ข่าวการเมืองล่าสุด

รัฐบาลจัดงาน “รัชกาลที่ 8” ครบ 100 ปี

รัฐบาลเตรียมจัดงานเฉลิมพระเกียรติอย่างยิ่งใหญ่เนื่องในโอกาส“รัชกาลที่ 8” วันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี ในวันที่ 20 กันยายน 2568 ที่จะถึงนี้ เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร

นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยถึงรายละเอียดการจัดงานในครั้งนี้ โดยนายกรัฐมนตรีได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตในการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ“รัชกาลที่ 8” วันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี ในนามรัฐบาลแล้ว

รัฐบาลเตรียมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ “รัชกาลที่ 8” วันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี

สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกับวัดสุทัศนเทพวราราม และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้กำหนดจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ อย่างสมพระเกียรติ โดยมีกำหนดการดังนี้:

  • พิธีบวงสรวงและแถลงข่าว: วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม 2568 เวลา 08.00 น. ณ วัดสุทัศนเทพวราราม โดยมีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี
  • กิจกรรมระหว่างวันที่ 20-27 กันยายน 2568: จัดขึ้น ณ วัดสุทัศนเทพวราราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

กิจกรรมสำคัญที่น่าสนใจ

  • พิธีทางศาสนา: พิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล ในวันเสาร์ที่ 20 กันยายน เวลา 07.30 น. ณ วัดสุทัศนเทพวราราม และทุกจังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลในต่างประเทศ
  • พิธีวางพานพุ่มถวายราชสักการะ: วันเสาร์ที่ 20 กันยายน ณ วัดสุทัศนเทพวราราม และทุกจังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลในต่างประเทศ
  • การจัดสร้างเหรียญที่ระลึกและดวงตราไปรษณียากร: โดยกรมธนารักษ์ และบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด
  • การจัดตั้งโต๊ะหมู่ประดิษฐานพระบรมรูป: ระหว่างวันที่ 1-30 กันยายน 2568
  • กิจกรรมจิตอาสาถวายพระราชกุศล: ระหว่างวันที่ 1-30 กันยายน 2568
  • นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ: ถ่ายทอดพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ
  • การแสดงเฉลิมพระเกียรติ และการสาธิตมรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรม
  • การจัดร้านค้าจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์
  • นิทรรศการสวนแสงอันเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนา
  • กิจกรรม Night Museum พิพิธภัณฑ์ตำหนักสมเด็จพระสังฆราช (แพ ดิสสเทวมหาเถร)
  • กิจกรรมนพปูชนีย์ และการประกวดโต๊ะหมู่บูชา “หมู่ ๙”
  • การประดับไฟโดยรอบบริเวณวัดสุทัศนเทพวราราม

นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำหนังสือที่ระลึกเรื่อง “เจ้านายเล็กๆ – ยุวกษัตริย์” ซึ่งเป็นพระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ที่เล่าเรื่องราวตั้งแต่ทรงพระเยาว์จนถึงช่วงเวลาที่เสด็จขึ้นครองราชย์ของ“รัชกาลที่ 8” วันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

การจัดงานเฉลิมพระเกียรติ“รัชกาลที่ 8” วันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี ในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสอันดีที่พสกนิกรชาวไทยจะได้ร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ และร่วมกันแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

เตรียมตัวพบกับกิจกรรมอันหลากหลายและยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ ณ วัดสุทัศนเทพวราราม และทั่วประเทศ!

ที่มา – รัฐบาลเตรียมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ “รัชกาลที่ 8” วันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี

“บิ๊กเล็ก” ลั่น! ไม่รื้อรั้วลวดหนามชายแดนไทย-กัมพูชา

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ยืนยันหนักแน่นว่า “หากผมยังอยู่ตรงนี้” จะไม่มีมติให้รื้อรั้วลวดหนามชายแดนไทย-กัมพูชาแน่นอน พร้อมเผยถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย-กัมพูชา (RBC) ที่ยังไม่ได้ข้อสรุป

“หากผมยังอยู่ตรงนี้” จะไม่มีมติให้รื้อรั้วลวดหนามชายแดนไทย-กัมพูชาแน่นอน

จากการสัมภาษณ์เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2568 ณ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ได้ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ถึงประเด็นสำคัญที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ โดยเฉพาะเรื่องรั้วลวดหนามบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

ประเด็นหลักของการสัมภาษณ์อยู่ที่การประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย-กัมพูชา (RBC) ของกองกำลังชายแดนจันทบุรี-ตราด ที่มีกระแสข่าวว่าการประชุมไม่ได้ข้อสรุปใดๆ เนื่องจากทางกัมพูชาไม่ตอบรับข้อเสนอต่างๆ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า สถานการณ์เป็นไปตามผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย – กัมพูชา ที่ยังไม่มีความคืบหน้าในหลายประเด็น เช่น เรื่องทุ่นระเบิดและปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ความคืบหน้ากรณีรั้วลวดหนามชายแดน

เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ที่การประชุมต่างๆ ที่ถูกเลื่อนออกไปนั้น อาจเป็นการส่งสัญญาณถึงความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้น พล.อ.ณัฐพล ตอบว่า “ไม่มีอะไร” และวิเคราะห์ว่าทางกัมพูชามักใช้ทีมงานชุดเดียวกันในการประชุมต่างๆ ทำให้การเจรจาอาจล่าช้า แต่ยืนยันว่าฝ่ายไทยไม่มีปัญหาในเรื่องนี้ เพราะมีการแบ่งทีมงานที่ชัดเจน

อีกประเด็นสำคัญคือสถานการณ์บริเวณบ้านหนองจาน ซึ่งมีการกดดันจากมวลชนชาวกัมพูชาต่อทหารไทย หลังจากการติดตั้งรั้วลวดหนาม พล.อ.ณัฐพล อธิบายว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย – กัมพูชา (JBC) ซึ่งจะต้องมีการชี้เขตแดนให้ชัดเจนต่อไป

ผู้สื่อข่าวได้ถามถึงความเป็นไปได้ที่การประชุม สมช. ในวันนั้น จะมีมติให้ถอนรั้วลวดหนามออก เพื่อรักษาสันติภาพตามที่มีการแชร์ข้อมูลในโซเชียลมีเดีย พล.อ.ณัฐพล ตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ไม่จริงๆ รับรอง ถ้าผมนั่งอยู่ในที่ประชุมไม่มีหรอก” ซึ่งเป็นการยืนยันว่า “หากผมยังอยู่ตรงนี้” จะไม่มีมติให้รื้อรั้วลวดหนามชายแดนไทย-กัมพูชาแน่นอน

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การตัดสินใจใดๆ จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ ความชัดเจนของ พล.อ.ณัฐพล ในเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยของไทย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

การที่ “หากผมยังอยู่ตรงนี้” จะไม่มีมติให้รื้อรั้วลวดหนามชายแดนไทย-กัมพูชาแน่นอน นั้น เป็นการประกาศจุดยืนที่ชัดเจน แต่อย่างไรก็ตาม การเจรจาและความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านยังคงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” ลั่น “หากผมยังอยู่ตรงนี้” จะไม่มีมติให้รื้อรั้วลวดหนามชายแดนไทย-กัมพูชาแน่นอน

เลขาฯ สมช. แจงศาล รธน. 21 ส.ค. จริงหรือ?

เลขาฯ สมช. เตรียมแจงศาลรัฐธรรมนูญ 21 ส.ค. จริงหรือ?

“ฉัตรชัย บางชวด” เลขาธิการ สมช. เตรียมแจงศาลรัฐธรรมนูญ นัดไต่สวนพยาน 21 ส.ค. นี้ “หมอพรหมินทร์” บอกรอ “นายกฯ แพทองธาร” ไปเองหรือไม่… เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายคนจับตามองอย่างใกล้ชิด

เมื่อเวลา 15.20 น. วันที่ 18 สิงหาคม 2568 นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล กรณีศาลรัฐธรรมนูญเรียกไปไต่สวนในฐานะพยาน คดีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ในวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ว่า ตนจะเดินทางไปศาลรัฐธรรมนูญเองในวันที่ 21 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่าเตรียมคำชี้แจงอย่างไรไว้บ้าง นายฉัตรชัย กล่าวว่า ต้องรอฟังในวันนั้น

ประเด็นสำคัญอยู่ที่การที่ เลขาฯ สมช. เตรียมแจงศาลรัฐธรรมนูญ ในครั้งนี้ จะมีผลต่อรูปคดีอย่างไร และจะมีการเปิดเผยข้อมูลสำคัญอะไรบ้างหรือไม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมกำลังให้ความสนใจอย่างมาก

ทางด้าน นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี น.ส.แพทองธาร จะไปให้การต่อศาลรัฐธรรมนูญเองหรือไม่ ว่า “ให้รอถามนายกฯ เอง”

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับ เลขาฯ สมช. เตรียมแจงศาลรัฐธรรมนูญ

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ค่อนข้างตึงเครียด การที่ เลขาฯ สมช. เตรียมแจงศาลรัฐธรรมนูญ 21 ส.ค. ยิ่งทำให้สถานการณ์มีความไม่แน่นอนมากยิ่งขึ้น หลายฝ่ายกำลังจับตาดูว่าการให้ข้อมูลของเลขาธิการ สมช. จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลหรือไม่

  • ความสำคัญของพยานหลักฐาน: คลิปเสียงสนทนาที่ถูกนำมาใช้เป็นหลักฐานมีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน และจะสามารถนำมาใช้ในการพิจารณาคดีได้อย่างไร
  • บทบาทของศาลรัฐธรรมนูญ: การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญจะมีผลต่ออนาคตทางการเมืองของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อย่างไร
  • ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: คดีนี้อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาได้หรือไม่

การที่ “หมอพรหมินทร์” โยนให้ไปถาม “อิ๊งค์” เองว่าจะไปหรือไม่ ยิ่งทำให้เกิดความสงสัยว่ามีความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการตอบคำถามหรือไม่ หรือว่ามีเหตุผลอื่นใดที่ทำให้ไม่สามารถให้ข้อมูลได้ในขณะนี้

การที่ เลขาฯ สมช. เตรียมแจงศาลรัฐธรรมนูญ 21 ส.ค. นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจมีผลต่อทิศทางทางการเมืองของประเทศในอนาคตอันใกล้นี้ก็เป็นได้ ทุกฝ่ายจึงควรติดตามข่าวสารอย่างรอบคอบและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างถ่องแท้

การที่ศาลรัฐธรรมนูญเรียกเลขาธิการ สมช. ไปให้ข้อมูลแสดงให้เห็นว่าศาลให้ความสำคัญกับข้อมูลที่ได้รับ และต้องการพิจารณาคดีอย่างรอบด้านเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย การที่เลขาธิการ สมช. เตรียมตัวเดินทางไปให้ข้อมูลด้วยตนเองก็แสดงให้เห็นถึงความเคารพต่อกระบวนการยุติธรรมและพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี

คดีนี้เป็นบทพิสูจน์สำคัญของกระบวนการยุติธรรมของไทยว่าจะสามารถดำเนินการได้อย่างโปร่งใสและเป็นธรรมหรือไม่ การที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและติดตามการดำเนินคดีได้อย่างใกล้ชิดจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและส่งเสริมให้เกิดสังคมที่มีความยุติธรรมและเสมอภาค

ที่มา – เลขาฯ สมช. เตรียมแจงศาลรัฐธรรมนูญ 21 ส.ค. “หมอมิ้ง” โยนถาม “อิ๊งค์” ไปเองหรือไม่

“เท้ง” เผยชาวบ้านอัดอั้นผลกระทบชายแดน “ไทย-กัมพูชา”

“เท้ง” เผยชาวบ้านอัดอั้นผลกระทบชายแดน “ไทย-กัมพูชา” พร้อมรอคอยมาตรการเยียวยาจากรัฐบาลที่มีขั้นตอนยุ่งยาก ย้ำรัฐบาลไทยต้องใช้ทุกกลไกกดดันให้ “กัมพูชา” ร่วมเจรจาทวิภาคีเก็บกู้ทุ่นระเบิดให้ได้

วันที่ 18 ส.ค. 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวถึงการลงพื้นที่รับฟังความเห็นของประชาชน 4 จังหวัด บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี เกี่ยวกับผลกระทบสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ประชาชนส่วนหนึ่งกลับเข้าไปยังที่พักอาศัยแล้ว แต่ยังพบปัญหาอุปสรรคในการประกอบอาชีพ โดยเฉพาะมาตรการชดเชยเยียวยาที่ต้องถึงมือประชาชนอย่างเร็วที่สุด แต่จากการติดตามจนขณะนี้รัฐบาลยังไม่มีมาตรการเยียวยาออกมา ทั้งเงินชดเชยการขาดรายได้ การลดหย่อนภาษี ค่าซ่อมบ้าน ค่าซ่อมรถ รัฐบาลควรแบบเยียวยาทั่วหน้าได้ในบางพื้นที่ทุกครัวเรือน ที่เหลือบางส่วนแบ่งเพิ่มเติมให้กับกลุ่มเกษตรกร ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านจะผลักดันผ่านทุกกลไกของสภาผู้แทนราษฎร ทั้งตั้งกระทู้ถาม และเวทีกรรมาธิการคณะต่างๆ ส่วนกรณีเด็กเยาวชนและกลุ่มเปราะบางผู้ป่วยติดเตียง จะต้องได้รับการดูแลอย่างดีเพียงพอ ซึ่งหลังจากได้รับฟังเสียงสะท้อนประชาชนในวันนี้ (18 ส.ค. 2568) พบว่าต่างมีความอัดอั้น และมีความเครียดจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ปะทะอีกเมื่อไหร่ แต่สิ่งหนึ่งที่พบคือประชาชนยังมีปัญหาอุปสรรคในการได้รับเงินเยียวยา

“เท้ง” รับชาวบ้านอัดอั้น เครียดจากผลกระทบชายแดน “ไทย-กัมพูชา” ขอรัฐลดขั้นตอนยุ่งยากจ่ายเยียวยา

นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลพาผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวอาเซียน 8 ประเทศลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า จะได้ทำให้นานาประเทศได้เห็นข้อเท็จจริงว่ากัมพูชาปฏิบัติอะไรที่ไม่ถูกต้อง ส่วนการประชุม RBC ที่มีการขอเลื่อนประชุมออกไปจากทางฝั่งกัมพูชา นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สะท้อนถึงสิ่งที่กัมพูชาได้แสดงออกมาโดยตลอด ที่พยายามหลีกเลี่ยงการเจรจาในกลไกทวิภาคี แต่ไทยต้องใช้ทุกวิธีกดดันให้กัมพูชากลับเข้าสู่การเจรจากับไทยให้ได้ ซึ่งหนึ่งในปัญหาที่แก้ไขได้ คือการเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหาร ที่ประเทศมหาอำนาจให้เงินสนับสนุนกัมพูชาในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดด้วย

มหาอำนาจควรเพิ่มแรงกดดันแก้ไขปัญหาชายแดน “ไทย-กัมพูชา”

“เราเรียกคณะผู้แทนมาร่วมสังเกตการณ์และได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ ว่าทางกัมพูชาละเมิดอนุสัญญาออตตาวา หรือกฎหมายต่างประเทศอะไรบ้าง อาจจะเพิ่มแรงกดดัน ที่จะให้ประเทศต่างๆ ที่เคยให้การสนับสนุนกัมพูชาใช้วิธีตัดการสนับสนุน หรือกดดันให้ใช้กลไกทวิภาคีในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดได้ด้วย” นายณัฐพงษ์กล่าว

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น, การที่ชาวบ้านได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน “ไทย-กัมพูชา” นั้นเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจอย่างยิ่ง การที่พวกเขารู้สึกอัดอั้นและเครียดจากสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนนี้เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ และความล่าช้าในการเยียวยาจากภาครัฐยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

ประเด็นสำคัญที่นายณัฐพงษ์ยกขึ้นมาคือ ความจำเป็นที่รัฐบาลไทยต้องใช้ทุกวิถีทางในการกดดันให้กัมพูชากลับมาเจรจาในกลไกทวิภาคี การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องได้รับการแก้ไข นอกจากนี้การเรียกร้องให้ประเทศมหาอำนาจที่เคยให้การสนับสนุนกัมพูชา พิจารณาตัดการสนับสนุนหรือใช้แรงกดดันเพื่อให้กัมพูชาหันมาแก้ไขปัญหาโดยใช้กลไกทวิภาคี เป็นอีกแนวทางที่น่าสนใจ

การที่รัฐบาลยังไม่มีมาตรการเยียวยาที่ชัดเจนออกมานั้น เป็นสิ่งที่ต้องเร่งแก้ไข เพราะประชาชนที่ได้รับผลกระทบต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ทั้งในเรื่องของเงินชดเชย การลดหย่อนภาษี และการดูแลกลุ่มเปราะบาง การดำเนินการที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพจากภาครัฐเท่านั้นที่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันแก้ไขปัญหาและหาทางออกที่ดีที่สุด เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดน “ไทย-กัมพูชา” สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขและมีความมั่นคงในชีวิต

การแก้ไขปัญหาชายแดน “ไทย-กัมพูชา” ให้สำเร็จต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รัฐบาล, ภาคประชาสังคม, และประเทศมหาอำนาจที่เกี่ยวข้องควรเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคนี้อย่างยั่งยืน และลดผลกระทบที่ชาวบ้านได้รับจากสถานการณ์ชายแดน “ไทย-กัมพูชา”

ที่มา – “เท้ง” รับชาวบ้านอัดอั้น เครียดจากผลกระทบชายแดน “ไทย-กัมพูชา” ขอรัฐลดขั้นตอนยุ่งยากจ่ายเยียวยา

เพื่อไทยไม่หวั่น! คดี “แพทองธาร” มั่นใจนายกฯ ไปต่อ

พรรคเพื่อไทยย้ำ ไม่กังวลคดี “แพทองธาร” ชินวัตร ศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัย 29 ส.ค. นี้ มั่นใจในเจตนาดีของนายกฯ แม้ผลออกมาไม่เป็นคุณ ก็ยังมี “ชัยเกษม” เป็นตัวสำรอง ปิดทางพรรคร่วมรัฐบาลที่จะเข้ามาเปลี่ยนตัวนายกฯ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคดี “แพทองธาร” ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี จากกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ว่า สส.เพื่อไทยทุกคนกำลังใจดี ไม่มีใครกังวลหรือหวั่นไหวต่อเรื่องนี้

“เราเชื่อมั่นว่าสิ่งที่นายกรัฐมนตรีได้พูดไปนั้น เป็นการรักษาผลประโยชน์ของบ้านเมือง และเป็นการประวิงเวลาเพื่อรักษาชีวิตคนไทยในกัมพูชาด้วยเจตนาบริสุทธิ์ เราเชื่อว่าจะได้รับความยุติธรรม และไม่จำเป็นต้องมีแผนสำรอง เพราะเรามั่นใจในเจตนาดีของนายกรัฐมนตรี” นายวิสุทธิ์ กล่าว

นายวิสุทธิ์ยังกล่าวอีกว่า หากเกิดอะไรขึ้น นายกรัฐมนตรีก็ยังคงเป็นของพรรคเพื่อไทย โดยมีนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยรออยู่ ไม่ต้องกังวล คนอื่นต้องรอก่อน และไม่กลัวว่าจะมีการเปลี่ยนขั้ว เพราะทุกวันนี้ก็ยังอยู่กันได้ แม้ว่าเสียงในสภาฯ จะปริ่มน้ำก็ตาม

เมื่อถามถึงโอกาสที่อาจจะมีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีเป็นคนจากพรรคร่วมรัฐบาล นายวิสุทธิ์ตอบว่า “ไม่มี วันนี้ พรุ่งนี้ ก็ยังยืนยัน” สิ่งที่เขากังวลมากที่สุดคือจะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น ไม่ได้กังวลเรื่องตัวนายกรัฐมนตรี และหากมีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี จะดึงพรรคภูมิใจไทยกลับมาร่วมรัฐบาลหรือไม่นั้น คงเป็นไปได้ยาก เพราะวันนี้ไม่ได้คิดถึงเรื่องการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี

ผู้สื่อข่าวได้ถามถึงประเด็นเรื่องคลิปสนทนาที่อาจจะทำให้ความเชื่อมั่นของนายกรัฐมนตรีลดลง จากผลสำรวจโพลที่ออกมา นายวิสุทธิ์ตอบว่า “ถึงจะมีโพลก็จริง แต่ประเทศไม่ได้เสียดินแดน ไม่ได้อ่อนแอ ความสามัคคีของคนในชาติเป็นเรื่องสำคัญ ที่จะทำให้ประเทศได้รับความเชื่อมั่น และนานาชาติเชื่อมั่นประเทศไทย” เขาไม่อยากให้ไปฟังคนที่ปลุกกระแส หรือไม่ใช่สื่อจริงๆ เพราะจะทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองเสียหาย

ส่วนการวิเคราะห์ที่ว่า แม้นายกรัฐมนตรีจะรอดหรือไม่รอดคดี “แพทองธาร” ก็อยู่ต่อไปได้ยากนั้น นายวิสุทธิ์ยืนยันว่า “ไม่ยาก ทำไมต้องยาก ถ้าไม่ผิดจะกลัวอะไร อย่าไปสร้างกระแสให้วุ่นวาย ประเทศจะเดินหน้าได้ด้วยความรักความสามัคคี”

คดี “แพทองธาร”

เพื่อไทยมั่นใจ คดี “แพทองธาร” ไม่กระทบ

สถานการณ์ทางการเมืองตอนนี้อาจดูเหมือนมีความไม่แน่นอน แต่พรรคเพื่อไทยยังคงยืนหยัดและให้ความมั่นใจอย่างเต็มที่ต่อนายกรัฐมนตรี การที่พรรคกล้ายืนยันเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การมี “ชัยเกษม” เป็นตัวเลือกสำรอง ก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งบอกถึงการเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น

การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ แสดงให้เห็นถึงความหนักแน่นของพรรคเพื่อไทยในการสนับสนุนนายกรัฐมนตรี แม้จะมีความกังวลเกี่ยวกับคดี “แพทองธาร” แต่พรรคก็ยังคงเชื่อมั่นในเจตนาดีและความสามารถในการบริหารประเทศของนายกรัฐมนตรี

ที่มา – คดี “แพทองธาร” พื่อไทยไม่หวั่นไหว เชื่อนายกฯ ได้ไปต่อ แม้ผลเป็นลบยังมี “ชัยเกษม”

เขตแดนถกไม่จบ? กัมพูชาขอเลื่อน RBC ไทยบันทึก

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ล่าสุด “ภูมิธรรม” ระบุ ปมคนกัมพูชาปลูกบ้านในแผ่นดินไทย รอ จนท.คุยกัน ชี้เรื่องเขตแดนถกไม่จบในครั้งเดียว ลั่น ไม่เป็นไรกัมพูชาขอเลื่อน RBC ไทยบันทึกพฤติกรรมไปเรื่อยๆ บ่ายนี้ประชุม สมช. ภาพรวมสถานการณ์

เขตแดนถกไม่จบในครั้งเดียว กัมพูชาขอเลื่อน RBC ไทยบันทึกพฤติกรรมไปเรื่อยๆ

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ประชาชนกัมพูชาเข้ามาสร้างหมู่บ้านในเขตประเทศไทยและอ้างว่าเป็นพื้นที่ของตนเองว่า ตามข้อตกลงปัจจุบันคือให้คงสถานะเดิมไว้ก่อน ใครอยู่ตรงไหนก็ให้อยู่ตรงนั้น และจะมีการพูดคุยกันอีกครั้งในเดือนกันยายน 2568 พร้อมยืนยันว่าการวางลวดหนามทำให้กัมพูชาไม่สามารถรุกล้ำเข้ามาได้

กรณีที่กัมพูชาพยายามใช้มวลชนกดดันทหารไทยนั้น นายภูมิธรรมกล่าวว่าเป็นเรื่องที่กัมพูชาต้องดำเนินการเอง รวมถึงเรื่องการสร้างหมู่บ้านด้วย โดยรอให้เจ้าหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายมาพูดคุยกัน ซึ่งการพูดคุยเรื่องเขตแดนนั้นเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและไม่สามารถหาข้อสรุปได้ในครั้งเดียว ไทยจะยืนยันในส่วนที่เป็นของตน และจะเจรจาในกรณีที่มีการบุกรุก

ทำไมกัมพูชาขอเลื่อน RBC และไทย “บันทึกพฤติกรรมไปเรื่อยๆ”?

เมื่อถามถึงสาเหตุที่กองทัพภาคที่ 2 เลื่อนการประชุมคณะกรรมการชายแดนภูมิภาค (RBC) เนื่องจากกัมพูชาขอเลื่อน นายภูมิธรรมกล่าวว่าไม่เป็นไร ไทยก็บันทึกไว้ว่ากัมพูชาให้ความร่วมมือหรือไม่ การประชุมยังมีอีกหลายระดับ ทั้งคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) และคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ที่จะต้องหารือกันต่อไป

ส่วนกรณีการยุบศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) นั้น นายภูมิธรรมกล่าวว่า ต้องรอการประเมินสถานการณ์ก่อน หากสถานการณ์เป็นปกติก็ไม่จำเป็นต้องมี ศบ.ทก. แต่หากยังจำเป็นก็ต้องคงไว้ ซึ่งจะต้องรอการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด และกำหนดท่าทีของไทยในการประชุม GBC และ JBC ในอนาคต

ในการประชุม สมช. บ่ายวันนั้น จะมีการประเมินสถานการณ์ร่วมกันเพื่อให้ได้ภาพที่ชัดเจนว่าจะกำหนดแนวทางต่อไปอย่างไร รวมถึงท่าทีในการประชุม GBC และ JBC ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งขึ้นอยู่กับประเด็นที่ สมช. เสนอมา และอาจมีการหารือถึงสถานการณ์การเมืองภายในประเทศด้วย

นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงกรณีที่มีองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันภาคพลเมืองขอนแก่น แจ้งความดำเนินคดีกับตนเองในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยให้กัมพูชารุกรานประเทศไทยว่า ไม่เป็นไร เพราะผู้แจ้งความเคยเป็นนักการเมืองที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ก็ให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย หากตำรวจรับทำคดีและส่งขึ้นศาล ตนก็พร้อมที่จะไปชี้แจง พร้อมทั้งกล่าวว่าสังคมไทยยังมีเรื่องที่ต้องทบทวนกฎหมายอีกหลายอย่าง และให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินการไป

ประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องอาศัยการเจรจาและความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง การที่กัมพูชาขอเลื่อนการประชุม RBC และไทยบันทึกพฤติกรรมไปเรื่อยๆ แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาและความจำเป็นในการรักษาสถานะเดิมไว้ก่อน เพื่อป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาเขตแดนต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศ และแสวงหาทางออกที่เป็นธรรมและยั่งยืน

อนาคตของความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา: การแก้ไขปัญหาเขตแดน

การแก้ไขปัญหาเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นกระบวนการที่ท้าทายและต้องอาศัยความอดทนและความเข้าใจซึ่งกันและกัน การที่ไทยบันทึกพฤติกรรมของกัมพูชาไปเรื่อยๆ ในขณะที่กัมพูชาขอเลื่อนการประชุม RBC นั้น แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างความไว้วางใจและความโปร่งใสในกระบวนการเจรจา การเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของแต่ละฝ่าย และการแสวงหาทางออกที่เป็นประโยชน์ร่วมกันจะเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาเขตแดนอย่างยั่งยืนและเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสองประเทศ

ที่มา – เขตแดนถกไม่จบในครั้งเดียว กัมพูชาขอเลื่อนประชุม RBC ไทยบันทึกพฤติกรรมไปเรื่อยๆ

ภูมิธรรมสั่งสอบปมหนังสือเวียนรับ “เดชอิศม์”

“ภูมิธรรม” สั่งปลัดมหาดไทย สอบข้อเท็จจริง-สรุปรายงาน ปมหนังสือเวียนสั่ง นอภ. รับ “เดชอิศม์” รมช.มหาดไทย ลงพื้นที่ หลังผู้ว่าฯ สงขลา ยืนยันไม่ได้เซ็น ชี้ ยุคนี้ไม่ต้องเดินตามเหมือนก่อน

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 18 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงกรณีผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ทำหนังสือเวียนถึงนายอำเภอในจังหวัดให้จัดคิวมารับ-ส่ง นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เวลาลงพื้นที่ จ.สงขลา ว่า ตนได้สอบถามไปแล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพราะนโยบายของตนพูดชัดเจนแล้วว่าไม่ต้องมาเดินตาม ที่ผ่านมาจะเห็นว่าตนไม่มีใครมาเดินเหมือนสมัยก่อนที่เดินตามกันเป็นขบวน อธิบดีทุกคนต้องมาเดินตาม ของตนไม่มี เฉพาะตนที่มีปัญหาหรือคนที่มีงานจะต้องคุยกันก็มาแค่นั้น ตรงนี้ทำให้ดูแล้ว

ภูมิธรรม

นายภูมิธรรม กล่าวต่อไปว่า ได้สอบถามไปที่ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้รับการชี้แจงว่า มีคนทำหนังสือขึ้นมาถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา แต่ผู้ว่าฯ ไม่ได้เซ็นลงนาม เสร็จแล้วมีการสแกนขึ้นมา ซึ่งทางปลัดกระทรวงมหาดไทยสั่งไปแล้วว่าให้ไปตามหาให้ได้และชี้แจงกลับมา โดยให้ไปดำเนินการตามกระบวนการ เป็นเรื่องที่ทางปลัดกระทรวงมหาดไทยจะต้องไปดูแล

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่าได้มีการสอบถาม นายเดชอิศม์ หรือไม่ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นายภูมิธรรม ระบุว่า ยังเลย ตนยังไม่ได้เจอ เมื่อถามย้ำจะต้องมีคำสั่งลงไปหรือไม่ว่าจะต้องไม่มีเหตุการณ์แบบนี้อีก นายภูมิธรรม กล่าวว่า เดี๋ยวตนจะไปสอบถามปลัดกระทรวงมหาดไทย เพราะเรื่องนี้ทางปลัดเขารับที่จะไปดำเนินการ หาข้อสรุปมา และรายงานให้ตนทราบ.

ภูมิธรรมสั่งสอบปมหนังสือเวียนรับ “เดชอิศม์”

จากกรณีที่มีหนังสือเวียนสั่งนายอำเภอ (นอภ.) ให้รับ “เดชอิศม์” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (รมช.มหาดไทย) ในระหว่างลงพื้นที่ ล่าสุด “ภูมิธรรม” ได้สั่งการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน

ความคืบหน้าล่าสุด: ภูมิธรรมสั่งสอบปมหนังสือเวียนรับ “เดชอิศม์”

สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาได้ออกมายืนยันว่าตนเองไม่ได้เป็นผู้ลงนามในหนังสือเวียนดังกล่าว ทำให้เกิดข้อสงสัยและการตั้งคำถามถึงที่มาและความถูกต้องของหนังสือฉบับนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แสดงความชัดเจนว่านโยบายของตนคือการไม่ต้องการให้เกิดการเดินตามหรือการต้อนรับแบบเป็นขบวนเหมือนในอดีต

ประเด็นสำคัญที่นายภูมิธรรมเน้นย้ำคือการทำงานที่เน้นความเรียบง่ายและตรงไปตรงมา หากมีประเด็นปัญหาหรือเรื่องที่ต้องหารือก็จะมีการพูดคุยกันเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากภาพในอดีตที่มักจะมีการต้อนรับอย่างเอิกเกริก

ทางด้านปลัดกระทรวงมหาดไทยได้รับมอบหมายให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกรณีภูมิธรรมสั่งสอบปมหนังสือเวียนรับ “เดชอิศม์” อย่างละเอียด โดยจะต้องค้นหาต้นตอของผู้ที่ทำหนังสือดังกล่าวขึ้นมาและรายงานผลการตรวจสอบให้ทราบโดยเร็วที่สุด ขั้นตอนการดำเนินการจะเป็นไปตามกระบวนการที่กำหนดไว้

ขณะนี้ยังไม่มีการสอบถามไปยังนายเดชอิศม์โดยตรงถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แต่คาดว่าจะมีการดำเนินการในส่วนนี้ต่อไปหลังจากที่ได้รับรายงานผลการตรวจสอบจากปลัดกระทรวงมหาดไทยแล้ว

เหตุการณ์นี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญในการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยคนใหม่ ที่ต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการทำงานให้มีความกระชับและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การภูมิธรรมสั่งสอบปมหนังสือเวียนรับ “เดชอิศม์” ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาหลักการและความโปร่งใสในการทำงานของภาครัฐ

การตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้เกิดความกระจ่างและความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้ขึ้นอีกในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การที่หนังสือเวียนดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกมาโดยที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลายืนยันว่าไม่ได้ลงนาม ทำให้เกิดคำถามถึงกระบวนการภายในของกระทรวงมหาดไทย และความจำเป็นในการปรับปรุงระบบการสื่อสารและการสั่งการให้มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น ที่จะป้องกันการเกิดความเข้าใจผิดและการกระทำที่ไม่เป็นไปตามนโยบายที่วางไว้

การแก้ไขปัญหาในระยะยาวอาจรวมถึงการทบทวนระเบียบปฏิบัติและคู่มือการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายใหม่และสร้างความเข้าใจที่ตรงกันในทุกระดับชั้น

ท้ายที่สุดแล้ว การจัดการกับกรณีภูมิธรรมสั่งสอบปมหนังสือเวียนรับ “เดชอิศม์” นี้ จะเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความตั้งใจจริงและความสามารถในการนำพากระทรวงมหาดไทยไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการบริหารงานของภาครัฐ

ที่มา – “ภูมิธรรม” สั่งปลัดมหาดไทยสอบข้อเท็จจริงปมหนังสือเวียนสั่ง นอภ. รับ “เดชอิศม์”

“ธนกร” ชื่นชมทหารกล้าดูแลจิตใจหลังเหตุปะทะ

“ธนกร” ห่วงทหารชายแดนไทย-กัมพูชา ฝาก สธ. ผนึกกองทัพส่งทีมจิตแพทย์ดูแลหลังเหตุปะทะ ขอครอบครัว-ชุมชนช่วยซัพพอร์ตจิตใจ ชื่นชมทุกนายกล้าหาญเสียสละปกป้องอธิปไตย

วันที่ 18 สิงหาคม 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวว่า ภายหลังเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมาหลายวัน เกิดการสูญเสียชีวิตเจ้าหน้าที่ทหารและพลเรือน และได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างบาดแผลผลกระทบในความรู้สึกและจิตใจต่อบุคคลในครอบครัวผู้สูญเสีย ทั้งทหารและประชาชนทั่วไปทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วนตัวรู้สึกเป็นห่วงอย่างมาก จำเป็นที่ทั้งครอบครัว ชุมชน ต้องช่วยกันให้กำลังใจ สนับสนุนให้ความช่วยเหลือทุกด้านในทันที โดยเฉพาะด้านจิตใจ

ทั้งนี้ ตนขอฝากทางกระทรวงสาธารณสุข ช่วยส่งทีมจิตแพทย์ทุกระดับ เร่งลงพื้นที่สำรวจและประเมินสภาพจิตใจของประชาชนทั้ง 7 จังหวัดชายแดนที่รับผลกระทบ ร่วมกับกองทัพบกที่ได้ส่งทหารเหล่าแพทย์ทีม M-MCATT ไปดูแลกำลังพลที่ปฏิบัติราชการสนามชายแดน ประเมินสภาพจิตใจหลังการสู้รบอย่างต่อเนื่องแล้ว

“ขอให้ทั้งกระทรวงสาธารณสุขร่วมกันกับทีมแพทย์จากกองทัพบกลงไปดูแลทั้งกำลังพลและพี่น้องประชาชนในพื้นที่ 7 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากเหตุสู้รบให้เกิดความทั่วถึง เพราะหลังการปะทะนอกจากความสูญเสียทางกายแล้ว สิ่งสำคัญมากไม่แพ้กันคือบาดแผลทางจิตใจที่เกิดขึ้นกับทั้งพี่น้องคนไทย กลุ่มเปราะบาง เด็ก คนชรา ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการรักษา ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทีมแพทย์และทหารกล้าทุกนายเสียสละปกป้องอธิปไตย ทำเพื่อประเทศมาโดยตลอด หลังการสู้รบรัฐบาลและทุกหน่วยงานต้องเร่งเข้าไปดูแลทุกด้านทันที”

“ธนกร” ชื่นชมทหารกล้าปกป้องชาติ ฝาก สธ. ร่วม ทบ. ส่งทีมแพทย์ดูแลจิตใจหลังเหตุปะทะ

จากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อจิตใจของทั้งทหารและประชาชนในพื้นที่ การได้รับการดูแลช่วยเหลือด้านจิตใจอย่างทันท่วงทีจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง นายธนกร วังบุญคงชนะ ได้แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ดังกล่าว และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือ เพื่อบรรเทาผลกระทบทางจิตใจที่เกิดขึ้น

ความสำคัญของการดูแลจิตใจหลังเหตุปะทะ

เหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ มักทิ้งบาดแผลในใจให้กับผู้ที่ประสบเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์โดยตรง หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบทางอ้อม การดูแลจิตใจจึงเป็นกระบวนการที่สำคัญในการฟื้นฟูสภาพจิตใจและช่วยให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

  • การพูดคุยและระบายความรู้สึก: การเปิดโอกาสให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบได้พูดคุยและระบายความรู้สึกออกมา จะช่วยให้พวกเขาสามารถจัดการกับอารมณ์และความเครียดที่เกิดขึ้นได้
  • การให้ความรู้และข้อมูลที่ถูกต้อง: การให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จะช่วยลดความวิตกกังวลและความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นได้
  • การสนับสนุนทางสังคม: การได้รับความช่วยเหลือและสนับสนุนจากครอบครัว เพื่อนฝูง และชุมชน จะช่วยให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบรู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้อยู่คนเดียวและได้รับการดูแล
  • การเข้าถึงบริการทางจิตเวช: ในกรณีที่ผู้ที่ได้รับผลกระทบมีอาการรุนแรง ควรได้รับการประเมินและรักษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวช

นายธนกรได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและกองทัพบก ในการส่งทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชลงพื้นที่ เพื่อให้การดูแลสามารถเข้าถึงผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือได้อย่างทั่วถึง นอกจากนี้ ยังขอความร่วมมือจากครอบครัวและชุมชนในการให้กำลังใจและสนับสนุนผู้ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้พวกเขาสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

การดูแลจิตใจหลังเหตุปะทะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำเพื่อให้สังคมกลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง การสนับสนุนและให้กำลังใจซึ่งกันและกัน จะเป็นพลังสำคัญในการสร้างสังคมที่สงบสุขและมีความเอื้ออาทร

การที่นายธนกรออกมาแสดงความห่วงใยและกระตุ้นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิตของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เปราะบางเช่นนี้ เราหวังว่าการดำเนินการตามข้อเรียกร้องของนายธนกร จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบและช่วยให้พวกเขากลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้โดยเร็ววัน “ธนกร” ชื่นชมทหารกล้าปกป้องชาติ ฝาก สธ. ร่วม ทบ. ส่งทีมแพทย์ดูแลจิตใจหลังเหตุปะทะ

ที่มา – “ธนกร” ชื่นชมทหารกล้าปกป้องชาติ ฝาก สธ. ร่วม ทบ. ส่งทีมแพทย์ดูแลจิตใจหลังเหตุปะทะ

รัฐบาลชวนใส่ผ้าไทยดัน Soft Power

รัฐบาลเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมสืบสานพระราชปณิธานและเฉลิมพระเกียรติ ส่งเสริมการใส่ชุดผ้าไทย ผลักดัน Soft Power สืบสานภูมิปัญญาไทย สร้างงาน สร้างรายได้ หนุนเศรษฐกิจชุมชนสู่เวทีโลก

วันที่ 18 สิงหาคม 2568 น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลมีนโยบายขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยสู่ระดับนานาชาติ ส่งเสริมสนับสนุนผ้าไทย เพื่อให้ประชาชนและชุมชนมีอาชีพ มีรายได้ ส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินโครงการ พร้อมสนับสนุน ส่งเสริมการใส่ผ้าไทยมาอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับพระดำรัสสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ความว่า

“ขอเชิญสตรีไทยทุกวัยนะคะ ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่ น้องๆ LGBTQ พี่ๆ LGBTQ ทุกท่าน ที่มีจิตใจเป็นหญิงนะคะ ทุกท่านที่อยู่วงการแฟชั่นและไม่แฟชั่น คนไทยทุกอายุทุกท่านเลย ก็อยากเชิญชวนให้ใส่ชุดไทยทั้ง 8 แบบอย่างภาคภูมิใจนะคะ แล้วก็ใส่ให้มีความเข้าใจ ใส่ให้คนรู้ทั่วโลกว่านี่เรามาจากประเทศไทย แล้วเราใส่อย่างถูกต้องตามหลักที่ทรงพระราชทานและออกแบบ คัตติ้งถูก ทุกอย่างถูกต้อง ส่วนเรื่องสีเรื่องการทอก็แล้วแต่ทุกคนจะสรรหา”

ทั้งนี้ เพื่อเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 47 พรรษา ของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี รัฐบาลโดยกระทรวงวัฒนธรรมเปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษาไทย คณะออกแบบแฟชั่นสิ่งทอจากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ได้ออกแบบและตัดเย็บชุดผ้าไหมให้กับทูตานุทูต และนางแบบนายแบบกิตติมศักดิ์ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านแฟชั่นในระดับนานาชาติ และยังเป็นการขยายความร่วมมือผ่านเส้นทางทางการทูต ชูผ้าไหม Soft Power ไทยสู่ระดับโลก

รัฐบาลเล็งเห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมและสนับสนุนภูมิปัญญาไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ้าไทย ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าและมีความงดงามเป็นเอกลักษณ์ การรณรงค์ให้ประชาชนหันมาสวมใส่ผ้าไทยไม่เพียงแต่เป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชน และส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การผลักดันให้ผ้าไทยเป็น Soft Power จะช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในเวทีโลก และดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาสัมผัสความงดงามของผ้าไทยมากยิ่งขึ้น

รัฐบาลเชิญชวนสวมใส่ชุดผ้าไทยดัน Soft Power

การที่รัฐบาลออกมาเชิญชวนให้สวมใส่ชุดผ้าไทยและผลักดัน Soft Power นั้น เป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับพระดำรัสของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงให้ความสำคัญกับการสืบสานและอนุรักษ์ผ้าไทยให้คงอยู่สืบไป พระองค์ทรงเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้คนไทยหันมาสนใจและเห็นคุณค่าของผ้าไทยมากยิ่งขึ้น

ทำไมต้องสนับสนุนการสวมใส่ชุดผ้าไทยดัน Soft Power?

  • อนุรักษ์วัฒนธรรม: ผ้าไทยเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การรักษาและสืบทอด
  • สร้างรายได้ให้ชุมชน: การสวมใส่ผ้าไทยเป็นการสนับสนุนผู้ผลิตและผู้ประกอบการในชุมชน
  • ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก: การซื้อผ้าไทยเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น
  • สร้างชื่อเสียงให้ประเทศ: ผ้าไทยเป็น Soft Power ที่สามารถสร้างความประทับใจให้กับชาวต่างชาติ

รัฐบาลขอเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมกันส่งเสริมสนับสนุนผลิตภัณฑ์ให้ใช้และสวมใส่ชุดผ้าไทยเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะเป็นการสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาของคนไทยแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนการสร้างอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้กับผู้ประกอบการในชุมชน อันเป็นกลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ให้มีความมั่นคง สามารถพึ่งพาตนเองได้ และเกิดการหมุนเวียนในห่วงโซ่ทางเศรษฐกิจระดับประเทศต่อไป

มาร่วมกันสวมใส่ผ้าไทยด้วยความภาคภูมิใจ และเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดัน Soft Power ของไทยให้ก้าวไกลสู่ระดับโลกกันเถอะ การสนับสนุนผ้าไทยไม่ได้เป็นเพียงแค่การซื้อเสื้อผ้า แต่เป็นการสนับสนุนชุมชน สนับสนุนเศรษฐกิจ และสนับสนุนวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่สืบไป

ที่มา – รัฐบาลเชิญชวนสวมใส่ชุดผ้าไทยดัน Soft Power สอดคล้องพระดำรัส “เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ”

Scroll to top