ข่าวการเมืองล่าสุด

วันนอร์ ไม่วิจารณ์คดีทักษิณ ม.112 ชี้ยังมีขั้นตอน

“วันนอร์” ย้ำคดี ม.112 “ทักษิณ” เป็นอำนาจหน้าที่ตุลาการ ไม่เกี่ยวข้องนิติบัญญัติ ต้องเคารพศาล ไม่ขอวิจารณ์ ส่อนัยยะใดโยงสถานการณ์การเมืองไทย ชี้เรื่องยังอีกยาว แค่ศาลชั้นต้น ยังมีขั้นตอนอีก

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 22 สิงหาคม 2568 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวที่อาคารรัฐสภา ถึงกรณีศาลอาญายกฟ้อง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีหมิ่นสถาบันฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2560 จากการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ต่างประเทศเมื่อปี 2558 ว่า เราต้องเคารพคำวินิจฉัยของศาล และฝ่ายนิติบัญญัติไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรในเรื่องนี้ เป็นเรื่องของนายทักษิณกับศาล เมื่อศาลยกฟ้อง หรือจะพิจารณาอย่างไร เป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายตุลาการ ไม่เกี่ยวกับฝ่ายนิติบัญญัติ

ส่วนจะมองว่ามีนัยยะทางการเมืองอะไร และจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้หรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ในฐานะประธานสภาฯ ไม่สามารถพิพากษ์วิจารณ์ได้ เป็นเรื่องที่บ้านเมืองจะต้องมีกติกา เมื่อศาลได้วินิจฉัยไปแล้วก็เป็นเรื่องของฝ่ายตุลาการ เราก็ต้องรับฟัง แต่ขั้นตอนก็ยังมีอีก เพราะเป็นการพิจารณาของศาลชั้นต้น แต่ก็ต้องให้ความเคารพ ส่วนเหตุการณ์ของการเมืองก็เป็นเรื่องการเมือง ไม่เกี่ยวกับเรื่องของคำวินิจฉัยของศาล ถ้าเราไปวิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยของศาล บ้านเมืองก็จะยุ่งยาก จึงขอให้แยกกันทำหน้าที่ ฝ่ายนิติบัญญัติก็ทำหน้าที่ด้านนิติบัญญัติให้ดี.

วันนอร์ ไม่วิจารณ์คดี “ทักษิณ” ม.112 ชี้แค่ศาลชั้นต้น ยังมีขั้นตอนอีก

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายฝ่ายจับตามองคือ คดีความของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 ซึ่งเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญต่อสังคมไทย ในเรื่องนี้ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นโดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเคารพกระบวนการยุติธรรม และการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตุลาการ

ความเห็นของวันนอร์ต่อคดี ม.112 ทักษิณ

นายวันนอร์ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า คดีของนายทักษิณที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 เป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาล และฝ่ายนิติบัญญัติไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการตัดสินคดีดังกล่าว การแสดงความเห็นของนายวันนอร์เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า สภาผู้แทนราษฎรจะไม่เข้าไปก้าวก่ายกระบวนการยุติธรรม และจะเคารพการตัดสินใจของศาล

นอกจากนี้ นายวันนอร์ยังได้กล่าวถึงขั้นตอนของคดีว่า ยังมีอีกหลายขั้นตอนที่จะต้องดำเนินการต่อไป เนื่องจากเป็นการพิจารณาของศาลชั้นต้นเท่านั้น การกล่าวถึงขั้นตอนที่ยังเหลืออยู่เป็นการเตือนสติให้ทุกฝ่ายไม่ด่วนสรุป และให้รอผลการพิจารณาในขั้นตอนต่อไป

โดยสรุปแล้ว ท่าทีของนายวันนอร์ต่อคดี วันนอร์ ไม่วิจารณ์คดี “ทักษิณ” ม.112 ชี้แค่ศาลชั้นต้น ยังมีขั้นตอนอีก ของนายทักษิณ คือ การเคารพกระบวนการยุติธรรม การแบ่งแยกอำนาจ และการรอผลการพิจารณาในขั้นตอนต่อไป ท่าทีดังกล่าวเป็นการแสดงออกถึงความเป็นกลาง และความมุ่งมั่นที่จะรักษาหลักการของประชาธิปไตย

วันนอร์ ไม่วิจารณ์คดี “ทักษิณ” ม.112 ชี้แค่ศาลชั้นต้น ยังมีขั้นตอนอีก และยังเน้นย้ำว่าการที่นักการเมืองหรือบุคคลภายนอกเข้าไปวิพากษ์วิจารณ์คำตัดสินของศาลนั้น อาจนำมาซึ่งความวุ่นวายในบ้านเมืองได้ ดังนั้น จึงควรให้แต่ละฝ่ายทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด โดยฝ่ายนิติบัญญัติก็มุ่งเน้นไปที่การออกกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

ความเห็นของนายวันนอร์ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ทางการเมืองไทย และความสำคัญของการรักษาสมดุลระหว่างอำนาจของแต่ละฝ่าย การที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรออกมาแสดงความเห็นอย่างชัดเจนเช่นนี้ ย่อมมีผลต่อการรับรู้และความเข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับคดีความที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 และกระบวนการยุติธรรมโดยรวม

ที่มา – “วันนอร์” ไม่วิจารณ์คดี “ทักษิณ” ม.112 ชี้แค่ศาลชั้นต้น ยังมีขั้นตอนอีก

“นฤมล” มั่นใจ ดัน พ.ร.บ.การศึกษา สำเร็จในสภาฯ

“นฤมล” เปิดสมัชชาการศึกษา ครั้งที่ 3 ลั่น ปฏิรูปการศึกษาต้องร่วมมือทุกส่วน มั่นใจ ดัน พ.ร.บ.การศึกษา สำเร็จในสภาฯ ชุดนี้ ขอช่วยกันดูแลสุขภาพจิตเด็กยุคออนไลน์

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 22 ส.ค.2568 ที่โรงแรม ที.เค.พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมสมัชชาสภาการศึกษาระดับชาติ ครั้งที่ 3 (𝟑𝐫𝐝 𝐍𝐚𝐭𝐢𝐨𝐧𝐚𝐥 𝐄𝐝𝐮𝐜𝐚𝐭𝐢𝐨𝐧 𝐀𝐬𝐬𝐞𝐦𝐛𝐥𝐲) ภายใต้หัวข้อ “𝐅𝐮𝐭𝐮𝐫𝐞 𝐋𝐞𝐚𝐫𝐧 𝐅𝐮𝐭𝐮𝐫𝐞 𝐄𝐚𝐫𝐧 เรียนรู้เพื่อก้าวสู่อนาคต” โดยมีผู้แทนองค์กรทุกภาคส่วนจากทั่วประเทศ ประกอบด้วย สมัชชาหรือสภาการศึกษาจังหวัด หน่วยงานด้านการศึกษาภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน ภาคศาสนา ภาควิชาการและวิชาชีพ ภาคประชาสังคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชน เข้าร่วมการประชุมเสวนาฯ

“นฤมล” มั่นใจ ดัน พ.ร.บ.การศึกษา สำเร็จในสภาฯ ชุดนี้

ศ.ดร.นฤมล ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง Flexible Education การศึกษาที่ยืดหยุ่นเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต ระบุว่า วันนี้ถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและแผนการขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาของประเทศไทย ซึ่งการปฏิรูปการศึกษาไม่ใช่เรื่องที่พรรคการเมืองหรือนักการเมืองจะสามารถกำหนดได้ เราเป็นเพียงส่วนในการช่วยขับเคลื่อนเท่านั้น เช่น ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติอยู่ทั้งหมด 7 ร่าง ประกอบด้วยร่างของกระทรวงศึกษาธิการ ร่างจากฝ่ายรัฐบาล ร่างฝ่ายค้าน และร่างที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเรื่องนี้ทางฝ่ายการเมืองจะต้องร่วมกันผลักดันให้ร่างกฎหมายดังกล่าวสำเร็จภายในสภาชุดนี้ พร้อมทั้งเปิดรับข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนเพื่อให้กฎหมายมีความสมบูรณ์ ครอบคลุม และตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ

รมว.ศึกษาธิการ ยังกล่าวต่อว่า ยังกล่าวถึงความสำคัญของการจัดสมัชชาการศึกษา ที่ได้ดำเนินการต่อเนื่องมาแล้วกว่า 3 ปี และจัดครบแล้ว 15 จังหวัด โดยตั้งเป้าจะจัดให้ครบทั้ง 77 จังหวัด เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกพื้นที่ได้สะท้อนความคิดเห็น ได้ถกเถียง และร่วมกันกำหนดทิศทางการศึกษาไทย เพราะทุกท่านคือกำลังสำคัญในการปฏิรูปการศึกษา ไม่ว่าจะเป็น เครือข่ายการศึกษา ครู นักเรียน และภาคประชาชน

“ดิฉันเห็นว่าการมีความเห็นต่างถือเป็นเรื่องดีในสังคมประชาธิปไตย เพราะนำไปสู่การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่สร้างสรรค์ และช่วยตกผลึกนโยบายการศึกษาที่ทุกคนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ศ.ดร.นฤมล ยังกล่าวต่อถึง การวัดผลการเรียนรู้ของเด็กไทยว่า ไม่ควรยึดติดกับการท่องจำอีกต่อไป แต่ควรพัฒนาเครื่องมือ และวิธีการใหม่ ๆ โดยอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีอยู่มากมาย เพื่อให้การประเมินสะท้อนถึงการเรียนรู้จริง ประสบการณ์จริง และการทำงานได้จริง เช่นเดียวกับวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ที่ตนเคยพูดไปว่าเป็นหัวใจสำคัญที่อยากให้เด็กไทยได้เรียนรู้ ตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยไม่ใช่เพียงการจำเนื้อหา แต่ต้องเปิดโอกาสให้เด็กคิด วิเคราะห์ ตั้งคำถาม และถกเถียงในห้องเรียน เพื่อเข้าใจเหตุผลของการตัดสินใจทางประวัติศาสตร์ และเรียนรู้รากฐานระบอบประชาธิปไตยแบบไทย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งจะช่วยลดความขัดแย้งทางความคิดในสังคมได้

นอกจากนี้ ศ.ดร.นฤมล ยังกล่าวถึงปัญหาของครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยเฉพาะเรื่องภาระหนี้สินครู ที่เป็นอุปสรรคต่อการทุ่มเทเวลาและพลังให้กับการสอน โดยเปิดเผยว่า วานนี้ (21 ส.ค.) ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ได้เห็นชอบแนวทางการตั้งสหกรณ์กลางเพื่อรวมหนี้ครูและหาแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบ รวมถึงการเร่งขับเคลื่อนปรับเกณฑ์วิทยฐานะครูให้มีความสมเหตุสมผลและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น

“นฤมล” มั่นใจ ดัน พ.ร.บ.การศึกษา สำเร็จในสภาฯ ชุดนี้ ช่วยดูแลเด็กยุคออนไลน์

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า อีกสิ่งหนึ่งที่น่าห่วงไม่แพ้กันคือ สุขภาพจิตและความเข้มแข็งทางอารมณ์ของเด็กยุคใหม่ ที่ต้องเผชิญแรงกดดันและการตัดสินบนโลกออนไลน์ ซึ่งส่งผลให้หลายคนมีความเปราะบางทางอารมณ์มากกว่าเด็กยุคก่อน ในส่วนนี้กระทรวงศึกษาฯ ได้มีมาตรการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางอารมณ์ และจัดนักจิตวิทยาเพื่อช่วยดูแลเด็กอย่างจริงจังแล้ว

“อนาคตของชาติขึ้นอยู่กับการที่เด็กมีทั้งความรู้ ความเข้มแข็งทางอารมณ์ และสุขภาพจิตที่ดี หากละเลยปล่อยให้เด็กมีสุขภาพจิตที่ย่ำแย่ ก็จะส่งผลต่อประเทศในอนาคตด้วย” ศ.ดร.นฤมล กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ การประชุมสมัชชาสภาการศึกษาระดับชาติ มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนในสังคมมีส่วนร่วมจัดการการศึกษาที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนและพื้นที่ สร้างการรับรู้ ความเข้าใจ ผ่านการมีส่วนร่วมของภาคีที่เข้าใจปัญหาและมีฐานทุนในพื้นที่ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาที่ทุกคนมีส่วนร่วมกับการศึกษาอย่างแท้จริง

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ มั่นใจว่าจะสามารถผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาให้สำเร็จในสภาชุดนี้ได้ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการปฏิรูปการศึกษา และการดูแลสุขภาพจิตของเด็กในยุคดิจิทัล เพื่อสร้างอนาคตที่ดีให้กับประเทศ

การผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาให้สำเร็จในสภาฯ ชุดนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเป้าหมายทางการเมืองเท่านั้น แต่เป็นการลงทุนในอนาคตของชาติ หวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อให้กฎหมายนี้เป็นจริงและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเยาวชนไทย

ที่มา – “นฤมล” มั่นใจ ดัน พ.ร.บ.การศึกษา สำเร็จในสภาฯ ชุดนี้ ขอช่วยกันดูแลสุขภาพจิตเด็กยุคออนไลน์

กมธ.ทหาร เปิดตัว “รองเท้านิลมังกร” ลดสูญเสียทหาร

คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร วุฒิสภา เปิดตัวนวัตกรรม “รองเท้านิลมังกร” หรือ Spider Boots ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยลดความสูญเสียของทหารแนวหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนตามตะเข็บชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีความหวังว่าจะสามารถลดอัตราการสูญเสียขาและอวัยวะอื่นๆ ของกำลังพลกองทัพภาคที่ 2 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 นายวุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะกรรมาธิการการทหาร และประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านไซเบอร์ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ วุฒิสภา ได้แถลงถึงรายละเอียดของต้นแบบรองเท้านิลมังกร (Spider Boots) ซึ่งมีจุดประสงค์หลักเพื่อลดความสูญเสียที่เกิดจากแรงระเบิดสังหารบุคคล โดยนายวุฒิพงศ์กล่าวว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้ทหารไทยจำนวนมากต้องสูญเสียขาจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ถูกวางไว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสะเทือนใจและส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของทหาร

จากข้อมูลที่มีการเผยแพร่เกี่ยวกับรองเท้าที่ทหารต่างชาติใช้ในสงครามรัสเซีย-ยูเครน พบว่าเป็นรองเท้าสไปเดอร์บูท (Spider Boots) ที่ถูกคิดค้นขึ้นตั้งแต่ก่อนปี ค.ศ. 2000 โดยประเทศแคนาดา และกองทัพยูเครนได้นำไปใช้ในสนามรบจริง ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถลดการสูญเสียอวัยวะและการบาดเจ็บล้มตายได้อย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่ทหารยูเครนและประชาชนทั่วไปต้องสูญเสียขาไปประมาณ 20,000 คนต่อปี แต่เมื่อนำสไปเดอร์บูทมาใช้ ทำให้จำนวนผู้สูญเสียขาลดลงอย่างมาก เหลือไม่ถึง 10 คนต่อปี

รองเท้านิลมังกร: นวัตกรรมเพื่อทหารไทย

“เราจึงได้ทำการถอดแบบจากสิ่งประดิษฐ์ดังกล่าว โดยใช้เทคโนโลยีการพิมพ์แบบสามมิติ และประสานงานกับโรงงานที่มีศักยภาพในการพิมพ์ระบบสามมิติ ซึ่งได้รับการตอบรับและความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยทางโรงงานยินดีที่จะสนับสนุนการออกแบบและการประกอบเป็นรูปร่างโดยไม่คิดมูลค่า คาดว่าจะได้ต้นแบบตัวจริงภายในหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งจะมีการติดตั้งคราดที่มีความแข็งแรงเพื่อต้านทานแรงระเบิด” นายวุฒิพงศ์กล่าว

อธิบายเพิ่มเติมว่า หากทหารสวมรองเท้าคอมแบททั่วไป เมื่อเหยียบถูกระเบิดสังหารบุคคลชนิดฝังกลบในดิน มักจะถูกตัดที่ข้อเท้าพอดี แต่รองเท้านิลมังกรนี้ ถูกออกแบบให้ยกพื้นสูงขึ้นจากพื้นดินที่เหยียบ ทำให้หน่วยลาดตระเวนที่สวมใส่จะไม่ได้รับบาดเจ็บ หรือหากได้รับบาดเจ็บก็จะลดความรุนแรงลง และหากนำไปใช้กับทหารที่เดินนำแถว จะสามารถลดแรงกระแทกได้ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในการลดความสูญเสีย

ลดการสูญเสียด้วยรองเท้านิลมังกร

นายวุฒิพงศ์กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ว่าการสวมใส่ในช่วงแรกอาจจะยังไม่คุ้นชินและต้องฝึกเดินให้เกิดความชำนาญก่อนที่จะนำไปใช้ในการลาดตระเวนในพื้นที่สุ่มเสี่ยง แต่สิ่งประดิษฐ์นี้จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารแนวหน้า และทำลายขวัญของศัตรูที่วางทุ่นระเบิด เนื่องจากรองเท้านิลมังกรจะช่วยลดประสิทธิภาพของทุ่นระเบิด

หลังจากที่ได้ต้นแบบสามมิติเสร็จสมบูรณ์แล้ว จะมีการนำแบบไปแจกจ่ายให้กับโรงงานต่างๆ ที่มีความพร้อมในการผลิต ซึ่งหลายโรงงานได้ยืนยันแล้วว่าจะให้การสนับสนุน โดยจะส่งต้นแบบไปที่กองทัพภาคที่ 2 เพื่อทำการทดสอบการใช้งานต่อไป

รองเท้านิลมังกร ถือเป็นอีกหนึ่งความหวังในการช่วยปกป้องทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่เสี่ยงภัยตามแนวชายแดน การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและลดความสูญเสียเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ทหารเหล่านี้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ที่มา – กมธ.ทหาร วุฒิสภา เปิดตัว “รองเท้านิลมังกร” หวังช่วยลดความสูญเสียทหารลาดตระเวน

“ภูมิธรรม” ไม่เดา กัมพูชารับ 3 ข้อเสนอฝ่ายไทยหรือไม่?

“ภูมิธรรม” มอง กัมพูชาไม่ได้ผิดนัดประชุม RBC จะเที่ยงคืนตี 1 ได้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความพร้อม ไม่ขอเดา กัมพูชารับ 3 ข้อเสนอฝ่ายไทยหรือไม่  ชี้เรื่องเขตแดนไม่จบง่ายต้องหาทางออกที่ดีทั้ง 2 ฝ่าย วันที่ 22 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย–กัมพูชา (Regional Border Committee – RBC) กองทัพภาคที่ 1 ของไทย และภูมิภาคทหารที่ 5 ของกัมพูชา

โดยฝ่ายไทยได้ยื่นข้อเสนอ 3 ข้อ คือ ให้เก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกัน, ร่วมปราบสแกมเมอร์ และจัดสรรพื้นที่ชายแดนให้ถูกต้อง มีแนวโน้มว่ากัมพูชารับ 3 ข้อเสนอฝ่ายไทยหรือไม่ ว่าตนไม่ขอเดา ขอให้มีการพูดคุยกันไม่ต้องเดา ซึ่งเมื่อคืน(21 ส.ค. 2568)เป็นการพูดคุยรายละเอียดฝ่ายเลขาฯ และการประชุม RBC เป็นเรื่องที่แม่ทัพคุยกันไม่มีอะไรที่น่ากังวล ไม่ว่าจะนัดเวลาใด ตี 1 หรือเที่ยงคืนก็ได้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละฝ่าย ส่วนวันนี้ (22 ส.ค.) คือวันประชุมจริงก็ขอให้แม่ทัพได้พูดคุยกันอย่าไปเดาอะไร ซึ่งไทยก็มีเหตุผลของไทยที่จะมีข้อเสนอต่างๆ ว่ามีความจำเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น 3 ข้อที่ไทยเสนอไปเป็นเงื่อนไข เป็นปัญหา และเป็นประโยชน์กับไทยที่น่าจะทำได้ ถือเป็นความเหมาะสมถูกต้องที่เราต้องเสนอเพื่อพิจารณาร่วมกัน แต่ตอนนี้คงต้องรอให้พูดคุยกันก่อน

“ภูมิธรรม” มอง กัมพูชารับ 3 ข้อเสนอฝ่ายไทยหรือไม่

นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงเรื่องเขตแดนว่า ความเป็นจริงต้องเตรียมใจไว้ว่าเรื่องนี้คงไม่จบง่ายๆ เพราะในโลกนี้ยังไม่มีอันไหนที่จบง่าย ก็ต้องว่ากันไปและหาทางออกให้ดีสำหรับทุกฝ่าย เพื่อไม่ให้กระทบกับอธิปไตยของทั้ง 2 ประเทศ หรือจะมีการใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างไรก็ต้องไปดู อย่าพึ่งไปคิดว่าจะต้องจบเร็ว

ทำไมต้องรอฟังผลการพูดคุยเรื่อง กัมพูชารับ 3 ข้อเสนอฝ่ายไทยหรือไม่?

เมื่อถามย้ำว่าการประชุม RBC วานนี้ (21 ส.ค.) ฝ่ายกัมพูชาไม่ได้มาตามนัดหมาย นายภูมิธรรมกล่าวว่า บอกไปแล้วว่าเป็นไปตามเวลานัดหมาย ที่เขานัดกันตรงกัน เวลาเรานัดหรือเขานัด ถ้ามีอะไรที่ขัดข้องเขาก็รอกัน ไม่ใช่เรื่องเกี่ยงนู่นเกี่ยงนี่ ถ้าเขายังไม่ได้ข้อสรุปมาก็คุยกันไม่ได้ อย่าไปจับจุดเล็กจุดน้อยให้เอาเรื่องใหญ่ๆ

ส่วนเมื่อวานนี้ (21 ส.ค.) ที่ประชุมสภาฯ มีการพูดถึงการยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 รัฐบาลมีท่าทีเรื่องนี้อย่างไร นายภูมิธรรมระบุว่า MOU ทั้งสองฉบับอย่าพึ่งไปตัดสินใจอะไร ยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีอะไรที่แอบแฝง ทำให้เป็นปัญหา ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องไปพูดคุย และเฉพาะบุคคลที่มีปัญหาสามารถมาพูดคุยกันได้ว่าผลอะไรเป็นอย่างไร เพราะเรื่องนี้หากไปพูดเป็นสาธารณะเขาก็จะรู้เราหมด ดังนั้นอะไรที่เป็นประโยชน์ หรือเป็นประโยชน์ก็ให้มาพูดคุยกันกับตนเองหรือกระทรวงการต่างประเทศก็ได้ เพราะไม่ใช่ผลประโยชน์ของนายกรัฐมนตรีหรือของตนเอง แต่เป็นเรื่องที่ต้องดูแลผลประโยชน์ของประเทศชาติอยู่แล้ว 

นายภูมิธรรม กล่าวด้วยว่า นี่คือจุดยืนที่จะไม่ยอมเสียอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศชาติไป เพราะฉะนั้นเรื่องเหล่านี้ที่ได้ถามกันหรือมีปัญหา หลายฝ่ายเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย กฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงผลที่จะเกิดขึ้น มาหลายเรื่องซึ่งทุกคำถามที่ถามรัฐบาลมาหลายเรื่อง บอกได้เพียงว่ารัฐบาลจะทำให้ดีที่สุด เหมือนกับตั้งคำถามว่าทำไมรัฐบาลถึงไม่ฟ้องศาลระหว่างประเทศกับผู้นำกัมพูชา ซึ่งเรื่องนี้มีหลายมุมมอง จึงไม่อยากให้มองแค่มุมเดียว และอยากให้สื่อลองพิจารณาและไปศึกษาดูว่าอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ หากพูดไปก็จะเป็นปัญหา

เมื่อถามว่าไม่ควรมาพูดว่ายกเลิกใช่หรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า พูดไปก็ดีแล้ว ตระหนักแล้วแต่ถ้าอยากรู้รายละเอียดที่ลึกก็ให้มาถามตนไม่ใช่ถามตามหน้าสื่อ และต้องไปถามองค์กรหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง

ส่วนกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอให้มีการตั้งกรรมาธิการศึกษาการยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 นายภูมิธรรมกล่าวว่า ให้เป็นเรื่องของสภา ส่วนรัฐบาลก็บริหารตามหลักการที่เราคิดว่าประเทศได้ประโยชน์สูงสุด

เมื่อถามว่าวานนี้(21 ส.ค. 2568) สภาฯปิดการประชุมก่อนที่จะมีการหารือเรื่อง MOU 43 และ MOU 44 นายภูมิธรรมกล่าวว่า เรื่องนี้นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ได้ชี้แจงไปแล้วว่าไม่มีวาระ ก็ต้องว่ากันตามวาระ เรื่องของงานสภา ไม่ใช่อยู่ๆ ประธานสภาหรือรองประธานสภาจะใส่วาระอะไรเข้าไปก็ได้เพราะต้องว่ากันตามกฎเกณฑ์

การที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการพูดคุยและความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและความร่วมมือในทุกๆด้าน การรอผลการเจรจาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายอย่างแท้จริง

ที่มา – “ภูมิธรรม” ไม่เดา กัมพูชา รับ 3 ข้อเสนอฝ่ายไทยหรือไม่ รอแม่ทัพคุยกัน ชี้เรื่องเขตแดนไม่จบง่าย

ภูมิธรรมชี้! ศาลยกฟ้อง “ทักษิณ” คดี 112 ถือเป็นข้อยุติ


“ภูมิธรรม” เผย “ทักษิณ” รอดคดี 112 ศาลอาญายกฟ้อง ถือเป็นข้อยุติ ย้ำ ไม่มีสัญญาณทางการเมือง มั่นใจสิ่งที่ทำไม่มีผิดกฎหมาย บอก ยังไม่ได้คุย “นายกฯ อิ๊งค์” หลังไปแจงศาลรัฐธรรมนูญปมคลิปเสียง

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงกรณีที่ศาลอาญายกฟ้อง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีความผิดมาตรา 112 จะเป็นผลบวกต่อรัฐบาลหรือไม่ ว่า ตนเพิ่งทราบว่าพ้นเรื่องมาตรา 112 ไปแล้ว และศาลได้ยกฟ้องเพราะไม่มีข้อมูลที่เป็นจริงในการพิจารณา ดังนั้นถือเป็นข้อยุติ ศาลก็พิจารณาเป็นเรื่องๆ อย่าไปผูกโยงกัน ไม่อย่างนั้นจะเป็นการละเมิดอำนาจศาล

ผู้สื่อข่าวถามต่อ หมายความว่าอย่าเอาคำพิพากษาของศาลมาผูกกับสัญญาณการเมืองใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม ตอบว่า ไม่มีสัญญาณทางการเมืองหรอก แต่คือความเป็นจริง ที่ศาลพิจารณาตามความเหมาะสม ส่วนจะทำให้ขวัญกำลังใจของสมาชิกพรรคเพื่อไทยดีขึ้นหรือไม่ นายภูมิธรรมระบุว่า ขวัญและกำลังใจสมาชิกพรรคดีมาตลอด เพราะเรามั่นใจในสิ่งที่ทำว่าไม่มีอะไรที่ผิดกฎหมาย

สำหรับคดีความต่างๆ ที่ผ่านมา รัฐบาลมั่นใจใช่หรือไม่ว่าจะอยู่จนครบวาระ นายภูมิธรรม ระบุ มั่นใจว่าเราบริสุทธิ์ใจ และตั้งใจบริหารและทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ เพราะฉะนั้นเมื่อเรารับอาสามาแล้ว เราจะทำให้ดีที่สุด อะไรที่เกิดขึ้นและเป็นปัญหาคดีความก็ขอให้ว่าไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ไม่ได้มีผลอะไรต่อเรา เพราะเรารู้ว่าศาลใช้ดุลยพินิจพิจารณาตามความยุติธรรมอย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ เมื่อถามถึงกรณีที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เดินทางไปชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญ กรณีคลิปเสียงสนทนากับ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีหลังจากนั้นหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวตอบว่า ยังไม่ได้พูดคุย เพราะเมื่อวาน (21 สิงหาคม 2568) ทำงานจนดึก วันนี้ก็ตื่นสายหน่อย เพราะตื่นเช้ามาหลายสัปดาห์แล้ว.

ภูมิธรรมชี้! ศาลยกฟ้อง “ทักษิณ” คดี 112 ถือเป็นข้อยุติ

จากกรณีที่ศาลอาญายกฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร ในคดีความผิดมาตรา 112 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแสดงความเห็นว่าเรื่องนี้ถือเป็นข้อยุติแล้ว และไม่ควรนำไปเชื่อมโยงกับสัญญาณทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น

ท่าทีของภูมิธรรมต่อคดี 112 ของทักษิณ

นายภูมิธรรมเน้นย้ำว่า ขวัญและกำลังใจของสมาชิกพรรคเพื่อไทยยังดีอยู่เสมอ เพราะมั่นใจในการกระทำที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย และกระบวนการทางกฎหมายควรดำเนินไปตามความยุติธรรม

การที่ศาลยกฟ้องในคดี 112 ของนายทักษิณ ถือเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย หลายคนอาจมองว่านี่เป็นสัญญาณทางการเมืองบางอย่าง แต่ทางนายภูมิธรรมได้ออกมาปฏิเสธอย่างชัดเจนว่าไม่เป็นเช่นนั้น

ภูมิธรรมชี้! ศาลยกฟ้อง “ทักษิณ” คดี 112 ถือเป็นข้อยุติ และไม่ต้องการให้มีการนำเรื่องนี้ไปเชื่อมโยงกับการเมือง

นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังได้กล่าวถึงกรณีที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน โดยระบุว่ายังไม่ได้มีการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีหลังจากการชี้แจง

โดยสรุปแล้ว ภูมิธรรมได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเคารพกระบวนการทางกฎหมาย และการที่ศาลได้พิจารณาคดี 112 ของนายทักษิณแล้วถือเป็นข้อยุติ และไม่ควรมีการนำเรื่องนี้ไปผูกโยงกับประเด็นทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น ภูมิธรรมชี้! ศาลยกฟ้อง “ทักษิณ” คดี 112 ถือเป็นข้อยุติ

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความผันผวน และการตัดสินใจของศาลในคดีสำคัญต่างๆ ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความรู้สึกของประชาชน การที่นักการเมืองออกมาแสดงความเห็นอย่างชัดเจนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น

ดังนั้น การที่นายภูมิธรรมออกมาให้ความเห็นอย่างชัดเจนในเรื่องนี้ จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและควรนำมาพิจารณา เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันอย่างรอบด้าน ภูมิธรรมชี้! ศาลยกฟ้อง “ทักษิณ” คดี 112 ถือเป็นข้อยุติ

ที่มา – “ภูมิธรรม” ชี้ถือเป็นข้อยุติ ศาลยกฟ้อง “ทักษิณ” คดี 112 อย่าผูกโยงสัญญาณการเมือง

ไทยคู่ฟ้ารายงาน สถานการณ์ปกติ 11 พื้นที่ 7 จังหวัด

“ไทยคู่ฟ้า” รายงานเช้านี้ สถานการณ์ปกติ 11 พื้นที่ 7 จังหวัด กองทัพไทยยังคงตรึงกำลังตามแนวที่มั่นทั้ง 11 จุด เฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องและเตรียมความพร้อมในการตอบโต้สถานการณ์

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊กไทยคู่ฟ้าได้โพสต์ข้อความว่า รัฐบาลไทยเดินหน้าเพื่อรักษาอธิปไตยและความถูกต้องในสังคมโลก โดยวันนี้กองบัญชาการกองทัพไทยจะนำคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ลงพื้นที่สังเกตการณ์ในพื้นที่ บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว เพื่อสังเกตการณ์และรับทราบข้อเท็จจริงของปัญหาการรุกล้ำอธิปไตยของไทยในพื้นที่

สำหรับการสรุปสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา 7 จังหวัด ตั้งแต่เวลา 18.00 น. วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2568 ถึงเวลา 06.00 น. วันนี้ (วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม 2568) เหตุการณ์ปกติ วันนี้ (ศุกร์ 22 สิงหาคม 2568) เวลา 07.00 น. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ทั้ง 7 จังหวัด เหตุการณ์ปกติ กองทัพไทยคงตรึงกำลังตามแนวที่มั่นทั้ง 11 จุด เพื่อเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องและเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตอบโต้ตามสถานการณ์ เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติและป้องกันไม่ให้ใครล่วงล้ำ

“ไทยคู่ฟ้า” รายงานเช้านี้ 11 พื้นที่ 7 จังหวัด สถานการณ์ปกติ

สรุปข่าวสารจาก “ไทยคู่ฟ้า” ในเช้าวันนี้ (22 สิงหาคม 2568) สถานการณ์ที่ชายแดนไทย-กัมพูชาใน 7 จังหวัดยังคงเป็นปกติ โดยกองทัพไทยยังคงตรึงกำลังเฝ้าระวังตามแนวที่มั่นสำคัญ 11 จุดทั่วพื้นที่

รัฐบาลไทยภายใต้การนำของกองบัญชาการกองทัพไทย ยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาอธิปไตยและดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ที่มีปัญหาการรุกล้ำอธิปไตย โดยมีการส่งคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาใน 7 จังหวัดยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ กองทัพไทยยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งในการเฝ้าระวังและป้องกันภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแถลงถึงสถานการณ์ล่าสุดและยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมที่จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ

  • การตรึงกำลังของกองทัพไทย: ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องใน 11 จุดสำคัญ
  • การตรวจสอบพื้นที่รุกล้ำ: คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง
  • การแถลงการณ์ของรัฐบาล: ยืนยันความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิด การรายงานสถานการณ์ที่ถูกต้องและแม่นยำเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและเข้าใจถึงความพยายามของรัฐบาลในการรักษาความมั่นคงของชาติ “ไทยคู่ฟ้า” รายงานข้อมูลที่สำคัญเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบถึงสถานการณ์ปัจจุบัน

การที่สถานการณ์ใน 11 พื้นที่ 7 จังหวัดยังคงเป็นปกติเป็นสัญญาณที่ดี แต่อย่างไรก็ตาม การเฝ้าระวังและการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันยังคงเป็นสิ่งจำเป็น กองทัพไทยและรัฐบาลยังคงทำงานอย่างหนักเพื่อให้ประเทศชาติปลอดภัยและมั่นคง

การติดตามข่าวสารและข้อมูลที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทุกคน ข่าวสารที่มาจากแหล่งที่เชื่อถือได้อย่าง “ไทยคู่ฟ้า” ช่วยให้ประชาชนเข้าใจถึงสถานการณ์ปัจจุบันและสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูล

ในสถานการณ์ที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายและความไม่แน่นอน การมีข้อมูลที่ถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์เป็นสิ่งที่มีค่าอย่างยิ่ง สถานการณ์ “ไทยคู่ฟ้า” รายงานเช้านี้ 11 พื้นที่ 7 จังหวัด สถานการณ์ปกติ จึงเป็นข่าวดีที่สร้างความมั่นใจให้กับประชาชน

ที่มา – “ไทยคู่ฟ้า” รายงานเช้านี้ 11 พื้นที่ 7 จังหวัด สถานการณ์ปกติ ตรึงกำลังตามแนวที่มั่นทั้ง 11 จุด

“ภราดร” เร่งถก ยกเลิก MOU 43-44 ในสภา

“ภราดร” กระตุกสภาฯ เร่งผลักดันถก ยกเลิก MOU 43-44 สัปดาห์หน้าต้องเห็นผล อย่ารีบปิดประชุม วอนคิดถึงชาติบ้านเมืองก่อน

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการผลักดันให้มีการยกเลิก MOU 43-44 ระหว่างไทยกับกัมพูชา ว่า พรรคภูมิใจไทยเห็นความจำเป็นที่จะต้องนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาอย่างเร่งด่วน เนื่องจากเป็นเรื่องที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ โดยที่ผ่านมาแม้จะมีความพยายามผลักดันหลายครั้งแต่ก็ยังไม่ไปไหน เพราะสภาฯ มีการปิดประชุมก่อน

นายภราดร กล่าวว่า “สัปดาห์หน้าเราจะเดินหน้าผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจัง หลังจากที่ได้ยื่นญัตติด่วนไปแล้ว ก็ถึงเวลาที่ต้องนำเข้าสู่การพิจารณาเพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติ สิ่งสำคัญคืออยากให้สภาฯ เปิดพื้นที่ เปิดใจกว้าง รับฟังเสียงของผู้แทนราษฎรที่นำเรื่องสำคัญของชาติบ้านเมืองเข้าสู่การถกเถียง ยิ่งทำได้เร็วก็ยิ่งดี เพราะนี่คือเรื่องของประเทศ ไม่ใช่การเล่นการเมือง”

“ภราดร” เร่งถก ยกเลิก MOU 43-44 ในสภา

นายภราดร ยังได้ย้ำถึงพฤติการณ์ของกัมพูชาที่ไม่เคารพต่อข้อตกลงที่เคยให้ไว้กับฝ่ายไทยตลอดช่วงที่ผ่านมา จนส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ และผลประโยชน์ของประเทศ พร้อมระบุว่า ถึงเวลาแล้วที่ไทยจะต้องหยิบยกขึ้นมาหารือใหม่ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ และควรเริ่มตั้งแต่วันนี้ ไม่ควรรอช้า

อย่างไรก็ตาม นายภราดร ยังฝากถึงเพื่อนสมาชิกในสภาฯ ว่า อย่าเพิ่งเร่งปิดประชุมหรือเลี่ยงประเด็นสำคัญ แต่ควรแสดงความรับผิดชอบต่อปัญหาความมั่นคงที่กำลังเกิดขึ้น เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คืออนาคตของประเทศไทยทั้งประเทศ

ทำไมต้องเร่ง ยกเลิก MOU 43-44

การผลักดันให้มีการยกเลิก MOU 43-44 จึงไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติที่ต้องได้รับการพิจารณาอย่างเร่งด่วน สถานการณ์ชายแดนและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การตัดสินใจใดๆ ต้องรอบคอบและคำนึงถึงผลกระทบในระยะยาว การที่นายภราดรออกมาเร่งถก ยกเลิก MOU 43-44 ในสภาฯ จึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องทบทวนท่าทีและปกป้องผลประโยชน์ของตนเองอย่างจริงจัง

ความเคลื่อนไหวของนายภราดรในครั้งนี้ได้รับการจับตามองจากหลายฝ่าย ทั้งในแง่ของการเมืองภายในประเทศ และในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การที่เรื่องนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในสภาฯ จะนำไปสู่การพิจารณาอย่างรอบด้าน และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายที่สำคัญของประเทศไทยในอนาคต

การที่สภาผู้แทนราษฎรจะเปิดอภิปรายเรื่องนี้อย่างจริงจัง จะเป็นโอกาสให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากทุกพรรคการเมืองได้แสดงความคิดเห็นและเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนจะช่วยให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรอบคอบและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมากที่สุด

นอกจากนี้ การที่เรื่องนี้ถูกนำเสนอต่อสาธารณชน จะช่วยสร้างความตระหนักและความเข้าใจในประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น และกระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการติดตามและตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างสังคมประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน หาทางออกร่วมกัน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ การยกเลิก MOU 43-44 อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศไทยในระยะยาว

การตัดสินใจครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย และเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายควรให้ความสนใจและร่วมกันผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

ที่มา – “ภราดร” กระตุกสภาฯ เร่งถกยกเลิก MOU 43-44 วอนคิดถึงชาติบ้านเมือง อย่ารีบปิดประชุม

สุทินมองคดีแพทองธาร-ทักษิณ: ความสุจริตเป็นเกราะ

“สุทิน” มองคดี “แพทองธาร-ทักษิณ” ความสุจริตจะเป็นเกราะกำบัง

นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังเป็นที่จับตา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คดีที่เกี่ยวข้องกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

นายสุทินกล่าวถึงคดีมาตรา 112 ของนายทักษิณ ชินวัตร ที่ศาลอาญาจะตัดสินในวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ว่า “ไม่มีปัญหา เพราะความสุจริตจะเป็นเกราะกำบัง” เขามั่นใจว่าความบริสุทธิ์และความตั้งใจดีของนายทักษิณ จะเป็นสิ่งที่ช่วยปกป้องเขาได้ในที่สุด

ในส่วนของคดีคลิปเสียงสนทนาของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายสุทินก็แสดงความเห็นในทำนองเดียวกันว่า “เช่นเดียวกัน ความสุจริต ตรงไปตรงมา น่าจะเป็นสิ่งที่ศาล (ศาลรัฐธรรมนูญ) หยิบมาพิจารณา” เขายังเสริมว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้มีการเตรียมแผนรับมือเป็นพิเศษ แต่ สส.ในพรรคมีการพูดคุยกันบ้าง โดย สส.รุ่นเก่าที่ผ่านประสบการณ์มามากจะไม่ค่อยกังวล ในขณะที่ สส.หน้าใหม่อาจมีความกังวลอยู่บ้าง

ความสุจริตจะเป็นเกราะกำบัง: สุทินมองเกมการเมือง

นายสุทินยังได้กล่าวถึงภาพรวมทางการเมือง โดยระบุว่าเป็นสไตล์การเมืองไทยที่ยากจะคาดเดาว่ารัฐบาลจะอยู่ครบเทอมหรือไม่ แต่เขามั่นใจว่ารัฐบาลจะมีโอกาสทำงานให้กับประเทศอีกไม่น้อย และจะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ประชาชนได้เห็นอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น

เมื่อถามถึงคะแนนนิยมของพรรคเพื่อไทย นายสุทินยอมรับว่าคะแนนนิยมอาจมีขึ้นมีลงบ้างในช่วงนี้ แต่เขาก็เชื่อมั่นว่า “คะแนนนิยมพรรคจะขึ้นไปอีกครั้ง”

การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายสุทินในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจของพรรคเพื่อไทยในความบริสุทธิ์และความตั้งใจดีของทั้ง ดร.ทักษิณ และนายกฯ แพทองธาร แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะเต็มไปด้วยความท้าทายและความไม่แน่นอน แต่พรรคเพื่อไทยก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนต่อไป

สถานการณ์ทางการเมืองไทยยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของศาลในคดีต่างๆ จะมีผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองและอนาคตของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นในความยุติธรรมและความสุจริต ยังคงเป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวังและต้องการจากผู้บริหารประเทศ

ท้ายที่สุดแล้ว เส้นทางทางการเมืองของทั้งนายทักษิณ และ น.ส.แพทองธาร จะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาลและความเชื่อมั่นของประชาชน แต่สิ่งที่แน่นอนคือ ความสุจริตและความโปร่งใส จะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน

คดี “แพทองธาร-ทักษิณ” กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมือง ซึ่งการที่ “สุทิน” มองว่าความสุจริตจะเป็นเกราะกำบัง สะท้อนความเชื่อมั่นภายในพรรคเพื่อไทย แม้ว่าหนทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยอุปสรรค

ที่มา – “สุทิน” มองคดี “แพทองธาร-ทักษิณ” ความสุจริตจะเป็นเกราะกำบัง

ฝ่ายค้านถล่ม! “ไชยา” ชิงปิดประชุมสภาฯ หนี MOU 43-44

พรรคร่วมฝ่ายค้านแท็กทีมถล่ม “ไชยา พรหมา” ชิงปิดประชุมสภาฯ หนีถกญัตติ MOU 43-44 พรรคประชาชนฉุนฉีกข้อตกลง 2 วิป ลั่น ไม่มีการประสานให้ปิดประชุม ภูมิใจไทยห่วงกวักมือเรียกรัฐประหาร

เมื่อเวลา 15.15 น. วันที่ 21 สิงหาคม 2568 ภายหลังจากที่ นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุม สั่งปิดประชุมก่อนการพิจารณาญัตติด่วนเรื่อง MOU 2543 และ MOU 2544 พรรคร่วมฝ่ายค้านนำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน, นายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย นำ สส.พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย ลงมาแถลงข่าวทันที

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นหลายครั้ง ล่าสุดที่เกิดขึ้นไม่ตรงกับข้อตกลงที่วิป 2 ฝ่ายได้ตกลงกันไว้ ทั้งที่ประชาชนอยากเห็นสภาฯ เป็นเวทีหาทางออกการศึกษาหาทางออกความขัดแย้งไทย-กัมพูชา แต่รัฐบาลกลับปิดกั้นพื้นที่ปลอดภัยที่สุด ชิงปิดสภาฯ เป็นสิ่งที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นจากรัฐบาลที่ขาดเสถียรภาพ เสียงปริ่มน้ำ เราควรทำหน้าที่เต็มที่ ให้สภาฯ เป็นพื้นที่หาทางออก ไม่ใช่สะดุดลงเหมือนสภาฯ เป็นง่อยทำอะไรไม่ได้

ขณะที่ นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวว่า ญัตติด่วนเรื่อง MOU 2543 และ MOU 2544 บรรจุเป็นเรื่องเร่งด่วนตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว มีการตกลงระหว่างวิป 2 ฝ่าย จะนำขึ้นมาพิจารณาหลังจากเสร็จวาระรับทราบรายงานการประชุม และมีการประสานงานว่าจะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญมาศึกษา เตรียมรายชื่อ กมธ.วิสามัญไว้หมดแล้ว แต่ต่อมาขอให้ยกเลิกตั้ง กมธ.วิสามัญ และส่งเรื่องให้ กมธ.สามัญที่เกี่ยวข้องศึกษาแทน ฝ่ายค้านก็ยินยอมตามนั้น แต่การชิงปิดสภาฯ โดยฝ่ายค้านไม่รู้ล่วงหน้าเป็นสิ่งอันตรายมากต่อระบอบประชาธิปไตยและความหวังของประชาชน หวังว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก

ส่วนที่นายไชยา ให้เหตุผลการปิดประชุมว่าได้รับการประสานมาจากวิปทั้ง 2 ฝ่าย หากหมดวาระรับทราบรายงานการประชุมแล้วให้ปิดประชุมได้เลยนั้น ยืนยันว่าไม่มีการประสานให้ปิดประชุม ส่วนจะมีใบสั่งหรือไม่ ให้ไปถามนายไชยา โดยเมื่อถามว่าฝ่ายค้านโดนหักหลังหรือไม่ นายปกรณ์วุฒิ ตอบว่า ไม่ใช่ครั้งแรกที่โดน แต่ครั้งนี้เป็นเรื่องใหญ่ มีประชาชนมาชุมนุมที่สภาฯ แต่การไม่เปิดพื้นที่ในสภาฯ ให้แสดงความคิดเห็นเป็นเรื่องใหญ่มาก

ทางด้าน นายไชยชนก กล่าวว่า อยากฝากข้อความถึงรัฐบาลว่า ความจริงเริ่มออกมาแล้ว วันนี้เขื่อนแตกแล้ว ไม่ว่าท่านจะพยายามใช้อำนาจในทางใด ไม่สามารถปกปิดสิ่งที่กำลังออกมาเวลานี้ได้ ประชาชนที่รักชาติพร้อมนำเสนอข้อเท็จจริงเรื่องนี้ ฝากบอกรัฐบาลอย่าฝืนเลย และฝากบอกประชาชนให้สามัคคีกัน อดทน อย่ายอมแพ้ ทุกคนไม่มีใครต้องการเห็นการรัฐประหาร เราเชื่อว่ายังสู้ไหว พยายามสู้ต่อไปตามระบบที่มี แต่หากไม่ไหวจริงๆ ก็เป็นเรื่องอนาคต เชื่อว่าสุดท้ายความจริงชนะทุกอย่าง

ส่วน น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย ระบุว่า การปิดประชุมที่เกิดขึ้น ทั้งที่วิป 2 ฝ่ายตกลงกันแล้วจะพิจารณาญัตติด่วน MOU 2543 และ MOU 2544 ต้องตั้งคำถามว่า นายไชยา คือคนไปรับหนังสือจากประชาชนที่มายื่นเรื่อง MOU 2543 และ MOU 2544 เหตุใดไม่ฟังเสียงประชาชน พร้อมเผยว่ามีบางพรรคไม่พร้อมจะคุย ต้องใช้เวทีใดจึงยอมพูดคุย.

ฝ่ายค้านแท็กทีมถล่ม “ไชยา” ชิงปิดประชุมสภาฯ หนีถกญัตติด่วน MOU 43-44

การชิงปิดประชุมสภาฯ หนีการอภิปรายญัตติสำคัญอย่าง MOU 43-44 ทำให้เกิดคำถามมากมายถึงความโปร่งใสและความรับผิดชอบของฝ่ายรัฐบาล การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่ขัดขวางการทำหน้าที่ของสภาฯ ในการแก้ไขปัญหาของประเทศ แต่ยังเป็นการปิดกั้นเสียงของประชาชนที่ต้องการให้มีการพิจารณาประเด็นสำคัญอย่างรอบด้าน

MOU 43-44 คืออะไร ทำไมถึงสำคัญ?

ถึงแม้รายละเอียดของ MOU 43-44 จะไม่ได้ถูกกล่าวถึงอย่างละเอียดในข่าว แต่การที่ญัตตินี้ถูกบรรจุเป็นเรื่องด่วนและมีการตกลงระหว่างวิปทั้งสองฝ่ายว่าจะนำมาพิจารณา แสดงให้เห็นว่ามันเป็นประเด็นที่มีความสำคัญและอาจส่งผลกระทบต่อประเทศในวงกว้าง การที่รัฐบาลพยายามหลีกเลี่ยงการอภิปรายจึงน่าตั้งข้อสังเกตและเรียกร้องให้มีการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างโปร่งใส

การที่พรรคร่วมฝ่ายค้านออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อการกระทำของนายไชยา พรหมา สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น การชิงปิดประชุมสภาฯ ไม่เพียงแต่เป็นการทำลายข้อตกลงระหว่างวิปทั้งสองฝ่าย แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงการขาดความเคารพต่อกระบวนการทางรัฐสภาและความต้องการของประชาชน

ถึงแม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันจะเต็มไปด้วยความผันผวนและความไม่แน่นอน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนยังคงมีความหวังและศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย การที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันรักษาและพัฒนาระบอบนี้ให้มีความเข้มแข็งและโปร่งใส จะเป็นหนทางเดียวที่จะนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

ที่มา – ฝ่ายค้านแท็กทีมถล่ม “ไชยา” ชิงปิดประชุมสภาฯ หนีถกญัตติด่วน MOU 43-44

Scroll to top