการณ์และความเชี่ยวชาญจากหลากหลายภาคส่วน เราเชื่อว่าการมีผู้นำที่เข้าใจทั้งระบบราชการ การเมือง และการบริหาร จะช่วยให้เราสามารถแก้ไขปัญหาของประเทศได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ

เรามุ่งมั่นที่จะสร้างสังคมที่เป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสให้ทุกคนได้มีชีวิตที่ดีขึ้น เราให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน การปฏิรูประบบการศึกษา และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับลูกหลานของเรา

พรรคโอกาสใหม่เชื่อว่าประเทศไทยต้องการผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ มีความสามารถ และมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง เราพร้อมที่จะเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

การเลือกตั้งครั้งนี้คือโอกาสสำคัญในการกำหนดอนาคตของประเทศ เลือกพรรคโอกาสใหม่ เลือกอนาคตที่ดีกว่า

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องร่วมมือกันสร้างประเทศไทยให้เป็นประเทศที่น่าอยู่สำหรับทุกคน มาร่วมกันสร้าง “โอกาสใหม่” ให้กับประเทศไทยของเรา

ที่มา – “โอกาสใหม่” เสนอ 3 ขุนพล ชิงนายกฯ ผสมเทคโนแครต–นักการเมือง

“หัวหน้าเท้ง” ลุยหาเสียง ซื้อเลขท้าย 46!

“หัวหน้าเท้ง” ลุยหาเสียงคึกคัก! แวะซื้อลอตเตอรี่เลขท้าย “46” ตรงกับเบอร์ปาร์ตี้ลิสต์พรรคประชาชน สร้างสีสันการเลือกตั้ง 2569

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี หมายเลข 46 นำทีมลงพื้นที่หาเสียงช่วย นายปรีติ เจริญศิลป์ ผู้สมัคร สส.นนทบุรี เขต 5 ที่ชุมชนรอบวัดบ่อ และตลาดพิชัย อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

นายณัฐพงษ์ได้เดินเคาะประตูบ้าน ทักทายประชาชน แนะนำนโยบายพรรค พร้อมเชิญชวนให้ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 และไม่ลืมที่จะฝากเบอร์ 46 ซึ่งเป็นเบอร์ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคประชาชน เพื่อขอคะแนนเสียงสนับสนุน

“ถ้าเลือกเราในครั้งนี้ จะไม่มีทางผิดหวังแน่นอน” นายณัฐพงษ์กล่าวกับประชาชน พร้อมเน้นย้ำว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ จะไม่มี สว. มาร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีจะต้องมาจากประชาชนอย่างแท้จริง

ที่ตลาดพิชัย ประชาชนแห่ให้กำลังใจ“หัวหน้าเท้ง” ลุยหาเสียงอย่างเนืองแน่น หลายคนขอจับมือ เซลฟี่ ให้กำลังใจในการทำงานเพื่อประชาชน นอกจากนี้ นายณัฐพงษ์ยังได้แวะอุดหนุนสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยซื้อเลขท้าย “46” ซึ่งตรงกับเบอร์ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคประชาชน

นอกจากนี้ยังมีสีสันในการหาเสียง เมื่อนายณัฐพงษ์ได้แวะถ่ายรูปคู่กับร้านขายกระยาสารทชื่อดัง “ร้านเท้ง” สร้างรอยยิ้มให้กับผู้ที่พบเห็น และยังได้อุดหนุนสินค้าของร้านกลับไปด้วย

ระหว่างการเดินหาเสียง นายณัฐพงษ์ได้ขึ้นรถเครื่องขยายเสียง และกล่าวว่า “นนทบุรีต้องไม่มีเทา นนท์ไม่ทน นนท์ไม่เทา เราเอาจริง” ซึ่งได้รับเสียงตอบรับและกำลังใจจากประชาชนที่สัญจรไปมาเป็นอย่างดี

สำหรับวันพรุ่งนี้ นายณัฐพงษ์มีกำหนดการเดินทางไปหาเสียงในจังหวัดใกล้เคียงกับกรุงเทพมหานคร โดยจะยังคงชูนโยบาย “ไม่เอาเทา” เป็นนโยบายหลักในการหาเสียง

“หัวหน้าเท้ง” ลุยหาเสียง

“หัวหน้าเท้ง” ลุยหาเสียงนนทบุรี คึกคัก ประชาชนให้การตอบรับดี

การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศ อย่าลืมออกไปใช้สิทธิ์ใช้เสียงของท่าน เพื่อเลือกคนที่ท่านไว้วางใจให้เข้ามาบริหารประเทศ และนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

การที่ “หัวหน้าเท้ง” ลุยหาเสียงอย่างหนัก แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเข้าไปรับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง การตัดสินใจเลือกใครจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

ที่มา – “หัวหน้าเท้ง” ลุยหาเสียง แวะซื้อลอตเตอรี่เลขท้าย “46” ตรงกับเบอร์ปาร์ตี้ลิสต์พรรคประชาชน

ภูมิใจไทยได้เบอร์ 37: หาเสียงเลือกตั้ง 2569

การเลือกตั้ง 2569 ที่กำลังจะมาถึง พรรคภูมิใจไทยได้รับเบอร์ปาร์ตี้ลิสต์ “หมายเลข 37” เพื่อใช้ในการหาเสียง โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้จับสลากด้วยตนเอง

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2568 เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป ได้เริ่มเปิดรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ หรือปาร์ตี้ลิสต์ พรรคการเมืองต่างๆ ได้เดินทางมาถึงสถานที่รับสมัครตั้งแต่เช้าตรู่ และทยอยลงทะเบียนตามลำดับเวลาที่มาถึง จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการจับลำดับในการจับสลาก โดยมีประธานกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้ดำเนินการ ก่อนที่หัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารที่ได้รับมอบหมายจะออกมาจับหมายเลขประจำพรรค เพื่อใช้ในการหาเสียงในการเลือกตั้ง 2569 ต่อไป ในเวลา 10.00 น. นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ได้สรุปจำนวนพรรคการเมืองที่เดินทางมาถึงก่อนเวลา 08.30 น. ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 52 พรรค

พรรคภูมิใจไทยได้เบอร์ปาร์ตี้ลิสต์ “หมายเลข 37”

ต่อมาในเวลา 10.16 น. นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ได้เริ่มจับสลากเพื่อเรียงลำดับพรรคการเมืองที่จะขึ้นมาจับหมายเลขประจำพรรค ปรากฏว่าพรรคภูมิใจไทยได้รับการจับสลากเป็นลำดับที่ 38 ในการขึ้นจับสลากหมายเลขพรรคการเมืองที่จะใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง

ขั้นตอนการจับหมายเลขพรรคการเมืองได้เริ่มขึ้นในเวลา 10.34 น. และในเวลา 11.01 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้ขึ้นจับสลากหมายเลขประจำพรรคด้วยตนเอง ซึ่งผลปรากฏว่า พรรคภูมิใจไทยได้รับ “หมายเลข 37” เพื่อใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้

ความหมายของเบอร์ปาร์ตี้ลิสต์ “หมายเลข 37” กับพรรคภูมิใจไทย

การได้ เบอร์ปาร์ตี้ลิสต์ “หมายเลข 37” ถือเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง พรรคภูมิใจไทยมุ่งมั่นที่จะนำเสนอนโยบายและวิสัยทัศน์เพื่อพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้

พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะสานต่อนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนานโยบายให้ตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย พรรคภูมิใจไทยพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์ประเทศให้มีความเจริญรุ่งเรือง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น

ในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมกันออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง เลือกคนที่ใช่ เลือกพรรคที่ชอบ เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประเทศไทยของเรา

พรรคภูมิใจไทยขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจและติดตามข่าวสารของพรรคมาโดยตลอด และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการสนับสนุนจากทุกท่านในการเลือกตั้งครั้งนี้

อย่าลืม! เลือกตั้งครั้งหน้า มองหาเบอร์ปาร์ตี้ลิสต์ “หมายเลข 37” พรรคภูมิใจไทย

ที่มา – เบอร์ปาร์ตี้ลิสต์พรรคภูมิใจไทย ได้ “หมายเลข 37” ใช้หาเสียงเลือกตั้ง “อนุทิน” จับสลากเอง

เพื่อไทยได้ เบอร์ปาร์ตี้ลิสต์ 9! ลุยหาเสียงต่อ

“จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นตัวแทนพรรค นำจับหมายเลขผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ได้เบอร์ปาร์ตี้ลิสต์ 9 ติดป้ายรถแห่ ขึ้นหาเสียงทันที

วันที่ 28 ธันวาคม 2568 ที่โรงแรมเซ็นทาราไลฟ์ ศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซนเตอร์ แจ้งวัฒนะ แกนนำพรรคเพื่อไทย นำโดยนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย และผู้ประสงค์ลงสมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย เข้าร่วมจับหมายเลข สส. บัญชีรายชื่อ เพื่อนำไปหาเสียงทั่วประเทศ

โดยนายจุลพันธ์ ได้เป็นตัวแทนพรรคเพื่อไทย ขึ้นไปจับหมายเลขด้านบนเวทีเป็นลำดับที่ 13 ได้เบอร์ปาร์ตี้ลิสต์ เบอร์ 9 ซึ่งจะนำไปใช้หาเสียง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจับหมายเลขหรือเบอร์ที่ใช้หาเสียงเสร็จสิ้น แคนดิเดตทั้ง 3 คน จะขึ้นรถแห่ออกจากโรงแรมเซ็นทาราไลฟ์ เพื่อไปพบปะมวลชนสวนหย่อมเคหะทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ และพบปะมวลชนแฟลตเคหะทุ่งสองห้อง เขตดอนเมือง

เบอร์ปาร์ตี้ลิสต์พรรคเพื่อไทย ได้หมายเลข 9 “ยศชนัน-จุลพันธ์-สุริยะ” ขึ้นรถแห่หาเสียงทันที

การได้มาซึ่งเบอร์ปาร์ตี้ลิสต์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเลือกตั้ง เพราะเป็นหมายเลขที่ประชาชนจะใช้ในการลงคะแนนให้กับพรรคที่ตนเองสนับสนุน การที่พรรคเพื่อไทยได้หมายเลข 9 ทำให้ง่ายต่อการจดจำและเป็นที่คุ้นเคยของประชาชน ซึ่งอาจส่งผลดีต่อการได้รับคะแนนเสียงในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ความหมายของเบอร์ 9 กับพรรคเพื่อไทย

หลายคนอาจมองว่าตัวเลขที่ได้มาจากการจับสลากเป็นเพียงตัวเลข แต่ในทางการเมืองแล้ว ตัวเลขแต่ละตัวอาจมีความหมายแฝงหรือเป็นนิมิตหมายที่ดีได้ สำหรับพรรคเพื่อไทย การได้หมายเลข 9 อาจถูกนำไปเชื่อมโยงกับความก้าวหน้า ความสำเร็จ และความเจริญรุ่งเรือง ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคต้องการสื่อสารไปยังประชาชน

การขึ้นรถแห่หาเสียงทันทีหลังจากการจับสลากได้เบอร์ เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการสร้างความสนใจและดึงดูดความสนใจจากประชาชน การที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 ท่านขึ้นรถแห่พร้อมกัน แสดงให้เห็นถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและความพร้อมในการนำพาประเทศไปข้างหน้า

นอกจากนี้ การเลือกที่จะไปพบปะมวลชนในพื้นที่เคหะทุ่งสองห้องและแฟลตเคหะทุ่งสองห้อง แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความมุ่งมั่นที่จะเข้าถึงประชาชนในทุกระดับชั้น การรับฟังปัญหาและความต้องการของประชาชนในพื้นที่เหล่านี้ จะเป็นข้อมูลสำคัญในการกำหนดนโยบายและแนวทางการแก้ไขปัญหาของพรรคเพื่อไทย

การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ การตัดสินใจของประชาชนในการเลือกผู้แทนที่เข้ามาบริหารประเทศ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางและความเจริญก้าวหน้าของประเทศในอนาคต ดังนั้น การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองต่างๆ อย่างใกล้ชิด และการพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน จะเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมที่สุด

พรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของแคนดิเดตทั้ง 3 ท่าน ได้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นในการที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศ การได้เบอร์ 9 มาครอง และการเดินหน้าหาเสียงอย่างต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชน

การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้ จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้ร่วมกันกำหนดอนาคตของประเทศ และเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้อย่างแท้จริง อย่าลืมออกไปใช้สิทธิใช้เสียงของท่าน

ที่มา – เบอร์ปาร์ตี้ลิสต์พรรคเพื่อไทย ได้หมายเลข 9 “ยศชนัน-จุลพันธ์-สุริยะ” ขึ้นรถแห่หาเสียงทันที

สมัครเลือกตั้ง สส.พัทลุง: วันแรกสุดเข้มข้น!

สมัครเลือกตั้ง สส.พัทลุง วันแรกดุเดือดพรรคใหญ่ส่งครบ 3 เขต ปูดหัวคะแนนเริ่มเคลื่อนไหว

บรรยากาศการสมัครเลือกตั้ง สส.พัทลุง วันแรกของการรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดพัทลุง คึกคักเป็นพิเศษ พรรคใหญ่จัดทัพส่งผู้สมัครครบทั้ง 3 เขตเลือกตั้ง พร้อมด้วยพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กที่พร้อมลงชิงชัย มีทั้งผู้สมัครหน้าใหม่และหน้าเก่าที่คุ้นเคยสนามเลือกตั้งเป็นอย่างดี ทยอยเดินทางมาลงชื่อสมัครรับเลือกตั้งที่หอประชุมจังหวัดพัทลุง ซึ่งใช้เป็นสถานที่รับสมัคร สส.เขตเลือกตั้งที่ 1, 2 และ 3 ทำให้ กกต. ต้องดำเนินการจับสลากเพื่อจัดลำดับก่อน-หลัง และจับหมายเลขผู้สมัคร ท่ามกลางกองเชียร์ที่มาให้กำลังใจอย่างเนืองแน่น เสียงเชียร์ดังกึกก้องทั้งภายในและภายนอกอาคาร

การเลือกตั้งครั้งนี้ จังหวัดพัทลุงยังคงเป็นพื้นที่ที่น่าจับตา มีการย้ายพรรคของอดีต สส. และนักการเมืองบ้านใหญ่อย่างเข้มข้น

ศึกชิงเก้าอี้ สส.พัทลุง แต่ละเขตเลือกตั้ง

เขตเลือกตั้งที่ 1: นางสุพัชรี ธรรมเพชร อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ลงสมัครในนามพรรคกล้าธรรม เปิดศึกกับ น.อ.อธิคุณ คงมี จากพรรคภูมิใจไทย

เขตเลือกตั้งที่ 2: นายณิติศักดิ์ ธรรมเพชร เดิมสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติ เปลี่ยนมาลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทย เพื่อต่อสู้กับนายวรท เทอดวีระพงศ์ จากพรรคภูมิใจไทย ทำให้สนามเลือกตั้งเขตนี้เข้มข้นอย่างมาก

เขตเลือกตั้งที่ 3: หลังอดีต สส. นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ พรรคประชาธิปัตย์ ตัดสินใจไม่ลงสมัคร และหันไปร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย เปิดทางให้ นายเขมพล อุ้ยตยะกุล ลงสมัครในนามพรรคภูมิใจไทย อย่างไรก็ตาม นายจรัล จันทร์แก้ว ลงสมัครในนามพรรคกล้าธรรม เข้ามาท้าชิงในเขตนี้เช่นกัน

ภาพรวมวันแรกของการรับสมัคร พบว่ามีหลายพรรคส่งผู้สมัครครบทั้ง 3 เขตเลือกตั้ง ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคพลวัต พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม และพรรครวมไทยสร้างชาติ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของจังหวัดพัทลุงในการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งหลังการสมัครเสร็จสิ้น ผู้สมัครจากแต่ละพรรคต่างลงพื้นที่หาเสียงทันที

นอกจากนี้ กลุ่มพลเมืองพัทลุงได้ออกมารณรงค์ต่อต้านการซื้อเสียงทุกรูปแบบ โดยย้ำว่าการเลือกตั้ง สส.พัทลุง ในหลายสมัยที่ผ่านมา ถูกจัดให้อยู่ในอันดับต้นๆ ของภาคใต้ในประเด็นการซื้อเสียง มีรายงานว่าเริ่มปรากฏความเคลื่อนไหวของหัวคะแนนในพื้นที่จดรายชื่อและขอเลขบัตรประจำตัวประชาชนจากชาวบ้านแล้ว ทำให้การสมัครเลือกตั้ง สส.พัทลุง ครั้งนี้ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากหลายกลุ่ม ทั้งในแง่การแข่งขันทางการเมืองและความโปร่งใสของกระบวนการเลือกตั้ง

การสมัครเลือกตั้ง สส.พัทลุง ในครั้งนี้จึงเป็นที่น่าติดตามอย่างยิ่ง ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร และพรรคใดจะสามารถครองใจชาวพัทลุงได้มากที่สุด การแข่งขันที่ดุเดือดและเข้มข้นเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของจังหวัดพัทลุงในเวทีการเมืองระดับชาติ

ที่มา – สมัครเลือกตั้ง สส.พัทลุง วันแรกดุเดือดพรรคใหญ่ส่งครบ 3 เขต ปูดหัวคะแนนเริ่มเคลื่อนไหว

นโยบายพรรคพลังประชารัฐ ดูแลประชาชน ตรงเป้า!

ส่องนโยบายพรรคพลังประชารัฐ มุ่งเน้นการดูแลประชาชนตรงเป้า เสริมสร้างความมั่นคงของรัฐ ปกป้องอธิปไตย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจ ลดภาระค่าครองชีพ ยัน เป็นต้นตำรับ “คนละครึ่ง”

วันที่ 27 ธันวาคม 2568 การเลือกตั้งครั้งใหม่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 หลากพรรคการเมืองเดินหน้าเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อ รวมถึงนโยบายที่จะให้หาเสียง เพื่อให้ประชาชนเลือกเข้ามาเป็นผู้แทนในสภาฯ

นโยบายพรรคพลังประชารัฐ ดูแลประชาชนตรงเป้า

ทางด้านพรรคพลังประชารัฐ ได้กำหนดนโยบายเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างรอบด้าน ครอบคลุมมิติความมั่นคง เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยยึดหลักการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกฎหมาย ความมีวินัยทางการคลัง และการใช้ทรัพยากรของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ นโยบายที่ต้องใช้งบประมาณได้กำหนดวงเงิน แหล่งที่มา ความคุ้มค่า ประโยชน์ รวมถึงผลกระทบและความเสี่ยงไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถดำเนินการได้จริง โปร่งใส และตรวจสอบได้

ทั้งนี้ นโยบายของพรรคมุ่งเน้นการดูแลประชาชนอย่างตรงเป้า การเสริมสร้างความมั่นคงของรัฐ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจ และการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้และการบริหารงบประมาณของรัฐ เพื่อให้การดำเนินนโยบายเป็นไปอย่างยั่งยืนและไม่สร้างภาระทางการคลังเกินสมควร ภายใต้สโลแกน “มั่นคงทันยุค เศรษฐกิจทันเกม ชีวิตทันใจ” และ “พึ่งพาได้ ทำได้จริง ไม่ทิ้งกัน” ยืนยันว่าทุกนโยบายทำได้ไม่ขายฝัน

นโยบายความมั่นคง ปกป้องอธิปไตย ที่น่าจับตา

  • สร้างกำแพงเขตแดน ไทย-กัมพูชา
  • ไม่แก้รัฐธรรมนูญปราบโกง
  • เลิก MOU 43-44 พร้อมเจรจาฉบับใหม่ให้เป็นธรรม
  • ตัดเส้นเงิน สแกมเมอร์ อายัดทรัพย์สิน
  • ทหารเกณฑ์ก้าวหน้า
  • ส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
  • ไฟฟ้าประชารัฐชายแดน
  • การทูตทันกาล

นโยบายห่วงใยประชารัฐ ต้นตำรับ “คนละครึ่ง” ช่วยเหลือสังคม ค่าครองชีพ ชีวิตความเป็นอยู่ประชาชน

  • บัตรประชารัฐ 700 บาท/เดือน Extra-Plus (กลุ่มเปราะบาง)
  • สูงวัยประชารัฐ ผู้สูงอายุ กลุ่มเปราะบาง อายุ 60 ขึ้นไป รับเงินช่วยเหลือ 2,000 / 3,000 / 4,000 / 5,000 บาทต่อเดือน
  • มารดาประชารัฐ (กลุ่มเปราะบาง)
    – ตั้งครรภ์ เดือนที่ 4–9 รับ 1,500 บาท/เดือน
    – เด็กแรกเกิดรับ 1,000 บาท/ เดือน ต่อเนื่องถึงอายุ 6 ขวบ
  • ยกระดับ อสม. เป็นนักบริบาล
  • นำ หมอ AI ถึงบ้าน

นโยบายเศรษฐกิจ (เงินผันประชารัฐ)

  • ทุนชุมชนประชารัฐ (S/M/L) วงเงิน 1/2/3 ล้านบาท/ปี ต่อเนื่อง 3 ปี
  • บำเหน็จเกษียณ กำนัน 15,000 บาท, ผู้ใหญ่บ้าน 13,000 บาท

ลดค่าครองชีพ

  • อุดหนุน ค่ารถไฟฟ้า ชั่วโมงเร่งด่วน จากชานเมืองสู่ใจกลางเมือง
  • ลดราคาก๊าซหุงต้ม 50 บาท/ถัง (คนไทย First) 
  • เพิ่มปริมาณและราคารับซื้อ ไฟฟ้า โซลาร์ ครัวเรือน

เพิ่มโอกาส SMEs

  • เพิ่มมูลค่า SMEs ในการทำธุรกิจ
  • กำกับธนาคารให้ SMEs เข้าถึงแหล่งทุน

พรรคพลังประชารัฐมุ่งมั่นที่จะผลักดันนโยบายเหล่านี้ให้เกิดขึ้นจริง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ หากพิจารณาจากนโยบายที่นำเสนอ จะเห็นได้ว่าพรรคให้ความสำคัญกับการดูแลกลุ่มเปราะบางและการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากเป็นสำคัญ นโยบายพรรคพลังประชารัฐ ดูแลประชาชนตรงเป้า หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแต่ละบุคคล

การตัดสินใจเลือกผู้แทนในการเลือกตั้งที่จะมาถึง จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงความเป็นไปได้และผลกระทบของนโยบายต่างๆ ที่แต่ละพรรคได้นำเสนอ เพื่อให้การตัดสินใจนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – นโยบายพรรคพลังประชารัฐ ดูแลประชาชนตรงเป้า-ป้องอธิปไตย ชูต้นตำรับ “คนละครึ่ง”

Scroll to top