ข่าวการเมืองล่าสุด

อนุดิษฐ์ ซัดโรม ปั่นเกมใส่ร้าย กล้าธรรมไม่เกี่ยวสแกมเมอร์

“อนุดิษฐ์” ซัด “โรม” ปั่นเกมการเมืองใส่ร้ายกล้าธรรม ลั่น “ธรรมนัส” ไม่เกี่ยวสแกมเมอร์ ท้ามีหลักฐานจริง ส่งให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีได้ทันที พร้อมสนับสนุนรัฐบาลปราบสแกมเมอร์เป็นวาระแห่งชาติ

วันที่ 3 พ.ย. 2568 น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม (กธ.) ในฐานะคณะทำงานวอร์รูมพรรคกธ.เพื่อตรวจสอบกรณีการอภิปรายและให้สัมภาษณ์กล่าวพาดพิงสมาชิกพรรคกธ.เชื่อมโยงสแกมเมอร์ ออกแถลงการณ์ตอบโต้กรณีที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน(ปชน.) อภิปรายและให้สัมภาษณ์เชื่อมโยงชื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯและรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกับขบวนการสแกมเมอร์-ทุนสีเทาข้ามชาติ ว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าว ไม่มีหลักฐานและบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างร้ายแรง เป็นความพยายามจงใจโยงชื่อบุคคลและพรรคเพื่อหวังผลทางการเมือง มากกว่าจะเป็นการตรวจสอบโดยสุจริต

ซัดทำให้สังคมเข้าใจผิด

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า การนำข้อมูลผิดมาขยายความในสภา จนทำให้ประชาชนเข้าใจผิด ถือเป็นการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบและสร้างความเสียหายต่อบุคคลบริสุทธิ์ และการที่ร.อ.ธรรมนัส และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าพรรค ไม่ได้เข้าชี้แจง กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ เมื่อวันที่ 30 ต.ค.2568 ด้วยเหตุผลด้านภารกิจราชการและหลักการทางการเมือง ซึ่งเวที กมธ. ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมากกว่าเวทีค้นหาความจริง พรรคกล้าธรรมเห็นว่า การตอบโต้บนเวทีลักษณะนี้ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน

“ร.อ.ธรรมนัสได้ชี้แจงผ่านช่องทางราชการครบถ้วน และพร้อมให้ข้อมูลต่อหน่วยงานที่ตรวจสอบด้วยความเป็นธรรม หากฝ่ายค้านมีหลักฐานจริง ก็สามารถส่งให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีได้ทันที”น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวและว่า

เสนอวาระแห่งชาติปราบสแกมฯ

 พรรคกล้าธรรมขอเสนอแนวทางเชิงรุกเพื่อแก้ไขปัญหาแก๊งหลอกลวงออนไลน์ โดยประกาศผลักดันให้รัฐบาลจัดตั้ง “วาระแห่งชาติปราบสแกมเมอร์” เพื่อบูรณาการทุกหน่วยงาน ตั้งแต่ตำรวจ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ไปจนถึงประเทศเพื่อนบ้าน แนวนโยบายดังกล่าวครอบคลุมทั้งการใช้ Big Data และ AI วิเคราะห์ธุรกรรมต้องสงสัย การจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ และการดำเนินคดีโดยไม่ละเว้นผู้มีอิทธิพล การปราบปรามต้องไม่มีสองมาตรฐาน ไม่ว่าคนเล็กหรือคนใหญ่ ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ข้อกล่าวหาไม่ใช่คำพิพากษา ความจริงต้องชนะการบิดเบือน

ลั่นพร้อมพิสูจน์ความจริงทุกเวที

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวด้วยว่า พรรคกธ.ยืนหยัดในความจริง ไม่ยอมให้การเมืองสกปรกทำลายคนบริสุทธิ์อีกต่อไป และจะเดินหน้าพิสูจน์ความจริงในทุกเวที และยึดมั่นทำงานเพื่อประชาชนด้วยความสุจริต โปร่งใส ไม่หวั่นไหวต่อแรงโจมตีทางการเมือง

อนุดิษฐ์ ซัดโรม ปั่นเกมใส่ร้าย กล้าธรรมไม่เกี่ยวสแกมเมอร์

จากกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้มีการอภิปรายและให้สัมภาษณ์เชื่อมโยง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กับขบวนการสแกมเมอร์ ทำให้ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม ต้องออกมาตอบโต้ โดยยืนยันว่าข้อกล่าวหาเหล่านั้นไม่มีมูลความจริง และเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นความพยายามที่จะโยงชื่อบุคคลและพรรคเพื่อหวังผลทางการเมืองมากกว่า

น.อ.อนุดิษฐ์ ยังกล่าวอีกว่า การนำข้อมูลที่ไม่ถูกต้องมาขยายความในสภา ทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด ถือเป็นการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบ และสร้างความเสียหายต่อบุคคลบริสุทธิ์ นอกจากนี้ยังกล่าวถึงกรณีที่ ร.อ.ธรรมนัส และนางนฤมล ไม่ได้เข้าชี้แจง กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ เนื่องจากติดภารกิจราชการและหลักการทางการเมือง เพราะเห็นว่าเวที กมธ. ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมากกว่าการค้นหาความจริง

กล้าธรรม ลั่น ธรรมนัสไม่เกี่ยวสแกมเมอร์

น.อ.อนุดิษฐ์ ยังเน้นย้ำว่า ร.อ.ธรรมนัส ได้ชี้แจงผ่านช่องทางราชการครบถ้วน และพร้อมที่จะให้ข้อมูลต่อหน่วยงานที่ตรวจสอบด้วยความเป็นธรรม หากฝ่ายค้านมีหลักฐานจริง ก็สามารถส่งให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการทางกฎหมายได้ทันที พรรคกล้าธรรมพร้อมที่จะพิสูจน์ความจริงในทุกเวที และยืนยันว่าจะทำงานเพื่อประชาชนด้วยความสุจริต โปร่งใส และไม่หวั่นไหวต่อแรงโจมตีทางการเมือง

นอกจากนี้ พรรคกล้าธรรมยังได้เสนอแนวทางเชิงรุกเพื่อแก้ไขปัญหาแก๊งหลอกลวงออนไลน์ โดยผลักดันให้รัฐบาลจัดตั้ง “วาระแห่งชาติปราบสแกมเมอร์” เพื่อบูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ตำรวจ ปปง. กระทรวงดิจิทัลฯ ไปจนถึงประเทศเพื่อนบ้าน โดยจะมีการใช้ Big Data และ AI วิเคราะห์ธุรกรรมที่น่าสงสัย จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง โดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าจะเป็นคนเล็กหรือคนใหญ่ ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย

ดังนั้นการออกมาตอบโต้ของ น.อ.อนุดิษฐ์ ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคกล้าธรรมที่จะปกป้องชื่อเสียงของพรรค และยืนยันว่า ธรรมนัสไม่เกี่ยวสแกมเมอร์ อย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างเต็มที่ และแก้ไขปัญหาสำคัญของชาติอย่างจริงจัง

ที่มา – “อนุดิษฐ์” ซัด “โรม” ปั่นเกมการเมืองใส่ร้ายกล้าธรรม ลั่น “ธรรมนัส” ไม่เกี่ยวสแกมเมอร์

ลดหย่อนภาษีเมืองหลัก: ขยายสิทธิถึง 15 ธ.ค. 68

รัฐบาลใจดี! ขยายสิทธิลดหย่อนภาษีเมืองหลักในอำเภอเทียบเท่าเมืองรองแล้ว ใช้สิทธิได้ยาวๆ ถึง 15 ธันวาคม 2568 ใครวางแผนเที่ยวปลายปี ห้ามพลาด!

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและการท่องเที่ยวภายในประเทศเป็นอย่างยิ่ง ล่าสุด กรมสรรพากรได้ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ฉบับที่ 456) ขยายสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้แก่บุคคลธรรมดาที่เดินทางท่องเที่ยวในอำเภอของจังหวัดเมืองหลักที่ได้รับสิทธิเทียบเท่าเมืองรอง ทำให้สามารถนำค่าใช้จ่ายจากการท่องเที่ยวมาหักลดหย่อนภาษีเมืองหลักได้ในอัตราเดียวกับเมืองรอง

ลดหย่อนภาษีเมืองหลัก: ขยายสิทธิถึง 15 ธ.ค. 68

สรุปง่ายๆ คือ เที่ยวในอำเภอที่กำหนดของจังหวัดใหญ่ ก็ลดหย่อนภาษีได้เหมือนเที่ยวเมืองรองนั่นเอง คุ้มสุดๆ!

เที่ยวเมืองหลัก หักภาษีเท่าเมืองรอง

แล้วอำเภอไหนบ้างที่เข้าเกณฑ์ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีเมืองหลัก? ครอบคลุมอำเภอในเมืองท่องเที่ยวหลักหลายจังหวัด ดังนี้:

  • กระบี่: เขาพนม, ปลายพระยา, ลำทับ
  • เชียงใหม่: แม่แตง, แม่วาง, ดอยสะเก็ด, สันทราย, สารภี, อมก๋อย และอีกมากมาย
  • นครราชสีมา: วังน้ำเขียว, ปักธงชัย, พิมาย, สีคิ้ว, ด่านขุนทด, เสิงสาง และอื่นๆ
  • ชลบุรี: บ้านบึง, พานทอง, พนัสนิคม, หนองใหญ่ และอีกเพียบ
  • สุราษฎร์ธานี: กาญจนดิษฐ์, ดอนสัก, พุนพิน, ไชยา, วิภาวดี และอื่นๆ อีกมากมาย

นอกจากนี้ ยังมี กาญจนบุรี, เพชรบุรี, พังงา, ระยอง, พระนครศรีอยุธยา, สระบุรี, ขอนแก่น, ฉะเชิงเทรา และสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่เพิ่มเติมที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและบริการรองรับอย่างครบครัน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568

ตัวอย่างค่าใช้จ่ายที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้:

  • ค่าที่พักโรงแรม
  • ค่าเดินทาง (เช่น ค่าน้ำมัน, ค่ารถโดยสาร, ค่าเครื่องบิน)
  • ค่าอาหารและเครื่องดื่ม
  • ค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยว
  • ค่าซื้อสินค้าและบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว

เอกสารที่ต้องเตรียม:

  • ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ
  • หลักฐานการชำระค่าบริการต่างๆ
  • เอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี)

อย่าลืมเก็บหลักฐานการใช้จ่ายให้ดี เพื่อนำไปยื่นลดหย่อนภาษีตอนสิ้นปีนะคะ

หวังใช้สิทธิปลายปีได้คุ้มค่า

รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า มาตรการดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม ถึง 15 ธันวาคม 2568 เพื่อให้ประชาชนใช้สิทธิท่องเที่ยวในช่วงปลายปีได้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น ทั้งยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาค และกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น รัฐบาลเชื่อมั่นว่าการขยายสิทธิลดหย่อนภาษีเมืองหลักในครั้งนี้ จะช่วยกระตุ้นการเดินทางภายในประเทศ เพิ่มการจับจ่ายในธุรกิจบริการรายย่อย และเป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญในการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน

วางแผนเที่ยวพักผ่อนช่วงปลายปีนี้ อย่าลืมตรวจสอบสิทธิลดหย่อนภาษีกันด้วยนะคะ จะได้เที่ยวสนุกแถมยังประหยัดภาษีอีกด้วย!

ที่มา – รัฐบาลขยายสิทธิลดหย่อนภาษีในอำเภอ ‘เมืองหลัก’ เทียบเท่าเมืองรองได้ถึง 15 ธ.ค.68

อนุทินเผย! MOU ปราบปรามสแกมเมอร์ ยึดทรัพย์ 2 หมื่นล้าน

“อนุทิน” เผย 4 หน่วยจ่อเซ็น MOU กำกับ-ปราบปรามสแกมเมอร์ อายัดทรัพย์กว่า 2 หมื่นล้าน ย้ำรัฐบาลนำหน้าผู้กระทำผิดเสมอ บอกหากลงพื้นที่เจอรังสีอำมหิตแน่นอน

วันที่ 3 พ.ย.2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ว่า เป็นการตรวจเยี่ยม และพูดคุยหารือว่าต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนในเรื่องใดบ้าง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ในขณะที่อาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือสแกมเมอร์ เป็นเรื่องที่ถูกบรรจุไว้เป็นวาระแห่งชาติ พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะสนับสนุนอย่างเต็มที่

ส่วนการที่นายกรัฐมนตรี พูดในที่ประชุมว่าหากไม่ดำเนินการปราบปรามสแกมเมอร์จะถูกคว่ำบาตรจากนานาประเทศ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไม่ได้เป็นเรื่องแค่ภายในประเทศ หากไม่มีการสร้างความมั่นใจปราบปรามสแกมเมอร์ผู้กระทำความผิดที่ใช้ประเทศไทยเป็นฐานการฟอกเงิน จะส่งผลความเสียหายให้กับประเทศไทย ซึ่งเรื่องนี้ ปปง. ต้องดำเนินการไม่ให้มีเรื่องเงินดำเงินเทา มาอยู่ในระบบการเงินของไทย

ย้ำมี ปปง.คอยดูแลแล้ว

ส่วนความคืบหน้าตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2 ชุด นายกรัฐมนตรีขอให้ไปถามนายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. เอง  ผู้สื่อข่าวถามต่อว่ากรณีที่ฝ่ายค้าน ออกมาเปิดเผยถึงขบวนการสแกมเมอร์นั้นนายกรัฐมนตรี จะดำเนินการอย่างไร นายอนุทิน บอกว่า เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีไม่ต้องจัดการเพราะมี ปปง. สำนักงานตำรวจแห่งชาติดูแล และหากตรงไหนไปเข้าข่ายการฟอกเงิน จะมีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอดูแล นอกจากนี้ยังมีการหารือกับ นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ประธาน ปปง. ซึ่งเคยเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เสนอให้ทำบันทึกความร่วมมือ กับ 4 หน่วยงานหลัก คือ ปปง. กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อให้ทั้งหมดนี้มาช่วยกันทำงานปราบปรามการฟอกเงิน และปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

อายัดไปแล้ว 2 หมื่นล้าน

ส่วนการวางกรอบเวลาในการแก้ไขปัญหานั้น นายกรัฐมนตรี ย้ำว่าเร่งทำอยู่แล้ว ขณะนี้มีวงเงินที่อายัดไว้กว่า 20,000 ล้านบาท และเริ่มทยอยฟ้องผู้กระทำความผิด พร้อมย้ำบางครั้งไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ ทำให้หลายคนคิดว่ารัฐบาลไม่ได้ทำอะไร แต่อย่างที่เคยบอกไว้ว่าเรื่องนี้ต้องใช้ข้อมูลทางการข่าวและการสืบสวนจนกระทั่งมีหลักฐานครบถ้วนถึงจะดำเนินการได้ ซึ่งที่ผ่านมา พลตำรวจเอกกิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้มีการรายงานมาเสมอถึงการยึดอายัดทรัพย์ในการกระทำความผิด ทั้ง ยาเสพติด การพนันและการค้ามนุษย์ ซึ่งเรื่องพวกนี้หากเอามาพูดทั้งหมดก็จะเป็นการเผยไต๋ ย้ำว่าการเป็นรัฐบาลต้องนำหน้าผู้กระทำความผิด และอยู่เหนือกว่าผู้กระทำความผิดหนึ่งก้าว

ยืนยันวาระสำคัญ

ส่วนได้รับรายงานว่ามีแก๊งสแกมเมอร์เข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยหรือไม่ นายอนุทิน บอกว่า อย่าไปสนใจฝั่งตรงข้ามมาก ตนยังบอกกับเลขาธิการ ปปง. ว่าหากลงพื้นที่ไปเดินแถวไหนที่มีความผิดปกติจะเห็นรังสีอำมหิตแน่นอน ซึ่งเรื่องนี้ต้องเร่งดำเนินการเพราะถูกกดดันจากประชาคมโลก ซึ่งตัวเองเดินทางไปประชุมที่ต่างประเทศมาก็นำเรื่องนี้กลับมาเป็นวาระสำคัญ เพราะเรื่องนี้เป็นภัยความมั่นคงของชาติ หากจะต้องใช้งบประมาณกลางมาดำเนินการก็ต้องใช้

อนุทินเผย! MOU ปราบปรามสแกมเมอร์ ยึดทรัพย์ 2 หมื่นล้าน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการปราบปรามสแกมเมอร์ ว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก และกำลังเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ โดยมีการบูรณาการความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน

ความร่วมมือ 4 หน่วยงานหลัก ปราบปรามสแกมเมอร์

มีการทำบันทึกความร่วมมือกับ 4 หน่วยงานหลัก คือ ปปง. กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อให้ทั้งหมดนี้มาช่วยกันทำงานปราบปรามสแกมเมอร์

นอกจากนี้ยังมีการอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ไปแล้วกว่า 20,000 ล้านบาท และกำลังทยอยฟ้องร้องผู้กระทำความผิด การปราบปรามสแกมเมอร์ไม่ใช่แค่เรื่องภายในประเทศ แต่เป็นเรื่องที่นานาชาติต่างให้ความสนใจและจับตามอง

การที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการปราบปรามสแกมเมอร์ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและนักท่องเที่ยวต่างชาติ และช่วยลดความเสียหายที่เกิดจากอาชญากรรมออนไลน์

การทำงานอย่างจริงจังของรัฐบาลในการปราบปรามกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่ยิ่งขึ้นสำหรับทุกคน

ที่มา – “อนุทิน” เผย 4 หน่วยจ่อเซ็น MOU ปราบปรามสแกมเมอร์ ยืนยันวาระสำคัญ ยึดทรัพย์ได้แล้วกว่า 2 หมื่นล้าน

ศิริกัญญา ร่วมยินดี “เพื่อไทย” ได้หัวหน้าพรรคคนใหม่

“ศิริกัญญา” ร่วมยินดี “เพื่อไทย” ได้หัวหน้าพรรคคนใหม่ บลั๊ฟ พรรคประชาชนเป้า 250 สส. ชูสโลแกน “มีเรา ไม่มีเทา” โวมีอีกหลายเรื่องพัฒนาชีวิต

วันที่ 2 พ.ย. 2568 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.) กล่าวถึงการปรับโครงสร้างและเลือกกรรมการบริหาร(กก.บห.)พรรคชุดใหม่ของพรรคเพื่อไทย ว่า เป็นนิมิตหมายที่ดีหลังจากพรรคเพื่อไทยเผชิญอุปสรรคทางการเมือง ตั้งแต่พ้นจากการเป็นรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี 2 คนของพรรคถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้พ้นจากตำแหน่ง การปรับทัพพรรคเป็นเหมือนปี่กลองทางการเมืองสนามเลือกตั้ง หากมีการยุบสภาตาม MOA การเลือกตั้งก็จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม 2569 เป็นต้นไป จึงขอแสดงความยินดีกับพรรคเพื่อไทยที่ได้หัวหน้าคนใหม่ด้วย ส่วนการตั้งเป้า 200 สส. ของพรรคเพื่อไทยนั้น น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า อาจจะตั้งต่ำกว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา และเชื่อว่าอาจเป็นไปได้จริง การตั้งเป้า สส.ของแต่ละพรรคเพื่อให้บรรลุผล ซึ่งเป็นสิทธิ์ของแต่ละพรรคเพื่อไปกำหนดยุทธศาสตร์ให้เดินไปสู่เป้าหมาย ส่วนผลของการเลือกตั้งประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน ในส่วนของพรรคประชาชนตนย้ำว่า ยังตั้งเป้าตามเดิมคือ 250 คนขึ้นไป

“ศิริกัญญา” ร่วมยินดี “เพื่อไทย” ได้หัวหน้าพรรคคนใหม่

เมื่อถามว่า ขณะนี้พรรคประชาชนชูใช้สโลแกน “มีเราไม่มีเทา” ถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การหาเสียงเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า เป็นแคมเปญเลือกตั้งระยะเริ่มต้น และอาจมีหลายข้อความ ขอย้ำว่าเราเอาจริงไม่เพียงแต่ มีเรา ไม่มีเทา ยังมีอีกหลายเรื่องที่เอาจริงในทุกเรื่อง เรื่องอื่นอาจจะไม่เซ็กซี่เท่า มีเรา ไม่มีเทา แต่ถ้ามีเราก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีเศรษฐกิจที่สดใส มีอนาคตที่รองรับทุกคนและทุกช่วงวัย ซึ่งผลตอบรับออกมาค่อนข้างดี โดยเฉพาะมีเราไม่มีเทา หมายความว่า ประชาชน สนใจให้ความสำคัญ กับเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันการฟอกเงิน และทุนเทาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสัญชาติใดเป็นเรื่องที่พรรคประชาชนเอาจริงมาตลอด และมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหานี้ แต่จะทำได้ดี ทำได้จริงก็ต่อเมื่อเราเป็นรัฐบาลพรรคเดียวที่สอดคล้องกับเป้าหมาย 250 เสียงที่ได้ประกาศเอาไว้ก่อนหน้านี้

ความคืบหน้าการคัดเลือก สส. พรรคประชาชน

เมื่อถามถึงความคืบหน้าขั้นตอนการคัดเลือกผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า การคัดเลือกสส.เขตเกือบครบทุกเขตแล้ว ส่วนแบบบัญชีรายชื่อกำลังทำ ยังมีอีกหลายขั้นตอน ยืนยันเดินหน้าตามไทม์ไลน์ ที่พรรคได้วางกรอบเอาไว้ ซึ่งกระบวนการคัดเลือกพรรคพัฒนามาตลอด 3 ครั้งที่ผ่านมา เราใช้บทเรียนในอดีตมาปรับปรุงการคัดสรรผู้สมัครตลอดเวลา ครั้งนี้มีเวลานานกว่าปกติ มีการเปิดหลักสูตรให้ผู้ประสงค์ลงสมัครเลือกตั้ง ทั้งท้องถิ่นและระดับชาติผ่านการอบรม ในหลายเรื่องให้ทำการบ้านล่วงหน้า เพื่อทำให้การคัดสรรผู้สมัครสามารถตรวจสอบได้อย่างเข้มข้นมากขึ้น แต่ยอมรับว่าในหลายเรื่องหลายคุณสมบัติ ไม่สามารถพบได้ในช่วงการคัดเลือก และต้องยอมรับว่าในท้ายที่สุด อาจไม่ได้ผู้สมัครที่สมบูรณ์ 100% แต่กระบวนการหลังจากนั้นเมื่อเกิดเหตุแล้ว มีคณะกรรมการวินัยขึ้นมาสอบสวน และมีบทลงโทษก็น่าจะทำให้กระบวนการทั้งหมด สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ตนขอบคุณผลโหวตประชาชนชาวอีสานของนิด้าโพล ที่สนับสนุนแคนดิเดตของพรรคประชาชนเป็นอันดับ 3 และยังคงเลือกพรรคประชาชนเป็นอันดับ 1 โดยพรรคจะใช้ผลสำรวจนี้เป็นกำลังใจและนำไปปรับปรุงกระบวนการทำงานภายในพรรคเพื่อให้โดนใจประชาชนมากยิ่งขึ้น ส่วนผลโหวตนายกฯของพรรค ประชาชนเป็นอันดับ 3 เป็นสาเหตุจากการไปโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ใช่หรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า มีหลายเรื่องที่ส่งผลกับการตัดสินใจของประชาชนผ่านนิด้าโพล อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาจากนี้ไปจนถึงการเลือกตั้ง ยังมีเวลาให้พรรคประชาชนได้ปรับตัว ปรับกลยุทธ์ในพรรค เพื่อทำให้แคนดิเดตนายกฯ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ได้

ส่วนที่มีการวิเคราะห์โดยโยงไปถึงการตรวจสอบของพรรคประชาชนที่พุ่งเป้าเพียงพรรคร่วมรัฐบาล แต่ไม่พุ่งเป้าไปยังพรรคภูมิใจไทยนั้น น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า จริงๆแล้วพรรคประชาชนกระทุ้งไปที่นายอนุทินตลอดในฐานะนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นคนแรกที่ต้องลุกมาสอบสวนในเรื่องนี้ พรรคประชาชนยังเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาทุนเทาเพราะไม่มีใครเหมาะสมไปมากกว่านายอนุทิน ซึ่งไม่มีความเกี่ยวโยงเชื่อมไปถึงนายกรัฐมนตรี แต่พรรคประชาชนยังตรวจสอบอย่างเข้มข้นตลอดเวลา ดังนั้นไม่ได้เป็นการเลือกที่รักมักที่ชัง เรายังคงตรวจสอบเข้มข้นในทุกพรรคการเมือง หากเรามีข้อมูลข้อเท็จจริง ที่เกี่ยวพันกับการฟอกเงินหรือทุนเทา เมื่อถามถึงคดีฮั้ว สว. และที่ดินเขากระโดงทำไมถึงเงียบในเรื่องนี้ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ไม่ได้เงียบ ทุกวาระที่มีการสอบสวนในเรื่องนี้เราตรวจสอบอย่างเข้มข้นตลอดเวลา อย่างเขากระโดงก็เห็นว่าเดินหน้าไปตามที่เห็นสมควร ว่าควรจะเป็น คือการที่การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)สั่งฟ้อง เพื่อขอคืนที่ดินและพรรคประชาชนก็มีข้อคิดเห็นไปเรียบร้อยแล้วว่ามีที่ดินอยู่ 2 แปลง ที่ถูก ปปช.ชี้มูลไปเรียบร้อยแล้ว ในส่วนเรื่องคดีฮั้ว สว. พรรคประชาชนก็เป็นคนออกมาเปิดเผย แต่กระบวนการที่เป็น สส.ไม่สามารถเข้าไปสอบสวนได้เอง ยืนยันว่าเราทำหน้าที่ตามอำนาจที่มีอยู่ได้อย่างเต็มที่แล้ว การที่ “ศิริกัญญา” ร่วมยินดี “เพื่อไทย” ได้หัวหน้าพรรคคนใหม่ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางการเมืองที่น่าสนใจและทิศทางที่พรรคประชาชนจะเดินหน้าต่อไปในอนาคต

การที่ “ศิริกัญญา” ร่วมยินดี “เพื่อไทย” ได้หัวหน้าพรรคคนใหม่ ครั้งนี้ จะส่งผลต่อการเมืองไทยในอนาคตอย่างไร ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “ศิริกัญญา” ร่วมยินดี“เพื่อไทย”ได้หัวหน้าพรรคคนใหม่ บลั๊ฟ พรรคประชาชนเป้า250 สส.

รวมไทยสร้างชาติ เลือก “พีระพันธุ์” นั่งหัวหน้าพรรคต่อ

พรรครวมไทยสร้างชาติ จัดประชุมใหญ่ เลือก “พีระพันธุ์” นั่งหัวหน้าพรรคต่อ “ชัช เตาปูน” นั่งเลขาธิการพรรค พร้อมคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ เดินหน้าสู้ศึกเลือกตั้ง “นราพัฒน์” โผล่นั่งรองหัวหน้าพรรค

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้จัดประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี ครั้งที่ 1/2568 เพื่อเลือกตั้งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค กรรมการบริหารพรรค และตำแหน่งอื่นของพรรค แทนตำแหน่งที่ว่างลง โดยมีผู้บริหารพรรค พร้อมด้วย สส. และสมาชิกพรรคเข้าร่วมประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง ณ สโมสรราชพฤกษ์ กรุงเทพฯ ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเลือกบุคคลดำรงตำแหน่งดังต่อไปนี้

1.นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

2.นายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

3.นายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

4.นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

5.นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

6.นายชื่นชอบ คงอุดม รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

7.นายสามารถ มะลูลีม รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

8.นายโกวิทย์ ธารณา รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

9.พันเอก เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

10.นายชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ

11.นายนิติศักดิ์ ธรรมเพชร รองเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ

12.นาวาอากาศตรี ดร.ปุญณัฐส์ นำพา รองเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ

13.ว่าที่ ร.ต.อ.หญิง อัยรดา บำรุงรักษ์ รองเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ

14.นายปรากรมศักดิ์ ชุณหะวัณ เหรัญญิกพรรครวมไทยสร้างชาติ

15.นายสยาม บางกุลธรรม นายทะเบียนสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ

ในการประชุม นายพีระพันธุ์ ได้กล่าวขอบคุณสมาชิกพรรคทุกคนที่ให้ความไว้วางใจเลือกตนให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติต่อไป พร้อมระบุว่า ตลอด 2 ปีเศษที่ผ่านมา ตนได้มีโอกาสเข้าไปปฏิบัติภารกิจให้กับประเทศในการกำกับดูแลพลังงาน ทำให้ได้ทราบข้อเท็จจริงและปัญหาต่าง ๆ ในด้านพลังงาน จึงได้เร่งแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติและประชาชน จนทำให้พรรครวมไทยสร้างชาติเป็นพรรคการเมืองพรรคแรกที่สามารถบริหารจัดการโครงสร้างพลังงานของประเทศให้เกิดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการตรึงราคาก๊าซหุงต้มให้อยู่ที่ 423 บาท/ถัง ขนาด 15 กิโลกรัม และการลดค่าไฟฟ้าลงอย่างต่อเนื่องจนมาอยู่ที่หน่วยละ 3.94 บาท ในปัจจุบัน ซึ่งตนมั่นใจว่าหากได้ทำงานกำกับดูแลกระทรวงพลังงานต่อก็จะสามารถลดค่าไฟให้ลงมาเหลือหน่วยละ 3.70 บาท ได้แน่นอน ทั้งนี้จากการตรึงค่าไฟในปี 2567 สามารถทำให้ประชาชนประหยัดเงินค่าไฟรวมกันได้ถึง 270,000 กว่าล้านบาท ส่งผลให้ประชาชนมีเงินคืนสู่กระเป๋าเพื่อนำไปจับจ่ายซื้อสิ่งของและกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง

“ผมอาจจะช่วยให้ทุกคนรวยขึ้นไม่ได้ แต่ผมทำให้ทุกคนประหยัดค่าใช้จ่ายได้ ประเทศไทยในวันนี้ต้องการคนทำงาน คนที่ตั้งใจแก้ปัญหาให้ประเทศ ผมจึงขอให้คำมั่นกับสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติว่า พรรคจะเดินหน้าทำงานต่อไปอย่างเต็มที่ และหากได้เข้าไปบริหารประเทศ ผมจะแก้ทุกปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ในทันที ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความมั่นคงทางชายแดน ความมั่นคงทางพลังงาน และปัญหาความมั่นคงด้านอื่น ๆ” นายพีระพันธุ์ กล่าว

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อไปว่า วันนี้ยังเป็นนิมิตหมายที่ดีที่พรรคได้คณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ โดยเฉพาะในตำแหน่งเลขาธิการพรรคที่ได้นายชัชวาลล์ คงอุดม เข้ามารับตำแหน่ง ซึ่งตนมั่นใจว่า ด้วยผลงานที่ผ่านมาของนายชัชวาลล์ ที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจทำงานและการช่วยเหลือผู้อื่นมาเสมอ จะช่วยขับเคลื่อนพรรคให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างแน่นอน

ด้านนายชัชวาลล์ กล่าวว่า ตนรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมงานกับนายพีระพันธุ์และพรรครวมไทยสร้างชาติ เพราะนายพีระพันธุ์ เป็นคนดี มีความซื่อสัตย์ เสียสละ ทำงานให้ประเทศเต็มที่ และมุ่งมั่นตั้งใจทำงานแก้ไขปัญหาให้ประเทศเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ตนตัดสินใจอยู่กับพรรครวมไทยสร้างชาติต่อไป

นอกจากนี้ ในคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ยังมี นายนราพัฒน์ แก้วทอง เข้ามารับตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค เพื่อร่วมขับเคลื่อนพรรครวมไทยสร้างชาติด้วย

รวมไทยสร้างชาติ ประชุมใหญ่

พรรครวมไทยสร้างชาติ ยังคงเดินหน้าเพื่อพัฒนาประเทศต่อไป การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของชาติ มาร่วมกันติดตามข่าวสารและสนับสนุนพรรคการเมืองที่เราเชื่อมั่น เพื่อสร้างประเทศไทยให้ก้าวหน้าไปด้วยกัน

ทิศทางต่อไปของพรรครวมไทยสร้างชาติ

หลังจากที่พรรครวมไทยสร้างชาติได้จัดการประชุมใหญ่และมีการเลือกตั้งตำแหน่งต่างๆ ภายในพรรคเสร็จสิ้น สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือทิศทางและนโยบายที่พรรคจะนำเสนอในการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรครวมไทยสร้างชาติจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดคะแนนเสียงจากประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน ต้องติดตามดูกันต่อไป

การประชุมใหญ่ของพรรครวมไทยสร้างชาติและการเลือกตั้งหัวหน้าพรรค ถือเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง การมีผู้นำที่เข้มแข็งและมีวิสัยทัศน์ จะช่วยนำพาพรรคไปสู่ความสำเร็จได้ หวังว่าพรรครวมไทยสร้างชาติจะสามารถนำเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์และตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

รวมไทยสร้างชาติ มุ่งมั่นที่จะเป็นพรรคการเมืองที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศในทางที่ดีขึ้น ด้วยนโยบายที่มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน การสนับสนุนและติดตามการทำงานของพรรคจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – “รวมไทยสร้างชาติ” ประชุมใหญ่ เลือก “พีระพันธุ์” นั่งหัวหน้าพรรคต่อ “ชัชวาลล์” ขึ้นเลขาธิการพรรค

“ศิริกัญญา” ชู 4 แนวทางรับมือเปลี่ยนแปลงการจ้างงาน

“ศิริกัญญา” เสนอ 4 แนวทางรับมือเปลี่ยนแปลงการจ้างงาน ชู “สวัสดิการติดตัว-บัญชีแรงงาน” รับมือโลกงานยุคใหม่ ย้ำเมื่อเทคโนโลยีพัฒนาขึ้น  คุณภาพชีวิตของแรงงานต้องดีขึ้นด้วย

วันที่ 2 พ.ย. 2568 ที่อาคารรัฐสภา ในงานประชุมวิชาการด้านแรงงานของประเทศไทย หัวข้อ “แรงงานไทยท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง” ซึ่งจัดโดยกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร กรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา, มูลนิธิ ฟรีดริช เอแบร์ท ประเทศไทย, ไทยรัฐกรุ๊ป และพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย 

ในช่วงเช้ามีน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ตัวแทน สส. จากพรรคประชาชน ได้กล่าวถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตของแรงงานและการปฏิรูประบบสวัสดิการเพื่อรองรับรูปแบบงานใหม่ โดยระบุว่า ทั้งแรงงาน นโยบาย และระบบราชการ ล้วนตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจโลกที่รวดเร็วไม่ทัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบราชการ ที่อาจมีความล่าช้าและเชื่องช้าที่สุดในการปรับตัว น.ส.ศิริกัญญา เสนอว่า รัฐและผู้กำหนดนโยบายต้องเข้ามามีบทบาทในการช่วยเหลือให้แรงงานปรับตัว และไม่ควรปล่อยให้แรงงานต้องใช้ทรัพยากรส่วนตัวในการตัดสินใจปรับตัวด้วยตนเอง

แรงกดดันที่แรงงานไทยเผชิญ

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวด้วยว่า การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีและการเข้าสู่สังคมสูงวัยได้สร้างแรงกดดันหลัก 3 ประการต่อกำลังแรงงานไทย

1. อายุ (Age) ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ส่งผลให้กำลังแรงงานมีแนวโน้มอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

2. ทักษะ (Skills) ปัญหาด้านทักษะของแรงงานไทยเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อมายาวนาน ข้อมูลล่าสุดพบว่า กำลังแรงงานไทย 40 ล้านคน มีถึง 60% (ประมาณ 24 ล้านคน) ที่จบการศึกษาเพียงระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ซึ่งไม่สามารถนำพาประเทศไปข้างหน้าในสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไปได้

3. เทคโนโลยี (Technology Disruption) การเข้ามาของ AI และเทคโนโลยีส่งผลกระทบต่อทั้งแรงงานปกขาวและภาคการผลิต

ตปท.จ้างคนรุ่นเด็กลดลง

ขณะที่บริษัทเอกชนขนาดใหญ่บางแห่งเริ่มกำหนด อายุสูงสุดในการรับพนักงานใหม่ที่ไม่ใช่ First Jobber เช่น ไม่รับผู้ที่มีอายุเกิน 30 ปี โดยพวกเขาต้องการคนที่เรียกว่า “AI Native” คือกลุ่มคนที่คุ้นเคยกับการใช้ Large Language Model   เช่นเดียวกับภาพในต่างประเทศ (AI Adopting Firm) มีงานสำรวจการจ้างงานในต่างประเทศพบว่า หลังจากการเปิดตัว GPT เวอร์ชั่น 3.5 ในเดือนธันวาคม 2565 บริษัทที่ใช้ AI มีการจ้างงานคนรุ่นเด็กลดลง แต่กลับมีการจ้างงาน คนรุ่นใหญ่/ผู้มีประสบการณ์เพิ่มขึ้น เนื่องจาก AI สามารถทำแทนงานที่รุ่นเด็กทำได้ แต่ทักษะในการตัดสินใจ (Judgment) และประสบการณ์ของคนรุ่นใหญ่ยังมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

เสนอ 4 ด้านรับมือปัญหาแรงงาน

ในส่วนของแรงงานภาคการผลิต (Blue-collar) ภาคการผลิตเผชิญการถูกทดแทนด้วย เครื่องจักร ออโตเมชัน และหุ่นยนต์ มานานแล้ว อย่างไรก็ตาม แรงงานรุ่นใหญ่ที่มีประสบการณ์จะมีความต้องการสูงขึ้น เพื่อทำหน้าที่ ควบคุมดูแลเครื่องจักรหรือระบบอัตโนมัติ ในสายพานการผลิต แทนการดูแลแรงงานมนุษย์แบบดั้งเดิม  ตนจึงมีข้อเสนอแนะ 4 ด้าน ในการปรับโครงสร้างสวัสดิการและยกระดับทักษะ พร้อมขอนำเสนอแนวทางนโยบายเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการจ้างงาน (เช่น งานชั่วคราว สัญญาจ้างรายโครงการ หรือแรงงานแพลตฟอร์ม)

1. Portable Benefits (สวัสดิการติดตัวแรงงาน) 

สิทธิสวัสดิการต้องติดอยู่กับตัวแรงงาน ไม่ใช่ติดอยู่กับนายจ้าง การเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานไม่ควรทำให้สิทธิสวัสดิการหลุดหายไป หรือถูกบังคับให้เปลี่ยนไปใช้การสมทบในรูปแบบอื่น เช่น จากมาตรา 33 ไปสู่มาตรา 39

2.Universal Labour Account (บัญชีแรงงานเชื่อมสิทธิและทักษะ) 

ปัจจุบัน แพลตฟอร์มฝึกอบรมและงบประมาณมีความกระจัดกระจาย สิ่งที่จำเป็นคือการจัดทำ ฐานข้อมูลกลาง (Central Database) ที่ระบุตัวตนและบันทึกประวัติทักษะและการอบรมของแรงงานทุกคน ฐานข้อมูลนี้จะสำคัญต่อการ Matching การจ้างงาน และควรเชื่อมต่อกับ แพลตฟอร์มการ Up/Reskill ที่มีแกนกลางหลัก (Core) เพียงหนึ่งเดียว เพื่อให้มีประสิทธิภาพ

3.Platform Co-Funding (รัฐ แรงงาน แพลตฟอร์มร่วมสมทบ) 

รูปแบบงานบนแพลตฟอร์มทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “นายจ้าง” และ “ตัวกลาง” เบลอไม่ชัดเจน ควรพิจารณาแนวทางจากต่างประเทศ เช่น เกาหลีใต้หรือสิงคโปร์ ที่ให้ แพลตฟอร์มจ่ายเงินสมทบส่วนหนึ่งเข้ากองทุน นอกจากนี้ อาจพิจารณาให้ คนจ้างตัวจริง (เช่น ลูกค้าที่ซื้ออาหารสำหรับไรเดอร์) มีส่วนร่วมสมทบเข้ากองทุนเพื่อรักษาสวัสดิการของแรงงานแพลตฟอร์ม

4. Wellbeing Beyond Income (ดูแลชีวิตมากกว่ารายได้) 

การกำหนดนโยบายต้องคิดไปไกลกว่าแค่เรื่องค่าแรงขั้นต่ำ แต่ต้องรวมถึงการให้ เงินชดเชย (Wage Replacement) ในช่วงที่แรงงานต้องหยุดงานเพื่อไปฝึกอบรมเพื่อแก้ปัญหาทั้งด้านทักษะและรายได้พร้อมกัน รวมถึงการกำหนด จำนวนชั่วโมงทำงานต่อสัปดาห์ที่เหมาะสม เพื่อให้มีเวลาพักผ่อน และการดูแลสวัสดิการด้านสุขภาพจิต

สส.ศิริกัญญา ยังปิดท้ายด้วยการย้ำหลักการสำคัญที่ว่า “เราต้องยืนยันว่า คุณภาพชีวิตของแรงงานต้องดีขึ้น ไม่ใช่แย่ลง เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีเข้ามา ไม่ว่าแนวทางการทำงานจะเปลี่ยนไปอย่างไรในอนาคต สิทธิและสวัสดิการที่แรงงานต้องได้รับจะต้องดีขึ้นกว่าเดิม”

“ศิริกัญญา” เสนอ 4 แนวทางรับมือเปลี่ยนแปลงการจ้างงาน

จากสถานการณ์ที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส. จากพรรคประชาชน ได้เสนอ 4 แนวทางหลักในการ “ศิริกัญญา” เสนอ 4 แนวทางรับมือเปลี่ยนแปลงการจ้างงาน เพื่อช่วยให้แรงงานไทยสามารถปรับตัวและเติบโตได้ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ข้อเสนอเหล่านี้มุ่งเน้นไปที่การสร้างระบบสวัสดิการที่ยืดหยุ่น การพัฒนาทักษะที่ตรงกับความต้องการของตลาด และการแบ่งปันความรับผิดชอบระหว่างรัฐ นายจ้าง และแรงงาน

สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับ “ศิริกัญญา” เสนอ 4 แนวทางรับมือเปลี่ยนแปลงการจ้างงาน

ข้อเสนอ “ศิริกัญญา” เสนอ 4 แนวทางรับมือเปลี่ยนแปลงการจ้างงาน นั้นครอบคลุมสวัสดิการติดตัวแรงงาน บัญชีแรงงานเชื่อมสิทธิและทักษะ แพลตฟอร์มร่วมสมทบ และการดูแลชีวิตมากกว่ารายได้ แนวทางเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเตรียมความพร้อมให้แรงงานไทยสามารถรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ และคว้าโอกาสที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ

การสนับสนุนนโยบายเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ยังเป็นการลงทุนที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย การที่แรงงานมีทักษะที่ทันสมัย สวัสดิการที่มั่นคง และโอกาสในการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกและสร้างความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

โดยรวมแล้ว “ศิริกัญญา” เสนอ 4 แนวทางรับมือเปลี่ยนแปลงการจ้างงาน ถือเป็นแผนที่สำคัญที่ช่วยให้เรานำทางผ่านความท้าทายและคว้าโอกาสในโลกแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การร่วมมือกันของทุกภาคส่วนในการสนับสนุนและพัฒนานโยบายเหล่านี้ จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างอนาคตที่สดใสสำหรับแรงงานไทยทุกคน

ที่มา – “ศิริกัญญา” เสนอ 4 แนวทางรับมือเปลี่ยนแปลงการจ้างงาน แนะใช้ “สวัสดิการติดตัว-บัญชีแรงงาน” เสริม

ธรรมนัส คุมเข้มยางผ่านแดน กำหนดเขตควบคุมยาง นำร่อง 2 จังหวัด

“ธรรมนัส” Kick-off คุมเข้ม “ยางผ่านแดน-กำหนดเขตควบคุมยาง” นำร่อง 2 จังหวัด ระนอง – ตาก เพิ่มมาตรการตรวจสอบทั้งระบบ เบรก ลักลอบยางผิดกฎหมาย หวังสร้างเสถียรภาพราคายางไทย

วันที่ 31 ต.ค. 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน Kick-off การนำยางพาราผ่านแดนและเขตควบคุมการขนย้ายยาง โดยมี นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (115) และผ่านระบบ Zoom Meeting ในพื้นที่ท่าเรือระนอง และเขตควบคุมการขนย้ายยาง ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรระนอง จังหวัดระนอง รวมถึงในพื้นที่ด่านศุลกากรแม่สอด จังหวัดตาก และเขตควบคุมการขนย้ายยาง จังหวัดตาก

นำร่อง ระนอง-ตาก

ร.อ.ธรรมนัส เปิดเผยว่า การ Kick-off การนำยางพาราผ่านแดนและเขตควบคุมการขนย้ายยาง เป็นก้าวสำคัญในการบริหารจัดการยางพาราอย่างเป็นระบบ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ โดย กรมวิชาการเกษตร (กวก.) การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และชุดเฉพาะกิจพญานาคราช บูรณาการร่วมกับกรมศุลกากรออกมาตรการควบคุมการนำยางพาราจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ผ่านประเทศไทยไปยังสหพันธรัฐมาเลเซีย ในพื้นที่นำร่อง 2 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดระนอง และ จังหวัดตาก โดยกำหนดให้มีการตรวจสอบใบขนสินค้าอย่างละเอียด ผู้นำผ่านสินค้าต้องบรรจุยางพาราในตู้คอนเทนเนอร์และมีเครื่องติดตาม GPS ตลอดเส้นทาง อีกทั้งมีการตรวจสอบคุณภาพและเอกซเรย์โดยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ณ จุดต้นทางและปลายทาง ซึ่งต้องดำเนินการตามขั้นตอนและขนย้ายยางพาราผ่านแดนให้แล้วเสร็จภายใน 72 ชั่วโมง ในส่วนของการขนย้ายยางพาราภายในประเทศ ผ่านเขตควบคุมการขนย้ายยาง ทั้ง 5 จังหวัดตามประกาศของกรมวิชาการเกษตร ผู้ประกอบการต้องขออนุญาตและได้รับใบอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก่อนการขนย้าย โดยมีอัตราค่าธรรมเนียมออกใบอนุญาตเพียง 25 บาทเท่านั้น

ยกระดับป้องกันสินค้าผิดกฎหมาย

“กระทรวงเกษตรฯ ได้มีการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ และการปราบปรามการลักลอบนำเข้ายางพาราเถื่อนตามแนวชายแดนและยางสวมสิทธิมาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ซึ่งกิจกรรม Kick-off ในครั้งนี้เป็นการยกระดับความเข้มข้นนโยบายทำสงครามกับสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย เพิ่มมาตรการควบคุมโดยใช้กลไกทางกฎหมายอย่างรัดกุม เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรชาวสวนยาง ป้องกันการกักตุนสินค้าเพื่อเก็งกำไร ตลอดจนเพื่อสร้างเสถียรภาพราคายางที่เป็นธรรมให้กับตลาดยางพาราไทย นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังได้มีการลงนาม MOU ร่วมกัน 4 กระทรวง ในการใช้ประโยชน์จากยางพาราในประเทศ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการรักษาเสถียรภาพราคาให้สูงขึ้น และมีแผนที่จะเจรจาความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายเพิ่มเติมในอนาคต ซึ่งส่งผลให้ราคายางพาราขยับสูงขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ ทั้งนี้ ขอเน้นย้ำว่า หากพบการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามแนวทางการปฏิบัติที่กำหนดไว้ จะมีการดำเนินการทางกฎหมายอย่างจริงจัง” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ผู้ว่าการยางฯเด้งรับลูก

ด้าน ดร.เพิก เลิศวังพง รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) พร้อมดำเนินการให้บริการตรวจสอบรับรองชนิดหรือประเภทของยางพาราที่นำผ่านราชอาณาจักรให้แก่ผู้ประกอบการ ในทั้ง 2 จังหวัดนำร่อง เพื่อยกระดับการจัดการขนย้ายให้สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา การยางแห่งประเทศไทยได้จัดทำประกาศ เรื่อง อัตราค่าบริการตรวจรับรองชนิดหรือประเภทของยางนำผ่านราชอาณาจักร ซึ่งระบุรายละเอียดขั้นตอน ระยะเวลาการตรวจ การยื่นคำขอรับบริการ และการออกหนังสือรับรอง ตลอดจนจัดทำคู่มือปฏิบัติงานที่ชัดเจน เพื่อให้การดำเนินงานตรวจสอบการนำสินค้ายางพาราผ่านแดนดังกล่าวเป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้อง มีมาตรฐาน และโปร่งใส

ย้ำเขตควบคุม 5 จังหวัด

ด้านนายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวเสริมว่า กรมวิชาการเกษตร ได้มีการใช้กลไกทางกฎหมายตามพระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ. 2542 ในการกำหนดเขตควบคุมการขนย้ายยางพารา เพื่อตรวจสอบที่มาของผลผลิตและป้องกันการลักลอบนำเข้ายางผิดกฎหมายจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 6 (7) แห่งพระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ. 2542 ประกาศกำหนด 5 จังหวัดเป็นเขตควบคุมการขนย้ายยาง และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ดังนี้

1) อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

2) อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี

3) อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

4) อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง

5) อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย

ธรรมนัส คุมเข้มยางผ่านแดน กำหนดเขตควบคุมยาง นำร่อง 2 จังหวัด

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เร่งเครื่องมาตรการควบคุม ยางผ่านแดน กำหนดเขตควบคุมยาง นำร่องใน 2 จังหวัดสำคัญอย่างระนองและตาก หวังยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบและป้องกันการลักลอบนำเข้ายางผิดกฎหมาย

มาตรการ ยางผ่านแดน กำหนดเขตควบคุมยาง นี้จะช่วยสร้างเสถียรภาพราคายางพาราในประเทศได้อย่างไร? การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นความมุ่งมั่นของภาครัฐในการแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำและปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรชาวสวนยางอย่างแท้จริง

ทำไมต้อง คุมเข้มยางผ่านแดน กำหนดเขตควบคุมยาง?

การคุมเข้ม ยางผ่านแดน กำหนดเขตควบคุมยาง มีเป้าหมายหลักเพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้ายางพาราเถื่อน ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคายางในประเทศ การกำหนดมาตรการที่เข้มงวดจะช่วยให้สามารถตรวจสอบที่มาของยางพาราได้อย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันการกักตุนสินค้าเพื่อเก็งกำไร

  • ตรวจสอบใบขนสินค้าอย่างละเอียด
  • ติดตั้ง GPS ติดตามตู้คอนเทนเนอร์
  • ตรวจสอบคุณภาพและเอกซเรย์ ณ จุดต้นทางและปลายทาง

นอกจากนี้ การที่กระทรวงเกษตรฯ ลงนาม MOU ร่วมกับ 4 กระทรวง เพื่อใช้ประโยชน์จากยางพาราในประเทศ ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการรักษาเสถียรภาพราคาให้สูงขึ้น

การดำเนินการครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ดีต่อเกษตรกรชาวสวนยาง และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง การควบคุม ยางผ่านแดน กำหนดเขตควบคุมยาง จะช่วยให้ราคายางพาราในประเทศมีเสถียรภาพ และเกษตรกรสามารถมีรายได้ที่มั่นคงมากยิ่งขึ้น

ที่มา – “ธรรมนัส” Kick-off คุมเข้ม “ยางผ่านแดน-กำหนดเขตควบคุมยาง” นำร่อง 2 จังหวัด ระนอง – ตาก

“ไชยชนก” ไขก๊อกกมธ. MOU 43 เพราะอะไร?

“ไชยชนก” แจงเหตุผลขอไขก๊อกกมธ. MOU 43 หวั่นทับซ้อนกับคณะกรรมการรัฐบาลที่ “บวรศักดิ์” พิจารณาเรื่องนี้อยู่แล้ว เชื่อ “ปานเทพ” เหมาะสม นั่งประธานกมธ.ได้ เพราะมีแนวคิดคล้ายกัน

วันที่ 31 ต.ค. 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี เปิดเผยถึงการลาออกจากกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาบันทึกความเข้าใจเอ็มโอยู 2543 และ 2544 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา สภาผู้แทนราษฎร ว่า มีหลายปัจจัย แต่ปัจจัยหลักไม่ได้ซับซ้อน โดยปัจจัยที่ 1 คือ เรื่องความทับซ้อนในเรื่องหน่วยงานที่ อ.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ตั้งเข้ามาในส่วนของฝ่ายบริหาร เรื่องการหาทางออกของเอ็มโอยูของฝ่ายรัฐบาลมีอยู่แล้ว 2.เรื่องการบริหารจัดการเวลา จากที่มีคณะกรรมการสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับวาระแห่งชาติเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และส่วนตัวอยู่ในแทบจะทุกคณะกรรมการฯ เลย น่าจะเลย 10 คณะกรรมการ แล้ว ยังไม่รวมงานในฝั่งของกระทรวงดีอี ด้วย 2 ปัจจัยนี้แล้ว พบว่า งานกมธ. MOU 43 น่าจะเป็นส่วนเดียวที่จะลาออกได้ แต่เหตุผลที่ 3 คือ ทราบดีว่าคนในคณะกรรมการฯ มีแต่คนที่มากความสามารถ และมากความรู้ รวมถึงนาย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ที่ขึ้นมาเป็น กมธ.แทนตน ก็มีแนวคิดที่คล้ายกัน มีความรู้ความสามารถแน่นอน ซึ่งส่วนตัวก็ยังดำเนินการขับเคลื่อนเรื่องนี้ต่อกับทางฝ่ายของคณะรัฐมนตรี ในหน่วยงานของฝ่ายบริหารด้วย เพราะฉะนั้น ยืนยันว่าไม่ได้ทิ้งไปไหนแน่นอน

“ไชยชนก” ยกเหตุผลขอไขก๊อกกมธ. MOU 43

ชี้แนวคิด“ปานเทพ-ธเนศ”คล้ายกัน

ส่วนการเลือกใครนั่งแทนนั้น นายไชยชนก ระบุว่า ให้ออฟชั่น เลือกกันระหว่าง ดร.ธเนศ สุจารีกุล ที่ปรึกษา กมธ.ฯ กับ นายปานเทพ ด้วยเหตุผลที่คิดว่า 2 คนเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในหลากหลายรูปแบบ และส่วนตัวคิดว่าช่วงเวลาที่ผ่านมา  อีกฝ่ายยังไม่ได้รับเวลาอย่างเป็นธรรมเท่าไร จึงคิดว่าเหมาะดีที่จะมีตัวแทนจากฝั่งนี้ ได้เป็นกมธ.ที่จะแสดงความคิดเห็นอีกมุมหนึ่ง  ทั้งนี้ กมธ.ต้องรวบรวมมุมมองของทุกฝ่ายเพื่อนำเสนอ ไม่ได้บอกว่าฝ่ายไหนถูกฝ่ายไหนผิด แต่แนวโน้มของทั้ง 2 คนนี้ จะคล้ายกับผม และค่อนข้างที่จะคิดตรงกันก็เลยคิดว่าเหมาะที่จะให้โอกาสทั้ง 2 คน

เหตุผลที่ “ไชยชนก” ตัดสินใจขอไขก๊อกกมธ. MOU 43

การตัดสินใจลาออกจากกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาบันทึกความเข้าใจเอ็มโอยู 2543 และ 2544 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาของนายไชยชนก ชิดชอบนั้น มีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้:

  • ความทับซ้อนของหน่วยงาน: มีคณะกรรมการที่ อ.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ตั้งขึ้นมาในส่วนของฝ่ายบริหาร เพื่อหาทางออกของเอ็มโอยูของฝ่ายรัฐบาลอยู่แล้ว ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนในการทำงาน
  • การบริหารจัดการเวลา: นายไชยชนกมีคณะกรรมการสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับวาระแห่งชาติจำนวนมาก ทำให้มีภารกิจที่ต้องรับผิดชอบมากมาย และงานในฝั่งของกระทรวงดีอีอีกด้วย
  • ความมั่นใจในบุคลากรอื่น: นายไชยชนกเชื่อมั่นว่าคนในคณะกรรมการฯ มีความรู้ความสามารถ รวมถึงนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ซึ่งมีแนวคิดที่คล้ายกัน

จากเหตุผลเหล่านี้ นายไชยชนกจึงตัดสินใจว่างานกมธ. MOU 43 น่าจะเป็นส่วนเดียวที่สามารถลาออกได้ โดยที่ยังสามารถดำเนินการขับเคลื่อนเรื่องนี้ต่อกับทางฝ่ายของคณะรัฐมนตรีได้

นอกจากนี้ การเลือกคนมานั่งแทนนั้น นายไชยชนกได้เสนอชื่อ ดร.ธเนศ สุจารีกุล และนายปานเทพ โดยมองว่าทั้งสองท่านมีความรู้ความสามารถ และสมควรได้รับโอกาสในการแสดงความคิดเห็นในฐานะกรรมาธิการ

โดยรวมแล้ว การตัดสินใจของนายไชยชนกในการขอไขก๊อกกมธ. MOU 43 เป็นการพิจารณาถึงภาระหน้าที่และความรับผิดชอบที่หลากหลาย รวมถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของบุคคลอื่นที่จะสามารถสานต่องานนี้ได้เป็นอย่างดี การมีส่วนร่วมในคณะกรรมการหลายชุดอาจทำให้การทำงานไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร การกระจายโอกาสให้ผู้อื่นที่มีความสามารถเข้ามามีบทบาทจึงเป็นการตัดสินใจที่น่าสนใจ

การเปลี่ยนแปลงในคณะกรรมาธิการชุดนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามดูกันต่อไปว่าการเข้ามาของบุคลากรใหม่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและผลักดันประเด็น MOU 43 ไปในทิศทางใด

ที่มา – “ไชยชนก” ยกเหตุผลขอไขก๊อกกมธ. MOU 43 งานสำคัญล้นมือ เชื่อ “ปานเทพ” นั่งประธานกมธ.ได้

เช็กอิน ฟิน ว้าว ตะวันออก X เหนือ เที่ยวกับทัวร์

รัฐบาลผุดโครงการ “เช็กอิน ฟิน ว้าว ตะวันออก X เฉียงเหนือ” สนับสนุนค่าเดินทาง ค่าที่พัก หวังกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา คาดเงินสะพัดกว่า 90 ล้านบาท เริ่ม 15 พ.ย. 2568 เป็นต้นไป

วันที่ 31 ต.ค. 2568 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ข้อพิพาทชายแดนที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันเร่งฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยใช้ “การท่องเที่ยว” เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก บูรณาการความร่วมมือกับภาคีพันธมิตรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เพื่อส่งเสริมการเดินทางในรูปแบบหมู่คณะ (Group Tour) ผ่านบริษัทนำเที่ยว เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว บริษัทนำเที่ยว และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

เช็กอิน ฟิน ว้าว ตะวันออก X เฉียงเหนือ

โครงการดีๆ ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นโครงการที่น่าสนใจและน่าสนับสนุนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับคนที่ชอบเดินทางเป็นกลุ่มและต้องการความสะดวกสบายในการจัดการทริป

ครอบคลุม 7 จังหวัดชายแดน

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า รัฐบาล โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวชายแดน ภายใต้โครงการ “เช็กอิน ฟิน ว้าว ตะวันออก X เฉียงเหนือ” เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ครอบคลุม 7 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด ทั้งนี้ ททท. จะสนับสนุนค่าเดินทางในอัตราตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดให้กับบริษัทนำเที่ยว สำหรับรายการนำเที่ยวที่เป็นการเดินทางข้ามจังหวัด และพักค้างคืนอย่างน้อย 1 คืน (คืนละ 300 บาท) ในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อการเดินทางแก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ มุ่งฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ กระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น โดยคาดว่าจะสร้างรายได้ในพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 90 ล้านบาท จากค่าใช้จ่ายด้านแพ็กเกจท่องเที่ยว ที่พัก การเดินทาง อาหาร ของที่ระลึก และบริการในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการนำเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยว และร้านค้าชุมชน รวมถึงก่อให้เกิดการจ้างงานในภาคบริการและธุรกิจท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง

จังหวัดเหล่านี้มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ วัดวาอารามเก่าแก่ ตลาดพื้นเมืองที่มีสินค้าหัตถกรรมและอาหารอร่อยๆ หากคุณยังไม่เคยไปเที่ยวจังหวัดเหล่านี้ โครงการนี้เป็นโอกาสที่ดีที่จะได้เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ และสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นไปพร้อมๆ กัน

ตัวอย่างสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจใน 7 จังหวัดชายแดน:

  • อุบลราชธานี: สามพันโบก, ผาแต้ม, วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว (วัดเรืองแสง)
  • ศรีสะเกษ: ปราสาทเขาพระวิหาร, วัดมหาเจดีย์แก้ว (วัดล้านขวด)
  • สุรินทร์: ปราสาทศีขรภูมิ, หมู่บ้านทอผ้าไหมบ้านท่าสว่าง
  • บุรีรัมย์: อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง, สนามช้างอารีน่า
  • สระแก้ว: ปราสาทสด๊กก๊อกธม, ตลาดโรงเกลือ
  • จันทบุรี: อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล, น้ำตกพลิ้ว
  • ตราด: เกาะช้าง, เกาะกูด

เริ่ม 15 พ.ย.นี้จนกว่าครบสิทธิ์

โครงการ “เช็กอิน ฟิน ว้าว ตะวันออก X เฉียงเหนือ” จะเริ่มเปิดให้เดินทางตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป จนกว่าจะครบสิทธิ์ จำนวน 10,000 คน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจชายแดน สร้างโอกาสใหม่ทางการตลาด และคืนความคึกคักให้กับภาคการท่องเที่ยวไทย สำหรับบริษัทนำเที่ยวที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถติดต่อขอรับรายละเอียดเพิ่มเติมและยื่นคำขอรับการสนับสนุนผ่านสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 1672 Travel Buddy

สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจเข้าร่วมโครงการ “เช็กอิน ฟิน ว้าว ตะวันออก X เฉียงเหนือ” แนะนำให้สอบถามรายละเอียดจากบริษัทนำเที่ยวที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนก่อนตัดสินใจเดินทาง

โครงการนี้เป็นอีกหนึ่งความพยายามของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวภายในประเทศ ซึ่งคาดว่าจะช่วยสร้างรายได้และกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี หากคุณกำลังวางแผนเที่ยวในประเทศ อย่าลืมพิจารณา 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา และเข้าร่วมโครงการ “เช็กอิน ฟิน ว้าว ตะวันออก X เฉียงเหนือ” เพื่อสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวที่คุ้มค่าและมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

ที่มา – รัฐบาลผุดโครงการ “เช็กอิน ฟิน ว้าว ตะวันออก X เฉียงเหนือ”เที่ยวเป็นหมู่คณะผ่านบริษัทนำเที่ยว

Scroll to top