ข่าวการเมืองล่าสุด

รองผบ.ตร. โวย ธนาคาร-มือถือ ทำตำรวจเป็นจำเลยสังคม

รองผบ.ตร. โวยกลางวงกรรมาธิการตำรวจ เคยชงรัฐบาล – กสทช. ออกกฎหมาย “1 คน 1 เบอร์ – 1 อีแบงก์กิ้ง” แก้ปัญหาสแกมเมอร์ แบบสิงคโปร์ แต่เหลว จวก “แบงก์พาณิชย์-กสทช. “  ทำตำรวจเป็นจำเลยสังคม

วันที่ 30 ตุลาคม 2568 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี น.ส.สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ สส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธาน ได้ประชุมติดตามความคืบหน้าการปฏิรูปตำรวจ ภายหลังการบังคับใช้ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 โดยมีพล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) และอดีตผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ตำรวจไซเบอร์) ในฐานะผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เข้าร่วมชี้แจง โดยช่วงหนึ่งของการประชุม พล.ต.อ.กรไชย กล่าวถึงปัญหา “สแกมเมอร์” ว่า สาเหตุหลักอยู่ที่ 3 หน่วยงานสำคัญคือ ธนาคารพาณิชย์, กสทช. และตำรวจ แต่ประชาชนมักเข้าใจผิดว่า ตำรวจต้องรับผิดชอบทั้งหมด ทั้งที่เงินอยู่ในระบบธนาคารพาณิชย์และโทรศัพท์มือถือของเหยื่อเอง ทั้งนี้ สตช.เคยเสนอให้กำหนดในกฎหมายเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยให้ 1 บุคคลครอบครองได้ 1 หมายเลข และ 1 บัญชีอีแบงก์กิ้ง เพื่อควบคุมการโอนเงินให้สามารถตรวจสอบได้ แต่ข้อเสนอนี้ยังไม่ถูกนำไปปฏิบัติ แม้ ธปท. บอกว่า 1 เบอร์มีแค่ 1 ธนาคาร แต่ของตนเองมีเบอร์เดียวกลับมีถึง 3 ธนาคาร ซึ่งปัจจุบันมีบุคคลธรรมดาถือครองหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่เกิน 1,000 หมายเลขต่อคน โดยซื้อได้ง่ายมากตามร้านสะดวกซื้อต่างๆ ทั้งนี้พบว่า เด็กอายุเพียง 12 ปีก็สามารถเปิดบัญชีอีแบงก์กิ้งได้ และ กสทช. ไม่เคยกำหนดข้อจำกัด จึงเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพใช้ซิมม้าและบัญชีม้าโอนเงินหลอกลวงเหยื่อ โดยเฉพาะการใช้เครื่อง SIM BOX ที่ตนเคยจับได้กว่า 200 เครื่องในปี 2565 ซึ่งเครื่องหนึ่งมี 32 ซิม สามารถโทรได้วันละ 16,000 ครั้ง เดือนละกว่า 4.8 แสนสายโทร รวมทั้งหมดโทรได้กว่า 96 ล้านครั้งต่อเดือน ซึ่งเป็นเครื่องมือหลักในการหลอกลวงของแก๊งสแกมเมอร์จากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา

เรียกร้องออกกฎหมายบังคับ

“คนที่ถือเบอร์ในไทยมีราว 40 ล้านคน แต่มีคนถูกหลอกกว่า 10 ล้านคน แค่โอนคนละพันบาทก็ทำเงินมหาศาลแล้ว ปัจจุบันสายโทรหลอกลวงจำนวนมากถูกยิงสัญญาณจากประเทศเพื่อนบ้านไปกลับหลายประเทศก่อนกลับเข้ามาไทย ทำให้ติดตามหา IP ได้ยาก ผมเคยเสนอให้ กสทช. จำกัด 1 คนมีได้ไม่เกิน 5 เบอร์ แต่ผ่านมา 10 ปีก็ยังไม่ดำเนินการ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งออกกฎหมายมาบังคับใช้จริงจัง ไม่ใช่แค่ ขอความร่วมมือ มีหลายประเทศใช้แล้ว เช่นกรณีประเทศสิงคโปร์ที่มีบทลงโทษชัด ทำให้ไม่มีปัญหาสแกมเมอร์เหมือนไทย“ พล.ต.อ.กรไชย กล่าว

ซัดธนาคารตรวจสอบนาน

พล.ต.อ.กรไชย กล่าวต่อว่า ในส่วนของธนาคาร ถือเป็น ต้นทางของเงิน แต่กลับใช้เวลาตรวจสอบนาน 1–2 เดือน จึงรู้ปลายทางการโอนเงิน ทำให้ยากต่อการติดตาม เช่นกรณีเหยื่อถูกหลอกโอน 7 ล้านบาทในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง 20 นาที หากธนาคารรับแจ้งความได้ทันทีและ บล็อกบัญชี ได้เลย เงินก็ยังคงอยู่ในระบบ แต่ที่ผ่านมาไม่มีการออกกฎหมายบังคับ จึงไม่มีความรับผิดชอบ ยกตัวอย่างว่า ธุรกรรมเล็ก ๆ เช่น ซื้อของในเกมออนไลน์ครั้งละ 31 บาท เมื่อรวมตลอดคืนอาจถึง 20,000 บาท ทำให้ยอดความเสียหายทั้งระบบสูงถึง กว่า 300 ล้านบาท โดยที่ธนาคารไม่แจ้งความ เพราะมีระบบประกันคุ้มครอง บางคนไม่รู้ตัวเลยว่าถูกดูดเงินออกไปทั้งคืน

ดังนั้น ต้องออกกฎหมายบังคับให้ กสทช. และธนาคารร่วมมือกับตำรวจอย่างจริงจัง หากยังปล่อยให้ทุกอย่างพึ่งเพียง คำขอความร่วมมือ สังคมไทยจะไม่มีวันหลุดพ้นจากปัญหาสแกมเมอร์

ซัดเอกชนมองแต่ผลกำไร

“ลองถามแต่ละบริษัทที่ให้บริการมือถือจะรู้ว่าที่ขายดีที่สุดคือซิมอินเตอร์เน็ต แต่ไม่มีใครกล้าเปิดเผยเพราะมันคือผลกำไร เขาไม่ได้มองความเดือดร้อนของประชาชนแต่มองที่กำไรเท่านั้น โดยไม่มีกฎหมายไปบังคับ เลยปล่อยให้เขาเล่นเอาเถิดกับรัฐบาลและประชาชน แล้วตัวเองออกมาเป็นฮีโร่ ขณะที่ตำรวจกลายเป็นเหยื่อแทน ส่วนคนที่ไปทำงานเป็นสแกมเมอร์แล้วบอกว่าโดนบังคับ ผมบอกได้เลยเดินมา 100 คน มี 99.8% เต็มใจทั้งนั้น ไม่มีใครบังคับหรอก“พล.ต.อ.กรไชยกล่าว

รองผบ.ตร. โวย ธนาคาร-มือถือ ทำตำรวจเป็นจำเลยสังคม

จากกรณีที่ รองผบ.ตร. ออกมาโวย ธนาคารเเละค่ายมือถือ ที่หวังแต่ผลกำไร จนทำให้ตำรวจกลายเป็นจำเลยสังคมนั้น สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่ซับซ้อนและเรื้อรังในการจัดการกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในประเทศไทย

ทำไม รองผบ.ตร. ถึงโวย ธนาคารและค่ายมือถือ?

พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อการทำงานของธนาคารพาณิชย์และผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ โดยกล่าวหาว่าหน่วยงานเหล่านี้มุ่งเน้นแต่ผลกำไรของตนเอง จนละเลยความเดือดร้อนของประชาชนและผลักภาระให้กับตำรวจในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหา รองผบ.ตร. โวย ธนาคาร-มือถือ ทำตำรวจเป็นจำเลยสังคม นั้น เกิดจากการที่ธนาคารใช้เวลาตรวจสอบนานเกินไป ทำให้การติดตามเงินที่ถูกโกงทำได้ยาก และ กสทช. ไม่มีการควบคุมการถือครองหมายเลขโทรศัพท์ ทำให้มิจฉาชีพสามารถใช้ซิมม้าและบัญชีม้าในการหลอกลวงประชาชนได้

นอกจากนี้ รอง ผบ.ตร. ยังกล่าวว่า สตช. เคยเสนอให้มีการออกกฎหมายที่เข้มงวดมากขึ้น เช่น การจำกัดจำนวนเบอร์โทรศัพท์ที่แต่ละคนสามารถถือครองได้ และการให้ธนาคารเร่งดำเนินการตรวจสอบการโอนเงินที่ผิดปกติ แต่ข้อเสนอดังกล่าวไม่ได้รับการตอบสนองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเท่าที่ควร ทำให้ปัญหายังคงอยู่และทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เป็นเหตุให้ รองผบ.ตร. โวย ธนาคาร-มือถือ ทำตำรวจเป็นจำเลยสังคม อย่างที่เห็น

ปัญหานี้ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหาที่สะสมมานานและยังคงเป็นความท้าทายสำหรับสังคมไทย การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อสร้างระบบที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือสำหรับทุกคน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ รองผบ.ตร. โวย ธนาคาร-มือถือ ทำตำรวจเป็นจำเลยสังคม อีกต่อไป

ที่มา – รองผบ.ตร. โวยกลางวงกมธ. ตำรวจ ซัด ธนาคาร – ค่ายมือถือ หวังแต่ผลกำไร ทำตำรวจเป็นจำเลยสังคม

“ศุภมาส” ตั้งศูนย์ประชาสัมพันธ์ มหาราชินี

“ศุภมาส” เผย รัฐบาลเตรียมตั้งศูนย์ประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ “พระพันปีหลวง” เน้นสื่อสารสร้างการรับรู้ บทบาท “มหาราชินี” ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย

วันที่ 29 ตุลาคม 2568 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ฯ ครั้งที่ 1/2568 เพื่อเตรียมความพร้อมและหารือถึงแผนการทำงาน เนื้อหา และรูปแบบการเผยแพร่ข้อมูล โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อขับเคลื่อนการประชาสัมพันธ์เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับพระบรมราชชนนีพันปีหลวงทั้งหมดอย่างเป็นระบบ รอบด้าน ถูกต้อง และเหมาะสม เพื่อให้งานพระราชพิธีครั้งนี้ดำเนินไปอย่างสง่างามและสมพระเกียรติ โดยมีผู้แทนจากหลากหลายหน่วยงานสำคัญ ทั้งภาครัฐ เอกชน และสื่อมวลชนทุกแขนงเข้าร่วม

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี มุ่งมั่นที่จะให้การประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีเป็นไปอย่างสมพระเกียรติ และเข้าถึงประชาชนทุกหมู่เหล่า โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ถูกต้อง แม่นยำ และทันต่อเหตุการณ์ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ครบถ้วนและเข้าใจถึงความสำคัญของพระราชพิธี

เน้นประชาสัมพันธ์วงกว้างทันที

นางสาวศุภมาส ได้เน้นย้ำ การประชาสัมพันธ์ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการทันที เพื่อสร้างการรับรู้ให้ประชาชนทุกกลุ่มได้เข้าใจในวงกว้าง และเพื่อแสดงความอาลัยอย่างสูงสุดและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้เป็นที่รักและเคารพเทิดทูนยิ่งของปวงชนชาวไทย การสร้างการรับรู้ถึงบทบาท “มหาราชินี” ผู้ทรงเป็นที่รักของปวงชนชาวไทย เป็นหัวใจสำคัญของการประชาสัมพันธ์ครั้งนี้

เผยแพร่พระราชกรณียกิจ

ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ได้ร่วมกันวางแผนและกำหนดกรอบระยะเวลา (Timeline) เพื่อให้การประชาสัมพันธ์ เป็นไปอย่างทันท่วงทีและครอบคลุมในทุกมิติ โดยมุ่งเน้นการเผยแพร่พระราชกรณียกิจ พระราชประวัติ และพระจริยวัตรอันงดงาม ของพระองค์ท่านเป็นสำคัญ เพื่อเตือนใจให้ประชาชนระลึกถึงคุณูปการต่าง ๆ ที่พระองค์ทรงสร้างไว้เป็นแบบอย่าง โดยใช้ช่องทางสื่อสารที่ได้รับความนิยมสูง เช่น TikTok, Facebook, และสื่อออนไลน์อื่น ๆ นำเสนอเนื้อหาในรูปแบบที่สร้างสรรค์ ทันสมัย น่าสนใจ และเข้าใจง่าย สื่อสารสาระสำคัญของงานพระราชพิธีและพระมหากรุณาธิคุณได้อย่างสมพระเกียรติ ตลอดจนเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา และเยาวชนได้มีช่องทางในการร่วมแสดงออกถึงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

เพื่อเพิ่มเติมการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร คณะกรรมการยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย และการออกแบบเนื้อหาที่น่าสนใจ เพื่อดึงดูดความสนใจของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่อาจจะคุ้นเคยกับสื่อสังคมออนไลน์มากกว่าสื่อดั้งเดิม

เปิดเว็บไซต์ตอบคำถามตลอด 24 ชม.

นางสาวศุภมาส กล่าวเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ฯ ยังเตรียมใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยในการสื่อสาร ด้วยการพัฒนา Chatbot ที่สามารถให้บริการข้อมูลแก่ประชาชนได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยมอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์เป็นผู้รับผิดชอบ เปิดเว็บไซต์เพื่อประชาสัมพันธ์ข้อมูลอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ประชาชนได้รับคำตอบที่ถูกต้อง รวดเร็ว และจะมีการจัดตั้งศูนย์สื่อมวลชน ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ทุกจังหวัดทั่วประเทศ

“ศุภมาส” ตั้งศูนย์ประชาสัมพันธ์ มหาราชินี

ทำไมต้องประชาสัมพันธ์บทบาท “มหาราชินี” ผู้ทรงเป็นที่รักของปวงชนชาวไทย?

การประชาสัมพันธ์บทบาท “มหาราชินี” ผู้ทรงเป็นที่รักของปวงชนชาวไทย มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการเผยแพร่พระเกียรติคุณ พระราชกรณียกิจ และพระราชจริยวัตร อันงดงามของพระองค์ท่าน ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของประชาชนทั้งประเทศ นอกจากนี้ ยังเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดี และความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อย่างหาที่สุดมิได้ของปวงชนชาวไทยที่มีต่อพระองค์ท่าน

สำหรับในช่วงนี้ ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องได้ทางเว็บไซต์พระลาน (Phralan.in.th) และเพจพระลาน ควบคู่ไปกับ เพจกรมประชาสัมพันธ์

การจัดตั้งศูนย์ประชาสัมพันธ์ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง รวดเร็ว และครบถ้วน เกี่ยวกับงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ และบทบาทสำคัญของ “มหาราชินี” ผู้ทรงเป็นที่รักของปวงชนชาวไทย หวังเป็นอย่างยิ่งว่าประชาชนทุกท่านจะได้รับทราบข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และร่วมกันแสดงความอาลัยอย่างสมพระเกียรติ

ที่มา – “ศุภมาส”ตั้งศูนย์ประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ บทบาท “มหาราชินี” ผู้ทรงเป็นที่รักของปวงชนชาวไทย

“พิพัฒน์” คุยลดค่ารถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย ห่วงหนี้สาธารณะ

“พิพัฒน์” จ่อหารือกระทรวงการคลัง หาแนวทางปรับลดค่ารถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย ชี้ไม่ได้ขึ้นอยู่แค่ 2 กระทรวง แต่ต้องรออัยการสูงสุดให้คำตอบเรื่องคู่สัญญา ยอมรับกังวลเรื่องหนี้สาธารณะ หวั่นทะลุเพดาน 70%

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการปรับค่าบริการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย ว่าจะมีการหารือใน 2 ส่วน ส่วนแรกคือสายสีม่วงและสายสีแดง ที่จะครบสัญญาในวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้ โดยนายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการตั้งแต่วันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา ให้แต่งตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างกระทรวงคมนาคมและกระทรวงการคลัง ว่าหลังจากที่ครบกำหนดในวันที่ 30 พฤศจิกายน กระทรวงคมนาคมจะมีแนวทางอย่างไร ให้หารือกับกระทรวงการคลัง

ขณะที่ส่วนต่อขยายที่มีราคาสูงอยู่ในขณะนี้ ก็จะคุยกันเพื่อหาข้อสรุปให้ได้ว่าการขึ้นรถไฟฟ้าทั้งหมด ในกรุงเทพมหานคร และชานเมือง จะมีแนวทางในการลดค่าใช้จ่ายให้กับผู้โดยสารได้อย่างไร และจะทำทันหรือไม่ในช่วง 4 เดือน ตามที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศไว้ ที่จะยุบสภาในวันที่ 31 มกราคม 2569 โดยกระทรวงคมนาคม และกระทรวงการคลัง จะหารือ และรีบทำให้ทัน แต่การที่จะทำให้ทันหรือไม่ทัน ไม่ได้ขึ้นแค่ 2 กระทรวง ยังเกี่ยวเนื่องกับอัยการสูงสุด ต้องให้คำตอบเกี่ยวกับคู่สัญญา ถ้าหากให้คำตอบได้เร็วก็ทำได้ทัน แต่หากช้าก็ต้องหาแนวทางว่า หากเสร็จสิ้นแล้วรัฐบาลอยู่ในช่วงรักษาการ จะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ และจะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่ออนุมัติอย่างไรบ้าง โดยตนยังไม่สามารถให้คำตอบในตอนนี้ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลมีแนวคิดที่จะใช้งบประมาณไปอุดหนุนในส่วนรถไฟฟ้าที่มีปัญหาหรือไม่ นายพิพัฒน์ ระบุว่า นโยบายของรัฐบาลคือการใช้ตั๋วร่วม ซึ่งต้องมีขั้นตอน เพราะขณะนี้ รฟม. มีเฉพาะสีม่วง และสีแดง จะมีสายอื่นๆ เช่น ของ BEM หรือ BTS ก็ต้องไปเจรจากับเจ้าของสัมปทาน โดยจะต้องไปหารือกับกระทรวงการคลังด้วย ว่าจะทำอย่างไรไม่ให้กระทบกับหนี้สาธารณะ เพราะปัญหาของเราในขณะนี้คือความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะ เนื่องจากใกล้จะเต็มเพดาน 70% แล้ว

“พิพัฒน์” คุยกระทรวงการคลัง หาแนวทางปรับลดค่ารถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย กังวลหนี้สาธารณะทะลุเพดาน

จากกรณีที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการปรับลด ค่ารถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในขณะนี้ ประเด็นหลักที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือเรื่องของภาระหนี้สาธารณะที่รัฐบาลต้องแบกรับ หากมีการเข้าไปอุดหนุนค่าโดยสาร

ทำไมต้องปรับลดค่ารถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย?

การปรับลดค่า ค่ารถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย นั้นมีเป้าหมายหลักเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องใช้บริการรถไฟฟ้าเป็นประจำในชีวิตประจำวัน การที่ค่าโดยสารรถไฟฟ้ามีราคาสูงเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพและเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวก็มีความท้าทายหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของงบประมาณและการเจรจากับผู้ให้บริการรถไฟฟ้าเอกชน การหาจุดสมดุลระหว่างการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนกับการรักษาสภาพทางการเงินของรัฐบาลและผู้ประกอบการ จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

  • ประเด็นที่ต้องพิจารณาในการปรับลดค่ารถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย
    • ผลกระทบต่อหนี้สาธารณะ: การใช้งบประมาณอุดหนุนค่าโดยสารอาจทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้น
    • การเจรจากับผู้ให้บริการเอกชน: ต้องมีการเจรจาเพื่อให้ได้ข้อตกลงที่เป็นธรรมและไม่กระทบต่อผลประโยชน์ของทุกฝ่าย
    • ความยั่งยืนทางการเงิน: ต้องมีมาตรการที่ทำให้การปรับลดค่าโดยสารมีความยั่งยืนในระยะยาว

การหารือระหว่างกระทรวงคมนาคมและกระทรวงการคลังจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการหาแนวทางที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย การตัดสินใจในเรื่องนี้จะต้องคำนึงถึงผลกระทบในระยะยาวและสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งกับการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน

สถานการณ์หนี้สาธารณะที่ใกล้จะเต็มเพดาน 70% เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้การตัดสินใจในเรื่องนี้มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น รัฐบาลจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าจะสามารถจัดสรรงบประมาณเพื่ออุดหนุนค่าโดยสารรถไฟฟ้าได้มากน้อยเพียงใด โดยไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการคลังของประเทศ

ข้อเสนอแนะและแนวทางแก้ไข

เพื่อให้การปรับลด ค่ารถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย เป็นไปอย่างราบรื่นและยั่งยืน รัฐบาลอาจพิจารณาแนวทางต่างๆ ดังนี้:

  1. การใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ: การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการระบบรถไฟฟ้า เช่น การใช้ระบบตั๋วร่วมที่ทันสมัย การปรับปรุงระบบการจัดเก็บรายได้ และการลดต้นทุนในการดำเนินงาน
  2. การหารายได้จากแหล่งอื่น: การหารายได้จากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่การเก็บค่าโดยสาร เช่น การพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์รอบสถานีรถไฟฟ้า การจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว และการเก็บภาษีจากธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากการมีรถไฟฟ้า
  3. การปรับโครงสร้างค่าโดยสาร: การปรับโครงสร้างค่าโดยสารให้มีความเป็นธรรมและเหมาะสมกับระยะทางในการเดินทาง เช่น การกำหนดอัตราค่าโดยสารตามช่วงเวลา หรือการให้ส่วนลดสำหรับผู้ที่ใช้บริการเป็นประจำ

การแก้ปัญหาเรื่องค่ารถไฟฟ้าส่วนต่อขยายนั้นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้ได้แนวทางที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาค่ารถไฟฟ้าแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน การปรับลดค่าโดยสารไม่เพียงแต่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย แต่ยังเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการจราจรและมลพิษในเมืองหลวง

ที่มา – “พิพัฒน์” คุยกระทรวงการคลัง หาแนวทางปรับลดค่ารถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย กังวลหนี้สาธารณะทะลุเพดาน

“นายกฯ อนุทิน” เชื่อมั่นสันติภาพ หากกัมพูชาทำตามข้อตกลง

“นายกฯ อนุทิน” ร่วมลงนามถ้อยปฏิญญาสันติภาพ “ไทย-กัมพูชา” เชื่อหากทำได้ตามข้อตกลง จะสามารถบรรลุสิ่งที่เคยดูเหมือนเกินเอื้อมได้

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 6 ตุลาคม 2568(ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 1 ชม.) ณ ห้อง 406 – 407 ชั้น 4 ศูนย์ประชุม KLCC นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมลงนามถ้อยแถลงผลการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทยและนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย (Joint Declaration by the Prime Minister of the Kingdom of Cambodia and the Prime Minister of the Kingdom of Thailand on the outcomes of their meeting in Kuala Lumpur, Malaysia)

โดยนายโดนัลด์ เจ ทรัมป์ (The Honorable Donald J. Trump) ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา และดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม (Dato’ Seri Anwar Ibrahim) นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ร่วมลงนามเพื่อเป็นสักขีพยานของถ้อยแถลงดังกล่าว ซึ่งพิธีลงนามในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนต่างประเทศ ร่วมติดตามและรายงานข่าวเป็นจำนวนมาก

โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กล่าวแสดงความเสียใจต่อการสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ที่มีคุณูปการต่อประเทศชาติอย่างอเนกอนันต์

สำหรับการลงนามในครั้งนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยกย่องนายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศที่ให้การตอบรับการเจรจา และยุติการหยุดยิงทันที เพื่อลดการสูญเสียชีวิต พร้อมขอบคุณนายกรัฐมนตรีมาเลเซียที่เป็นตัวกลางในครั้งนี้

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่า วันนี้เป็นหมุดหมายบทใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งเป็นการก้าวเดินอย่างเป็นรูปธรรมไปสู่สันติภาพ โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ที่ได้แสดงบทบาทนำในฐานะประธานอาเซียน และพยายามอย่างแข็งขันในการธำรงไว้ซึ่งความเป็นเอกภาพของอาเซียน พร้อมแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อส่งเสริมสันติภาพระหว่างทั้งสองประเทศ ซึ่งนับว่าเป็นการเดินทางมาไกลตั้งแต่ไทยและกัมพูชาเห็นพ้องต่อข้อตกลงหยุดยิงที่มาเลเซีย เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 การหารืออย่างต่อเนื่องนับแต่นั้น นำมาซึ่งผลลัพธ์สำคัญ คือ การลงนามในถ้อยแถลงในวันนี้

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีขอบคุณประธานาธิบดีสหรัฐฯ สำหรับคำแสดงความเสียใจที่ท่านให้แก่ประเทศของเราต่อการสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย คำแสดงความเสียใจนี้มีความหมายอย่างยิ่งต่อประชาชนชาวไทยทุกคน

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า ไทยยึดมั่นในสันติภาพ ถ้อยแถลงฉบับนี้สะท้อนเจตจำนงของเราที่จะลดช่องว่างความแตกต่างโดยสันติ ซึ่งหากสามารถดำเนินการตามถ้อยแถลงฉบับนี้ได้อย่างครบถ้วน จะเป็นรากฐานสำคัญของสันติภาพที่ยั่งยืน แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือ การเริ่มต้นฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยที่ผ่านมา ชุมชนชายแดนของทั้งสองประเทศถูกแบ่งแยกด้วยความขัดแย้ง และพลเรือนผู้บริสุทธิ์ต้องเผชิญกับการสูญเสียที่ใหญ่หลวง ดังนั้น ถ้อยแถลงฉบับนี้จึงกำหนดความรับผิดชอบที่ชัดเจนแก่ทั้งสองฝ่ายให้ลงมือปฏิบัติ

เราสามารถบรรลุสิ่งที่เคยดูเหมือนเกินเอื้อมได้ ดังนั้น นายกรัฐมนตรีจึงยินดีต่อข้อตกลงที่ว่า ภายหลังการลงนามในถ้อยแถลงในวันนี้ ทั้งสองฝ่ายจะเริ่มดำเนินการตามที่ได้ตกลงกันไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดนโดยเร็ว เพื่อรับประกันความปลอดภัยให้แก่ประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นและไว้เนื้อเชื่อใจ ก่อนที่ไทยจะเริ่มกระบวนการปล่อยตัวทหารกัมพูชาที่ถูกควบคุมตัวจำนวน 18 นาย โดยเรามีความรับผิดชอบที่จะต้องดำเนินการด้วยความจริงใจและด้วยความสุจริตใจ เพื่อฟื้นฟูวิถีชีวิตและคุ้มครองความเป็นอยู่ของผู้คนตามแนวชายแดนร่วม

หากต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงเกิดขึ้นในพื้นที่ สิ่งที่ได้ตกลงกันในวันนี้ต้องถูกนำไปปฏิบัติจริง จึงจะสามารถเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ได้อย่างแท้จริง สร้างความมั่นคงและปลอดภัยให้แก่ประชาชน จึงจะเป็นการบรรลุสันติภาพที่แท้จริง ซึ่งคือสิ่งที่ประชาชนคาดหวัง และสมควรได้รับ “สันติภาพที่มาพร้อมศักดิ์ศรี”

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีเชิญชวนมิตรประเทศร่วมกันสนับสนุนกระบวนการนี้ เพื่อให้การดำเนินการตามถ้อยแถลงเป็นไปอย่างครบถ้วนและด้วยความจริงใจ นำไปสู่การฟื้นฟูเสถียรภาพ ความไว้เนื้อเชื่อใจ และความร่วมมือให้กลับมาอีกครั้ง ทั้งระหว่างไทยและกัมพูชา และทั่วทั้งภูมิภาค

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีมีความยินดีอย่างยิ่งที่ในวันนี้เราได้ประกาศแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างสหรัฐอเมริกากับประเทศไทย (Joint Statement on a Framework for a U.S. -Thailand Agreement on Reciprocal Trade) ซึ่งนายกรัฐมนตรีหวังว่าจะช่วยอำนวยความสะดวกให้การเจรจาเรื่องภาษีสามารถบรรลุข้อสรุปได้ภายในสิ้นปีนี้ รวมถึงจะมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลทั้งสองประเทศว่าด้วยความร่วมมือด้านแร่ธาตุที่มีความสำคัญ (MOU between our governments on cooperation on critical minerals) ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความยืดหยุ่นและความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานในระยะยาวต่อไป

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยมีคณะเข้าร่วม ได้แก่ พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด นางเอกสิริ ปิณฑะรุจิ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และนางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี

“นายกฯ อนุทิน”เชื่อหาก “กัมพูชา” ทำตามข้อตกลง จะสามารถบรรลุสันติภาพได้

การลงนามในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญสู่สันติภาพที่ยั่งยืนระหว่างไทยและกัมพูชา การที่ “นายกฯ อนุทิน” เชื่อหาก “กัมพูชา” ทำตามข้อตกลง จะสามารถบรรลุสันติภาพได้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน

ความสำคัญของข้อตกลงและความเชื่อมั่นของ “นายกฯ อนุทิน”

ความเชื่อมั่นของ “นายกฯ อนุทิน”เชื่อหาก “กัมพูชา” ทำตามข้อตกลง จะสามารถบรรลุสันติภาพได้ นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการผลักดันกระบวนการสันติภาพให้เดินหน้าต่อไป ข้อตกลงนี้ไม่เพียงแต่เป็นการยุติความขัดแย้ง แต่ยังเป็นการเริ่มต้นการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศอีกด้วย

การที่ “นายกฯ อนุทิน”เชื่อหาก “กัมพูชา” ทำตามข้อตกลง จะสามารถบรรลุสันติภาพได้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยพร้อมที่จะทำงานร่วมกับกัมพูชาเพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคงและสงบสุขสำหรับทั้งสองประเทศและภูมิภาค

ที่มา – “นายกฯ อนุทิน”เชื่อหาก “กัมพูชา” ทำตามข้อตกลง จะสามารถบรรลุสันติภาพได้

“อันวาร์” ขอบคุณ “นายกฯ อนุทิน” เพื่อสันติภาพ

“อันวาร์” ขอบคุณ “นายกฯอนุทิน” กล้าหาญผลักดันสันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยวิถีทางการทูต จนสามารถลงนามสันติภาพร่วมกันได้

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 26 ต.ค. 2568 ณ ศูนย์การประชุมกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง โดยมีดาโต๊ะซรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เป็นประธานเปิดการประชุมอย่างเป็นทางการ พร้อมด้วยผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน ประเทศคู่เจรจา และองค์การระหว่างประเทศ

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้กล่าวต้อนรับผู้นำอาเซียนทุกประเทศ ช่วงหนึ่งของถ้อยแถลง นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กล่าวขอบคุณ นายกรัฐมนตรีของไทยในฐานะผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และกล้าหาญในการผลักดันสันติภาพชายแดนด้วยวิถีทางการทูต จนนำไปสู่การลงนาม Joint Declaration ที่จะนำไปสู่สันติภาพไทย–กัมพูชา ในวันนี้ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยมองว่า การลงนามฯ ของประเทศไทยและกัมพูชาจะทำให้ประชาคมโลกได้เห็นว่าสันติวิธีของอาเซียนสามารถนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม เพราะสันติภาพ คือ พลังแห่งความกล้าหาญ ที่ทำให้แต่ละชาติสามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้

ในที่ประชุมฯ ผู้นำอาเซียนยังแสดงความยินดีกับติมอร์–เลสเต ในโอกาสเข้าร่วมเป็นสมาชิกใหม่ของอาเซียนอย่างเป็นทางการ

“อันวาร์” ขอบคุณ “นายกฯ อนุทิน” กล้าหาญผลักดันสันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยวิถีทางการทูต

การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 ที่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ไม่เพียงแต่เป็นเวทีสำหรับการหารือประเด็นสำคัญระดับภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญที่นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ดาโต๊ะซรี อันวาร์ อิบราฮิม ได้แสดงความขอบคุณต่อนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล สำหรับบทบาทสำคัญในการผลักดันสันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชาด้วยวิถีทางการทูต นี่เป็นความสำเร็จที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้นำในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี

ความสำคัญของการผลักดันสันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชา

การที่นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม กล่าวขอบคุณ “นายกฯ อนุทิน” กล้าหาญผลักดันสันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยวิถีทางการทูตนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเจรจาและการทูตในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ การลงนาม Joint Declaration ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งจะส่งผลดีต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจในภูมิภาค

การผลักดันสันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่เพียงแต่เป็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในอดีต แต่ยังเป็นการสร้างรากฐานสำหรับความร่วมมือในอนาคต ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม การที่ทั้งสองประเทศสามารถตกลงกันได้ด้วยสันติวิธีถือเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคที่มีความขัดแย้งคล้ายคลึงกัน

นอกจากนี้ การที่ผู้นำอาเซียนให้ความสำคัญกับสันติภาพและการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ยังแสดงให้เห็นถึงบทบาทของอาเซียนในการเป็นศูนย์กลางของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาค การที่ติมอร์-เลสเต ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกใหม่ของอาเซียนอย่างเป็นทางการ ก็เป็นสัญญาณที่ดีถึงความมุ่งมั่นของอาเซียนในการขยายความร่วมมือและส่งเสริมสันติภาพในภูมิภาค

การที่นายกรัฐมนตรีมาเลเซียกล่าวขอบคุณ “นายกฯ อนุทิน” กล้าหาญผลักดันสันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยวิถีทางการทูตนี้ เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง เพราะแสดงให้เห็นว่าผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และความกล้าหาญสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกให้กับภูมิภาคได้ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีจึงเป็นสิ่งที่ควรสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดขึ้นในทุกๆ สถานการณ์

ที่มา – “อันวาร์” ขอบคุณ “นายกฯ อนุทิน” กล้าหาญผลักดันสันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยวิถีทางการทูต

ผบ.เหล่าทัพกำชับแผนชายแดน: ทร.พร้อมรบปี 69 ปราบสแกมเมอร์

การประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพล่าสุดเน้นย้ำแผนชายแดน โดยกองทัพเรือประกาศความพร้อมรบในปี 2569 ขณะที่ตำรวจเตรียมรับมือสถานการณ์ชุมนุมประท้วง พร้อมผนึกกำลังนานาชาติ UNODC, FBI และอินเตอร์โพล เพื่อปราบปรามสแกมเมอร์

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 ณ กองบัญชาการกองทัพไทย พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผบ.ทสส. เป็นประธานในการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ โดยมี พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ., พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟืองจันทร์ ผบ.ทร., พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผบ.ทอ. และ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้แถลงถึงผลการประชุม โดยกองทัพบกยังคงให้ความสำคัญสูงสุดกับการป้องกันและรักษาความมั่นคงภายในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ตามกรอบคำสั่งจักรพงษ์ภูวนารถ ทั้งในพื้นที่กองกำลังสุรนารีและกองกำลังบูรพา พร้อมประสานแผนปฏิบัติการกับกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรี-ตราด กองทัพเรือ ประเด็นสำคัญที่ไทยและกัมพูชามีความเห็นชอบร่วมกันผ่านการประชุม JBC และ GBC รวมถึงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนซัมมิท คือการบริหารจัดการพื้นที่ในจังหวัดสระแก้ว การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์และสแกมเมอร์ทางออนไลน์ โดยประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงการต่างประเทศ กลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังมีแผนการถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการประชุม GBC โดยมอบหมายให้กองทัพภาคที่ 2 หารือในรายละเอียดร่วมกับภูมิภาคทหารที่ 4 ของกัมพูชา

ผบ.เหล่าทัพกำชับแผนชายแดน: ทร.พร้อมรบปี 69 ปราบสแกมเมอร์

นโยบาย ผบ.ทร. ปี 2569 เป็นปีพร้อมรบ

พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า กองทัพเรือได้นำเสนอแผนการเตรียมความพร้อมต่อการปฏิบัติภัยคุกคามทางด้านพื้นที่ตะวันออก โดยที่ประชุมในวันนี้ กองทัพเรือได้รับมอบภารกิจในการดูแลอธิปไตยทางบกและทางทะเลที่จังหวัดจันทบุรีและตราด รวมถึงการดูแลการคมนาคมอย่างเสรีทางทะเลในพื้นที่ กองทัพเรือได้ชี้แจงขั้นตอนการปฏิบัติในสถานการณ์ปกติไปจนถึงสถานการณ์วิกฤตในขั้นปฏิบัติการ เพื่อนำเรียนถึงความพร้อมของกองทัพเรือในการใช้กำลังทางบกและทางเรือในการปฏิบัติการอย่างเต็มรูปแบบ โดยสรุป กองทัพเรือมีความพร้อมขึ้นตามลำดับ และ ผบ.ทร. ได้กำหนดนโยบายในปี 2569 ให้เป็นปีพร้อมรบของกองทัพเรือ ซึ่งจะสอดคล้องกับแผนการใช้กำลังในปีนี้

ผบ.ตร. เตรียม คฝ. รับมือ

พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวภายหลังการประชุมว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตรียมรับมือกับภัยคุกคามด้านตะวันออกในสองมิติ: มิติแรก, กองกำลังบูรพาขอรับการสนับสนุนกองร้อยควบคุมฝูงชนเนื่องจากมีการใช้ประชาชนในประเทศเพื่อนบ้านมาก่อความไม่สงบ ผบ.ตร. ได้สั่งการให้เตรียมกำลัง 6,000 นาย เพื่อรองรับเหตุการณ์รุนแรง และลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมของกำลังพล อีกส่วนหนึ่งคือการดูแลประชาชนในพื้นที่ หากเกิดเหตุการณ์ สามารถอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัยได้ทันที

เปิดวอร์รูมปราบสแกมเมอร์: อีกหนึ่งภารกิจสำคัญ

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า อีกมิติคือการรับมือภัยไซเบอร์และสแกมเมอร์ ซึ่งรัฐบาลประกาศเป็นวาระแห่งชาติ ผบ.ตร. ได้เรียกประชุมเตรียมความพร้อม เปิดศูนย์วอร์รูม โดยมีหน่วยงานต่างประเทศเข้าร่วม เช่น UNODC, FBI, อินเตอร์โพล เรื่องนี้ถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (GBC) ซึ่งมีข้อกำหนดกับตำรวจและรัฐบาลกัมพูชาในเรื่องความร่วมมือ และจัดทำแผนปฏิบัติการ โดยในสองสัปดาห์ จะมีการจัดตั้งกองกำลังเฉพาะกิจเพื่อกวาดล้างแกนนำหรือผู้เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ทั้งหมด การปราบปรามสแกมเมอร์อย่างจริงจังเป็นส่วนหนึ่งของ ผบ.เหล่าทัพกำชับแผนชายแดน: ทร.พร้อมรบปี 69 ปราบสแกมเมอร์

นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลในด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การถูกหลอกลวงไปทำงานประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะถูกหลอกหรือสมัครใจก็ตาม จะมีมาตรการคุ้มครองพยาน แผนปฏิบัติการเป็นเครื่องมือให้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ลดความเสียหายในทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนชาวไทยและชาวต่างประเทศที่ถูกหลอก หรือสมัครใจก็ตาม และมีมาตรการคุ้มครองพยาน การจัดการกับปัญหา ผบ.เหล่าทัพกำชับแผนชายแดน: ทร.พร้อมรบปี 69 ปราบสแกมเมอร์ ถือเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

การที่กองทัพเรือประกาศความพร้อมรบในปี 2569 ควบคู่ไปกับการปราบปรามสแกมเมอร์และการดูแลความมั่นคงชายแดน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน การที่ ผบ.เหล่าทัพกำชับแผนชายแดน: ทร.พร้อมรบปี 69 ปราบสแกมเมอร์ เป็นเรื่องที่น่ายินดี และหวังว่าการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนจะทำให้ประเทศไทยมีความมั่นคงและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ที่มา – ผบ.เหล่าทัพกำชับแผนชายแดน ทร.ลั่น 2569 ปีพร้อมรบ ผนึกกำลังนานาชาติปราบสแกมเมอร์

“นฤมล” สั่ง สพฐ. เน้นประวัติศาสตร์ให้คิดวิเคราะห์

“นฤมล” มอบนโยบาย สพฐ. เน้นวิชาประวัติศาสตร์ให้เด็กได้คิดวิเคราะห์ ไม่ใช่แค่ท่องจำ พร้อมเตรียมลงนาม MOU กับการเคหะฯ เพื่อซ่อมแซมบ้านพักครูทั่วประเทศ

ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เปิดการประชุมสัมมนาผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ ครั้งที่ 2/2568 ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีผู้บริหาร สพฐ. และ ผอ.สพท. เข้าร่วมกว่า 500 คน เพื่อชี้แจงนโยบายสำคัญด้านการศึกษา

ดร.นฤมล เน้นย้ำถึงความสำคัญของการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างผู้ปฏิบัติงานในแต่ละภูมิภาค รวมถึงการรับฟังเสียงสะท้อนจากพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การประสานงานที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นระหว่างองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานอื่น ๆ

“นฤมล” มอบนโยบาย สพฐ. เน้นวิชาประวัติศาสตร์ให้เด็กได้คิดวิเคราะห์

หัวใจสำคัญของการมอบนโยบายในครั้งนี้คือ การน้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 มาปรับใช้ในการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ โดยพระองค์มิได้ทรงต้องการให้ครูสอนแบบท่องจำ แต่ให้สอนเพื่อให้เด็กเข้าใจและคิดวิเคราะห์ได้ว่าเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์เกิดขึ้นได้อย่างไร และผู้นำในยุคนั้นตัดสินใจเช่นนั้นด้วยเหตุผลอะไร

การเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์ในลักษณะนี้ จะช่วยพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของเด็กให้รอบด้านมากยิ่งขึ้น ดร.นฤมล จึงขอให้ผู้อำนวยการเขตทุกท่านตระหนักถึงความสำคัญของวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง

ซ่อมบ้านพักครูทั่วประเทศ

อีกประเด็นสำคัญที่ ดร.นฤมล กล่าวถึงคือ เรื่องสวัสดิการและความเป็นอยู่ของครู โดยเฉพาะเรื่องบ้านพักครูที่ยังทรุดโทรมในหลายพื้นที่ กระทรวงศึกษาธิการ โดย สพฐ. เตรียมลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) กับการเคหะแห่งชาติในวันที่ 29 ต.ค. นี้ เพื่อเดินหน้าโครงการปรับปรุงและพัฒนาบ้านพักครูทั่วประเทศ

จึงขอให้ สพฐ. และ สพท. เร่งสำรวจข้อมูลสภาพบ้านพักครูในแต่ละเขตพื้นที่ เพื่อนำเข้าร่วมโครงการดังกล่าว การร่วมมือกับการเคหะแห่งชาติในครั้งนี้ จะช่วยให้สามารถจัดหาแหล่งเงินทุนมาดำเนินการได้ก่อน โดย สพฐ. จะเป็นผู้ชี้เป้าหมายและให้ข้อมูลว่าจุดใดต้องซ่อมแซม ปรับปรุง หรือสร้างใหม่

ดร.นฤมล กล่าวว่า จะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เพื่อให้มีมติรองรับ ซึ่งจะทำให้ สพฐ. สามารถตั้งงบประมาณแบบผูกพันเพื่อชำระให้การเคหะฯ ได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ดร.นฤมล ยังกล่าวถึงประเด็นวิทยฐานะครูว่า ได้รับฟังเสียงสะท้อนจากหลายฝ่าย ซึ่งสอดคล้องกับปัญหาที่พบตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง ได้แก่ หลักเกณฑ์และผู้ประเมินผลงานในการขอเลื่อนวิทยฐานะ ขณะนี้คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ได้พิจารณาทบทวนแล้วในระดับหนึ่ง และจะมีการเสนอร่างหลักเกณฑ์ใหม่เข้าพิจารณาในการประชุมวันที่ 30 ต.ค. นี้

ส่วนปัญหาอื่น ๆ เช่น งบประมาณช่วยเหลือสถานศึกษาที่ประสบภัยพิบัติ และงบดำเนินงานของ สพท. ได้มอบหมายให้เลขาธิการ กพฐ. รวบรวมเสนอเพื่อพิจารณาต่อไป รวมทั้งเรื่องของศึกษานิเทศก์ ที่จะต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นจาก ผอ.สพท. ครู และผู้เกี่ยวข้อง เพื่อปรับโครงสร้างให้เหมาะสม

ในโอกาสนี้ รมว.ศึกษาธิการยังได้มอบโล่รางวัลและเกียรติบัตรให้แก่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่มีผลงานโดดเด่น รวม 140 เขตพื้นที่ด้วย

นโยบายของ ดร.นฤมล ที่เน้นการคิดวิเคราะห์วิชาประวัติศาสตร์ และการปรับปรุงสวัสดิการครู ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของไทย การสนับสนุนให้ครูมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และการส่งเสริมให้นักเรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างอนาคตที่เข้มแข็งของประเทศ

การที่ “นฤมล” มอบนโยบาย สพฐ. เน้นวิชาประวัติศาสตร์ให้เด็กได้คิดวิเคราะห์ พร้อมทั้งเร่งแก้ไขปัญหาบ้านพักครู แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับการศึกษาไทยอย่างแท้จริง

ที่มา – “นฤมล” มอบนโยบาย สพฐ. เน้นวิชาประวัติศาสตร์ให้เด็กได้คิดวิเคราะห์ จ่อเซ็น MOU ซ่อมบ้านพักครู

“โสภณ” เดินหน้าแก้ปัญหายาเสพติดทั่วประเทศ

“โสภณ” คิกออฟ เดินหน้าแก้ปัญหายาเสพติดทั่วประเทศ ชูบุรีรัมย์โมเดล ลั่น 4 เดือนเห็นผล ขอ 4 ปีจบยาเสพติด ต้องใช้ข้อมูลจริงแก้ปัญหายั่งยืน

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 24 ตุลาคม 2568 ที่สนามช้างอารีนา จังหวัดบุรีรัมย์ นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดโครงการ “รวมพลังรัก ศรัทธา แก้ปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ” โดยมี น.ส. ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้ว่าราชการจังหวัด 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างคึกคัก

บรรยากาศบริเวณด้านนอกสนามช้างอารีนาเป็นไปอย่างคึกครื้น เริ่มตั้งแต่ช่วงเช้า มีขบวนพาเหรดจากหน่วยงานและจังหวัดต่างๆ รวมกว่า 35 ขบวน เข้าร่วมแสดงพลัง “รวมใจต้านยาเสพติด” ก่อนเข้าสู่พิธีเปิดอย่างเป็นทางการ โดยมีการฉายภาพยนตร์สั้น “คนฝ่านรก” ความยาวประมาณ 3-5 นาที ถ่ายทอดเรื่องราวแรงบันดาลใจจากผู้ผ่านการบำบัดและฟื้นฟู

ต้องการเห็นผลทุกพื้นที่

ภายในพิธี ผู้แทนมูลนิธิอาณัตพล (ลูกเติ้ง) ได้มอบป้ายเงินสนับสนุนการดำเนินงานให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ จากนั้นนายโสภณ ซารัมย์ ประธานในพิธี กล่าวเปิดงานและนำผู้เข้าร่วมกิจกรรมแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการแก้ปัญหายาเสพติดทั่วประเทศแบบบูรณาการ โดยยืนยันรัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง ไม่เพียงต้องการนโยบายที่ดี แต่ต้องเห็นผลในพื้นที่จริง บูรณาการทุกภาคส่วน เดินหน้าไปพร้อมกัน เพื่อสร้างความปลอดภัย ความสงบ และอนาคตที่มั่นคงให้กับประชาชนทั่วประเทศ

ขอ 4 ปี เห็นผลเป็นรูปธรรม

นายโสภณ กล่าวด้วยว่า การดำเนินงานที่เริ่มต้นมาในระยะเวลา 4 เดือนที่ผ่านมา อาจยังไม่เห็นผลชัดเจนในทุกพื้นที่ แต่ยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่หยุดเดินหน้าและจะทำให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมภายใน 4 ปีอย่างแน่นอน โดยกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจว่า “ขอให้พี่น้องประชาชนอดใจอีกนิด วันนี้อาจยังไม่เห็นผลเต็มที่ แต่ถ้าให้เวลาเรา 4 ปี ทุกคนจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ ทั้งในชุมชน ครอบครัว และชีวิตของลูกหลาน”

ต้องเน้นที่ภูมิคุ้มกันในชาติ

นายโสภณ  กล่าวต่อว่า ทำไมตนไม่พูดเรื่องปราบปราม เรื่องปราบปรามการนำเข้าสิ่งผิดกฎหมาย มาจากประเทศเพื่อนบ้าน ต้องเพิ่มความเข้มข้นฝ่ายทหาร ปปส. ตำรวจก็ตาม ที่อยู่ในแนวชายแดนต้องสกัดกั้นให้ได้ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม อย่าบอกยาเสพติดไม่มีวันหายออกจากประเทศ หรือในโลกนี้เพราะมันมีวัตถุดิบ ที่จะนำมาผสมเป็นยาเสพติดได้ง่าย มันอยู่ใกล้มือ  อย่างเช่นเอายาสามัญบางพวก เอามาผสมเอานั่นเอานี่มาผสมกันก็กลายเป็นยาเสพติด แต่ส่วนยาบ้ามันก็อย่างที่ว่า มันก็มีมาทุกครั้ง แต่ว่าสิ่งที่สำคัญที่เราอยากจะทำให้ประเทศนี้เห็นก็คือการสร้างภูมิคุ้มกันให้คนในชาติ ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับมัน ถ้ายุ่งเกี่ยวแล้วก็ต้องบำบัด

ลั่นอยากได้เสียงเกินครึ่ง

“คนทั่วไปทำไมต้องนึกว่า ต้องมาเอาใจคนพวกนี้ ทำไมต้องมาสนใจคนพวกนี้ ถ้าเราไม่สนใจคนพวกนี้ปริมาณมันก็จะเพิ่มขึ้น คนพวกนี้จะเป็นภาระของสังคม ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ทั้งอะไรต่อมิอะไร ทั้งเรื่องความปลอดภัย รวมถึงคนไม่มีคุณภาพ ดังนั้นต้องสกัด บ้านเมืองถ้าเราปล่อยไปมากกว่านี้ถ้าไม่เอาจริงเอาจัง เราง่อยเปลี้ยเสียขาแน่นอน เพราะประชาชนไม่มีคุณภาพ ดังนั้นการที่จะสร้างภูมิคุ้มกันก็คือ ขออีก 4 ปีเรื่องนี้จะจบเลย ขออีก 4 ปีเรื่องนี้จะจบเลย จริงจัง พิสูจน์กันวันนี้ เราเอาผลงานมาพิสูจน์ เพราะไม่อยากโม้หรือฝอย คืออยากได้อยากอยู่ 4 ปี อยากได้เสียงเกินครึ่ง แต่ไม่มีผลงาน มีแต่คำพูด วันนี้เราจะเริ่มให้มีผลงานอย่างเป็นรูปธรรมให้ประชาชนได้เห็นอย่างชัดเจน ถ้าประชาชนเห็นชัดเจน สื่อไม่ต้องบอกก็ได้ชาวบ้านเขาก็กา ถ้าประชาชนรู้ว่าโครงการนี้ทำให้พวกเขามีความสุข ประชาชนกาหมดนะครับ”

“โสภณ” เดินหน้าแก้ปัญหายาเสพติดทั่วประเทศ

ยก บุรีรัมย์ โมเดล

นายโสภณ กล่าวเพิ่มเติมว่า จ.บุรีรัมย์ถือเป็นต้นแบบของการแก้ปัญหายาเสพติดทั่วประเทศในชุมชน ที่เริ่มดำเนินการมาแล้วกว่า 2 ปี ซึ่งหลังจากนี้จะจัดทำ “กองบุญผ้าป่ายาเสพติด” โดยจะให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการระบุรายชื่อกลุ่มเสี่ยงในหมู่บ้าน และส่งต่อให้คณะกรรมการระดับตำบลดำเนินการคัดกรอง ซึ่งในวันที่ 1 พฤศจิกายน 68 นี้ จะเริ่มตรวจคัดกรองและนำเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูอย่างเป็นระบบต่อไป

“โสภณ” คิกออฟ เดินหน้าแก้ปัญหายาเสพติดทั่วประเทศ

การแก้ปัญหายาเสพติดทั่วประเทศต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเยาวชนและการบำบัดผู้ติดยาเสพติดอย่างจริงจัง จะเป็นหนทางสู่สังคมที่ปลอดภัยและยั่งยืน

ที่มา – “ โสภณ” คิกออฟ เดินหน้าแก้ปัญหายาเสพติดทั่วประเทศ ลั่น 4 เดือนเห็นผล หากอยากจบขอ 4 ปี

“ธรรมนัส” ไม่รู้เรื่อง! ปม กัน จอมพลัง ยกทรัพย์สิน

“ธรรมนัส” โบ้ย ไม่รู้เรื่อง “กัน จอมพลัง” เขียนข้อบังคับยกทรัพย์สินให้มูลนิธิธรรมนัส แจง ตอนทำไม่ได้มาถาม บอก มือใหม่หัดขับ ทำอะไรไม่ค่อยคิด ยืนยัน ไม่เกี่ยวกับกล้าธรรม 

เมื่อเวลา 10.10 น. วันที่ 24 ต.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ มูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ โดยก่อนสัมภาษณ์ระบุกับผู้สื่อข่าวที่ถามเรื่องนี้ว่า “อีกแล้ว”

เมื่อถามถึงกรณีที่มูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ ระบุในข้อ 39 ว่าถ้ามูลนิธิต้องเลิกล้มไป ทรัพย์สินทั้งหมดของมูลนิธิที่เหลืออยู่ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่มูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เขาเปลี่ยนไปแล้ว แล้วเวลาเขาทำก็ไม่มาถามเรา ไม่รู้เรื่องเลย   เมื่อถามย้ำว่า แสดงว่า กัน จอมพลัง ทำเองใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เป็นเรื่องของเขา ไม่เกี่ยวกับตนเลย ที่สำคัญคือ เรื่องนี้ทุกมูลนิธิก็ต้องระบุ เพราะอย่างมูลนิธิธรรมนัสก็ระบุเป็นวัดธาตุทอง ถ้ามีอะไรให้เป็นสมบัติของวัดไป

ตำหนิทำอะไรไม่ค่อยคิด

ผู้สื่อข่าวถามว่า กัน จอมพลัง สามารถแก้ข้อบังคับของมูลนิธิข้อนี้ได้ใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เขาแก้แล้ว แต่ตนไม่ทราบว่าเขาเปลี่ยนไปให้ใคร เมื่อถามอีกว่า ในส่วนของ ร.อ.ธรรมนัส จบแล้วใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ย้อนถามว่า ส่วนของตนจบแล้วคืออะไร เมื่อถามย้ำว่า มีการเชื่อมโยงว่า กัน จอมพลัง เกี่ยวกับพรรค กธ. ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า “มันจะถึงพรรคกล้าธรรมได้ไง ไม่เกี่ยว เป็นเรื่องของกัน มันน่าจะเป็นเรื่องมือใหม่หัดขับ ทำอะไรไม่ค่อยคิด”

พ้อสื่อไม่ถามเรื่องชาวบ้านเดือดร้อน

เมื่อถามว่า ได้ยกหูคุยโทรศัพท์กับกัน จอมพลัง หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสร้อง “หูย” พร้อมกับกล่าวว่า ทุกวันนี้ต้องทำงานให้ชาวบ้าน วันๆ มีแต่เรื่องอะไรก็ไม่รู้ มีเรื่องน้ำท่วมตรงนู้น ประชาชนเดือดร้อนตรงนี้ ไม่เคยถามตนถึงเรื่องพวกนี้เลย ทำให้ผู้สื่อข่าวชี้แจงว่า เพราะท่านเกี่ยวกับการเมือง ร.อ.ธรรมนัส จึงตอบว่า ไม่ใช่ เราต้องแยกงานกับการเมืองให้ออก อยากให้สื่อมวลชนถามว่า น้ำท่วมตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว น้ำกำลังจะลงใต้เตรียมพร้อมอะไร อยากให้ถามแบบนี้มากกว่า ถ้ามาถามว่ามูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ทำอะไร ตนจะไปรู้เรื่องของเขาได้อย่างไร

เตรียมลง ภูเก็ต ตรวจแก้น้ำท่วม

ผู้สื่อข่าวจึงถามถึงสถานการณ์น้ำท่วมว่า ขณะนี้เหลืออยู่กี่จังหวัด ร.อ.ธรรมนัส เปิดเผยว่า ตอนนี้กำลังลงใต้ ล่าสุดที่ จ.ภูเก็ต ฝนตกหนักมาก ซึ่งตนจะเดินทางลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต เพราะร่องมรสุมกำลังจะเริ่มลงใต้ ให้ถามเรื่องนี้ดีกว่า ชาวบ้านจะได้ประโยชน์ เมื่อถามว่า ในส่วนน้ำท่วมภาคกลางใกล้จบแล้วใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า มันใกล้จะหมดฤดูฝนแล้ว เข้าสู่ฤดูหนาว ก็ต้องไปแก้ไขปัญหาให้พี่น้องชาวใต้ต่อ เพราะช่วงปีใหม่น้ำจะท่วมใต้ ก่อนจะกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “พอแล้วเนาะ” จากนั้นเดินขึ้นไปบนตึกบัญชาการ 1 ทันที

“ธรรมนัส” ไม่รู้เรื่อง “กัน จอมพลัง” เขียนข้อบังคับยกทรัพย์สินให้มูลนิธิธรรมนัส

จากกรณีที่เป็นประเด็นร้อนแรงในขณะนี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับมูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ และข้อบังคับที่ระบุว่า หากมูลนิธิต้องเลิกล้ม ทรัพย์สินทั้งหมดจะตกเป็นของมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า โดย ร.อ.ธรรมนัส ยืนยันว่า ตนเองไม่ทราบเรื่องดังกล่าว และไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของ กัน จอมพลัง ในการเขียนข้อบังคับนั้น

“ธรรมนัส” ย้ำไม่เกี่ยวข้องกัน จอมพลัง

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องส่วนตัวของ กัน จอมพลัง และตนเองไม่ได้เข้าไปก้าวก่ายหรือมีส่วนร่วมในการตัดสินใจใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวติดตลกถึงเรื่องนี้ว่า “มันน่าจะเป็นเรื่องมือใหม่หัดขับ ทำอะไรไม่ค่อยคิด”

นอกจากประเด็นเรื่องมูลนิธิ ร.อ.ธรรมนัส ยังได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับความสนใจของสื่อมวลชน ที่มักจะมุ่งเน้นไปที่ประเด็นทางการเมืองมากกว่าปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า อยากให้สื่อมวลชนให้ความสำคัญกับเรื่องปากท้องของประชาชน และสถานการณ์น้ำท่วมที่กำลังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่มากกว่า

ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังได้เปิดเผยถึงแผนการที่จะเดินทางลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วม และให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง

ประเด็นเรื่อง “ธรรมนัส” ไม่รู้เรื่อง “กัน จอมพลัง” เขียนข้อบังคับยกทรัพย์สินให้มูลนิธิธรรมนัส กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคม แต่จากการสัมภาษณ์ของ ร.อ.ธรรมนัส ก็พอจะทำให้เห็นภาพรวมของสถานการณ์ และความตั้งใจในการทำงานเพื่อประชาชน

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูล และการพิจารณาข่าวสารอย่างรอบด้าน ก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อ หรือเผยแพร่ข้อมูลใดๆ ออกไป เพื่อป้องกันการเข้าใจผิด และการสร้างความเสียหายให้กับผู้อื่น นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสาธารณะ ต้องมีความระมัดระวังในการกระทำ และคำพูดของตนเอง เพราะทุกอย่างสามารถถูกนำไปเชื่อมโยง และขยายผลได้อย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบัน

ดังนั้น การติดตามข่าวสารจากหลายแหล่ง และการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับทุกคนในสังคม เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจ และแสดงความคิดเห็นได้อย่างถูกต้อง และมีความรับผิดชอบ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างจริงจัง และโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และศรัทธาให้กับประชาชน

ที่มา – “ธรรมนัส” ไม่รู้เรื่อง “กัน จอมพลัง” เขียนข้อบังคับยกทรัพย์สินให้มูลนิธิธรรมนัส ยันไม่เกี่ยวกธ.

Scroll to top