ข่าวการเมืองล่าสุด

รมว.สาธารณสุข ยันข้อมูลผู้ป่วย สธ.ยังปลอดภัย ทดสอบระบบไซเบอร์ทุก 3-6 เดือน

รมว.สาธารณสุข ยันข้อมูลผู้ป่วย สธ.ยังปลอดภัย ทดสอบระบบไซเบอร์ทุก 3-6 เดือน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจอย่างมากในโลกออนไลน์ เมื่อมีการพูดถึงความปลอดภัยของฐานข้อมูลหน่วยงานรัฐ หลังจากมีกระแสข่าวข้อมูลส่วนบุคคลหลุดออกมาจากหลายหน่วยงาน ล่าสุด นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาให้ความเชื่อมั่นกับประชาชนว่าทางกระทรวงฯ ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างยิ่ง โดยยืนยันว่า รมว.สาธารณสุข ยันข้อมูลผู้ป่วย สธ.ยังปลอดภัย ทดสอบระบบไซเบอร์ทุก 3-6 เดือน เพื่อป้องกันเหตุไม่พึงประสงค์ที่จะกระทบต่อความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้บริการทุกคน

ในยุคที่โลกดิจิทัลก้าวหน้าไปไกล ข้อมูลสุขภาพถือเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดอย่างหนึ่ง การรักษาความปลอดภัยจึงเป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้ นายพัฒนาได้กล่าวเน้นย้ำถึงกลยุทธ์ในการรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์ว่า ทางกระทรวงฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจและมีการประเมินความเสี่ยงอยู่เสมอ แม้จะมั่นใจว่าระบบในปัจจุบันยังคงแข็งแกร่ง แต่ก็ไม่ขอยืนยันแบบท้าทาย เพราะเทคโนโลยีของเหล่าแฮกเกอร์ก็มีการพัฒนาขึ้นทุกวันเช่นกัน

ทำไม รมว.สาธารณสุข ยันข้อมูลผู้ป่วย สธ.ยังปลอดภัย ทดสอบระบบไซเบอร์ทุก 3-6 เดือน ถึงสำคัญ?

การทำงานของกระทรวงสาธารณสุขเปรียบเสมือนการเล่นเกมไล่จับระหว่างแมวกับหนู ที่ต้องมีการปรับปรุงและอัปเกรดระบบอยู่ตลอดเวลา การทดสอบระบบความปลอดภัยทุก 3-6 เดือน มีความสำคัญในแง่มุมดังนี้:

  • การอุดช่องโหว่: การทดสอบเป็นประจำทำให้ทีมไอทีพบช่องว่างก่อนที่ผู้ไม่หวังดีจะเข้าถึง
  • ยกระดับมาตรฐาน: เป็นการยกระดับการป้องกันข้อมูลผู้ป่วยให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล
  • สร้างความมั่นใจ: การสื่อสารเรื่องความปลอดภัยช่วยให้ประชาชนมั่นใจในการใช้บริการผ่านแอปพลิเคชันหรือระบบออนไลน์ของโรงพยาบาลรัฐ

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะยังไม่มีรายงานว่าข้อมูลของผู้ป่วยหลุดออกไป แต่ทางกระทรวงฯ ก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลให้ปลอดภัยและทันสมัยมากยิ่งขึ้น เพื่อให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลของพี่น้องประชาชนจะถูกจัดเก็บไว้อย่างมิดชิดที่สุดในระบบคลาวด์และฐานข้อมูลของรัฐ

ท้ายที่สุดแล้ว ความปลอดภัยไซเบอร์เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา แม้รัฐจะยืนยันว่า รมว.สาธารณสุข ยันข้อมูลผู้ป่วย สธ.ยังปลอดภัย ทดสอบระบบไซเบอร์ทุก 3-6 เดือน แต่ผู้ใช้บริการเองก็ควรตั้งค่ารหัสผ่านที่ปลอดภัยและหมั่นตรวจสอบการใช้งานบัญชีของตนเองอยู่เสมอ เพื่อเป็นอีกหนึ่งชั้นการป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดครับ

ที่มา – รมว.สาธารณสุข ยันข้อมูลผู้ป่วย สธ.ยังปลอดภัย ทดสอบระบบไซเบอร์ทุก 3-6 เดือน

กต. มอบ กงสุลดูแล ร่าง “ฮลุน โซโล่” เมื่อถึงไทย เร่งจอร์เจียเรื่องผลชันสูตร

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังติดตามข่าวคราวการนำร่างของนายบวรทัต เป็งสุข หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ฮลุน โซโล่” กลับสู่มาตุภูมิ ซึ่งล่าสุดทางกระทรวงการต่างประเทศได้ออกมาอัปเดตความคืบหน้าสำคัญที่สร้างความอุ่นใจให้กับญาติและครอบครัวเป็นอย่างมาก เพราะขณะนี้ กต. มอบ กงสุลดูแล ร่าง “ฮลุน โซโล่” เมื่อถึงไทย เร่งจอร์เจียเรื่องผลชันสูตร เพื่อให้ทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็วที่สุด

กต. มอบ กงสุลดูแล ร่าง “ฮลุน โซโล่” เมื่อถึงไทย เร่งจอร์เจียเรื่องผลชันสูตร

เหตุการณ์การเสียชีวิตในต่างแดนเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและต้องการการจัดการที่รวดเร็ว ล่าสุดนางสาวใจไทย อุปการนิติเกษตร โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้แจ้งว่าทางสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา ได้ร่วมมือกับอาสาสมัครไทยและบริษัทขนส่งเพื่อเตรียมการส่งร่างกลับไทยอย่างสมเกียรติ โดยทางรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้กำชับให้รักษาการอธิบดีกรมการกงสุลไปอำนวยความสะดวกด้วยตนเองเมื่อร่างเดินทางมาถึง

ความคืบหน้าการเร่งรัดผลชันสูตรจากทางการจอร์เจีย

นอกเหนือจากการดูแลการส่งร่างแล้ว ประเด็นที่ครอบครัวให้ความสำคัญอย่างยิ่งคือสาเหตุของการเสียชีวิต ซึ่ง กต. มอบ กงสุลดูแล ร่าง “ฮลุน โซโล่” เมื่อถึงไทย เร่งจอร์เจียเรื่องผลชันสูตร โดยสถานทูตไทยในพื้นที่ได้ดำเนินการกดดันและเร่งรัดให้ทางการจอร์เจียเปิดเผยผลชันสูตรอย่างละเอียดโดยเร็วที่สุด เพื่อนำมาใช้ประกอบการพิจารณาทางกฎหมายและคลายข้อสงสัยให้กับทางญาติ

สิ่งที่เราได้เห็นจากเหตุการณ์นี้คือความใส่ใจของหน่วยงานภาครัฐที่ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยมีการดำเนินงานตามขั้นตอนดังนี้:

  • การประสานงานกับสถานเอกอัครราชทูตในต่างประเทศอย่างใกล้ชิด
  • การส่งเจ้าหน้าที่ไปรอต้อนรับและอำนวยความสะดวก ณ ท่าอากาศยาน
  • การติดตามความคืบหน้าผลการชันสูตรจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
  • การสื่อสารข้อมูลให้ครอบครัวรับทราบโดยตรงเพื่อป้องกันความสับสน

ท้ายที่สุดนี้ เราหวังว่ากระบวนการส่งร่างกลับไทยจะเป็นไปอย่างเรียบร้อย เพื่อให้ครอบครัวสามารถนำร่างไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาตามประเพณีได้โดยเร็วที่สุด แม้สถานการณ์จะยากลำบาก แต่การประสานงานที่รวดเร็วของกระทรวงการต่างประเทศก็เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยเยียวยาจิตใจผู้สูญเสียได้เป็นอย่างดี ติดตามข้อมูลความคืบหน้าต่อไปได้ที่เว็บไซต์ทางการของเรา

ที่มา – กต. มอบ กงสุลดูแล ร่าง “ฮลุน โซโล่” เมื่อถึงไทย เร่งจอร์เจียเรื่องผลชันสูตร

จับตา ครม. พรุ่งนี้ ลุ้นแต่งตั้งปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่

จับตา ครม. พรุ่งนี้ ลุ้นแต่งตั้งปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่

สำหรับการประชุมคณะรัฐมนตรีที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ หลายฝ่ายต่างจับตามองวาระสำคัญในการพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง โดยเฉพาะตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีการคาดการณ์กันว่าในการประชุม ครม. ครั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์เตรียมเสนอชื่อผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งแทน นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์คนปัจจุบันที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายนนี้

เปิดตัวเต็งตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่

จากการรายงานล่าสุด มีชื่อผู้ถูกจับตามอง 2 ท่าน ได้แก่ นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยมีการวิเคราะห์ว่า นายพูนพงษ์อาจเป็นผู้ได้รับการคัดเลือกให้เป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ เนื่องจากมีผลงานโดดเด่นในด้านการป้องกันนอมินีและโครงการลดภาระค่าครองชีพอย่างโครงการ “ไทยช่วยไทย” ที่ตอบโจทย์ประชาชนได้จริงในช่วงวิกฤติราคาพลังงาน

แม้ว่าทั้งสองท่านจะมีศักยภาพสูง แต่การตัดสินใจในการแต่งตั้งปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ย่อมต้องพิจารณาจากผลงานที่เป็นรูปธรรมและการบริหารจัดการเชิงรุก ซึ่งนายพูนพงษ์ได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากบทบาทในการผลักดันเศรษฐกิจฐานรากผ่านโครงการแฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส ที่ช่วยให้ประชาชนมีรายได้เสริมในช่วงเศรษฐกิจผันผวน

นอกจากตำแหน่งปลัดกระทรวงแล้ว ยังมีการจับตาการปรับเปลี่ยนตำแหน่งในกรมสำคัญอื่น ๆ อาทิ:

  • กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
  • กรมการค้าภายใน ซึ่งอาจมีการปรับทัพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ปัญหาราคาสินค้า
  • ตำแหน่งรองปลัดกระทรวงพาณิชย์

อย่างไรก็ดี การปรับเปลี่ยนตำแหน่งงานภายในกระทรวงพาณิชย์ในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะไม่เพียงแต่เป็นการทดแทนผู้ที่เกษียณอายุเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปรับโครงสร้างการบริหารงานภายใต้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์คนปัจจุบันที่เน้นย้ำถึงประสิทธิภาพการทำงานและการดูแลปากท้องของประชาชนเป็นหลัก

ในฐานะประชาชน เราคงต้องรอดูว่าหลังจากที่มีการแต่งตั้งปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่เรียบร้อยแล้ว นโยบายทางเศรษฐกิจจะมีการปรับทิศทางอย่างไร และการแก้ปัญหาสินค้าราคาแพงจะสามารถทำได้อย่างรวดเร็วและตรงจุดตามที่ประชาชนคาดหวังหรือไม่ นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่กระทรวงพาณิชย์ต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน

ที่มา – ชง ครม. พรุ่งนี้ คาดตั้ง “พูนพงษ์” นั่งปลัดกระทรวงพาณิชย์ คนใหม่ แทน “วุฒิไกร”

ดีอี แจ้งความพวกเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว ขู่โทษคุก 5 ปี ปรับ 1 แสน

ในยุคที่โลกออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เรื่องของความเป็นส่วนตัวคือสิ่งสำคัญที่สุด แต่ล่าสุดทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญหลังจากพบการกระทำผิดที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง โดยมีการออกมายืนยันว่า ดีอี แจ้งความพวกเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว ขู่โทษคุก 5 ปี ปรับ 1 แสน เพื่อเป็นการป้องปรามผู้ที่คิดจะละเมิดสิทธิผู้อื่นและเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ผิด

ดีอี แจ้งความพวกเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว ขู่โทษคุก 5 ปี ปรับ 1 แสน

เหตุการณ์นี้สืบเนื่องจากนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ที่ต้องการกวาดล้างอาชญากรรมออนไลน์อย่างจริงจัง การเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นความผิดร้ายแรง เพราะข้อมูลเหล่านั้นมักถูกแก๊งสแกมเมอร์นำไปใช้เพื่อหลอกลวงประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินและสร้างความตื่นตระหนกในสังคม การที่ ดีอี แจ้งความพวกเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว ขู่โทษคุก 5 ปี ปรับ 1 แสน จึงเป็นการส่งสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนว่ารัฐบาลเอาจริงกับเรื่องนี้

มาตรการเด็ดขาดเพื่อความปลอดภัยของข้อมูลประชาชน

นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี ได้ระบุว่าได้ประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) และสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างรัดกุม โดยเน้นย้ำถึงบทลงโทษตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้:

  • การนำเข้าข้อมูลบิดเบือนหรือข้อมูลอันเป็นเท็จ
  • การนำเข้าข้อมูลที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ
  • การเผยแพร่ข้อมูลที่ทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก
  • บทลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

การดำเนินการของกระทรวงดีอีในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การขู่ แต่เป็นการใช้กฎหมายบังคับใช้จริง เพื่อให้ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตมีความระมัดระวังในการโพสต์หรือแชร์ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่นมากขึ้น เพราะเพียงแค่คลิกแชร์ข้อมูลของคนอื่นโดยไม่ได้รับความยินยอม คุณอาจกำลังพาตัวเองเข้าสู่เส้นทางของการทำผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว

ในมุมมองของเรา นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัยขึ้น การที่หน่วยงานรัฐออกมาทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างใกล้ชิดจะช่วยลดช่องว่างที่มิจฉาชีพจะเข้ามาแสวงหาประโยชน์ได้ อย่างไรก็ตาม ประชาชนเองก็ควรหมั่นตรวจสอบและป้องกันข้อมูลส่วนตัวของตัวเองไม่ให้หลุดออกไปสู่สาธารณะเช่นกัน หากพบเห็นการกระทำที่สุ่มเสี่ยง อย่ารอช้าที่จะแจ้งเบาะแสให้กับเจ้าหน้าที่ เพื่อรักษาสิทธิของตนเองและคนรอบข้างให้ปลอดภัยจากแก๊งมิจฉาชีพครับ

ที่มา – ดีอี แจ้งความพวกเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว ขู่โทษคุก 5 ปี ปรับ 1 แสน

ปลัด สธ. ยันไม่มีใครคิดล้ม “บัตรทอง” แต่ต้องปฏิรูป

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินกระแสข่าวเกี่ยวกับอนาคตของระบบสาธารณสุขไทย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องงบประมาณที่ตึงตัว ซึ่งล่าสุด นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาให้ความชัดเจนว่า ปลัด สธ. ยันไม่มีใครคิดล้ม “บัตรทอง” แต่ต้องปฏิรูป เพื่อให้ระบบนี้อยู่รอดและเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

ปลัด สธ. ยันไม่มีใครคิดล้ม “บัตรทอง” แต่ต้องปฏิรูป เพื่อความยั่งยืน

ปัญหาที่โรงพยาบาลรัฐต้องเผชิญในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ หลายแห่งประสบภาวะขาดสภาพคล่องอย่างหนักจนเข้าใกล้สภาวะล้มละลาย ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพการบริการผู้ป่วย เช่น การลดปริมาณยาหรือเปลี่ยนยี่ห้อยา สิ่งเหล่านี้คือสัญญาณเตือนว่าระบบบริหารจัดการกองทุนจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงขนานใหญ่ เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณสะท้อนต้นทุนจริงและมีความโปร่งใสมากที่สุด

เหตุผลที่ต้องปฏิรูปบัตรทองให้ทันท่วงที

นอกจากประเด็นเรื่องงบประมาณแล้ว การปรับปรุงธรรมาภิบาลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถือเป็นหัวใจสำคัญ ปลัด สธ. ยันไม่มีใครคิดล้ม “บัตรทอง” แต่ต้องปฏิรูป เพื่อขจัดช่องโหว่ในการบริหารงาน โดยมีข้อเสนอสำคัญ 6 ประการ ได้แก่:

  • จัดสรรงบเพิ่มให้สอดคล้องกับต้นทุนการรักษาจริง
  • เน้นการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าโดยจัดลำดับความสำคัญให้ชัดเจน
  • จัดตั้งกองทุนปฐมภูมิเพื่อส่งเสริมสุขภาพเชิงรุก
  • สร้างระบบตรวจสอบที่โปร่งใสในบอร์ดบริหาร
  • หยุดเพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่โดยไม่มีงบรองรับ
  • แยกงบเงินเดือนบุคลากรออกจากงบเหมาจ่ายรายหัว

การกล้ายอมรับความจริงว่าระบบกำลังมีปัญหา คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหาให้ยั่งยืน หากเราไม่เริ่มปฏิรูปตั้งแต่วันนี้ ภาระทางการเงินที่โรงพยาบาลรัฐต้องแบกรับอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้สิทธิทุกคนในอนาคตอันใกล้ ความร่วมมือของทุกฝ่ายคือสิ่งเดียวที่จะทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพของไทยกลับมาเข้มแข็งและมีคุณภาพได้อีกครั้ง

ที่มา – ปลัด สธ. ยันไม่มีใครคิดล้ม “บัตรทอง” แต่ต้องปฏิรูป หลัง รพ.รัฐขาดทุนหนักเสี่ยงล้มละลายในอนาคต

ศาลปกครองกลาง ยังไม่เริ่มกระบวนการพิจารณา คดี หมอสรณ

เชื่อว่าหลายคนกำลังติดตามข่าวร้อนในแวดวงหน่วยงานกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีของ ศาลปกครองกลาง ยังไม่เริ่มกระบวนการพิจารณา คดี “หมอสรณ” ฟ้อง กก.สรรหา ฟันขาดคุณสมบัติประธาน กสทช. ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการบริหารงานของ กสทช. อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในขณะนี้

ศาลปกครองกลาง ยังไม่เริ่มกระบวนการพิจารณา คดี “หมอสรณ” ฟ้อง กก.สรรหา ฟันขาดคุณสมบัติประธาน กสทช.

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับกรณีที่ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการสรรหาฯ เนื่องจากมีความเห็นว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งจากการรับค่าตอบแทนเป็นรายชั่วโมงในการประกอบวิชาชีพแพทย์ ซึ่งทางเจ้าตัวมองว่าการตัดสินดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตนั้น ขณะนี้ทางสำนักงานศาลปกครองได้ออกมาชี้แจงว่า ศาลปกครองกลาง ยังไม่เริ่มกระบวนการพิจารณา คดี “หมอสรณ” ฟ้อง กก.สรรหา ฟันขาดคุณสมบัติประธาน กสทช. เนื่องจากยังอยู่ในขั้นตอนการแต่งตั้งองค์คณะตุลาการเพื่อดำเนินการพิจารณาตามระเบียบของศาลต่อไป

สถานะของ นพ.สรณ กับประเด็น ศาลปกครองกลาง ยังไม่เริ่มกระบวนการพิจารณา คดี “หมอสรณ” ฟ้อง กก.สรรหา ฟันขาดคุณสมบัติประธาน กสทช.

นพ.สรณ ได้ยืนยันสถานะของตนเองอย่างชัดเจนว่า การที่คณะกรรมการสรรหาฯ วินิจฉัยให้ตนขาดคุณสมบัตินั้นไม่ถูกต้องและไม่ส่งผลให้ตนต้องพ้นจากตำแหน่งในทันที โดยประเด็นสำคัญที่น่าสนใจมีดังนี้:

  • สถานะความเป็นกรรมการ กสทช. ยังคงดำเนินอยู่จนกว่าจะมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง
  • การตัดสินของคณะกรรมการสรรหาฯ กระทบต่อสิทธิ์ในการปฏิบัติหน้าที่โดยตรง
  • ความล่าช้าของคดีอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมการบริหารงานภายในองค์กร กสทช.

หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า เรื่องนี้อาจเป็นบรรทัดฐานใหม่ในการตีความกฎหมายว่าด้วยลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ การรอคอยคำสั่งจากศาลปกครองถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะชี้ขาดความชอบธรรมในกรณีนี้ อย่างไรก็ตาม เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า เมื่อมีการแต่งตั้งองค์คณะตุลาการเรียบร้อยแล้ว แนวทางการพิจารณาคดีจะเป็นไปในทิศทางใด และจะกระทบต่อโครงสร้างการบริหารงาน กสทช. มากน้อยเพียงใด

บทสรุปของเรื่องนี้ยังคงเป็นที่น่าจับตา เพราะหากคำวินิจฉัยออกมาในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ย่อมส่งผลต่อเสถียรภาพของหน่วยงานกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมของไทยอย่างแน่นอน ซึ่งเราจะคอยติดตามและนำเสนอความคืบหน้าให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบต่อไปครับ

ที่มา – ศาลปกครองกลาง ยังไม่เริ่มกระบวนการพิจารณา คดี “หมอสรณ” ฟ้อง กก.สรรหา ฟันขาดคุณสมบัติประธาน กสทช.

อนุทิน เตรียมนำทำบุญตักบาตรวันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค. ถวายพระราชกุศล

สวัสดีครับพี่น้องชาวไทยทุกคน ช่วงต้นเดือนสิงหาคมแบบนี้ หลายคนคงเริ่มวางแผนทำกิจกรรมเพื่อแสดงความรักต่อคุณแม่กันแล้วนะครับ สำหรับปีนี้ทางรัฐบาลได้มีกำหนดการสำคัญที่จะจัดขึ้นเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยทาง อนุทิน เตรียมนำทำบุญตักบาตรวันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค. ถวายพระราชกุศล เพื่อเป็นการน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

อนุทิน เตรียมนำทำบุญตักบาตรวันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค. ถวายพระราชกุศล

กิจกรรมสำคัญนี้จะจัดขึ้นในวันพุธที่ 12 สิงหาคม 2569 โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการทำความดี ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้มารวมพลังแห่งความจงรักภักดี โดยการที่ อนุทิน เตรียมนำทำบุญตักบาตรวันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค. ถวายพระราชกุศล ณ ท้องสนามหลวง ถือเป็นกิจกรรมหลักที่จะเริ่มตั้งแต่เวลา 07.00 น. เป็นต้นไปครับ

รายละเอียดกิจกรรมและการเข้าร่วม

นอกเหนือจากพิธีการที่ท้องสนามหลวงแล้ว ในส่วนของต่างจังหวัดก็มีการเตรียมความพร้อมไว้เช่นกันครับ โดยมีแนวทางปฏิบัติที่น่าสนใจดังนี้:

  • ส่วนภูมิภาค: ทุกจังหวัดจะจัดพิธี ณ ศาลากลางจังหวัด หรือสถานที่ที่ทางจังหวัดเห็นว่าเหมาะสม
  • ต่างประเทศ: สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลทั่วโลกจะพิจารณาจัดพิธีตามความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่
  • การสวดมนต์: มีการประสานงานกับมหาเถรสมาคมเพื่อให้วัดทุกแห่งทั่วประเทศจัดพิธีสวดพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนา

นอกจากพิธีทางศาสนาแล้ว รัฐบาลยังเชิญชวนให้คนไทยร่วมทำกิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ตลอดเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลด้วยครับ การทำความดีในวันแม่แห่งชาตินี้ ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความกตัญญูต่อแม่ผู้ให้กำเนิด แต่ยังเป็นการแสดงความรักต่อสถาบันหลักของชาติที่เปรียบเสมือนแม่ของแผ่นดินอีกด้วย

สำหรับใครที่วางแผนจะไปร่วมงานทำบุญในวันดังกล่าว อย่าลืมเตรียมตัวให้พร้อม ตรวจสอบเส้นทาง และแต่งกายด้วยชุดสุภาพโทนสีฟ้าเพื่อความเป็นสิริมงคลนะครับ กิจกรรมเหล่านี้ถือเป็นโอกาสดีที่เราจะได้ออกมาพบปะเพื่อนบ้านและทำกิจกรรมดีๆ ร่วมกันเพื่อสังคมไทยของเราให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น สุดท้ายนี้ขอเชิญชวนให้ทุกคนถือโอกาสในวันแม่ปีนี้ กลับไปกอดคุณแม่และบอกรักท่านให้ชื่นใจกันนะครับ

ที่มา – “อนุทิน” เตรียมนำทำบุญตักบาตรวันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค. ถวายพระราชกุศล

เปิดตัวเว็บไซต์ติดตามข้อมูลมลพิษทางน้ำข้ามแดน ฝีมือคนไทย

เปิดตัวเว็บไซต์ติดตามข้อมูลมลพิษทางน้ำข้ามแดน ฝีมือคนไทย

ปัญหาเรื่องแหล่งน้ำปนเปื้อนสารพิษจากเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้านถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนไทยริมฝั่งน้ำมาอย่างยาวนาน ล่าสุด นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ จากพรรคประชาชน ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการเปิดตัวเว็บไซต์ติดตามข้อมูลมลพิษทางน้ำข้ามแดน ขึ้นมา เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลสำคัญเหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องรอการเปิดเผยจากหน่วยงานรัฐเพียงอย่างเดียว

เว็บไซต์นี้ถูกจัดทำขึ้นด้วยความตั้งใจจริงโดย นายภัทรพงษ์ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการมลพิษทางน้ำข้ามชายแดน ซึ่งน่าทึ่งมากที่โครงการนี้ใช้งบประมาณส่วนตัวเพียงหลักร้อยบาทสำหรับค่าจดโดเมนเท่านั้น และไม่ได้ใช้งบประมาณของรัฐแม้แต่บาทเดียว สะท้อนให้เห็นว่าหากมีความมุ่งมั่น ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะก็สามารถถูกรวบรวมและนำเสนอได้อย่างเป็นระบบ

รายละเอียดและจุดเด่นของการเปิดตัวเว็บไซต์ติดตามข้อมูลมลพิษทางน้ำข้ามแดน

ข้อมูลภายในเว็บไซต์ https://waterpollution.disaster-mp.org/ ได้รวบรวมเอาผลการตรวจสารพิษในน้ำ ตะกอนดิน และผลผลิตทางการเกษตรจากแหล่งน้ำสำคัญทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นลำน้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน หรือแม้แต่กระบุรี โดยมีจุดเด่นที่น่าสนใจดังนี้:

  • รวบรวมพิกัดเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างชัดเจน
  • ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมเพื่ออธิบายเส้นทางการไหลของมลพิษ
  • มีการแสดงผลทั้งในรูปแบบข้อมูลตัวเลขและภาพเคลื่อนไหวที่เข้าใจง่าย
  • เตรียมขยายฐานข้อมูลครอบคลุมการตรวจสอบปลาและข้อมูลการนำเข้า-ส่งออกแร่ในอนาคต

การเปิดตัวเว็บไซต์ติดตามข้อมูลมลพิษทางน้ำข้ามแดนในครั้งนี้ ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อบอกว่าตรงไหนมีมลพิษบ้าง แต่เป็นการชี้เป้าไปยังต้นตอของปัญหา เพื่อให้รัฐบาลสามารถนำข้อมูลไปใช้เป็นเครื่องมือในการเจรจาระดับระหว่างประเทศได้อย่างแม่นยำและตรงจุด แทนที่จะมัวแต่ไล่ตามแก้ไขผลกระทบที่ปลายเหตุเพียงอย่างเดียว

ถือเป็นเรื่องน่ายกย่องที่ภาคการเมืองลุกขึ้นมาทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมข้อมูลให้กับประชาชน ช่วยให้เราทุกคนมองเห็นภาพรวมของปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ชัดเจนขึ้น หากทุกภาคส่วนหันมาให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ การแก้ปัญหามลพิษทางน้ำในระยะยาวก็คงไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝันอีกต่อไป คุณคิดว่าอย่างไรกันบ้างครับ หากรัฐบาลรับไม้ต่อจากข้อมูลนี้ไปใช้เจรจาอย่างจริงจัง ปัญหานี้จะคลี่คลายได้เร็วขึ้นแค่ไหน?

ที่มา – “ภัทรพงษ์” เปิดตัวเว็บไซต์ติดตามข้อมูลมลพิษทางน้ำข้ามแดน ไม่ใช้งบสักบาท บอกรัฐเอาข้อมูลไปใช้ได้

“อรรถวิชช์” ซัด กกพ. ควรถูกยุบ ไม่ชงลดค่าไฟ ทั้งที่รัฐเอาไฟถนนออกจากบิลค่าไฟแล้ว

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ ออกมาแสดงความไม่พอใจต่อการทำงานของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. โดยตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการราคาพลังงานของไทย

“อรรถวิชช์” ซัด กกพ. ควรถูกยุบ ไม่ชงลดค่าไฟ ทั้งที่รัฐเอาไฟถนนออกจากบิลค่าไฟแล้ว

เหตุผลหลักที่นายอรรถวิชช์ออกมาเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ เพราะมองว่าแม้รัฐบาลจะยอมเฉือนงบประมาณรายได้กว่า 1.8 หมื่นล้านบาท เพื่อถอดค่าไฟฟ้าสาธารณะหรือค่าไฟถนนออกจากบิลของประชาชนที่แบกรับมานานกว่า 40 ปี แต่ทาง กกพ. กลับไม่มีข้อเสนอที่แสดงถึงการลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนเลยแม้แต่น้อย โดยล่าสุด กกพ. ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อกำหนดราคาค่าไฟฟ้างวดเดือนกันยายน – ธันวาคม 2569 ซึ่งแนวทางทั้งหมดกลับไม่มีตัวเลือกการลดราคาแต่อย่างใด

ทำไมถึงต้องมีการตั้งคำถามว่า “อรรถวิชช์” ซัด กกพ. ควรถูกยุบ ไม่ชงลดค่าไฟ ทั้งที่รัฐเอาไฟถนนออกจากบิลค่าไฟแล้ว จริงหรือ?

ข้อกังขาสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมามีดังนี้:

  • สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของรัฐลดต่ำลงเหลือไม่ถึง 30% ในขณะที่เอกชนครองส่วนแบ่งถึง 70%
  • การไม่นำงบประมาณ 1.8 หมื่นล้านที่รัฐยอมจ่ายมาลดค่าไฟให้กับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
  • หน้าที่ของ กกพ. ตามกฎหมายที่ระบุว่าต้องปกป้องผลประโยชน์ของผู้ใช้พลังงาน แต่กลับทำงานไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน

มุมมองที่น่าสนใจ นายอรรถวิชช์เสนอว่าควรจะมีการยุบ กกพ. แล้วนำเจ้าหน้าที่ไปควบรวมกับคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อแก้ปัญหาการทำงานแบบแยกส่วน และให้มีอำนาจตัดสินใจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดมากกว่านี้

บทเรียนในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าประชาชนต้องการเห็นการบริหารจัดการพลังงานที่คำนึงถึงค่าครองชีพเป็นหลัก การที่ “อรรถวิชช์” ซัด กกพ. ควรถูกยุบ ไม่ชงลดค่าไฟ ทั้งที่รัฐเอาไฟถนนออกจากบิลค่าไฟแล้ว จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการเมือง แต่เป็นเรื่องของปากท้องที่ภาครัฐต้องเร่งตรวจสอบและหาทางออกให้เร็วที่สุดเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงครับ

ที่มา – “อรรถวิชช์” ซัด กกพ. ควรถูกยุบ ไม่ชงลดค่าไฟ ทั้งที่รัฐเอาไฟถนนออกจากบิลค่าไฟแล้ว

Scroll to top