ข่าวการเมืองล่าสุด

อดีตผู้สมัคร สว. แฉยับ “แสวง” รู้กระบวนการฮั้ว สว. ท้าเปิดหีบพิสูจน์โพยฮั้ว

อดีตผู้สมัคร สว. แฉยับ “แสวง” รู้กระบวนการฮั้ว สว. ท้าเปิดหีบพิสูจน์โพยฮั้ว

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ผ่านมา ซึ่งล่าสุดกลุ่มอดีตผู้สมัคร สว. ได้ออกมาเดินหน้าแฉยับถึงความไม่โปร่งใส โดยระบุว่า อดีตผู้สมัคร สว. แฉยับ “แสวง” รู้กระบวนการฮั้ว สว. ท้าเปิดหีบพิสูจน์โพยฮั้ว ท่ามกลางข้อสงสัยว่า กกต. ปล่อยปละละเลยให้เกิดกระบวนการที่อาจขัดต่อกฎหมายและหลักธรรมาภิบาลอย่างร้ายแรง

เบื้องลึกความไม่ชอบมาพากลในวันเลือก สว.

ในการเสวนาครบรอบ 2 ปีการเลือก สว. ที่อาคารรัฐสภา พยานบุคคลหลายท่านได้ร่วมตีแผ่ข้อมูลที่น่าตกใจ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการนำโพยเข้าไปในคูหาเลือกตั้ง ซึ่งในวันเลือก สว. ระดับประเทศเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2567 มีความพยายามของเจ้าหน้าที่ที่ดูเหมือนจะเอื้อให้เกิดการใช้โพยอย่างโจ่งแจ้ง นอกจากนี้ยังมีการตรวจพบว่าผู้สมัครหลายคนมีคุณสมบัติไม่ตรงตามที่ระบุไว้ ทั้งเรื่องวุฒิการศึกษาและประวัติการทำงาน แต่ กกต. กลับเพิกเฉยต่อการตรวจสอบ ซึ่งเป็นการตั้งคำถามว่า อดีตผู้สมัคร สว. แฉยับ “แสวง” รู้กระบวนการฮั้ว สว. ท้าเปิดหีบพิสูจน์โพยฮั้ว นั้นมีมูลเหตุความเป็นจริงมากน้อยเพียงใด

  • ความผิดปกติในการใช้โพยเลือกตั้งภายในคูหา
  • การรับรองคุณสมบัติผู้สมัครที่ผิดพลาดและไม่เป็นไปตามจริง
  • การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของ ผอ.กกต. ระดับพื้นที่

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่าการจัดสถานที่เลือกตั้งแบบรวมกันทำให้ขาดความเป็นส่วนตัวตามกฎหมาย อีกทั้งระเบียบที่ให้ใช้หมายเลขเดิมตั้งแต่ระดับจังหวัดจนถึงระดับประเทศ ยิ่งเปิดช่องโหว่ให้มีการฮั้วคะแนนได้อย่างง่ายดาย โดยมีรายงานระบุว่า นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ได้รับทราบถึงแผนการเหล่านี้มาโดยตลอด แต่กลับไม่มีการสั่งระงับหรือตรวจสอบอย่างจริงจัง จนเป็นเหตุให้ อดีตผู้สมัคร สว. แฉยับ “แสวง” รู้กระบวนการฮั้ว สว. ท้าเปิดหีบพิสูจน์โพยฮั้ว เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมคืนสู่ระบอบประชาธิปไตย

ข้อเสนอแนะ: กกต. ต้องเปิดหีบพิสูจน์ความจริง

เสียงเรียกร้องจากอดีตผู้สมัคร สว. คือการท้าให้ กกต. เปิดหีบลงคะแนนเพื่อพิสูจน์ว่ามีการลงคะแนนซ้ำหรือการฮั้วเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพราะในฐานะองค์กรอิสระ กกต. ไม่ควรทำหน้าที่เป็นศาลเพื่อตัดสินชี้ขาดเอง แต่ควรส่งเรื่องให้กระบวนการยุติธรรมเป็นผู้ตรวจสอบ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการเลือกตั้งในอนาคต

ท้ายที่สุดแล้ว ความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของการเลือกตั้ง หาก กกต. ยังคงปิดบังความจริงและเพิกเฉยต่อหลักฐานที่ชัดเจน ประชาชนย่อมมีสิทธิ์ตั้งคำถามถึงความเที่ยงธรรมในการทำงาน ความพยายามของกลุ่มผู้สมัครที่ออกมาเรียกร้องในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อประโยชน์ส่วนตัว แต่เป็นการปกป้องสิทธิของประชาชนทั้งประเทศที่ต้องการเห็น สว. ที่มาจากการเลือกตั้งอันบริสุทธิ์และยุติธรรมจริงๆ

ที่มา – อดีตผู้สมัคร สว. แฉยับ “แสวง” รู้กระบวนการฮั้ว สว. ท้าเปิดหีบพิสูจน์โพยฮั้ว

“ยศชนัน” นั่งประธานรับมือน้ำท่วม-น้ำแล้ง ภาคเหนือ

สถานการณ์ภัยพิบัติในพื้นที่ภาคเหนือถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ล่าสุด “ยศชนัน” นั่งประธานรับมือน้ำท่วม-น้ำแล้ง ภาคเหนือ เพื่อบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานให้มีความเป็นเอกภาพและรวดเร็ว หลังพบว่ามีพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยสูงถึง 1,363 จุด และพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งอีก 444 จุด ซึ่งจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงรุกเข้ามาจัดการอย่างเป็นระบบ

“ยศชนัน” นั่งประธานรับมือน้ำท่วม-น้ำแล้ง ภาคเหนือ แบบครบวงจร

ในการประชุมครั้งสำคัญนี้ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงการบริหารจัดการน้ำที่ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องมองไปถึงการป้องกันและฟื้นฟูอย่างยั่งยืน การที่ “ยศชนัน” นั่งประธานรับมือน้ำท่วม-น้ำแล้ง ภาคเหนือ ในครั้งนี้ จะช่วยให้การสั่งการจากส่วนกลางถึงระดับจังหวัดเป็นไปอย่างคล่องตัว โดยเฉพาะการตั้งวอร์รูมปฏิบัติการตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

มาตรการเด็ดขาดเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูงสุด นายยศชนันได้กำหนดมาตรการสำคัญหลายประการที่หน่วยงานต่างๆ ต้องนำไปปฏิบัติทันที ดังนี้:

  • การจัดตั้ง War Room: มอนิเตอร์สถานการณ์น้ำและสภาพอากาศตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรายงานตรงต่อส่วนกลางและจังหวัด
  • การแก้ไขจุดคอขวดงบประมาณ: ขจัดอุปสรรคทางการเงินเพื่อให้โครงการป้องกันภัยพิบัติเร่งด่วนเดินหน้าได้ทันที
  • การใช้นวัตกรรม: นำโดรนสำรวจพื้นที่และเทคโนโลยีโทรมาตรมาใช้เพื่อการประเมินสถานการณ์ที่แม่นยำ
  • ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย: เตรียมศูนย์พักพิงและระบบสนับสนุนการอพยพเพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน

นอกจากนี้ยังมีการเร่งขุดลอกลำน้ำสายหลัก เช่น แม่น้ำน่านและแม่น้ำยม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและป้องกันน้ำท่วมขังในพื้นที่เศรษฐกิจ ตลอดจนการวางแผนกักเก็บน้ำสำรองเพื่อป้องกันภาวะฝนทิ้งช่วงและภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะใช้บทเรียนจากอดีตมาปรับใช้ เพื่อให้การทำงานในพื้นที่ภาคเหนือเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมที่สุด การบริหารงานในครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การจัดการน้ำเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องรวดเร็วถึงประชาชน เพื่อให้ทุกคนมั่นใจได้ว่ารัฐบาลเตรียมพร้อมดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินอย่างเต็มที่ตลอด 24 ชั่วโมง

ถือเป็นก้าวสำคัญของการบริหารจัดการภัยพิบัติในระดับภูมิภาค ที่เน้นการทำงานเชิงรุกและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน หวังว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวเหนือและนำไปสู่การจัดการทรัพยากรน้ำที่ยั่งยืนในระยะยาว

ที่มา – “ยศชนัน” นั่งประธานรับมือน้ำท่วม-น้ำแล้ง ภาคเหนือ ตั้งวอร์รูม 24 ชม. ป้องกันพื้นที่เสี่ยง

รัฐบาลเปิดตัวระบบ AI Psoriasis คัดกรองโรคสะเก็ดเงินแม่นยำ 95%

เชื่อว่าหลายคนคงเคยประสบปัญหาเมื่อพบความผิดปกติบนผิวหนัง แต่ไม่มั่นใจว่านั่นคือโรคอะไร โดยเฉพาะโรคผิวหนังเรื้อรังอย่างสะเก็ดเงิน ล่าสุดมีข่าวดีเมื่อรัฐบาลเปิดตัวระบบ AI Psoriasis คัดกรองโรคสะเก็ดเงินผ่านภาพถ่าย แม่นยำถึงร้อยละ 95 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของวงการแพทย์ไทยที่นำเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้เข้าถึงบริการสุขภาพได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม

ทำความรู้จักกับนวัตกรรม รัฐบาลเปิดตัวระบบ AI Psoriasis คัดกรองโรคสะเก็ดเงินผ่านภาพถ่าย แม่นยำถึงร้อยละ 95

ระบบนี้ถูกพัฒนาโดยสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยวิเคราะห์รอยโรคผ่านภาพถ่าย ไม่ว่าจะเป็นความแดง ความหนา หรือขุยสะเก็ดเงิน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกประมวลผลอย่างรวดเร็วเพื่อประเมินความรุนแรงของโรค ทำให้ผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกลที่ไม่มีแพทย์เฉพาะทางผิวหนังประจำอยู่ สามารถรับการคัดกรองเบื้องต้นได้ทันที

จุดเด่นและเป้าหมายของ รัฐบาลเปิดตัวระบบ AI Psoriasis คัดกรองโรคสะเก็ดเงินผ่านภาพถ่าย แม่นยำถึงร้อยละ 95

การนำเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วมในนโยบาย MOPH PLUS+ ของกระทรวงสาธารณสุขนั้นมีเป้าหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ โดยมีข้อดีที่น่าสนใจดังนี้:

  • ความแม่นยำสูง: จากการทดสอบเบื้องต้น AI สามารถวิเคราะห์ได้แม่นยำถึง 95%
  • ลดภาระการเดินทาง: ผู้ป่วยสามารถคัดกรองใกล้บ้าน ไม่ต้องเดินทางไกลเพื่อเข้าเมือง
  • รวดเร็ว: กระบวนการประเมินทำได้ในเวลาไม่กี่นาที
  • เชื่อมโยงการรักษา: หาก AI ตรวจพบความผิดปกติ ระบบจะช่วยให้การส่งต่อผู้ป่วยไปยังแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โรคสะเก็ดเงินไม่ใช่แค่เรื่องผิวหนัง แต่ยังส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจและความมั่นใจ นอกจากนี้ยังอาจสัมพันธ์กับโรคร่วมอื่น ๆ เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน หรือข้ออักเสบสะเก็ดเงิน การมีเครื่องมือคัดกรองที่เข้าถึงง่ายจึงเป็นสิ่งที่ช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้ระบบจะมีประสิทธิภาพสูง แต่ในระยะแรกนี้จะเริ่มนำร่องในหน่วยบริการสุขภาพที่มีความพร้อมก่อน เพื่อเก็บข้อมูลและพัฒนาประสิทธิภาพให้ครอบคลุมประชากรที่หลากหลายมากขึ้นในอนาคต

นับเป็นนวัตกรรมที่น่าจับตามองและแสดงให้เห็นว่าไทยกำลังก้าวสู่ยุคดิจิทัลเต็มตัวในด้านสาธารณสุข หากโครงการนี้ขยายผลไปทั่วประเทศ จะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลต่อผู้ป่วยโรคผิวหนังเรื้อรังทุกคนครับ

ที่มา – รัฐบาลเปิดตัวระบบ “AI Psoriasis” คัดกรองโรคสะเก็ดเงินผ่านภาพถ่าย แม่นยำถึงร้อยละ 95

รัฐบาลปัดข้อกล่าวหานำงบบัตรทองไปจัดงานอีเวนต์ เพื่อความโปร่งใส

กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมากสำหรับกรณีการบริหารจัดการงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือที่เราคุ้นเคยกันดีในชื่อ รัฐบาลปัดข้อกล่าวหานำงบบัตรทองไปจัดงานอีเวนต์ พร้อมเปิดรับทุกการตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส หลังจากที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการนำงบประมาณในส่วนของการรักษาพยาบาลไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ล่าสุดทางรัฐบาลได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อทำความเข้าใจกับประชาชนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

รัฐบาลปัดข้อกล่าวหานำงบบัตรทองไปจัดงานอีเวนต์ พร้อมเปิดรับทุกการตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาชี้แจงว่า งบประมาณกว่า 60,000 ล้านบาทนั้นไม่ได้หายไปไหน แต่มีการกระจายตัวไปยังหน่วยบริการประเภทต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ เช่น โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข โรงเรียนแพทย์ และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนในทุกพื้นที่เข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึง การตรวจสอบในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการยกระดับธรรมาภิบาลให้ดียิ่งขึ้น

รายละเอียดการตรวจสอบงบประมาณบัตรทอง

เพื่อให้เกิดความกระจ่างแก่สังคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้สั่งการให้ สปสช. จัดทำข้อมูลเชิงลึกภายใน 7 วัน โดยประเด็นสำคัญที่ประชาชนควรทราบมีดังนี้:

  • งบประมาณที่กล่าวถึงถูกกระจายไปสู่หน่วยบริการจริง เพื่อรองรับภาระงานรักษาพยาบาล
  • ไม่มีการนำงบบัตรทองไปใช้จัดกิจกรรมหรืออีเวนต์ตามที่ถูกกล่าวหา
  • หากมีการจัดงานในโรงพยาบาล จะใช้เพียงงบประมาณเงินบำรุงตามระเบียบที่เกี่ยวข้องเท่านั้น
  • รัฐบาลพร้อมเปิดรับการตรวจสอบทุกขั้นตอนเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจ

รัฐบาลยืนยันว่าเป้าหมายสำคัญที่สุดคือการทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพของไทยมีความเข้มแข็ง รัฐบาลปัดข้อกล่าวหานำงบบัตรทองไปจัดงานอีเวนต์ พร้อมเปิดรับทุกการตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส อย่างจริงจัง โดยไม่มีนโยบายปกป้องผู้กระทำผิด พร้อมปรับปรุงกระบวนการจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับภาระงานจริงของบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้ประชาชนกว่า 47 ล้านคนมั่นใจได้ว่าจะได้รับการบริการที่ดีที่สุด

ในมุมมองของเรา การที่รัฐบาลออกมาแสดงความชัดเจนและเปิดช่องให้มีการตรวจสอบงบประมาณอย่างเป็นรูปธรรมถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะความเชื่อมั่นของประชาชนคือหัวใจสำคัญของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เราสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนติดตามผลการตรวจสอบในอีก 7 วันข้างหน้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่โปร่งใสและสร้างความสบายใจให้กับทุกฝ่ายครับ

ที่มา – รัฐบาลปัดข้อกล่าวหานำงบบัตรทองไปจัดงานอีเวนต์ พร้อมเปิดรับทุกการตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส

กมธ.งบฯ 70 เกินครึ่งทางแล้ว ศิริกัญญา เผยงบตัดถนนกระจุกตัวอีสานใต้

เชื่อว่าหลายคนกำลังจับตาดูการทำงานของสภาฯ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องของการจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญจากนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่ออกมาให้ข้อมูลว่าการพิจารณา กมธ.งบฯ 70 เกินครึ่งทางแล้ว “ศิริกัญญา” เผยงบขอตัดถนนใหม่กระจุกตัวอยู่ที่อีสานใต้เยอะ ซึ่งถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจและส่งผลกระทบต่อการใช้งบประมาณในภาพรวมของประเทศอย่างมาก

กมธ.งบฯ 70 เกินครึ่งทางแล้ว “ศิริกัญญา” เผยงบขอตัดถนนใหม่กระจุกตัวอยู่ที่อีสานใต้เยอะ

ในการลงพื้นที่ติดตามการทำงานของคณะอนุกรรมาธิการงบประมาณ ศิริกัญญาได้เผยให้เห็นถึงความผิดปกติในการของบประมาณหลายรายการ โดยเฉพาะงบด้านคมนาคมและการตัดถนนเส้นทางใหม่ๆ ที่ดูเหมือนจะไปกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่อีสานใต้เป็นหลัก ซึ่งการตรวจสอบในครั้งนี้ถือเป็นการทำงานเชิงรุกที่อนุกรรมาธิการพยายามเจาะลึกรายละเอียด ไม่ใช่แค่ดูตัวเลขรวมๆ เหมือนในอดีต

เจาะลึกงบประมาณที่น่าสงสัยและแนวทางการตรวจสอบ

นอกจากเรื่องถนนแล้ว ยังมีการตรวจสอบพบรายการงบประมาณที่น่าสนใจอีกมากมายที่อนุกรรมาธิการเตรียมจะเปิดเผยต่อสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็น:

  • งบไอทีและคลาวด์: มีการใช้งบประมาณซ้ำซ้อนในหลายหน่วยงาน ทั้งที่กระทรวงดีอีมีระบบคลาวด์กลางรองรับแล้ว
  • ครุภัณฑ์ราคาสูงเกินจริง: พบปัญหาใบเสนอราคาที่ไม่มีมาตรฐาน หรือมีการล็อกสเป็กอย่างน่าสงสัย
  • โดรนเกษตร: ราคาที่เสนอมาสูงเกินกว่าราคาตลาดปกติ

ทางทีมงานของพรรคประชาชนได้ใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลการประชุม เพื่อจำแนกประเภทความผิดปกติ ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าหน่วยงานภาครัฐยังคงมีช่องโหว่ในการจัดซื้อจัดจ้างอีกมาก แม้จะมีความพยายามในการตรวจสอบอย่างหนัก แต่ด้วยสัดส่วนของอนุกรรมาธิการที่น้อยกว่า ทำให้การลงมติในบางรายการยังคงเป็นเรื่องยาก ซึ่งเรื่องนี้ส่งผลให้ กมธ.งบฯ 70 เกินครึ่งทางแล้ว “ศิริกัญญา” เผยงบขอตัดถนนใหม่กระจุกตัวอยู่ที่อีสานใต้เยอะ กลายเป็นประเด็นที่ประชาชนต้องร่วมกันติดตามอย่างใกล้ชิดว่า ในท้ายที่สุดแล้วงบประมาณที่เหลือจะถูกปรับปรุงให้คุ้มค่ากับภาษีของประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน

ในมุมมองของพวกเรา การที่ตัวแทนประชาชนเข้าไปเจาะลึกถึงรายละเอียดใบเสนอราคาและแผนที่การตัดถนนถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของการใช้งบประมาณแผ่นดิน หากตรวจสอบแล้วพบว่ามีความซ้ำซ้อนหรือกระจุกตัวผิดปกติ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องย่อมต้องมีคำอธิบายที่ชัดเจน เพื่อให้งบประมาณปี 70 นี้ถูกใช้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนทุกพื้นที่ ไม่ใช่แค่เฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง

ที่มา – กมธ.งบฯ 70 เกินครึ่งทางแล้ว “ศิริกัญญา” เผยงบขอตัดถนนใหม่กระจุกตัวอยู่ที่อีสานใต้เยอะ

“พีมูฟ” บุกทำเนียบ ค้านยุบธนาคารที่ดิน เร่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ

สถานการณ์การเมืองไทยวันนี้ร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อกลุ่ม“พีมูฟ” บุกทำเนียบ ค้านยุบธนาคารที่ดิน เร่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษากฎหมายอุทยานฯ เพื่อทวงถามความคืบหน้าเรื่องสิทธิที่ดินทำกินของประชาชน หลังจากที่มีกระแสข่าวการเตรียมยุบสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (บจธ.) ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม

ทำไม “พีมูฟ” บุกทำเนียบ ค้านยุบธนาคารที่ดิน เร่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษากฎหมายอุทยานฯ

การเคลื่อนไหวในครั้งนี้นำโดยนายจำนงค์ หนูพันธ์ ประธานพีมูฟ ได้นำกลุ่มเครือข่ายภาคประชาชนปักหลักชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านการยุบ บจธ. ที่กำลังจะเกิดขึ้นภายในเดือนกันยายนนี้ โดยให้เหตุผลว่าหากยุบหน่วยงานนี้ไป จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยที่กำลังรอความหวังเรื่องที่ดินทำกิน

ข้อเรียกร้องสำคัญเมื่อ “พีมูฟ” บุกทำเนียบ ค้านยุบธนาคารที่ดิน เร่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษากฎหมายอุทยานฯ

  • คัดค้านการยุบสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (บจธ.) และขอให้ขยายเวลาการดำเนินงานออกไปอย่างน้อย 1 ปี
  • เร่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อศึกษาและปรับปรุง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ และ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562
  • ขอให้รัฐบาลรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนในเรื่องการปฏิรูปที่ดิน
  • เปิดพื้นที่ให้ตัวแทนพีมูฟเข้าร่วมประชุมกับฝ่ายรัฐบาลเพื่อหาทางออกร่วมกัน

บรรยากาศหน้าทำเนียบรัฐบาลเต็มไปด้วยความเข้มข้น มีการตรึงกำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดูแลความเรียบร้อย ในขณะที่แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมย้ำชัดว่า จะปักหลักรอคำตอบที่ชัดเจนจากรัฐบาลจนกว่าจะได้รับความคืบหน้าที่น่าพอใจ การเดินทางมาครั้งนี้ไม่ใช่แค่การคัดค้านเชิงสัญลักษณ์ แต่คือการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของประชาชนคนตัวเล็กตัวน้อยที่ถูกกฎหมายและนโยบายรัฐกดทับมาอย่างยาวนาน

ทางด้านนายนพพร บุญแก้ว รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเป็นตัวแทนรับหนังสือเรียกร้องดังกล่าวเพื่อส่งต่อให้ผู้เกี่ยวข้อง โดยในช่วงบ่ายมีการคาดการณ์ว่านายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี จะหารือร่วมกับตัวแทนภาคประชาชน เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้เร็วที่สุด

ในมุมมองของนักสังเกตการณ์ สิทธิในที่ดินทำกินคือสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก หากรัฐบาลยังคงเพิกเฉยหรือเลือกที่จะยุบองค์กรที่คอยช่วยเหลือประชาชนอย่าง บจธ. โดยไม่มีมาตรการรองรับที่ดีพอ ความขัดแย้งระหว่างรัฐและประชาชนจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่ารัฐบาลชุดนี้จะเลือกเดินเกมอย่างไรเพื่อรักษาสัญญาที่เคยให้ไว้กับประชาชน และจะสามารถสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติกับการมีที่ดินทำกินของเกษตรกรได้อย่างไร

ที่มา – “พีมูฟ” บุกทำเนียบ ค้านยุบธนาคารที่ดิน เร่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษากฎหมายอุทยานฯ

จับตาข้อตกลงแม่น้ำเป็นพิษ ไทย-เมียนมา ปมสารหนูตกค้าง

เชื่อว่าพี่น้องประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำกกและแม่น้ำสายสำคัญหลายแห่ง กำลังเฝ้ารอคอยความหวังจากการเจรจาระหว่างรัฐบาลไทยและเมียนมา หลังจากต้องทนทุกข์อยู่กับมลพิษในน้ำมายาวนานกว่า 1 ปีเต็ม วันนี้เราจะพาทุกคนมาทำความเข้าใจกับประเด็น จับตาข้อตกลงแม่น้ำเป็นพิษ ไทย-เมียนมา ที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า ร่างข้อตกลงนี้อาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาที่แท้จริง แต่กลับกลายเป็นการผูกมัดตัวเองของภาครัฐเสียมากกว่า

วิเคราะห์ร่างข้อตกลงแม่น้ำเป็นพิษ ไทย-เมียนมา ที่ชาวบ้านควรรู้

นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติของร่างข้อตกลง (TOR) ฉบับที่จะเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 4 สิงหาคมนี้ ซึ่งประเด็นสำคัญที่น่ากังวลคือ การที่ไทยอาจต้องยอมจำนนต่อเงื่อนไขการเปิดเผยข้อมูลสารพิษ หากไม่มีการเซ็นยินยอมจากทั้งสองฝ่าย ชาวไทยก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะทราบว่าน้ำที่ใช้อุปโภคบริโภคอยู่นั้นมีสารหนูหรือโลหะหนักเกินมาตรฐานหรือไม่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยากในมุมมองของความปลอดภัยในชีวิตประชาชน

ทำไมการ จับตาข้อตกลงแม่น้ำเป็นพิษ ไทย-เมียนมา ถึงเป็นเรื่องเร่งด่วน?

ปัญหาเรื่องสารปนเปื้อนในแม่น้ำข้ามแดนไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะชาวบ้านในพื้นที่ต้องหยุดจับปลา หยุดให้ลูกหลานลงเล่นน้ำ เพราะกลัวสารหนูและแคดเมียม แต่ร่างข้อตกลงที่ใช้เวลาเตรียมการมาถึง 1 ปี กลับมุ่งเน้นเพียงการตรวจวัดมลพิษโดยขาดมาตรการเชิงรุกที่ชัดเจน ดังนี้:

  • ไม่มีการแก้ปัญหาที่ต้นตอ: ร่างฉบับนี้ไม่ได้พูดถึงการจัดการเหมืองแร่ที่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษเลย
  • การเปิดเผยข้อมูลที่ล่าช้า: การกำหนดให้ต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองประเทศก่อนเปิดเผยข้อมูล เป็นการปิดกั้นสิทธิการรับรู้ของประชาชนไทยโดยตรง
  • กรอบการทำงานที่จำกัด: ร่างนี้เน้นเฉพาะจังหวัดเชียงราย แต่ละเลยผลกระทบที่เกิดขึ้นในพื้นที่อื่นอย่าง แม่ฮ่องสอน หรือระนอง

ข้อเสนอของทางพรรคประชาชนถือเป็นทางออกที่รัฐบาลควรพิจารณาอย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยข้อมูลผลตรวจสารพิษสู่สาธารณะได้ทันทีโดยไม่ต้องขออนุญาต รวมถึงการมีกลไกตรวจสอบร่วมกันในพื้นที่ใกล้แหล่งกำเนิด เพื่อหยุดยั้งการปนเปื้อนตั้งแต่วงจรต้นทาง ไม่ให้ไทยต้องกลายเป็นทางผ่านของแร่พิษอีกต่อไป

ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องเลือกระหว่างการเกรงใจเพื่อนบ้านกับการปกป้องสุขภาพของคนในชาติ การแก้ปัญหาแม่น้ำเป็นพิษต้องมีความจริงใจมากกว่าแค่การตรวจน้ำรายจังหวัด แต่ต้องเป็นการจัดการเชิงระบบที่ยั่งยืน เพื่อให้สายน้ำของไทยกลับมาอุดมสมบูรณ์และปลอดภัยสำหรับทุกคนอีกครั้ง

ที่มา – “ภัทรพงษ์” ชวนจับตาข้อตกลงแม่น้ำเป็นพิษ “ไทย-เมียนมา” ชี้ 1 ปีที่ชาวบ้านริมน้ำกกต้องอยู่กับสารหนู

วรศิษฎ์ ลั่น ส.ค. ถอดถอนพวกทุจริตสอบท้องถิ่นพ้นตำแหน่ง

เชื่อว่าหลายคนกำลังจับตามองประเด็นร้อนแรงในแวดวงราชการไทย เมื่อ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมาประกาศกร้าวถึงความคืบหน้ากรณีการตรวจสอบการทุจริตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ กับประเด็นที่ว่า วรศิษฎ์ ลั่น ส.ค. ถอดถอนพวกทุจริตสอบท้องถิ่นพ้นตำแหน่ง ให้สังคมได้รับทราบอย่างเป็นทางการ

วรศิษฎ์ ลั่น ส.ค. ถอดถอนพวกทุจริตสอบท้องถิ่นพ้นตำแหน่ง

จากการเปิดเผยล่าสุด นายวรศิษฎ์ระบุว่า ทางกระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการตรวจสอบพบความไม่โปร่งใสในการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่มีผู้เกี่ยวข้องนับหมื่นคน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ทุจริตจำนวน 5,925 คนที่อยู่ในบัญชีตรวจสอบ ทางกระทรวงไม่ได้นิ่งนอนใจและกำลังเร่งรัดกระบวนการทางกฎหมายเพื่อให้ได้ข้อสรุปภายในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับคืนสู่ผู้ที่สอบด้วยความสามารถจริงๆ

ความคืบหน้ากระบวนการถอดถอนพวกทุจริตสอบท้องถิ่นพ้นตำแหน่ง

กระบวนการทำงานหลังจากนี้จะเข้มข้นขึ้น โดยมีลำดับขั้นตอนที่ชัดเจนดังนี้:

  • ประชุมคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) เพื่อสรุปผล
  • ส่งเรื่องให้คณะกรรมการกลางบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ก กลาง) พิจารณา
  • ประสานงานกับ ก จังหวัด เพื่อดำเนินการถอดถอนผู้ทุจริตออกจากตำแหน่งทันที
  • การจัดการบริหารบัญชีผู้สอบแข่งขัน เพื่อเลื่อนลำดับผู้ที่มีความสามารถขึ้นมาแทนที่ตำแหน่งที่ว่างลง

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยย้ำชัดว่า การที่ วรศิษฎ์ ลั่น ส.ค. ถอดถอนพวกทุจริตสอบท้องถิ่นพ้นตำแหน่ง นั้น ไม่ใช่เพียงแค่การให้ออก แต่ยังรวมไปถึงการดำเนินคดีทางอาญาอย่างเด็ดขาด เพราะการกระทำดังกล่าวถือเป็นการบ่อนทำลายระบบราชการและทำลายโอกาสของคนตั้งใจจริง เงินเดือนที่ผ่านมาก็ไม่ควรได้รับตั้งแต่ต้น เนื่องจากสถานะการเป็นข้าราชการนั้นได้มาโดยมิชอบ

ถือเป็นก้าวสำคัญของกระทรวงมหาดไทยในการกวาดล้างคอร์รัปชันในระดับท้องถิ่น เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การดำเนินการครั้งนี้จะช่วยสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับการสอบราชการไทยมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้มากน้อยเพียงใด หากใครที่กำลังรอคอยความยุติธรรมอยู่ เชื่อว่าสถานการณ์นี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นครับ

ที่มา – “วรศิษฎ์” ลั่น ส.ค. ได้เห็นถอดถอนพวกทุจริตสอบท้องถิ่นพ้นตำแหน่ง

อนุทิน ลั่นรัฐบาลไม่ต้องแจงฮั้ว สว. พร้อมเอาผิดไอลอว์

อนุทิน ลั่นรัฐบาลไม่ต้องแจงฮั้ว สว. พร้อมเอาผิดไอลอว์

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ฝ่ายค้านและพรรคประชาชนเตรียมเปิดหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีการฮั้ว สว. ภาคพิเศษ โดยนายอนุทินได้ย้ำชัดว่า อนุทิน ลั่นรัฐบาลไม่ต้องแจงฮั้ว สว. เพราะไม่เกี่ยวข้อง เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศหลังจากกระบวนการคัดเลือก สว. สิ้นสุดลงไปแล้ว

นายอนุทินกล่าวว่า ในฐานะฝ่ายบริหาร รัฐบาลมีหน้าที่รับผิดชอบในการทำงานเพื่อประชาชน ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาคอยชี้แจงประเด็นการเมืองที่ตนเองไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสีย และในส่วนที่มีการกล่าวหาโดยองค์กรหรือบุคคลต่างๆ นั้น ทางทนายความส่วนตัวอย่าง นายศุภชัย ใจสมุทร ได้ดำเนินการทางกฎหมายกับนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) เรียบร้อยแล้ว เพื่อรักษาสิทธิและแสดงความบริสุทธิ์ใจ

มุมมองต่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

สำหรับกระแสข่าวการเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจในเดือนสิงหาคมนี้ นายอนุทินมองว่าเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตยที่ฝ่ายค้านจะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ซึ่งตนเองก็ไม่ได้มีความกังวลแต่อย่างใด หากรัฐบาลทำงานด้วยความโปร่งใสและไม่ได้ทำเรื่องผิดกฎหมายก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องกลัว โดยมองว่านี่คือการทำหน้าที่ปกติของฝ่ายค้านที่ประชาชนคาดหวัง

นอกเหนือจากประเด็นการเมืองแล้ว นายอนุทินยังได้ชี้แจงถึงการทุจริตสอบท้องถิ่น ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาลให้ความสำคัญมาก โดยระบุว่า:

  • มีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง
  • สั่งยกเลิกการสอบทันทีที่มีหลักฐานทุจริต
  • ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบอย่างเข้มงวด
  • ไม่มีการช่วยเหลือผู้กระทำความผิดอย่างแน่นอน

นายอนุทินเชื่อมั่นว่าในประเด็นการทุจริตสอบท้องถิ่นนั้นรัฐบาลได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่และมีความโปร่งใสที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งนี้สำหรับประเด็นที่ว่า อนุทิน ลั่นรัฐบาลไม่ต้องแจงฮั้ว สว. เพราะไม่เกี่ยวข้อง นั้น ถือเป็นการยืนยันจุดยืนของรัฐบาลที่ต้องการมุ่งเน้นการบริหารประเทศมากกว่าการโต้ตอบประเด็นทางการเมืองที่ไม่มีที่มาที่ไปชัดเจน

ท้ายที่สุด การที่นายอนุทินมั่นใจในผลงานของรัฐบาลและการจัดการปัญหาการทุจริตอย่างเด็ดขาด เป็นบทพิสูจน์ว่ารัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับความเชื่อมั่นของประชาชนเป็นอันดับหนึ่ง การตรวจสอบเป็นสิ่งที่รัฐบาลพร้อมรับฟังเสมอ แต่ต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริงและอยู่ในขอบเขตของการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ใช่การเมืองที่มุ่งเน้นแต่การกล่าวหาเพื่อทำลายชื่อเสียงเพียงอย่างเดียว

ที่มา – “อนุทิน” ลั่นรัฐบาลไม่ต้องแจงฮั้ว สว. เพราะไม่เกี่ยวข้อง ยันเอาผิด “ยิ่งชีพ ไอลอว์” กล่าวหา

Scroll to top