ข่าวการเมืองล่าสุด

“ภูมิธรรม” ปัดโยกย้ายผู้ว่าฯ ตามฐานเสียงพรรค

ปัดโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดตามฐานเสียงพรรคการเมือง “ภูมิธรรม” ลั่น ยึดความสามารถ-ประสบการณ์ ให้แต่ละคนได้มีโอกาสทำงาน ชี้ ยังมีอีกรอบ

การโยกย้ายข้าราชการระดับสูง โดยเฉพาะตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด มักเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากประชาชนและนักการเมืองอยู่เสมอ ล่าสุด นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดและอธิบดีรวม 25 ตำแหน่ง ซึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกจับตามองคือ มีการปัดโยกย้ายผู้ว่าฯ ตามฐานเสียงพรรคการเมือง หรือไม่

นายภูมิธรรม กล่าวย้ำว่า การพิจารณาโยกย้ายครั้งนี้ ยึดหลักความสามารถและประสบการณ์เป็นสำคัญ และต้องการให้ข้าราชการแต่ละคนได้มีโอกาสทำงานในพื้นที่ที่เหมาะสมกับศักยภาพของตนเอง

“ภูมิธรรม” ยันยึดความสามารถ-ประสบการณ์ ปัดโยกย้ายผู้ว่าฯ ตามฐานเสียงพรรคการเมือง

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 19 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดและอธิบดีรวม 25 ตำแหน่งในวันนี้ ว่า “วาระเข้าไปเรียบร้อยแล้ว ผลออกมาแล้ว และยังมีอีก ยังไม่จบ”

ผู้สื่อข่าวถามต่อ ผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีการโยกย้ายส่วนใหญ่เป็นฐานเสียงอีกพรรคการเมืองหนึ่ง นายภูมิธรรม กล่าวว่า ฐานเสียงพรรคการเมืองมีทุกจังหวัด ยืนยันว่าตนดูตามความสามารถและประสบการณ์ พยายามโยกย้ายเปลี่ยนแปลงให้แต่ละคนได้มีโอกาสทำงาน นายภูมิธรรม ยังกล่าวอีกว่า การพิจารณาคัดเลือกบุคคลเข้ารับตำแหน่งต่างๆ นั้น ได้พิจารณาอย่างรอบคอบ โดยไม่ได้คำนึงถึงเรื่องปัดโยกย้ายผู้ว่าฯ ตามฐานเสียงพรรคการเมือง แต่ให้ความสำคัญกับความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ในการทำงานเป็นหลัก เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน

อย่างไรก็ตามเมื่อถามย้ำว่าการแต่งตั้งโยกย้ายรอบนี้จะเป็นล็อตสุดท้ายแล้วใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม ตอบว่า “รอบหน้ายังมีอีกรอบ ตอนนี้ค่อยๆ ทำ”

หลักการในการโยกย้ายผู้ว่าฯ ยุค “ภูมิธรรม”

จากคำกล่าวของนายภูมิธรรม สรุปได้ว่าหลักการสำคัญในการโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดในยุคนี้ คือ

  • ความสามารถและประสบการณ์: พิจารณาจากประวัติการทำงาน ความรู้ความสามารถ และทักษะที่จำเป็นต่อการบริหารงานในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด
  • โอกาสในการทำงาน: มอบหมายงานให้เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละบุคคล เพื่อให้สามารถแสดงศักยภาพและสร้างผลงานได้อย่างเต็มที่
  • ความโปร่งใสและเป็นธรรม: ดำเนินการด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และปราศจากการแทรกแซงจากปัจจัยภายนอก

การโยกย้ายข้าราชการเป็นเรื่องปกติในระบบราชการ แต่การดำเนินการด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม และยึดหลักความสามารถเป็นสำคัญ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และส่งเสริมให้ข้าราชการมีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง การที่นายภูมิธรรมย้ำว่าไม่ได้ปัดโยกย้ายผู้ว่าฯ ตามฐานเสียงพรรคการเมืองจึงน่าจะเป็นสัญญาณที่ดี

การแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการในระดับพื้นที่ การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออกมาให้ความมั่นใจว่าจะยึดหลักความสามารถและประสบการณ์เป็นสำคัญ ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีและควรได้รับการสนับสนุน แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการติดตามตรวจสอบการทำงานของผู้ที่ได้รับการแต่งตั้ง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการโยกย้ายครั้งนี้จะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – ปัดโยกย้ายผู้ว่าฯ ตามฐานเสียงพรรคการเมือง “ภูมิธรรม” ยันยึดความสามารถ-ประสบการณ์

ชายแดนไทย-กัมพูชา: พบโดรนผิดปกติมากขึ้น

“ภูมิธรรม” สั่งการกองทุนสำนักนายกฯ เยียวยาผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชาด้านอื่นๆ ต่อ ย้ำรัฐบาลปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง พร้อมใช้เวที RBC – GBC เจรจา ฝ่ายมั่นคงรายงานมีโดรนแปลกปลอมบินมากขึ้นผิดปกติ

วันที่ 19 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีข้อสั่งการ โดยนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้

เผยข้อสั่งการชายแดนไทย-กัมพูชา ฝ่ายมั่นคงรายงานมีโดรนแปลกปลอมมากขึ้นผิดปกติ

1. รัฐบาลได้ดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิง และยังคงมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ ได้แก่

  • การประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC) ซึ่งได้เริ่มแล้วโดยกองทัพภาคที่ 1 และกำลังจะดำเนินการโดยกองทัพภาคที่ 2
  • การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ได้กำหนดประชุมระหว่างวันที่ 8-10 กันยายน 2568 ที่จังหวัดเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา
  • การดำเนินการสังเกตการณ์ของคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team: IOT) โดยทูตทหาร ASEAN แต่ละประเทศ รัฐบาลได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วานนี้ (18 สิงหาคม)

2. ขณะนี้ยังมีรายงานจากฝ่ายความมั่นคงว่ามีอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรนแปลกปลอมเพิ่มขึ้นมากจนผิดปกติ ขอให้ ศบ.ทก ร่วมกับกระทรวงคมนาคม และ กสทช. กำหนดมาตรการที่เหมาะสมและแก้ปัญหาโดยเร่งด่วน

สถานการณ์ที่ ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องโดรนแปลกปลอมที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของความไม่สงบที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

3. ศูนย์พักพิงชั่วคราวในจังหวัดชายแดนที่ได้รับผลกระทบ ขณะนี้ได้ปิดลงแล้ว ประชาชนเดินทางกลับเข้าบ้านพักแล้ว ให้พื้นที่สรุปและสำรวจการให้ความช่วยเหลือต่อไป

4. การเยียวยาตามมติ ครม. ให้แก่ทหารและพลเรือนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บได้ดำเนินการแล้ว รวมถึงบ้านเรือนที่เสียหายก็ได้รับการช่วยเหลือซ่อมแซมตามลำดับ สำหรับการดูแลด้านจิตใจ กระทรวงสาธารณสุขต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ส่วนการเยียวยานอกเหนือจากนั้นได้สั่งการให้คณะกรรมการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดำเนินการต่อไป

5. เรื่องสงครามข่าวสาร ซึ่งมีการสร้างข่าวเท็จ และสร้างสถานการณ์ ตลอดจนมีข่าวปลอม หรือ Fake news ถึงแม้ประเทศไทยจะมีเสรีภาพในการนำเสนอข่าวสารและแสดงความเห็น แต่ขณะนี้เราต้องการความสามัคคีภายในประเทศ จึงขอให้หน่วยงานต่าง ๆ ด้านการสื่อสารมวลชนทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมมือกับ ศบ.ทก. ตรวจสอบขจัด Fake news ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ และไม่เป็นผู้ขยายผลเสียเอง โดยประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสหรือตรวจสอบผ่านศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti-Fake News Center: AFNC)

นายจิรายุ กล่าวต่อไปว่า ข้อสั่งการเรื่องการติดตามการดำเนินการพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดินของบุคคลในเขตที่ดินของรัฐ ดังนี้ จากการที่คณะรัฐมนตรีได้มีการเสนอในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2567 ว่า กระทรวงมหาดไทย โดยการไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปานครหลวง และการประปาส่วนภูมิภาค ได้ผ่อนปรนให้ประชาชนผู้ได้รับทะเบียนบ้านชั่วคราว ซึ่งออกให้กับที่อยู่อาศัยที่ปลูกสร้างขึ้นในที่ดินของรัฐโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงผู้ที่อยู่ระหว่างการพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดิน สามารถขอใช้ไฟฟ้าและน้ำประปาได้ในอัตราค่าบริการที่เหมาะสมนั้น โดยได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) เร่งรัดขั้นตอนในการพิสูจน์สิทธิ เพื่อแก้ไขปัญหาได้ในระยะยาว ตลอดจนกระทรวงการคลัง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ กระทรวงมหาดไทย สภาพัฒน์ฯ ได้มีความเห็นสนับสนุนการดำเนินการดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ยังได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่า การดำเนินการดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จ ล่วงเลยจนมาถึงปัจจุบัน ทำให้พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก และไม่สามารถเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานได้ จึงขอสั่งการดังนี้

1. ให้สำนักงานคณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) เร่งรัดการดำเนินการตามมติ ครม. วันที่ 9 มกราคม 2567 ตลอดจนนำความเห็นประกอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่เสนอต่อ สคทช. เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2567 เพื่อดำเนินการต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

2. ให้สำนักงานคณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) กระทรวงกลาโหม กระทรวงการคลัง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง จัดให้มีการประชุมเพื่อติดตามและรวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นที่ทำให้เกิดความล่าช้า ตลอดจนกรอบระยะเวลาในการดำเนินการ เพื่อนำมาเสนอต่อที่ประชุมครม. ในครั้งต่อไป

ทำไมการเฝ้าระวังชายแดนไทย-กัมพูชาจึงสำคัญ

สถานการณ์ ชายแดนไทย-กัมพูชา มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ข้อมูลที่ได้รับจากฝ่ายความมั่นคงเกี่ยวกับโดรนแปลกปลอมที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ จำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบและดำเนินการอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นได้

ชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ การรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในบริเวณนี้ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของประเทศโดยรวม

หากคุณมีข้อมูลหรือเบาะแสเกี่ยวกับกิจกรรมที่ผิดปกติบริเวณชายแดน โปรดแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบทันที ความร่วมมือจากประชาชนเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความมั่นคงของชาติ

ที่มา – เผยข้อสั่งการชายแดนไทย-กัมพูชา ฝ่ายมั่นคงรายงานมีโดรนแปลกปลอมมากขึ้นผิดปกติ

“บิ๊กเล็ก” ยัน ทหารไทย พา IOT ลงช่องอานม้า

“บิ๊กเล็ก” ยืนยัน ทหารไทยพาคณะผู้สังเกตการณ์ IOT ลงพื้นที่ช่องอานม้า อยู่ในข้อตกลงประชุม GBC มั่นใจรับมือจิตวิทยา “กัมพูชา” ได้ หลังใช้โล่มนุษย์ยั่วยุแนวชายแดน 

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 19 ส.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่ทหารกัมพูชาโวยวายขณะที่ทหารไทยพาคณะผู้สังเกตการณ์ IOT จาก 8 ชาติอาเซียน ลงพื้นที่ช่องอานม้า ว่า ยังไม่ได้รับรายงานหรือเห็นภาพเหตุการณ์ดังกล่าว แต่คิดว่าต้องคุยกัน เพราะพื้นที่ดังกล่าวตกลงกันแล้วตั้งแต่ประชุม GBC ว่าจะมีคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team: IOT) หรือ IOT พร้อมสื่อมวลชน ลงพื้นที่ตรวจสอบการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของกัมพูชา ความตั้งใจของตนเองหลังจากการประชุม GBC เสร็จจะต้องประชุม RBC ต่อ ทั้งสองฝ่ายต้องมาคุยกันในรายละเอียดข้อตกลงทั้ง 13 ข้อจะต้องทำอย่างไร เมื่อคณะ IOT ลงไปแล้วไม่มีการประสานกัน แล้วทหารกัมพูชามาต่อว่า ก็ต้องคุยกันเพราะเราอยากให้มีกลไกเข้ามาตรวจสอบทั้งสองฝ่ายเพื่อแสดงถึงความโปร่งใสเปิดเผยเพราะประเทศไทยมีแต่ความจริงใจ

“บิ๊กเล็ก” ยืนยัน ทหารไทยพาคณะผู้สังเกตการณ์ IOT ลงพื้นที่ช่องอานม้า อยู่ในข้อตกลงประชุม GBC

ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้จะสื่อเชิงสัญลักษณ์ว่าทหารกัมพูชาไม่ยอมรับกระบวนการเจรจาและการพูดคุยของประเทศไทยหรือไม่นั้น พล.อ. ณัฐพลกล่าวว่าคงต้องดูในรายละเอียดแต่หลังการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีได้พูดคุยกันทางโทรศัพท์กับดาโต๊ะ ซรี อันวาร์ บิน อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน โดยแจ้งว่ากัมพูชาอยากจะเพิ่มเจ้าหน้าที่ชุด IOT สาเหตุเพราะอัตราคนในสำนักงานไม่สามารถรองรับงานที่เพิ่มขึ้นได้ ซึ่งได้คุยกับกัมพูชาโดยกัมพูชาก็ตอบรับ ส่วนประเทศไทยเรายืนยันขอให้คงจำนวนเดิม ถ้าจะเพิ่มคนก็ขอให้เพิ่มคนในสถานทูตไปก่อน

IOT คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ?

ส่วนเหตุการณ์ชายแดน บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว พื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้วที่ยังมีชาวบ้านฝั่งกัมพูชายั่วยุ แสดงความไม่พอใจทหารเอาลวดหนามไปวางและมีการตั้งข้อสังเกตว่ากัมพูชาจะใช้จิตวิทยา เอาโล่มนุษย์มาเป็นเครื่องมือเพื่อทำลายแนวรั้วลวดหนาม รัฐบาลไทยและทหารจะรับมืออย่างไร พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่าก็ยังคงคำตอบเดิมคือต้องการให้ใช้กลไก RBC ในการพูดคุยกันซึ่งเป็นไปตามลำดับคือการพูดคุย RBC ไป IOT และต่อไปยกระดับเป็น AOT แต่ถ้า IOT ทำงานแล้วไม่มีปัญหาอะไรก็จะใช้กลไกนี้ไปเรื่อยๆ

เมื่อถามย้ำรัฐบาลและทหารจะรับมือกับจิตวิทยาของประชาชนและโล่มนุษย์ของกัมพูชาได้หรือไม่นั้น พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่าต้องรับให้ได้และพยายามไม่ให้เกิดการปะทะกันไม่ให้ใช้อาวุธถ้าที่สุดแล้วจำเป็นแล้วก็ต้องมาว่ากันอีกทีแต่เราจะพยายามทำให้ดีที่สุดเพราะตอนนี้อย่างน้อยในอาเซียนก็มาเฝ้าดูอยู่แล้ว จากกลไกของ IOT เราก็จะต้องไม่แสดงอาการว่าเราเป็นฝ่ายยั่วยุเสียเอง ก็ต้องใช้ความอดทนจนถึงจุดหนึ่งก็มาว่ากันอีกที

พล.อ.ณัฐพลยังกล่าวถึงผลการตอบรับของคณะทูตนานาชาติที่กระทรวงการต่างประเทศพาลงพื้นที่ความเสียหายจากการปะทะการใช้อาวุธของทหารกัมพูชาว่า นานาชาติเชื่อถือในข้อมูลของเราและในการประชุม GBC สื่อมวลชนจากประเทศต่างๆ มารอฟังจากการแถลงของเรา นั่นแสดงให้เห็นว่าข้อมูลของเรามีเครดิตที่ดีกว่า

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ณัฐพล ไม่ขอแสดงความเห็นหลังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลไทยจะฟ้องเอาผิดผู้นำกัมพูชาและรัฐบาลกัมพูชาในประเทศไทยว่าเป็นข้อหาที่เบาไปอาจจะทำให้ประเทศไทยไม่ได้รับความร่วมมือและสนใจปัญหาที่เกิดขึ้นว่า ตนเองขอโฟกัสในส่วนที่ตนเองอยู่ในที่ประชุม เพราะเป็นกลไกกฎหมายที่เอามาเสนอในที่ประชุม สมช. ซึ่งเป็นกลไกที่เริ่มต้นและคงจะมีอะไรที่เพิ่มเติมต่อไป เพราะไม่กล้าที่จะให้คำตอบกลไกที่เกี่ยวกับกฎหมายที่อาจคลาดเคลื่อนได้

ส่วนการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ไม่ได้พูดถึงการล้อมรั้วลวดหนามในระยะยาว เพราะลวดหนามที่วางอยู่ปัจจุบันวางไว้ในลักษณะเป็นเครื่องกีดขวางไม่ให้ฐานกัมพูชาเข้ามาวางทุนระเบิดในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ส่วนรั้วถาวรยังไม่สามารถทำได้เนื่องจากติดขัดเรื่องงบประมาณที่มีไม่เพียงพอ และจะต้องจัดลำดับความสำคัญของการใช้งบประมาณ ขณะเดียวกันในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ริมแม่น้ำโก-ลก ก็มีการขอรั้วกั้นที่เป็นถาวรเหมือนกัน แต่เราก็ยังไม่ได้ให้ พอเกิดปัญหากัมพูชาแล้วมาสร้างรั้วที่ชายแดนกัมพูชาอาจจะเกิดมาตรฐานขึ้นได้ ดังนั้นจึงขอจัดลำดับเร่งด่วนว่าเรื่องไหนควรมาก่อนหลัง

การยืนยันของ “บิ๊กเล็ก” เรื่องทหารไทยพาคณะผู้สังเกตการณ์ IOT ลงพื้นที่ช่องอานม้า แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างโปร่งใสและเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างประเทศ แม้จะมีความท้าทายจากฝ่ายกัมพูชา แต่ไทยก็ยังคงยึดมั่นในแนวทางการเจรจาและกลไกที่ได้ตกลงกันไว้

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” ยืนยัน ทหารไทยพาคณะผู้สังเกตการณ์ IOT ลงพื้นที่ช่องอานม้า อยู่ในข้อตกลงประชุม GBC

ครม.อนุมัติ ช่วยเกษตรกรนาปี/นาปรัง 2568 ไร่ละ 1,000

ครม. ไฟเขียวช่วยเกษตรกร นาปี 2568/69และนาปรังปี 2568 ไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่

คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบประมาณเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ทั้งนาปีการผลิต 2568/69 และนาปรังปี 2568 โดยช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงว่า ครม. มีมติเห็นชอบและอนุมัติมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2568/69 และอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณรวมทั้งสิ้น 61,697.06 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นวงเงินสินเชื่อ 51,232.50 ล้านบาท และวงเงินจ่ายขาด 10,464.56 ล้านบาท ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ

โครงการสำคัญที่ได้รับการอนุมัติ ได้แก่:

  • โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69: วงเงินงบประมาณรวม 45,398.81 ล้านบาท
  • โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2568/69: วงเงินงบประมาณรวม 15,656.25 ล้านบาท
  • โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก ปีการผลิต 2568/69: วงเงินรวม 642 ล้านบาท

ชดเชยราคาข้าวนาปรังด้วย

นายอนุกูลยังกล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังได้อนุมัติงบประมาณช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกนาปรังด้วย โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  1. อนุมัติยกเว้นการไม่ถือปฏิบัติตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2566 ในกรณีให้ทุกหน่วยงานหลีกเลี่ยงการดำเนินการในลักษณะการให้เงินอุดหนุน ช่วยเหลือ ชดเชย หรือประกันราคาสินค้าเกษตรโดยตรงแก่เกษตรกร เฉพาะสินค้าข้าว
  2. เห็นชอบโครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรังปี 2568 (โครงการฯ นาปรัง ปี 2568) และโครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีและส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ ปีการผลิต 2568/69 (โครงการฯ นาปีปีการผลิต 2568/69) และการใช้เงินทุน ธ.ก.ส. สำรองจ่ายการดำเนินงานตามโครงการทั้ง 2 โครงการ รวมงบประมาณทั้งสิ้น 45,204 ล้านบาท

โครงการฯ นาปรัง ปี 2568 มีวงเงิน 7,286.77 ล้านบาท และโครงการฯ นาปี ปีการผลิต 2568/69 มีวงเงิน 37,917.23 ล้านบาท โดยใช้แหล่งเงินทุนจาก ธ.ก.ส.

เกษตรกรนาปี-นาปรัง ได้รับเงินช่วยเหลือไร่ละ 1 พันบาท

โครงการฯ นาปรัง ปี 2568 และโครงการฯ นาปี ปีการผลิต 2568/69 มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพ ลดค่าใช้จ่ายในการเพาะปลูกข้าว รวมถึงสนับสนุนให้เกษตรกรมีแรงจูงใจในการพัฒนาประสิทธิภาพและคุณภาพของการผลิตข้าว โดยมีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้:

โครงการฯ นาปรัง ปี 2568 มีกลุ่มเป้าหมาย 0.861 ล้านครัวเรือน โดยเกษตรกรจะได้รับเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ หรือครัวเรือนละไม่เกิน 10,000 บาท

โครงการฯ นาปี ปีการผลิต 2568/69 มีกลุ่มเป้าหมาย 4.63 ล้านครัวเรือน โดยเกษตรกรจะได้รับเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ หรือครัวเรือนละไม่เกิน 10,000 บาท ทั้งนี้ ธ.ก.ส. จะโอนเงินช่วยเหลือเข้าบัญชีเงินฝากของเกษตรกรที่ได้รับสิทธิ

มาตรการช่วยเกษตรกร นาปี 2568/69และนาปรังปี 2568 ไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ ถือเป็นข่าวดีสำหรับเกษตรกรชาวนาทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและส่งเสริมให้เกษตรกรมีกำลังใจในการผลิตข้าวที่มีคุณภาพต่อไป

ที่มา – ครม. ไฟเขียวช่วยเกษตรกร นาปี 2568/69และนาปรังปี 2568 ไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่

“พิสิษฐ์” ยัน​ไร้ข่มขู่ สว. ถอนชื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ

“สว.พิสิษฐ์” ยันไม่มีข่มขู่ถอนชื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย สว. 136 คน หยุดปฏิบัติหน้าที่ เชื่อมั่นทุกคนมาโดยสุจริต ลั่น ไม่มีการทำร้ายร่างกาย เป็นสภาฯ ที่ไม่ได้ใช้กำลัง แต่ใช้ปัญญา

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 19 สิงหาคม 2568 นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการประสานงานวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) ให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา ถึงกรณี สว.เสียงข้างน้อย ระบุว่าถูกข่มขู่หลังรวมรายชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัย สว. 136 คน หยุดปฏิบัติหน้าที่ ว่า การันตีได้ว่าไม่มีการข่มขู่และไม่มีการจ่ายเงิน เราเป็น สว. ที่ได้รับเลือกมาจากประชาชนกลุ่มอาชีพ เชื่อมั่นว่าทุกคนมาโดยสุจริต จึงเชื่อว่าไม่มีใครจะไปข่มขู่หรือจ่ายเงิน

ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงกรณีมีลักษณะที่ว่าโทรศัพท์ไปข่มขู่ให้ถอนชื่อออก นายพิสิษฐ์ ระบุว่า เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล แต่ความเป็นจริงไม่มีการข่มขู่ ไม่มีการโทรฯ ล่าสุดคนที่อยู่ในรายชื่อก็ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนแล้วว่าเข้าใจผิดในสาระสำคัญ จึงต้องถอนชื่อ ส่วนการปลอมลายมือชื่อได้ลงบันทึกประจำวันและแจ้งความดำเนินคดีไว้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็ดำเนินการตามกฎหมาย ให้ทางสำนักเลขาธิการวุฒิสภาเป็นผู้จัดการ

เมื่อถามย้ำว่าเวลาเสียงข้างน้อยเสนออะไรในที่ประชุมก็มีการแสดงความไม่พอใจ บางครั้งถึงขั้นจะทำร้ายร่างกายนั้น นายพิสิษฐ์ ระบุว่า เรื่องแบบนี้ไม่มีจริงๆ ไม่มีการทำร้ายร่างกาย เป็นสภาฯ ที่ไม่ได้ใช้กำลังแต่ใช้ปัญญา ส่วนคนที่กล่าวแบบนั้นอาจเป็นเรื่องส่วนตัวที่คิดเองเออเอง ยืนยันว่าไม่มีเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นแน่นอน.

“พิสิษฐ์” ยัน​ไร้ข่มขู่ สว. ถอนชื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ

จากกรณีที่มีกระแสข่าว สว. บางส่วนถูกข่มขู่ให้ถอนชื่อจากการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ล่าสุด นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างหนักแน่น โดยยืนยันว่าไม่มีการข่มขู่ สว. ท่านใดทั้งสิ้น และเชื่อมั่นว่า สว. ทุกท่านปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับ สว. และการยื่นศาลรัฐธรรมนูญ

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความผันผวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และการดำเนินการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกระบวนการที่สำคัญในการตรวจสอบความชอบธรรมของการปฏิบัติหน้าที่ของ สว. หลายท่าน ในช่วงที่ผ่านมาได้มีกระแสข่าวเกี่ยวกับการถูกข่มขู่ให้ถอนชื่อจากการยื่นเรื่องดังกล่าว ทำให้เกิดความกังวลในหมู่ประชาชนและนักวิเคราะห์การเมือง

นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของกระบวนการ โดยเน้นย้ำว่าไม่มีการข่มขู่หรือการกระทำใดๆ ที่เป็นการบีบบังคับให้ สว. ท่านใดต้องถอนชื่อออกจากการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ เขายังแสดงความเชื่อมั่นในความสุจริตและความเป็นอิสระของ สว. ทุกท่านในการตัดสินใจ

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่อง “พิสิษฐ์” ยัน​ไร้ข่มขู่ สว. ถอนชื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกระแสข่าวการข่มขู่ และการดำเนินการตามกฎหมายในกรณีที่มีการปลอมแปลงลายมือชื่อ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายพิสิษฐ์ ถือเป็นการตอบโต้กระแสข่าวที่เกิดขึ้น และเป็นการยืนยันว่า สว. ทุกท่านมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและตัดสินใจโดยปราศจากการแทรกแซงจากภายนอก การรักษาความเป็นอิสระและความสุจริตของ สว. เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และเป็นรากฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

ถึงแม้ว่านายพิสิษฐ์จะยืนยันว่าไม่มีการข่มขู่ แต่สังคมยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด เพื่อให้ความจริงปรากฏและสร้างความโปร่งใสในกระบวนการทางการเมือง

ในอนาคตอันใกล้ เราคงจะได้เห็นความคืบหน้าของเรื่องนี้ และหวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างถูกต้อง และรักษาไว้ซึ่งความเป็นธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของ สว.

“พิสิษฐ์” ได้ออกมาให้ความมั่นใจอีกครั้งว่า สว. ทุกคนทำหน้าที่อย่างเต็มที่และยึดมั่นในหลักการความถูกต้อง

ดังนั้น ประชาชนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้องและสามารถตัดสินใจได้อย่างมีวิจารณญาณ

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความเป็นอิสระและความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่ของ สว. และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อกระบวนการทางการเมือง

เชื่อว่าการออกมาให้สัมภาษณ์ของนายพิสิษฐ์ จะช่วยคลี่คลายความกังวลของประชาชน และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับบทบาทของ สว. ในสถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบัน

ที่มา – “พิสิษฐ์” ยัน​ไร้ข่มขู่​ สว. ถอนชื่อส่งศาล​รัฐธรรมนูญ เชื่อมั่นทุกคนมาโดยสุจริต

“อิ๊งค์” ลาประชุม ครม. 2 ครั้งติด จับตาแจงศาล รธน.

สถานการณ์การเมืองไทยกำลังเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ “อิ๊งค์” ลาประชุม ครม. 2 ครั้งต่อเนื่อง ซึ่งสร้างความสงสัยให้กับหลายฝ่าย ท่ามกลางกระแสข่าวการเตรียมตัวชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญในคดีที่เกี่ยวข้องกับคลิปเสียงที่ถูกเผยแพร่ออกมา

“อิ๊งค์” ลาประชุม ครม. 2 ครั้งต่อเนื่อง จับตาแจงศาล รธน.

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แทนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล การประชุมครั้งนี้มีรัฐมนตรีหลายท่านแจ้งความประสงค์ขอลาประชุมด้วยเหตุผลส่วนตัว

มีรายงานว่ามีรัฐมนตรี 3 ท่านที่แจ้งลาการประชุม ได้แก่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งการลาประชุมของรัฐมนตรีหลายท่านในครั้งนี้ ทำให้เกิดคำถามถึงเหตุผลและความเหมาะสมในการบริหารราชการแผ่นดิน

ทำไม “อิ๊งค์” ลาประชุม ครม. 2 ครั้งต่อเนื่อง ถึงเป็นที่จับตา?

สิ่งที่น่าสนใจและเป็นที่จับตาเป็นพิเศษคือ การที่ น.ส.แพทองธาร ลาประชุม ครม. ถึง 2 ครั้งติดต่อกัน ในช่วงเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญมีการนัดไต่สวนพยานบุคคลในคดีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ซึ่งมีกำหนดการในวันที่ 21 สิงหาคมนี้ ประเด็นนี้ยิ่งทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความเชื่อมโยงระหว่างการลาประชุมกับการเตรียมตัวเพื่อไปชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่

ก่อนหน้านี้ มีกระแสข่าวว่า น.ส.แพทองธาร จะเดินทางไปชี้แจงด้วยตนเอง แต่จนถึงขณะนี้ เธอยังไม่ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ใดๆ ต่อสื่อมวลชนเป็นเวลานานกว่า 3 สัปดาห์แล้ว การเก็บตัวเงียบของ น.ส.แพทองธาร ทำให้สถานการณ์ยิ่งดูคลุมเครือและเป็นที่จับตามากยิ่งขึ้น

สำหรับการไต่สวนของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 21 สิงหาคม จะมีการเรียกพยานบุคคล 2 ปากเข้าให้ข้อมูล ได้แก่ น.ส.แพทองธาร และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (เลขาธิการ สมช.) ซึ่งการให้ข้อมูลของทั้งสองท่าน จะเป็นข้อมูลสำคัญในการพิจารณาคดีต่อไป

สถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในรัฐบาลปัจจุบัน การลาประชุมของรัฐมนตรีหลายท่าน โดยเฉพาะการที่ “อิ๊งค์” ลาประชุม ครม. 2 ครั้งต่อเนื่อง ยิ่งสร้างความกังวลให้กับประชาชนและนักวิเคราะห์การเมืองถึงเสถียรภาพและการดำเนินงานของรัฐบาล

ประเด็นนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป ว่าผลการไต่สวนของศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร และ น.ส.แพทองธาร จะออกมาแสดงความเห็นหรือชี้แจงต่อสาธารณชนอย่างไรบ้าง เพราะทุกการเคลื่อนไหวของเธอ ย่อมส่งผลต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในขณะที่หลายฝ่ายกำลังจับตาดูการตัดสินใจของ น.ส.แพทองธาร การลาประชุม ครม. ติดต่อกันถึงสองครั้งนี้ อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความท้าทายที่รัฐบาลกำลังเผชิญ และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – “อิ๊งค์” ลาประชุม ครม. 2 ครั้งต่อเนื่อง จับตาก่อนแจงศาล รธน. นัดไต่สวน 21 ส.ค.

สส.แจ้งความ! สาวนกต่อล่อซื้อเสียงโหวต

สส.พรรคประชาชนหอบชื่อนามสกุลสาวนกต่อล่อซื้อเสียงโหวตให้ตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 นายชัชวาล อภิรักษ์มั่นคง สส.ขอนแก่น พรรคประชาชน ได้เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อให้ดำเนินคดีกับหญิงสาวที่ใช้เบอร์โทรศัพท์ปริศนาติดต่อมาเพื่อขอซื้อเสียงโหวตในร่างพระราชบัญญัติ 2 ฉบับ โดยนายชัชวาลได้มอบหลักฐานเป็นคลิปเสียงสนทนาทั้งหมด เพื่อให้เจ้าหน้าที่นำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตปี 2561 มาตรา 176

นายชัชวาลให้สัมภาษณ์ว่า จุดประสงค์ของการแจ้งความครั้งนี้คือต้องการให้มีการดำเนินคดีกับบุคคลที่ปรากฏชื่อจริง นามสกุลจริง รวมถึงภูมิลำเนา ในคลิปเสียง เนื่องจากเป็นบุคคลเดียวกับที่ติดต่อ นายวีรนันท์ ฮวดศรี สส.ขอนแก่น เขต 1 ของพรรค ซึ่งได้มีการพบปะพูดคุยกันแล้ว นายชัชวาลมองว่า เรื่องนี้อาจไม่ใช่การใช้นอมินีเพียงชั้นเดียว แต่อาจมีกระบวนการที่ซับซ้อนกว่านั้น การตรวจสอบว่าบุคคลดังกล่าวมีอำนาจมากน้อยเพียงใดอาจไม่สำคัญเท่ากับการสืบสวนว่าใครเป็นผู้สั่งการ ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจมากกว่า

นายชัชวาลย้ำว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2568 เมื่อหญิงคนดังกล่าวได้ติดต่อกับ สส.วีรนันท์ก่อน โดยระหว่างการสนทนามีการพูดคุยกับบุคคลที่สามด้วย จากนั้นในวันที่ 23 มิถุนายน 2568 หญิงคนนี้ได้โทรศัพท์มาหานายชัชวาลโดยตรง

ทั้งนี้ นายชัชวาลกล่าวว่า “ขอย้ำอีกครั้ง ผมไม่เคยกล่าวหาใคร เพราะอาจเป็นขบวนการสร้างเรื่องเพื่อต้องการดิสเครดิต สส. ของพรรคประชาชนก็ได้”

ตำรวจเร่งสอบสวน “สาวนกต่อล่อซื้อเสียงโหวต”

นายชัชวาลกล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบชื่อจริง นามสกุลจริง รวมถึงภูมิลำเนาของผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว ก็จะสามารถเรียกตัวมาสอบสวนได้อย่างไม่ยาก ทุกอย่างจะได้รับการตรวจสอบและเปิดเผยข้อเท็จจริงให้กระจ่าง

ประเด็นสำคัญในเรื่องนี้คือการที่ สส.พรรคประชาชนออกมาเปิดเผยข้อมูลและดำเนินการทางกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะต่อต้านการทุจริตและการซื้อเสียงในวงการการเมือง การที่นายชัชวาลเน้นย้ำถึงความเป็นไปได้ที่อาจมีขบวนการดิสเครดิตอยู่เบื้องหลัง ก็เป็นการเปิดประเด็นให้สังคมได้พิจารณาถึงแรงจูงใจและความซับซ้อนของเรื่องนี้

การดำเนินการของ สส. ชัชวาลในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังกลุ่มคนที่คิดจะใช้วิธีการที่ไม่สุจริตในการได้มาซึ่งอำนาจทางการเมือง การเปิดโปงขบวนการสส.พรรคประชาชนหอบชื่อนามสกุลสาวนกต่อล่อซื้อเสียงโหวตให้ตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว และนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ จะเป็นบทเรียนสำคัญและเป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ตระหนักถึงผลเสียที่จะตามมา

การที่ สส. ชัชวาลเน้นย้ำว่า เขาไม่ได้กล่าวหาใคร แต่ต้องการให้มีการสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริง ถือเป็นท่าทีที่เหมาะสมและแสดงให้เห็นถึงความระมัดระวังในการให้ข้อมูล การปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ จะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการคลี่คลายข้อสงสัยทั้งหมด

คดีนี้จะเป็นบทพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมในการตรวจสอบและลงโทษผู้กระทำผิดเกี่ยวกับการซื้อเสียง หากเจ้าหน้าที่สามารถสืบสวนจนพบผู้บงการเบื้องหลังได้ ก็จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและเป็นก้าวสำคัญในการสร้างการเมืองที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

การที่ สส. กล้าออกมาเปิดเผยข้อมูลและดำเนินการทางกฎหมาย ถือเป็นตัวอย่างที่ดีและเป็นแรงบันดาลใจให้ประชาชนกล้าที่จะออกมาปกป้องสิทธิของตนเองและร่วมกันต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของนักการเมือง จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างสังคมที่เป็นธรรมและน่าอยู่

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตาดูต่อไปคือ การสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าจะสามารถขยายผลไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องคนอื่นๆ ได้หรือไม่ และจะมีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างไร เพราะผลลัพธ์ของคดีนี้ จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมและอนาคตของการเมืองไทย

การที่เรื่องนี้ถูกเปิดเผยออกมา จะช่วยกระตุ้นให้สังคมตระหนักถึงปัญหาการซื้อเสียงและผลกระทบที่เกิดขึ้น การสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนไม่สนับสนุนการซื้อเสียง และเลือกนักการเมืองที่มีคุณธรรม จะเป็นหนทางที่ยั่งยืนในการแก้ไขปัญหานี้

สส.พรรคประชาชนหอบชื่อนามสกุลสาวนกต่อล่อซื้อเสียงโหวตให้ตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว ถือเป็นความกล้าหาญที่น่ายกย่อง และหวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ดีขึ้น

ที่มา – สส.พรรคประชาชนหอบชื่อนามสกุลสาวนกต่อล่อซื้อเสียงโหวตให้ตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว

รัฐบาลยัน! ไม่รื้อรั้วลวดหนาม มีแต่สร้างเพิ่ม

รัฐบาลยืนกราน! ข่าวลือเรื่องการรื้อรั้วลวดหนามตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาไม่เป็นความจริง มีแต่จะสร้างเพิ่มในเขตอธิปไตยของไทยเท่านั้น พร้อมเชื่อว่ามีผู้ไม่หวังดีพยายามปั่นกระแสสร้างความแตกแยก ขณะที่การประชุม RBC กับกัมพูชาถูกเลื่อนไปเป็นวันที่ 27 สิงหาคม 2568

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้ออกมาตอบโต้กระแสข่าวลือที่ว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี จะสั่งให้มีการรื้อรั้วลวดหนามตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ภายหลังจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ว่า ข่าวดังกล่าวเป็น “ข่าวปลอม” ที่ไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด รัฐบาลไม่มีความคิดที่จะรื้อรั้วลวดหนาม มีแต่จะทยอยวางรั้วลวดหนามเพิ่มเติมในเขตอธิปไตยของไทยอย่างต่อเนื่อง

รัฐบาลยืนยัน! ไม่รื้อรั้วลวดหนาม มีแต่สร้างเพิ่มในเขตไทย

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายที่จะรื้อรั้วลวดหนาม แต่กลับมีนโยบายที่จะสร้างรั้วเพิ่มเติม เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ

ทั้งนี้ ข่าวดังกล่าวถูกปล่อยโดยบางเพจที่จงใจปั่นกระแส เพื่อหวังเรียกยอดไลก์และยอดผู้ติดตาม โดยใช้วิธีการบิดเบือนข้อเท็จจริงและสร้างเรื่องราวเท็จ อ้างว่ารัฐบาลจะเรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และมีการเสนอให้ยกเลิกรั้วลวดหนามบริเวณชายแดนทั้งหมด ซึ่ง “ไม่เป็นความจริง” เนื่องจากสถานการณ์ชายแดนยังคงยึดตามข้อตกลงหยุดยิงหลังเที่ยงคืนของวันที่ 28 กรกฎาคม ที่ว่า “อยู่ตรงไหน ให้อยู่ตรงนั้น” และประเทศไทยยังคงต้องรักษาอธิปไตยของตนเอง การล้อมรั้วลวดหนามจึงเป็นมาตรการที่จำเป็นต่อการยืนยันสิทธิ์ในเขตแดน พร้อมย้ำว่ารัฐบาลไทยจะไม่หวั่นไหวต่อการปลุกปั่นหรือการกดดันจากฝ่ายใด และขอยืนยันอีกครั้งว่ารัฐบาลจะไม่มีการรื้อรั้วลวดหนามในทุกเขตแดนที่วางไว้ตลอด 7 จังหวัด แต่จะมีเเต่การเสริมสร้างให้เเข็งเเรงยิ่งขึ้น

กัมพูชาขอเลื่อนประชุม RBC เป็น 27 สิงหาคม

นายจิรายุ กล่าวเพิ่มเติมว่า ศบ.ทก. ได้รับแจ้งจากฝ่ายกัมพูชาว่า ขอเลื่อนการประชุม RBC สมัยวิสามัญในส่วนของกองทัพภาคที่ 2 จากเดิมวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ออกไปเป็นวันที่ 27 สิงหาคม 2568 เพื่อให้มีเวลาในการเตรียมการประชุมมากขึ้น ทั้งนี้ พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้นำเรียน พลเอกพนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งท่านก็ไม่ได้ขัดข้องและเห็นชอบให้เลื่อนการประชุมตามที่กัมพูชาได้ร้องขอมา

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 2 ได้กำหนดการหารือใหม่ดังนี้:

  • วันที่ 25–26 สิงหาคม 2568: ประชุมกองเลขาฯ
  • วันที่ 27 สิงหาคม 2568: ประชุม RBC สมัยวิสามัญ
  • สถานที่ประชุม: พื้นที่กึ่งกลางบริเวณจุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รัฐบาลไทยยังคงยืนหยัดในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน การเสริมสร้างรั้วลวดหนามเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเหล่านั้น และเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดูแลรักษาผลประโยชน์ของประเทศ

ที่มา – รัฐบาลปฏิเสธข่าวลือรื้อรั้วลวดหนาม ลั่นไม่มีวันรื้อมีแต่จะสร้างเพิ่ม ในเขตอธิปไตยของไทย

รวมไทยสร้างชาติท้าเปิดหลักฐาน **ซื้อโหวต**

โฆษกรวมไทยสร้างชาติท้า สส.พรรคประชาชนเปิดหลักฐานต้นตอ**ซื้อโหวต** ย้ำไม่เชื่อคนของรัฐบาล

วันที่ 18 สิงหาคม 2568 นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 ในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงกรณีที่มีการกล่าวหาว่ามีการ**ซื้อโหวต**จาก สส. ฝ่ายค้านในการลงมติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ว่า ตนทั้งในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติและหนึ่งในวิปรัฐบาล เชื่อว่าไม่น่าจะเป็นความจริง เนื่องจากเสียงของ สส. ฝ่ายรัฐบาลนั้นเพียงพอในการผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 อยู่แล้ว ถึงแม้ว่าเสียงจะปริ่มน้ำก็ตาม แต่พวกเราในฐานะวิปรัฐบาลมีความมั่นใจว่าจะสามารถผ่านกฎหมายดังกล่าวได้โดยราบรื่น ดังนั้นเสียงในคลิปไม่น่าจะเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคร่วมรัฐบาล น่าจะเป็นแก๊งต้มตุ๋น

นายอัครเดชยังกล่าวเสริมว่า ที่ผ่านมาวิปรัฐบาลได้กำชับให้ สส. ทุกคนเข้าร่วมการประชุมสภาอย่างพร้อมเพรียง เพื่อให้การลงมติในญัตติต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่น และแสดงให้เห็นถึงเสถียรภาพของรัฐบาล ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้อง**ซื้อโหวต**จาก สส. ฝ่ายค้าน

“ผมคิดว่าเรื่องนี้ต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียด และ สส. ที่กล่าวอ้างเรื่องนี้ ควรนำหลักฐานมาแสดงให้ชัดเจน ไม่ใช่แค่พูดลอยๆ เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของสภาผู้แทนราษฎร และยังอาจเป็นการสร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชน” นายอัครเดชกล่าว

สำหรับที่มีการสะท้อนมาว่าคลิปเสียงดังกล่าวเป็นการสร้างสถานการณ์หรือไม่ โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่า นั่นก็เป็นสิ่งที่ สส. คนดังกล่าวต้องออกมาชี้แจงด้วยตนเองผ่านการแสดงพยานหลักฐาน รวมทั้งแจ้งความดำเนินคดีให้เห็นเป็นรูปธรรม เพื่อลบล้างข้อกล่าวหาว่า สส. คนดังกล่าวสร้างสถานการณ์เพื่อดิสเครดิตรัฐบาล มิเช่นนั้นจะเกิดความเสียหายต่อสภาผู้แทนราษฎร และที่สำคัญคนอาจมองว่าเป็นการสร้างคะแนนนิยมให้กับพรรคการเมืองที่ สส. เปิดประเด็นนี้สังกัดอีกด้วย

รวมไทยสร้างชาติท้าเปิดหลักฐาน ซื้อโหวต

นายอัครเดชยังกล่าวอีกว่า หาก สส. ท่านนั้นมีหลักฐานจริง ก็ควรนำไปมอบให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการสอบสวนและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ไม่ควรนำมาเปิดเผยผ่านสื่อ เพราะอาจจะทำให้กระบวนการยุติธรรมเกิดความล่าช้า และอาจจะทำให้ผู้ที่กระทำความผิดหลบหนีไปได้

ทั้งนี้ นายอัครเดชได้แสดงความมั่นใจว่า รัฐบาลจะสามารถบริหารประเทศต่อไปได้ด้วยความโปร่งใส และพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนาประเทศให้ดียิ่งขึ้น

ความโปร่งใสในการเมือง และการตรวจสอบเรื่อง ซื้อโหวต

เรื่องของการซื้อเสียงหรือการใช้เงินแลกคะแนนเสียงนั้น เป็นปัญหาที่หยั่งรากลึกในสังคมไทยมานาน การที่พรรครวมไทยสร้างชาติออกมาท้าให้เปิดหลักฐานในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน และต้องการสร้างความโปร่งใสในการเมืองไทยมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การที่จะแก้ไขปัญหาการซื้อเสียงได้อย่างยั่งยืนนั้น ไม่ใช่แค่การออกมาเรียกร้องให้เปิดหลักฐาน แต่ต้องมีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น และต้องมีการสร้างจิตสำนึกให้กับประชาชนให้เห็นถึงความสำคัญของการเลือกตั้งสุจริต

การเมืองที่โปร่งใสและตรวจสอบได้เท่านั้น ที่จะนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริง และการที่ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของนักการเมือง ก็เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและเป็นธรรม

การออกมาท้าทายให้เปิดเผยหลักฐานการ**ซื้อโหวต**ครั้งนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างความโปร่งใสในการเมืองไทย แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการลงมือทำอย่างจริงจัง เพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันให้หมดสิ้นไปจากสังคมไทย

ที่มา – โฆษกรวมไทยสร้างชาติ ท้า สส.พรรคประชาชนเปิดหลักฐานต้นตอซื้อโหวต ไม่เชื่อเป็นคนของรัฐบาล

Scroll to top