ข่าวการเมืองล่าสุด

จุลพันธ์ แจง คำสั่งทุเลาศาลปกครอง ไม่กระทบแผนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม

สวัสดีครับเพื่อนๆ ผู้ประกันตนทุกคน ช่วงนี้หลายคนอาจจะกำลังติดตามข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมกันอยู่ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องคำสั่งศาลปกครองที่หลายคนกังวลว่าจะทำให้ทุกอย่างต้องเลื่อนออกไปหรือไม่ วันนี้เรามาสรุปประเด็นที่ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ออกมาชี้แจงให้หายข้องใจกันครับ

จุลพันธ์ แจง คำสั่งทุเลาศาลปกครอง ไม่กระทบแผนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม

หลายคนอาจจะตื่นตระหนกกับข่าวที่ว่าศาลปกครองมีคำสั่งทุเลาการบังคับคดี จนกลัวว่าแผนการเลือกตั้งที่เราตั้งตารอจะสะดุด แต่ความจริงแล้ว จุลพันธ์ แจง คำสั่งทุเลาศาลปกครอง ไม่กระทบแผนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม เลยแม้แต่น้อยครับ โดยท่านรัฐมนตรีได้ย้ำชัดเจนว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งไม่ได้มีมติเลื่อนการเลือกตั้งตั้งแต่ต้น ทุกอย่างยังคงเดินหน้าตามกำหนดการเดิม

ความคืบหน้าการเตรียมพร้อมเลือกตั้ง

สำหรับการทุเลาการบังคับใช้ประกาศข้อที่ 2 ในประเด็นเรื่องการลงทะเบียนนั้น เป็นเพียงการชะลอในจุดเล็กๆ เพื่อรอความชัดเจนในข้อกฎหมายให้แม่นยำที่สุดเท่านั้นครับ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาภายหลังจนส่งผลเสียต่อระบบประกันสังคมของเรา โดยมีขั้นตอนดังนี้:

  • การดำเนินการตามกระบวนการอุทธรณ์คำสั่งทางกฎหมาย
  • การเตรียมความพร้อมด้านการบริหารจัดการการเลือกตั้งในส่วนอื่นๆ
  • การประสานงานกับคณะกรรมการเพื่อความโปร่งใส

การที่ท่านรัฐมนตรีออกมากล่าวว่า จุลพันธ์ แจง คำสั่งทุเลาศาลปกครอง ไม่กระทบแผนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม นั้น ถือเป็นเรื่องดีที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องผู้ประกันตนกว่า 24 ล้านคน ว่าเป้าหมายสำคัญที่สุดคือการได้ตัวแทนที่เข้ามาบริหารกองทุนอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ครับ

หากถามถึงมุมมองในเรื่องนี้ ผมมองว่าความรอบคอบเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดครับ การรีบเร่งทำไปโดยมีช่องโหว่ทางกฎหมายอาจนำไปสู่การถูกฟ้องร้องจนการเลือกตั้งเป็นโมฆะได้ในอนาคต ดังนั้นการที่กระทรวงแรงงานยอมเสียเวลาตรวจสอบให้ชัดเจนเพื่อป้องกันปัญหาภายหลัง จึงเป็นแนวทางที่เหมาะสมและรัดกุมที่สุดสำหรับทุกคนครับ

สรุปสั้นๆ ให้ทุกคนสบายใจได้เลยครับว่า ทุกขั้นตอนกำลังดำเนินไปอย่างถูกต้องและชอบธรรม พี่น้องผู้ประกันตนไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดการเลื่อนเลือกตั้งแต่อย่างใด เรามารอติดตามการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่ที่จะเข้ามาดูแลสิทธิประโยชน์ของเรากันต่อไปนะครับ

ที่มา – “จุลพันธ์” แจง คำสั่งทุเลาศาลปกครอง ไม่กระทบแผนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม

รัฐบาลเข้มงวดเอาผิดขบวนการออกบัตรประชาชนให้ต่างชาติ

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวคราวที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในขณะนี้ เกี่ยวกับการที่ภาครัฐออกมาประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลเข้มงวดเอาผิดขบวนการออกบัตรประชาชนให้ต่างชาติ อย่างจริงจังและไม่มีข้อยกเว้น เพราะเรื่องนี้ถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติอย่างร้ายแรงเลยทีเดียวครับ

รัฐบาลเข้มงวดเอาผิดขบวนการออกบัตรประชาชนให้ต่างชาติ

ทางด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นนี้ว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ดำเนินการสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว ซึ่งบทลงโทษนั้นถือว่ามีความรุนแรงมาก โดยท่านได้ยกตัวอย่างเคสที่เกิดขึ้นในอำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีอดีตปลัดอำเภอเข้าไปพัวพันจนเกิดความเครียดและจบชีวิตตัวเองลง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการกระทำผิดในลักษณะนี้นั้นมีโทษที่หนักหนาสาหัสเพียงใด

มาตรการเด็ดขาดเมื่อรัฐบาลเข้มงวดเอาผิดขบวนการออกบัตรประชาชนให้ต่างชาติ

นายกฯ ได้ย้ำเตือนใจข้าราชการทุกคนว่า การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตคือหัวใจสำคัญ และการที่ใครสักคนต้องเผชิญกับโทษรวมหลายร้อยปีจากหลายคดีนั้น เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการไม่ริเริ่มทำสิ่งที่ผิดกฎหมายตั้งแต่ต้นครับ โดยมาตรการที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่มีดังนี้:

  • การตรวจสอบย้อนหลังการออกบัตรประชาชนในพื้นที่เสี่ยง
  • การใช้ระบบฐานข้อมูลดิจิทัลเข้ามาช่วยคัดกรองเพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์
  • การลงโทษทางวินัยและอาญาอย่างเฉียบขาดสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
  • การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับประชาชนในพื้นที่เพื่อแจ้งเบาะแส

ในมุมมองของผม การที่ รัฐบาลเข้มงวดเอาผิดขบวนการออกบัตรประชาชนให้ต่างชาติ ในครั้งนี้ เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่ารัฐไม่ยอมให้มีการคอรัปชันหรือการละเมิดกฎหมายจนส่งผลกระทบต่อสิทธิและผลประโยชน์ของคนไทย โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องบัตรประชาชนซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญมากสำหรับพลเมืองไทยครับ

สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากไว้ว่า กฎหมายบ้านเมืองมีความศักดิ์สิทธิ์เสมอ และไม่ว่าคุณจะเป็นใคร หากตัดสินใจทำผิดกฎหมาย ย่อมต้องได้รับผลของกรรมนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หวังว่าบทเรียนจากกรณีอดีตปลัดอำเภอจะเป็นเครื่องเตือนใจให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทุกคนตระหนักถึงความถูกต้องเหนือสิ่งอื่นใด

ที่มา – นายกฯ ยันรัฐบาลเข้มงวดเอาผิดขบวนการออกบัตรประชาชนให้ต่างชาติ ชี้โทษรุนแรง

รัฐบาลตั้งวอร์รูม 24 ชม. รับมือน้ำท่วมภาคเหนือ ปลดล็อกงบฉุกเฉิน

สถานการณ์สภาพอากาศในปัจจุบันมีความแปรปรวนสูง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือที่ต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งสลับกันไป ล่าสุดมีข่าวดีเมื่อ รัฐบาลตั้งวอร์รูม 24 ชม. รับมือน้ำท่วมภาคเหนือ ปลดล็อกงบฉุกเฉินให้ผู้ว่าฯ ช่วยประชาชนได้ทันที เพื่อยกระดับการช่วยเหลือให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

รัฐบาลตั้งวอร์รูม 24 ชม. รับมือน้ำท่วมภาคเหนือ ปลดล็อกงบฉุกเฉินให้ผู้ว่าฯ ช่วยประชาชนได้ทันที

การปรับตัวครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะรัฐบาลได้สั่งการให้ทุกจังหวัดปรับรูปแบบการทำงานสู่เชิงรุกเต็มรูปแบบ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าประชาชนจะได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที โดยเฉพาะการตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ย่อยที่พร้อมปฏิบัติงานตลอดเวลา นอกจากนี้ยังมีการเตรียมความพร้อมทั้งกำลังคนและเครื่องจักรกลหนักให้พร้อมสแตนด์บายในจุดเสี่ยงภัยทุกพื้นที่

ปลดล็อกงบฉุกเฉินเพื่อการช่วยเหลือที่คล่องตัว

ปัญหาที่ผ่านมามักติดขัดเรื่องขั้นตอนทางราชการที่ล่าช้า แต่ด้วยนโยบายใหม่นี้ รัฐบาลตั้งวอร์รูม 24 ชม. รับมือน้ำท่วมภาคเหนือ ปลดล็อกงบฉุกเฉินให้ผู้ว่าฯ ช่วยประชาชนได้ทันที ทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถตัดสินใจใช้เงินทดรองราชการกรณีฉุกเฉินได้ทันทีเมื่อประเมินความเสี่ยงแล้วว่ามีอันตรายสูง โดยไม่ต้องรอเอกสารหรือขั้นตอนที่ยุ่งยาก เพื่อให้การบรรเทาความเสียหายหน้างานทำได้อย่างรวดเร็วที่สุด

แนวทางปฏิบัติที่รัฐบาลเน้นย้ำมีดังนี้:

  • การสำรวจพื้นที่เสี่ยงภัยและการวางแผนอพยพกลุ่มเปราะบางเป็นอันดับแรก
  • การบูรณาการกำลังทหารและศูนย์ ปภ. เขต เพื่อเข้าถึงพื้นที่เข้าถึงยาก
  • การจัดทำฐานข้อมูลน้ำต้นทุนเพื่อป้องกันปัญหาภัยแล้งในระยะยาว
  • การเร่งสำรวจความเสียหายหลังน้ำลดเพื่อจ่ายเงินเยียวยาให้ถึงมือประชาชนโดยเร็ว

เป็นเรื่องน่ายินดีที่ภาครัฐหันมาให้ความสำคัญกับการลดขั้นตอนและเน้นการทำงานเชิงรุก เพราะภัยพิบัติเป็นสิ่งที่รอไม่ได้ การมีงบประมาณที่คล่องตัวและศูนย์ปฏิบัติการที่พร้อมลุย 24 ชั่วโมง จะเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้พี่น้องชาวเหนือมั่นใจได้ว่าพวกเขาจะไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังเมื่อเกิดภัยพิบัติครับ

หวังว่ามาตรการ รัฐบาลตั้งวอร์รูม 24 ชม. รับมือน้ำท่วมภาคเหนือ ปลดล็อกงบฉุกเฉินให้ผู้ว่าฯ ช่วยประชาชนได้ทันที นี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชนได้จริง และเป็นโมเดลต้นแบบในการบริหารจัดการภัยพิบัติทั่วประเทศต่อไปครับ

ที่มา – รัฐบาลตั้งวอร์รูม 24 ชม. รับมือน้ำท่วมภาคเหนือ ปลดล็อกงบฉุกเฉินให้ผู้ว่าฯ ช่วยประชาชนได้ทันที

กกต.บอร์ดประกันสังคม ยืนยันไม่เลื่อนวันเลือกตั้ง ย้ำกำหนดเดิม 27 ก.ย. 69

กกต.บอร์ดประกันสังคม ยืนยันไม่เลื่อนวันเลือกตั้ง ย้ำกำหนดเดิม 27 ก.ย. 69

ข่าวดีสำหรับผู้ประกันตนและผู้ประกอบการทุกคนครับ! หลังจากที่มีกระแสข่าวเรื่องความกังวลเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ล่าสุดทางคณะกรรมการการเลือกตั้งฯ ได้ออกมาสยบข่าวลือและชี้แจงสถานการณ์ให้ทราบโดยทั่วกันว่า กกต.บอร์ดประกันสังคม ยืนยันไม่เลื่อนวันเลือกตั้ง ย้ำกำหนดเดิม 27 ก.ย. 69 อย่างแน่นอน โดยจะเป็นการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน เพื่อเข้ามาทำหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ของเราทุกคนในคณะกรรมการประกันสังคมครับ

ทำความเข้าใจใหม่: ชะลอแค่กระบวนการ ไม่ใช่เลื่อนวัน

หลายท่านอาจเกิดความสับสนเมื่อได้ยินข่าวเรื่องการชะลอการประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ผ่านมา แต่ผมขอเน้นย้ำตรงนี้ว่า กกต.บอร์ดประกันสังคม ยืนยันไม่เลื่อนวันเลือกตั้ง ย้ำกำหนดเดิม 27 ก.ย. 69 ซึ่งการที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งทุเลาการดำเนินการในบางส่วนนั้น เป็นเพียงการจัดการขั้นตอนภายในเพื่อความรอบคอบและถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น โดยจะไม่มีผลกระทบต่อวันเลือกตั้งจริงที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 27 กันยายน 2569 นี้ครับ

เพื่อให้การเลือกตั้งในครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่นและโปร่งใส ทางสำนักงานประกันสังคมได้เตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ อย่างเต็มที่ ดังนี้:

  • เร่งสรุปรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ครอบคลุมและแม่นยำ
  • ปรับปรุงขั้นตอนการตรวจสอบสิทธิให้สะดวกและทั่วถึงมากที่สุด
  • ประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งตามกำหนดการเดิมในวันที่ 19 สิงหาคม 2569
  • เตรียมสถานที่จัดเลือกตั้งและหน่วยเลือกตั้งให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้ใช้สิทธิ

ความพยายามในการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของการมีส่วนร่วมจากพี่น้องผู้ประกันตนและนายจ้างทุกท่าน ดังนั้น การที่ กกต.บอร์ดประกันสังคม ยืนยันไม่เลื่อนวันเลือกตั้ง ย้ำกำหนดเดิม 27 ก.ย. 69 จึงถือเป็นข่าวดีที่ทำให้เรายังคงสามารถไปใช้สิทธิเลือกตัวแทนที่จะเข้าไปบริหารกองทุนประกันสังคมได้ตามตารางเวลาที่วางไว้ครับ

หากท่านใดมีข้อสงสัยหรือต้องการตรวจสอบสิทธิของตนเอง สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์อำนวยการจัดการเลือกตั้งฯ (ศอ.ลต.) โทรศัพท์ 0 2956 2929 ในวันและเวลาราชการ หรือติดต่อสายด่วนสำนักงานประกันสังคม 1506 ได้ตลอด 24 ชั่วโมงครับ อย่าลืมเตรียมตัวไปใช้สิทธิเพื่อกำหนดทิศทางสวัสดิการของพวกเรากันนะครับ

ที่มา – กกต.บอร์ดประกันสังคม ยืนยันไม่เลื่อนวันเลือกตั้ง ย้ำกำหนดเดิม 27 ก.ย. 69

มท.4 ย้ำจัดการ 5,925 ราย โกงสอบท้องถิ่น คืนความเป็นธรรมให้ระบบสอบ

มท.4 ย้ำจัดการ 5,925 ราย โกงสอบท้องถิ่น คืนความเป็นธรรมให้ระบบสอบ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการราชการไทย เมื่อนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนในการจัดการผู้เกี่ยวข้องกับกรณี มท.4 ย้ำจัดการ 5,925 ราย โกงสอบท้องถิ่น คืนความเป็นธรรมให้ระบบสอบ โดยเน้นย้ำว่านี่คือภารกิจสำคัญเพื่อกู้คืนความเชื่อมั่นให้แก่ระบบการสอบแข่งขันของภาครัฐให้กลับมาศักดิ์สิทธิ์และโปร่งใสอีกครั้ง

เปิดเบื้องลึกการตรวจสอบโกงสอบท้องถิ่น

การดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวน 5,925 ราย ไม่ได้เป็นเพียงการลงโทษรายบุคคลเท่านั้น แต่เป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังขบวนการทุจริตว่า ทางกระทรวงมหาดไทยเอาจริง การตรวจสอบครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเน้นแค่การเอาผิดย้อนหลัง แต่ต้องการสาวไปถึงต้นตอของขบวนการโกงทั้งหมด เพื่อให้มั่นใจว่าคนที่ตั้งใจสอบด้วยความรู้ความสามารถจริงจะไม่เสียโอกาสไปเพราะการกระทำของคนกลุ่มนี้

นายวรศิษฎ์กล่าวเน้นย้ำว่า มท.4 ย้ำจัดการ 5,925 ราย โกงสอบท้องถิ่น คืนความเป็นธรรมให้ระบบสอบ โดยต้องแยกแยะระหว่างคนสุจริตและคนทุจริตอย่างเด็ดขาด ระบบราชการไทยต้องไม่มีที่ยืนให้กับคนที่ใช้ทางลัดในการเข้าสู่ตำแหน่ง หากตรวจสอบพบเจ้าหน้าที่รัฐหรือใครก็ตามที่อยู่เบื้องหลัง จะต้องถูกดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่ละเว้น

  • เร่งตรวจสอบหลักฐานและข้อเท็จจริงตามกฎหมาย
  • แยกผู้ทุจริตและผู้สุจริตออกจากกันเพื่อคุ้มครองสิทธิ์
  • กวาดล้างขบวนการต้นตอการโกงแบบขุดรากถอนโคน
  • ปรับปรุงกลไกการสอบให้ปลอดภัยและโปร่งใส

ในมุมมองของความยั่งยืน การแก้ปัญหาทุจริตนี้ต้องมองครอบคลุมทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การควบคุมข้อสอบ การรักษาความลับ ไปจนถึงการจัดระเบียบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีมาตรฐานใหม่ที่ประชาชนไว้วางใจได้ เมื่อมีการจัดการอย่างจริงจังในกรณี มท.4 ย้ำจัดการ 5,925 ราย โกงสอบท้องถิ่น คืนความเป็นธรรมให้ระบบสอบ ย่อมเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่แสดงให้เห็นว่า การโกงไม่ใช่เครื่องมือที่จะนำพาไปสู่ความสำเร็จในชีวิตราชการได้อีกต่อไป

ท้ายที่สุดแล้ว ความเป็นธรรมคือหัวใจสำคัญของการรับราชการ หากปล่อยให้การทุจริตกัดกินระบบไปเรื่อยๆ คนเก่งคนดีก็จะหมดกำลังใจในการสอบแข่งขัน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่ามาตรการเด็ดขาดจากกระทรวงมหาดไทยในครั้งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะทำให้สังคมไทยมั่นใจในความยุติธรรมของการสอบแข่งขันภาครัฐได้อีกครั้ง

ที่มา – มท.4 ย้ำจัดการ 5,925 ราย โกงสอบท้องถิ่น คืนความเป็นธรรมให้ระบบสอบ ลั่นต้องสาวถึงต้นตอขบวนการโกง

รมช.ดีอี มั่นใจเสถียรภาพรัฐบาล ยันตอบฝ่ายค้านได้หมด

ในสถานการณ์การเมืองที่กำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เมื่อใกล้ถึงเวลาเปิดสมัยประชุมสภาฯ น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมของรัฐบาล โดยเน้นย้ำถึงประเด็นสำคัญว่า รมช.ดีอี มั่นใจเสถียรภาพรัฐบาล ยันตอบฝ่ายค้านได้หมด หากยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าทางฝั่งรัฐบาลไม่ได้มีความกังวลใจแต่อย่างใด

รมช.ดีอี มั่นใจเสถียรภาพรัฐบาล ยันตอบฝ่ายค้านได้หมด

การเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดสมัยประชุมสามัญในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ ถือเป็นวาระสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งผลักดันกฎหมายหลายฉบับ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ซึ่ง น.ส.แนน ได้ระบุว่าพรรคร่วมรัฐบาลพร้อมทำงานเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่หลายคนจับตามองคือการเคลื่อนไหวของฝ่ายค้านที่อาจมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่ง รมช.ดีอี มั่นใจเสถียรภาพรัฐบาล ยันตอบฝ่ายค้านได้หมด หากยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นไหนก็ตาม

มุมมองต่อประเด็นการเมืองและเสถียรภาพรัฐบาล

เมื่อถูกถามถึงกรณีฝ่ายค้านอาจหยิบยกประเด็นเรื่องการฮั้ว สว. มาเป็นหัวข้ออภิปราย น.ส.แนนได้ตั้งข้อสังเกตว่าฝ่ายค้านควรพิจารณาถึงความเหมาะสมและหลักฐานที่มีอยู่ เพราะที่ผ่านมามักเป็นการกล่าวหาโดยปราศจากข้อมูลที่ชัดเจน เธอจึงย้ำว่า รมช.ดีอี มั่นใจเสถียรภาพรัฐบาล ยันตอบฝ่ายค้านได้หมด หากยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ และเชื่อมั่นว่ารัฐบาลสามารถชี้แจงทุกข้อสงสัยได้อย่างตรงไปตรงมาเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน

  • ความพร้อมของรัฐบาลในการเสนอกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัล
  • จุดยืนของโฆษกพรรคภูมิใจไทยต่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
  • ความสำคัญของการมีหลักฐานก่อนการตั้งคำถามในสภาฯ

ท้ายที่สุดแล้ว เสถียรภาพของรัฐบาลไม่ได้วัดกันเพียงแค่ตัวเลขเสียงในสภาฯ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสามารถในการสื่อสารและบริหารงานให้เห็นผลเป็นรูปธรรม การที่รัฐมนตรีออกมาแสดงความมั่นใจเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นว่าในมุมของฝ่ายบริหาร พวกเขาพร้อมแล้วที่จะพิสูจน์ผลงานผ่านการตอบข้อซักถามในสภาฯ อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งนับเป็นกลไกปกติของระบอบประชาธิปไตยที่เราควรจับตามองอย่างใกล้ชิดต่อไปว่าฝ่ายค้านจะนำข้อมูลชุดใดมาพิสูจน์ความจริงได้บ้าง

ที่มา – รมช.ดีอี มั่นใจเสถียรภาพรัฐบาล ยันตอบฝ่ายค้านได้หมด หากยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ

“ไอติม-พนิดา” จ่อแฉเส้นเงินคดี ฮั้วสว. โยงบุคคลใหม่

เรียกได้ว่าเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อล่าสุดมีกระแสข่าวว่า “ไอติม-พนิดา” จ่อแฉเส้นเงินคดี ฮั้วสว. โยงบุคคลใหม่ ที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อนในการแถลงข่าวที่จะถึงนี้ ซึ่งถือเป็นภาคต่อของการขุดคุ้ยความผิดปกติในการเลือก สว. ที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตมาอย่างต่อเนื่อง

“ไอติม-พนิดา” จ่อแฉเส้นเงินคดี ฮั้วสว. โยงบุคคลใหม่

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. พรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว เชิญชวนประชาชนร่วมติดตามการแถลงข่าวเจาะลึกหลักฐาน คดีโกง สว. ภาค 4 โดยงานนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องของ “ใบสั่ง” เท่านั้น แต่ยังรวมถึงเส้นทางการเงินที่น่าสงสัยและสายสัมพันธ์เบื้องลึกเบื้องหลัง โดยจะมีพยานบุคคลสำคัญอย่าง นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ จากไอลอว์ มาร่วมตีแผ่ความจริงในครั้งนี้ด้วย

เปิดปม “ไอติม-พนิดา” จ่อแฉเส้นเงินคดี ฮั้วสว. โยงบุคคลใหม่ที่เกี่ยวข้อง

ทางด้าน น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ ได้ออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ไฮไลต์ของการแถลงข่าวในครั้งนี้คือการนำเสนอภาพเส้นทางการเงินที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยจะมีพยานกลุ่มใหม่จากจังหวัดที่แตกต่างออกไปมายืนยันถึงการทำเป็นขบวนการ ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดคือการที่เส้นเงินเหล่านี้กำลังพุ่งเป้าไปถึงบุคคลใหม่ที่ยังไม่เคยเปิดเผยตัวตนมาก่อน โดยบุคคลดังกล่าวมีความใกล้ชิดกับพรรคการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ

  • หลักฐานเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงถึงตัวบุคคลใหม่
  • ข้อมูลผลประโยชน์ต่างตอบแทนที่ผิดกฎหมายชัดเจน
  • ความกังวลต่อการทำงานของ กกต. ในชุดคณะอนุกรรมการที่ 36

สิ่งที่สังคมตั้งคำถามคือ หากหลักฐานมีความชัดเจนขนาดนี้ เหตุใดคณะอนุกรรมการของ กกต. จึงยังมองว่าไม่มีความผิด? สิ่งนี้สร้างความเคลือบแคลงใจให้กับประชาชนอย่างมากว่า กกต. ชุดใหญ่จะมีความเห็นอย่างไรต่อไป ท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้ตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาและโปร่งใสที่สุด

ในมุมมองส่วนตัวของผู้เขียน การติดตามประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญของระบอบประชาธิปไตย เพราะหากกระบวนการคัดเลือกสภาสูงเกิดความไม่เป็นธรรม ย่อมส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการบริหารประเทศในระยะยาว เราต้องจับตาดูว่าหลักฐานใหม่ในวันที่ 9 ส.ค. นี้ จะสามารถสั่นคลอนหรือมัดตัวผู้กระทำผิดได้มากน้อยเพียงใด และหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะใช้ดุลยพินิจเพื่อรักษาความยุติธรรมให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “ไอติม-พนิดา” จ่อแฉเส้นเงินคดี ฮั้วสว. โยงบุคคลใหม่ที่ไม่เคยเปิดพรุ่งนี้

“สุรศักดิ์” ตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวรัสเซีย 2 ล้านคน ภายในสิ้นปี 2026

ข่าวดีสำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย เมื่อล่าสุดท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา “สุรศักดิ์” ได้ออกมาประกาศความพร้อมในการสร้างความร่วมมือกับประเทศรัสเซีย โดยมีหมุดหมายสำคัญคือ “สุรศักดิ์” ตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวรัสเซีย 2 ล้านคน ภายในสิ้นปี 2026 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวให้คึกคักกว่าที่เคย

“สุรศักดิ์” ตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวรัสเซีย 2 ล้านคน ภายในสิ้นปี 2026

การหารือร่วมกับ นายเยฟเกนี โตมีฮิน เอกอัครราชทูตสหพันธรัฐรัสเซียประจำประเทศไทย ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยรัฐบาลไทยมุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ เพื่อให้ชาวรัสเซียเดินทางมาท่องเที่ยวไทยได้อย่างสะดวกสบายและปลอดภัยที่สุด

กลยุทธ์สำคัญสู่เป้าหมายนักท่องเที่ยวรัสเซีย

เพื่อให้ “สุรศักดิ์” ตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวรัสเซีย 2 ล้านคน ภายในสิ้นปี 2026 เป็นจริงได้ ทางกระทรวงฯ ได้เตรียมมาตรการรองรับไว้อย่างครบวงจร ดังนี้:

  • เพิ่มเที่ยวบินเชื่อมไทย-รัสเซีย: เน้นการเชื่อมโยงทางอากาศ (Air Connectivity) เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเดินทางของนักท่องเที่ยวคุณภาพ
  • ชูจุดเด่นเมืองไทย: ใช้กลยุทธ์ Cuisine Diplomacy หรือการทูตทางอาหาร ร่วมกับการนำเสนอวัฒนธรรมและซอฟต์พาวเวอร์ไทยให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น
  • ยกระดับความปลอดภัยขั้นสูงสุด: มุ่งเน้นการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย
  • ความร่วมมือด้านกีฬา: แลกเปลี่ยนบุคลากรด้านกีฬาโดยเฉพาะกีฬาฤดูหนาวและฮอกกี้น้ำแข็งตามแผนปฏิบัติการร่วม

นอกจากนี้ ในปี 2570 ประเทศไทยและรัสเซียยังเตรียมเฉลิมฉลองครบรอบ 130 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งจะเป็นโอกาสดีในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับใหญ่ที่ดึงดูดผู้คนจากทั้งสองประเทศให้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันมากขึ้น

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ นี่ถือเป็นนโยบายเชิงรุกที่น่าสนใจ เพราะนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียถือเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและนิยมเดินทางมาพักผ่อนในไทยยาวนาน หากภาครัฐสามารถดึงกลุ่มนี้เข้ามาได้ตามเป้าหมาย ย่อมส่งผลดีต่อผู้ประกอบการท้องถิ่นทั่วประเทศไทยอย่างแน่นอน เชื่อมั่นว่าด้วยการประสานงานที่ใกล้ชิดเช่นนี้ เป้าหมายที่เราตั้งไว้จะไม่เกินเอื้อมอย่างแน่นอน

ที่มา – “สุรศักดิ์” ตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวรัสเซีย 2 ล้านคน ภายในสิ้นปี 2026

อนุทิน ควง จ๋า เดินงานโอทอป ซื้อสร้อยทับทิมกินบ่เซี่ยง 1.2 ล้าน

บรรยากาศสุดประทับใจ อนุทิน ควง จ๋า เดินงานโอทอป ซื้อสร้อยทับทิมกินบ่เซี่ยง 1.2 ล้าน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจเมื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ควงภริยา คุณจ๋า ธนนนท์ ชาญวีรกูล ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี” ประจำปี 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งงานนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างล้นหลาม โดยไฮไลท์สำคัญที่ทำเอาโซเชียลฮือฮาคือการที่ อนุทิน ควง จ๋า เดินงานโอทอป ซื้อสร้อยทับทิมกินบ่เซี่ยง 1.2 ล้าน เพื่อมอบเป็นของขวัญให้กับภริยาคู่ใจ

ความหมายมงคลของสร้อยทับทิมกินบ่เซี่ยง

สำหรับสร้อยคอทองคำขาวเพชรล้อมทับทิมกินบ่เซี่ยงที่นายกฯ เลือกซื้อนั้น ไม่ใช่เพียงแค่ความสวยงาม แต่ยังแฝงไปด้วยความหมายที่เป็นมงคลอย่างยิ่ง โดยคำว่า “กินบ่เซี่ยง” เป็นภาษาถิ่นที่หมายถึง “กินใช้ไม่หมด” สื่อความหมายถึงความมั่งคั่งร่ำรวย โชคลาภไหลมาเทมาไม่ขาดสาย ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเป็นของขวัญชิ้นพิเศษในโอกาสสำคัญ การที่ อนุทิน ควง จ๋า เดินงานโอทอป ซื้อสร้อยทับทิมกินบ่เซี่ยง 1.2 ล้าน ในครั้งนี้ยังเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและส่งเสริมผู้ประกอบการไทยไปในตัวด้วย

นอกเหนือจากเรื่องเครื่องประดับแล้ว ภายในงานนายกรัฐมนตรียังได้เยี่ยมชมร้านค้าต่างๆ อย่างเป็นกันเอง ไม่ว่าจะเป็น:

  • ร้านไอศกรีมกะทิสดเจ้าดัง
  • บูธชาข้าวกล้องเพื่อสุขภาพ
  • ผลิตภัณฑ์จากย่านลิเภา งานหัตถกรรมชั้นครู
  • ทุเรียนหลินลับแลของดีขึ้นชื่อ

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยรอยยิ้ม โดยมีแม่ค้าหลายรายเข้ามาชื่นชมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60:40” ที่สามารถช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าขายของได้ดีขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งนายกฯ เองก็ได้ให้กำลังใจและรับปากว่าจะพยายามพัฒนาโครงการดีๆ แบบนี้ต่อไป

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีในการสนับสนุนสินค้าไทย แต่ยังแสดงให้เห็นถึงมุมหวานๆ ของ อนุทิน ควง จ๋า เดินงานโอทอป ซื้อสร้อยทับทิมกินบ่เซี่ยง 1.2 ล้าน ซึ่งสะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับครอบครัวควบคู่ไปกับการสนับสนุนสินค้าหัตถกรรมไทยที่เป็นเอกลักษณ์ หากใครมีเวลาว่าง อย่าลืมแวะไปเดินชมงานศิลปาชีพประทีปไทยกันได้ตั้งแต่วันที่ 8–16 สิงหาคมนี้ เชื่อว่าคุณจะได้พบกับของดีจากทั่วประเทศและมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตไปพร้อมกันครับ

ที่มา – “อนุทิน” ควง “จ๋า” เดินงานโอทอป ซื้อสร้อยทองคำขาวเพชรล้อมทับทิมกินบ่เซี่ยง ราคา 1.2 ล้านให้

Scroll to top