ข่าวการเมืองล่าสุด

สภาผู้บริโภคร้องตรวจสอบบอร์ด-เลขาฯ กสทช. ปล่อย “นพ.สรณ” ร่วมประชุมทั้งที่ขาดคุณสมบัติ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อสภาองค์กรของผู้บริโภคได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ ด้วยการยื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ เพื่อให้เร่งตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของบอร์ดและเลขาธิการ กสทช. กรณีปล่อยให้ สภาผู้บริโภคร้องตรวจสอบบอร์ด-เลขาฯ กสทช. ปล่อย “นพ.สรณ” ร่วมประชุมทั้งที่ขาดคุณสมบัติ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่ชอบมาพากลในการบริหารงานองค์กรอิสระแห่งนี้

สภาผู้บริโภคร้องตรวจสอบบอร์ด-เลขาฯ กสทช. ปล่อย “นพ.สรณ” ร่วมประชุมทั้งที่ขาดคุณสมบัติ

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นหลังจากคณะกรรมการสรรหา กสทช. มีมติเอกฉันท์ชี้ขาดว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญไชยพฤกษ์ ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. แต่ทว่าทางสำนักงาน กสทช. กลับยังคงปล่อยให้เข้าร่วมประชุมบอร์ดหลายครั้ง สร้างความกังขาให้กับประชาชนว่าเหตุใดจึงไม่มีการยับยั้งตามกฎหมาย

เปิด 4 ประเด็นเดือดที่ต้องตรวจสอบ

ทางสภาผู้บริโภคได้นำเสนอ 4 ประเด็นหลักที่ต้องการให้ กมธ.พัฒนาการเมืองฯ เข้าไปตรวจสอบอย่างเร่งด่วน ได้แก่:

  • ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเลขาธิการและเจ้าหน้าที่ว่าเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 หรือไม่
  • การตรวจสอบการแจ้งข้อมูลต่อวุฒิสภาว่ามีความเป็นเท็จหรือไม่ เกี่ยวกับสถานะการรับค่าตอบแทนในโรงพยาบาลรัฐ
  • ตรวจสอบการขัดกันแห่งผลประโยชน์จากการรับเงินเดือนสองทาง
  • การตรวจสอบบทบาทของนายกรัฐมนตรีในการกำกับดูแลให้เป็นไปตามกฎหมาย

หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า การที่ สภาผู้บริโภคร้องตรวจสอบบอร์ด-เลขาฯ กสทช. ปล่อย “นพ.สรณ” ร่วมประชุมทั้งที่ขาดคุณสมบัติ นั้น อาจมีปมเบื้องหลังมากกว่าที่คิด โดยเฉพาะประเด็นงบประมาณกองทุน USO ที่มีมูลค่าสูงถึง 5,600 ล้านบาท ซึ่งมีความพยายามจะเร่งอนุมัติโครงการก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งอย่างเป็นทางการ

ประเด็นนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของคุณสมบัติบุคคล แต่ยังรวมไปถึงความโปร่งใสในการจัดสรรงบประมาณของรัฐ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภคทุกคน การที่หน่วยงานตรวจสอบภาคประชาชนอย่างสภาผู้บริโภคต้องออกมาเคลื่อนไหว สะท้อนให้เห็นว่าระบบกลไกการตรวจสอบภายในองค์กรอาจมีปัญหาอย่างร้ายแรง ถึงเวลาแล้วที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องแสดงความรับผิดชอบและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

ที่มา – สภาผู้บริโภคร้องตรวจสอบบอร์ด-เลขาฯ กสทช. ปล่อย “นพ.สรณ” ร่วมประชุมทั้งที่ขาดคุณสมบัติ

ครม. ไฟเขียวขยายโครงการนมโรงเรียนถึง ม.3 รร.ขยายโอกาส

ข่าวดีสำหรับผู้ปกครองและน้องๆ นักเรียนทั่วประเทศครับ! ล่าสุดมีข่าวใหญ่ที่น่าสนใจเมื่อคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการ ครม. ไฟเขียวขยายโครงการนมโรงเรียนถึง ม.3 รร.ขยายโอกาส อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและโภชนาการของเยาวชนไทยในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นให้ดียิ่งขึ้น

เจาะลึกมติ ครม. ไฟเขียวขยายโครงการนมโรงเรียนถึง ม.3 รร.ขยายโอกาส

โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแจกนมให้เด็กดื่มเท่านั้น แต่เป็นการวางรากฐานด้านสุขภาพที่สำคัญ การขยายกลุ่มเป้าหมายไปยังนักเรียนชั้น ม.1 ถึง ม.3 ในโรงเรียนขยายโอกาส จะช่วยให้เด็กๆ กว่า 6.6 ล้านคนได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนในช่วงวัยที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยจะเริ่มแจกตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป

ทำไมต้องขยายโครงการนมโรงเรียนถึง ม.3?

การผลักดันนโยบาย ครม. ไฟเขียวขยายโครงการนมโรงเรียนถึง ม.3 รร.ขยายโอกาส ในครั้งนี้มีเหตุผลสำคัญหลายประการ ได้แก่:

  • ลดความเหลื่อมล้ำ: ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง โดยเฉพาะครอบครัวที่มีรายได้น้อยในพื้นที่ห่างไกล
  • เสริมสร้างสุขภาพ: ให้นักเรียนได้รับโปรตีนและวิตามินจากนมโคสดแท้ 100% เพื่อพัฒนาการทางร่างกายและสมอง
  • ช่วยเกษตรกรโคนม: เป็นการกระตุ้นการรับซื้อน้ำนมดิบในประเทศ ช่วยลดปัญหาน้ำนมล้นตลาดและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร

นอกจากประโยชน์ที่เด็กๆ จะได้รับแล้ว ภาคเกษตรกรรมไทยก็ยังได้อานิสงส์ไปด้วยครับ เพราะการเพิ่มปริมาณการรับซื้อน้ำนมดิบกว่า 87 ตันต่อวัน จะช่วยให้ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมนมมีความเข้มแข็งและยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาทั้งต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างแท้จริง

สำหรับแนวทางการดำเนินงานในปีการศึกษา 2569 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเริ่มจัดส่งนมให้กับเด็กกลุ่มใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ โดยมีการปรับจำนวนวันการจัดส่งนมให้เหมาะสมกับระยะเวลาการเรียนการสอนที่เหลืออยู่ เพื่อให้งบประมาณถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

โดยส่วนตัวผมมองว่า นโยบายนี้เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมมาก เพราะการลงทุนกับสุขภาพของเด็กคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับอนาคตของชาติ เมื่อเด็กมีสุขภาพร่างกายและสมองที่แข็งแรง พวกเขาจะสามารถเติบโตไปเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพและช่วยพัฒนาประเทศชาติได้อย่างเต็มศักยภาพครับ

ที่มา – ครม. ไฟเขียวขยายโครงการนมโรงเรียนถึง ม.3 รร.ขยายโอกาส-ครอบคลุมนักเรียน 6.6 ล้านคน

นายกฯ ชวนร่วมสมทบทุน เข็มวันอานันทมหิดล 2569

สวัสดีครับทุกคน วันนี้มีเรื่องราวดีๆ ที่น่าอนุโมทนาบุญมาฝากกันครับ เมื่อเร็วๆ นี้ นายกรัฐมนตรีได้ออกมาเชิญชวนให้พวกเรามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำบุญครั้งใหญ่กับโครงการ นายกฯ ชวนร่วมสมทบทุน “เข็มวันอานันทมหิดล 2569” เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่กำลังลำบากครับ

นายกฯ ชวนร่วมสมทบทุน “เข็มวันอานันทมหิดล 2569”

โครงการนี้ถือเป็นกิจกรรมที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาอย่างยาวนาน โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเฉลิมพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8 ผู้ทรงเป็นพระผู้พระราชทานกำเนิดคณะแพทยศาสตร์แห่งจุฬาฯ นั่นเองครับ

พลังแห่งการให้ผ่าน นายกฯ ชวนร่วมสมทบทุน “เข็มวันอานันทมหิดล 2569”

สำหรับแนวคิดในปีนี้มาในธีม “Care Beyond Cancer” ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม โดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้รวมถึงพระสงฆ์อาพาธที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในการรักษาพยาบาล ซึ่งถือเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่มากครับ โดยกิจกรรมนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก เมื่อทางคณะฯ ได้เข้าพบท่านนายกฯ เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการนี้ให้เข้าถึงประชาชนในวงกว้างมากขึ้น

ทำไมเราถึงควรสนับสนุนโครงการนี้?

  • เพื่อส่งต่อโอกาสในการรักษาพยาบาลให้ผู้ป่วยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์
  • เพื่อเป็นการดูแลพระสงฆ์อาพาธในพื้นที่ห่างไกลและโรงพยาบาลต่างๆ
  • เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในรัชกาลที่ 8
  • เพื่อสร้างสังคมแห่งการให้และแบ่งปันให้เกิดขึ้นในประเทศไทย

การร่วมสมทบทุนในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การบริจาคเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือนกำลังใจที่ส่งไปถึงผู้ป่วยที่กำลังเผชิญกับความเจ็บป่วย ให้พวกเขามีแรงสู้และได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดตามมาตรฐานทางการแพทย์ครับ หากใครสนใจอยากร่วมทำบุญ สามารถติดตามรายละเอียดผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เลยครับ

ท้ายที่สุดนี้ ผมเชื่อว่าพลังเล็กๆ ของทุกคนเมื่อรวมกัน จะกลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สามารถเปลี่ยนชีวิตของผู้ป่วยยากไร้หลายคนให้กลับมามีความหวังได้อีกครั้ง มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพลังแห่งความเมตตานี้ไปด้วยกันนะครับ เพราะสุขภาพที่ดีคือพื้นฐานสำคัญของชีวิตคนไทยทุกคน

ที่มา – นายกฯ ชวนร่วมสมทบทุน “เข็มวันอานันทมหิดล 2569” ช่วยผู้ป่วยยากไร้–พระสงฆ์อาพาธ

สส.ปชน. เสนอ 5 แนวทาง เร่งยกระดับระบบความปลอดภัยไซเบอร์ ลดเสี่ยงข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลเปรียบเสมือนทรัพย์สินที่มีค่าที่สุด การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลภาครัฐกลายเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ล่าสุด นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ และนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.พรรคประชาชน ได้ออกมานำเสนอ สส.ปชน. เสนอ 5 แนวทาง เร่งยกระดับระบบความปลอดภัยไซเบอร์ ลดเสี่ยงข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล เพื่อจัดการปัญหาข้อมูลรั่วไหลที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในขณะนี้

สส.ปชน. เสนอ 5 แนวทาง เร่งยกระดับระบบความปลอดภัยไซเบอร์ ลดเสี่ยงข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล

ปัญหาข้อมูลรั่วไหลจากหน่วยงานภาครัฐมักไม่ได้เกิดจากการเจาะระบบโดยตรง แต่เกิดจากระบบที่ล้าสมัยและการจัดการรหัสผ่านที่ไม่รัดกุม สส.ปชน. เสนอ 5 แนวทาง เร่งยกระดับระบบความปลอดภัยไซเบอร์ ลดเสี่ยงข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล โดยเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ได้แก่:

  • การบังคับรีเซ็ตรหัสผ่านใหม่ทั้งหมดสำหรับหน่วยงานที่พบความเสี่ยง
  • การให้ สกมช. ทำการตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัย (Security Audit) ระบบไอทีภาครัฐทั้งหมด
  • การนำกฎหมาย PDPA มาบังคับใช้กับหน่วยงานภาครัฐอย่างจริงจังและเท่าเทียมกับภาคเอกชน

แนวทางการแก้ปัญหาในระยะกลางและระยะยาว

นอกจากมาตรการเร่งด่วนแล้ว นายภาวุธยังได้เสนอแนวทางเชิงโครงสร้าง เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในระยะยาว เช่น การใช้ระบบการยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (Multi-Factor Authentication) การใช้แอปพลิเคชันกลางอย่าง ThaID เพื่อลดการเก็บข้อมูลซ้ำซ้อน รวมถึงการเปิดรับแนวคิด “Bug Bounty” เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญร่วมตรวจสอบช่องโหว่ของระบบโดยได้รับรางวัลตอบแทน

การผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นเรื่องเร่งด่วน หากภาครัฐยังคงใช้ระบบเดิมที่ขาดการดูแล ข้อมูลของประชาชนจะยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้น การที่ สส.ปชน. เสนอ 5 แนวทาง เร่งยกระดับระบบความปลอดภัยไซเบอร์ ลดเสี่ยงข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการใช้บริการภาครัฐผ่านช่องทางดิจิทัล

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะรับข้อเสนอนี้ไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพราะความปลอดภัยของข้อมูลประชาชนรอไม่ได้ และมาตรฐานความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เข้มแข็งคือรากฐานของรัฐบาลดิจิทัลที่มีคุณภาพ

ที่มา – สส.ปชน. เสนอ 5 แนวทาง เร่งยกระดับระบบความปลอดภัยไซเบอร์ ลดเสี่ยงข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล

นายกฯ เผยลงนามทูลเกล้าฯ นพ.สรณ พ้นตำแหน่ง ประธาน กสทช. แล้ว

นายกฯ เผยลงนามทูลเกล้าฯ นพ.สรณ พ้นตำแหน่ง ประธาน กสทช. แล้ว

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงการเมืองและองค์กรอิสระ เมื่อล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีที่มีการลงนามทูลเกล้าฯ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ให้พ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. โดยนายกฯ ยืนยันว่าการดำเนินการในครั้งนี้เป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างเคร่งครัดและไม่มีเรื่องของการเมืองเข้ามาแทรกแซงแต่อย่างใด

เบื้องหลังการตัดสินใจ นายกฯ เผยลงนามทูลเกล้าฯ นพ.สรณ พ้นตำแหน่ง ประธาน กสทช. แล้ว

เหตุผลหลักที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ มาจากการที่คณะกรรมการสรรหา กสทช. ได้มีมติให้ นพ.สรณ พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากตรวจพบว่ามีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. ซึ่งนายอนุทินได้ย้ำว่ารัฐบาลเพียงแค่ทำหน้าที่ตามกระบวนการที่ฝ่ายกฎหมายได้ตรวจสอบและให้ความเห็นมาเท่านั้น โดยไม่มีเจตนาอื่นใดแอบแฝง

ในส่วนของข้อกังวลจากนักวิชาการที่เกรงว่าองค์กรจะเกิดภาวะสุญญากาศในการบริหารงานนั้น นายกฯ ได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า:

  • กรรมการท่านอื่นที่ยังเหลืออยู่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้
  • กสทช. เป็นองค์กรอิสระ รัฐบาลไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงการทำงานได้
  • รัฐบาลพร้อมให้ความร่วมมือและสนับสนุนหากมีการขอความช่วยเหลือหรือติดขัดในขั้นตอนใด

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญของการทำงานในองค์กรอิสระภายใต้กฎระเบียบที่เข้มงวด การที่ นายกฯ เผยลงนามทูลเกล้าฯ นพ.สรณ พ้นตำแหน่ง ประธาน กสทช. แล้ว ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องจับตาดูต่อไปว่าหลังจากนี้ทิศทางการกำกับดูแลกิจการกระจายเสียงและโทรคมนาคมของไทยจะเป็นอย่างไร จะมีการสรรหาประธานคนใหม่เข้ามาสานต่องานอย่างไรให้ไม่กระทบต่อประโยชน์ของประชาชน

ในมุมมองของเรา นี่คือบทเรียนสำคัญว่ากฎระเบียบและคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรระดับประเทศมีความสำคัญอย่างยิ่ง ความโปร่งใสในการตรวจสอบตามขั้นตอนกฎหมายจะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดให้องค์กรเดินหน้าต่อไปได้โดยไร้ข้อครหาจากสังคม

ที่มา – นายกฯ เผยลงนามทูลเกล้าฯ “นพ.สรณ” พ้นตำแหน่ง ประธาน กสทช. แล้ว

โครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง ลดดอก 50%

เชื่อว่าหลายคนที่กำลังเป็นสมาชิกกองทุนหมู่บ้านน่าจะตื่นเต้นกับข่าวดีล่าสุด เมื่อภาครัฐได้เปิดตัว โครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง เพื่อเข้ามาช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรและสมาชิกในชุมชนที่กำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง โดยโครงการนี้ถือเป็นไม้เด็ดของรัฐบาลในการลดภาระค่าใช้จ่ายและดอกเบี้ยให้กับประชาชนโดยตรง

เจาะลึก 3 หลักเกณฑ์กองทุนหมู่บ้าน โครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง

การดำเนินงานของ โครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง ในครั้งนี้ มีเป้าหมายชัดเจนคือการลดดอกเบี้ยเงินกู้บัญชีที่ 1 ลงถึง 50% สำหรับสัญญาที่เริ่มในปีบัญชีปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นการแบ่งเบาภาระได้มหาศาลเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม เพื่อความโปร่งใส กองทุนหมู่บ้านที่ต้องการเข้าร่วมต้องตรวจสอบคุณสมบัติให้ครบถ้วน ดังนี้ครับ

เช็กด่วน! คุณสมบัติกองทุนที่เข้าร่วมโครงการ

  • ต้องเป็นกองทุนหมู่บ้านที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลและมีคณะกรรมการตามระเบียบกำหนด
  • ต้องส่งงบการเงินต่อเนื่องอย่างน้อย 2 ปี เพื่อยืนยันความพร้อมและเสถียรภาพ
  • ต้องจัดประชุมสมาชิกเพื่อให้มีมติลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้บัญชีที่ 1 ลง 50% พร้อมปรับปรุงสัญญาให้เป็นไปตามเงื่อนไข

หลายคนอาจสงสัยว่าหากเข้าร่วมโครงการแล้วจะมีการตรวจสอบไหม? คำตอบคือ สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) ได้ออกมาเน้นย้ำเลยครับว่า หากกองทุนไหนรับเงินเพิ่มทุนไปแล้วแต่ไม่ทำตามเงื่อนไข สทบ. มีอำนาจเรียกคืนเงินทุนดังกล่าวได้ทันที เพื่อให้มั่นใจว่าเม็ดเงินกว่า 4,452 ล้านบาท จะถึงมือสมาชิกอย่างแท้จริง

สำหรับสมาชิกกองทุนหมู่บ้านที่ต้องการลดภาระดอกเบี้ย ผมแนะนำให้ลองเข้าไปสอบถามคณะกรรมการในหมู่บ้านของท่านดูว่าได้มีการดำเนินการในส่วนของ โครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง แล้วหรือยัง เพราะนี่ถือเป็นโอกาสดีที่จะช่วยให้เรามีเงินเหลือมาหมุนเวียนในการประกอบอาชีพและเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัวมากขึ้นครับ

การที่รัฐบาลเข้ามามีบทบาทโดยตรงในการอุดหนุนดอกเบี้ยเช่นนี้ เป็นสัญญาณที่ดีว่าเศรษฐกิจฐานรากจะได้รับความช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น หากโครงการนี้เดินหน้าอย่างจริงจัง เชื่อว่าจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจชุมชนได้อย่างยั่งยืนแน่นอนครับ

ที่มา – เปิด 3 หลักเกณฑ์กองทุนหมู่บ้าน “โครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” ช่วยสมาชิกลดดอก 50%

“สุชาติ” ปัดไม่รู้ข้อมูลดีลงูเขียว ยกรัฐบาลอนุทินแข็งแรง

“สุชาติ” ปัดไม่รู้ข้อมูลดีลงูเขียว ยกรัฐบาลอนุทินแข็งแรง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ สำหรับกระแสข่าวลือเรื่อง “สุชาติ” ปัดไม่รู้ข้อมูลดีลงูเขียว บอกเจอ “บุญยิ่ง” สส.กล้าธรรม แค่ในสภาฯ ยกรัฐบาลอนุทินแข็งแรง ซึ่งกำลังเป็นที่จับตามองว่าพรรคภูมิใจไทยจะมีการขยับขยายตัวเลข สส. เพิ่มขึ้นหรือไม่ โดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาเปิดเผยผ่านสื่อมวลชนถึงข้อเท็จจริงในประเด็นนี้แบบตรงไปตรงมา

สถานการณ์การเมืองกับการดีลงูเขียว

เมื่อถูกถามถึงกรณีที่ สส. พรรคกล้าธรรม เตรียมย้ายมาร่วมงานกับภูมิใจไทย นายสุชาติยืนยันว่า ตนไม่ทราบข้อมูลเรื่องนี้จริงๆ และไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในวงสนทนาใดๆ โดยมองว่านี่เป็นเรื่องความคิดเห็นส่วนบุคคลของแต่ละคน ส่วนกรณีที่มีภาพร่วมกับนางบุญยิ่ง นิติกาญจนา นั้น เป็นเพียงการพบปะตามมารยาทปกติในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น สำหรับหัวข้อ “สุชาติ” ปัดไม่รู้ข้อมูลดีลงูเขียว บอกเจอ “บุญยิ่ง” สส.กล้าธรรม แค่ในสภาฯ ยกรัฐบาลอนุทินแข็งแรง จึงเป็นสิ่งที่สะท้อนว่าทางพรรคภูมิใจไทยยังเน้นการทำงานตามขั้นตอนมากกว่าการดึงคนแบบไร้ทิศทาง

  • ไม่ทราบข้อมูลการย้ายพรรคของ สส. กล้าธรรม
  • ย้ำชัดการตัดสินใจเป็นเรื่องของหัวหน้าพรรค
  • มั่นใจในเสถียรภาพรัฐบาลชุดปัจจุบัน

นายสุชาติยังกล่าวเสริมว่า ตนไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค จึงไม่อยู่ในจุดที่จะตัดสินใจเรื่องทิศทางของพรรคได้ ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับการนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรี แต่สิ่งที่มั่นใจได้คือเสถียรภาพของรัฐบาลชุดนี้มีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก

เทียบวิกฤตโควิดกับสถานการณ์ปัจจุบัน

นายสุชาติได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า ปัญหาที่รัฐบาลกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ยังถือว่าเทียบไม่ได้เลยกับวิกฤตการณ์โควิด-19 ที่เคยผ่านพ้นมา ซึ่งในตอนนั้นทั้งนายอนุทินและตัวเขาเองต่างก็อยู่ในตำแหน่งสำคัญที่ต้องรับผิดชอบชีวิตประชาชนนับล้านคน การผ่านพ้นวิกฤตระดับโลกมาได้ ทำให้มีความเชื่อมั่นว่าปัญหาในสภาฯ ปัจจุบันจะไม่สามารถทำลายความตั้งใจในการทำงานเพื่อประเทศชาติของรัฐบาลชุดนี้ได้

หากถามว่าทำไมกระแสข่าว “สุชาติ” ปัดไม่รู้ข้อมูลดีลงูเขียว บอกเจอ “บุญยิ่ง” สส.กล้าธรรม แค่ในสภาฯ ยกรัฐบาลอนุทินแข็งแรง จึงถูกพูดถึงบ่อยครั้ง น่าจะเป็นเพราะสีสันทางการเมืองที่ต้องการสร้างแรงกระเพื่อมในรัฐบาล แต่สุดท้ายแล้วการยืนหยัดด้วยผลงานจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับประชาชนทุกคน

ที่มา – “สุชาติ” ปัดไม่รู้ข้อมูลดีลงูเขียว บอกเจอ “บุญยิ่ง” สส.กล้าธรรม แค่ในสภาฯ ยกรัฐบาลอนุทินแข็งแรง

ไทยเที่ยวไทยพลัส เคาะมาตรการจ่ายเท่าเทียมทั่วประเทศ

ข่าวดีสำหรับสายเที่ยวและผู้ประกอบการท่องเที่ยว! เมื่อไม่นานมานี้ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ออกมาเผยถึงความคืบหน้าสำคัญจากการประชุม กรอ.ท่องเที่ยว ซึ่งมีมติเห็นชอบเตรียมลุยโครงการ ไทยเที่ยวไทยพลัส เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

เจาะลึกโครงการ ไทยเที่ยวไทยพลัส กับความเท่าเทียมที่ทุกคนเข้าถึงได้

จุดเด่นที่น่าสนใจที่สุดของ ไทยเที่ยวไทยพลัส ในครั้งนี้ คือการใช้ระบบ Co-Payment หรือรัฐร่วมจ่าย โดยที่ประชุมได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่าจะไม่มีการแบ่งแยกเมืองหลักหรือเมืองรองเด็ดขาด ทุกจังหวัดทั่วไทยจะได้สิทธิ์การอุดหนุนในอัตราเดียวกัน เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นธรรมมากที่สุด ซึ่งมาตรการนี้มุ่งเน้นไปที่การลดภาระต้นทุนให้กับผู้ประกอบการรายย่อยหรือ "คนตัวเล็ก" ในห่วงโซ่อุปทานการท่องเที่ยว ให้สามารถลืมตาอ้าปากและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากได้จริง

เปิดกลยุทธ์ ไทยเที่ยวไทยพลัส และแนวทางเที่ยวผ่านทัวร์ลงชุมชน

นอกจากมาตรการรัฐร่วมจ่ายแล้ว ทางกระทรวงยังได้รับข้อเสนอโครงการ "เที่ยวผ่านทัวร์ลงชุมชน" จากสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการกระจายรายได้เข้าสู่ชุมชนโดยตรงผ่านกลไกของบริษัทนำเที่ยว โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • การกระจายรายได้: ใช้บริษัทนำเที่ยวเป็นตัวกลางพาคนไปเที่ยวถึงระดับชุมชน
  • ความร่วมมือกับ อพท.: สนับสนุนพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
  • เป้าหมายหลัก: สร้างโครงสร้างการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นทั่วไทย

หากโครงการนี้เริ่มใช้อย่างเป็นทางการ คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของเม็ดเงินในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะการเจาะกลุ่มตลาดต่างประเทศที่ทางกระทรวงเตรียมผนึกกำลังกับแพลตฟอร์มจองที่พักออนไลน์ (OTA) และสายการบิน เพื่อสร้างกลยุทธ์ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกควบคู่ไปกับการสนับสนุนตลาดในประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคง

ในมุมมองของผู้ประกอบการ การที่รัฐบาลตัดสินใจใช้มาตรการแบบเท่าเทียมไม่แบ่งเมืองหลักเมืองรอง นับเป็นโอกาสทองของแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดรองที่จะได้โชว์ศักยภาพและดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วยงบประมาณที่คุ้มค่า นี่คือความหวังใหม่ที่จะช่วยให้การท่องเที่ยวไทยก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ไปสู่ความยั่งยืนได้มากขึ้น ใครที่เป็นสายเที่ยวเตรียมตัววางแผนเก็บกระเป๋ากันไว้ได้เลย เพราะความสนุกและการสนับสนุนดีๆ กำลังจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้

ที่มา – “สุรศักดิ์” ถก กรอ.ท่องเที่ยว เคาะลุย “ไทยเที่ยวไทยพลัส” จ่ายเท่าเทียมไม่แบ่งเมืองหลัก-เมืองรอง

“นิกร” รมว.พม. ติดตามเหตุรถพุ่งชนศูนย์เด็กเล็ก กาญจนบุรี

จากเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นกับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองสองตอน จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งมีเหตุรถยนต์พุ่งชนเข้าไปในพื้นที่ศูนย์ฯ ทำให้เด็กและบุคลากรได้รับบาดเจ็บ สร้างความตกใจให้กับผู้ปกครองและคนในพื้นที่เป็นอย่างมาก ล่าสุด “นิกร” รมว.พม. ติดตามเหตุรถพุ่งชนศูนย์เด็กเล็ก กาญจนบุรี อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสถานการณ์และหาทางช่วยเหลือเยียวยาทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

“นิกร” รมว.พม. ติดตามเหตุรถพุ่งชนศูนย์เด็กเล็ก กาญจนบุรี

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้ลงพื้นที่ด้วยตนเองเพื่อพบปะกับคณะครูและครอบครัวผู้ได้รับบาดเจ็บ โดยเน้นย้ำว่ากระทรวงฯ จะไม่ทอดทิ้งใคร และจะดำเนินการในทุกมิติ ทั้งด้านการรักษาพยาบาลและสภาพจิตใจของเด็กๆ ที่ประสบเหตุการณ์ดังกล่าวให้ดีที่สุด

มาตรการเยียวยาจาก พม.

จากการรายงานสถานการณ์ปัจจุบัน “นิกร” รมว.พม. ติดตามเหตุรถพุ่งชนศูนย์เด็กเล็ก กาญจนบุรี พบว่าเด็กส่วนใหญ่ได้รับการรักษาและกลับบ้านได้แล้ว แต่ยังมีเด็กอีก 1 รายที่ยังคงต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด โดยทางกระทรวงฯ ได้เตรียมมาตรการสนับสนุนดังนี้:

  • ส่งทีมนักสังคมสงเคราะห์และนักจิตวิทยาจากกรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านเพื่อประเมินภาวะจิตใจ
  • ตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือด้านสวัสดิการสังคมแก่ครอบครัวผู้ประสบภัย
  • ติดตามกระบวนการรักษาพยาบาลเพื่อให้มั่นใจว่าเด็กจะได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญในเรื่องความปลอดภัยของพื้นที่สาธารณะ โดยเฉพาะศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่ต้องมีความปลอดภัยสูงสุด การที่หน่วยงานภาครัฐลงมาดูแลอย่างทันท่วงทีนับเป็นสิ่งที่ช่วยบรรเทาความกังวลใจของพ่อแม่ผู้ปกครองได้เป็นอย่างดี ในฐานะคนในสังคม เราขอส่งกำลังใจให้เด็กๆ ทุกคนและครอบครัวผ่านพ้นเหตุการณ์นี้ไปได้อย่างเข้มแข็ง และขอให้เด็กที่ยังพักรักษาตัวอยู่หายป่วยเป็นปกติโดยเร็วที่สุดครับ

ที่มา – “นิกร” รมว.พม. ติดตามเหตุรถพุ่งชนศูนย์เด็กเล็ก กาญจนบุรี เร่งเยียวยาจิตใจ-สวัสดิการเด็กบาดเจ็บ

Scroll to top