ข่าวการเมืองล่าสุด

อดีตนายกฯ อิ๊งค์ โพสต์รูปลูกสาวลูกชายหอมแก้ม บอกการเป็นแม่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุด

อดีตนายกฯ อิ๊งค์ โพสต์รูปลูกสาวลูกชายหอมแก้ม บอกการเป็นแม่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุด

เรียกได้ว่าเป็นภาพที่ทำเอาแฟนคลับและชาวเน็ตต่างอมยิ้มไปตามๆ กัน สำหรับโมเมนต์สุดอบอุ่นในวันแม่แห่งชาติที่ผ่านมา เมื่อ อดีตนายกฯ อิ๊งค์ โพสต์รูปลูกสาวลูกชายหอมแก้ม บอกการเป็นแม่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุด ผ่านทางอินสตาแกรมส่วนตัว สร้างความประทับใจให้กับผู้ที่ติดตามเป็นอย่างมาก

ในวันที่ 12 สิงหาคม 2569 ถือเป็นวันพิเศษที่ใครหลายคนต่างแสดงความรักต่อคุณแม่ และสำหรับคุณแม่คนเก่งอย่าง แพทองธาร ชินวัตร ก็ไม่พลาดที่จะแบ่งปันความน่ารักของลูกๆ ทั้งสองคน ได้แก่ น้องธิธาร สุขสวัสดิ์ บุตรสาวคนโต และน้องธาษิณ สุขสวัสดิ์ บุตรชายคนเล็ก ที่พร้อมใจกันมาหอมแก้มคุณแม่และมอบของขวัญชิ้นพิเศษให้ในวันแม่ปีนี้

ความประทับใจเมื่อ อดีตนายกฯ อิ๊งค์ โพสต์รูปลูกสาวลูกชายหอมแก้ม บอกการเป็นแม่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุด

บรรยากาศภายในภาพเต็มไปด้วยความสุขตามประสาครอบครัว โดยมีคุณปอ ปิฎก สุขสวัสดิ์ คุณพ่อร่วมเฟรมถ่ายภาพด้วยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ซึ่งคุณอิ๊งค์ได้ระบุข้อความภาษาอังกฤษสุดซึ้งว่า “Happy Mother’s Day being your mom is the best part of me love you so much” แปลเป็นไทยได้ว่า สุขสันต์วันแม่แห่งชาติ การเป็นแม่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดของฉัน รักพวกคุณมาก ซึ่งนับเป็นข้อความที่สะท้อนถึงความรักและความทุ่มเทของคนเป็นแม่ที่มีต่อลูกได้อย่างลึกซึ้ง

นอกจากภาพความน่ารักแล้ว แฟนคลับยังได้เห็นถึงบทบาทในมุมมองชีวิตส่วนตัวของ แพทองธาร ชินวัตร ที่แม้จะมีภารกิจการงานมากมาย แต่ก็ยังคงให้ความสำคัญกับครอบครัวเป็นอันดับหนึ่งเสมอ โดยมีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับความอบอุ่นในครอบครัวนี้ ดังนี้:

  • การให้เวลากับลูก: แม้จะอยู่ในบทบาทนักการเมืองหรืออดีตผู้นำ แต่การจัดสรรเวลาเพื่อลูกๆ คือสิ่งที่เธอให้ความสำคัญที่สุด
  • ความสัมพันธ์ในครอบครัว: ภาพครอบครัวที่ดูเป็นธรรมชาติสะท้อนถึงการอบรมเลี้ยงดูที่อบอุ่นและเป็นกันเอง
  • พลังจากคนรอบข้าง: การมีคุณพ่อที่คอยซัพพอร์ตในทุกบทบาท ทำให้การเป็นคุณแม่ทำงานเก่งกลายเป็นเรื่องที่มีความสุขในทุกๆ วัน

อย่างไรก็ตาม การที่ อดีตนายกฯ อิ๊งค์ โพสต์รูปลูกสาวลูกชายหอมแก้ม บอกการเป็นแม่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุด ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่แสดงถึงความรักในครอบครัว แต่ยังเป็นการส่งต่อพลังบวกให้กับคุณแม่ทุกท่านทั่วประเทศให้ภูมิใจในหน้าที่และบทบาทที่สวยงามนี้ ไม่ว่าชีวิตจะยุ่งยากแค่ไหน แต่การเห็นลูกๆ เติบโตและแสดงความรักกลับมาคือรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชีวิตคนเป็นแม่จริงๆ ครับ

ที่มา – “อดีตนายกฯ อิ๊งค์” โพสต์รูปลูกสาวลูกชายหอมแก้ม บอกการเป็นแม่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุด

อนุทิน ควง จ๋า ดูงานโอทอป ยอดขาย 4 วันแรก พุ่ง 310 ล้าน

อนุทิน ควง จ๋า ดูงานโอทอป ยอดขาย 4 วันแรก พุ่ง 310 ล้าน

กลายเป็นประเด็นที่สร้างสีสันและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้เป็นอย่างดี เมื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ควงคู่ภรรยาคนสวยอย่าง “คุณจ๋า” ธนนนท์ ชาญวีรกูล เดินทางไปเยี่ยมชมงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี” ประจำปี 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ที่ผ่านมา

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคัก โดยเฉพาะข่าวดีที่น่าจับตามองคือเรื่องของตัวเลขทางเศรษฐกิจ เพราะนับตั้งแต่เปิดงานมาเพียง 4 วันแรก ยอดขายทะลุเป้าไปแล้วกว่า 310 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีมากสำหรับผู้ประกอบการท้องถิ่นทั่วประเทศ

ส่องความสำเร็จ งานโอทอป ปี 69 ทำไมถึงยอดพุ่ง?

การที่ อนุทิน ควง จ๋า ดูงานโอทอป ยอดขาย 4 วันแรก พุ่ง 310 ล้านบาท นั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการผลักดันของกระทรวงมหาดไทยที่ต้องการสร้างพื้นที่ให้สินค้าจากภูมิปัญญาชาวบ้านได้เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง โดยจังหวัดที่ครองแชมป์ยอดขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่:

  • จังหวัดสุรินทร์
  • จังหวัดจันทบุรี
  • จังหวัดขอนแก่น
  • จังหวัดเชียงใหม่
  • จังหวัดสมุทรปราการ

นอกจากสินค้าที่เป็นไฮไลท์แล้ว ภายในงานยังมีโซนต่างๆ ที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม เช่น โซน OTOP ชวนชิม และโซนศิลปิน OTOP ที่นำเสนอผลงานระดับพรีเมียม สร้างความประทับใจให้กับผู้ที่มาเดินเที่ยวชมงานกว่า 5,000 คนต่อวัน

หากใครกำลังมองหากิจกรรมวันหยุดหรืออยากจะสนับสนุนสินค้าไทย ขอเชิญชวนให้มาเดินงานนี้ด้วยตัวเอง เพราะนอกจากจะได้ของดีคุณภาพเยี่ยมแล้ว ยังเป็นการช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนโดยตรง งานจะมีไปจนถึงวันที่ 16 สิงหาคม 2569 นี้เท่านั้น ณ ชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

เห็นตัวเลขความสำเร็จแล้ว บอกเลยว่าพลังของสินค้าโอทอปไทยไม่แพ้ชาติใดในโลกจริงๆ ครับ ใครที่ยังไม่ได้ไป อย่าพลาดโอกาสสุดท้ายที่จะได้ช้อปของดีราคาสบายกระเป๋าพร้อมสนับสนุนพี่น้องผู้ประกอบการไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน!

ที่มา – “อนุทิน” ควง “จ๋า” ดูงานโอทอป ยอดขาย 4 วันแรก พุ่งแล้ว 310 ล้านบาท

นพดล กรรณิกา หนุนนายกฯ คุมเข้มปืนถึงต้นตอ ตัดวงจรปืนเถื่อน

นพดล กรรณิกา หนุนนายกฯ คุมเข้มปืนถึงต้นตอ ตัดวงจรปืนเถื่อน

ในช่วงเวลาที่สังคมไทยกำลังถกเถียงกันอย่างหนักเกี่ยวกับประเด็นการป้องกันตัวเมื่อมีโจรเข้าบ้าน ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นที่น่าสนใจและชวนให้เรามองภาพรวมให้ใหญ่ขึ้น โดย นพดล กรรณิกา หนุนนายกฯ คุมเข้มปืนถึงต้นตอ ตัดวงจรปืนเถื่อน อย่างจริงจัง เพื่อมุ่งเน้นไปที่ความปลอดภัยของชีวิตประชาชนมากกว่าการเถียงกันเพียงแค่เรื่องข้อกฎหมายว่าใครผิดใครถูก

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ริเริ่มนโยบายควบคุมอาวุธปืนอย่างเข้มงวด ซึ่งได้รับเสียงสนับสนุนเป็นอย่างดีจากดร.นพดล โดยมองว่านี่เป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการวางระบบใหม่ให้กับประเทศไทย เราควรแยกเรื่องสิทธิการป้องกันตัวตามกฎหมาย ออกจากการอนุญาตให้มีอาวุธปืนในครอบครองอย่างชัดเจน เช่นเดียวกับโมเดลของประเทศสิงคโปร์ที่ประสบความสำเร็จในการควบคุมอาวุธปืนได้เป็นอย่างดี

5 แนวทาง นพดล กรรณิกา หนุนนายกฯ คุมเข้มปืนถึงต้นตอ ตัดวงจรปืนเถื่อน

เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างยั่งยืน ดร.นพดล ได้นำเสนอหลักการ นพดล กรรณิกา หนุนนายกฯ คุมเข้มปืนถึงต้นตอ ตัดวงจรปืนเถื่อน ผ่าน 5 แนวทางหลักที่จะช่วยลดจำนวนปืนเถื่อนในสังคมไทยได้จริง ดังนี้:

  • ตัดต้นทาง: ปิดการผลิต ดัดแปลง ประกอบ และนำเข้าปืนอย่างผิดกฎหมาย
  • ตัดตลาด: สาวถึงเครือข่ายผู้ซื้อ ผู้ขาย และผู้สนับสนุนทางการเงิน
  • ตัดการรั่วไหล: ป้องกันปืนที่ถูกกฎหมายไม่ให้สูญหายหรือถูกขโมยเข้าสู่ตลาดมืด
  • ตัดวงจรด้วยนิติวิทยาศาสตร์: เชื่อมโยงข้อมูลปืนที่พบในคดีเพื่อสาวไปถึงต้นตอ
  • ตัดแรงจูงใจ: ดึงปืนผิดกฎหมายออกจากสังคมด้วยมาตรการที่เหมาะสม

นอกเหนือจากการคุมเข้มในเชิงโครงสร้างแล้ว ดร.นพดล ยังเน้นย้ำเรื่อง ‘ระบบสัญญาณเตือนก่อนเกิดเหตุ’ โดยเชื่อว่าหากชุมชน สังคม และรัฐสามารถประสานงานกันในการแจ้งเหตุความขัดแย้งหรือพฤติการณ์อันตรายได้รวดเร็วขึ้น เราจะสามารถป้องกันการสูญเสียก่อนที่เสียงปืนจะดังขึ้นได้ การวัดความสำเร็จของนโยบายนี้จึงไม่ใช่แค่การนับจำนวนปืนที่ยึดได้ แต่คือการวัดว่าชีวิตของประชาชนปลอดภัยขึ้นหรือไม่

เราทุกคนในฐานะคนในสังคมควรช่วยกันสอดส่องดูแลและสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล เพื่อให้ประเทศไทยกลายเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง การลดจำนวนปืนที่อยู่ผิดที่ผิดทางคือหัวใจสำคัญของการสร้างสันติสุขให้กลับคืนสู่สังคมไทยอีกครั้ง

ที่มา – “นพดล กรรณิกา” หนุนนายกฯ คุมเข้มปืนถึงต้นตอ พร้อมเสนอ 5 แนวทางตัดวงจรปืนเถื่อน

“รองเซมเบ้” สั่งด่วนผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ห้าม อปท. จ้างเหมาพวกเคยโกงสอบท้องถิ่น

“รองเซมเบ้” สั่งด่วนผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ห้าม อปท. จ้างเหมาพวกเคยโกงสอบท้องถิ่น

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร หรือที่หลายคนคุ้นหูกันในฉายา “รองเซมเบ้” รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ออกคำสั่งด่วนที่สุดถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อกำชับการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการจ้างเหมาบริการที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดีย

เบื้องลึกคำสั่ง “รองเซมเบ้” สั่งด่วนผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ห้าม อปท. จ้างเหมาพวกเคยโกงสอบท้องถิ่น

ปัญหาที่เกิดขึ้นคือมีการพบว่า บุคคลที่เคยถูกเพิกถอนสิทธิ์เนื่องจากมีพฤติกรรมทุจริตในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น กลับใช้ช่องทางในการรับจ้างเหมาบริการเพื่อกลับเข้ามาทำงานในหน่วยงานของรัฐอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจึงต้องรีบออกหนังสือด่วนเพื่อสกัดกั้นเรื่องนี้ทันที โดยเน้นย้ำถึงประมวลจริยธรรมของผู้บริหารท้องถิ่นที่ต้องยึดมั่นในหลักความซื่อสัตย์สุจริต

หลักการสำคัญที่กระทรวงมหาดไทยต้องการสื่อสารผ่านคำสั่ง “รองเซมเบ้” สั่งด่วนผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ห้าม อปท. จ้างเหมาพวกเคยโกงสอบท้องถิ่น มีประเด็นหลักดังนี้:

  • ยึดมั่นความซื่อสัตย์: ผู้บริหารต้องไม่สนับสนุนผู้ที่มีพฤติกรรมไม่โปร่งใส
  • หลีกเลี่ยงการเอื้อประโยชน์: การจ้างงานต้องผ่านกระบวนการคัดเลือกที่เหมาะสม
  • รักษาเกียรติของหน่วยงาน: การจ้างงานไม่ควรสร้างความเคลือบแคลงใจให้กับประชาชน
  • ตรวจสอบประวัติ: องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องคัดกรองผู้รับจ้างอย่างเข้มข้น

การดำเนินการในครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยไม่ยอมรับการทุจริตในทุกรูปแบบ แม้จะเป็นการจ้างงานในรูปแบบการเหมาบริการที่อาจมีระเบียบหย่อนยานกว่าการจ้างงานแบบปกติ แต่หากผู้ที่เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ที่เคยมีประวัติเสื่อมเสีย ก็อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบราชการท้องถิ่นได้

ในมุมมองของผู้เขียน การที่หน่วยงานระดับสูงลงมาคุมเข้มในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่ายกย่อง เพราะ อปท. คือหน่วยงานใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด หากความโปร่งใสในระดับฐานรากเสียไป ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพรวมของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นขอให้ทุกจังหวัดเร่งตรวจสอบและปฏิบัติตามคำสั่งนี้อย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างมาตรฐานการทำงานที่เป็นธรรมให้กับทุกคนในสังคมครับ

ที่มา – “รองเซมเบ้” สั่งด่วนผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ห้าม อปท. จ้างเหมาพวกเคยโกงสอบท้องถิ่น

แก้ปัญหาใบอนุญาตโรงแรมภูเก็ตคืบหน้า 275 แห่งใน 2 เดือน

เชื่อว่าหลายคนที่ติดตามข่าวสารการท่องเที่ยวคงพอจะทราบกันดีว่า ปัญหาเรื่องโรงแรมที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตในจังหวัดภูเก็ตเป็นเรื่องที่ค้างคามานานหลายปี แต่ล่าสุดถือเป็นข่าวดีของภาคธุรกิจท่องเที่ยว เมื่อทางรัฐบาลออกมาเปิดเผยความคืบหน้าว่าสามารถ แก้ปัญหาใบอนุญาตโรงแรมภูเก็ต ได้อย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรมภายในเวลาเพียงแค่ 2 เดือนเท่านั้น

แก้ปัญหาใบอนุญาตโรงแรมภูเก็ต เดินหน้าสำเร็จแล้ว 275 แห่ง

การดำเนินงานครั้งนี้ถือเป็นการขานรับนโยบายเร่งด่วนจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ต้องการจัดระเบียบธุรกิจท่องเที่ยวและปราบปรามนอมินีให้สิ้นซาก โดยจากเดิมที่กระบวนการออกใบอนุญาตมีความล่าช้าอย่างมาก ทำได้เพียง 30-40 ฉบับต่อปี แต่ปัจจุบันด้วยการบริหารจัดการใหม่ ทำให้ในระยะเวลาเพียง 2 เดือน รัฐบาลสามารถ แก้ปัญหาใบอนุญาตโรงแรมภูเก็ต ไปได้แล้วถึง 275 แห่ง จากยอดค้างเดิม 392 แห่ง ตั้งแต่ปี 2561

ก้าวสำคัญในการแก้ปัญหาใบอนุญาตโรงแรมภูเก็ต

ความสำเร็จนี้ไม่เพียงแต่ช่วยผู้ประกอบการให้เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง แต่ยังช่วยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตอีกด้วย โดยทางรัฐบาลได้วางแผนดังนี้:

  • เร่งรัดการออกใบอนุญาตที่ค้างอยู่จำนวน 117 แห่ง ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนกันยายน 2569
  • รวบรวมข้อมูลปัญหาอุปสรรคทางกฎหมายเพื่อนำไปปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
  • บังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มธุรกิจนอมินีอย่างจริงจังและเด็ดขาด
  • เน้นย้ำความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเป็นอันดับ 1

รัฐบาลยืนยันว่าทุกขั้นตอนจะเป็นไปอย่างโปร่งใส ปราศจากการเรียกรับผลประโยชน์ และหากพบว่ามีการทำผิดกฎหมายหรือมีนอมินีเข้ามาเกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่จะเข้าจัดการอย่างไม่มีละเว้น การผลักดันให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางมายังจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของโลกอย่างแน่นอน

ในมุมมองของเรา นี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีในการคืนความถูกต้องให้กับการท่องเที่ยวไทย การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับความปลอดภัยควบคู่ไปกับการสนับสนุนผู้ประกอบการจะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจในระยะยาว หากใครที่มีข้อสงสัยหรือต้องการทราบขั้นตอนการขอใบอนุญาตที่ถูกต้อง แนะนำให้ติดตามประกาศจากทางจังหวัดภูเก็ตอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนครับ

ที่มา – รัฐบาลเผย 2 เดือน แก้ปัญหาใบอนุญาตโรงแรมภูเก็ต แล้ว 275 แห่ง คาดแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายนนี้

โฆษก ปชป. ชี้นโยบายคุมเข้มปืนไร้ทิศทาง

ในสถานการณ์ปัจจุบัน ประเด็นเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนกลายเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงกันอย่างหนาหู โดยเฉพาะเมื่อเกิดคำถามขึ้นว่า โฆษก ปชป. ชี้นโยบายคุมเข้มปืนไร้ทิศทาง จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงมาตรการของภาครัฐที่ดูเหมือนจะเน้นไปที่การควบคุมที่ปลายเหตุมากเกินไป

โฆษก ปชป. ชี้นโยบายคุมเข้มปืนไร้ทิศทาง

นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาสะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า นโยบายการระงับใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืนที่เข้มงวดเกินไปนั้น กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ปฏิบัติงานที่ต้องเสี่ยงภัยอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เมื่อเจ้าหน้าที่ไม่มีอาวุธป้องกันตัวที่เพียงพอ แต่โจรกลับสามารถเข้าถึงอาวุธปืนเถื่อนได้ง่ายผ่านช่องทางออนไลน์ สิ่งนี้คือความเหลื่อมล้ำที่น่ากังวลที่สุดในสังคมไทยตอนนี้

ปัญหาการขายปืนเถื่อนออนไลน์ที่ไร้การควบคุม

ปัจจุบันนี้ เราจะเห็นได้ชัดว่า โฆษก ปชป. ชี้นโยบายคุมเข้มปืนไร้ทิศทาง เพราะในขณะที่การขออนุญาตถูกต้องทำได้ยากลำบาก แต่ตลาดมืดออนไลน์กลับเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีการรีวิวและส่งสินค้าผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่างโจ่งแจ้ง ซึ่งรัฐบาลไม่ควรนิ่งเฉยด้วยเหตุผลที่ว่าโลกออนไลน์ควบคุมยาก แต่ต้องเร่งหามาตรการจัดการให้เด็ดขาดกว่านี้

ผลกระทบที่ตามมาจากการที่ โฆษก ปชป. ชี้นโยบายคุมเข้มปืนไร้ทิศทาง นั้นไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของตัวเลขสถิติ แต่มันคือความรู้สึกไม่ปลอดภัยของประชาชนที่มองเห็นว่า:

  • เจ้าหน้าที่รัฐถูกจำกัดการเข้าถึงอาวุธที่ใช้ป้องกันตัว
  • โจรผู้ร้ายสามารถซื้อปืนเถื่อนหรือปืนไทยประดิษฐ์ได้ง่ายผ่านโซเชียลมีเดีย
  • การบังคับใช้กฎหมายกับแพลตฟอร์มออนไลน์ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอคือ รัฐบาลควรบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และตำรวจไซเบอร์ เพื่อทลายเครือข่ายขายปืนเถื่อนแบบถอนรากถอนโคน มากกว่าการมามุ่งเน้นควบคุมผู้ที่ปฏิบัติตามกฎหมายเพียงอย่างเดียว

ท้ายที่สุดแล้ว ความมั่นคงของชาติไม่ได้ขึ้นอยู่กับการจำกัดสิทธิของผู้บริสุทธิ์ แต่ขึ้นอยู่กับการกวาดล้างอาชญากรให้หมดไปจากสังคม หากปล่อยให้ช่องว่างนี้คงอยู่ต่อไป เราคงยากที่จะวางใจเรื่องความปลอดภัยในชีวิตประจำวันได้ หวังว่ารัฐบาลจะทบทวนนโยบายนี้และลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด

ที่มา – โฆษก ปชป. ชี้นโยบายคุมเข้มปืนไร้ทิศทาง จนท.มือเปล่า แต่โจรซื้อง่ายผ่านออนไลน์ จี้ทลายค้าปืนเถื่อน

“สุขสมรวย” กางแผนปี 70 ดันเงินค้างท่อ 3.4 พันล้าน สร้างงาน สร้างอาชีพ

เชื่อว่าพี่น้องประชาชนหลายท่านที่ทำธุรกิจหรือพึ่งพากองทุนหมู่บ้านคงกำลังจับตามองข่าวเศรษฐกิจฐานรากที่น่าสนใจล่าสุด เมื่อ “สุขสมรวย” กางแผนปี 70 ดันเงินค้างท่อ 3.4 พันล้าน กระจายสู่กองทุนหมู่บ้าน สร้างงาน สร้างอาชีพ อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อหวังให้เศรษฐกิจระดับฐานรากของเรากลับมาคึกคักและยั่งยืนอีกครั้ง

“สุขสมรวย” กางแผนปี 70 ดันเงินค้างท่อ 3.4 พันล้าน กระจายสู่กองทุนหมู่บ้าน สร้างงาน สร้างอาชีพ

นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุนหมู่บ้านฯ ได้ออกมาเปิดเผยถึงแนวทางการขับเคลื่อนในปีงบประมาณ 2570 ว่า รัฐบาลเตรียมพร้อมเดินหน้าเต็มสูบในการสนับสนุนทักษะอาชีพให้กับสมาชิกทั่วประเทศ โดยเฉพาะการนำเงินค้างท่อสะสมกว่า 3,400 ล้านบาท มากระจายสู่กองทุนที่มีความเข้มแข็ง ซึ่งนับเป็นข่าวดีที่จะช่วยให้การเข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นสำหรับคนตัวเล็กตัวน้อย

รายละเอียดการขับเคลื่อนโครงการ “สุขสมรวย” กางแผนปี 70 ดันเงินค้างท่อ 3.4 พันล้าน กระจายสู่กองทุนหมู่บ้าน สร้างงาน สร้างอาชีพ

แผนงานดังกล่าวไม่ได้มีแค่การแจกเงิน แต่เป็นการมุ่งเน้นการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนผ่านกลไกดังนี้:

  • การเพิ่มทุนแห่งละ 1 ล้านบาทให้กับกองทุนสีเขียวเข้มที่มีศักยภาพสูง
  • การพัฒนาทักษะอาชีพให้สมาชิกกองทุนให้มีความพร้อมในการแข่งขัน
  • การส่งเสริมให้กองทุนหมู่บ้านเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับชุมชน

นอกจากนี้ ยังมีการตอกย้ำความสำเร็จจากปี 2569 กับโครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” ที่รัฐบาลช่วยรับภาระดอกเบี้ยถึง 50% ให้กับสมาชิกกว่า 12 ล้านราย ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าเมื่อภาครัฐยื่นมือเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระ ประชาชนก็มีโอกาสลืมตาอ้าปากได้มากขึ้น และสามารถใช้เงินทุนเหล่านี้ไปต่อยอดให้เกิดผลผลิตหรือรายได้จริงตามเป้าหมาย

ในมุมมองของผู้เขียน การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการอัดฉีดเงินหมุนเวียนลงสู่ระดับรากหญ้าเช่นนี้ ไม่เพียงแค่เป็นการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากที่จะเป็นกระดูกสันหลังให้กับประเทศในระยะยาว หากสมาชิกกองทุนมีการบริหารจัดการวินัยทางการเงินที่ดี แผนนี้ก็จะเป็นกุญแจสำคัญที่เปลี่ยนชีวิตพี่น้องประชาชนให้ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน

ที่มา – “สุขสมรวย” กางแผนปี 70 ดันเงินค้างท่อ 3.4 พันล้าน กระจายสู่กองทุนหมู่บ้าน สร้างงาน สร้างอาชีพ

นายกฯ นำทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 193 รูป ถวายพระราชกุศล

สวัสดีครับทุกท่าน วันที่ 12 สิงหาคม 2569 ถือเป็นวันสำคัญยิ่งของปวงชนชาวไทย คือวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งตรงกับวันแม่แห่งชาติ โดยในวันนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานในพิธีสำคัญ

นายกฯ นำทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 193 รูป ถวายพระราชกุศล

ในช่วงเช้าตรู่ ณ บริเวณท้องสนามหลวง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา ได้เข้าร่วมกิจกรรมนายกฯ นำทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 193 รูป ถวายพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน

บรรยากาศพิธีตักบาตรถวายพระราชกุศล

ภายในงานเต็มไปด้วยความเรียบร้อยและศักดิ์สิทธิ์ โดยมีบุคคลสำคัญจากทุกภาคส่วนร่วมพิธีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคณะองคมนตรี, ประธานรัฐสภา, ประธานศาลฎีกา, ประธานวุฒิสภา รวมถึงคณะรัฐมนตรีและผู้บัญชาการเหล่าทัพต่างๆ ทั้งนี้กิจกรรมนายกฯ นำทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 193 รูป ถวายพระราชกุศล ดำเนินไปอย่างสมพระเกียรติ โดยเริ่มตั้งแต่พิธีสวดพระพุทธมนต์และการจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย

  • นายกรัฐมนตรีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย
  • ถวายผ้าไตรและเครื่องไทยธรรมแก่พระสงฆ์
  • ร่วมกันใส่บาตรพระสงฆ์จำนวน 193 รูป

ความสำเร็จของงานในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังความร่วมมือของชาวไทยที่มารวมใจกันแสดงความกตัญญูกตเวที นอกจากนี้ การที่นายกฯ นำทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 193 รูป ถวายพระราชกุศล ยังเป็นตัวอย่างที่ดีในการสืบสานประเพณีทำบุญตักบาตรที่งดงามของไทยให้คงอยู่ต่อไปครับ

ในฐานะพสกนิกรชาวไทย การได้เห็นภาพแห่งความสมัครสมานสามัคคีเช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง และหวังว่ากิจกรรมดีๆ แบบนี้จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับคนไทยทุกคนในวันแม่แห่งชาติปีนี้ครับ แล้วคุณล่ะครับ วันแม่ปีนี้ได้ทำกิจกรรมดีๆ อะไรเพื่อแสดงความรักต่อคุณแม่หรือพระพันปีหลวงบ้าง อย่าลืมแบ่งปันเรื่องราวดีๆ ให้กันฟังบ้างนะครับ

ที่มา – นายกฯ นำทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 193 รูป ถวายพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ พระพันปีหลวง

“หมอสรณ” มั่นใจไม่ได้ทำอะไรผิด ยันทำหน้าที่ประธาน กสทช.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองและหน่วยงานกำกับดูแล เมื่อ “หมอสรณ” มั่นใจไม่ได้ทำอะไรผิด ยันทำหน้าที่ประธาน กสทช. พร้อมยืนยันว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริตชนและยึดมั่นในความถูกต้องมาโดยตลอด ท่ามกลางกระแสข่าวเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งที่สร้างความสนใจให้กับสาธารณชนเป็นอย่างมาก

“หมอสรณ” มั่นใจไม่ได้ทำอะไรผิด ยันทำหน้าที่ประธาน กสทช.

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ โดยย้ำชัดว่าในฐานะประธาน กสทช. ตนยังคงมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังด้วยความจงรักภักดี และที่สำคัญคือ “หมอสรณ” มั่นใจไม่ได้ทำอะไรผิด ยันทำหน้าที่ประธาน กสทช. ตามขั้นตอนที่ควรจะเป็น แม้จะมีกระแสข่าวเรื่องการนำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อให้พ้นจากตำแหน่งก็ตาม

มุมมองจาก “หมอสรณ” มั่นใจไม่ได้ทำอะไรผิด ยันทำหน้าที่ประธาน กสทช. ต่อการรักษาคนไข้

นอกจากเรื่องบทบาทใน กสทช. แล้ว อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือการที่ท่านถูกตั้งคำถามเรื่องการประกอบวิชาชีพแพทย์ โดยท่านได้ย้อนถามกลับด้วยความสงสัยว่า การรักษาคนไข้ของตนไปกระทบกับการทำงานใน กสทช. อย่างไร ซึ่งถือเป็นคำถามที่สะท้อนให้เห็นว่าท่านมองว่าการทำหน้าที่แพทย์คือวิชาชีพที่ยึดถือมาตลอดชีวิตและไม่ได้มีความขัดแย้งเชิงผลประโยชน์ใดๆ กับการกำกับดูแลองค์กร

  • ความเป็นมืออาชีพ: ยึดมั่นในการรักษาคนไข้ควบคู่ไปกับงานบริหาร
  • ความโปร่งใส: เน้นย้ำว่าตนเป็นสุจริตชน ไม่เคยทำร้ายใคร
  • ทางเลือกในอนาคต: ระบุว่ามีทางเลือกในใจแล้วสำหรับก้าวต่อไป

หลายคนต่างจับตามองว่าท่าทีของ นพ.สรณ หลังจากวันที่ 13 สิงหาคมจะเป็นอย่างไร เพราะจากการให้สัมภาษณ์ดูเหมือนว่าท่านพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ โดยมองว่าชีวิตคนเราย่อมมีทางเลือกเสมอ ไม่ว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดคือความเชื่อมั่นในสิ่งที่ตนเองทำลงไป ซึ่งท่านยืนยันว่าการทำงานที่ผ่านมานั้นตรวจสอบได้และทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง

ในมุมมองของผู้ติดตามสถานการณ์ ถือว่าเรื่องนี้ยังคงเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับการตีความคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ว่าขอบเขตของวิชาชีพเฉพาะทางนั้นมีความทับซ้อนกับตำแหน่งหน้าที่เพียงใด งานนี้คงต้องติดตามกันต่อไปว่าก้าวต่อไปของท่านจะเป็นอย่างไร และบทสรุปของ กสทช. จะเป็นไปในทิศทางไหน

ที่มา – “หมอสรณ” มั่นใจไม่ได้ทำอะไรผิด ยันทำหน้าที่ประธาน กสทช. ถามรักษาคนไข้กระทบ กสทช. อย่างไร

Scroll to top