การเลือกตั้ง

นายกฯ ยันมีอำนาจยุบสภา ยังไม่คุย “ศุภจี”

“อนุทิน” ย้ำอำนาจยุบสภาเป็นของนายกรัฐมนตรี บอกเป็นรัฐบาลข้างน้อยต้องพร้อมเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง เผยยังไม่ได้คุยกับ“ศุภจี” หลังเปิดตัวนั่งแคนดิเดตนายกฯ ภท.

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีเปิดตัวนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคภูมิใจไทยว่า ยังไม่ได้เปิดตัวอะไรทั้งสิ้น เป็นเพียงแค่ผู้สื่อข่าวถามมาก็ตอบไป ใครก็ตามที่มีความสามารถมีผลงานมีความตั้งใจในการทำงาน ทำประโยชน์สูงสุดให้แก่ประเทศพรรคการเมืองทุกพรรคไม่เพียงแค่ภูมิใจไทยก็ต้องการคนเช่นนี้ หากยินดีที่จะมาช่วยเหลือบ้านเมืองก็เป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย ส่วนตัวยังไม่ได้พูดคุยกับนางศุภจีเนื่องจากยังปฏิบัติหน้าที่ที่สหรัฐอเมริกา

นายอนุทินยังกล่าวถึงการส่งสัญญาณให้กับพรรคร่วมรัฐบาลเตรียมพร้อมยุบสภาว่า ไม่ต้องส่งสัญญาณเคยพูดตั้งแต่สมัยยังไม่เป็นนายกรัฐมนตรี ว่าเรื่องยุบสภาเป็นพระราชอำนาจและคนที่จะนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อม คือนายกรัฐมนตรี ดังนั้นที่จะนำเรื่องนี้ขึ้นทูลเกล้าฯ คือนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว ไม่ต้องไปหารืออะไรกับใคร

เมื่อถามว่า การเปิดแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีครบ 3 คน แสดงว่าอาจยุบสภาก่อนหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า วันนี้เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยต้องมีความพร้อมในการดำเนินการให้เร็วที่สุด และต้องบริหารบ้านเมืองในระยะเวลาที่จำกัด

นายกฯ ยันมีอำนาจยุบสภา ยังไม่คุย “ศุภจี”

สถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้มีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องของการยุบสภา ซึ่งเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ รวมถึงกรณีของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคภูมิใจไทย

ประเด็นสำคัญที่นายอนุทินเน้นย้ำคือ อำนาจในการยุบสภานั้นเป็นของนายกรัฐมนตรีแต่เพียงผู้เดียว และการตัดสินใจว่าจะยุบสภาหรือไม่นั้น ไม่จำเป็นต้องปรึกษาหารือกับใครทั้งสิ้น นอกจากนี้ นายอนุทินยังกล่าวถึงเรื่องการเปิดตัวนางศุภจี ว่ายังไม่ได้มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ แต่เป็นการตอบคำถามของผู้สื่อข่าวเท่านั้น

นายกฯ ยันมีอำนาจยุบสภา

สำหรับความเป็นไปได้ในการยุบสภา นายอนุทินกล่าวว่า รัฐบาลปัจจุบันเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย จึงต้องมีความพร้อมในการดำเนินการให้เร็วที่สุด และบริหารบ้านเมืองในระยะเวลาที่จำกัด ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าการยุบสภาอาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้

การที่พรรคภูมิใจไทยเสนอชื่อนางศุภจีเป็นแคนดิเดตนายกฯ นั้น แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของพรรคในการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า อย่างไรก็ตาม นายอนุทินยังไม่ได้พูดคุยกับนางศุภจีในเรื่องนี้ เนื่องจากนางศุภจียังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่สหรัฐอเมริกา

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การที่นายกรัฐมนตรีออกมาเน้นย้ำถึงอำนาจในการยุบสภา แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะควบคุมสถานการณ์ทางการเมือง และอาจมีการตัดสินใจในเรื่องนี้ในอนาคตอันใกล้ การที่พรรคภูมิใจไทยเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งด้วยการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ก็เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าการเมืองไทยกำลังเข้าสู่ช่วงของการเปลี่ยนแปลง

สถานการณ์การเมืองขณะนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การจับตาดูท่าทีของนายกรัฐมนตรีและพรรคการเมืองต่างๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อทำความเข้าใจทิศทางของการเมืองไทยในอนาคต

ที่มา – นายกฯ ยันมีอำนาจยุบสภาอยู่ในมือ บอกยังไม่ได้คุย “ศุภจี” ชวนเป็นแคนดิเดตนายกฯ ภท.

สุชาติหวัง! สนธยาซบภูมิใจไทย กวาดชลบุรีทั้งจังหวัด

“สุชาติ” ย้ำ นิมิตหมายดี “สนธยา” ซบภูมิใจไทย ลั่น “วันนี้ไม่มีแล้วบ้านเก่า-บ้านใหม่ มีแต่บ้านเรา” อ้อนหากประชาชนนึกถึง มีหวังกวาดชลบุรียกจังหวัด นายสุชาติ ชมกลิ่น มั่นใจกับการมาของนายสนธยา คุณปลื้ม จะนำมาซึ่งความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งหน้า

เมื่อเวลา 14.25 น. วันที่ 19 พ.ย. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะสมาชิกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีจะพานายสนธยา คุณปลื้ม อดีต รมว.วัฒนธรรม มาเปิดตัวกับพรรคภูมิใจไทยในวันที่ 23 พ.ย.นี้หรือไม่ ว่า ตนไม่บังอาจไปรับใคร ขอเป็นน้องที่ต้อนรับมากกว่า แต่ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีของการเมือง เชื่อว่าการเมืองเป็นเรื่องของความพร้อมของแต่ละไทม์มิ่ง วันนี้ตนสังกัดพรรค ภท. เชื่อว่าพรรคที่สังกัดอยู่น่าจะเป็นเวลาที่ดี ทุกพรรคที่ตนอยู่ก็ไทม์มิ่งที่ดีทั้งนั้น และเป็นความโชคดีที่มีผู้หลักผู้ใหญ่ของการเมืองมาอยู่รวมกัน ผสมกันทั้งเก่าทั้งใหม่ วันนี้คำว่าบ้านเก่าบ้านใหม่ไม่มีแล้ว ชลบุรีก็บ้านเราทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ที่ จ.ชลบุรี จะเป็นลมบูรพาที่แข็งแรง หรือจะเป็นลมพัดลมเพ นายสุชาติ กล่าวว่า ตนได้คุยกับนายสนธยาแล้ว ตนก็เหมือนเป็นน้องอยู่แล้ว เพราะเคยอยู่ด้วยกันมาหลายสิบปี การเมืองเมื่อก่อนมันอาจมีเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องอยู่คนละพรรค แต่วันหนึ่งเพื่อชลบุรี เพื่อให้ผู้นำไม่มีแบ่งแยก ให้ชาวบ้านได้สามัคคี พุ่งเป้ารวบรวมชาวชลบุรีให้เดินหน้าเป็นหนึ่ง มันต้องเสียสละ อายุเยอะกันหมดแล้ว และยืนยันไม่ได้แบ่งคนละครึ่ง แต่เอาเป็นว่าใครถนัดตรงไหน การเมืองมันไม่ใช่สมบัติ ไม่ใช่ของใคร เป็นเรื่องของประชาชน

เมื่อถามว่า จะรวมพลังกันสู้กับสีส้มได้หรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ตนไม่รู้ว่าตนแข่งกับใคร เพราะถ้าเรารวมกันและทำงานให้ประชาชน ประเทศชาติบ้านเมือง และทำให้ชาวชลบุรีได้ประโยชน์สูงสุด มันก็ควรที่จะต้องอยู่รวมกัน เมื่อถามย้ำว่า มั่นใจหรือไม่ว่า จะทวงเก้าอี้ สส.ในการเลือกตั้งมาได้ นายสุชาติ กล่าวว่า เราทุกคนต้องมั่นใจ เดินทางมาถึงขนาดนี้แล้ว เมื่อถามอีกว่า มั่นใจว่า จะได้ยกจังหวัดหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า พูดไม่ได้ อยู่ที่ประชาชน หากประชาชนนึกถึงเราสักเสี้ยวนาทีเราก็ได้ครบหมด การเมืองใครลงก็ต้องหวังทุกคนสุชาติหวัง! สนธยาซบภูมิใจไทย กวาดชลบุรีทั้งจังหวัด

นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีแสดงความมั่นใจในการรวมพลังกับนายสนธยา คุณปลื้ม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ที่จะเข้ามาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย โดยเชื่อมั่นว่าการผนึกกำลังครั้งนี้ จะนำไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น และสามารถกวาดที่นั่ง ส.ส. ในจังหวัดชลบุรีได้ทั้งหมด

เป้าหมาย กวาดชลบุรีทั้งจังหวัด

การประกาศความมั่นใจของนายสุชาติ ชมกลิ่น ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นของพรรคภูมิใจไทย ในการที่จะช่วงชิงพื้นที่ทางการเมืองในจังหวัดชลบุรี ซึ่งถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญ การได้นายสนธยา คุณปลื้ม ซึ่งเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลในพื้นที่ เข้ามาร่วมทีม จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับพรรคมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การที่จะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ได้นั้น พรรคภูมิใจไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันกับพรรคการเมืองอื่นๆ ที่มีฐานเสียงที่แข็งแกร่งในพื้นที่ การสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในนโยบายและแนวทางการทำงานของพรรค รวมถึงการบริหารจัดการความคาดหวังของประชาชนให้ได้อย่างเหมาะสม

การที่นายสุชาติ กล่าวว่า “หากประชาชนนึกถึงเราสักเสี้ยวนาทีเราก็ได้ครบหมด” แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในพลังของประชาชน และเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้สนับสนุนให้ร่วมแรงร่วมใจกันสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

  • การรวมพลังกับนายสนธยา คุณปลื้ม จะช่วยเพิ่มโอกาสในการกวาด ส.ส. ชลบุรี
  • ต้องเผชิญกับความท้าทายในการแข่งขันกับพรรคอื่นและการสร้างความเชื่อมั่น
  • ความสำเร็จขึ้นอยู่กับการสนับสนุนของประชาชน

การเมืองเป็นเรื่องของการแข่งขัน แต่สุดท้ายแล้ว ประโยชน์สูงสุดที่ควรได้รับคือประชาชน ทุกพรรคการเมืองควรมีเป้าหมายเดียวกัน คือการพัฒนาประเทศชาติและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น

การที่นายสุชาติ ชมกลิ่น ออกมาแสดงความมั่นใจว่าจะสามารถกวาดชลบุรีทั้งจังหวัดได้นั้น ถือเป็นเรื่องที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิด ว่าสุดท้ายแล้วผลลัพธ์จะเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้หรือไม่ การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นบทพิสูจน์ที่สำคัญ ว่าพรรคภูมิใจไทยจะสามารถยึดครองพื้นที่ชลบุรีได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดหรือไม่

ที่มา – “สุชาติ” ย้ำ นิมิตหมายดี “สนธยา” ซบภูมิใจไทย หวังกวาดชลบุรี ยกจังหวัด

เลขาฯ กฤษฎีกา แจงขั้นตอนยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป

“เลขาฯ กฤษฎีกา” ไม่มั่นใจ อัยการสูงสุดอุทธรณ์คดี 112 “ทักษิณ” ไม่กระทบพักโทษหรือไม่ แจงขั้นตอนยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป ต้องขอศาลออกหมายบังคับคดี สืบทรัพย์ให้มาเป็นของแผ่นดิน

วันที่ 18 พ.ย. 2568 ที่ทำเนียบ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกต ว่าการอุทธรณ์ของอัยการสูงสุด คดี 112 ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะทำให้ไม่สามารถขอพักโทษจากคดีสืบเนื่องจากชั้น 14 ได้จริงหรือไม่ ว่าไม่น่าจะถูกตัดสิทธิการพักโทษ แต่ตนยังไม่ได้ดูรายละเอียด ขอดูรายละเอียดก่อน จึงไม่กล้าตอบคำถาม เนื่องจากกังวลว่าอาจผิด

เลขาฯ กฤษฎีกา แจงขั้นตอนยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป

ไม่แน่ใจกระทบพักโทษหรือไม่

ส่วนการที่สำนักงานอัยการสูงสุดยื่นอุทธรณ์ในคดี 112 จะส่งผลให้ไม่สามารถขอพักโทษได้ใช่หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า การยื่นอุทธรณ์ไม่ใช่คำพิพากษา ถือว่ายังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินคดีอยู่ และการขอพักโทษก็น่าจะได้ ก่อนย้ำว่าการตอบคำถามของตนเป็นการตอบที่ยังไม่ได้ดูข้อกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เลขาฯกฤษฎีกา ยืนยันว่าการที่จะขอพักโทษได้ ต้องรับโทษมาแล้ว 1 ใน 3 หรือจำคุกมาแล้ว 6 เดือน ซึ่งเป็นไปตามหลักที่ต้องรับโทษ ก่อนจะขอพักโทษ และขั้นตอนการพักโทษก็ไม่มีหลักเกณฑ์การจำคุกขั้นต่ำกว่านี้แล้ว

เมื่อถามว่าหากนายทักษิณ ได้รับการพักโทษออกมาจะสามารถเป็นผู้ช่วยหาเสียงเลือกตั้งได้หรือไม่ เลขาฯกฤษฎีกา ระบุว่า อันนี้ไปไกลแล้ว ตนชักงง ขอดูรายละเอียดก่อน และไม่กล้าตอบ เพราะอาจผิดพลาดได้

ขั้นตอนการยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป ที่ต้องขอศาล

ส่วนที่มีกรณีศาลฎีกาพิพากษากลับในคดีภาษีของนายทักษิณ ต้องจ่ายภาษีจากการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) จำนวน 1.76 หมื่นล้านบาท กระทรวงการคลังจะต้องดำเนินการเช่นไร เลขาฯกฤษฎีกา ระบุว่า กระทรวงการคลังไม่ต้องทำอะไร แต่ต้องขอศาลออกหมายบังคับคดี ซึ่งเป็นกระบวนการปกติไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ซึ่งจะสามารถยึดจากทรัพย์สินของนายทักษิณได้เลยหรือไม่ เลขาฯกฤษฎีกา ยืนยันว่า ดำเนินการตามขั้นตอนปกติทางกฎหมาย และทรัพย์สินที่ได้มาก็ตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งถือเป็นหลักปกติ ไม่ใช่กรณีใดกรณีหนึ่ง

ส่วนจะใช้เวลาเท่าใดในการยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ปเข้าสู่คลัง เลขาฯกฤษฎีกา กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับขั้นตอนการสืบทรัพย์ ซึ่งต้องถามรายละเอียดจากกรมบังคับคดี

ทำความเข้าใจขั้นตอนยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป

จากกรณีที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาในคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป และมีคำสั่งให้มีการชำระภาษีย้อนหลังเป็นจำนวนเงิน 1.76 หมื่นล้านบาท กระบวนการหลังจากนี้จึงเข้าสู่ขั้นตอนการบังคับคดี ซึ่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ให้ข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับกระบวนการดังกล่าว ขั้นตอนแรกที่กระทรวงการคลังจะต้องดำเนินการคือการขอหมายบังคับคดีจากศาล ซึ่งเป็นกระบวนการปกติที่กฎหมายกำหนดไว้ หลังจากนั้น กรมบังคับคดีจะเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการสืบทรัพย์สินของจำเลย และดำเนินการยึดทรัพย์สินเพื่อนำมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา

สิ่งที่น่าสนใจคือ ทรัพย์สินที่ได้จากการยึดทรัพย์ในคดีนี้ จะตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งเป็นหลักการทั่วไปในการบังคับคดีแพ่ง อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาในการดำเนินการยึดทรัพย์สินนั้นขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของคดี และความยากง่ายในการสืบทรัพย์สินของจำเลย ซึ่งในบางกรณีอาจใช้เวลานานหลายเดือน หรือเป็นปี

ประเด็นที่ควรพิจารณาเพิ่มเติมคือ กระบวนการบังคับคดีอาจมีการอุทธรณ์หรือโต้แย้งจากฝ่ายจำเลย ซึ่งอาจทำให้กระบวนการล่าช้าออกไปอีก ดังนั้น การทำความเข้าใจในขั้นตอนและกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทั่วไป เพื่อให้เข้าใจถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเองในกระบวนการยุติธรรม

สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป:

  • กระทรวงการคลังต้องขอหมายบังคับคดีจากศาล
  • กรมบังคับคดีดำเนินการสืบทรัพย์และยึดทรัพย์
  • ทรัพย์สินที่ยึดได้ตกเป็นของแผ่นดิน
  • ระยะเวลาขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของการสืบทรัพย์

การบังคับคดีเป็นกระบวนการที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญอย่างยิ่งในการรักษากฎหมายและความยุติธรรมในสังคม การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าในคดีสำคัญๆ จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสนใจ

ที่มา – “เลขาฯ กฤษฎีกา” แจงขั้นตอนยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป ต้องขอศาลออกหมายบังคับคดี

“พริษฐ์” มั่นใจ! แก้รัฐธรรมนูญเสร็จก่อนสิ้นปี

“พริษฐ์” ยืนยันพรรคประชาชน สู้เต็มที่แม้หลายข้อเสนอแพ้การลงมติในชั้น กมธ. มั่นใจผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จจากรัฐสภาก่อนสิ้นปี เชื่อ “สูตร 20 หยิบ 1” ป้องกันผูกขาดได้

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ที่อาคารอนาคตใหม่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน กล่าวถึง ความคืบหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าตั้งแต่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ห้ามไม่ให้ “ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง” ส่งผลให้ไม่มีพรรคการเมืองใดสามารถเสนอ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงได้อีกต่อไป ทำให้ทั้ง 3 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ 3 พรรคการเมืองหลักที่ถูกพิจารณาในวาระที่ 1 เมื่อวันที่ 14-15 ตุลาคม 2568 ก็ไม่มีร่างไหนที่เสนอให้มี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง

เเจง กมธ. ปชน. สู้เต็มที่

โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการได้ลงมติ 3 ข้อเสนอหลักในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนที่พยายามมุ่งสู่เป้าหมายให้มี

  1. สภาที่ปรึกษาที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน แต่น่าเสียดายที่คณะกรรมาธิการมีมติ ให้ตัดสภาที่ปรึกษาออก โดยมีแค่กรรมาธิการ 8 คนจากพรรคประชาชนที่ลงมติให้คงสภาที่ปรึกษาไว้ ส่วนอีก 23 คนเห็นควรให้ตัดออก และ 3 คนงดออกเสียง
  2. เปิดให้ประชาชนเข้าคูหาเลือกตั้งเพื่อคัดกรองผู้ร่างมาเบื้องต้นให้เหลือ 70 คน ก่อนจะส่งต่อให้รัฐสภาคัดเลือกให้เหลือผู้ร่างรัฐธรรมนูญ 35 คน แต่น่าเสียดายที่คณะกรรมาธิการมีมติให้ตัดกลไกดังกล่าวออก
  3. การให้รัฐสภาคัดเลือกผู้ร่างโดยใช้สูตร “20 หยิบ 1” แทนการใช้เกณฑ์เสียงข้างมาก : สำหรับสูตร 20 หยิบ 1 นั้นคือการกำหนดว่าในเมื่อสมาชิกรัฐสภามี 700 คน และผู้ร่างมี 35 คน จึงควรให้สมาชิกรัฐสภาที่รวมตัวกันได้ 20 คน สามารถมีสิทธิคัดเลือกผู้ร่างได้หนึ่งคน ซึ่งจะเป็นหลักประกันว่าคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ถูกผูกขาดโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือสีใดสีหนึ่ง และทำให้คณะผู้ร่างมีตัวแทนที่หลากหลายจากทุกกลุ่มความคิด

ฉันทามติสูตร 20 หยิบ 1

โฆษกพรรคประชาชน กล่าวด้วยว่า ในทางกลับกัน หากรัฐสภาใช้เกณฑ์เสียงข้างมาก ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือสีใดสีหนึ่งมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา เช่น สส. และ สว. รวมกันเกิน 350 คน ก็อาจใช้เสียงข้างมากผูกขาดการคัดเลือกผู้ร่างได้ทั้ง 35 คน หรือ 100% แบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งสำหรับข้อเสนอนี้ น่ายินดีที่คณะกรรมาธิการส่วนใหญ่เห็นด้วย แทบเรียกว่าเป็นฉันทามติ ให้ใช้สูตร 20 หยิบ 1 แทนใช้เกณฑ์เสียงข้างมาก

ผิดหวังและยินดี

ในมุมมองของพรรคประชาชน ผลการลงมติของคณะกรรมาธิการจึงเป็นเรื่องที่ทั้งน่าผิดหวังและน่ายินดีผสมกันไป เพราะแม้พรรคไม่สามารถโน้มน้าวให้กรรมาธิการจากพรรคอื่นๆ และ สว. เห็นด้วยกับเราใน 2 จาก 3 ข้อเสนอ แต่สามารถผลักดัน 1 จาก 3 ข้อเสนอ (สูตร 20 หยิบ 1) ได้สำเร็จ จึงรับประกันได้ว่าการคัดเลือกผู้ร่างโดยรัฐสภาจะไม่ถูกผูกขาดโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และประชาชนยังมีส่วนร่วมได้บ้างในการกำหนดผู้ร่างผ่านคูหาเลือกตั้ง สส. เพราะหากประชาชนเลือก สส. จากพรรคใดเยอะ พรรคดังกล่าวก็ย่อมมีสิทธิในการคัดเลือกผู้ร่างที่มีจุดยืนเรื่องรัฐธรรมนูญใกล้เคียงกันได้เยอะขึ้น

ฉะกังวลแต่ไม่เสนอทางออก

อย่างไรก็ตาม มีกรรมาธิการบางท่านมีความกังวลว่า สูตร 20 หยิบ 1 อาจไม่ใช่ยาวิเศษเสียแล้ว เพราะประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมคัดกรองผู้ร่างมาเบื้องต้น แต่ข้อเท็จจริงเรื่องนี้คือ คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ รวมถึงกรรมาธิการดังกล่าว ไม่ได้ลงมติเห็นชอบกับข้อเสนอของพรรคประชาชน แต่ก็ไม่ได้เสนอวิธีการอื่นที่จะป้องกันการผูกขาด มิหนำซ้ำร่างที่พรรคต้นสังกัดของกรรมาธิการดังกล่าวเสนอ ก็กำหนดว่าในขั้นตอนสุดท้ายที่รัฐสภาคัดเลือก สสร. ให้รัฐสภาใช้เกณฑ์เสียงข้างมาก ซึ่งเสี่ยงต่อการผูกขาดกว่าสูตร 20 หยิบ 1

ย้ำ กมธ.ไม่ได้ลงมติที่มา สสร.

นอกจากนี้มีความพยายามในการสร้างความเข้าใจจากบางภาคส่วนว่าการไม่เติม สสร. ตามข้อเสนอของกรรมาธิการพรรคเพื่อไทย เป็นการทำให้ผู้ร่างยึดโยงกับประชาชนน้อยลง นั้น โฆษกพรรคประชาชนยืนยันว่า สสร. ที่กรรมาธิการเพื่อไทยเสนอให้เติมเข้ามา ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ในการลงมติว่าจะเติม สสร. หรือไม่ ก็ไม่ได้เป็นการลงมติว่า สสร. จะมีที่มาอย่างไร เพียงแต่เป็นการลงมติว่ากลไกผู้ร่างจะมี 1 ระดับ (กรรมาธิการร่าง) หรือ 2 ระดับ (สสร. และ กรรมาธิการยกร่าง)

พร้อมผลักดันให้เสร็จก่อนสิ้นธ.ค.

ทั้งนี้ยืนยันว่าพรรคประชาชนจะทำเต็มที่ในการจูงมือทุกภาคส่วนในกรรมาธิการเพื่อเดินหน้าพิจารณามาตราที่เหลืออยู่ของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จโดยเร็วที่สุด โดยอย่างน้อยที่สุดควรจะพิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการเสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายน เพื่อให้มีการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาวาระ 2 ในต้นเดือนธันวาคม และให้รัฐสภาพิจารณาวาระ 3 เสร็จก่อนสิ้นเดือนธันวาคม

“พริษฐ์” มั่นใจผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จจากรัฐสภาก่อนสิ้นปี

สถานการณ์การผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จจากรัฐสภาก่อนสิ้นปี ยังคงเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง แม้จะมีความท้าทายและอุปสรรคมากมาย แต่ความมุ่งมั่นของพรรคการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคประชาชน ก็ยังคงเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญ

ทำไม “พริษฐ์” ถึงมั่นใจผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จจากรัฐสภาก่อนสิ้นปี?

ความมั่นใจของนายพริษฐ์ฯ มาจากความคืบหน้าในการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญในชั้นกรรมาธิการ แม้ว่าบางข้อเสนอจะไม่ได้รับการเห็นชอบ แต่ก็ยังมีประเด็นที่ได้รับการสนับสนุน เช่น สูตร 20 หยิบ 1 ซึ่งจะเป็นหลักประกันว่าการคัดเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ถูกผูกขาด

การผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จจากรัฐสภาก่อนสิ้นปี ถือเป็นเป้าหมายที่สำคัญ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีความเป็นประชาธิปไตยและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น จะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาประเทศในระยะยาว และยังเป็นการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม การผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จจากรัฐสภาก่อนสิ้นปี ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางความคิดเห็นระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ หรืออุปสรรคทางกฎหมาย การที่จะบรรลุเป้าหมายนี้ได้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และความตั้งใจจริงที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศ

ดังนั้น สิ่งที่เราในฐานะประชาชนทำได้ คือการติดตามข่าวสารและความคืบหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างใกล้ชิด และแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นธรรมอย่างแท้จริง

ที่มา – “พริษฐ์” มั่นใจผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จจากรัฐสภาก่อนสิ้นปี

ภูมิใจไทยเปิดตัว บาฮารุดดีน-ผกก.อ๊อด สส.ใต้ ใกล้ 100%

การเลือกตั้ง 2569 พรรคภูมิใจไทยเปิดตัว “บาฮารุดดีน” ว่าที่ผู้สมัคร สส.ปัตตานี เขต 1 และ “ผกก.อ๊อด” ว่าที่ผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 9 คาด 23 พ.ย.นี้ ผู้สมัครภาคใต้พร้อมเกือบ 100%

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ในฐานะดูแลพื้นที่ภาคใต้ เปิดตัว นายบาฮารุดดีน ยูโซะ ว่าที่ผู้สมัคร สส.ปัตตานี เขตเลือกตั้งที่ 1 พร้อมกล่าวว่า เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง และพรรคภูมิใจไทยจะส่งผู้สมัครครบทั้ง 400 เขต นายบาฮารุดดีน เป็นอีกหนึ่งคนที่พรรคภูมิใจไทยได้ทาบทามและเชิญมาเป็นสมาชิกของพรรคเพื่อทำการสู้ศึกในการเลือกตั้งในปี 2569 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ไม่นาน

ดังนั้น การเตรียมความพร้อมของพรรคภูมิใจไทย โดยจังหวัดปัตตานี มีผู้สมัครถึง 3 เขต จาก 5 เขต ส่วนจังหวัดนราธิวาส มีผู้สมัครครบทั้ง 5 เขต มีความคาดหวังที่จะได้ 2 เขต ขณะที่จังหวัดยะลา ยืนยันจะส่งครบทุกเขต โดยเปิดตัวไปแล้ว 1 เขต ที่เหลือพรรคกำลังเฟ้นหาตัวผู้สมัครที่ได้พูดคุยและเจรจากับผู้สมัครถึงความพร้อม โดยเฉพาะผู้สมัครแต่ละคนที่จะขอให้ช่วยนำแกนนำที่ให้การสนับสนุนมาเป็นกำลังใจผู้สมัครด้วย เช่น นายบาฮารุดดีน ก็มีกำนันทั้ง 10 ตำบลในอำเภอเมืองมาเป็นผู้สนับสนุน

ส่วนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะสามารถชนะแชมป์เก่าได้หรือไม่ นายพิพัฒน์ ระบุว่า “ในฐานะของพรรคการเมืองต้องบอกว่าสู้ได้ และสิ่งไหนที่สู้ไม่ได้ก็ต้องพยายามสู้ต่อไป เพื่อให้ได้มีตัวแทนของพรรคภูมิใจไทยครบทุกจังหวัด นี่คือสิ่งที่หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคได้มอบนโยบายให้กับผมไว้”

ผู้สื่อข่าวถามต่อ ผู้สมัครในพื้นที่ภาคใต้มีความพร้อมกี่เปอร์เซ็นต์แล้ว นายพิพัฒน์ ตอบว่า ในพื้นที่ทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ ตนได้ส่งรายชื่อผู้สมัครที่แน่ชัดแล้ว 49 ชื่อ จากทั้งหมด 59 เขต ซึ่งการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมามี 60 เขต แต่ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ประชากรในจังหวัดนครศรีธรรมราชน่าจะลดลงไปจาก 10 เขต เหลือ 9 เขต จึงคาดว่าน่าจะมี 59 เขต ขณะที่อีก 10 เขตที่เหลือ อยู่ในระหว่างการพูดคุยและสรรหาผู้สมัคร และที่สำคัญต้องประเมินว่าผู้สมัครคนใดมีโอกาสมากที่สุด ก็จะนำเสนอผู้สมัครคนนั้นลงสมัครในรายเขต

ทางด้าน นายบาฮารุดดีน กล่าวขอบคุณหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค รวมถึงนายพิพัฒน์ ที่ให้ความไว้วางใจในตนเอง ให้ลงสมัคร สส. ในเขต 1 จังหวัดปัตตานี ยืนยันว่าจะทำหน้าที่ตามที่พรรคไว้วางใจและจะทำให้ดีที่สุด

จากนั้น นายพิพัฒน์ ยังได้เปิดตัว พ.ต.อ.พิทักษ์ พุทธวิโร (ผกก.อ๊อด) ว่าที่ผู้สมัคร สส.เขต 9 สงขลา พร้อมกล่าวว่า ผกก.อ๊อด เป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยตั้งแต่ปี 2565 ไม่ได้ลงเลือกตั้งปี 2566 วันนี้กลับมาเพื่อร่วมอุดมการณ์กับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งจังหวัดสงขลามี 9 เขต และมีผู้สมัครแล้ว 7 เขต และน่าจะมีเข้ามาอีก เชื่อว่าวันที่ 23 พฤศจิกายน ที่มีการประชุมใหญ่วิสามัญของพรรคภูมิใจไทย น่าจะมีความพร้อมในทุกเขต

ทั้งนี้ คนที่มาร่วมอุดมการณ์กับพรรคภูมิใจไทยทุกคนล้วนแต่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจ ดังนั้นผู้สมัครต้องพบปะประชาชนในพื้นที่ให้มากที่สุด เลือกตั้งเดือนมีนาคม 2569 ระยะเวลา 4 เดือนของทุกคนมีน้อย ตนในฐานะที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าพรรคให้เป็นผู้สรรหาผู้สมัครใน 14 จังหวัดภาคใต้ วันนี้เราทยอยเปิดตัวไปเรื่อยๆ และวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 จะมีครบเกือบ 100% ในจังหวัดพื้นที่ภาคใต้ทั้ง 59 เขต

สำหรับจังหวัดสงขลา มีบ้านใหญ่ค่อนข้างเยอะ พรรคภูมิใจไทยจะเดินเกมอย่างไรในการที่จะดึงคะแนนเสียงจากบ้านใหญ่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยจะนำคำว่า “พูดแล้วทำ” นโยบายต่างๆ ที่ทำจะเป็นผลสะท้อนให้กับพี่น้องในแต่ละจังหวัดได้เห็นว่าสิ่งที่เคยรับปากมีสิ่งไหนที่เรายังไม่ได้ทำ เราจะพยายามรีบทำ แต่สิ่งไหนที่ทำแล้วเราจะทำต่อไปเพื่อให้สัมฤทธิ์ผล ตนในฐานะที่ได้รับมอบหมายดูแลกระทรวงคมนาคมจะพยายามลงพื้นที่ดูความพร้อม สิ่งที่เราได้ทำแล้วหรือส่วนไหนที่ยังไม่ทำ จะทำอย่างไรที่จะผลักดันส่วนที่ขาด เพื่อเข้าสู่งบประมาณปี 2570 อีกทั้งเรื่องของคมนาคมภาคใต้ได้รับการพัฒนาช้ากว่าภาคอื่น ตนได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้กำกับดูแลกระทรวงคมนาคม จะพยายามผลักดันโครงการที่ตกค้างในภาคใต้ให้สำเร็จ ขอให้ได้บรรจุเข้าสู่งบประมาณในปี 2570 นี่คือความตั้งใจและความมุ่งหวังที่จะขับเคลื่อน.

ภูมิใจไทยเปิดตัว บาฮารุดดีน-ผกก.อ๊อด สส.ใต้ ใกล้ 100%

การเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ใต้ บาฮารุดดีน และ ผกก.อ๊อด

พรรคภูมิใจไทยเดินหน้าเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้ทำการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. จากพื้นที่ภาคใต้ถึงสองท่าน ได้แก่ นายบาฮารุดดีน ยูโซะ ว่าที่ผู้สมัคร สส.ปัตตานี เขต 1 และ พ.ต.อ.พิทักษ์ พุทธวิโร (ผกก.อ๊อด) ว่าที่ผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 9 โดยการเปิดตัวครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคในการขยายฐานเสียงในพื้นที่ภาคใต้

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง และความตั้งใจของพรรคที่จะส่งผู้สมัครให้ครบทั้ง 400 เขตทั่วประเทศ การดึงตัวบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและเป็นที่รู้จักในพื้นที่ อย่างเช่น นายบาฮารุดดีน-ผกก.อ๊อด เข้ามาร่วมงาน ถือเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจ

นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ยังได้กล่าวถึงความพร้อมของผู้สมัครในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งขณะนี้มีความพร้อมเกือบ 100% และคาดว่าจะสามารถเปิดตัวผู้สมัครได้ครบทุกเขตในเร็วๆ นี้ ความเคลื่อนไหวเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของพรรคภูมิใจไทยในการสู้ศึกเลือกตั้งที่จะมาถึง

การที่พรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านคมนาคมขนส่ง ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่อาจช่วยดึงคะแนนเสียงจากประชาชนในพื้นที่ได้ การผลักดันโครงการต่างๆ ที่ยังคั่งค้างให้สำเร็จลุล่วง จะเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของพรรคในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นสนามแข่งขันที่สำคัญสำหรับทุกพรรคการเมือง พรรคภูมิใจไทยเองก็มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์และได้รับความไว้วางใจจากประชาชน การเปิดตัว ภูมิใจไทยเปิดตัว บาฮารุดดีน-ผกก.อ๊อด สส.ใต้ ใกล้ 100% ถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้

การที่พรรคภูมิใจไทยเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ใต้ อย่างนายบาฮารุดดีนและผกก.อ๊อด สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง การมีบุคลากรที่เข้มแข็งและนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จในการเลือกตั้ง

ที่มา – ภูมิใจไทยเปิดตัว “บาฮารุดดีน-ผกก.อ๊อด” 2 ว่าที่ผู้สมัคร สส.ใต้ เผยใกล้ 100% แล้ว

Thairath Poll: ณัฐพงษ์ พรรคประชาชน แต่คนไม่เลือกเยอะ!

ผลสำรวจ Thairath Poll ชี้: ผู้อ่านโหวตให้ “ณัฐพงษ์-พรรคประชาชน” แต่กลุ่มคนที่ไม่เลือกใครเลยกลับมีสัดส่วนสูงเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์ มาดูกันว่าผลสำรวจนี้บอกอะไรเราบ้าง

ผลสำรวจของผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์เผยให้เห็นว่า คะแนนความนิยมของณัฐพงษ์อยู่ที่ 31.12 เปอร์เซ็นต์ แม้จะมีกลุ่มคนที่ยังไม่ตัดสินใจและไม่มีคนเหมาะสมรวมกันสูงถึง 29 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่พรรคประชาชนยังคงนำโด่งด้วยคะแนน 37.01 เปอร์เซ็นต์

ผลสำรวจ Thairath Poll ประจำเดือนพฤศจิกายน 2568 ได้สำรวจความคิดเห็นของผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์กว่า 36,000 คน ระหว่างวันที่ 4-15 พฤศจิกายน 2568 เกี่ยวกับความนิยมของพรรคการเมืองและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ผลปรากฏว่าคะแนนนิยมในตัวบุคคลและพรรคการเมืองยังคงเทไปที่พรรคประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ แต่ที่น่าสนใจคือ กลุ่มผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจและไม่เลือกผู้สมัครคนใดเลยก็ยังมีสัดส่วนสูงอยู่ไม่น้อย

Thairath Poll: ผู้อ่านโหวต “ณัฐพงษ์-พรรคประชาชน” แต่กลุ่มไม่เลือกใคร สูงเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์

ณัฐพงษ์นำ แต่กลุ่มคนไม่เลือกก็สูงลิ่ว

ในคำถามที่ถามว่าบุคคลที่คุณสนับสนุนอยากให้เป็นนายกรัฐมนตรี จากผู้ตอบแบบสอบถาม 30,495 คน พบว่า:

  • อันดับ 1: นายณัฐพงษ์ เรื่องปัญญาวุฒิ 31.12 เปอร์เซ็นต์ (9,460 คะแนน)
  • อันดับ 2: นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 11.01 เปอร์เซ็นต์ (3,347 คะแนน)
  • อันดับ 3: พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ 8.86 เปอร์เซ็นต์ (2,693 คะแนน)

สิ่งที่น่าสนใจคือ กลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจมีสัดส่วน 14.92 เปอร์เซ็นต์ (4,537 คะแนน) และกลุ่มที่เห็นว่าไม่มีผู้ที่เหมาะสมอยู่ที่ 14.09 เปอร์เซ็นต์ (4,282 คะแนน) เมื่อรวมสองกลุ่มนี้เข้าด้วยกัน จะมีสัดส่วนสูงถึง 29.01 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจากนายณัฐพงษ์

พรรคประชาชนทิ้งห่างเพื่อไทยกว่าเท่าตัว

ในส่วนของคะแนนนิยมพรรคการเมือง จากผู้ตอบ 36,085 คน ผลสำรวจชี้ว่าพรรคประชาชนมีคะแนนนำพรรคอันดับสองอย่างพรรคเพื่อไทยมากกว่าเท่าตัว:

  • อันดับ 1: พรรคประชาชน 37.01 เปอร์เซ็นต์ (13,319 คะแนน)
  • อันดับ 2: พรรคเพื่อไทย 15.60 เปอร์เซ็นต์ (5,614 คะแนน)
  • อันดับ 3: พรรคประชาธิปัตย์ 10.36 เปอร์เซ็นต์ (3,727 คะแนน)

ขณะที่กลุ่มยังไม่ตัดสินใจมีสัดส่วนอยู่ที่ 8.52 เปอร์เซ็นต์ (3,066 คะแนน)

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจครั้งนี้มีข้อสังเกตด้านประชากรศาสตร์ที่สำคัญ กล่าวคือ กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามมีความเอนเอียงไปในบางพื้นที่และบางกลุ่มอายุอย่างชัดเจน โดยในด้านภูมิภาค ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ 56.69 เปอร์เซ็นต์อาศัยอยู่ในภาคกลาง (รวม กทม. ตะวันออก และตะวันตก) ในขณะที่ภาคอีสานมีสัดส่วน 18.70 เปอร์เซ็นต์

ต่อไปคือด้านอายุ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ใหญ่ โดยกลุ่มอายุ 46-59 ปี 33.02 เปอร์เซ็นต์ และกลุ่ม 60 ปีขึ้นไป 28.95 เปอร์เซ็นต์ เมื่อรวมกันมีสัดส่วนสูงถึง 61.97 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบทั้งหมด

ผลสำรวจ Thairath Poll: ผู้อ่านโหวต “ณัฐพงษ์-พรรคประชาชน” แต่กลุ่มไม่เลือกใคร สูงเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์ นี้ แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนทางการเมือง และความต้องการตัวเลือกใหม่ๆ ของประชาชน เราจะติดตามสถานการณ์ต่อไปอย่างใกล้ชิด

Thairath Poll: ผู้อ่านโหวต “ณัฐพงษ์-พรรคประชาชน” แต่กลุ่มไม่เลือกใคร สูงเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนให้เห็นว่าแม้พรรคประชาชนและคุณณัฐพงษ์จะได้รับความนิยม แต่ก็ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกใคร ดังนั้น พรรคการเมืองและผู้สมัครทุกคนจึงต้องทำงานอย่างหนักต่อไป เพื่อให้ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน

ที่มา – Thairath Poll: ผู้อ่านโหวต “ณัฐพงษ์-พรรคประชาชน” แต่กลุ่มไม่เลือกใคร สูงเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์

ดุสิตโพลชี้ ประชาชนพร้อม “เลือกตั้ง 2569” แต่กังวล

ผลสำรวจสวนดุสิตโพล ชี้ ประชาชนค่อนข้างพร้อม “เลือกตั้ง 2569” แต่กังวลเกิดความขัดแย้งหรือการเมืองซ้ำรอยเดิม อยากเห็นความพร้อมทำงานจริงจัง มอง พรรคประชาชน พร้อมที่สุด รองลงมาภูมิใจไทย-เพื่อไทย

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ความพร้อมของพรรคการเมืองกับการเลือกตั้ง” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,174 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 4-7 พฤศจิกายน 2568 สรุปผลได้ดังนี้

1. ประชาชนมีความพร้อมมากน้อยเพียงใดสำหรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปี 2569

  • อันดับ 1 ค่อนข้างพร้อม (56.81%)
  • อันดับ 2 พร้อมมาก (26.58%)
  • อันดับ 3 ยังไม่ค่อยพร้อม (13.80%)
  • อันดับ 4 ไม่พร้อมเลย (2.81%)

2. ประชาชนคิดอย่างไรกับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปี 2569 (สามารถระบุความคิดเห็นได้มากกว่า 1 เรื่อง)

  • อันดับ 1 กังวลว่าจะเกิดความขัดแย้งหรือการเมืองซ้ำรอยเดิม (53.15%)
  • อันดับ 2 อยากให้กติกาและระบบเลือกตั้งยุติธรรม (43.44%)
  • อันดับ 3 เชื่อว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี (36.29%)
  • อันดับ 4 พรรคการเมืองและผู้สมัครมีการเตรียมความพร้อมกันมากขึ้น (30.41%)อันดับ 5 ต้องรอดูว่าจะมีเลือกตั้งวันใด ต้องกาบัตรอะไรบ้าง (28.11%)

3. ประชาชนอยากเห็นพรรคการเมืองเตรียมตัวเลือกตั้งอย่างไร (สามารถระบุความคิดเห็นได้มากกว่า 1 เรื่อง)

  • อันดับ 1 มีทีมงานมืออาชีพ พร้อมทำงานจริงหลังการเลือกตั้ง (56.39%)
  • อันดับ 2 เตรียมนโยบายที่ชัดเจน เน้นแก้ปัญหาประชาชนได้จริง (50.43%)
  • อันดับ 3 ใช้งบประมาณเลือกตั้งอย่างโปร่งใส (47.36%)
  • อันดับ 4 รับฟังความคิดเห็นและปรับนโยบายให้ตรงกับความต้องการของประชาชน (46.25%)
  • อันดับ 5 ลงพื้นที่พบปะประชาชนอย่างต่อเนื่อง ไม่เฉพาะช่วงหาเสียง (40.29%)

4. “5 พรรคการเมือง” ที่ประชาชนคิดว่ามีความพร้อมในการเลือกตั้ง

  • อันดับ 1 ประชาชน 18.99%
  • อันดับ 2 ภูมิใจไทย 16.87%
  • อันดับ 3 เพื่อไทย 15.25%
  • อันดับ 4 กล้าธรรม 13.97%
  • อันดับ 5 ประชาธิปัตย์ 9.54%
  • พรรคอื่นๆ เช่น ชาติไทยพัฒนา 4.86% พลังประชารัฐ 4.68% รวมไทยสร้างชาติ 2.73% ไทยสร้างไทย 2.64% ฯลฯ 25.38%

ทางด้าน ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ประชาชนส่วนใหญ่พร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้น แต่ยังมีเงาความไม่ไว้วางใจต่อการเมืองไทยอยู่ไม่น้อย โดยกังวลว่าจะเกิดสถานการณ์ซ้ำรอยเหมือนการเลือกตั้งที่ผ่านมา จึงอยากเห็นกติกาและระบบเลือกตั้งที่ยุติธรรมและเคารพเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งนี้ พรรคการเมืองควรจัดทัพเตรียมบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ พร้อมทำงานจริงหลังการเลือกตั้ง และพิสูจน์ให้ได้ว่าพร้อมจริง ไม่ใช่แค่คำพูด

ขณะที่ ผศ.ศิริมา บุญมาเลิศ อาจารย์ประจำโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิเคราะห์ว่า จากผลโพลสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนมีความพร้อมที่จะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในต้นปี 2569 แต่ที่ตัวเลขยังไม่สูงมากนัก เนื่องจากเกรงว่าอาจจะมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่ทำให้การเมืองเกิดการพลิกผันอย่างเช่นที่เคยเกิดขึ้นเมื่อครั้งการเลือกตั้งปี 2566 ที่พรรคประชาชนได้คะแนนเสียงมาเป็นอันดับหนึ่งแต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ และมีการสลับขั้วเปลี่ยนข้างกันเกิดขึ้น โดยอ้างถึงการปลดล็อกทางการเมือง

มาในครั้งนี้แม้จะมีการทำ “บันทึกข้อตกลง” (Memorandum of Agreement : MOA) ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชนว่าจะผลักดันเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญและยุบสภาภายใน 4 เดือน และนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล จะให้ไทม์ไลน์คร่าวๆ ไว้ว่าประมาณสิ้นเดือนมกราคม 2569 จะยุบสภาแล้วก็ตาม แต่พรรคภูมิใจไทยก็มีเบื้องหลังหลายคดีที่ต้องสะสาง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฮั้ว สว. และเขากระโดง รวมทั้งท่าทีของพรรคภูมิใจไทยที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาก่อนหน้านี้ และการพยายามสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ตามวลีของพรรคคือ “พูดแล้วทำ” พร้อมกับการเดินเกมเตรียมความพร้อมเลือกตั้งกับพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคกล้าธรรม การดึงเกมยุบสภาและการมีดีลลับทางการเมืองอาจเกิดขึ้น จนทำให้เกิดการพลิกผันทางการเมืองอย่างไม่คาดคิดอีกครั้งก็เป็นได้.

เลือกตั้ง 2569 ประชาชนคิดอย่างไร?

ผลสำรวจจากสวนดุสิตโพลแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกของประชาชนเกี่ยวกับ “เลือกตั้ง 2569” ที่กำลังจะมาถึง โดยประชาชนส่วนใหญ่ค่อนข้างพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง แต่ยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองที่อาจเกิดขึ้นซ้ำรอยเดิม ความคาดหวังคือการเลือกตั้งที่โปร่งใสและยุติธรรม ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

พรรคการเมืองกับการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง 2569

ประชาชนคาดหวังให้พรรคการเมืองเตรียมพร้อมด้วยทีมงานมืออาชีพ นโยบายที่ชัดเจนและการใช้งบประมาณอย่างโปร่งใส การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสำคัญในการเตรียมตัวสำหรับ “เลือกตั้ง 2569”

นอกจากนี้ ประชาชนยังกังวลถึงเรื่องกติกาและระบบเลือกตั้งที่ต้องมีความยุติธรรม รวมถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นอีกครั้ง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อความพร้อมและความคาดหวังของประชาชนต่อ “เลือกตั้ง 2569”

ดังนั้น พรรคการเมืองควรให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชน โดยการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการทำงานจริงและการแก้ปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง เพื่อให้ “เลือกตั้ง 2569” เป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

ถึงแม้ผลสำรวจจะชี้ให้เห็นถึงความกังวลของประชาชน แต่ก็เป็นสัญญาณที่สำคัญสำหรับพรรคการเมืองที่จะต้องรับฟังและปรับปรุง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและนำพาประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

ที่มา – ดุสิตโพลชี้ ประชาชนค่อนข้างพร้อม “เลือกตั้ง 2569” แต่กังวลเกิดสถานการณ์ซ้ำรอย

“มาร์ค” กระตุกนายกฯ เป็นแบบอย่างผู้นำ ปชต. เปิดตัว สส.กทม.

“อภิสิทธิ์” กระตุก “นายกฯ อนุทิน” ควรเป็นแบบอย่างผู้นำประชาธิปไตย แง้ม 10 พ.ย. จ่อเปิดว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. ยัน “กาญจน์ ตั้งปอง – ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ยังอยู่ประชาธิปัตย์

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีหลายพรรคการเมืองเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ถือเป็นสัญญาณชัดเจนเรื่องยุบสภา ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์เตรียมตัวผู้สมัครถึงไหนแล้ว ว่า เราเร่งทำเต็มที่ ทั้งการเริ่มรณรงค์ให้คนมาร่วมงานโดยสมัครเข้าพรรคกับเราที่ต้องการเปิดกว้าง แต่ขั้นตอนทางกฎหมายยังต้องรอการรับรองคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อน เพราะทราบดีว่า เดิมนายกรัฐมนตรีพูดไว้ การยุบสภาน่าจะเกิดสิ้นเดือนมกราคม 2569 แต่เราไม่หวั่นไหว หากเร็วขึ้น เพราะคิดว่ามีคนจำนวนมากในขณะนี้มองการเมืองแล้วยังไม่ถูกใจ เมื่อไม่ถูกใจตนพยายามบอกกับทุกคนว่า “อย่าไปรอใครนะ อยากทำการเมืองที่ถูกใจให้เข้ามาเอง สส.คุณเองก็เป็นได้นะ เข้ามาเพื่อช่วยกันเปลี่ยนการเมืองด้วยกัน”

ส่วนการดำเนินการของพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าสมมติเกิดเหตุอะไรขึ้นเราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องทำเท่าที่เราทำได้ เชื่อว่า สามารถที่จะส่งผู้สมัครได้ เร่งทำนโยบายเพื่อหาคำตอบให้ประชาชน เวลาในการรณรงค์การเลือกตั้ง หลังยุบสภามีเวลาราว 2 เดือนต้องทำให้สำเร็จ ทำให้คนมั่นใจว่านโยบายพรรคเรา คนที่อยู่กับเรา และทิศทางของเราคืออะไร เพียงแต่จากที่ฟังนายกรัฐมนตรีพูดว่าจะยุบสภา เพราะไม่อยากถูกด่าฟรี

“อยากบอกท่านว่าจริงๆ อยากจะให้ท่านเป็นแบบอย่างของนายกฯ ในระบบรัฐสภา อย่ามองว่าการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจคือการมาด่ากันหรือถูกด่าฟรี นั่นคือความสง่างามของผู้นำในระบอบประชาธิปไตยที่รับการตรวจสอบจากคนที่เป็นตัวแทนของประชาชน ถ้าท่านมั่นใจในสิ่งที่ท่านทำ ถ้าท่านมั่นใจในสิ่งที่ท่านเป็น มันไม่มีเหตุผลที่จะไปสร้างประเพณีของการยุบสภา เพราะไม่ยอมรับกระบวนการไม่ไว้วางใจ และท่านเพิ่งเข้ามาทำงานสั้นมาก น่าจะมีความพร้อมที่จะตอบในหลายสิ่งหลายอย่าง เพราะในฐานะที่เคยเป็นฝ่ายค้านมาหลายครั้ง คนเพิ่งเริ่มทำงานนี่ไม่ง่ายที่จะไปหาเรื่องมาอภิปรายไม่ไว้วางใจ”

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่า ในวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ พรรคประชาธิปัตย์จะมีการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. แต่ในทางกฎหมายเราต้องดำเนินการไปตามขั้นตอน เพราะเมื่อมีผู้แสดงความจำนงเข้ามาสมัครแล้ว ตามกฎหมายต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากตัวแทนจังหวัดในพื้นที่ แล้วนำเสนอผลกลับมาให้ กก.บห.พรรค สรุปอีกครั้ง จึงจะครบถ้วนตามกฎหมายพรรคการเมือง ที่ต้องการให้สมาชิกพรรคการเมืองมีส่วนร่วม แต่ตนดูข่าวแล้วยังตกใจว่าทำไมเปิดตัวกันง่าย ได้ทำตามขั้นตอน ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมหรือไม่ และก็ยังรู้สึกงงๆ ด้วยว่า พอเปิดตัวเสร็จก็ไปใส่เสื้ออีกพรรคหนึ่งได้ ดังนั้น สถานการณ์ขณะนี้ยังไม่นิ่ง ตนพูดหลายครั้งแล้วว่าของพรรคประชาธิปัตย์ยังมีอีกหลายคนที่จะเตรียมย้ายไปอีก จึงยังมีเวลาที่จะสรรหาผู้สมัคร โดยเฉพาะคนที่เชื่อมั่นในแนวทางที่เราประกาศออกไปให้มาร่วมกับเรา

เมื่อถามว่า สส.เก่าทั้ง นายกาญจน์ ตั้งปอง สส.ตรัง และ นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง สส.สงขลา ประกาศตัวว่ายังอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ มีการพูดคุยกันแล้วหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ตอบว่า เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นายกาญจน์ มาพบตนเพื่อยืนยันว่าจะอยู่ที่นี่ ส่วนนายศักดิ์สิทธิ์ ยังไม่มีโอกาสพบกัน แต่ทราบจากข่าว ซึ่งใครที่ตัดสินใจอยู่กับเราก็ต้องเดินตามแนวทางที่เรากำหนดไว้ และขอบคุณที่ยังตัดสินใจมาร่วมกันตรงนี้ ยืนยันว่าเรายังเปิดกว้างมากสำหรับผู้ที่สนใจจะมาร่วมกับเรา.

อภิสิทธิ์เตรียมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. 10 พ.ย. นี้

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. ของพรรคต่างๆ พร้อมทั้งกล่าวถึงบทบาทของนายกรัฐมนตรีในการเป็นแบบอย่างผู้นำในระบอบประชาธิปไตย

ในการให้สัมภาษณ์ นายอภิสิทธิ์ได้กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมของพรรคประชาธิปัตย์สำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง โดยย้ำว่าพรรคกำลังเร่งดำเนินการในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์ให้ประชาชนเข้าร่วมงานกับพรรค การเตรียมผู้สมัคร และการจัดทำนโยบายที่จะตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน

พรรคประชาธิปัตย์กับการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. รอบใหม่

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์จะมีการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. ในวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ แต่ในทางกฎหมาย พรรคจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ โดยจะต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากตัวแทนจังหวัดในพื้นที่ แล้วนำเสนอผลกลับมาให้คณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) พิจารณา ก่อนที่จะสรุปและประกาศรายชื่อผู้สมัครอย่างเป็นทางการ

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ ยังได้กล่าวถึงกรณีที่ สส.เก่าของพรรคบางส่วนได้ประกาศตัวว่าจะยังคงอยู่กับพรรคต่อไป โดยกล่าวขอบคุณ สส. เหล่านั้นที่ยังคงเชื่อมั่นในแนวทางของพรรค และพร้อมที่จะเดินหน้าทำงานร่วมกันต่อไป อย่างไรก็ตาม เขาได้ย้ำว่าพรรคยังคงเปิดกว้างสำหรับผู้ที่สนใจจะเข้าร่วมงานกับพรรค และพร้อมที่จะพิจารณาผู้สมัครที่มีความสามารถและมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชน

การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายอภิสิทธิ์ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของพรรคประชาธิปัตย์สำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง และความมุ่งมั่นของพรรคในการที่จะนำเสนอนโยบายและผู้สมัครที่มีคุณภาพ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้า

จับตาดูวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. ชุดใหม่ ใครบ้าง และจะมีนโยบายอะไรที่น่าสนใจ สำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ที่มา – “มาร์ค” กระตุกนายกฯ เป็นแบบอย่างผู้นำ ปชต. แง้ม 10 พ.ย. เปิดว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม.

ไทยก้าวใหม่เปิดที่ทำการพรรค คุณหญิงกัลยาอุทิศเพื่อลูกหลาน

พรรคไทยก้าวใหม่ เปิดที่ทำการพรรคอย่างเป็นทางการ “สุชัชวีร์” ลั่นพร้อมเดินหน้าการเมืองสร้างสรรค์ ก้าวข้ามความขัดแย้ง ด้าน “คุณหญิงกัลยา” ลั่นชีวิตที่เหลือ ขออุทิศสร้างโอกาสให้ลูกหลาน

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 พรรคไทยก้าวใหม่จัดพิธีเปิดที่ทำการพรรคอย่างเป็นทางการ ณ ชั้น 14 อาคารไอทาวเวอร์ กรุงเทพฯ โดยมีคณะผู้บริหาร สมาชิกพรรค และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมอย่างคึกคัก

บรรยากาศช่วงเช้าเริ่มด้วยพิธีทางศาสนาอิสลามเวลา 08.30 น. และพิธีทางศาสนาพุทธเวลา 09.30 น. โดยมี “เจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธงชัย ธมฺมธโช)” เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เจิมหน้าประตูทางเข้า และพรมน้ำพระพุทธมนต์ภายในพรรคเพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมมอบผ้ายันต์ให้แก่คณะผู้บริหารและผู้ร่วมงาน

จากนั้นเวลา 11.00 น. นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ เป็นประธานเปิดบ้านพรรคอย่างเป็นทางการ โดยกล่าวว่า การเปิดที่ทำการพรรคในวันนี้ เสมือนเป็น “การขึ้นบ้านใหม่ เปิดหัวใจ เปิดความหวัง และเปิดพลังของคนรุ่นใหม่” เพื่อเริ่มต้นก้าวใหม่ของประเทศไทย

“การเมืองไทยต้องก้าวข้ามความขัดแย้ง และหันมาร่วมมือกันสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ พรรคไทยก้าวใหม่ไม่ได้มาเพื่อพูด แต่เรามาเพื่อทำ เรามีแนวทางชัดเจนในการแก้ปัญหาประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ใช่การแก้ปัญหาฉาบฉวย” นายสุชัชวีร์ กล่าว พร้อมย้ำว่า พรรคตั้งใจสร้างนักการเมืองคุณภาพที่มีอุดมการณ์ร่วมกัน เปลี่ยนแปลงประเทศเริ่มจากการศึกษา การสร้างคุณภาพชีวิตใหม่ และการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน

“ทุกคะแนนเสียงของประชาชนคือพลังในการสร้างอนาคตของลูกหลาน เราไม่ได้มาเพื่อขอกำลังใจ แต่มาเพื่อเดิมพันชีวิตของเราทุกคน เพื่อให้ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงได้จริง” หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวย้ำ

“คุณหญิงกัลยา”ขอสร้างโอกาสให้ลูกหลาน

ด้านคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ประธานที่ปรึกษาพรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวว่า เจ้าประคุณสมเด็จธงชัยได้ให้โอวาทว่า “การศึกษาเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาประเทศ” ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่พรรคไทยก้าวใหม่มุ่งผลักดัน เพื่อให้คนไทยทุกคน โดยเฉพาะเยาวชน สามารถใช้ชีวิตในโลกดิจิทัลได้อย่างมีความสุขและมีคุณภาพ

“ชีวิตที่เหลือ ดิฉันจะขออุทิศเพื่อสร้างโอกาสให้กับลูกหลานคนไทยทุกคนได้มีโอกาสเรียนรู้และเติบโตอย่างมีศักดิ์ศรี” คุณหญิงกัลยากล่าวทิ้งท้าย

เชิญชวนคนเก่งมาร่วมงานกับพรรค

นายก้องเกียรติ กรสูต เลขาธิการพรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวเพิ่มเติมถึงความพร้อมในการเลือกตั้งที่จะมาถึงว่า พรรคไทยก้าวใหม่คือการรวมกันของคนที่มีความตั้งใจจริงที่จะทำเรื่องยากให้สำเร็จ พรรคจะส่งผู้สมัครครบทุกจังหวัด เพราะเชื่อในพลังของคนท้องถิ่นและเครือข่ายอาสาไทยก้าวใหม่ที่กำลังขยายครอบคลุมทั่วประเทศ โดยจะชูนโยบายที่ให้ความสำคัญกับการสร้างคน เพราะการเปลี่ยนประเทศต้องเริ่มจากการสร้างทุนมนุษย์ที่เข้มแข็ง ซึ่งพลังของทุนมนุษย์และเศรษฐกิจนวัตกรรมคือทางออกของประเทศไทย ขณะเดียวกัน นโยบายเศรษฐกิจของพรรคก็มีความต่างจากพรรคการเมืองทั่วไป เพราะเศรษฐกิจของพรรคจะเริ่มจากคน ไม่ใช่จากตัวเลข เราจะเปลี่ยนจากโครงสร้างเก่าสู่เศรษฐกิจที่มีหัวใจ

“แม้จะเป็นมือใหม่ในการเมือง แต่พรรคไทยก้าวใหม่คือกลุ่มคนที่มีความเป็นมืออาชีพในสาขาวิชาชีพของตน พร้อมนำความเชี่ยวชาญมาสร้างการเมืองรูปแบบใหม่ และยังต้องการคนเก่ง คนรุ่นใหม่ มืออาชีพ ที่พร้อมเข้ามาขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง โดยสามารถมาสมัครเป็นว่าที่ผู้สมัคร สส. ของพรรคได้ตั้งแต่วันนี้ ซึ่งพรรคมีนโยบายที่จะส่ง สส. ลงสมัครรับเลือกตั้งทุกจังหวัดทั่วประเทศ หลังจากนี้ เราจะเปิดตัวผู้สมัครอย่างต่อเนื่อง เราจะทำสิ่งที่ควรทำให้กับทุกคน สิ่งที่ทุกคนอยากเห็นจากการเมืองไทย เพื่อให้ประเทศนี้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีความหวัง” นายก้องเกียรติ กล่าวทิ้งท้าย

พรรคไทยก้าวใหม่มุ่งเน้นการสร้างโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทย หากคุณมีความสนใจที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย อย่าลังเลที่จะติดตามข่าวสารและกิจกรรมของพรรค

พรรคไทยก้าวใหม่ เปิดที่ทำการพรรค “คุณหญิงกัลยา” ขอใช้ชีวิตที่เหลือ สร้างโอกาสให้ลูกหลาน

อนาคตที่สดใสรออยู่: พรรคไทยก้าวใหม่กับการสร้างโอกาสให้ลูกหลาน

การเปิดที่ทำการพรรคไทยก้าวใหม่ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่เยาวชน เพื่อให้พวกเขาสามารถเติบโตและพัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่ มาร่วมกันสนับสนุนพรรคไทยก้าวใหม่ เพื่อสร้างอนาคตที่สดใสให้กับลูกหลานของเรา

ที่มา – พรรคไทยก้าวใหม่ เปิดที่ทำการพรรค “คุณหญิงกัลยา” ขอใช้ชีวิตที่เหลือ สร้างโอกาสให้ลูกหลาน

Scroll to top