การเลือกตั้ง

“ประเสริฐ” มั่นใจ เลือกตั้ง 69 เพื่อไทย กวาดโคราช

“ประเสริฐ จันทรรวงทอง” เชื่อมั่นเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยได้พื้นที่นครราชสีมาทั้งหมด 16 เขต โวผู้สมัครมีศักยภาพ

ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับการเลือกตั้งครั้งใหญ่ที่ทุกคนรอคอย และพรรคการเมืองต่างๆ ก็เริ่มเดินหน้าหาเสียงกันอย่างเข้มข้น ล่าสุด นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาแสดงความมั่นใจว่าในการ เลือกตั้ง 69 พรรคเพื่อไทย กวาดโคราช ยกจังหวัดอย่างแน่นอน

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 25 ธ.ค. 2568 ที่พรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในฐานะที่ดูพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งส่วนตัวคิดว่าครั้งนี้พรรคเพื่อไทยได้แน่นอน เพราะการที่มีพรรคชาติพัฒนาได้เข้ามารวมกับพรรคเพื่อไทย ทำให้พรรคเพื่อไทยมีเอกภาพมากยิ่งขึ้น ก็จะทำให้ในพื้นที่โคราชมีความเป็นเอกภาพมากยิ่งขึ้นเช่นกัน และทำให้ผู้สนับสนุน ซึ่งเดิมอยู่คนละกลุ่มกัน มารวมพลังกัน ก็มั่นใจว่าจะทำให้ยกทั้งจังหวัดได้ ทั้งนี้ ในนครราชสีมามีทั้งหมด 16 คน พรรคเพื่อไทยมี สส.12 คน ซึ่งพรรคคู่แข่งอย่างพรรคประชาชนที่ผ่านมาได้ไป 3 ที่นั่ง ส่วนพรรคภูมิใจไทยได้ 1 ที่นั่ง ดังนั้น ครั้งนี้เชื่อว่าจะสามารถเจาะฐานเสียงอีก 4 ที่นั่งได้

“ประเสริฐ” มั่นใจ เลือกตั้ง 69 พรรคเพื่อไทย กวาดโคราชยกจังหวัด

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า ครั้งนี้พรรคเพื่อไทยได้เฟ้นหาผู้สมัคร ที่มีศักยภาพและมั่นใจว่าจะทำให้พื้นที่โคราชมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้คะแนนเสียงของพรรคมีพลังและเข้มแข็ง โดยจะทำให้พื้นที่โคราชมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

การที่นายประเสริฐออกมาแสดงความมั่นใจเช่นนี้ สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองเป็นอย่างมาก หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าอะไรคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคเพื่อไทยมั่นใจว่าจะสามารถกวาดที่นั่งในจังหวัดนครราชสีมาได้ทั้งหมด นอกเหนือจากการรวมตัวกับพรรคชาติพัฒนาแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกหรือไม่

ปัจจัยที่ทำให้พรรคเพื่อไทยมั่นใจในการเลือกตั้ง 69 กวาดโคราช

  • ศักยภาพของผู้สมัคร: นายประเสริฐกล่าวว่า พรรคเพื่อไทยได้เฟ้นหาผู้สมัครที่มีศักยภาพ ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและเป็นที่ยอมรับของคนในพื้นที่
  • การรวมตัวกับพรรคชาติพัฒนา: การรวมตัวกับพรรคชาติพัฒนาทำให้พรรคเพื่อไทยมีความเป็นเอกภาพมากยิ่งขึ้น และสามารถดึงดูดผู้สนับสนุนจากทั้งสองพรรค
  • นโยบายที่โดนใจประชาชน: พรรคเพื่อไทยมีนโยบายที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการ

อย่างไรก็ตาม การ เลือกตั้ง 69 พรรคเพื่อไทย กวาดโคราช จะเป็นจริงหรือไม่นั้น ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามดูกันต่อไป การเลือกตั้งเป็นกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงออกถึงเจตจำนงของตนเอง ดังนั้น ผลการเลือกตั้งจึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชนทุกคน

การที่พรรคเพื่อไทยออกมาแสดงความมั่นใจว่าจะสามารถกวาดที่นั่งในจังหวัดนครราชสีมาได้ทั้งหมด ถือเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความมุ่งมั่นและความพร้อมของพรรคในการลงสนามเลือกตั้งครั้งนี้ สิ่งที่น่าสนใจคือ พรรคการเมืองอื่นๆ จะมีกลยุทธ์อย่างไรในการแข่งขันกับพรรคเพื่อไทย และประชาชนจะตัดสินใจเลือกใคร

การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย ขอเชิญชวนให้ทุกท่านร่วมกันออกมาใช้สิทธิใช้เสียงของท่าน เพื่อเลือกผู้แทนที่ท่านไว้วางใจไปทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร และร่วมกันสร้างสรรค์ประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้าต่อไป อย่าลืมติดตามข่าวสารการ เลือกตั้ง 69 พรรคเพื่อไทย กวาดโคราช อย่างใกล้ชิดนะครับ

การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า ประชาชนชาวโคราชจะให้ความไว้วางใจพรรคเพื่อไทยมากน้อยแค่ไหน และพรรคเพื่อไทยจะสามารถทำตามที่ประกาศไว้ได้หรือไม่ มาร่วมติดตามและเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างประวัติศาสตร์การเมืองไทยไปด้วยกัน

ที่มา – “ประเสริฐ” มั่นใจ เลือกตั้ง 69 พรรคเพื่อไทย กวาดโคราชยกจังหวัด

ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 2569: ยอดทะลุ 4 แสน!

ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับการเลือกตั้ง! ใครที่มีธุระสำคัญในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 อย่าลืมใช้สิทธิลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 2569 กันนะครับ ตอนนี้ยอดผู้ลงทะเบียนพุ่งสูงถึง 4 แสนรายในเวลาเพียง 4 วันเท่านั้น! มาอัปเดตข่าวสารและวิธีการลงทะเบียนกัน

ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 2569: ยอด 4 วัน พุ่ง 4 แสนราย!

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาสรุปตัวเลขผู้ที่ได้ทำการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 2569 ทั้งในเขต นอกเขต และนอกราชอาณาจักร ในช่วง 4 วันแรกของการเปิดลงทะเบียน (20-23 ธันวาคม 2568) พบว่ามีผู้ลงทะเบียนแล้วถึง 403,182 คน! แบ่งเป็น:

  • ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง: 565 คน
  • ลงทะเบียนเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้ง: 369,463 คน
  • ลงทะเบียนเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร: 33,154 คน

ทำไมต้องลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 2569?

สำหรับใครที่มีเหตุจำเป็น ไม่สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ได้ การลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 2569 เป็นทางออกที่ดีที่สุด! ไม่ว่าคุณจะมีธุระสำคัญ เดินทาง หรือทำงานนอกพื้นที่ ก็ยังสามารถใช้สิทธิของตัวเองได้

ขั้นตอนการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 2569

การลงทะเบียนนั้นง่ายมาก เพียงแค่เข้าไปที่เว็บไซต์ของ กกต. หรือแอปพลิเคชัน Smart Vote แล้วกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน อย่าลืมตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องก่อนยืนยันด้วยนะครับ

ช่องทางการลงทะเบียน:

  • เว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
  • แอปพลิเคชัน Smart Vote

เอกสารที่ต้องเตรียม:

  • บัตรประชาชน
  • ข้อมูลที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน

อย่าลืม! หมดเขต 5 มกราคม 2569

สิ่งสำคัญที่ต้องจำให้ขึ้นใจคือ การเปิดให้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 2569 จะสิ้นสุดในวันที่ 5 มกราคม 2569 เท่านั้น! ใครที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน รีบดำเนินการด่วนเลยนะครับ อย่าปล่อยให้เสียสิทธิอันสำคัญนี้ไป

หลังจากปิดรับลงทะเบียน กกต. จะทำการสรุปรายชื่อผู้ลงทะเบียนทั้งหมด และนำไปจัดทำเป็นทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า เพื่อนำไปติดประกาศ ณ สถานที่เลือกตั้งกลางต่อไป ดังนั้น อย่าลืมไปตรวจสอบรายชื่อของตัวเองด้วยนะครับ

การเลือกตั้งเป็นสิทธิและหน้าที่ของทุกคน อย่าลืมออกมาใช้สิทธิของท่านเพื่อร่วมกันกำหนดอนาคตของประเทศนะครับ

ที่มา – ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 2569 ยอด 4 วัน พุ่ง 4 แสนราย ย้ำหมดเขต 5 ม.ค. 69

นิติศักดิ์ ธรรมเพชร ซบเพื่อไทย หวังปักธงใต้!

“นิติศักดิ์ ธรรมเพชร” บ้านใหญ่พัทลุง ซบพรรคเพื่อไทย หวังปักธงภาคใต้ให้สีแดง

“จุลพันธ์-สุริยะ” แถลงเปิดตัว “นิติศักดิ์ ธรรมเพชร” บ้านใหญ่พัทลุง สวมเสื้อเพื่อไทย เสริมความแข็งแกร่ง หวังปักธงเป็นหัวเรือภาคใต้ โว นโยบายชัด หวังหาสิ่งดีๆ ให้คนพัทลุง

เมื่อเวลา 13.10 น. วันที่ 24 ธ.ค. 2568 ที่พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ แคนดิเดตนายกฯ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งและแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย นายก่อแก้ว พิกุลทอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยดูแลพื้นที่ภาคใต้ เปิดตัวนายนิติศักดิ์ ธรรมเพชร อดีต สส.พัทลุง เขต 2 พรรครวมไทยสร้างชาติ มาเป็นว่าที่ผู้สมัคร สส.พัทลุง เขต 2 ในนามพรรคเพื่อไทย

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า นายนิติศักดิ์เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรุ่นล่าสุดในการเลือกตั้งปี 66 วันนี้ถือเป็นข่าวดีเราได้เสริมความแข็งแกร่งของผู้มีอุดมการณ์ ยืนยันได้ว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถปักธงในพื้นที่ภาคใต้ได้แน่นอน ขอเรียนว่านายนิติศักดิ์มีแนวคิด อุดมการณ์ทำงานร่วมกันในสภาฯ ได้พูดคุยกันมาอย่างยาวนาน มีแนวคิดที่ตรงกัน มีจิตใจที่จะทำเพื่อประชาชน วันนี้เมื่อมีการเปิดโอกาสคัดสรรผู้สมัคร นายนิติศักดิ์ก็ได้ประสานงานเข้ามากระทั่งผ่านการคัดเลือก ซึ่งทางพรรคเพื่อไทยยินดีเป็นอย่างยิ่งโดยนายนิติศักดิ์จะลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทยในจ.พัทลุง เขต 2 และจะไปสมัครในวันเปิดรับสมัครวันแรกคือวันที่ 27 ธ.ค.นี้แน่นอน

“ท่านถือเป็นนักการเมืองหนุ่มไฟแรง เห็นฝีไม้ลายมือกันมาแล้วในสภาฯ การทำงานที่เข้มแข็งในกรรมาธิการฯ ที่ติดตามงานอย่างไม่ลดละ ผมได้เห็นการทำงานของท่านแล้วรู้สึกดีใจที่ได้คนหนุ่มที่มีศักยภาพเข้ามาร่วมกัน ยืนยันว่าภาคใต้ของพรรคเพื่อไทยเราจะต้องมี สส. โดยคุณนิติศักดิ์จะเป็นหัวเรือในการทำงานเพื่อยืนยันว่าเราจะได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ภาคใต้ และเราจะทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนทุกภาคโดยเฉพาะภาคใต้ เราจะนำความเจริญ การพัฒนามาให้พี่น้องประชาชนทุกคนอย่างแน่นอน” นายจุลพันธ์ กล่าว

ด้านนายก่อแก้ว กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องขอบคุณนายนิติศักดิ์และครอบครัว โดยเฉพาะนายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายก อบจ.พัทลุง พวกตนรู้จักท่านและชื่นชมท่านมายาวนานในความตั้งใจทำงานของท่านในการพัฒนาพัทลุง ตระกูลธรรมเพชรเป็นตระกูลที่ชาวพัทลุงเคารพนับถือ เป็นตระกูลการเมือง วันนี้เป็นความโชคดีของพรรคเพื่อไทยที่นายนิติศักดิ์สนใจมาทำงานการเมืองกับพรรคเพื่อไทย ตนเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะสนับสนุนในการขับเคลื่อนพัฒนาพัทลุงในวันข้างหน้า วันนี้ทางคุณพ่อ (นายวิสุทธิ์) ได้โทรศัพท์มาพูดคุยกับพวกตนในฐานะที่รู้จักกันมาอย่างยาวนาน และเรียนกับพวกตนว่าท่านสนใจให้ลูกชายมาลงสมัครพรรคเพื่อไทยเพราะชื่นชมในนโยบายและผลงานของพรรคเพื่อไทยที่มีมาอย่างยาวนาน และเชื่อว่าเราทั้งสองฝ่ายจะช่วยกันขับเคลื่อนผลักดันสิ่งดีๆ ให้เกิดประโยชน์กับพัทลุงได้ ซึ่งพวกตนขอขอบพระคุณท่านและครอบครัวธรรมเพชรอีกครั้งที่จะทำงานร่วมกันในวันข้างหน้า

ด้านนายนิติศักดิ์ กล่าวว่า วันนี้ตนอยู่ในพื้นที่และจะมีการเลือกตั้งในครั้งถัดไป ตนมองว่าวันนี้ตนอยากหาสิ่งดีๆ ให้กับพ่อแม่พี่น้องพัทลุงเขต 2 คือการพัฒนาพื้นที่ ที่ผ่านมาเราได้เคยร่วมรัฐบาลกันมาตั้งแต่นายกฯ เศรษฐา ทวีสิน นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร เราได้ร่วมงานกับทางพรรคเพื่อไทยซึ่งตนมองว่าทางพรรคเพื่อไทยมีนโยบายที่ชัดเจน แล้ววันนี้ตนอยากเป็นตัวแทนคนใต้ที่จะพาพรรคเพื่อไทยไปยังภาคใต้ เพราะตนรักและอยากจะสะท้อนปัญหาของคนใต้มายังพรรคเพื่อไทย ซึ่งถ้าตนไม่ได้มาอยู่จุดนี้เราอาจจะเป็นแค่พรรคร่วม ตนจะสะท้อนปัญหาของพี่น้องคนใต้ได้น้อย แต่วันนี้เมื่อตนมาอยู่จุดนี้ตนมั่นใจว่าตนจะเอาปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องคนใต้ทั้งหมด สะท้อนมาถึงพรรคเพื่อไทยอย่างชัดเจน และจะได้รู้ถึงวิถีชีวิตของคนใต้ว่าวันนี้คนใต้มีกระบวนการในการดำเนินชีวิตอย่างไร การเลือกตั้งและนโยบายที่จะดูแลคนใต้มีอะไรบ้าง ซึ่งอยากจะเสนอนายจุลพันธ์ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

ทำไมนิติศักดิ์ ธรรมเพชร จึงเลือกพรรคเพื่อไทย?

การตัดสินใจของ นิติศักดิ์ ธรรมเพชร ในการเข้าร่วมพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองพอสมควร หลายคนตั้งคำถามว่าอะไรคือแรงจูงใจที่ทำให้อดีต สส. พัทลุง ตัดสินใจครั้งสำคัญนี้ นอกจากความชื่นชมในนโยบายของพรรคแล้ว การได้เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันและแก้ไขปัญหาของพี่น้องชาวใต้ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญ

การเข้ามาของ นิติศักดิ์ ธรรมเพชร ถือเป็นการเสริมทัพที่แข็งแกร่งให้กับพรรคเพื่อไทยในการขยายฐานเสียงในภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พรรคเพื่อไทยยังไม่สามารถเจาะเข้าไปได้อย่างเต็มที่ การมีบุคคลที่ได้รับการยอมรับและเป็นที่รู้จักในพื้นที่อย่างนายนิติศักดิ์ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดคะแนนเสียงจากชาวใต้ได้มากยิ่งขึ้น

นโยบายที่ชัดเจนของพรรคเพื่อไทยเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดให้นายนิติศักดิ์เข้าร่วมงาน การมีนโยบายที่ตอบโจทย์และสามารถแก้ไขปัญหาของประชาชนได้จริง จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้า

มองไปข้างหน้า การจับมือกันระหว่าง นิติศักดิ์ ธรรมเพชร และพรรคเพื่อไทย จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ภาคใต้มากน้อยแค่ไหน คงต้องติดตามกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “นิติศักดิ์ ธรรมเพชร” บ้านใหญ่พัทลุง ซบพรรคเพื่อไทย หวังปักธงภาคใต้ให้สีแดง

กล้าธรรม ซัด “อภิสิทธิ์” ปลุกแตกแยก

โฆษกกล้าธรรม ซัด “อภิสิทธิ์” ปลุกความแตกแยก หลังประกาศไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม

โฆษกพรรคกล้าธรรม ซัดเดือด “อภิสิทธิ์” เล่นการเมืองปลุกความแตกแยก ซ้ำรอยบทเรียนเรียกปฏิวัติ หลังประกาศไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม ลั่น “ธรรมนัส” ไม่สักแต่พูด แต่ลงมือทำจริง มีผลงานการันตี

วันที่ 24 ธันวาคม เวลา 09.50 น. นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ โฆษกพรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ประกาศบนเวทีดีเบตว่าจะไม่ร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม ภายหลังการเลือกตั้งปี 2569 ว่า ท่าทีดังกล่าวสะท้อนแนวคิดทางการเมืองที่มุ่งสร้างความแตกแยก มากกว่าการแสวงหาความสามัคคีเพื่อร่วมกันทำงานให้ประเทศเดินหน้า

นายอัครแสนคีรี ระบุว่า ตนเชื่อว่าประชาชนยังจดจำบทเรียนทางการเมืองในอดีตได้เป็นอย่างดี ทั้งกรณีการเรียกร้องให้เกิดการปฏิวัติ การบริหารประเทศที่นำไปสู่วิกฤติความขัดแย้งและความสูญเสียกลางเมืองหลวง รวมถึงปัญหาการจัดการที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ที่ถูกตั้งคำถามถึงการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน ตลอดจนความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ จากการบริหารจัดการหนี้และทรัพย์สินของชาติ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการขายทรัพย์สินของคนไทยให้ต่างชาติในราคาต่ำกว่ามูลค่า

นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่ครั้งหนึ่งที่เคยตระบัดสัตย์ทางการเมือง เมื่อหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เคยประกาศไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ แต่สุดท้ายมติพรรคกลับเข้าร่วม อีกทั้งยังมีข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตซื้อเสียง และกรณีสมาชิกพรรคบางรายต้องโทษจำคุก ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่สังคมรับรู้มาโดยตลอด

นายอัครแสนคีรี กล่าวย้ำว่า การเมืองในยุคปัจจุบันควรมุ่งสมานฉันท์ สร้างความร่วมมือและความหวังให้กับประชาชน ไม่ใช่พฤติกรรมหรือวาทกรรมที่นำไปสู่ความแตกแยก พร้อมชี้ว่า พรรคการเมืองบางพรรค เมื่อได้เป็นรัฐบาลก็มักนำไปสู่วิกฤติและความขัดแย้ง แต่เมื่อไม่ได้เป็นรัฐบาลกลับใช้วิธีการนอกระบบ ปลุกเร้าความแตกแยกในสังคม โดยประชาชนยังจดจำภาพบทบาทของผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยลงถนนและเป่านกหวีด จนท้ายที่สุดประเทศต้องเผชิญกับการปฏิวัติ

นายอัครแสนคีรี ระบุว่า พรรคกล้าธรรม ขอยืนยันจุดยืนว่า เราพร้อมทำการเมืองเชิงสร้างสรรค์ ยึดผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นศูนย์กลาง และเชื่อมั่นว่าประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินจากผลงานและแนวทางที่แท้จริงในการเลือกตั้งที่จะมาถึง เราไม่ใช่การเมืองที่สักแต่พูดสวยหรูเพื่อขายฝัน แต่เป็นการเมืองที่ลงมือทำจริงเพื่อประเทศและประชาชน

“ผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ก็ยังเป็นเรื่องของอนาคต ซึ่งผมมองว่า พรรคประชาธิปัตย์ ไม่น่าจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้นการที่ออกมาระบุว่า จะจับมือกับพรรคนั้นไม่จับกับพรรคนี้ พรรคประชาธิปัตย์คงไม่ใช่ผู้กำหนดทิศทางการเมือง”

ทำไมพรรคกล้าธรรมถึงออกมาตอบโต้การประกาศไม่ร่วมรัฐบาล

การออกมาตอบโต้ของพรรคกล้าธรรมต่อการประกาศไม่ร่วมรัฐบาลด้วยนั้น แสดงให้เห็นถึงความไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งต่อแนวทางการเมืองที่เน้นการแบ่งแยกและการสร้างความขัดแย้งในสังคม พรรคกล้าธรรมมองว่าการทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนควรเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกพรรคการเมืองที่มีความตั้งใจเดียวกัน

ความเคลื่อนไหวนี้ยังเป็นการตอกย้ำจุดยืนของพรรคกล้าธรรมในการทำการเมืองที่สร้างสรรค์ และเน้นการลงมือทำจริงเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศและประชาชน ซึ่งแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่น ๆ ที่อาจเน้นการพูดสวยหรูแต่ไม่มีผลงานที่เป็นรูปธรรม

พรรคกล้าธรรมเชื่อว่าการเมืองที่สร้างสรรค์และความร่วมมือเป็นสิ่งสำคัญในการนำพาประเทศไปข้างหน้า การที่พุ่งเป้าโจมตีและสร้างความแตกแยกไม่ได้ช่วยให้ปัญหาของประเทศได้รับการแก้ไข แต่กลับเป็นการสร้างความขัดแย้งและทำให้ประเทศชาติอ่อนแอลง

ดังนั้น พรรคกล้าธรรมจึงขอเชิญชวนให้ประชาชนพิจารณาถึงแนวทางการเมืองที่แท้จริงของแต่ละพรรค และร่วมกันเลือกพรรคการเมืองที่พร้อมจะทำงานร่วมกันเพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประเทศไทย

การเมืองแบบสร้างสรรค์และการทำงานร่วมกัน เป็นสิ่งที่เราต้องการ การโจมตีกันไปมาไม่ได้ช่วยอะไรเลย อย่าให้การเมืองแบบเก่าๆ กลับมาทำร้ายประเทศของเราอีกเลย

ที่มา – โฆษกกล้าธรรม ซัดเดือด “อภิสิทธิ์” ปลุกความแตกแยก หลังประกาศไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม

จับตา! “ตรีนุช” ถอนตัวแคนดิเดตนายกฯ พปชร.

ข่าวสะพัดว่า “ตรีนุช เทียนทอง” ถอนตัวแคนดิเดตนายกฯ พปชร. เตรียมที่จะขอถอนตัวออกจากการเป็นแคนดิเดตนายกฯ พรรคพลังประชารัฐในวันนี้ โดยให้เหตุผลว่าต้องการทุ่มเทกับการลงพื้นที่หาเสียงอย่างเต็มที่ ทำให้หลายฝ่ายต้อง จับตา “ตรีนุช” ถอนตัวแคนดิเดตนายกฯ พปชร. อย่างใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ว่า ท่ามกลางกระแสข่าว พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จะวางมือทางการเมือง ก่อนที่แกนนำพรรค พปชร. จะออกมาปฏิเสธ โดยระบุว่ายังไม่ได้รับสัญญาณดังกล่าว ในขณะเดียวกัน ในส่วนของผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ที่มีรายงานข่าวว่ามีชื่อของ พล.อ.ประวิตร และนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรค และยังมีชื่อของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะเลขาธิการพรรค พปชร. ที่เป็น 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคด้วยนั้น

ล่าสุด มีรายงานข่าวว่า น.ส.ตรีนุช เตรียมที่จะขอถอนตัวออกจากการเป็นแคนดิเดตนายกฯ โดยให้เหตุผลว่าต้องการทุ่มเทในการลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้ง เนื่องจากจะลงสมัคร สส.แบบแบ่งเขต จังหวัดสระแก้ว ซึ่งต้องจับตาดูความชัดเจนในวันที่ 24 ธันวาคม ซึ่งจะมีการประชุมกรรมการบริหารพรรค พปชร.

จับตา “ตรีนุช” ถอนตัวแคนดิเดตนายกฯ พปชร.

การตัดสินใจของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง ในครั้งนี้ สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองเป็นอย่างมาก หลายฝ่ายต่างวิเคราะห์ถึงเหตุผลเบื้องหลังของการตัดสินใจดังกล่าว บางส่วนมองว่าการถอนตัวครั้งนี้ อาจเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองของพรรคพลังประชารัฐ เพื่อเปิดทางให้แคนดิเดตนายกฯ คนอื่น ๆ ได้มีโอกาสแสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ ในขณะที่บางส่วนเชื่อว่า น.ส.ตรีนุช ต้องการมุ่งเน้นไปที่การสร้างฐานเสียงในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว เพื่อรักษาเก้าอี้ สส. ของตนเองไว้

อย่างไรก็ตาม การ จับตา “ตรีนุช” ถอนตัวแคนดิเดตนายกฯ พปชร. ยังคงเป็นประเด็นที่น่าสนใจและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะการเปลี่ยนแปลงนี้ อาจส่งผลกระทบต่อทิศทางทางการเมืองของพรรคพลังประชารัฐ และภูมิทัศน์ทางการเมืองโดยรวมของประเทศได้

เหตุผลที่ต้องจับตา “ตรีนุช” ถอนตัวแคนดิเดตนายกฯ พปชร.

  • ผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของพรรคพลังประชารัฐ
  • ความเป็นไปได้ในการปรับเปลี่ยนแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค
  • ผลกระทบต่อการแข่งขันในการเลือกตั้งที่จะมาถึง
  • อนาคตทางการเมืองของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง

การเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้ ถือเป็นสนามแข่งขันที่สำคัญสำหรับทุกพรรคการเมือง การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ก็ตามที่เกิดขึ้น ย่อมส่งผลต่อโอกาสและความท้าทายของแต่ละพรรคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น การตัดสินใจของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง จึงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพื่อทำความเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะตามมา

การเมืองไทยยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การ จับตา “ตรีนุช” ถอนตัวแคนดิเดตนายกฯ พปชร. เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ดังนั้น ประชาชนจึงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ทางการเมือง และสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ที่มา – จับตา “ตรีนุช” ถอนตัวแคนดิเดตนายกฯ พปชร. รอความชัดเจน กก.บห. ถกวันนี้

นายกฯ เร่งจ่ายเงินเยียวยาครอบครัวกำลังพลที่เสียชีวิต

โฆษกรัฐบาล เผย “นายกฯ อนุทิน” เร่งรัดเบิกจ่ายเงินเยียวยาครอบครัวกำลังพลที่เสียชีวิต บาดเจ็บ จากเหตุปะทะชายแดน พร้อมพิจารณาระเบียบบรรจุทายาทกำลังพลที่เสียชีวิต ให้เข้าทำงานราชการได้

วันที่ 23 ธันวาคม 2568 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายสิริงพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี 

โดยนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวก่อนการประชุมว่า ได้เร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทย ดำเนินการเบิกจ่ายเงินเยียวยาครอบครัวกำลังพลที่เสียชีวิตในทุกกรณีให้กับครอบครัวของกำลังพลที่เสียชีวิต บาดเจ็บ รวมทั้งการจ่ายเงินเยียวยาให้กับประชาชนที่อพยพมาอยู่ที่ศูนย์พักพิง โดยจากสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่ยังต้องมีการปฏิบัติการทางทหารอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีกำลังพลเสียชีวิตและบาดเจ็บ ในขณะที่ประชาชนยังคงต้องอพยพและอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิง ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้มีการอนุมัติหลักเกณฑ์และงบประมาณในการเยียวยาผู้เสียชีวิต ทุพพลภาพ บาดเจ็บ รวมทั้งการเยียวยาให้กับประชาชนที่ต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัย และควรใช้โอกาสนี้รวบรวมข้อมูลที่ต้องใช้จากประชาชนที่มารวมกันที่ศูนย์ฯ เพื่อทำเรื่องเบิกจ่ายไว้ได้เลย เพื่อไม่ให้เสียเวลาและลดขั้นตอน เนื่องจากมีงบประมาณอยู่แล้ว และเมื่อตรวจสอบเรียบร้อย ก็สามารถโอนได้เลย และหากงบประมาณไม่เพียงพอ ทั้งกระทรวงกลาโหม สมช. และ ปภ. สามารถทำเรื่องขอเพิ่มได้ เพื่อไม่ให้เสียเวลา เนื่องจากต้องขออนุมัติจาก กกต. ด้วย

นายสิริงพงศ์ ระบุว่า นายกรัฐมนตรียังได้สั่งการมอบหมายให้สำนักงาน ก.พ. ร่วมกับกระทรวงกลาโหม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาว่าจะสามารถปรับระเบียบต่างๆ ให้มีความยืดหยุ่น เพื่อบรรจุทายาทของกำลังพลที่เสียชีวิตให้เข้าทำงานราชการ เนื่องจากที่ผ่านมามีข้อจำกัดเกี่ยวกับการบรรจุตำแหน่งของกองทัพบก ซึ่งบางทีไม่ตรงตามวุฒิ หรือไม่อยู่ในภูมิลำเนาตามที่กำหนด ให้สามารถบรรจุทายาทเข้าเป็นราชการทดแทนทหารที่เสียสละเพื่อชาติ โดยสามารถบรรจุในงานที่ตรงตามวุฒิ และอยู่ในพื้นที่ภูมิลำเนาเดิม ไม่ต้องไปทำงานไกลบ้าน

นายกฯ เร่งรัดเบิกจ่ายเงินเยียวยาครอบครัวกำลังพลที่เสียชีวิต

ทำไมการเยียวยาครอบครัวกำลังพลที่เสียชีวิตถึงสำคัญ

การเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินเยียวยาให้กับครอบครัวกำลังพลที่เสียชีวิตและบาดเจ็บจากเหตุปะทะชายแดนถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลหลายประการ:

  • บรรเทาความเดือดร้อนทางการเงิน: การสูญเสียเสาหลักของครอบครัวย่อมนำมาซึ่งความเดือดร้อนทางการเงินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เงินเยียวยาจะเป็นส่วนช่วยในการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าอาหาร ค่าที่พัก ค่าเล่าเรียนบุตร และค่ารักษาพยาบาล
  • สร้างขวัญและกำลังใจ: การได้รับเงินเยียวยาแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลและสังคมไม่ได้ทอดทิ้งครอบครัวของวีรชนที่เสียสละเพื่อชาติ เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ครอบครัวที่กำลังเผชิญกับความสูญเสียครั้งใหญ่
  • แสดงความรับผิดชอบของรัฐ: รัฐบาลมีหน้าที่ในการดูแลและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ การจ่ายเงินเยียวยาจึงเป็นการแสดงความรับผิดชอบของรัฐต่อประชาชน
  • ส่งเสริมความยุติธรรม: การให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเป็นธรรม เงินเยียวยาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความปรองดองและความสมานฉันท์ในสังคม

นอกจากนี้ การพิจารณาบรรจุทายาทของกำลังพลที่เสียชีวิตเข้าทำงานราชการยังเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่สำคัญในการช่วยเหลือครอบครัวเหล่านี้ เป็นการเปิดโอกาสให้ทายาทได้มีงานทำที่มั่นคงและสามารถเลี้ยงดูครอบครัวต่อไปได้

การดำเนินการดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการช่วยเหลือทางการเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงความเคารพและความขอบคุณต่อความเสียสละของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติอีกด้วย

รัฐบาลควรดำเนินการอย่างโปร่งใสและรวดเร็วในการเบิกจ่ายเงินเยียวยาและพิจารณามาตรการช่วยเหลืออื่นๆ ที่เหมาะสม เพื่อให้ครอบครัวของกำลังพลที่เสียชีวิตและบาดเจ็บได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดูแลและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ และเป็นการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและมีความเป็นธรรม

ที่มา – โฆษกรัฐบาล เผย นายกฯ เร่งรัดเบิกจ่ายเงินเยียวยาครอบครัวกำลังพลที่เสียชีวิต-บาดเจ็บ เหตุปะทะชายแดน

“พิพัฒน์” ย้ำเป้า สส.ใต้ ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง

“พิพัฒน์” แกนนำพรรคภูมิใจไทย ย้ำภูมิใจไทยส่งแคนดิเดตนายกฯ มากกว่า 1 แน่ อีก 2 คนรอลุ้นเปิดตัวพรุ่งนี้ ตั้งเป้า สส.ใต้ ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง

เมื่อเวลา 09.35 น. วันที่ 23 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ดูแลพื้นที่เลือกตั้งภาคใต้ ว่า พรรคภูมิใจไทยต้องพยายามอย่างถึงที่สุด เนื่องจากมีการเตรียมความพร้อมมาตั้งแต่ต้นๆ และการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พื้นที่ภาคใต้ควรได้รับการปรับปรุงเรื่องใดบ้าง เนื่องจากพื้นที่ภาคใต้ขาดโอกาสมากกว่า 30 ปี ฉะนั้นหากคนใต้อยากได้โอกาสกลับคืน ตนก็พร้อมที่จะทวงคืนโอกาส โดยเฉพาะเรื่องสาธารณูปโภค โดยเฉพาะเรื่องการขยายเส้นทางคมนาคม ซึ่งมีการพูดคุยกับปลัดกระทรวงคมนาคม อธิบดี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะภาคใต้เป็นพื้นที่จังหวัดที่ได้รับการจัดอันดับรายได้ประชากรต่อหัวยากจนที่สุดของประเทศ

ส่วนเหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ส่งผลกระทบกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า หากบอกว่าไม่ส่งผลกระทบคงเป็นไปไม่ได้ แต่ยอมรับเรื่องภัยธรรมชาติต้องรับสภาพ โดยปี 2568 โดยเฉพาะผู้บริหารท้องถิ่นประมาณการผิดพลาด โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พยายามแก้ไขปัญหาและเยียวยา เพราะที่ผ่านมาการเยียวยาค่อนข้างช้า ซึ่งนายกฯ ได้สั่งการเร่งรัดโดยได้รับการเยียวยาไปแล้วกว่า 97% ซึ่งมีเพียงบางส่วนที่ติดขัดโดยจะพยายามให้จบก่อนสิ้นปีนี้

เมื่อถามว่าในฐานะดูแลพื้นที่ภาคใต้คาดว่าจะได้ สส.กี่เก้าอี้ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ยังคงยืนยันเหมือนเดิม จะพยายามทำให้ได้ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง เพราะหากทำได้น้อยกว่านั้นจะเสียความตั้งใจเพื่อนๆ สส. ที่ย้ายมาอยู่กับพรรคภูมิใจไทย ซึ่ง สส.เขต ที่ย้ายมาอยู่กับพรรคขณะนี้มีรวม 32 คน ฉะนั้นการรักษาพื้นที่เดิมถือเป็นเป้าหมาย เนื่องจากตามสถิติการเลือกตั้งทุกครั้งจะมีผู้สมัครเก่าสอบไม่ผ่าน 30% แต่ต้องพยายาม เพราะมีผู้ที่ตัดสินใจมาร่วมอุดมการณ์กับพรรคภูมิใจไทย

ส่วนที่ขณะนี้มีการเปิดตัวผู้สมัคร สส. จากพรรคกล้าธรรม (กธ.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ถือเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การเมืองคือการแข่งขันอยู่แล้ว เราเชื่อว่ามีการเตรียมความพร้อมมาก่อน จึงต้องมั่นใจในความพร้อมของพรรคภูมิใจไทย ส่วนพรรคอื่นจะเตรียมความพร้อมขนาดไหนขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละพรรคที่แถลงไป และทำให้คนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้เป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเลือกผู้แทนจากพรรคใด

ส่วนการประชุมพรรคภูมิใจไทย วันที่ 24 ธันวาคม จะเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ เลยหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า จะมีการเปิดตัวผู้สมัคร สส. ครบทั้ง 500 คน ทั้งแบบบัญชีรายชื่อ และแบบเขต

ส่วนแคนดิเดตนายกฯ นายอนุทิน เป็นเบอร์ 1 ส่วนอีก 2 คน ขอให้รอลุ้นวันพรุ่งนี้ แต่ยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ได้ส่งคนเดียว เนื่องจากอดีตที่ผ่านมาเห็นอยู่แล้วว่าการเสนอแคนดิเดตนายกฯ คนเดียว เป็นความสุ่มเสี่ยง เพราะคำว่าจริยธรรม เราก็ไม่ทราบว่าจะพลาด หรือผิดเมื่อใด เพราะในปัจจุบันหรืออดีตหากมีความผิดพลาดขึ้นมา จะได้มีนายกฯ ที่พร้อมขึ้นมาทำงานบริหารประเทศในนามพรรคต่อไป

“พิพัฒน์” ย้ำเป้า สส.ใต้ ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ยังคงมั่นใจในศักยภาพของพรรคในการเลือกตั้งที่จะมาถึง โดยตั้งเป้า สส.ใต้ ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง แม้ว่าจะมีปัจจัยภายนอกเข้ามากระทบ เช่น สถานการณ์อุทกภัย แต่ก็ยังเชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างผลงานได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

เป้าหมาย สส.ใต้ 30 ที่นั่งของภูมิใจไทย

การตั้งเป้า สส.ใต้ ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคภูมิใจไทยในการขยายฐานเสียงในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางการเมือง การที่พรรคสามารถรักษาที่นั่งเดิมและเพิ่มจำนวน สส. ได้ จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความนิยมและความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อพรรค

นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ยังกล่าวถึงการเตรียมความพร้อมของพรรคในการเลือกตั้ง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมตั้งแต่เนิ่นๆ และการทำความเข้าใจถึงปัญหาและความต้องการของประชาชนในพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การกำหนดนโยบายที่ตอบโจทย์และสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด

การแข่งขันทางการเมืองเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่พรรคภูมิใจไทยก็มีความเชื่อมั่นในความพร้อมและศักยภาพของตนเอง รวมถึงนโยบายที่ได้นำเสนอต่อประชาชน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

การที่พรรคภูมิใจไทยส่งแคนดิเดตนายกฯ มากกว่าหนึ่งคน แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการบริหารประเทศในระยะยาว การมีตัวเลือกที่หลากหลายจะช่วยให้พรรคสามารถปรับตัวและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยรวมแล้ว พรรคภูมิใจไทยกำลังเดินหน้าเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งอย่างเต็มที่ โดยมีเป้าหมายที่จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนและเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศต่อไป การที่นายพิพัฒน์ย้ำเป้า สส.ใต้ ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความเชื่อมั่นของพรรคภูมิใจไทยที่มีต่อการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ที่มา – “พิพัฒน์” ย้ำเป้า สส.ใต้ ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง ลุ้น “ภูมิใจไทย” เปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ พรุ่งนี้

พรรคประชาชน ดับไฟร้อน “กลุ่มไรเดอร์” ชิง สส.

พรรคประชาชน ดับไฟร้อน เร่งแก้ไขปัญหา นัดพบ “กลุ่มไรเดอร์” รับฟังเสียงวิจารณ์และข้อเสนอแนะ หลังเสนอชื่อ “อิสริยะ” อดีตผู้บริหารไลน์แมน ลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อ

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคประชาชน (ปชน.) ว่า ในวันที่ 23 ธันวาคม 2568 เวลา 12.45 น. เป็นต้นไป ณ อาคารอนาคตใหม่ ที่ทำการพรรค ปชน. (หัวหมาก) สหภาพไรเดอร์ – Freedom Rider Union ได้นัดหมายกลุ่มไรเดอร์เพื่อสอบถามถึงจุดยืนของพรรค และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ อย่างนายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ อดีตผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มบริษัทไลน์แมน

น.ส.รักชนก ศรีนอก อดีต สส.กทม. พรรค ปชน. ได้กล่าวเชิญชวนพี่น้องไรเดอร์ และทุกท่านที่สนใจในประเด็นนี้ เข้าร่วมวงพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อกังวลต่างๆ “เสียงของทุกคนมีความสำคัญกับพวกเรา แม้ว่าจะเป็นคำติชมหรือวิพากษ์วิจารณ์ เรายินดีรับฟังทุกความคิดเห็นเพื่อนำไปปรับปรุง” น.ส.รักชนกกล่าว

ก่อนหน้านี้ ในกระบวนการคัดเลือกผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ปรากฏชื่อของนายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ติดอยู่ใน 100 รายชื่อแรก ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มไรเดอร์เกี่ยวกับข้อพิพาทเรื่องค่าแรงที่ไม่เป็นธรรมในบริษัทไลน์แมน ในช่วงที่นายอิสริยะดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง

นายชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล เคยแสดงความคิดเห็นสนับสนุนนายอิสริยะ โดยยอมรับว่ารู้จักกันมานานตั้งแต่ช่วงรัฐประหารปี 2549 และมองว่านายอิสริยะมีความคิดที่เฉียบแหลมและก้าวหน้า

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวานนี้ (21 ธันวาคม) ว่ามีการจัดทำไพรมารีโหวตผู้สมัคร สส.ทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อทั่วประเทศของพรรค ปชน. ผลปรากฏว่าการทำไพรมารีโหวตในจังหวัดชลบุรี ไม่รับรองนายอิสริยะให้ลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อของพรรค อย่างไรก็ตาม นายอิสริยะยังคงผ่านไพรมารีโหวตในจังหวัดอื่นๆ หลังจากนี้จะมีการนำเสนอเรื่องดังกล่าวต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อพิจารณารับรองต่อไป

พรรคประชาชน ดับไฟร้อน “กลุ่มไรเดอร์” จริงหรือไม่?

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ แสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการทำงานการเมืองที่ต้องรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วน และต้องพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับกลุ่มต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง การที่พรรคประชาชน ดับไฟร้อน โดยการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการแก้ไขปัญหาและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างพรรคกับกลุ่มไรเดอร์

ทำไมต้อง ดับไฟร้อน “กลุ่มไรเดอร์”?

การที่พรรคการเมืองต้องลงมาจัดการกับความไม่พอใจของกลุ่มไรเดอร์นั้น สะท้อนให้เห็นถึงพลังของประชาชนในการแสดงออกถึงความต้องการและความกังวลของตนเอง การที่กลุ่มไรเดอร์ออกมาทวงถามถึงจุดยืนของพรรค แสดงให้เห็นว่าพวกเขาต้องการให้พรรคการเมืองใส่ใจและรับผิดชอบต่อปัญหาที่พวกเขาเผชิญอยู่ การที่พรรคประชาชน ดับไฟร้อน จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากต้องการที่จะรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประชาชน

  • การรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายเป็นสิ่งสำคัญ
  • การแก้ไขปัญหาต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อทุกกลุ่ม
  • ความโปร่งใสและความรับผิดชอบเป็นสิ่งจำเป็น

การที่พรรคประชาชนออกมาเคลื่อนไหวเพื่อดับไฟร้อนในครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับพรรคการเมืองอื่นๆ ที่จะต้องใส่ใจและรับฟังเสียงของประชาชน พร้อมทั้งแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชนในระยะยาว สิ่งที่เกิดขึ้นนี้แสดงให้เห็นว่าการเมืองไม่ได้เป็นเรื่องของผู้มีอำนาจเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของทุกคนที่ต้องการมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่ดีขึ้น และการที่พรรคประชาชน ดับไฟร้อน ได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการกระทำหลังจากนี้

ที่มา – พรรคประชาชน ดับไฟร้อน “กลุ่มไรเดอร์” ท้วงส่ง “อิสริยะ” อดีตผู้บริหารไลน์แมน ชิง สส.

AT-6 วูฟเวอร์รีน: เขี้ยวเล็บ ทอ.ไทย สุดแม่นยำ!

แม่นยำ หนักหน่วง รุนแรง ราบคาบ! เขี้ยวเล็บวูฟเวอร์รีน ทอ. ไทย Beechcraft AT-6 Wolverine

Beechcraft® AT-6 Wolverine คืออากาศยานรบหลายภารกิจ ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการในการปฏิบัติการรบทางอากาศ หรือลาดตระเวนถ่ายภาพพื้นที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ พัฒนาโดย Beechcraft® บริษัทเดียวกับที่ส่งมอบเครื่องบิน T-6A ให้กับกองทัพอากาศสหรัฐฯ และเครื่องบิน T-6B ของกองทัพเรือสหรัฐฯ จุดเด่นคือคอมพิวเตอร์ควบคุมการบินจากเครื่อง Lockheed Martin A-10C พร้อมห้องนักบิน CMC Esterline และระบบจัดการการบิน

การจัดหา เครื่องบินโจมตีเบา AT-6 Wolverine มีเป้าหมายเพื่อทดแทนเครื่องบินฝึก-ขับไล่ไอพ่น L-39 ZA/ART ที่มีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 25 ปี ซึ่งถูกทยอยปลดประจำการไปแล้ว โดย L-39 เคยประจำการอยู่ที่กองบิน 41 จ.เชียงใหม่ ทำหน้าที่ฝึกนักบินขับไล่ไอพ่น ก่อนที่จะไปบินกับเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงกว่า เช่น เอฟ-5TH ซุปเปอร์ไทกริส หรือ เอฟ-16 เอ/บี ไฟท์ติ้งฟัลคอน นอกจากนี้ยังสามารถใช้เป็นเครื่องบินขับไล่เบา และสนับสนุนการโจมตีภาคพื้นดินด้วยอาวุธจรวดและระเบิดต่างๆ ได้อีกด้วย

AT-6E เป็นเครื่องบินเครื่องยนต์ใบพัดแบบเทอร์โบพร็อพ โจมตีเบา/ลาดตระเวนติดอาวุธ พัฒนาจากเครื่องบินฝึกหลัก T-6 เจ้า Wolverine ที่มีกรงเล็บแหลมคม มาพร้อมกับคอมพิวเตอร์ควบคุมภารกิจที่ติดตั้งอยู่ในเครื่องบินโจมตี A-10C ส่วนคันเร่งและคันบังคับแบบ Hands-on (HOTAS) นำมาจากเครื่อง F-16, ระบบส่งสัญญาณติดหมวก (HMCS) และห้องนักบินระบบดิจิทัลพร้อม MFD สำหรับการนำทาง เซ็นเซอร์ และการจัดการ/ระบบยิงอาวุธแบบบูรณาการ สามารถบรรทุกอาวุธอากาศสู่พื้นได้หลากหลายชนิด ติดตั้งเซ็นเซอร์ EO/IR MX-15D เพื่อใช้ในการเล็งเป้าหมายและ ISR ทางยุทธวิธี

ในสงครามอีเล็กทรอนิกส์ AT-6 ติดตั้งระบบเชื่อมโยงข้อมูล LINK-16/SADL, ระบบ FMV/ROVER แบบเรียลไทม์สำหรับการเชื่อมต่อกับกองกำลังภาคพื้นดิน และระบบ VHF/UHF/SATCOMS ทางยุทธวิธี เดิมที AT-6 ถูกเสนอให้ใช้งานในภารกิจโจมตีเบา/ลาดตระเวนติดอาวุธ (LAAR) ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ซึ่งถูกปรับลดงบประมาณลงเมื่อสิบปีก่อน

กองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้เริ่มดำเนินการอีกครั้งในปี 2560 เพื่อลดแรงกดดันต่อฝูงบินที่มีอยู่ โดยจัดหา AT-6 Wolverine สองเครื่อง (และ A-29 Super Tucano ของ AFSOC อีกสองเครื่อง) เพื่อพัฒนา CAS/ISR น้ำหนักเบา สำหรับประเทศพันธมิตร อย่าง โคลอมเบีย ไนจีเรีย ไทย และตูนิเซีย เพื่อพัฒนายุทธวิธีโจมตีเบา/ISR ร่วมกับ AERONet

เครื่องบินโจมตีแบบที่ 8 บ.จ.8 Beechcraft AT-6TH Wolverine ฝูงบิน 411 กองบิน 41 เชียงใหม่ กองทัพอากาศไทย (RTAF: Royal Thai Air Force) หมายเลข “41102” ได้เริ่มต้นทำการฝึกบินในพื้นที่ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. 2567 (2024) ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันสถาปนากองบิน 41 เชียงใหม่ กองทัพอากาศไทยได้รับมอบเครื่องบินโจมตี บ.จ.8 AT-6TH Wolverine สองเครื่องแรก หมายเลข “41101” และ “41102” เข้าประจำการ ณ ฝูงบิน 411 กองบิน 41 เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

ทำไมต้อง AT-6 Wolverine?

ย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีก่อน กองทัพอากาศไทยได้ลงนามสัญญาจัดหาเครื่องบินโจมตี บ.จ.8 AT-6TH จำนวน 8 เครื่องวงเงิน 4,314,039,908.80 บาท ($143 million) เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 (2021) โดยฝูงบิน 411 จะได้รับมอบครบ 8 เครื่องภายในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 (2025) การจัดหาเครื่องบินโจมตี AT-6TH ยังรวมถึงการถ่ายทอดวิทยาการแก่เจ้าหน้าที่ของ ทอ. ไทย เช่นเดียวกับเครื่องบินฝึกแบบที่ 22 บ.ฝ. 22 Beechcraft T-6TH Texan II(T-6C) ของโรงเรียนการบินกำแพงแสนกองทัพอากาศไทย ที่ได้รับมอบครบจำนวน 12 เครื่อง ในปี พ.ศ. 2566 (2023) โดยมีพื้นฐานร่วมกัน

กองทัพอากาศไทยส่งนักบินชุดรับมอบจำนวน 8 นาย เข้ารับการฝึกหลักสูตรครูการบิน(Flight Instructor) และนักบินลองเครื่อง(Test Pilot) ณ บริษัท Textron Aviation Defense สหรัฐฯใน Wichita มลรัฐ Kansas ระหว่างวันที่ 12 กุมภาพันธ์-15 พฤษภาคม พ.ศ.2567 และได้สำเร็จการศึกษากลับมายังไทยและเริ่มจัดตั้งการฝึกในประเทศแล้ว

เช่นเดียวกับเครื่องบินฝึก บ.ฝ.22 T-6TH บ.จ.8 AT-6TH สองเครื่องแรก ถูกจัดส่งทางเรือมาไทยได้เข้าสู่โครงการประกอบขั้นสุดท้าย (Final Reassembly Program) โดยโรงงานอากาศยานของ บริษัทอุตสาหกรรมการบินจำกัด (TAI: Thai Aviation Industries) ในอำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ใกล้กับ กองบิน 4 ตาคลี ตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2567 เครื่องบินที่เหลือ ถูกประกอบและส่งมอบเพิ่มเติมจนครบ

เครื่องบินโจมตีเบา AT-6TH ติดตั้งเครื่องยนต์ใบพัดแบบ turboprop ให้กำลัง 1,600 แรงม้า ทำความเร็วสูงสุดได้ 858 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (316knots) เพดานบินสูงสุด 9,949 เมตร (31,000 feet) พิสัยบิน 3,194 กิโลเมตร (1,725nmi) น้ำหนักภารกรรมบรรทุก 1,864 กิโลกรัม (4,110lbs) ติดระบบตรวจจับกล้อง electro-optic/infrared(EO/IR) แบบ WESCAM MX-15Di ในตำแหน่งใต้โครงสร้างลำตัวกลางเครื่อง

ระบบอาวุธของ AT-6 Wolverine

ตำแหน่งติดอาวุธ 7 จุด ใต้ปีกข้างละ 3 จุด ใต้ลำตัว 1 จุด เลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมของภารกิจ ทั้งกระเปาะปืนกล .50 คาลิเบอร์ ความจุกระสุน 400 นัด และอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น AGM-114 Hellfire หรือปืนใหญ่อากาศขนาด 20 มิลลิเมตร จรวดไม่นำวิถีขนาด 2.75 นิ้ว ไฮดรา จรวดนำวิถีด้วยเลเซอร์ APKWS อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นแบบ เอจีเอ็ม-142 เฮลไฟร์ ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ GBU 12 Paveway I, GBU-58 Paveway II, GBU-49 และ GBU-59 enhanced Paveway II ระเบิดไม่นำวิถี MK 81 ขนาด 250 ปอนด์ และ MK 82 ขนาด 500 ปอนด์

เครื่อง AT-6TH ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับภารกิจ ได้แก่

  • การบินสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิด (Close Air Support)
  • ผู้ควบคุมอากาศยานหน้า(Forward Air Control-Airborne)
  • การลาดตระเวนรบติดอาวุธ (Armed Reconnaissance)
  • การโจมตีทางอากาศ (Air Strike)
  • การเฝ้าระวัง การข่าวกรองและการลาดตระเวน (Surveillance and Reconnaissance : ISR)
  • การบินค้นหาช่วยชีวิตในพื้นที่การรบ (Combat Search and Rescue)
  • การสนับสนุนการบรรเทาสาธารณภัย (Disaster Area Imagery)
  • การถ่ายภาพภัยพิบัติ (Disaster Area Imagery)
  • การสนับสนุนปฏิบัติการบินควบคุมไฟป่า

รวมทั้งการบูรณาการความร่วมมือสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐในภารกิจด้านความมั่งคง การรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ และการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน

AT-6 Wolverine มี ISR ที่ทำงานเข้ากันได้กับอุปกรณ์ที่หลากหลาย ระบบกำหนดเป้าหมาย มีชุดเซ็นเซอร์ L3 Wescam MX-15D ประกอบด้วยกล้อง และ IR เครื่องระบุตำแหน่งด้วยเลเซอร์ เครื่องวัดระยะด้วยเลเซอร์

ห้องนักบินของเครื่องบิน AT-6 Wolverine ถูกสร้างขึ้นสำหรับนักรบยุคใหม่ โดยผสานห้องนักบินกระจกดิจิทัลและ HUD ระบบนำทางยุทธวิธี จอแสดงผลเซ็นเซอร์ การจัดการอาวุธ และโหมดการส่งมอบอาวุธ ระบบภารกิจรบ A-10C ล็อกฮีด มาร์ติน ห้องนักบิน CMC ระบบจัดการเที่ยวบิน และจอแสดงผลแบบมัลติฟังก์ชัน SparrowHawk HUD พร้อมระบบนำทางแบบบูรณาการและการยิงอาวุธปล่อยต่างๆ การควบคุมคันเร่งและควบคุมคันบังคับ (HOTAS) จากเครื่อง F-16.

โดยรวมแล้ว Beechcraft AT-6 Wolverine ถือเป็นเครื่องบินโจมตีเบาที่มีศักยภาพสูง เหมาะสมกับภารกิจที่หลากหลายของกองทัพอากาศไทย และเป็นกำลังสำคัญในการรักษาความมั่นคงของชาติ

ที่มา – แม่นยำ หนักหน่วง รุนแรง ราบคาบ! เขี้ยวเล็บวูฟเวอร์รีน ทอ. ไทย Beechcraft AT-6 Wolverine

Scroll to top