ข่าวการเมืองล่าสุด

ศาลปกครองสั่งทุเลา ไม่ให้ชะลอเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม

ศาลปกครองสั่งทุเลา ไม่ให้ชะลอเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม

ข่าวใหญ่ที่เหล่าผู้ประกันตนกำลังจับตามองในขณะนี้ คงหนีไม่พ้นประเด็นที่ ศาลปกครองสั่งทุเลา ไม่ให้ชะลอเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม หลังจากที่ทีมประกันสังคมก้าวหน้าได้เดินหน้ายื่นฟ้องเพื่อขอให้เพิกถอนประกาศชะลอการเลือกตั้งที่สร้างความสับสนให้กับผู้ประกันตนทั่วประเทศ ซึ่งล่าสุดศาลได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้การเลือกตั้งเดินหน้าต่อไปได้ จนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งอื่นจากศาลออกมา

เหตุการณ์นี้ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับอนาคตของระบบประกันสังคมไทย เพราะการที่ ศาลปกครองสั่งทุเลา ไม่ให้ชะลอเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม นั้น สะท้อนให้เห็นว่าศาลเห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วมของผู้ประกันตน ในการเข้ามามีบทบาทตัดสินใจเรื่องสวัสดิการของตนเองผ่านตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้งที่โปร่งใสและเป็นธรรม

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญต่อผู้ประกันตน?

การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องที่กระทบโดยตรงต่อสิทธิประโยชน์ที่เราได้รับทุกเดือน ไม่ว่าจะเป็นกรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือการชราภาพ การที่ศาลตัดสินให้ดำเนินกระบวนการต่อ ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าเสียงของผู้ประกันตนจะได้รับการรับฟัง โดยเหตุผลสำคัญที่ศาลระบุในการมีคำสั่งครั้งนี้ประกอบด้วย:

  • สำนักงานประกันสังคมมีความพร้อมในการดึงข้อมูลผู้ประกันตนทุกประเภทแยกตามจังหวัดได้ทันที
  • การเลือกตั้งไม่ถือเป็นอุปสรรคต่อการบริหารงานของรัฐหรือบริการสาธารณะ
  • กระบวนการที่ล่าช้าออกไปโดยไม่มีเหตุผลเพียงพออาจส่งผลกระทบต่อสิทธิของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

หลังจากที่ทีมประกันสังคมก้าวหน้าได้ใช้เวลาไต่สวนอย่างยาวนานกว่า 13 ชั่วโมง จนนำไปสู่จุดที่ ศาลปกครองสั่งทุเลา ไม่ให้ชะลอเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม จนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งอื่น ถือเป็นชัยชนะเล็กๆ ของภาคประชาชนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในระบบประกันสังคมไทย

มุมมองทิ้งท้าย: ผมเชื่อว่าการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้กองทุนนี้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น การที่ทุกฝ่ายออกมาช่วยกันติดตามตรวจสอบ ไม่เพียงแต่เป็นการรักษาสิทธิของตนเอง แต่ยังเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการบริหารจัดการกองทุนที่เงินทุกบาททุกสตางค์มาจากหยาดเหงื่อของผู้ประกันตนครับ มาร่วมกันติดตามบทสรุปสุดท้ายที่จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ไปพร้อมกันนะครับ

ที่มา – ศาลปกครองสั่งทุเลา ไม่ให้ชะลอเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม จนกว่าจะมีคำพิพากษา หรือคำสั่งอื่น

กรมคุ้มครองสิทธิฯ เยียวยาผู้เสียชีวิตเหตุกราดยิงอีกรายละ 3 แสน

กรมคุ้มครองสิทธิฯ เยียวยาผู้เสียชีวิตเหตุกราดยิงอีกรายละ 3 แสน

ท่ามกลางความโศกเศร้าจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้น ล่าสุดทางภาครัฐได้ออกมาให้ความชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะประเด็นที่หลายคนตั้งคำถามว่า กรมคุ้มครองสิทธิฯ เยียวยาผู้เสียชีวิตเหตุกราดยิงอีกรายละ 3 แสน นั้น เป็นเงินที่ซ้ำซ้อนหรือแยกส่วนกับงบประมาณอื่นหรือไม่ วันนี้เรามาไขข้อสงสัยนี้ให้กระจ่างครับ

รายละเอียดการจ่ายเงินช่วยเหลือจาก กรมคุ้มครองสิทธิฯ เยียวยาผู้เสียชีวิตเหตุกราดยิงอีกรายละ 3 แสน

นายธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ได้ออกมาให้ข้อมูลที่ชัดเจนว่า ตามพ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหายในคดีอาญา ผู้ที่สูญเสียจากเหตุการณ์ดังกล่าวจะได้รับเงินชดเชยรวม 300,000 บาท ต่อราย ซึ่งครอบคลุมทั้งผู้ใหญ่และเด็กนักเรียน เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นอย่างเร่งด่วน

นอกจากการเยียวยาผู้เสียชีวิตแล้ว ยังมีเกณฑ์ช่วยเหลือในด้านอื่นๆ ที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • ค่ารักษาพยาบาล: จ่ายตามจริงไม่เกิน 80,000 บาท เข้ารักษาได้ทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน
  • ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ: ทั้งร่างกายและจิตใจ วงเงินไม่เกิน 50,000 บาท
  • ค่าบาดเจ็บสาหัส: หากมีการสูญเสียอวัยวะ จ่ายสูงสุดถึง 300,000 บาท ตามระดับความรุนแรง
  • ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้: จ่ายตามอัตราค่าแรงขั้นต่ำของจังหวัดนั้นๆ สูงสุด 1 ปี

หลายท่านอาจสงสัยว่าแล้วเงินส่วนนี้สัมพันธ์กับเงินจากสำนักนายกฯ อย่างไร คำตอบคือ กรมคุ้มครองสิทธิฯ เยียวยาผู้เสียชีวิตเหตุกราดยิงอีกรายละ 3 แสน เป็นคนละส่วนกับเงินช่วยเหลือ 1 ล้านบาทจากกองทุนของสำนักนายกรัฐมนตรีโดยสิ้นเชิง ดังนั้น ผู้ที่ได้รับผลกระทบจะได้รับสิทธิชดเชยจากทั้งสองส่วนเพื่อนำไปใช้ในการฟื้นฟูชีวิตและครอบครัวให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

การเยียวยาไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลขทางการเงิน แต่คือการแสดงออกถึงความรับผิดชอบของรัฐที่ต้องการยืนเคียงข้างประชาชนในยามวิกฤต หวังว่าข้อมูลนี้จะช่วยให้ครอบครัวผู้เสียหายเข้าใจสิทธิของตนเองมากขึ้น และสามารถดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อขอรับความช่วยเหลือได้อย่างถูกต้องครับ

ที่มา – กรมคุ้มครองสิทธิฯ เยียวยาผู้เสียชีวิตเหตุกราดยิงอีกรายละ 3 แสน เป็นคนละส่วนกับสำนักนายกฯ

รมว.สธ. เผย อาการเด็กหญิง 12 อาการยังโคม่า แพทย์กำลังช่วยเหลือเต็มที่

รมว.สธ. เผย อาการเด็กหญิง 12 อาการยังโคม่า แพทย์กำลังช่วยเหลือเต็มที่

เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจให้แก่คนไทยทั้งประเทศ สำหรับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี โดยล่าสุด นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลความคืบหน้าว่า รมว.สธ. เผย อาการเด็กหญิง 12 อาการยังโคม่า แพทย์กำลังช่วยเหลือเต็มที่ โดยน้องถูกกระสุนฝังที่ศีรษะและต้องอยู่ในความดูแลของทีมแพทย์อย่างใกล้ชิดที่สุดในขณะนี้

จากการลงพื้นที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า นายพัฒนาได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่าในบรรดาผู้ป่วยเคสสีแดงหรือเคสวิกฤตที่เข้ารับการรักษานั้น มีนักเรียนจำนวน 2 รายที่อาการเริ่มคงที่และพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่ในส่วนของนักเรียนหญิงอายุ 12 ปี ทีมแพทย์ยังคงต้องประเมินสถานการณ์แบบนาทีต่อนาที เพื่อวางแผนการผ่าตัดเอาลูกกระสุนออกอย่างปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะทำได้

มาตรการช่วยเหลือและเยียวยาจากกระทรวงสาธารณสุข

นอกจากเรื่องการรักษาพยาบาล ทางกระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่าผู้ได้รับบาดเจ็บทุกคนจะได้รับการดูแลอย่างเต็มที่ผ่านสิทธิ UCEP ที่ครอบคลุมช่วง 72 ชั่วโมงแรกของการรักษา นอกจากนี้ยังมีประเด็นสำคัญเรื่องสภาพจิตใจ ดังนี้:

  • ส่งทีม MCATT จำนวน 7 ทีมลงพื้นที่เพื่อประเมินสภาพจิตใจของครูและนักเรียน
  • แบ่งกลุ่มการเยียวยาออกเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์โดยตรง ครอบครัว และบุคลากรทางการศึกษา
  • เตรียมแผนการดูแลระยะยาวเพื่อป้องกันภาวะ PTSD หรือความเครียดรุนแรงหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ

สถานการณ์ ณ เวลานี้ แม้ รมว.สธ. เผย อาการเด็กหญิง 12 อาการยังโคม่า แพทย์กำลังช่วยเหลือเต็มที่ แต่ทางโรงพยาบาลและทีมแพทย์ทุกฝ่ายยังคงทำงานอย่างหนักและเต็มกำลังความสามารถ เพื่อยื้อชีวิตผู้ป่วยและฟื้นฟูสภาพร่างกายให้กลับมาเป็นปกติให้ได้มากที่สุด สำหรับยอดผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดมีกว่า 29 ราย โดยเป็นเคสวิกฤตถึง 10 ราย ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงความรุนแรงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ในฐานะประชาชน เราขอส่งกำลังใจให้ครอบครัวผู้สูญเสียและผู้ได้รับบาดเจ็บทุกคน รวมถึงเป็นกำลังใจให้ทีมแพทย์พยาบาลที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ หวังเป็นอย่างยิ่งว่านักเรียนหญิงและผู้ป่วยทุกคนจะอาการดีขึ้นโดยเร็ววันครับ/ค่ะ

ที่มา – รมว.สธ. เผย อาการเด็กหญิง 12 อาการยังโคม่า แพทย์กำลังช่วยเหลือเต็มที่

ยศชนัน รุดบริจาคโลหิต ช่วยเหยื่อเหตุกราดยิง รร.เทพศิรินทร์ นนทบุรี

จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้น ณ โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี กลายเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งล่าสุด ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้แสดงออกถึงความห่วงใยด้วยการลงพื้นที่ทันที โดยมีข่าวสำคัญคือ ยศชนัน รุดบริจาคโลหิต ช่วยเหยื่อเหตุกราดยิง รร.เทพศิรินทร์ นนทบุรี ณ โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือให้แก่ผู้บาดเจ็บที่ยังอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

ยศชนัน รุดบริจาคโลหิต ช่วยเหยื่อเหตุกราดยิง รร.เทพศิรินทร์ นนทบุรี

การกระทำดังกล่าวถือเป็นแบบอย่างที่ดีในการแสดงพลังความสามัคคี ศ.ดร.ยศชนัน ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสำรองโลหิตให้เพียงพอต่อการรักษาผู้ได้รับบาดเจ็บ พร้อมทั้งกล่าวชื่นชมบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานกันอย่างหนัก โดยท่านได้เชิญชวนให้ประชาชนที่มีสุขภาพแข็งแรงร่วมกันบริจาคเลือด เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาชีวิตผู้บริสุทธิ์จากเหตุการณ์ ยศชนัน รุดบริจาคโลหิต ช่วยเหยื่อเหตุกราดยิง รร.เทพศิรินทร์ นนทบุรี ในครั้งนี้

เหตุผลที่ควรสนับสนุนการบริจาคโลหิตในภาวะวิกฤต

เหตุการณ์ความรุนแรงมักทำให้ความต้องการเลือดสำรองเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อใช้ในการผ่าตัดและรักษาผู้บาดเจ็บ นี่คือเหตุผลที่คุณควรมาบริจาคเลือด:

  • เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้รอดพ้นจากสถานการณ์อันตราย
  • เป็นการเพิ่มปริมาณโลหิตสำรองในคลังเลือดของโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า
  • เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเหยื่อและครอบครัว

สำหรับการเดินทางมาร่วมบริจาคโลหิตนั้น ท่านสามารถติดต่อได้ที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้าโดยตรง ซึ่งทีมแพทย์และพยาบาลพร้อมอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ การเสียสละเวลาเพียงเล็กน้อยของคุณ อาจหมายถึงการมอบชีวิตใหม่ให้กับใครบางคนท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้

ท้ายที่สุดนี้ เราขอส่งกำลังใจให้ผู้บาดเจ็บทุกท่านหายเป็นปกติโดยเร็ว และขอชื่นชมการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาลและบุคลากรทางการแพทย์ทุกคนที่ประสานงานกันอย่างรวดเร็วและมืออาชีพ การมีผู้นำที่ใส่ใจและลงมือทำเป็นแบบอย่างเช่นนี้ ช่วยสร้างความอุ่นใจให้กับสังคมไทยได้มากทีเดียวครับ หากท่านมีโอกาส อย่าลืมไปร่วมบริจาคโลหิตเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติของเรากันนะครับ

ที่มา – “ยศชนัน” รุดบริจาคโลหิต ช่วยเหยื่อเหตุกราดยิง รร.เทพศิรินทร์ นนทบุรี

นายกฯ คาด สาเหตุกราดยิง รร.เทพศิรินทร์ มาจากความเครียด ถูกกดดันเรื่องเรียน

จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้น ณ โรงเรียนเทพศิรินทร์ จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ทางนายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและระบุถึงสาเหตุเบื้องต้นว่า นายกฯ คาด สาเหตุกราดยิง รร.เทพศิรินทร์ มาจากความเครียด ถูกกดดันเรื่องเรียน จนนำไปสู่โศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

นายกฯ คาด สาเหตุกราดยิง รร.เทพศิรินทร์ มาจากความเครียด ถูกกดดันเรื่องเรียน

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญของสังคมไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์หลังลงพื้นที่ว่า จากการสืบสวนและสอบปากคำผู้ใกล้ชิด พบว่าผู้ก่อเหตุมีความเครียดสะสมจากการเรียนอย่างหนัก เนื่องจากได้รับความคาดหวังจากครอบครัว โดยเฉพาะจากคุณย่าที่เป็นครูและค่อนข้างเข้มงวด ส่งผลให้ผู้ก่อเหตุเกิดสภาวะกดดันและตัดสินใจก่อเหตุในที่สุด

รายละเอียดและผลกระทบจากเหตุการณ์

สำหรับอาวุธที่ใช้ในการก่อเหตุนั้น นายกรัฐมนตรีระบุว่าเป็นอาวุธปืนของคุณปู่ ซึ่งเป็นปืนที่มีทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย แต่ถูกนำมาใช้โดยเยาวชนวัยเพียง 14 ปี โดยข้อมูลระบุว่า:

  • ผู้เสียชีวิตรวม 8 ราย รวมถึงคุณปู่และคุณย่าของผู้ก่อเหตุที่เสียชีวิตที่บ้าน
  • ผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 30 ราย ซึ่งหลายรายยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล
  • การก่อเหตุมีการวางแผนมาอย่างเป็นลำดับขั้นตอนและมีเป้าหมายที่ชัดเจน

นายกฯ ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลเยียวยาครอบครัวผู้เคราะห์ร้ายอย่างดีที่สุดตามระเบียบของรัฐบาล พร้อมย้ำว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องของอาชญากรรมทั่วไป แต่เป็นประเด็นด้านสุขภาพจิตและความกดดันสะสมที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

มาตรการรักษาความปลอดภัยในอนาคต

นอกจากประเด็นเรื่องสุขภาพจิตแล้ว นายกรัฐมนตรียังได้สั่งการให้หน่วยงานความมั่นคงยกระดับมาตรการความปลอดภัย โดยเฉพาะการกำชับให้ ผบ.ตร. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งด่านตรวจค้นอาวุธปืนทั่วประเทศเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย ทั้งนี้ แม้การพกพาอาวุธในที่สาธารณะจะเป็นเรื่องผิดกฎหมายอยู่แล้ว แต่รัฐบาลยืนยันว่าจะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมายให้มากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปกครองและนักเรียนทุกคน

บทเรียนในครั้งนี้ย้ำเตือนให้เราเห็นว่าความเครียดในวัยเรียนเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย ครอบครัวควรรับฟังและเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับลูกหลาน เพื่อไม่ให้ความกดดันกลายเป็นระเบิดเวลาที่สร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น เราหวังว่ามาตรการเยียวยาและการป้องกันของรัฐบาลจะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นโดยเร็ว

ที่มา – นายกฯ คาด สาเหตุกราดยิง รร.เทพศิรินทร์ มาจากความเครียด ถูกกดดันเรื่องเรียน

วรศิษฎ์ ทลายเครือข่ายนอมินีภูเก็ต พบ 361 บริษัทผิดกฎหมาย

เรียกได้ว่าเป็นประเด็นร้อนแรงที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับปฏิบัติการกวาดล้างครั้งใหญ่ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เมื่อทางกระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการวรศิษฎ์ ทลายเครือข่ายนอมินีภูเก็ต เปิดโรงเรียนนานาชาติ-ร้านอาหาร พบ 361 บริษัทฮุบที่ดินผิดกฎหมาย เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการชาวไทยที่ได้รับผลกระทบจากการเข้ามาของกลุ่มธุรกิจต่างชาติที่ใช้นอมินีบังหน้า

สถานการณ์ล่าสุด: วรศิษฎ์ ทลายเครือข่ายนอมินีภูเก็ต เปิดโรงเรียนนานาชาติ-ร้านอาหาร พบ 361 บริษัทฮุบที่ดินผิดกฎหมาย

จากข้อมูลล่าสุด นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แถลงผลการปฏิบัติการเฟส 4 ซึ่งสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้ถึง 16 ราย โดยแบ่งเป็นคนไทย 10 ราย และชาวต่างชาติ 6 ราย ซึ่งทั้งหมดพยายามเข้ามาประกอบธุรกิจแข่งกับคนไทยโดยใช้ช่องว่างทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น:

  • ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติ
  • บริการรถเช่าและคาร์แคร์
  • ร้านอาหารและร้านขายยาแพทย์แผนไทยประยุกต์
  • บริษัทพัฒนาแอปพลิเคชันและอุปกรณ์ไอที

ผลกระทบและการดำเนินคดี: วรศิษฎ์ ทลายเครือข่ายนอมินีภูเก็ต เปิดโรงเรียนนานาชาติ-ร้านอาหาร พบ 361 บริษัทฮุบที่ดินผิดกฎหมาย

นอกจากปัญหาธุรกิจนอมินีแล้ว สิ่งที่น่าตกใจมากกว่านั้นคือการตรวจสอบพบว่ามีบริษัทจำนวนมากถึง 361 บริษัทที่เข้าข่ายถือครองที่ดินโดยฝ่าฝืนประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งถือเป็นการทำลายเศรษฐกิจฐานรากของคนไทยโดยตรง ทางภาครัฐจึงไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ดำเนินการแจ้งความไปแล้ว 149 คดี พร้อมเดินหน้าส่งฟ้องศาลเพื่อให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม

รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ยืนยันว่าเรายินดีต้อนรับนักลงทุนชาวต่างชาติที่ทำธุรกิจอย่างสุจริตและถูกต้องตามกฎหมาย แต่หากมีการข่มขู่หรือใช้นอมินีเพื่อเอาเปรียบคนไทย รัฐบาลพร้อมจะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดในการจัดการอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นที่ภูเก็ตหรือพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อเป็นการปกป้องสิทธิและสร้างความเท่าเทียมให้กับพี่น้องชาวไทยทุกคน

เราหวังว่าการกวาดล้างครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดระเบียบธุรกิจในเมืองท่องเที่ยวให้กลับมาโปร่งใสและสร้างโอกาสให้คนไทยได้ทำมาหากินอย่างเป็นธรรม หากคุณพบเห็นการกระทำที่ส่อแววผิดกฎหมายในพื้นที่ของท่าน อย่าลังเลที่จะแจ้งเบาะแสต่อเจ้าหน้าที่เพื่อให้บ้านเมืองของเราน่าอยู่ยิ่งขึ้น

ที่มา – “วรศิษฎ์” ทลายเครือข่ายนอมินีภูเก็ต เปิดโรงเรียนนานาชาติ-ร้านอาหาร พบ 361 บริษัทฮุบที่ดินผิดกฎหมาย

นายกฯ มอบรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น หนุน SME สู่ตลาดโลก

นายกฯ มอบรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น หนุน SME สู่ตลาดโลก

เมื่อเร็วๆ นี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบรางวัล Prime Minister’s Export Award 2026 หรือรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่นประจำปี 2569 ซึ่งงานนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของวงการธุรกิจไทยที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของคนไทยในเวทีโลก โดยในงานมีการมอบรางวัลให้กับผู้ประกอบการยอดเยี่ยมถึง 44 ราย เพื่อเป็นเกียรติและสร้างแรงบันดาลใจในการดำเนินธุรกิจต่อไป

รัฐบาลชุดนี้มีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไปข้างหน้า โดยนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำชัดเจนว่า นายกฯ มอบรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น หนุน SME สู่ตลาดโลก เพราะเชื่อมั่นว่าผู้ประกอบการทุกระดับ ตั้งแต่รายใหญ่ไปจนถึงธุรกิจ SME คือหัวใจสำคัญที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลพร้อมจะทำหน้าที่เป็น “พาหนะ” ที่จะช่วยขับเคลื่อนผู้ประกอบการให้ไปสู่จุดหมายที่ต้องการได้อย่างราบรื่นและมั่นคง

ศักยภาพของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก

ปัจจุบันการแข่งขันในระดับสากลไม่ใช่แค่เรื่องของการส่งออกสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่คือการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) ประเทศไทยเรามีความพร้อมอย่างมาก ทั้งในด้านการผลิตและนวัตกรรม รัฐบาลจึงมีแผนงานชัดเจนที่จะลดอุปสรรคทางกฎระเบียบและเร่งเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศคู่ค้าสำคัญ เพื่อเปิดโอกาสให้สินค้าและบริการจากประเทศไทยสามารถขยายตลาดออกไปได้อย่างกว้างขวางขึ้น การสนับสนุนให้ นายกฯ มอบรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น หนุน SME สู่ตลาดโลก ในครั้งนี้ จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความตั้งใจจริงที่จะยกระดับผู้ประกอบการไทยให้ทัดเทียมระดับสากล

ภายในงานมีการจำแนกรางวัลออกเป็น 7 ประเภท เพื่อครอบคลุมความหลากหลายของธุรกิจ ได้แก่:

  • รางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกยอดเยี่ยม (Best Exporter)
  • รางวัลแบรนด์ไทยยอดเยี่ยม (Best Thai Brand)
  • รางวัลธุรกิจผู้ส่งออกยอดเยี่ยมด้านความยั่งยืน (Best Green & Sustainable Exporter)
  • รางวัลการออกแบบยอดเยี่ยม (Best Design)
  • รางวัลธุรกิจบริการยอดเยี่ยม (Best Services Enterprise)
  • รางวัลสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยม (Best OTOP)
  • รางวัลสินค้าฮาลาลยอดเยี่ยม (Best Halal)

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังฝากข้อคิดไว้ว่า นายกฯ มอบรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น หนุน SME สู่ตลาดโลก สิ่งสำคัญที่สุดคือคนไทยต้องร่วมกันสนับสนุนสินค้าไทย เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้ประกอบการสร้างสรรค์ผลงานคุณภาพ การใช้เทคโนโลยี AI และแนวคิดความยั่งยืน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจไทยแข่งขันได้ในระยะยาว

ถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่ภาครัฐและภาคเอกชนจะจับมือกันเดินหน้า เพื่อสร้างรายได้และขับเคลื่อนประเทศไปสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต ขอเป็นกำลังใจให้กับผู้ประกอบการไทยทุกคนที่มุ่งมั่นพัฒนาตนเองและก้าวสู่การเป็นผู้เล่นระดับโลกอย่างเต็มภาคภูมิ

ที่มา – นายกฯ มอบรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น หนุน SME สู่ตลาดโลก รัฐบาลจะเป็นพาหนะให้ผู้ประกอบการ

อภิสิทธิ์ เปิดงานสายฟ้าฮ่วมใจ ฮอมแฮงเมืองเหนือ

เรียกได้ว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เดินทางไปเปิดงาน อภิสิทธิ์ เปิดงานสายฟ้าฮ่วมใจ ฮอมแฮงเมืองเหนือ ณ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเดินหน้าปรับทัพและสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องชาวเหนืออีกครั้ง งานนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่พรรคประชาธิปัตย์แสดงจุดยืนชัดเจนว่า ต้องการฟื้นฟูศรัทธาและกลับมาเป็นพรรคการเมืองหลักที่เป็นทางเลือกอันดับต้นๆ ของประชาชน

เจาะลึก อภิสิทธิ์ เปิดงานสายฟ้าฮ่วมใจ ฮอมแฮงเมืองเหนือ

ภายในงานมีการแลกเปลี่ยนมุมมองทางการเมืองที่น่าสนใจ โดยนายอภิสิทธิ์ได้ย้ำชัดว่าแม้สถานการณ์ทางการเมืองจะมีความท้าทาย แต่ประชาธิปัตย์ไม่ใช่พรรคการเมืองเฉพาะกิจ เราทำงานด้วยความมุ่งมั่นเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของฝุ่น PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตคนภาคเหนือ หรือการยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ผ่านต้นทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่มากมายในท้องถิ่น

เป้าหมายของ อภิสิทธิ์ เปิดงานสายฟ้าฮ่วมใจ ฮอมแฮงเมืองเหนือ

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนในการเข้าถึงใจประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และกลุ่มที่เคยมีความผูกพันกับพรรคมาอย่างยาวนาน ซึ่งกลยุทธ์สำคัญที่นายอภิสิทธิ์เน้นย้ำ คือ:

  • การผลักดันการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ไม่เน้นฉาบฉวย
  • การเชื่อมโยงนโยบายระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต
  • การใช้เทคโนโลยีมาต่อยอดมูลค่าทางเศรษฐกิจในระดับเมือง
  • การตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ

หลายคนอาจสงสัยว่าการกลับมาครั้งนี้จะสอดคล้องกับสมการการเมือง 3 สีที่กำลังเป็นกระแสหรือไม่ แต่นายอภิสิทธิ์ได้ตอบอย่างอารมณ์ดีว่า พรรคประชาธิปัตย์เน้นการทำงานเพื่อประชาชนเป็นหลัก และไม่ขอเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสมการการเมืองใดๆ ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับทิศทางในการแก้ปัญหาประเทศ นี่คือความชัดเจนที่ทำให้หลายคนมองว่า ประชาธิปัตย์กำลังกลับมาทำการเมืองแบบเนื้อๆ เน้นผลลัพธ์มากกว่าการเล่นเกมการเมืองเพื่ออำนาจ

หากถามถึงอนาคต เชื่อว่าความท้าทายของพรรคคือการพิสูจน์ผลงานผ่านการปฏิบัติจริง ซึ่งทางพรรคเองก็ยอมรับว่าต้องใช้เวลา แต่การเริ่มต้นในครั้งนี้ถือเป็นการปักหมุดหมายที่ดีในการสร้างฐานเสียงที่แข็งแกร่งขึ้นอีกครั้งในภาคเหนือ ประชาชนต้องการเห็นพรรคการเมืองที่พร้อมเป็นกระบอกเสียงและเสนอทางออกที่สร้างสรรค์มากกว่าแค่การโต้ตอบกันไปมา

ท้ายที่สุดนี้ ในมุมมองของผม การที่ประชาธิปัตย์ลุกขึ้นมาขยับตัวอย่างจริงจังแบบนี้ จะส่งผลดีต่อตัวเลือกของประชาชนในอนาคต เพราะยิ่งมีพรรคที่กล้าตรวจสอบและมีนโยบายที่ชัดเจนมากเท่าไหร่ ประชาชนก็จะได้รับประโยชน์มากที่สุดเท่านั้น เรามาร่วมติดตามกันต่อไปว่าก้าวต่อไปของพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์จะเป็นอย่างไรครับ

ที่มา – “อภิสิทธิ์” เปิดงานสายฟ้าฮ่วมใจ ฮอมแฮงเมืองเหนือ ย้ำ ปชป.เดินหน้าฟื้นศรัทธาเป็นพรรคหลัก

Solar Credit นวัตกรรมสินเชื่อโซลาร์เซลล์ ลดภาระค่าไฟ

เจาะลึก Solar Credit นวัตกรรมสินเชื่อแนวใหม่ ดันติดตั้งโซลาร์เซลล์ ลดภาระค่าไฟ

ในยุคที่ค่าครองชีพสูงขึ้น การจัดการภาระค่าไฟฟ้ากลายเป็นโจทย์ใหญ่ของทุกครัวเรือน ล่าสุดรัฐบาลได้เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายพลังงานสะอาดผ่าน Solar Credit นวัตกรรมสินเชื่อแนวใหม่ ดันติดตั้งโซลาร์เซลล์ ลดภาระค่าไฟ เพื่อช่วยให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องแบกรับภาระเงินก้อนโตในครั้งเดียว

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เปิดเผยถึงโมเดลนี้ว่าเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยรัฐจะพิจารณาสินเชื่อผ่าน Alternative Credit Score หรือการใช้พฤติกรรมการใช้ไฟฟ้ามาเป็นเกณฑ์ตัดสิน แทนที่จะดูเพียงเอกสารรายได้แบบดั้งเดิม ทำให้ผู้ที่สนใจติดตั้งระบบสามารถเข้าถึงโอกาสนี้ได้อย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น

ทำความรู้จัก Solar Credit นวัตกรรมสินเชื่อแนวใหม่ ดันติดตั้งโซลาร์เซลล์ ลดภาระค่าไฟ ที่น่าจับตามอง

ความโดดเด่นของโครงการนี้คือการร่วมมือกับแบงก์รัฐ เช่น ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารออมสิน ในการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ โดยมีกลไกสำคัญดังนี้:

  • ไม่ต้องจ่ายเงินก้อน: ธนาคารรัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการติดตั้งทั้งหมดในช่วงเริ่มต้น
  • พิจารณาจากพฤติกรรม: ใช้ข้อมูลการใช้ไฟฟ้าจริงมาประกอบการพิจารณาสินเชื่อ
  • คุ้มค่าในระยะยาว: ในปีที่ 3 ภาระค่าใช้จ่ายแทบไม่เพิ่มขึ้นจากปกติ และปีที่ 5 เป็นต้นไปจะเริ่มเห็นกำไรจากการประหยัดค่าไฟได้อย่างชัดเจน
  • ขายไฟคืนรัฐได้: เมื่อติดตั้งผ่านการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ประชาชนสามารถเชื่อมต่อระบบและขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนให้แก่ภาครัฐได้อีกด้วย

ด้วยเป้าหมายผู้เข้าร่วมโครงการกว่า 500,000 ราย Solar Credit นวัตกรรมสินเชื่อแนวใหม่ ดันติดตั้งโซลาร์เซลล์ ลดภาระค่าไฟ จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยลดต้นทุนการใช้พลังงานในระดับครัวเรือนและภาคธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม การที่รัฐบาลเข้ามาสนับสนุนและมีกลไกการอนุมัติสินเชื่อที่ยืดหยุ่นเช่นนี้ ถือเป็นการปลดล็อกข้อจำกัดทางการเงินที่เคยเป็นอุปสรรคต่อการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในอดีตไปอย่างสิ้นเชิง

ในมุมมองของผู้เขียน โครงการนี้ถือเป็นการวางรากฐานพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน เพราะนอกจากจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายส่วนบุคคลแล้ว ยังเป็นการลดการพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศ ซึ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจมหภาคของไทยในระยะยาว สำหรับใครที่กำลังมองหาทางเลือกเพื่อลดค่าไฟ การติดตามเงื่อนไขและเตรียมความพร้อมในการสมัครเข้าร่วมโครงการนี้ถือเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าและน่าสนใจอย่างยิ่งครับ

ที่มา – “เอกนิติ” เปิดโมเดล “Solar Credit” นวัตกรรมสินเชื่อแนวใหม่ ดันติดตั้งโซลาร์เซลล์ ลดภาระค่าไฟ

Scroll to top