การเลือกตั้ง

เปิดประวัติ ดร.นฤมล แคนดิเดตนายกฯ พรรคกล้าธรรม

เปิดประวัติ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หรือ อาจารย์แหม่ม หญิงแกร่ง จากนักวิชาการ เชี่ยวชาญด้านการเงิน เดินเข้าถนนการเมือง สู่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคกล้าธรรม

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 เป็นที่จับตามองสำหรับแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคกล้าธรรม ซึ่งมีการแย้มชื่อมา 2 รายชื่อด้วยกันคือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์

ซึ่งในส่วนของ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หรือ อาจารย์แหม่ม นั้น ให้สัมภาษณ์ไว้ในช่วงเช้าวันนี้ เกี่ยวกับการเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคกล้าธรรม ว่า ยังไม่ได้คุยกัน ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับ 1 แน่นอน ส่วนตนเองจะเป็นเปิดประวัติ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่นั้น ยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน แต่จะส่งครบ 3 คน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางการเมืองหรือไม่ คงดูที่ความเหมาะสมมากกว่า

เปิดประวัติ “ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล” หญิงแกร่ง แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคกล้าธรรม

สำหรับศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หรือ อาจารย์แหม่ม เป็นนักวิชาการ เชี่ยวชาญด้านการเงินและบริหารความเสี่ยงระดับสูง ก่อนจะผันตัวเข้าสู่การเมือง และได้รับตำแหน่งสำคัญในหลายกระทรวง

ซึ่ง ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล หรือ อาจารย์แหม่ม เชี่ยวชาญวิชาการ เคยเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ก่อนจะถูกทาบทามมาช่วยงานรัฐบาลจนเข้าสู่การเมืองเต็มตัว ซึ่งก็สามารถที่จะปรับตัวทำงานการเมืองได้ดี จนเป็นที่ไว้วางใจของผู้ใหญ่ในแวดวงการเมือง ที่มักจะมอบตำแหน่งสำคัญให้รับผิดชอบ

ประวัติการศึกษา ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล จบปริญญาตรี ด้านสถิติศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ปริญญาโท วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยรัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกา, ปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต วิทยาลัยวอร์ตันแห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา, ปริญญาเอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต วิทยาลัยวอร์ตันแห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา

ในด้านการทำงาน อาจารย์แหม่ม ดำรงตำแหน่ง หัวหน้าพรรคกล้าธรรม, อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน, อดีตรองคณบดีฝ่ายวิชาการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน, อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เพื่อทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทย

เส้นทางการเมืองของ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล

ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ถือเป็นบุคคลที่น่าสนใจในแวดวงการเมืองไทย ด้วยประสบการณ์และความสามารถที่หลากหลาย ทำให้หลายคนจับตามองบทบาทของเธอในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคกล้าธรรม

การตัดสินใจลงสู่สนามการเมืองของเปิดประวัติ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ถือเป็นก้าวสำคัญที่น่าจับตามอง ด้วยความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการบริหารจัดการ ทำให้เธอมีมุมมองที่น่าสนใจในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศ

แน่นอนว่าการแข่งขันทางการเมืองย่อมมีความท้าทาย แต่ด้วยประสบการณ์และความมุ่งมั่น เชื่อว่า ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับประชาชน

มาร่วมติดตามบทบาทและผลงานของ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ในเส้นทางการเมืองไทยไปด้วยกัน!

ที่มา – เปิดประวัติ “ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล” หญิงแกร่ง แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคกล้าธรรม

ตรีนุช เทียนทอง: เปิดประวัติแคนดิเดตนายกฯ พปชร.

เจาะลึกประวัติ “ตรีนุช เทียนทอง” ผู้มีชื่อเสียงในวงการการเมืองไทย หลานสาวของ “เสนาะ เทียนทอง” ที่ถูกเสนอชื่อเป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เส้นทางการเมืองของเธอเป็นอย่างไร? ติดตามได้ในบทความนี้

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 พรรคพลังประชารัฐได้เปิดเผยรายชื่อผู้ที่จะถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึงในปี 2569 โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ประกาศกำหนดวันรับสมัครเลือกตั้งในวันที่ 27-28 ธันวาคม 2568 และกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคพลังประชารัฐยืนยันว่าจะส่งผู้สมัครครบทั้ง 3 คน ได้แก่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, น.ส.ตรีนุช เทียนทอง และนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล

ประวัติ “ตรีนุช เทียนทอง”

น.ส.ตรีนุช เทียนทอง หรือ “เหน่ง” เกิดเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2515 ปัจจุบัน (ปี 2568) อายุ 53 ปี ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ เธอเป็นบุตรีของนายพิเชษฐ์ และนางขวัญเรือน เทียนทอง และเป็นหลานสาวของนายเสนาะ เทียนทอง นอกจากนี้ เธอยังมีพี่น้อง ได้แก่ นายฐานิสร์ เทียนทอง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสระแก้ว, นายอนุรักษ์ เทียนทอง และนายบดี เทียนทอง ในด้านชีวิตส่วนตัว น.ส.ตรีนุช สมรสกับ ศ.คลินิก นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข อธิการวิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และอดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข

ในด้านการศึกษา น.ส.ตรีนุช จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) รุ่น 18 และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี 2 สาขา จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ในปี 2535 และสาขาการเงินการลงทุน จาก Western Illinois University ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี 2538 และปริญญาโทสาขาเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเดียวกันในปี 2540

เส้นทางการเมืองของ ตรีนุช เทียนทอง

น.ส.ตรีนุช ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) สระแก้ว เป็นครั้งแรกในปี 2544 และครั้งที่ 2 ในปี 2548 โดยสังกัดพรรคไทยรักไทย ต่อมาในการเลือกตั้งปี 2550 เธอได้รับเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 3 ภายใต้สังกัดพรรคประชาราช และในปี 2554 ได้รับเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 4 ในสังกัดพรรคเพื่อไทย จนกระทั่งในปี 2561 เธอได้ย้ายมาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ และในการเลือกตั้งปี 2562 น.ส.ตรีนุช ก็ได้รับเลือกตั้งอีกครั้งเป็นสมัยที่ 5

ในวันที่ 22 มีนาคม 2564 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ น.ส.ตรีนุช ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งถือเป็นสตรีคนแรกที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว และในปี 2566 เธอยังได้รับเลือกตั้งเป็น สส.สมัยที่ 6 และในเดือนกันยายน 2568 ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี คนที่ 32 และในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ได้รับตำแหน่งเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ จนกระทั่งล่าสุดในวันที่ 16 ธันวาคม 2568 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง ได้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของพรรคพลังประชารัฐ

การก้าวขึ้นมาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทและความสำคัญของผู้หญิงในเวทีการเมืองไทยที่เพิ่มมากขึ้น เส้นทางการเมืองของเธอจะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามดูกันต่อไปในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ที่มา – ประวัติ “ตรีนุช เทียนทอง” แคนดิเดตนายกฯ หญิงหนึ่งเดียวของพรรคพลังประชารัฐ

ครม. ยกเลิก MOU 2543-2544 ไม่ได้ เหตุผลผูกพันรัฐบาลหน้า

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมือง เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีความพยายามที่จะยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 และ 2544 แต่ทว่าล่าสุด มีรายงานว่าความพยายามดังกล่าวอาจจะไม่สำเร็จ เนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

“กฤษฎีกา” ดับฝัน ครม.เสนอยกเลิก “MOU 2543-2544” เหตุมีผลผูกพันรัฐบาลหน้า-ยังไม่มีคำยืนยันจากรัฐสภา ส่วนประชามติแก้ รัฐธรรมนูญรอ กกต.เคาะแนวทาง

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า รัฐบาลได้เห็นชอบกับการยื่นคำถามประชามติ เมื่อรัฐสภามีความเห็นถึงรัฐบาล ให้รัฐบาลตั้งคำถามประชามติตอบประชาชนว่า มีความต้องการให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ ซึ่งคำพูดนี้เป็นไปตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยออกมา เพื่อป้องกันความผิดพลาด ซึ่งรัฐบาลได้พิจารณาออกมาเป็น 2 แนวทาง คือ แนวทางแรก เสนอโดยความเห็นของ ครม. ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ได้แถลงนโยบายเอาไว้ มีเจตนารมณ์ชัดเจนของสภาผู้แทนราษฎร รัฐสภา และจะมีประเด็นที่เป็นข้อกฎหมายตามมาคือ กำหนดระยะเวลา รัฐบาลจึงเห็นว่า ช่องทางที่รัฐบาลเสนอจะเป็น 1 ช่องทางที่จะสามารถปลดล็อคเรื่องระยะเวลาได้

อีกหนึ่งช่องทางคือ เสนอโดยใช้ตามมาตรา 9(4) รัฐบาลเสนอด้วยความเห็นชอบของรัฐสภา ที่นำเสนอต่อ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งทั้ง 2 แนวทางนี้ สุดท้าย กกต. จะเป็นผู้พิจารณา โดยที่มีความเห็นไปจากรัฐบาลว่า อยากให้การลงผลประชามติเป็นในวันเดียวกันกับวันเลือกตั้งทั่วไป เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณ ทั้งนี้ ต้องรอความเห็นของ กกต.อีกครั้งหนึ่ง คาดว่า ถ้า กกต.ไม่ขัดข้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม น่าจะมีไทม์ไลน์ที่ประกาศเป็นราชกิจจานุเบกษาได้ภายในสิ้นปีนี้

ขณะเดียวกัน นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้นำเสนอแนวทางยกเลิก MOU 2543-2544 ในการทำประชามติ ซึ่งการศึกษาของคณะทำงานและคณะกรรมธิการเห็นว่า MOU 2543 ยังคงมีผลในการบังคับใช้อยู่ อาจจะใช้เป็นวิธีการปรับปรุง แต่ MOU 2544 ในทางปฏิบัติไม่มีผลบังคับใช้ จึงขอทำประชามติยกเลิก MOU 2544 แต่เนื่องจากกฤษฎีกามีความเห็นว่า มีผลผูกพันไปจนถึงรัฐบาลหน้า และไม่ได้มีประเด็นที่มีเจตจำนงหรือมีคำยืนยันจากรัฐสภา การทำประชามติยกเลิก MOU 2543-2544 นี้จึงไม่สามารถดำเนินการได้

ครม. ยกเลิก MOU 2543-2544 ไม่ได้ เหตุผลผูกพันรัฐบาลหน้า

ประเด็นสำคัญที่ทำให้ ครม. ไม่สามารถดำเนินการยกเลิก MOU ดังกล่าวได้ คือ ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ระบุว่า MOU เหล่านี้ยังมีผลผูกพันต่อเนื่องไปยังรัฐบาลชุดหน้า นอกจากนี้ ยังไม่มีความชัดเจนหรือการยืนยันจากรัฐสภาเกี่ยวกับเจตจำนงในการยกเลิก MOU ทำให้การดำเนินการเป็นไปได้ยาก

ทำไมการยกเลิก MOU 2543-2544 ถึงมีความสำคัญ?

การยกเลิก MOU 2543-2544 อาจส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการดำเนินนโยบายและการทำข้อตกลงระหว่างประเทศ การที่ ครม. พยายามผลักดันเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะปรับปรุงและแก้ไขข้อตกลงที่อาจจะไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดทางกฎหมายและความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ทำให้การดำเนินการดังกล่าวต้องชะลอออกไปก่อน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย และความสำคัญของการพิจารณาข้อกฎหมายอย่างรอบคอบก่อนการตัดสินใจในประเด็นสำคัญต่างๆ การพยายามยกเลิก MOU 2543-2544 ของ ครม. เป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศในหลายๆ ด้าน

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการทำประชามติเพื่อสอบถามความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญใหม่ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการทางการเมือง อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวจะต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ผลการประชามติสะท้อนถึงเจตจำนงที่แท้จริงของประชาชน

โดยสรุปแล้ว ประเด็นเรื่อง ครม. พยายามยกเลิก MOU 2543-2544 เป็นเรื่องที่น่าสนใจและควรติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเกี่ยวข้องกับอนาคตของประเทศและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การตัดสินใจในเรื่องนี้จะต้องเป็นไปอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติเป็นสำคัญ

การที่เรื่องนี้ยังไม่สามารถดำเนินการได้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการพิจารณากฎหมายและข้อผูกพันต่างๆ อย่างถี่ถ้วนก่อนที่จะดำเนินการใดๆ เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – ดับฝัน ครม.เสนอยกเลิก MOU 2543-2544 เหตุมีผลผูกพันรัฐบาลหน้า

จุลพันธ์เปิดตัว ชู“หวยเกษียณ-ล้างหนี้”

เพื่อไทยเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ “จุลพันธ์” ชูนโยบายเร่งด่วน “หวยเกษียณ-ล้างหนี้” ปลดล็อคเพื่อยกเครื่องประเทศไทยให้ประชาชนมีกิน มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 พรรคเพื่อไทยจัดกิจกรรม “ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้” เพื่อเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ โดยมีแกนนำพรรคเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ ในฐานะหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ขึ้นเปิดตัวในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนแรก พร้อมประกาศความพร้อมในการนำพรรคสู่ภารกิจใหญ่คือการ “ยกเครื่องประเทศไทย” เพื่อสร้างพรุ่งนี้ที่ดีกว่าให้แก่ประชาชน โดยเน้นย้ำนิยามของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย คือการมีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี

“จุลพันธ์” เปิดตัว ชู“หวยเกษียณ-ล้างหนี้”

หัวหน้าพรรคเพื่อไทยกล่าวอีกว่า สำหรับ 2 นโยบายเร่งด่วนที่จะดำเนินการทันที คือ หวยเกษียณที่ตั้งเป้าทำให้สำเร็จภายใน 3 เดือนแรกของการเป็นรัฐบาล เพื่อเปลี่ยนการเสี่ยงโชคให้เป็นหลักประกันความมั่นคงระยะยาว และการล้างหนี้ โดยครอบคลุมกลุ่มหนี้นอกระบบ กลุ่มหนี้เสีย (NPL) กลุ่มเกษตรกร ผู้สูงอายุวัยเกษียณ รวมถึงการดูแลกลุ่มลูกหนี้ดี

“จุลพันธ์” แคนดิเดตนายกฯ ชู “หวยเกษียณ-ล้างหนี้”

นายจุลพันธ์ทิ้งท้ายว่า ตัวเลขทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวไม่อาจสะท้อนความเหลื่อมล้ำและความลำบากของประชาชนได้ พรรคเพื่อไทยจึงขออาสาเข้ามาสร้างหลักประกันเงินออม ปลดหนี้ และสร้างรายได้ใหม่ เพราะเชื่อมั่นว่ามีเพียงพรรคเพื่อไทยเท่านั้นที่สามารถยกเครื่องประเทศไทยได้จริง

การเปิดตัวนายจุลพันธ์ พร้อมนโยบาย “หวยเกษียณ-ล้างหนี้” ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าพรรคเพื่อไทยมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนอย่างเร่งด่วน นโยบายเหล่านี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว การชู “หวยเกษียณ-ล้างหนี้” เป็นนโยบายหลัก แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในความท้าทายที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่

“จุลพันธ์” ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างสังคมที่มีความเป็นธรรมและเท่าเทียม โดยที่ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นโยบาย “หวยเกษียณ-ล้างหนี้” เป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนการที่ใหญ่กว่าในการยกเครื่องประเทศไทยให้มีความเจริญก้าวหน้าและยั่งยืน

การที่พรรคเพื่อไทยเลือก “จุลพันธ์” เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในศักยภาพและความสามารถของเขาในการนำพาประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น การประกาศนโยบายที่ชัดเจนและมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้พรรคเพื่อไทยได้รับความสนใจจากประชาชนและมีความหวังที่จะได้รับการสนับสนุนในการเลือกตั้งครั้งหน้า

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของนโยบายเหล่านี้ขึ้นอยู่กับการวางแผนและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ การดำเนินการตามนโยบาย “หวยเกษียณ-ล้างหนี้” จำเป็นต้องมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเงินทุนจะถูกใช้อย่างถูกต้องและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

นอกจากนี้ การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคมเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การยกเครื่องประเทศไทยเป็นไปอย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จ การเปิดรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากประชาชนจะช่วยให้พรรคเพื่อไทยสามารถปรับปรุงนโยบายและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น การจับตามองและวิเคราะห์นโยบายของพรรคเพื่อไทยอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลและเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้อย่างแท้จริง

ที่มา – “จุลพันธ์” เปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ พท. ชูนโยบายด่วน “หวยเกษียณ-ล้างหนี้” ยกเครื่องประเทศไทย

กล้าธรรมเปิดตัว “เฉลิมชัย” ชู “ธรรมนัส” นายกฯ

พรรคกล้าธรรมเตรียมเปิดตัวกลุ่ม “เฉลิมชัย” ในช่วงบ่ายวันนี้ พร้อมชู “ร.อ.ธรรมนัส” เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับหนึ่ง สร้างความฮือฮาในวงการการเมือง

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.) ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมนำอดีต สส. และสมาชิกในกลุ่มของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคกล้าธรรมในวันนี้ โดยกล่าวว่า “ยอมรับว่ากลุ่มนายเฉลิมชัยจะมาสมัครวันนี้ ส่วนจะมากี่คนนั้นขอให้รอดูเที่ยงวันนี้ ซึ่งเราเชิญทุกพรรค โดยวันนี้จะเป็นการเปิดแค่กลุ่มของนายเฉลิมชัยก่อน”

การได้กลุ่มของนายเฉลิมชัยมาร่วมงาน จะส่งผลให้พรรคกล้าธรรมมีความแข็งแกร่งมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคใต้ นางนฤมลกล่าวว่า “แน่นอน รวมถึงภาคอื่นด้วย ซึ่งตอนนี้จะมีสมาชิกใหม่เข้ามาเรื่อยๆ และจะมีการทยอยเปิดตัวไป และเมื่อ กกต. เปิดรับสมัครแล้วก็คงจะมีความชัดเจนขึ้น” การขยายฐานเสียงครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของพรรคกล้าธรรมในการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า

พรรคกล้าธรรมเปิดตัว “เฉลิมชัย” ชู “ธรรมนัส” นายกฯ

เมื่อถามถึงเป้าหมายจำนวน สส. ที่คาดว่าจะได้รับเพิ่มขึ้นหลังจากการมีสมาชิกใหม่เข้ามา นางนฤมลตอบว่า “น่าจะอยู่ในลักษณะเดิม ตัวเลขใกล้เคียงกับครั้งที่แล้ว” แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในฐานเสียงเดิมของพรรค และความคาดหวังที่จะรักษาจำนวนที่นั่ง สส. ไว้ได้

ในส่วนของการเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคกล้าธรรม นางนฤมลกล่าวว่า “ยังไม่ได้คุยกัน ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับ 1 แน่นอน” การเสนอชื่อ ร.อ.ธรรมนัส เป็นแคนดิเดตนายกฯ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพและความสามารถของ ร.อ.ธรรมนัส ที่จะนำพาพรรคกล้าธรรมไปสู่ความสำเร็จ

ร.อ.ธรรมนัส แคนดิเดตนายกฯ เบอร์หนึ่ง พรรคกล้าธรรม

นางนฤมลยังกล่าวถึงความเป็นไปได้ที่ตนเองจะได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีด้วยว่า “ยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน” และเมื่อถามถึงความเป็นไปได้ในการส่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีครบทั้ง 3 คน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางการเมือง นางนฤมลตอบว่า “คงไม่ได้ซีเรียสขนาดนั้น ดูที่ความเหมาะสมมากกว่า” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในการตัดสินใจ และการพิจารณาถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่เหมาะสม

การเปิดตัวกลุ่ม “เฉลิมชัย” เข้าพรรคกล้าธรรม และการเสนอชื่อ “ร.อ.ธรรมนัส” เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญของพรรคกล้าธรรมในการสร้างความน่าสนใจ และดึงดูดคะแนนเสียงจากประชาชน โดยเฉพาะในภาคใต้ ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน

การตัดสินใจครั้งนี้ของพรรคกล้าธรรม จะส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองอย่างไร และจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศได้มากน้อยแค่ไหน คงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ การแข่งขันทางการเมืองกำลังเข้มข้นขึ้น และประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจในที่สุด

พรรคกล้าธรรมเปิดตัว “เฉลิมชัย” และชู “ธรรมนัส” เป็นแคนดิเดตนายกฯ เป็นเรื่องที่น่าจับตามองว่าจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้มากน้อยแค่ไหน การตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะเป็นตัวกำหนดอนาคตของพรรคและประเทศชาติ

ความเคลื่อนไหวของพรรคกล้าธรรมในการเปิดตัวกลุ่ม “เฉลิมชัย” และเสนอชื่อ “ร.อ.ธรรมนัส” เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคในการขยายฐานเสียงและเพิ่มโอกาสในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของพรรคยังคงขึ้นอยู่กับการสนับสนุนจากประชาชนและการตอบรับนโยบายของพรรค

ที่มา – พรรคกล้าธรรม จ่อเปิดตัวกลุ่ม “เฉลิมชัย” บ่ายนี้ ชู “ร.อ.ธรรมนัส” แคนดิเดตนายกฯ

บ้านใหญ่มาตามนัด! สุชาติ-วราวุธ ซบ ภท. สู้ศึกเลือกตั้ง 69

“ภูมิใจไทย” คึกคัก บ้านใหญ่มาตามนัด กลุ่ม “สุชาติ-วราวุธ-เอกนัฏ” มาครบ สมัครสมาชิกพรรค จับตา อดีต สส. เพื่อไทย-ปชป. จ่อร่วมทัพสู้ศึกเลือกตั้ง 2569

วันที่ 15 ธันวาคม 2568 บรรยากาศที่พรรคภูมิใจไทยในช่วงเช้าวันนี้ เป็นไปอย่างคึกคัก ถือเป็นวันแรกที่พรรคภูมิใจไทย เปิดรับสมัครสมาชิกพรรคที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เพื่อให้ทันกรอบระยะเวลา 30 วันที่ผู้สมัครต้องสังกัดพรรคการเมืองก่อนการเลือกตั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมา อดีต สส. และกลุ่มการเมืองต่างทยอยเดินทางเข้าสมัครสมาชิกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มใหญ่ที่น่าจับตา เช่น “กลุ่ม 16” นำโดย นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งนายสุชาติ ยืนยันว่า อดีต สส.ในกลุ่มจะเดินทางมาสมัครครบทั้ง 16 คนในวันนี้

ขณะเดียวกัน นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ได้นำ สส. ในสังกัดเข้าร่วมสมัครกับพรรคภูมิใจไทย เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งในปี 2569 เช่นกัน

ด้านนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ อดีตเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ ก็ได้เดินทางเข้ามาที่พรรคภูมิใจไทย โดยเอกนัฏจะเข้ามารับผิดชอบพื้นที่เขตเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร ร่วมกับ นางสาวศุภมาส อิสรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ส่วนไฮไลต์อยู่ที่ช่วงเที่ยงวันนี้ เวลา 12:30 น. นายวราวุธ ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา จะสลัดเสื้อสีชมพู มาสวมเสื้อสีน้ำเงินของพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วย สส. อีก 12 คน เข้าสังกัดพรรคอย่างเป็นทางการ

ส่วนในช่วงบ่ายวันนี้ พรรคภูมิใจไทยจะมีการประชุมพรรค ซึ่งถือเป็นการคิกออฟ สู่สนามการเลือกตั้งอย่างเต็มตัว โดยมีวาระสำคัญคือการเตรียมความพร้อมและคัดเลือกผู้สมัครที่จะลงรับเลือกตั้ง ซึ่งพรรคตั้งเป้าหมายจะต้องส่งผู้สมัครให้ครบ 500 คน แบ่งเป็น สส.เขต 400 คน และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ 100 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ยังมีอดีต สส.กรุงเทพมหานคร จากพรรคประชาชน ที่พรรคเดิมไม่ได้ส่งลงสมัครต่อ มาติดต่อขอเข้าสังกัดพรรคภูมิใจไทยด้วย

นอกจากนี้ นางสาวสุดารัตน์ พิทักษ์พรพันลภ อดีต สส.อุบลราชธานี และนางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร อดีต สส. ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย จะเดินทางมาแสดงเจตจำนงเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคภูมิใจไทยแล้ว ยังมีอดีต สส.พรรคเพื่อไทยอีกหลายคน จ่อตามมาสังกัดพรรคภูมิใจไทยด้วย

บ้านใหญ่มาตามนัด กลุ่ม “สุชาติ-วราวุธ-เอกนัฏ” เข้าสมัครสมาชิกพรรคภูมิใจไทย สู้ศึกเลือกตั้ง 69

การย้ายพรรคครั้งใหญ่ของกลุ่ม “สุชาติ-วราวุธ-เอกนัฏ” ในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าพรรคภูมิใจไทยกำลังเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า และเป็นการส่งสัญญาณไปยังพรรคการเมืองอื่นๆ ว่าการแข่งขันในสนามเลือกตั้งครั้งนี้จะดุเดือดอย่างแน่นอน การที่พรรคภูมิใจไทยสามารถดึงดูดนักการเมืองมากประสบการณ์และมีฐานเสียงที่แข็งแกร่งเช่นกลุ่มนี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความน่าสนใจของพรรคในการเป็นทางเลือกทางการเมือง

ทำไมการย้ายพรรคของกลุ่มนี้ถึงสำคัญต่อการเลือกตั้ง 69

การที่กลุ่มของนายสุชาติ ชมกลิ่น, นายวราวุธ ศิลปอาชา, และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ตัดสินใจเข้าร่วมกับพรรคภูมิใจไทยเพื่อสู้ศึกเลือกตั้ง 69 นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองไทย ด้วยเหตุผลหลายประการ:

  • เสริมสร้างความแข็งแกร่งของพรรคภูมิใจไทย: การได้นักการเมืองมากประสบการณ์และมีฐานเสียงที่มั่นคงเข้ามา จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของพรรคในการเลือกตั้ง
  • เปลี่ยนแปลงขั้วการเมือง: การย้ายพรรคของกลุ่มนี้อาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในขั้วทางการเมือง และอาจนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลผสมในรูปแบบใหม่
  • สร้างความได้เปรียบในการเลือกตั้ง: กลุ่มของนายสุชาติ, นายวราวุธ, และนายเอกนัฏ ต่างก็มีฐานเสียงที่แข็งแกร่งในพื้นที่ของตนเอง การเข้าร่วมกับพรรคภูมิใจไทยจะช่วยเพิ่มโอกาสในการได้รับเลือกตั้ง

บ้านใหญ่มาตามนัด การย้ายเข้าพรรคภูมิใจไทยของกลุ่มใหญ่ จะส่งผลต่อการแข่งขันในการเลือกตั้ง 69 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งต่อไป

จับตาดูให้ดี! การเลือกตั้งครั้งหน้าสนุกแน่นอน มาร่วมกันติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และอย่าลืมออกไปใช้สิทธิ์ใช้เสียงของท่านเพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศไทย

ที่มา – บ้านใหญ่มาตามนัด กลุ่ม “สุชาติ-วราวุธ-เอกนัฏ” เข้าสมัครสมาชิกพรรคภูมิใจไทย สู้ศึกเลือกตั้ง 69

ศรีสุวรรณร้อง กกต. สอบ “ธนาธร-ปิยบุตร” ครอบงำพรรคส้ม

“ศรีสุวรรณ” ยื่นร้อง กกต. สอบ “ธนาธร-ปิยบุตร-พิธา-ชัยธวัช” ชี้อยู่เบื้องหลังคอยครอบงำพรรคส้ม หลังร่วมกิจกรรม “ปิกนิก พรรคประชาชน”

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 นายศรีสุวรรณ จรรยา ได้เดินทางไปยื่นคำร้องต่อ กกต. เพื่อให้ตรวจสอบกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, นายปิยบุตร แสงกนกกุล, นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และนายชัยธวัช ตุลาธน ได้เข้าร่วมกิจกรรม “ปิกนิก พรรคประชาชนพบประชาชน ขอโทษจากใจ ขอไปต่อด้วยกัน” โดยนายศรีสุวรรณเห็นว่าการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายเป็นการควบคุม ครอบงำพรรคส้ม หรือชี้นำพรรคประชาชน

นายศรีสุวรรณให้เหตุผลว่า บุคคลทั้ง 4 เคยถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และถูกห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือมีส่วนร่วมในการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล ตามลำดับ ดังนั้น การที่บุคคลเหล่านี้กลับมามีบทบาทในพรรคประชาชนจึงอาจขัดต่อข้อบังคับพรรคประชาชน พ.ศ. 2567 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560

ศรีสุวรรณ จรรยา ร้อง กกต. สอบแก๊ง “ธนาธร-ปิยบุตร” ครอบงำพรรคส้ม หลังร่วม “ปิกนิก พรรคประชาชน”

นายศรีสุวรรณกล่าวเพิ่มเติมว่า การที่บุคคลทั้ง 4 กลับมาร่วมกิจกรรมและแสดงความคิดเห็นในเวทีของพรรคประชาชน แสดงให้เห็นว่าบุคคลเหล่านี้ยังคงให้การสนับสนุนและช่วยเหลือพรรคประชาชนอยู่เบื้องหลังอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 และการสนับสนุนให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นการควบคุม ครอบงำพรรคส้ม หรือชี้นำกิจกรรมของพรรคประชาชน ทั้งทางตรงและทางอ้อม

การกระทำดังกล่าวอาจขัดต่อมาตรา 29 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 ซึ่งกำหนดข้อห้ามไว้ และมีบทลงโทษตามมาตรา 108 คือ จำคุกตั้งแต่ 5 ปีถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 1 แสนบาทถึง 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ พรรคประชาชนเองก็อาจมีความผิดฐานปล่อยให้บุคคลซึ่งมิใช่สมาชิกพรรคเข้ามาควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมของพรรค ซึ่งอาจนำไปสู่การยุบพรรคได้ตามมาตรา 92(3)

หาก กกต. ไม่รับพิจารณา?

นายศรีสุวรรณกล่าวว่า หาก กกต. ไม่รับพิจารณาคำร้อง โดยให้เหตุผลว่าหลักฐานไม่เพียงพอ ตนก็อาจจะนำเรื่องนี้ไปฟ้องร้อง กกต. และนายทะเบียนพรรคการเมืองต่อ ป.ป.ช. ฐานทุจริตต่อหน้าที่และฝ่าฝืนจริยธรรมต่อไป

ประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะเกี่ยวข้องกับกฎหมายพรรคการเมือง และอาจส่งผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองของพรรคประชาชน รวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – “ศรีสุวรรณ จรรยา” ร้อง กกต. สอบแก๊ง “ธนาธร-ปิยบุตร” ครอบงำพรรคส้ม หลังร่วม “ปิกนิก พรรคประชาชน”

ดุสิตโพล: การเมืองไทยแย่ลง จริงหรือ?

สถานการณ์การเมืองไทยแย่ลงในสายตาประชาชน จริงหรือไม่? ดุสิตโพลเผยผลสำรวจล่าสุดที่น่าสนใจเกี่ยวกับมุมมองของประชาชนต่อสถานการณ์การเมืองไทยในปี 2568 โดยเน้นไปที่ประเด็นสำคัญอย่างการจัดการภัยพิบัติ และความเชื่อมั่นต่อพรรคการเมืองต่างๆ

ดุสิตโพล เผยประชาชนมองการเมืองไทยแย่ลง จัดการภัยพิบัติ แผ่นดินไหว – น้ำท่วม ไม่เป็นระบบ

ผลสำรวจจาก “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต พบว่าประชาชนส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่าภาพรวมการเมืองไทยแย่ลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความกังวลเกี่ยวกับการจัดการภัยพิบัติที่ไม่เป็นระบบ เช่น ปัญหาน้ำท่วมและแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ประชาชนมองอย่างไรต่อพรรคการเมือง?

นอกจากประเด็นเรื่องภัยพิบัติแล้ว ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังคงมองว่าพรรคการเมืองต่างๆ ยังเน้นการทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวลและควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ในการสำรวจความคิดเห็นประชาชนจำนวน 1,194 คน ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 9-12 ธันวาคม 2568 พบประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • ร้อยละ 55.53 มองว่าภาพรวมการเมืองไทยแย่ลง
  • ร้อยละ 67.59 กังวลเรื่องการจัดการภัยพิบัติที่ไม่เป็นระบบ
  • ร้อยละ 59.05 มองว่าพรรคการเมืองเน้นประโยชน์ส่วนตน

สิ่งที่น่าสนใจคือ ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชน โดยสำหรับพรรคฝ่ายรัฐบาลคือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพได้จริง (ร้อยละ 56.28) ในขณะที่พรรคฝ่ายค้านคือ การตรวจสอบรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา (ร้อยละ 64.07)

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ได้ให้ความเห็นว่า ผลโพลนี้สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนมองการเมืองไทยแย่ลง และปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความกังวลคือปัญหาการจัดการภัยพิบัติและปัญหาเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ประชาชนยังมองว่าพรรคการเมืองยังคงให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าผลประโยชน์ของประชาชน

ผศ.สรศักดิ์ มั่นศิลป์ รองคณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้วิเคราะห์ว่า ความรู้สึกเบื่อหน่ายต่อการเมืองไทยอาจมีสาเหตุมาจากปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นหลายพื้นที่ รวมถึงความไม่พอใจต่อการที่พรรคการเมืองเน้นผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม

ผลสำรวจนี้เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญสำหรับนักการเมืองและพรรคการเมืองต่างๆ ที่จะต้องหันกลับมาให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาภัยพิบัติ หรือปัญหาอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน

การเมืองที่เน้นการแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง จะนำไปสู่ความเชื่อมั่นและความศรัทธาจากประชาชน ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

ที่มา – ดุสิตโพล เผนประชาชนมองการเมืองไทยแย่ลง จัดการภัยพิบัติ แผ่นดินไหว – น้ำท่วม ไม่เป็นระบบ

รทสช. พร้อมส่ง สส. ทั่วประเทศ ซัดปมยุบสภา

พรรครวมไทยสร้างชาติ ออกแถลงการณ์ ชี้ การยุบสภาครั้งนี้เกิดจากผลประโยชน์การเมือง ไม่คิดถึงวิกฤติประเทศในปัจจุบัน ลั่น พร้อมส่งผู้สมัคร สส. ครบทั้งประเทศ ตั้งใจแก้ไขปัญหาให้ประชาชน

วันที่ 12 ธันวาคม 2568 พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ออกแถลงการณ์ถึงการยุบสภาผู้แทนราษฎรของนายกรัฐมนตรี ว่า การประกาศยุบสภาฯ ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญกับปัญหาหนักรอบด้าน ทั้งความตึงเครียดจากสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ วิกฤติน้ำท่วมที่ทำให้พี่น้องประชาชนจำนวนมากยังคงประสบความทุกข์ยากอย่างหนัก วิกฤติเศรษฐกิจฐานรากที่กำลังพังทลาย และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่กดทับความเชื่อมั่นของประชาชนทั้งประเทศ ผลกระทบจากการตัดสินใจครั้งนี้ยิ่งซ้ำเติมความไม่แน่นอนทางการเมือง และสะท้อนอย่างชัดเจนว่าพรรคการเมืองให้ความสำคัญกับประโยชน์ทางการเมืองของตนเองมากกว่าการทุ่มเทกำลังเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่กำลังรอความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

พรรครวมไทยสร้างชาติ เห็นว่าการยุบสภาฯ ครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความจำเป็นของบ้านเมือง แต่เกิดจากผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเองล้วนๆ โดยที่ฝ่ายหนึ่งมุ่งเป้าหมายที่จะแก้รัฐธรรมนูญเท่านั้น ไม่คำนึงถึงวิกฤติประเทศในปัจจุบัน ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งต้องการแค่หลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ทั้งที่มีหน้าที่แก้ไขวิกฤติโดยตรง ข้อตกลงของสองฝ่ายทำให้การแก้ไขปัญหาวิกฤติประเทศสะดุดลง วิกฤติประเทศในขณะนี้จำเป็นต้องใช้ความจริงจังและเด็ดขาดในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ พรรครวมไทยสร้างชาติไม่ได้เข้ามาเล่นการเมืองเพื่อแสวงหาอำนาจหรือผลประโยชน์ เราตั้งใจเข้ามาทำงานแก้ไขปัญหาเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์ เราพร้อมลงมืออย่างเด็ดขาดเพื่อนำประเทศออกจากวงจรความไม่แน่นอนและความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานาน เราพร้อมที่จะนำพาประเทศก้าวผ่านวิกฤติครั้งนี้และมีความพร้อมในการส่งผู้สมัครครบ 77 จังหวัด ทั่วประเทศ

รทสช. พร้อมส่งผู้สมัคร สส. ทั่วประเทศ ซัดปมยุบสภา

จากแถลงการณ์ของพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ทำให้เห็นถึงความพร้อมในการเข้าสู่สนามเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ พรรคฯ เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาของประชาชนเป็นสำคัญ โดยมองว่าการยุบสภา ที่เกิดขึ้นนั้น มาจากผลประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าความต้องการที่จะแก้ไขวิกฤตของประเทศอย่างแท้จริง

ทำไม รทสช. จึงมองว่าการยุบสภาฯ มาจากผลประโยชน์ทางการเมือง?

พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) มองว่า การตัดสินใจยุบสภา ในครั้งนี้ ขาดความคำนึงถึงปัญหาที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ สถานการณ์ชายแดน หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ การที่นักการเมืองมุ่งเน้นแต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ แทนที่จะร่วมมือกันแก้ไขปัญหา ทำให้พรรคฯ มองว่าเป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ รทสช. ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การยุบสภาในครั้งนี้

นอกจากนี้ รทสช. ยังแสดงความพร้อมอย่างเต็มที่ในการส่งผู้สมัคร สส. ครบทุกจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนว่าพรรคฯ พร้อมที่จะเข้ามาทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง โดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาความเหลื่อมล้ำ หรือปัญหาอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน

สิ่งที่น่าสนใจคือ รทสช. เน้นย้ำถึงความตั้งใจที่จะเข้ามาทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง โดยไม่ได้มุ่งหวังอำนาจหรือผลประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งเป็นการประกาศจุดยืนที่แตกต่างจากนักการเมืองหลายคนที่มุ่งเน้นแต่ผลประโยชน์ของตนเอง การที่ รทสช. ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาของประชาชนเป็นอันดับแรก ถือเป็นสิ่งที่น่าสนใจและน่าจับตามองอย่างยิ่ง

การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้ตัดสินใจว่าจะเลือกใครเข้ามาเป็นผู้แทนของตนเอง การที่พรรคการเมืองต่างๆ เสนอนโยบายและแสดงความพร้อมในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรพิจารณาให้รอบคอบว่าพรรคการเมืองใดที่สามารถไว้วางใจได้ และพรรคการเมืองใดที่มีความตั้งใจจริงที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนี้ อย่าปล่อยให้การตัดสินใจของท่านถูกชี้นำโดยข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง หรือโดยอคติส่วนตัว จงใช้สิทธิของท่านอย่างมีสติ และเลือกผู้แทนที่ท่านเชื่อว่าจะสามารถทำงานเพื่อท่านและประเทศชาติได้อย่างแท้จริง

ที่มา – รทสช. พร้อมส่งผู้สมัคร สส. ทั่วประเทศ ซัดปมยุบสภา เกิดจากผลประโยชน์การเมือง

Scroll to top