ข่าวการเมืองล่าสุด

“อนุทิน” ลงพื้นที่เหตุกราดยิงรร.เทพศิรินทร์ สั่งดำเนินคดีผู้ปกครอง

จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้น ณ โรงเรียนเทพศิรินทร์ จังหวัดนนทบุรี ทำให้สังคมต้องกลับมาทบทวนมาตรการความปลอดภัยในสถานศึกษาอย่างเร่งด่วน โดยล่าสุด “อนุทิน” ลงพื้นที่เหตุกราดยิงรร.เทพศิรินทร์ สั่งดำเนินคดีผู้ปกครอง ที่ปล่อยปละละเลยจนเกิดเหตุสลด เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับสังคมไทย

“อนุทิน” ลงพื้นที่เหตุกราดยิงรร.เทพศิรินทร์ สั่งดำเนินคดีผู้ปกครอง พร้อมเดินหน้าแก้กฎหมายปืน

เหตุการณ์ความรุนแรงในครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความหวาดกลัวให้กับนักเรียนและผู้ปกครอง แต่ยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องเร่งจัดการ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่ด้วยตนเองเพื่อประเมินสถานการณ์ พร้อมสั่งการให้ทีมเยียวยาสุขภาพจิตจากกระทรวงสาธารณสุขเข้าดูแลสภาพจิตใจของเด็กๆ และครอบครัวอย่างใกล้ชิด เพราะเหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อจิตใจเด็กนักเรียนเป็นอย่างมาก

บทลงโทษผู้ปกครองและการควบคุมอาวุธปืน

นายกฯ ได้เน้นย้ำประเด็นสำคัญว่า ในเมื่อเด็กไม่สามารถซื้อปืนได้ด้วยตนเอง อาวุธเหล่านั้นย่อมต้องมาจากผู้ใหญ่ในครอบครัว ดังนั้น “อนุทิน” ลงพื้นที่เหตุกราดยิงรร.เทพศิรินทร์ สั่งดำเนินคดีผู้ปกครอง อย่างเด็ดขาดเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง โดยมีมาตรการหลักที่เตรียมขับเคลื่อนดังนี้:

  • เร่งร่างกฎหมายควบคุมอาวุธปืนฉบับใหม่ที่เข้มงวดกว่าเดิม
  • จำกัดสิทธิ์การพกพาอาวุธปืนให้เหลือเพียงเจ้าหน้าที่รัฐขณะปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น
  • เพิ่มมาตรการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายกับปืนเถื่อนอย่างจริงจัง
  • ดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ปกครองที่ปล่อยให้บุตรหลานเข้าถึงอาวุธร้ายแรง

ความพยายามในการแก้กฎหมายครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าการครอบครองปืนในประเทศไทย โดยนายกฯ ยืนยันว่าจะไม่ยอมผ่อนปรนเรื่องการพกพาอาวุธปืนโดยเด็ดขาด เพราะความปลอดภัยของประชาชนและเยาวชนต้องมาก่อนเสมอ

ในมุมมองของเรา นี่คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญของสังคมไทย การที่ภาครัฐออกมาแสดงจุดยืนที่เข้มงวดถือเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการร่วมมือกันของคนในสังคมที่จะต้องสอดส่องดูแลและปลูกฝังจิตสำนึก เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเช่นนี้ซ้ำรอยเดิมอีก หวังว่ามาตรการเหล่านี้จะถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อคืนความปลอดภัยให้กับสถานศึกษาและบ้านเมืองของเรา

ที่มา – “อนุทิน” ลงพื้นที่เหตุกราดยิงรร.เทพศิรินทร์ สั่งดำเนินคดีผู้ปกครอง

“วรศิษฎ์” ประกาศ 5 หมื่นชื่อ สอบท้องถิ่นผ่านวันนี้ คาดบรรจุแทน 5,925 คน

“วรศิษฎ์” ประกาศ 5 หมื่นชื่อ สอบท้องถิ่นผ่านวันนี้ คาดบรรจุแทน 5,925 คน

วันนี้มีข่าวดีสำหรับผู้ที่รอคอยการประกาศผลสอบ โดยนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับความคืบหน้าการประกาศรายชื่อผู้สอบผ่านภาคความรู้ความสามารถทั่วไปและภาคความรู้ความสามารถเฉพาะตำแหน่ง สำหรับการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น โดยระบุว่า “วรศิษฎ์” ประกาศ 5 หมื่นชื่อ สอบท้องถิ่นผ่านวันนี้ คาดบรรจุแทน 5,925 คน เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมต่อผู้สมัครทุกภาคส่วน

การดำเนินการในครั้งนี้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการกลาง (ก.กลาง) ซึ่งได้มีการพิจารณาเพิกถอนรายชื่อผู้สอบผ่านเดิมจำนวน 5,925 รายที่พบปัญหา โดยนายวรศิษฎ์ย้ำว่าการประกาศบัญชีใหม่จำนวน 50,000 รายชื่อในวันนี้ จะช่วยให้ขั้นตอนการบรรจุทดแทนมีความชัดเจนขึ้น โดยกระบวนการหลังจากนี้จะถูกส่งไปยัง ก.จังหวัด เพื่อพิจารณาตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ ซึ่งคาดการณ์ว่าทุกอย่างจะเข้าสู่กระบวนการบรรจุจริงในช่วงเดือนตุลาคมนี้

กระบวนการตรวจสอบและแผนการบรรจุทดแทน

สำหรับประเด็นที่หลายคนกังวลเกี่ยวกับผู้ได้รับผลกระทบจากการเพิกถอนบัญชีเดิม นายวรศิษฎ์ระบุว่า กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้เตรียมทีมกฎหมายไว้พร้อมดูแลทุกขั้นตอน โดยเน้นการยึดถือพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เป็นสำคัญ พร้อมทั้งชี้แจงว่าเป้าหมายหลักคือการทำงานที่ตรวจสอบได้ และการที่ “วรศิษฎ์” ประกาศ 5 หมื่นชื่อ สอบท้องถิ่นผ่านวันนี้ คาดบรรจุแทน 5,925 คน นั้น คือเครื่องพิสูจน์ถึงความตั้งใจในการกู้คืนความเชื่อมั่นให้กับระบบการสอบท้องถิ่นไทย

นอกจากนี้ ยังมีการชี้แจงประเด็นดราม่าทางการเมืองที่ถูกตั้งคำถามจากฝั่งกรรมาธิการฯ เรื่องการยกเลิกจ้างมหาวิทยาลัยบูรพา โดยนายวรศิษฎ์ได้ตอบโต้ว่า การดำเนินการทั้งหมดมีไทม์ไลน์ที่ชัดเจนและมีที่มาที่ไป หากไม่มีเจตนาสุจริตจริง คงไม่มีการลงนาม MOU ร่วมกับ 5 หน่วยงานหลัก รวมถึง ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. เพื่อเฝ้าระวังการทุจริตอย่างใกล้ชิด

  • ขั้นตอนการประกาศผลเป็นไปตามมติ ก.กลาง
  • การเพิกถอนผู้มีปัญหาจะดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 31 สิงหาคม
  • กระบวนการบรรจุทดแทนคาดว่าจะเริ่มได้ในเดือนตุลาคม
  • ทางกระทรวงมหาดไทยพร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมาธิการฯ

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสาร นี่ถือเป็นก้าวสำคัญของกระทรวงมหาดไทยในการแสดงความรับผิดชอบและยกระดับมาตรฐานการสอบให้โปร่งใสยิ่งขึ้น การที่ “วรศิษฎ์” ประกาศ 5 หมื่นชื่อ สอบท้องถิ่นผ่านวันนี้ คาดบรรจุแทน 5,925 คน คือสิ่งที่สะท้อนถึงการแก้ปัญหาอย่างตรงไปตรงมา หวังว่าการดำเนินการต่อจากนี้จะเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นธรรมกับผู้สอบทุกท่านที่ตั้งใจจริงครับ

ที่มา – “วรศิษฎ์” ประกาศ 5 หมื่นชื่อ สอบท้องถิ่นผ่านวันนี้ คาดบรรจุแทน 5,925 คน

“อ.เชน” แสดงความเสียใจ ต่อครอบครัวผู้สูญเสีย เหตุกราดยิง

จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นบริเวณโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ล่าสุด “อ.เชน” แสดงความเสียใจ ต่อครอบครัวผู้สูญเสีย เหตุกราดยิงในโรงเรียน กำชับดูแลความปลอดภัยขั้นสูงสุด โดยนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะผู้กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ได้ออกมาแสดงจุดยืนในการจัดการวิกฤตครั้งนี้อย่างเร่งด่วน

“อ.เชน” แสดงความเสียใจ ต่อครอบครัวผู้สูญเสีย เหตุกราดยิงในโรงเรียน กำชับดูแลความปลอดภัยขั้นสูงสุด

เหตุการณ์ความรุนแรงในสถานศึกษาเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ในฐานะที่กำกับดูแลหน่วยงานด้านการศึกษาโดยตรง นายยศชนันกล่าวด้วยความโศกเศร้าว่า “ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสียและผู้ได้รับบาดเจ็บ รวมถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ครับ”

มาตรการเร่งด่วนและแนวทางปฏิบัติหลังเหตุการณ์

หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว “อ.เชน” แสดงความเสียใจ ต่อครอบครัวผู้สูญเสีย เหตุกราดยิงในโรงเรียน กำชับดูแลความปลอดภัยขั้นสูงสุด และได้วางแนวทางปฏิบัติเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายอย่างรวดเร็ว ดังนี้:

  • เร่งกำชับเจ้าหน้าที่ให้ดูแลความปลอดภัยในโรงเรียนและพื้นที่ใกล้เคียงอย่างเข้มงวดที่สุด
  • อำนวยความสะดวกให้แก่นักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาทุกคน
  • ขอความร่วมมือประชาชนหลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางสัญจรในพื้นที่ใกล้เคียงโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่เข้าปฏิบัติงานได้เต็มที่
  • ขอความกรุณางดแชร์ภาพหรือคลิปเหตุการณ์ เพื่อเคารพสิทธิส่วนบุคคลและรักษาสภาพจิตใจของครอบครัวผู้สูญเสีย

ในยุคสมัยที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว การแสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจและการให้เกียรติผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่เราทุกคนในสังคมควรทำร่วมกัน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่ามาตรการรักษาความปลอดภัยในสถานศึกษาจะได้รับการยกระดับให้เข้มแข็ง เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำรอยเดิมอีก

ที่มา – “อ.เชน” แสดงความเสียใจ ต่อครอบครัวผู้สูญเสีย เหตุกราดยิงในโรงเรียน กำชับดูแลความปลอดภัยขั้นสูงสุด

“อัครนันท์” เสียใจเหตุกราดยิงรร.เทพศิรินทร์ สั่ง ศธ. เร่งประสานช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ

“อัครนันท์” เสียใจเหตุกราดยิงรร.เทพศิรินทร์ สั่ง ศธ. เร่งประสานช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมไทยเป็นอย่างมาก สำหรับเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นภายในสถานศึกษา โดยล่าสุด “อัครนันท์” เสียใจเหตุกราดยิงรร.เทพศิรินทร์ สั่ง ศธ. เร่งประสานช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ อย่างเร่งด่วนที่สุด หลังจากทราบข่าวเหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี

นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ออกมาแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งผ่านช่องทางส่วนตัว โดยระบุว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นความสูญเสียที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ควรจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่สุดอย่างโรงเรียน

มาตรการเร่งด่วนเมื่อ “อัครนันท์” เสียใจเหตุกราดยิงรร.เทพศิรินทร์ สั่ง ศธ. เร่งประสานช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ

แม้ว่าในขณะนี้ทางท่านรัฐมนตรีจะติดภารกิจสำคัญในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการเข้าร่วมงานชุมนุมลูกเสือระหว่างประเทศ ณ ประเทศอังกฤษ แต่ท่านไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยได้สั่งการผ่านศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ กระทรวงศึกษาธิการ ทันที ดังนี้:

  • สั่งการให้ปลัดกระทรวงศึกษาธิการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง
  • ประสานงานกับเลขาธิการ กพฐ. เพื่อดูแลนักเรียนและบุคลากรในโรงเรียนอย่างใกล้ชิด
  • เร่งเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตและให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บทุกรายทันที

ความเคลื่อนไหวของรัฐมนตรีช่วยฯ ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า “อัครนันท์” เสียใจเหตุกราดยิงรร.เทพศิรินทร์ สั่ง ศธ. เร่งประสานช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ได้รับผลกระทบจะได้รับการดูแลอย่างเต็มที่จากหน่วยงานรัฐ และขอเป็นกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทุกคนที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ในการควบคุมสถานการณ์ด้วยความยากลำบากในขณะนี้

เหตุการณ์ความรุนแรงในโรงเรียนเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและต้องการมาตรการป้องกันที่เข้มงวดมากขึ้นในอนาคต การดูแลความปลอดภัยในสถานศึกษาไม่ควรเป็นหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นภารกิจที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าสลดใจเช่นนี้ขึ้นอีก เราขอส่งกำลังใจให้ครอบครัวผู้ที่ได้รับผลกระทบทุกคนผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้โดยเร็วครับ

ที่มา – “อัครนันท์” เสียใจเหตุกราดยิงรร.เทพศิรินทร์ สั่ง ศธ. เร่งประสานช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ

ศิลปาชีพประทีปไทย OTOP 8–16 ส.ค.นี้ ที่อิมแพ็ค

เชื่อว่าสายช้อปและคนที่รักของดีฝีมือคนไทยหลายคนคงตั้งตารอคอยงานใหญ่ประจำปีกันอยู่แน่ๆ เลยครับ เพราะล่าสุดรัฐบาลได้ออกมาเชิญชวนทุกคนไปเดินเที่ยวงาน ศิลปาชีพประทีปไทย OTOP 8–16 ส.ค.นี้ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งปีนี้จัดเต็มมากกว่าเดิมแน่นอน ใครที่กำลังมองหาสินค้าคุณภาพจากชุมชนทั่วประเทศ ห้ามพลาดเด็ดขาดครับ!

ไฮไลท์ห้ามพลาดงาน ศิลปาชีพประทีปไทย OTOP 8–16 ส.ค.นี้ ที่อิมแพ็ค

ภายในงาน ศิลปาชีพประทีปไทย OTOP 8–16 ส.ค.นี้ ที่อิมแพ็ค รวบรวมสุดยอดสินค้า OTOP จากทั่วทุกภูมิภาคมาไว้ในที่เดียว โดยมีไฮไลต์ที่น่าสนใจมากมาย เช่น:

  • โซนผ้าไทยชั้นครู: ชมความวิจิตรบรรจงจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ที่หาดูได้ยาก
  • OTOP Luxury: แหล่งรวมงานหัตถศิลป์ระดับพรีเมียม งานฝีมือประณีตที่ซื้อเป็นของขวัญหรือใช้เองก็ดูดี
  • OTOP สายมู: ตอบโจทย์ความเชื่อและศรัทธาด้วยสินค้ามงคลต่างๆ
  • FOOD HALL: อิ่มอร่อยไปกับอาหารพื้นถิ่นชื่อดังจากทุกจังหวัดทั่วไทย

กิจกรรมพิเศษและโปรโมชั่นเด็ดที่ต้องรู้

นอกจากสินค้าดีๆ แล้ว ในงานยังมีการแสดงคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังมาสร้างสีสันให้ชมกันทุกวัน แถมยังมีกิจกรรมนาทีทองที่ลดราคาแบบจัดหนัก และที่เด็ดที่สุดคือลุ้นรับ Gift Voucher รวมมูลค่ากว่า 400,000 บาท ใครจะไปรู้ว่าโชคอาจจะเป็นของคุณก็ได้ครับ! นอกจากนี้ คุณยังสามารถใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ภายในงานเพื่อลดค่าครองชีพได้อีกด้วย ซึ่งถือเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการฐานรากและกระตุ้นเศรษฐกิจไทยไปพร้อมๆ กัน

งานนี้นอกจากจะได้ช้อปปิ้งของดีราคาเป็นกันเองแล้ว ยังเป็นการช่วยสนับสนุนรายได้ให้พี่น้องเกษตรกรและผู้ประกอบการชุมชนได้มีกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานคุณภาพต่อไป ผมมองว่านี่เป็นโอกาสที่ดีมากที่จะได้ออกมาเดินเล่นในบรรยากาศดีๆ พร้อมได้ของติดไม้ติดมือกลับบ้านแบบคุ้มค่าครับ แล้วเจอกันที่งาน ศิลปาชีพประทีปไทย OTOP 8–16 ส.ค.นี้ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานีนะครับ!

ที่มา – รัฐบาลชวนช็อปงาน ศิลปาชีพประทีปไทยฯ OTOP 8–16 ส.ค.นี้ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ดันวัดปราสาทภูฝ้าย ศรีสะเกษ สู่แลนด์มาร์กวัฒนธรรม-สายมู

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวดีสำหรับสายเที่ยวและสายมู เมื่อนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อยกระดับให้ ดันวัดปราสาทภูฝ้าย ศรีสะเกษ สู่แลนด์มาร์กวัฒนธรรม-สายมู อย่างเต็มรูปแบบ งานนี้บอกเลยว่าศรีสะเกษเตรียมตัวเป็นจุดหมายปลายทางใหม่ที่ใครก็ห้ามพลาด

ดันวัดปราสาทภูฝ้าย ศรีสะเกษ สู่แลนด์มาร์กวัฒนธรรม-สายมู

การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นก้าวย่างสำคัญที่กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ตั้งใจจะเปลี่ยนผ่านการท่องเที่ยวรูปแบบเดิม ไปสู่การท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูงขึ้น โดยการหยิบยกเอาความโดดเด่นของโบราณสถานอายุกว่าพันปีที่ตั้งอยู่บนภูเขาไฟดับสนิทมาเป็นจุดขายหลัก ซึ่งการ ดันวัดปราสาทภูฝ้าย ศรีสะเกษ สู่แลนด์มาร์กวัฒนธรรม-สายมู ในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การโปรโมทสถานที่ธรรมดา แต่เป็นการผสานพลังของศรัทธาและประวัติศาสตร์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว

เปิดโปรเจกต์สกายวอล์กบนภูเขาไฟโบราณ

ไฮไลต์ที่น่าตื่นเต้นที่สุดที่ทุกคนรอคอยคือ โครงการก่อสร้างสกายวอล์ก (Skywalk) บนยอดภูฝ้าย ซึ่งจะช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถชมวิวปากปล่องภูเขาไฟโบราณได้แบบ 360 องศา เรียกได้ว่าเป็นการเปิดมุมมองใหม่ของการท่องเที่ยวอีสานใต้ที่สวยงามและแปลกตาเป็นอย่างมาก

  • จุดเช็คอินสายมู: สักการะพระพุทธบาทภูฝ้าย เสริมสิริมงคลท่ามกลางธรรมชาติ
  • จุดชมวิวสกายวอล์ก: สัมผัสทัศนียภาพเหนือปากปล่องภูเขาไฟหนึ่งเดียวในไทย
  • การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม: เรียนรู้ร่องรอยปราสาทขอมโบราณที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว

แผนการพัฒนาพื้นที่นี้ไม่ได้มองแค่เรื่องของการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นไปที่การสร้างรายได้สู่ชุมชนบ้านภูฝ้าย ผ่านการเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวอีสานใต้ ทำให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิถีชีวิตจริงและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างมั่นคง การ ดันวัดปราสาทภูฝ้าย ศรีสะเกษ สู่แลนด์มาร์กวัฒนธรรม-สายมู ครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนการปลุกเมืองรองให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง หากโครงการนี้เสร็จสมบูรณ์เมื่อไหร่ บอกเลยว่าศรีสะเกษจะกลายเป็นจังหวัดที่ติดอันดับต้องมาเยือนของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติแน่นอนครับ

ที่มา – “สุรศักดิ์” ดันวัดปราสาทภูฝ้าย ศรีสะเกษ สู่แลนด์มาร์กวัฒนธรรม-สายมู ชูสกายวอล์กภูเขาไฟโบราณ

“ทักษิณ” นำทัพเพื่อไทยร่วมพิธีสวดพระอภิธรรม บิดา “หมออ้อม”

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา บรรยากาศที่วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร เต็มไปด้วยความโศกเศร้าแต่แฝงไปด้วยความอบอุ่น เมื่อ “ทักษิณ” นำทัพเพื่อไทยร่วมพิธีสวดพระอภิธรรม บิดา “หมออ้อม” หรือ พล.ต.ท.ผ่อน ปลัดรักษา บิดาของ แพทย์หญิงพักตร์พิไล ทวีสิน ภริยาของอดีตนายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน โดยการปรากฏตัวของ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ในครั้งนี้ถือเป็นภาพสะท้อนความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองตระกูลใหญ่ได้เป็นอย่างดี

“ทักษิณ” นำทัพเพื่อไทยร่วมพิธีสวดพระอภิธรรม บิดา “หมออ้อม” พร้อมแกนนำรัฐบาล

ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ได้เดินทางมาเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยลูกสาว คุณพินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ และลูกเขย นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ โดยมีแกนนำพรรคเพื่อไทยและคณะรัฐมนตรีหลายท่านเดินทางมาร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง ไม่ว่าจะเป็น นายภูมิธรรม เวชยชัย, นายชูศักดิ์ ศิรินิล, นางสาวจิราพร สินธุไพร และบุคคลสำคัญอื่นๆ อีกมากมาย ที่มาร่วมแสดงความอาลัยแก่ พล.ต.ท.ผ่อน ปลัดรักษา อดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ผู้ซึ่งเป็นที่เคารพรักของครอบครัวและบุคคลใกล้ชิด

บรรยากาศความผูกพันและมิตรภาพที่ยั่งยืน

การที่ “ทักษิณ” นำทัพเพื่อไทยร่วมพิธีสวดพระอภิธรรม บิดา “หมออ้อม” ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความเสียใจตามขนบธรรมเนียมประเพณีไทยเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงสายสัมพันธ์ทางการเมืองและมิตรภาพส่วนตัวที่ยั่งยืนระหว่างตระกูลชินวัตรและครอบครัวทวีสิน โดยตลอดทั้งงาน นายเศรษฐา ทวีสิน และ แพทย์หญิงพักตร์พิไล ทวีสิน ได้คอยต้อนรับแขกเหรื่อและเพื่อนพ้องที่มาร่วมไว้อาลัยด้วยตนเองอย่างเป็นกันเอง

ภายในงานยังมีตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆ เข้าร่วม อาทิ:

  • แกนนำพรรคเพื่อไทยและรัฐมนตรีจากหลายกระทรวง
  • บุคคลสำคัญในแวดวงธุรกิจและการเมือง
  • ตัวแทนสื่อมวลชนระดับแถวหน้าของประเทศ นำโดย นายสราวุธ วัชรพล ผู้บริหารเครือไทยรัฐ

ภาพบรรยากาศภายในงานนับว่ามีความสงบเรียบง่ายและเปี่ยมไปด้วยความหมาย สะท้อนถึงการให้เกียรติซึ่งกันและกันอย่างสูงสุด ท่ามกลางความสูญเสียครั้งสำคัญนี้ เราได้เห็นถึงพลังของความร่วมมือและความสามัคคีที่เหนียวแน่นของบรรดาผู้มีเกียรติที่มาร่วมส่งดวงวิญญาณของผู้วายชนม์เป็นครั้งสุดท้าย นับเป็นบทเรียนสำคัญของชีวิตที่สอนให้เราเห็นค่าของมิตรภาพที่ยั่งยืนเหนือสิ่งอื่นใด ไม่ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะเป็นอย่างไร สายใยของความเป็นมนุษย์ยังคงเป็นสิ่งที่สวยงามเสมอ

ที่มา – “ทักษิณ” นำทัพเพื่อไทยร่วมพิธีสวดพระอภิธรรม บิดา “หมออ้อม”

มติ ก.กลาง เพิกถอน 5,925 ราย โกงสอบท้องถิ่น ไม่ตอบ ธีรุตม์-เรืองเดช รับจบ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่หลายคนจับตามอง สำหรับกรณีการทุจริตสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น ล่าสุดได้มีการประชุมสำคัญที่ทำให้เรื่องนี้มีความชัดเจนมากขึ้น โดยมติ ก.กลาง เพิกถอน 5,925 ราย โกงสอบท้องถิ่น ไม่ตอบ “ธีรุตม์-เรืองเดช” รับจบ ซึ่งถือเป็นการกู้คืนความยุติธรรมให้กับผู้เข้าสอบทุกคนที่ตั้งใจทำข้อสอบอย่างเต็มที่

มติ ก.กลาง เพิกถอน 5,925 ราย โกงสอบท้องถิ่น ไม่ตอบ ธีรุตม์-เรืองเดช รับจบ

นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ได้แถลงถึงผลการประชุมคณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) โดยยืนยันว่าทางคณะกรรมการได้ยึดตามมติของ กสถ. ที่ตรวจพบความผิดปกติของคะแนนสอบจำนวน 5,925 ราย โดยจะมีการประกาศบัญชีผู้สอบผ่านใหม่ในวันที่ 7 ส.ค. นี้ และขีดเส้นตายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการเพิกถอนชื่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโกงให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 ส.ค. 2569

กระบวนการตรวจสอบที่โปร่งใสและยุติธรรม

สำหรับประเด็นที่หลายคนสงสัยว่า มติ ก.กลาง เพิกถอน 5,925 ราย โกงสอบท้องถิ่น ไม่ตอบ “ธีรุตม์-เรืองเดช” รับจบ นั้น ทางรัฐมนตรีได้ชี้แจงว่าทุกอย่างดำเนินการบนฐานของข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ด้วยหลักนิติวิทยาศาสตร์ ส่วนกรณีของนายธีรุตม์ และนายเรืองเดช ที่ถูกกล่าวหาจากกองบังคับการปราบปรามนั้น ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานยุติธรรมและ ป.ป.ช. ดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด โดยยืนยันว่ากระทรวงมหาดไทยไม่มีนโยบายปกป้องผู้กระทำผิดอย่างแน่นอน

  • ผลกระทบต่อผู้สอบผ่าน: จะมีการประกาศบัญชีใหม่เพื่อให้เกิดความถูกต้อง
  • แนวทางปฏิบัติ: ส่งคู่มือให้ท้องถิ่นเพื่อดำเนินการถอดถอนอย่างเป็นธรรม
  • ความมั่นใจ: ทุกขั้นตอนสามารถตรวจสอบและชี้แจงต่อสังคมได้

ในส่วนของกลุ่ม 97 รายที่มีการปรับคะแนนเพิ่มขึ้น ทางหน่วยงานจะยังคงให้ปฏิบัติหน้าที่ตามเงื่อนไขเพื่อรอการสอบสวนข้อเท็จจริงร่วมกับตำรวจและ ป.ป.ช. หากพบว่ามีส่วนร่วมในการทุจริตจริง จะต้องได้รับโทษตามกฎหมายขั้นสูงสุดอย่างไม่มีข้อยกเว้น

ท้ายที่สุดนี้ ผมมองว่าการตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการคืนความเชื่อมั่นให้กับระบบการสอบคัดเลือกของภาครัฐ การปราบปรามการทุจริตในระบบสอบท้องถิ่นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การที่หน่วยงานให้ความสำคัญและกล้าที่จะรื้อระบบใหม่เพื่อความยุติธรรม เป็นสิ่งที่ภาคประชาชนควรสนับสนุน เพื่อให้ลูกหลานของเราเติบโตในสังคมที่ยึดถือระบบคุณธรรมมากกว่าระบบเส้นสายครับ

ที่มา – มติ ก.กลาง เพิกถอน 5,925 ราย โกงสอบท้องถิ่น ไม่ตอบ “ธีรุตม์-เรืองเดช” รับจบ

วิโรจน์ บอกมันเป็นไปไม่ได้หรอก ดีลสลับขั้ว แดง-เขียว-ส้ม ตอนนี้

ในสถานการณ์การเมืองไทยที่ร้อนระอุ ข่าวลือเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ภายใต้สูตร ดีลสลับขั้ว แดง-เขียว-ส้ม กำลังเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม คุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ชัดเจนถึงเรื่องนี้ว่า วิโรจน์ บอกมันเป็นไปไม่ได้หรอก ดีลสลับขั้ว แดง-เขียว-ส้ม ตอนนี้ เพราะการเมืองไทยในขณะนี้ถูกปกคลุมไปด้วยอิทธิพลของระบอบที่ฝังรากลึก

วิโรจน์ บอกมันเป็นไปไม่ได้หรอก ดีลสลับขั้ว แดง-เขียว-ส้ม ตอนนี้

การจะเปลี่ยนผ่านอำนาจหรือการตั้งรัฐบาลใหม่ด้วยวิธีสลับขั้วทางการเมืองนั้น คุณวิโรจน์มองว่าไม่มีประโยชน์ในเวลานี้ เพราะตราบใดที่ระบอบสีน้ำเงินยังคงครองเมืองและแผ่อิทธิพลไปทั่วทุกภาคส่วน การสลับขั้วก็เป็นเพียงแค่การย้ายที่นั่ง แต่ตัวละครสำคัญที่คอยบงการกลไกต่างๆ ยังคงเป็นชุดเดิม ซึ่งส่งผลให้การบริหารประเทศไม่สามารถก้าวพ้นจากปัญหาเดิมๆ ไปได้

ทำไมการเมืองไทยถึงยังติดหล่มระบอบสีน้ำเงิน

คุณวิโรจน์ได้วิเคราะห์ให้เห็นภาพชัดเจนว่า วิโรจน์ บอกมันเป็นไปไม่ได้หรอก ดีลสลับขั้ว แดง-เขียว-ส้ม ตอนนี้ เนื่องด้วยเหตุผลหลัก 3 ประการที่ทำให้ระบอบนี้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ:

  • องค์กรอิสระ: ที่ถูกมองว่าตกอยู่ภายใต้อิทธิพลและไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างเป็นธรรม
  • ฝ่ายปกครองและส่วนราชการ: ถูกระบบอุปถัมภ์ครอบงำ ทำให้การเปลี่ยนแปลงข้าราชการทำได้ยาก
  • เครือข่ายท้องถิ่นและ สว.: ยังคงเป็นฐานที่มั่นสำคัญของฝ่ายผู้มีอำนาจในปัจจุบัน

ด้วยเหตุผลข้างต้น แม้จะมีการสลับขั้วให้พรรคการเมืองฝ่ายอื่นขึ้นมาคุมกระทรวงสำคัญได้จริง แต่ตราบใดที่โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ยังถูกยึดครองอยู่ ก็ไม่ต่างอะไรกับการเจอ “หมอกพิษสีน้ำเงิน” คอยขัดขวางการทำงานในทุกระดับ จนทำให้การขับเคลื่อนนโยบายเพื่อประชาชนเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

ในมุมมองของพรรคประชาชน สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การมุ่งเน้นไปที่การตกลงแลกเปลี่ยนเก้าอี้รัฐมนตรี แต่คือการจัดการกับรากเหง้าของปัญหาและระบอบที่ขัดขวางประชาธิปไตยให้สิ้นซากเสียก่อน หากเรายังปล่อยให้กลไกทางกฎหมายและอำนาจท้องถิ่นตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง การเปลี่ยนรัฐบาลก็เป็นเพียงแค่ภาพลวงตาทางการเมืองเท่านั้น

สุดท้ายแล้ว ประชาชนควรหันมาตั้งคำถามกับโครงสร้างอำนาจที่อยู่เบื้องหลัง แทนที่จะหลงเชื่อไปกับกระแสข่าวลือการสลับขั้วที่อาจเกิดขึ้นเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าการปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริง

ที่มา – “วิโรจน์” บอกมันเป็นไปไม่ได้หรอก ดีลสลับขั้ว “แดง-เขียว-ส้ม” ตอนนี้

Scroll to top