การเลือกตั้ง

ไทยก้าวใหม่ เปิดตัว 22 ผู้สมัคร สส. ดร.เ้ พร้อมชิงนายกฯ

พรรคไทยก้าวใหม่ เปิดตัว 22 ผู้สมัคร สส. ชูคนดี มีการศึกษา “ดร.เอ้” ประกาศพร้อมเป็นแคนดิเดตนายกฯ ขอแรงสนับสนุนจากคนไทย พาไทยก้าวใหม่

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ ดร.เอ้ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ พร้อมด้วยนายศักย์ ทับพลี รองหัวหน้าพรรค และคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ประธานพรรคไทยก้าวใหม่ ร่วมต้อนรับและสวมเสื้อสมาชิกพรรคให้กับผู้เสนอตัวลงสมัคร สส. จำนวน 22 คน สร้างความฮึกเหิมให้กับพรรคเป็นอย่างมาก ผู้สมัครทั้ง 22 คน ต่างมีความตั้งใจที่จะเข้ามาพัฒนาประเทศ และเป็นปากเป็นเสียงให้กับประชาชน

นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า วันนี้ พรรคไทยก้าวใหม่ ขอเสนอตัวผู้นำประเทศด้วยความรู้และหลักวิชาการ วันนี้มีผู้มีความรู้และอุดมการณ์เสนอตัวรับใช้ประชาชนเป็นผู้นำประเทศนี้ และถึงเวลาแล้วที่วันนี้ทุกคนจะเลิก “ทน” เลิก “จม” และเลิก “จน” กลายเป็นประเทศที่พัฒนาเสียที และขออวยพรให้ทุกคนที่จะมาลงสมัคร เป็นผู้สมัคร สส. ของพรรคไทยก้าวใหม่ ขอให้ลุกขึ้นมาสู้ด้วยกัน เป็นความหวังของประชาชน เราทุกคนจะเดินไปพร้อมกัน มาสร้างความเปลี่ยนแปลงในจังหวัดและเขตของท่าน และมาแสดงความยินดีร่วมกัน

นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า พรรคไทยก้าวใหม่ พร้อมส่งผู้สมัครทุกภาคทั่วประเทศไทย แต่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เราติดภารกิจในการไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ จึงเลื่อนเปิดตัวผู้ประสงค์ลงสมัคร สส. ในนามพรรคไทยก้าวใหม่ มาเป็นวันนี้ ซึ่งเป็นวันที่ครบรอบสองเดือนในการเปิดตัวพรรค ถือเป็นวันดี และวันนี้ก็ได้คนคุณภาพที่แท้จริงมาเสนอตัวลงสมัคร เพื่ออาสาเป็นตัวแทนของประชาชน

ส่วนว่าที่ผู้ประสงค์ลงสมัคร สส. ในพื้นที่ภาคใต้ของพรรคไทยก้าวใหม่ซึ่งก็มีหลายคน วันนี้ทำงานทุ่มเทอยู่ในพื้นที่ช่วยเหลือดูแลประชาชน ขณะที่การเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. ในกรุงเทพมหานคร ก็จะมีการเปิดตัวชุดต่อไปในเร็ว ๆ นี้

ส่วนความพร้อมของพรรคไทยก้าวใหม่ ที่จะเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า ตนเองจะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคแน่นอน และก็มีความพร้อม ทั้งชีวิตที่ทุ่มเท ประสบการณ์และความสำเร็จที่เสียสละเพื่อประชาชนมาโดยตลอด และวันนี้ก็ไม่ใช่แค่ตนคนเดียวแต่มีทีมงานของพรรคที่ล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่มีความรู้ เป็นคนที่เป็นมืออาชีพและเสียสละ บอกได้เลยว่าถ้าเลือกเราก็จะได้เราจริงๆ อยากให้ทุกคนมาสนับสนุน พรรคไทยก้าวใหม่ด้วย

ไทยก้าวใหม่ เปิดตัว 22 ผู้สมัคร สส. ดร.เ้ พร้อมชิงนายกฯ

ในการเปิดตัวครั้งนี้ พรรคไทยก้าวใหม่ ได้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการสู้ศึกเลือกตั้งที่จะมาถึง โดยการนำเสนอผู้สมัครที่มีความรู้ความสามารถ และมีอุดมการณ์ที่จะพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป พรรคฯ มุ่งเน้นที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศในทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

วิสัยทัศน์ของพรรคไทยก้าวใหม่

พรรคไทยก้าวใหม่ มีวิสัยทัศน์ที่จะสร้างประเทศไทยให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีความสุข โดยพรรคฯ มีนโยบายที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศ และพร้อมที่จะนำนโยบายเหล่านั้นไปปฏิบัติให้เกิดผลจริง

  • ด้านเศรษฐกิจ: ส่งเสริมการลงทุน สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชน
  • ด้านสังคม: ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ให้เข้าถึงการศึกษา สาธารณสุข และสวัสดิการที่ดี
  • ด้านการเมือง: สร้างประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง โปร่งใส และตรวจสอบได้

การที่ ดร.เอ้ ประกาศพร้อมเป็นแคนดิเดตนายกฯ ถือเป็นการประกาศความพร้อมของพรรคไทยก้าวใหม่ ในการนำพาประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลง และพัฒนาให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น การเลือกตั้งครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้เลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น

พรรคไทยก้าวใหม่ มั่นใจว่าด้วยทีมงานที่มีคุณภาพ นโยบายที่ชัดเจน และความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศ จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน และนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้ และการไทยก้าวใหม่ เปิดตัว 22 ผู้สมัคร สส. ดร.เ้ พร้อมชิงนายกฯ เป็นสัญญาณที่ดีว่า พรรคฯ พร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง

การที่ ไทยก้าวใหม่ เปิดตัว 22 ผู้สมัคร สส. ดร.เ้ พร้อมชิงนายกฯ นั้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะนำเสนอทางเลือกใหม่ๆ ให้กับประชาชน และพร้อมที่จะเป็นปากเสียงให้กับประชาชนทุกคน การตัดสินใจเลือกผู้แทนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการกำหนดอนาคตของประเทศ

สำหรับใครที่สนใจอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพรรคไทยก้าวใหม่ สามารถเข้าไปติดตามข่าวสารและนโยบายต่างๆ ของพรรคได้ที่เว็บไซต์และช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ ของพรรค ไทยก้าวใหม่ เปิดตัว 22 ผู้สมัคร สส. ดร.เ้ พร้อมชิงนายกฯ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ที่มา – ไทยก้าวใหม่ เปิดตัว 22 ผู้สมัคร สส. “ดร.เอ้” ประกาศพร้อมเป็นแคนดิเดตนายกฯ

เพื่อไทยทำนายแก้รัฐธรรมนูญ สว.โหวตตกวาระ 3 แน่!

พรรคเพื่อไทยทำนายแก้รัฐธรรมนูญจะถูก สว. โหวตคว่ำในวาระ 3 แน่นอน พร้อมแนะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลต้นปีหน้า หลังรัฐธรรมนูญผ่านวาระ 3 ไปแล้ว ชี้การบริหารจัดการน้ำท่วมภาคใต้ล้มเหลว ไม่ควรชิงยุบสภาหนีปัญหา

นายประยุทธ์ ศิริพาณิชย์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการพิจารณารัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม รัฐสภา กล่าวว่า ได้สงวนความเห็นในฐานะกมธ.เสียงข้างน้อย ขอแก้ไขเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญในวาระ 2 ไว้หลายเรื่อง ประเด็นหลักคือ จะขอให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยอ้อมของประชาชน มาทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ เพราะการมีกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ 35 คน โดยใช้สูตร 20 หยิบ 1 ตามที่กมธ.เสียงข้างมากเห็นชอบมามีโอกาสสูงจะเกิดการบล็อกโหวตเลือกกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ควรมีกลไกป้องกันการล็อบบี้จากเสียงข้างมาก แม้สุดท้ายแล้ว เสียงพรรคเพื่อไทยจะสู้ไม่ได้ แพ้โหวตวาระ 2 แต่ก็ต้องแสดงความเห็นคัดค้านให้ประชาชนรับทราบ

อย่างไรก็ตาม แม้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะผ่านวาระ 2 ได้ แต่คงผ่านวาระ 3 ยาก เพราะติดล็อกเสียง สว. 1 ใน 3 หรือ 67 เสียงที่ต้องร่วมเห็นชอบด้วย ประเมินแล้วเสียง สว. ไม่น่าจะให้ผ่าน เป็นการเบี้ยวเอ็มโอเอ พรรคภูมิใจไทยจะอ้างทำเต็มที่แล้ว แต่เสียง สว. ไม่ให้ผ่าน เพราะไม่สามารถควบคุมเสียง สว. ได้

“เพื่อไทย” ทำนายแก้รัฐธรรมนูญ ถูก สว. โหวตตกวาระ 3 แน่

นายประยุทธ์กล่าวว่า ส่วนการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้น ส่วนตัวมองว่า ควรยื่นซักฟอกหลังจากการแก้รัฐธรรมนูญวาระ 3 เสร็จสิ้นแล้ว โดยหลังจากแก้รัฐธรรมนูญวาระ 2 เสร็จ วันที่ 11 ธ.ค. แล้ว ต้องทิ้งไว้ 15 วัน เพื่อโหวตวาระ 3 ในวันที่ 26 ธ.ค. ดังนั้นน่าจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้ช่วงต้นปี พ.ศ. 2569 พรรคเพื่อไทยจะได้ไม่ถูกครหาเตะถ่วงแก้รัฐธรรมนูญ เพราะยื่นหลังรัฐธรรมนูญลงมติในวาระ 3 แล้ว ระยะเวลาการยื่นอภิปรายห่างจากการลงมติรัฐธรรมนูญวาระ 2 แค่ 10 กว่าวัน ไม่แตกต่างกันมาก

นายประยุทธ์กล่าวว่าประเด็นที่จะยื่นอภิปรายจะนำเรื่องการบริหารจัดการน้ำท่วมภาคใต้ที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรงเป็นหนึ่งในเรื่องหลัก แม้จะไม่มีใครคาดถึงว่า น้ำท่วมรอบนี้จะมีความรุนแรง แต่ก็ไม่คิดว่าจะมีผู้นำที่อ่อนแอถึงเพียงนี้ แก้ปัญหาเหมือนเด็กเล่นขายของ ทำงานไม่เป็น จะทำให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจมีน้ำหนักมากขึ้น เมื่อนำไปรวมกับเรื่องความล้มเหลวแก้ปัญหาสแกมเมอร์ และปัญหาชายแดน

ทำไมพรรคเพื่อไทยถึงทำนายว่าการแก้รัฐธรรมนูญจะล้มเหลว?

ด้าน นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยจะนำประเด็นความล้มเหลวแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแน่นอน เพราะแสดงถึงความอ่อนหัดในการบริหารงาน แต่จะยื่นในช่วงเวลาใด ขึ้นอยู่กับที่ประชุมพรรคเพื่อไทยจะตัดสิน แต่ขอให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล้าหาญพอที่จะฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยอมรับการตรวจสอบจากฝ่ายค้าน อย่าชิงยุบสภาหนี

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังเข้มข้นนี้ การเพื่อไทยทำนายแก้รัฐธรรมนูญถูกคว่ำ ทำให้เห็นถึงความท้าทายในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน และอาจนำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในอนาคต ซึ่งจะเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ การบริหารจัดการน้ำท่วมภาคใต้ที่ผิดพลาดก็เป็นอีกประเด็นสำคัญที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล

การเพื่อไทยทำนายแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนทางการเมือง และความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ประชาชนจึงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ และเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – “เพื่อไทย” ทำนายแก้รัฐธรรมนูญ ถูก สว. โหวตตกวาระ 3 แนะยื่นซักฟอกหลังรธน.ผ่านวาระ 3

2 ธ.ค. “กล้าธรรม” เปิดขุนศึก สู้เลือกตั้ง

เตรียมตัวให้พร้อม! วันที่ 2 ธันวาคมนี้ พรรคกล้าธรรมเตรียมเปิดตัวขุนพลครั้งใหญ่ พร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 ที่กำลังจะมาถึง โดยมีทั้งบิ๊กเนมและ สส. จากต่างพรรคตบเท้าเข้าร่วมอย่างคึกคัก งานนี้ต้องจับตาดูให้ดีว่าจะมีใครบ้างที่ย้ายเข้าสังกัดพรรคกล้าธรรม โดยเฉพาะกระแสข่าวการย้ายพรรคของ “ประภัตร โพธสุธน” หลัง “วราวุธ” เปิดตัวร่วมงานกับภูมิใจไทยไปก่อนหน้านี้

แหล่งข่าวรายงานว่า ในวันที่ 2 ธันวาคม 2568 พรรคกล้าธรรม (กธ.) เตรียมจัดงานใหญ่เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) อย่างเป็นทางการ เพื่อแสดงความพร้อมในการลงสนามเลือกตั้ง 2569 ที่ศูนย์ประชุมไบเทค บางนา ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการเปิดตัว สส. ปัจจุบันของพรรคที่จะลงป้องกันแชมป์เท่านั้น แต่ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่การเปิดตัว สส. และกลุ่มการเมืองต่างๆ ที่ตัดสินใจย้ายมาร่วมอุดมการณ์กับพรรคกล้าธรรม

ก่อนหน้านี้ มีกระแสข่าวการย้ายพรรคของ สส. ในกลุ่มของ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และนายเดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา และอดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งสร้างความฮือฮาไปแล้วระลอกหนึ่ง แต่ยังไม่หมดเท่านั้น เพราะยังมีชื่อของนายปริญญา ฤกษ์หร่าย สส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.), นายจักรัตน์ พั้วช่วย สส.เพชรบูรณ์ พรรคพลังประชารัฐ, นายสัญญา นิลสุพรรณ สส.นครสวรรค์ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และ พ.ท.สินธพ แก้วพิจิตร สส.นครปฐม พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่มีข่าวว่าจะมาร่วมงานกับพรรคกล้าธรรมด้วย นอกจากนี้ ยังมีกระแสข่าวลือว่าจะมี สส. จากพรรคเพื่อไทย (พท.) บางส่วนมาร่วมเปิดตัวในงานนี้อีกด้วย

2 ธ.ค. “กล้าธรรม” ได้ฤกษ์เปิดขุนศึกครั้งใหญ่ บิ๊กเนม-สส.ต่างพรรคสู้เลือกตั้ง

นอกจากรายชื่อที่กล่าวมาข้างต้น ยังมีรายงานข่าวที่น่าสนใจว่า นายประภัตร โพธสุธน สส.สุพรรณบุรี ในฐานะเลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ก็มีแนวโน้มที่จะมาร่วมงานกับพรรคกล้าธรรมเช่นกัน โดยมีการพูดคุยกันในรายละเอียดมาระยะหนึ่งแล้ว ภายหลังจากการที่นายวราวุธ ศิลปอาชา สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ได้นำ สส. บางส่วนไปเปิดตัวร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งในวันนั้น นายประภัตร ไม่ได้เดินทางไปร่วมงานด้วย ทำให้เกิดกระแสข่าวลือเกี่ยวกับการย้ายพรรคของนายประภัตรอย่างหนาหู

ทำไมต้องจับตาการเปิดตัวขุนศึกพรรคกล้าธรรม 2 ธ.ค. นี้?

การเคลื่อนไหวของพรรคกล้าธรรมในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความพร้อมของพรรคในการสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 ที่กำลังจะมาถึง การที่พรรคสามารถดึงดูด สส. จากหลากหลายพรรคการเมืองเข้ามาร่วมงานได้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความน่าสนใจของพรรคกล้าธรรมในสายตาของนักการเมือง

แน่นอนว่าการย้ายพรรคของ สส. เหล่านี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่ สส. เหล่านั้นมีฐานเสียงที่แข็งแกร่ง การย้ายพรรคอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจทางการเมืองในพื้นที่นั้นๆ ได้

ดังนั้น การเปิดตัวขุนศึกของพรรคกล้าธรรมในวันที่ 2 ธันวาคมนี้ จึงเป็นเหตุการณ์ที่ทุกสายตาต้องจับจ้อง เพราะอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทางการเมือง และอาจส่งผลกระทบต่อผลการเลือกตั้ง 2569 ในอนาคต หากพรรคกล้าธรรมสามารถสร้างกระแสและความนิยมได้อย่างต่อเนื่อง ก็อาจกลายเป็นหนึ่งในพรรคการเมืองที่น่าจับตามองในการเลือกตั้งครั้งหน้า

การที่พรรคกล้าธรรมสามารถดึงดูดนักการเมืองมากประสบการณ์จากหลากหลายพรรคได้ แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และนโยบายที่น่าสนใจของพรรค ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคสามารถสร้างความแตกต่างและดึงดูดคะแนนเสียงจากประชาชนได้

อย่างไรก็ตาม การย้ายพรรคของนักการเมืองก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย การที่พรรคกล้าธรรมรวบรวมนักการเมืองจากหลากหลายขั้ว อาจทำให้เกิดความขัดแย้งทางความคิดภายในพรรคได้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็อาจทำให้พรรคมีความหลากหลายทางความคิดและสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้หลากหลายกลุ่มมากขึ้น

สุดท้ายแล้ว พรรคกล้าธรรมจะประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง 2569 หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการบริหารจัดการพรรค การสร้างนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าพรรคกล้าธรรมสามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

เตรียมติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปิดตัวขุนศึกของพรรคกล้าธรรม 2 ธ.ค. นี้ได้จากแหล่งข่าวต่างๆ และร่วมกันวิเคราะห์ว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้จะส่งผลต่อการเมืองไทยอย่างไร

การเปิดตัวขุนพล 2 ธ.ค. “กล้าธรรม” ครั้งนี้ จะเป็นการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ทางการเมืองหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – 2 ธ.ค. “กล้าธรรม” ได้ฤกษ์เปิดขุนศึกครั้งใหญ่ บิ๊กเนม-สส.ต่างพรรคสู้เลือกตั้ง

อนุทินแจ้งเตรียมพร้อม 12 ธ.ค. รอสัญญาณ

พรรคภูมิใจไทย เปิดรับผู้สมัคร สส.กทม.- ทั่วประเทศ “อนุทิน” แจ้งสมาชิกเตรียมพร้อม 12 ธ.ค.นี้ รอฟังสัญญาณ แง้ม จ่อนำประชามติร่างรัฐธรรมนูญขอความเห็นชอบ ครม. ก่อนขอเปิดประชุมวิสามัญ ถกวาระ 2

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย แถลงภายหลังการประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ว่า ในช่วงเช้ามีการประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี เพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งในส่วนของตัวแทนประจำจังหวัดและประธานสาขาพรรค เพื่อให้คณะกรรมการสรรหาครบ 11 คน และเตรียมทำไพรมารีโหวตต่อไป ส่วนช่วงบ่ายเป็นการประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ย้ำกับที่ประชุมให้สมาชิกทุกคนเตรียมตัวในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 โดยให้ฟังสัญญาณจากนายกรัฐมนตรีหรือสภาผู้แทนราษฎรว่าจะมีวาระสำคัญหรือเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น

โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวต่อไปว่า นายอนุทินแจ้งต่อที่ประชุมว่าจะนำเรื่องการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งอยู่ใน MOA กับพรรคประชาชน เข้าสู่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขอความเห็นชอบ ก่อนเสนอต่อประธานรัฐสภาให้เปิดประชุมวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญวาระ 2 คาดว่าจะมีการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาในวันที่ 25 พฤศจิกายนนี้ และเปิดประชุมในวันที่ 10-11 ธันวาคม 2568

ขณะเดียวกัน วันนี้พรรคภูมิใจไทยได้เปิดตัวแคมเปญรับผู้ที่มีความจำนง จะร่วมงานการเมืองกับพรรคในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และทุกจังหวัด ซึ่งจะมี นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดูแลพื้นที่ กทม. ทางด้าน นางสาวศุภมาส กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้แสดงความจำนงสมัคร สส.ในพื้นที่ กทม. เกินกว่า 3 เท่า มีทั้ง สส. ปัจจุบัน, อดีต สส., นักการเมืองท้องถิ่น, นักธุรกิจ, ข้าราชการ, เอกชน, คนรุ่นใหม่ โดยคณะกรรมการสรรหาจะร่วมกันคัดเลือกบุคลากรที่เหมาะสมที่สุดเข้าสู่สนามเลือกตั้งครั้งหน้า

“พรรคขอเชิญชวนคนไทยทุกคนที่อายุ 25 ปีขึ้นไป ที่มีคุณสมบัติ มีอุดมการณ์ มีใจทำงานเพื่อบ้านเมืองและเสียสละ โดยไม่จำเป็นต้องมีเส้นสาย ไม่ต้องรู้จักใคร สามารถวอล์กอินเข้ามาสมัครที่พรรคภูมิใจไทยได้เลย พรรคยินดีต้อนรับ”

จากกรณีที่โฆษกภูมิใจไทย เผย “อนุทิน” แจ้งสมาชิกเตรียมพร้อม 12 ธ.ค. รอสัญญาณ ทำให้หลายฝ่ายจับตามองถึงท่าทีและความพร้อมของพรรคภูมิใจไทยในการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง การที่อนุทินแจ้งเตรียมพร้อม 12 ธ.ค. รอสัญญาณ จึงเป็นเหมือนการส่งสัญญาณเตือนให้สมาชิกพรรคเตรียมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

โฆษกภูมิใจไทย เผย “อนุทิน” แจ้งสมาชิกเตรียมพร้อม 12 ธ.ค. รอสัญญาณ

นอกจากเรื่องการเตรียมพร้อมของสมาชิกพรรคแล้ว อีกประเด็นที่น่าสนใจคือการที่พรรคภูมิใจไทยจะนำเรื่องการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของพรรค การผลักดันนโยบายนี้จะส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของพรรคในสายตาประชาชน

ความสำคัญของวันที่ 12 ธันวาคม ที่ อนุทินแจ้งเตรียมพร้อม 12 ธ.ค. รอสัญญาณ

การที่นายอนุทินระบุวันที่ 12 ธันวาคม เป็นวันที่ต้องจับตาดูเป็นพิเศษ ทำให้เกิดคำถามว่ามีเหตุการณ์สำคัญอะไรที่จะเกิดขึ้นในวันดังกล่าว ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการเมืองในภาพรวม หรือเป็นเพียงวาระภายในของพรรคภูมิใจไทยเอง การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การเปิดรับสมัครสมาชิกพรรคในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดต่างๆ ก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่น่าสนใจของพรรคภูมิใจไทย ในการขยายฐานเสียงและดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถเข้ามาร่วมงานกับพรรค การมีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแลพื้นที่ กทม. ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่พรรคภูมิใจไทยให้ความสนใจกับพื้นที่เมืองหลวง

โดยรวมแล้ว การเคลื่อนไหวของพรรคภูมิใจไทยในช่วงนี้แสดงให้เห็นถึงความกระตือรือร้นและความพร้อมในการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง การโฆษกภูมิใจไทย เผย “อนุทิน” แจ้งสมาชิกเตรียมพร้อม 12 ธ.ค. รอสัญญาณ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าพรรคภูมิใจไทยกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานใหญ่ของพรรค หรือติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของพรรคผ่านช่องทางต่างๆ

ที่มา – โฆษกภูมิใจไทย เผย “อนุทิน” แจ้งสมาชิกเตรียมพร้อม 12 ธ.ค. รอสัญญาณ

“วรงค์” ประกาศสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 พร้อมผู้สมัคร สส.

“หมอวรงค์” ประกาศนำทัพพรรคไทยภักดี พร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 ชู ยกเครื่องประเทศไทยด้วยการเมืองสีขาว พร้อมเผยโฉม 100 ว่าที่ผู้สมัคร สส.ลอตแรก เชื่อรัฐบาลยุบสภาเร็ว ชิงความได้เปรียบการเมือง

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 พรรคไทยภักดี นำโดย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี แถลงข่าวที่โรงแรมเจดับบลิว แมริออท กรุงเทพ เปิดนโยบายเรือธง ภายใต้หัวข้อ “ยกเครื่องประเทศไทย ด้วยการเมืองสีขาว” พร้อมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ทั้งระบบแบ่งเขต และบัญชีรายชื่อ ประมาณ 100 คน โดยยืนยันความพร้อมที่จะเข้าสู่สนามเลือกตั้ง 2569 มากกว่าการเลือกตั้งปี 2566

นพ.วรงค์ ระบุว่า แม้การเลือกตั้งปี 2566 พรรคไม่มี สส.ในสภาฯ แต่ความพ่ายแพ้ครั้งนั้นคือส่วนหนึ่งของการเติบโต ได้เรียนรู้ความผิดพลาด เพื่อพัฒนาและสร้างความแข็งแกร่งให้กับพรรค ซึ่งระยะเวลากว่า 5 ปี พรรคไม่เคยทิ้งประชาชนและอุดมการณ์ความถูกต้อง วันนี้พรรคมีความพร้อมมากกว่าการเลือกตั้งปี 2566 โดยระยะเวลา 2 ปีหลังการเลือกตั้งปี 2566 พรรคยืนหยัดในอุดมการณ์และทำหน้าที่ฝ่ายค้านนอกสภาฯ จนทำให้มีผู้ร่วมอุดมการณ์เดินเข้าสู่พรรคจำนวนมากเพื่อร่วมกันยกเครื่องเปลี่ยนแปลงประเทศ สร้างการเมืองสีขาว

สำหรับจุดแข็งของพรรคไทยภักดี คือ ทำจริง สู้จริง ไม่ใช่แค่สร้างกระแสฉาบฉวย การปราบโกง คนโกงต้องถูกกระบวนการยุติธรรมลงโทษ นโยบายเรือธงของพรรค คือ ยกเครื่องปราบโกง นักการเมืองโกงความเสียหายตั้งแต่ 100 ล้านบาทขึ้นไปประหารชีวิตสถานเดียวและห้ามขอพระราชทานอภัยโทษ ยกเครื่องตำรวจ หยุดวงจรส่วย ทุนเทา โอนตำรวจไปสังกัดจังหวัด ยกเครื่องความมั่นคง ยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อปกป้องอธิปไตยชาติ ยกเครื่องการเมือง ตัดสวัสดิการ สส.-สว. ยกเครื่องเศรษฐกิจ รื้อโครงสร้างราคาข้าวทั้งระบบ ประกันราคาข้าวเปลือกเจ้าตันละ 10,000 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลิตันละ 15,000 บาท ยกเครื่องแรงงาน ดูแลแรงงานนอกระบบ คุ้มครองสิทธิพื้นฐานกลุ่มชาติพันธุ์ ยกเครื่องสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เรียกคืนโควตาสลากฯ จากนักการเมือง นายทุน จัดสรรให้คนพิการที่ขายสลากฯ จริง ยกเครื่องบอร์ด สปสช. เพิ่มสัดส่วนให้หมอหรือคนที่ทำงานจริง ยกเครื่องพลังงาน ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าสะอาด ใช้ราคาเป็นเงื่อนไขแข่งขันเพื่อนำไปสู่ไฟฟ้าเสรี เป็นต้น

นพ.วรงค์ กล่าวอีกว่า นอกจากผู้สมัครที่เปิดตัวในวันนี้ พรรคเตรียมส่งผู้สมัคร สส.ระบบแบ่งเขต ในพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะ กทม. และภาคใต้ รวมถึงผู้สมัครบัญชีรายชื่อ รวมประมาณ 150-200 คน โดยจะใช้กลยุทธ์หาเสียง ทำความเข้าใจและนำเสนอความจริงแก่ประชาชนในทุกช่องทาง

“เรามีความหลากหลายของผู้คน มีลักษณะของพรรคมวลชน มีเพื่อนร่วมอุดมการณ์มากประสบการณ์ ความรู้ ไม่ว่าจะเป็นอดีตผู้พิพากษา นายตำรวจ เพื่อร่วมขับเคลื่อนนโยบาย ยกเครื่องกระบวนการยุติธรรม ปราบโกง ปราบทุนเทา สร้างนิติรัฐ ให้ทุกคนเสมอภาคภายใต้กฎหมาย มีนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จร่วมยกเครื่องนโยบายเศรษฐกิจที่สร้างความเข้มแข็งจากเศรษฐกิจฐานราก สร้างดุลกับทุนผูกขาด มีเกษตรกรรุ่นใหม่ ร่วมยกเครื่องโครงสร้างราคาข้าวที่เป็นธรรม มีผู้นำแรงงานร่วมยกเครื่องแรงงาน มีคนหนุ่มสาวที่ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงร่วมยกเครื่องการเมืองเพื่อสร้างอำนาจรัฐของคนทั้งประเทศ มีพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ คนพิการ มีทีมงานหลังบ้านจากทั่วประเทศที่พร้อมเดินไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือทำอุดมการณ์พรรคให้เกิดขึ้นจริง”

หัวหน้าพรรคไทยภักดี เผยต่อไปว่า พรรคเรียนรู้ เติบโตจากความพ่ายแพ้ จึงคาดหวังว่าในการเลือกตั้งปี 2569 ประชาชนจะมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยเรียนรู้จากปัจจุบันและอดีต ลงโทษนักการเมืองที่สร้างความวิบัติ อัปลักษณ์ให้ประเทศ ส่งเสริมคนดีให้ปกครองบ้านเมือง เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงสร้างการเมืองสีขาว สร้างประเทศที่แข็งแรงกว่าที่เคยเป็นมา

จากนั้น นพ.วรงค์ ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมของพรรคในการเตรียมการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ ว่า การที่เราเปิดตัวผู้สมัคร สส.ในวันนี้ต้องพร้อม ยุบสภาวันนี้เราก็พร้อมเลือกตั้ง เมื่อถามว่าจะส่งผู้สมัครครบทั้ง 400 เขตหรือไม่นั้น นพ.วรงค์ ตอบว่า ตั้งเป้าไว้ที่ 150-200 เขต พื้นที่ไหนที่เราประเมินแล้วทุนเทาระบาดหนักจะไม่ส่ง เราส่งในพื้นที่ที่คิดว่าประชาชนมีจิตใจที่สู้กับทุนเทาได้ ส่วนคำถามว่ามีพื้นที่ไหนปักธงไว้หรือไม่ นพ.วรงค์ เผยว่า พื้นที่ที่มั่นใจคือพื้นที่ภาคใต้ และ กทม. แต่ยืนยันว่าจะส่งผู้สมัครครบทุกภาค

ทางด้านจุดแข็งที่จะนำไปขายเพื่อให้ประชาชนเลือกนั้น นพ.วรงค์ กล่าวว่า เราประกาศชัดเจนเรื่องการเมืองสีขาว คือนโยบายการปราบปรามการทุจริต นโยบายเรื่องด้านความมั่นคง รวมถึงทั้งนโยบายการยกเลิก MOU 2543-2544 และนโยบายเรื่องข้าว วันนี้บ้านเราทุนสีเทาระบาดหนัก กระจายครอบคลุมไปหมด จึงขอสื่อสารไปยังประชาชนว่าเงินสีเทาอย่าคิดว่าเป็นแค่เงินพนันออนไลน์ หรือเงินจากสแกมเมอร์เท่านั้น เงินทุจริต เงินผูกขาด เงินที่ส่งมาจากต่างชาติที่มาสนับสนุนเอ็นจีโอ แต่มาช่วยเหลือพรรคการเมืองถือว่าเป็นเงินสีเทาทั้งหมด ซึ่งระบาดไปเกือบทุกพรรคเราจึงต้องใช้การเมืองสีขาวเข้าไปต่อสู้เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจ

ผู้สื่อข่าวถามต่อ การเลือกตั้งครั้งที่แล้วไม่ได้ สส. ครั้งนี้จะมีการปรับกลยุทธ์และตั้งเป้าไว้ที่เท่าไร นพ.วรงค์ บอกว่า เราพร้อมรบขนาดนี้ต้องมั่นใจ จากการเรียนรู้ในอดีต คิดว่าประชาชนได้เรียนรู้ว่าเมื่อ สส. เข้าไปแล้วทำไมกลายเป็นนักการเมืองสีเทา ไม่ใช่แค่เฉพาะในสภาฯ ทั้งวงการตำรวจ วงการราชทัณฑ์ และวงการต่างๆ ทั่วไปหมด ดังนั้นการเลือกตั้งรอบนี้อยากให้ประชาชนประเมินให้ดี หากเลือกตามกระแสจะได้แบบเดิม แต่ถ้าต้องการการเปลี่ยนแปลงก็ขอมาเลือกการเมืองสีขาว เมื่อถามต่อถึงนโยบายที่มีจะสู้แชมป์เก่าในพื้นที่ได้หรือไม่ นพ.วรงค์ กล่าวว่า ถ้าประชาชนใช้สติคิดวิเคราะห์เราสู้ได้ทุกพรรค

“ผมยืนยันและขอให้บันทึกคำพูดว่า ถ้าไม่เลือกพวกเราเข้าไป เราจะเห็นการเมืองเหมือนเดิมทุกอย่าง เพียงแต่ในช่วงการหาเสียง มีการปั่นกระแสเพื่อหลอกลวงประชาชนในช่วงหาเสียงเลือกไทยภักดีถูกสร้างมาบนพื้นฐานของความเป็นจริง ความยุติธรรมเพื่ออนาคตที่ดีกว่าวันพรุ่งนี้ ย้ำว่าถ้าเลือกเหมือนเดิม สภาพสังคมก็จะเหมือนเดิม”

ในตอนท้ายเมื่อถามอีกว่ามองไทม์ไลน์การยุบสภาอย่างไรบ้าง นพ.วรงค์ คิดว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย น่าจะยุบสภาเร็วๆ นี้ ดูการเตรียมความพร้อมต่างๆ เหมือนกับว่าจังหวะที่ฝ่ายค้านทำท่าที่จะซักฟอก(อภิปรายไม่ไว้วางใจ) เลยฉวยโอกาสยุบสภา เพราะว่าเป็นช่วงเวลาที่เขาพร้อมกว่าคู่แข่ง ดีไม่ดีเปิดสภาฯ มาวันที่ 12 ธันวาคม อาจจะยุบเลยก็ได้.

“วรงค์” ประกาศสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 เผยโฉม 100 ว่าที่ผู้สมัคร สส.พรรคไทยภักดี

พรรคไทยภักดีพร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง 2569

การประกาศความพร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 ของพรรคไทยภักดีและ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอนโยบายการเมืองสีขาวเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทย แม้ว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่พรรคก็ยังคงเดินหน้าพัฒนาและสร้างความเข้มแข็ง เพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชนในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้พิจารณาและตัดสินใจว่าจะเลือกเดินหน้าไปในทิศทางใด หากต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงและแก้ไขปัญหาต่างๆ ในประเทศ การสนับสนุนพรรคการเมืองที่มีนโยบายชัดเจนและมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อส่วนรวมก็เป็นสิ่งที่ควรพิจารณา

ที่มา – “วรงค์” ประกาศสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 เผยโฉม 100 ว่าที่ผู้สมัคร สส.พรรคไทยภักดี

“ชลน่าน” อัด นายกฯ ทำเพื่อประโยชน์การเมือง

“นายแพทย์ชลน่าน” ซัด “อนุทิน” เลือกยุบสภาหนีอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อประโยชน์ตัวเองพวกพ้องเป็นหลัก หวังคุมอำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ในสนามเลือกตั้งพร้อมโยนบาปให้เพื่อไทย

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมรัฐสภา เปิดเผยว่า การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ออกมายอมรับว่าอาจยุบสภาในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 หากพรรคเพื่อไทยยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 จริงตามที่ประกาศไว้ แม้จะขัดกับข้อตกลงหรือ MOA ระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน แต่เป็นเรื่องที่พรรคภูมิใจไทยไม่ได้เสียอะไร มีแต่ได้กับได้ นอกจากนี้การประกาศยุบสภาชัดเจนว่ามองเป็นเรื่องอื่นไม่ได้เลย นอกจากเพื่อประโยชน์ทางการเมืองเท่านั้น เพราะการเป็นรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทยมีแต่ได้คือได้ใช้งบประมาณ ได้อำนาจบริหาร จัดทัพข้าราชการรับการเลือกตั้ง ที่จะเกิดขึ้นด้วย

นายแพทย์ชลน่าน กล่าวด้วยว่า สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญหากสุดท้ายพรรคภูมิใจไทยสามารถกำหนดเกมได้ ก็อาจจะผ่านให้ หากไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ก็สามารถคว่ำในวาระ 3 ได้ การอ้างว่าที่ต้องยุบสภาเพราะปัจจัยทางการเมือง จึงเป็นข้ออ้างเพื่อหนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้านมากกว่า รวมทั้งหากยุบสภาตอนนี้รัฐบาลจะได้เปรียบในสนามเลือกตั้ง ทั้งอำนาจรัฐ ทั้งกระสุนดินดำ ครอบคลุมอำนาจทุกองคาพยพ การยุบสภา จึงเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อยุติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และหนีการตรวจสอบตามกลไกของรัฐสภา เป็นวัตถุประสงค์หลักของพรรคภูมิใจไทยมากกว่า

“การออกมายอมรับว่ามีการใช้แก้ไขรัฐธรรมนูญมาเป็นตัวประกันทางการเมือง หากฝ่ายค้านยื่นอภิปราย นายอนุทินก็พร้อมยุบสภา การแสดงออกของนายอนุทินในฐานะหัวหน้ารัฐบาลจึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ตัวเองพวกพ้องเป็นหลัก ไม่ได้เข้ามาทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน แน่นอนว่าในสนามเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทยจะหาเสียงโจมตีว่าเพราะพรรคเพื่อไทยทำให้รัฐบาลไปต่อไม่ได้ และส่งผลให้ไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมหรือทำโครงการเพื่อประชาชนได้ ทั้งๆ ที่นายอนุทิน รู้ดีว่าการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยเสี่ยงมาก แต่ด้วยความอยากได้อำนาจเพื่อประโยชน์ตนเอง ดังนั้นเมื่อฝ่ายค้านเห็นว่าประเทศเสียหายในหลายมิติจำต้องตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร นายอนุทินก็พร้อมยุบสภาหนีการตรวจสอบจากประชาชนพร้อมโยนบาปพรรคเพื่อไทย จึงเป็นทางเลือกที่พรรคภูมิใจไทยได้ใช้ประโยชน์ในสถานการณ์นี้” นายแพทย์ชลน่าน กล่าว

“ชลน่าน” อัด นายกฯ ทำแค่เพื่อประโยชน์ทางการเมือง

จากกรณีที่นายแพทย์ชลน่านออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของนายกรัฐมนตรีนั้น ได้สร้างความสนใจและเกิดคำถามมากมายในสังคมเกี่ยวกับการตัดสินใจทางการเมืองของรัฐบาลปัจจุบัน ประเด็นสำคัญอยู่ที่การกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง มากกว่าการคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนโดยรวม

การเมืองไทยเดิมพันสูง: การยุบสภาเพื่ออะไรกันแน่?

การที่นายแพทย์ชลน่านออกมาให้สัมภาษณ์ในลักษณะนี้ แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ พรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคเพื่อไทย มองว่าการที่นายกรัฐมนตรีพิจารณาที่จะยุบสภา เป็นการกระทำที่มุ่งเน้นไปที่การรักษาอำนาจและความได้เปรียบทางการเมืองของตนเองและพรรคภูมิใจไทย

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการยุบสภา

หากมีการยุบสภาจริง จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานต่างๆ ของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการดำเนินนโยบายต่างๆ ที่มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาประเทศ นอกจากนี้ การยุบสภายังอาจนำไปสู่ความไม่แน่นอนทางการเมือง และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาชนทั่วไป

ท่าทีของนายแพทย์ชลน่านสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของฝ่ายค้านเกี่ยวกับการใช้อำนาจของรัฐบาลเพื่อประโยชน์ทางการเมือง การออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ เป็นสัญญาณว่าการเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความท้าทายและความขัดแย้งที่รอการแก้ไข

อย่างไรก็ตาม การวิพากษ์วิจารณ์นี้ ก็เป็นโอกาสให้ประชาชนได้พิจารณาถึงการกระทำของผู้บริหารประเทศ และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมือง เพื่อให้ประเทศชาติเดินไปในทิศทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง ประชาชนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง และสามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

การออกมาอัด นายกฯ ว่าทำเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของนายแพทย์ชลน่าน จึงเป็นประเด็นที่สังคมควรพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้การตัดสินใจทางการเมืองเป็นไปอย่างมีวิจารณญาณ

ที่มา – “ชลน่าน” อัด นายกฯ ทำแค่เพื่อประโยชน์ทางการเมือง หลังเลือกยุบสภาหนีฝ่ายค้าน

ภราดรไม่ทราบ วราวุธ ซบภูมิใจไทย จริงหรือ?

ภราดรไม่ทราบ วราวุธ ซบภูมิใจไทย ชี้อำนาจยุบสภาอยู่ที่นายกฯ จริงหรือไม่? วันนี้เราจะมาเจาะลึกประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่จับตามอง

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการยุบสภา รวมถึงความเป็นไปได้ที่นายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา จะย้ายมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย โดยเน้นย้ำว่าอำนาจการตัดสินใจอยู่ที่นายกรัฐมนตรี และพรรคภูมิใจไทยมีความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งเสมอ

ภราดรไม่ทราบ วราวุธ ซบภูมิใจไทย จริงหรือ?

จากคำกล่าวของนายภราดร ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของนายวราวุธ และความสัมพันธ์ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคชาติไทยพัฒนา ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมือง และการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวที่นายกรัฐมนตรีอาจยุบสภาในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 หากมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า เป็นอำนาจการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีโดยตรง เนื่องจากรัฐบาลเป็นเสียงข้างน้อย หากมีอภิปรายไม่ไว้วางวใจ ยังไงก็โหวตแพ้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตามพรรคภูมิใจไทยมีความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งมาตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ส่วนประเด็น สส. ย้ายพรรคตามกฎหมายให้นับกรอบ 30 วันก่อนถึงวันเลือกตั้ง ไม่ใช่วันยุบสภา จึงยังสามารถย้ายได้ทันตามกำหนด

ส่วนกระแสข่าวนายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) จะย้ายมาร่วมกับพรรคภูมิใจไทยนั้น นายภราดรกล่าวว่า ไม่ทราบเรื่องดังกล่าว แม้จะคุยกับแกนนำพรรคชาติไทยพัฒนาบ้างแต่ก็เป็นเรื่องทั่วไป การทาบทามใครเข้ามาเป็นอำนาจของหัวหน้าพรรค 

พรรคภูมิใจไทยพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง

นายภราดรยังเน้นย้ำถึงความพร้อมของพรรคภูมิใจไทยสำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะมีการยุบสภาหรือไม่ก็ตาม พรรคได้เตรียมความพร้อมทั้งในด้านนโยบาย ผู้สมัคร และการสื่อสารกับประชาชน เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถนำเสนอทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับประเทศได้

นอกจากนี้ นายภราดรยังกล่าวถึงประเด็นการย้ายพรรคของ สส. ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ โดยชี้แจงว่ากฎหมายกำหนดให้สามารถย้ายพรรคได้ภายใน 30 วันก่อนวันเลือกตั้ง ดังนั้น สส. ที่ต้องการย้ายพรรคยังสามารถดำเนินการได้ทันตามกำหนด

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การติดตามข่าวสารและข้อมูลอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงความเป็นไปของสถานการณ์ และสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

พรรคการเมืองต่างๆ กำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเสนอนโยบาย การหาเสียง หรือการดึงดูด สส. จากพรรคอื่น การแข่งขันทางการเมืองจึงมีความเข้มข้นและน่าติดตามอย่างยิ่ง

การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการยุบสภา และการตัดสินใจของนายวราวุธเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของตนเอง ล้วนมีความสำคัญต่อทิศทางของประเทศในอนาคต เราจึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และร่วมกันตัดสินใจเลือกผู้นำที่จะสามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

ดังนั้น บทสรุปของเรื่อง ภราดรไม่ทราบ วราวุธ ซบภูมิใจไทย ยังคงเป็นปริศนาที่ต้องรอการไข ภราดรไม่ทราบ วราวุธ ซบภูมิใจไทย จริงหรือไม่ คงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “ภราดร” ไม่ทราบ “วราวุธ” ซบภูมิใจไทย ชี้อำนาจยุบสภาอยู่กับนายกฯ

มนพร นำทีม! ขอเสียงเพื่อไทย ยกจังหวัดนครพนม

“มนพร” ควง “เผ่าภูมิ” ลุยปราศรัยรายตำบล รวมพลังชาวนครพนม เลือก “เพื่อไทย” ยกจังหวัดทั้ง 4 เขต ชูนโยบายหวยเกษียณ จำเป็นต้องเลือกเพื่อไทย ตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากเข้าไปสานต่อทุกนโยบาย

วันที่ 21 พ.ย. 2568 นางมนพร เจริญศรี สส.เขต 2 นครพนม พรรคเพื่อไทย อดีต รมช.คมนาคม ในฐานะรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และแกนนำครอบครัวเพื่อไทย ลงพื้นที่ อ.เรณูนคร อ.ธาตุพนม นครพนม ปราศรัยย่อยชูนโยบายต่อเนื่อง เพื่อรวมพลังคนนครพนม เลือก “เพื่อไทย” ยกจังหวัดทั้ง 4 เขต ประกอบด้วย

  • เขตเลือกตั้งที่ 1 ดร.ภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ สส.เขต 1 นครพนม พรรคเพื่อไทย
  • เขตเลือกตั้งที่ 2 นางมนพร เจริญศรี สส.เขต 2 นครพนม อดีต รมช.คมนาคม
  • เขตเลือกตั้งที่ 3 สจ.เจ นายธนากรณ์ ปราณีนิตย์ ว่าที่ผู้สมัคร สส.เขต 3 นครพนม พรรคเพื่อไทย
  • เขตเลือกตั้งที่ 4 นายชาญชัย คำจำปา อดีต รองนายก อบจ.นครพนม ว่าที่ผู้สมัคร สส.เพื่อไทย เขต 4 นครพนม

ต้องเลือกพท.ไปตั้งรัฐบาล

นางมนพร ยืนยันความจำเป็น นครพนม จะต้องเลือก “เพื่อไทย” ยกจังหวัดเข้าไปตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก สานต่อทุกนโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่ประชาชนได้ประโยชน์จริง โดยเฉพาะนโยบายหวยเกษียณ ที่เกิดจากแนวคิดพรรคเพื่อไทย ตอบโจทย์คนไทยชอบเสี่ยงโชคซื้อหวย กลายเป็นเงินออม เพิ่มสวัสดิการดูแลผู้สูงอายุ และเป็นรายได้ตกทอดสู่ลูกหลาน ถือเป็นอีกนโยบายสำคัญ ที่จะต้องสานต่อ

ย้ำนโยบายหวยเกษียณ

นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปราศรัยว่า นโยบายหวยเกษียณ เป็นอีกหนึ่งนโยบายสำคัญ โดยพรรคเพื่อไทย ได้คิดริเริ่มดำเนินการในช่วงเป็นรัฐบาล ปัจจุบันผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร และประกาศใช้ตามกฎหมาย แต่เกิดปัญหาทางการเมือง เปลี่ยนขั้วรัฐบาลจึงชะงักลง ดังนั้นจำเป็นที่การเลือกตั้ง ที่จะมาถึงพี่น้องชาวนครพนม ต้องรวมพลังเลือก “เพื่อไทย” ยกจังหวัดทั้ง 4 เขต เข้าไปสนับสนุนตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก สานต่อทุกนโยบายสำคัญ ที่เกิดประโยชน์ต่อประชาชน

ทำไมนครพนมต้องเลือก “เพื่อไทย” ยกจังหวัด?

นายเผ่าภูมิ  กล่าวด้วยว่า มั่นใจนโยบายหวยเกษียณ เป็นนโยบายที่ตอบโจทย์พี่น้องคนไทย ที่ชอบเสี่ยงโชค เป็นการซื้อหวยที่ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นการขายหวยแบบระบบดิจิตอล ในราคาใบละ 50 บาท ซื้อได้คนละไม่เกิน 3,000 บาท ออกรางวัลทุกวันศุกร์ รางวัลที่ 1 มี 5 รางวัล รางวัลละ 1 ล้านบาท รางวัลที่ 2 มีจำนวน 10,000 รางวัล รางวัลละ 1,000 บาท ส่วนคนซื้อจะต้องมีอายุ 15 ปีขึ้นไป หากไม่ถูกรางวัลจะกลายเป็นเงินออม ได้คืนเมื่ออายุ 60 ปี ส่วนผู้อายุเกิน 60 ปี จะได้คืนหลังซื้อ 5 ปีขึ้นไป หรือหากเสียชีวิตจะตกสู่ลูกหลาน ถือเป็นนโยบายที่จะส่งเสริมการออม เพิ่มสวัสดิการดูแลผู้สูงอายุ มั่นใจเกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน แน่นอน

เลือก “เพื่อไทย” ยกจังหวัดนครพนม

การลงพื้นที่ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคเพื่อไทยในการสานต่อนโยบายต่างๆ ที่ได้ริเริ่มไว้ และความเชื่อมั่นว่านโยบายเหล่านี้จะสามารถแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนได้จริง การเลือก “เพื่อไทย” ยกจังหวัด จึงเป็นเหมือนการมอบโอกาสให้พรรคได้เข้าไปทำงานเพื่อพี่น้องชาวนครพนมอย่างเต็มที่

ที่มา – “มนพร” ควง “เผ่าภูมิ” ลุยปราศรัย จ.นครพนม รายตำบล ขอเลือก “เพื่อไทย” ยกจังหวัด สานต่อทุกนโยบาย

“ไผ่ ลิกค์” สวน “รักชนก” ครอบครัวรวย วอนแจงที่มาเงิน

“ไผ่ ลิกค์” สวน “รักชนก” ครอบครัวฐานะดีตั้งแต่เกิด วอนอย่าบิดเบือนประเด็นแจงที่มาเงินบริจาค

จากกรณีที่เป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ระหว่าง สส.ไผ่ ลิกค์ และ สส.รักชนก ศรีนอก ล่าสุด สส.ไผ่ ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กเพื่อชี้แจงถึงประวัติครอบครัวและเรียกร้องให้ สส.รักชนก ตอบคำถามเรื่องที่มาของเงินบริจาคจำนวน 200,000 บาท

“ไผ่ ลิกค์” แจงที่มาครอบครัว ยันฐานะดีก่อนเล่นการเมือง

สส.ไผ่ ระบุว่า ปกติแล้วเป็นคนที่ไม่ค่อยเปิดเผยเรื่องส่วนตัวมากนัก แต่เนื่องจากมีการตั้งคำถามถึงที่มาของทรัพย์สิน จึงขอชี้แจงว่า คุณปู่คุณย่าคือคุณปู่วิลเลียม ลิกค์ และคุณย่าบุญรอด ล่ำซำ ที่บ้านทำธุรกิจหลายอย่าง เช่น หมู่บ้านจัดสรร โรงโม่หิน อสังหาริมทรัพย์ อพาร์ตเมนต์ สถานบันเทิง และตลาด แต่ปัจจุบันตนได้ยุติบทบาททางธุรกิจทั้งหมดเพื่อมาทำงานการเมืองรับใช้ประชาชน

“เข้าใจคนที่ตั้งคำถามผมนะว่าคุณคิดอะไรอยู่ ผมไม่ได้คิดแบบพวกคุณแน่นอนที่จะเข้าทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่ทำเพื่อประชาชน” สส.ไผ่ กล่าว

จี้ “รักชนก” แจงที่มาเงินบริจาค 2 แสน

ประเด็นสำคัญที่ สส.ไผ่ ต้องการให้ สส.รักชนก ตอบคือ เรื่องที่มาของเงินบริจาคจำนวน 200,000 บาท ว่ามีเส้นทางเงินที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เพราะจนถึงปัจจุบัน สส.รักชนก ยังไม่ได้แสดงหลักฐานทางการเงินใดๆ มีเพียงคำอธิบายว่า “เงินเดือนพอทำได้” หรือ “พรรคไม่มีทุนใหญ่” ซึ่งไม่เพียงพอต่อการตรวจสอบ

สส.ไผ่ ย้ำว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ความขัดแย้งส่วนตัว แต่เป็นเรื่องที่ประชาชนควรได้รับคำตอบที่ชัดเจน และไม่ควรมีการเบี่ยงประเด็นโดยการนำเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องมาโยง เช่น คดีรถหรูที่ศาลยกฟ้องไปแล้ว หรือประเด็นส่วนตัวเมื่อหลายสิบปีก่อน เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ช่วยไขข้อสงสัยเรื่อง “ไผ่ ลิกค์” สวน “รักชนก” ครอบครัวฐานะดีตั้งแต่เกิด วอนอย่าบิดเบือนประเด็นแจงที่มาเงินบริจาค แต่อย่างใด

ยืนยันไม่ขาดคุณสมบัติรัฐมนตรี พร้อมให้ตรวจสอบทรัพย์สิน

สส.ไผ่ ยังกล่าวถึงกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าขาดคุณสมบัติรัฐมนตรีจากคดีทำร้ายร่างกายเมื่อปี 2548 ว่า หน่วยงานรัฐได้วินิจฉัยแล้วว่ากรณีดังกล่าวไม่เข้าลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ และเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีในการพิจารณา

นอกจากนี้ สส.ไผ่ ยังยินดีให้ตรวจสอบหนี้สินจำนวน 550,000 บาท และพร้อมให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินทั้งหมด เพราะไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องปกปิด ตรงกันข้าม สส.รักชนก กลับไม่ยอมเปิดเผยเส้นทางการเงินจำนวน 200,000 บาท ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อความโปร่งใส

สส.ไผ่ กล่าวทิ้งท้ายว่า การเมืองที่ดีต้องอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่ใช้วาทกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ และยืนยันว่าจะให้ความร่วมมือในการตรวจสอบทุกประเด็นตามกฎหมาย

ประเด็นที่เกิดขึ้นนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบที่มาของเงินทุนที่ใช้ในการทำงานการเมือง เพื่อสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือต่อประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และสุดท้ายนี้ “ไผ่ ลิกค์” สวน “รักชนก” ครอบครัวฐานะดีตั้งแต่เกิด วอนอย่าบิดเบือนประเด็นแจงที่มาเงินบริจาคเป็นสิ่งที่สังคมควรให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “ไผ่ ลิกค์” สวน “รักชนก”ครอบครัวฐานะดีตั้งแต่เกิด วอนอย่าบิดเบือนประเด็นแจงที่มาเงินบริจาค

Scroll to top